# Reeracoen Thailand Regional Blog > ### การมีทีมสรรหาที่โฟกัสด้าน Hiring โดยเฉพาะ ช่วยองค์กรเติบโตได้เร็วขึ้น การมีทีมสรรหาที่โฟกัสด้าน Hiring โดยเฉพาะ ช่วยองค์กรเติบโตได้เร็วขึ้น สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ทั้งผลงานไม่เข้าเป้า บริษัทเติบโตไม่ได้ พนักงานลาออกบ่อย รวมถึง ใช้งบรายจ่ายสูง แต่ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ส่วนหนึ่งมีจุดเริ่มต้นจาก “ความผิดพลาดในการจ้างงาน” หลายบริษัทเข้าใจว่า การจ้างงาน = แค่ลงประกาศ รับคนมาสัมภาษณ์ และรอต้อนรับพนักงานใหม่เท่านั้น แต่ความจริง “การจ้างงานที่ดี” มีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่านั้น กว่าแต่ละแผนกจะได้ “เพชรเม็ดงาม” เข้ามาร่วมทีมก็ต้องผ่านการทำงานหลายขั้นตอน ได้แก่ วิเคราะห์ความต้องการ และกำหนดสเปคผู้สมัคร สรรหาผู้สมัคร จากช่องทางที่เหมาะสม คัดกรองโปรไฟล์เบื้องต้น ก่อนนัดสัมภาษณ์ จัดตารางสัมภาษณ์ บริหาร Pipeline ผู้สมัคร สรุปผลการประเมินศักยภาพ Reference Check กับต้นสังกัดเก่า จัดทำ Offer letter และต่อรองเงื่อนไข ออนบอร์ดพนักงานใหม่ให้พร้อมลุยงานจริง! ซึ่งการทำงานแต่ละขั้นตอน ต่างอาศัยเวลาและความละเอียดสูง ดังนั้นการมี "ทีมที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาโดยเฉพาะ" ที่สามารถโฟกัสกับการเลือก "คนที่ใช่" ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยกังวลถึงภาระงานส่วนอื่นที่เข้ามารบกวน จึงช่วยให้องค์กรมีโอกาสพัฒนาได้เร็วกว่า ทีมสรรหาเฉพาะทาง ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างไร Hiring Process เร็วขึ้น ได้คนที่ใช่เร็วขึ้น ลดระยะเวลารอ (Downtime) ขององค์กร ทีมทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาสอนงานให้คนที่ยังขาดความพร้อม องค์กรพัฒนาก้าวหน้าไวขึ้น ทีมจะได้คนที่มีความสามารถและพร้อมทำงานได้ทันที เริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ได้เร็วกว่าเดิม วัฒนธรรมองค์กรแข็งแกร่งขึ้น ลดโอกาสเกิดปัญหาการทำงานระหว่างทีม และสุดท้าย สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้ในระยะยาว เริ่มสัมผัสถึงความแตกต่างของการมีทีมสรรหาเฉพาะทาง เสริมความเฉียบคมให้กับการจ้างงานด้วย SourcedOut! สัมภาษณ์กี่คนก็ได้ ดูโปรไฟล์กี่รอบก็ไม่จำกัด ดูแลกระบวนการจ้างงาน 5 ใน 6 ขั้นตอน ค่าบริการต่ำกว่าเฉลี่ย 30-60% จ่ายเฉพาะเมื่อเจอคนที่ “ใช่” ที่สุดเท่านั้น พร้อมช่วยให้คุณได้คนที่ใช่ ตรงเวลา และรองรับการเติบโตในอนาคต ### การมีทีมสรรหาที่โฟกัสด้าน Hiring โดยเฉพาะ ช่วยองค์กรเติบโตได้เร็วขึ้น การมีทีมสรรหาที่โฟกัสด้าน Hiring โดยเฉพาะ ช่วยองค์กรเติบโตได้เร็วขึ้น สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ทั้งผลงานไม่เข้าเป้า บริษัทเติบโตไม่ได้ พนักงานลาออกบ่อย รวมถึง ใช้งบรายจ่ายสูง แต่ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ส่วนหนึ่งมีจุดเริ่มต้นจาก “ความผิดพลาดในการจ้างงาน” หลายบริษัทเข้าใจว่า การจ้างงาน = แค่ลงประกาศ รับคนมาสัมภาษณ์ และรอต้อนรับพนักงานใหม่เท่านั้น แต่ความจริง “การจ้างงานที่ดี” มีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่านั้น กว่าแต่ละแผนกจะได้ “เพชรเม็ดงาม” เข้ามาร่วมทีมก็ต้องผ่านการทำงานหลายขั้นตอน ได้แก่ วิเคราะห์ความต้องการ และกำหนดสเปคผู้สมัคร สรรหาผู้สมัคร จากช่องทางที่เหมาะสม คัดกรองโปรไฟล์เบื้องต้น ก่อนนัดสัมภาษณ์ จัดตารางสัมภาษณ์ บริหาร Pipeline ผู้สมัคร สรุปผลการประเมินศักยภาพ Reference Check กับต้นสังกัดเก่า จัดทำ Offer letter และต่อรองเงื่อนไข ออนบอร์ดพนักงานใหม่ให้พร้อมลุยงานจริง! ซึ่งการทำงานแต่ละขั้นตอน ต่างอาศัยเวลาและความละเอียดสูง ดังนั้นการมี "ทีมที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาโดยเฉพาะ" ที่สามารถโฟกัสกับการเลือก "คนที่ใช่" ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยกังวลถึงภาระงานส่วนอื่นที่เข้ามารบกวน จึงช่วยให้องค์กรมีโอกาสพัฒนาได้เร็วกว่า ทีมสรรหาเฉพาะทาง ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างไร Hiring Process เร็วขึ้น ได้คนที่ใช่เร็วขึ้น ลดระยะเวลารอ (Downtime) ขององค์กร ทีมทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาสอนงานให้คนที่ยังขาดความพร้อม องค์กรพัฒนาก้าวหน้าไวขึ้น ทีมจะได้คนที่มีความสามารถและพร้อมทำงานได้ทันที เริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ได้เร็วกว่าเดิม วัฒนธรรมองค์กรแข็งแกร่งขึ้น ลดโอกาสเกิดปัญหาการทำงานระหว่างทีม และสุดท้าย สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้ในระยะยาว เริ่มสัมผัสถึงความแตกต่างของการมีทีมสรรหาเฉพาะทาง เสริมความเฉียบคมให้กับการจ้างงานด้วย SourcedOut! สัมภาษณ์กี่คนก็ได้ ดูโปรไฟล์กี่รอบก็ไม่จำกัด ดูแลกระบวนการจ้างงาน 5 ใน 6 ขั้นตอน ค่าบริการต่ำกว่าเฉลี่ย 30-60% จ่ายเฉพาะเมื่อเจอคนที่ “ใช่” ที่สุดเท่านั้น พร้อมช่วยให้คุณได้คนที่ใช่ ตรงเวลา และรองรับการเติบโตในอนาคต ### เปลี่ยนงาน = ต้องเริ่มจากเปลี่ยนวิธีหางานก่อน จากการทำงาน Recruit มาเกือบ 10 ปี ทุกวันนี้คนเก่งหลายคน…ไม่ได้สมัครงานเองแล้ว แต่ “บริษัทเป็นฝ่ายทักติดต่อเข้าไปหาก่อน” ด้วยซ้ำ มันไม่ใช่แค่เรื่องดวงหรือเส้น แต่มันคือพฤติกรรมการหางานที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เริ่ม "วางตัวเองให้ถูกที่" แทนที่จะวิ่งหางาน ก็ปรับมุมมองเป็น... ทำยังไงให้งานดี ๆ มาเจอเราเอง?  เขารู้จักจัดวางตัวตนในโลกออนไลน์ ไม่ใช่แค่เรซูเม่สวย แต่รู้ว่า LinkedIn, โปรไฟล์ลิงก์ หรือโพสต์เล็ก ๆ ใน IG/FB สามารถเล่า “เขาคือใคร” และ “เหมาะกับงานแบบไหน” ได้แบบกลาย ๆ  เขาไม่ยัดตัวเองใส่ทุกตำแหน่ง เขาเลือก และชัดเจนว่าเขาอยากทำอะไร ทำได้ดีด้านไหน ยิ่งชัด = ยิ่งมีโอกาสเจอบริษัทที่ใช่ เขารู้ว่าการหางานคือการตลาดอย่างหนึ่ง บางคนเขียนโพสต์สั้น ๆ แชร์มุมมองในงานตัวเอง แค่นั้นก็มีคนทักมาชวนคุยเรื่องงานแล้ว เขาเปิดช่องให้ติดต่อได้ง่าย ไม่ใช่แค่เปิด LinkedIn แล้วจบ แต่มีช่องทางอื่นที่ HR เข้าไปดูต่อได้ เช่น โปรไฟล์ลิงก์สั้นหรือ portfolio page ทุกวันนี้ หางานไม่ใช่แค่ส่งเรซูเม่ไปเยอะ ๆ แต่มันคือการ “วางตัวเองให้ถูกที่ แล้วปล่อยให้งานที่ใช่เข้ามาหา” ถ้าคุณกำลังอยากเปลี่ยนงาน ลองเริ่มจากเปลี่ยนมุมมองแบบนี้ก่อนก็ได้ ProFi เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณอยู่ตรงนั้น — จุดที่บริษัทดี ๆ กำลังมองหาอยู่พอดี นี่ไม่ใช่เทคนิคใหม่อะไร แต่เป็น "วิธีคิด" ที่คนทำงานสมัยนี้เริ่มใช้กันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าคุณรู้สึกว่าวิธีเดิม ๆ เริ่มไม่ได้ผล อาจถึงเวลาลองวิธีใหม่ที่ไม่ต้องเหนื่อยเท่าเดิมก็ได้   ### 10 วินาทีแรกของการมองผ่าน CV คือโอกาสได้งานที่สำคัญ! – มุมมองจาก Recruiter "HR ดูเรซูเม่กันวันละกี่สิบกี่ร้อยฉบับ? ถ้าเป็นองค์กรใหญ่ๆ ก็บอกเลยว่าเยอะมาก! บางตำแหน่งคนสมัครเป็นร้อย และในความเป็นจริง HR หรือ Recruiter ใช้เวลาเฉลี่ยไม่ถึง 10 วินาที ในการ skim ผ่าน CV แต่ละใบก่อนตัดสินใจว่าจะอ่านต่อหรือไม่".แล้วอะไรที่ทำให้ CV ของคุณน่าสนใจ และดึงดูดให้อ่านต่อภายในเวลา 10 วินาทีนี้?.จากมุมมองของ Recruiter ที่ผ่านโปรไฟล์ผู้สมัครมาเยอะมากกก เลยอยากแชร์สรุป 3 จุดที่สำคัญที่เวลาเห็นใน CV ของผู้สมัครแล้ว มักจะสะดุดตาตลอด !.1. Headline ที่ชัดเจน – เปิดมาแล้วรู้เลยว่าคุณคือใคร- หลีกเลี่ยงคำทั่วๆไป เช่น คำว่า "Job Seeker" หรือ "Looking for Opportunities"- ใช้คำที่เป็น keyword ใน Role นั้นๆ อาจจะเป็น Job Title + จุดแข็งของคุณ เช่น"Data Analyst | SQL & Python | Expert in Business Intelligence"HR ต้องเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งไหน!.2. Professional Summary – 2-3 บรรทัดที่อ่านจบแล้วต้อง WOW !- แทนที่จะบอกว่าคุณ "ขยัน อดทน พร้อมเรียนรู้" ให้บอกเลยว่า "คุณทำอะไรได้ และช่วยองค์กรอย่างไรได้บ้าง"- เช่น "นักการตลาดดิจิทัลที่มีประสบการณ์ 5 ปี เชี่ยวชาญด้าน Performance Marketing และวิเคราะห์ Data-Driven Strategy เพื่อเพิ่ม Conversion"นี่คือจุดที่ทำให้ HR ตัดสินใจว่าจะอ่านต่อหรือไม่!.3. ผลงานที่พิสูจน์ว่าคุณเก่งจริง (Achievements & Portfolio)- ตัวเลขช่วยได้! เช่น "ช่วยเพิ่มยอดขาย 30% ใน 6 เดือนผ่านแคมเปญโฆษณา FB Ads"- มีลิงก์พอร์ตหรือโปรเจกต์ที่ทำสำเร็จ? ใส่ไปเลย!- เพราะแค่บอกว่า 'มีประสบการณ์' ยังไม่พอ – ต้องมีหลักฐานที่ทำให้ HR มั่นใจว่าคุณทำได้จริง!.อย่าลืมลองกลับไปเช็ค CV ของคุณ แล้วถามตัวเองว่า:“ถ้าคุณเป็น HR คุณจะสนใจอ่าน CV นี้ต่อไหม?”.#RecruiterTips #JobSeeker #CareerGrowth #WinningCareerProfile #ProFi See less ### ทำไมบางคนถูกเลือก ทั้งที่อาจไม่ได้เก่งที่สุด? ถึงผู้สมัครที่อาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่ง และคิดว่าเราคงไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกๆในการเลือกเข้าทำงาน จึงเลือกที่จะปิดโอกาสตัวเอง แต่เชื่อมั๊ยครับว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เก่งที่สุดในแง่ทักษะหรือประสบการณ์แต่ก็มีวิธีที่ทำให้เราได้รับโอกาสมากกว่าคนที่มีโปรไฟล์โดดเด่นกว่า นี่คือ 3 ปัจจัยที่มักทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาในการตัดสินใจของ Recruiter ในการคัดเลือกเข้าทำงานครับ . ทัศนคติที่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร . หลายครั้งบริษัทไม่ได้มองหาคนที่ "เก่งที่สุด" แต่ต้องการคนที่ "ใช่ที่สุด" สำหรับทีม เพราะทักษะสามารถฝึกฝนได้ แต่ทัศนคติเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสอนได้ยากยิ่งกว่า ยิ่งเราใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับองค์กร รู้ว่าวัฒนธรรมเป็นยังไง เค้ามีแนวคิดแบบไหน ก็ยิ่งง่ายที่เราจะเลือกใช้ภาษาที่สอดคล้องกันตอนสัมภาษณ์ หรือปรับตัวเองให้มีทัศนคติที่ทุกองค์กรต้องการ . ความสามารถในการเล่าเรื่อง (Storytelling) เวลาให้สัมภาษณ์ . การสัมภาษณ์ไม่ใช่แค่การตอบคำถามให้ถูกต้อง แต่คือการ "เล่าเรื่อง" ตัวเองให้น่าสนใจและทำให้ผู้สัมภาษณ์จดจำคุณได้ ซึ่งการจะมีวิธี Story Telling ที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝน และกำหนดโครงสร้างในการเล่าเรื่องของเราที่ชัดเจน ลองกำหนดโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้ (สถานการณ์ → บทบาทของคุณ → วิธีแก้ปัญหา → ผลลัพธ์) ใช้การเชื่อมโยงประสบการณ์เข้ากับสิ่งที่บริษัทต้องการ ใช้ตัวอย่างที่จับต้องได้ และแสดงให้เห็นถึงทักษะหรือแนวคิดการทำงานของคุณ . วิธีฝึก: ลองเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณให้เพื่อนหรือคนรู้จักฟัง แล้วขอ Feedback ฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์โดยใช้วิธี STAR (Situation, Task, Action, Result) . ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในการสัมภาษณ์ . บางครั้ง สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้แหละที่ทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพและสร้างความประทับใจให้กับ Recruiter . ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะคนที่ตรงต่อเวลา มักสะท้อนถึงความรับผิดชอบและวินัย ความใส่ใจรายละเอียด แสดงถึงความพิถีพิถัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ เช็คความถูกต้องของ Resume & Cover Letter ก่อนส่ง อย่าปล่อยให้มีคำผิดหรือรูปแบบไม่เป็นระเบียบ ตั้งคำถามที่เหมาะสม เวลาเจอ HR เช่น "วัฒนธรรมการทำงานที่นี่เป็นแบบไหน?" สิ่งนี้แสดงว่าคุณใส่ใจมากกว่าคนที่มาสัมภาษณ์เพียงเพื่อขอผ่าน . เห็นแล้วใช่มั๊ยครับว่าบางครั้งการถูกเลือกไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "คุณเก่งที่สุด" แต่ขึ้นอยู่กับว่า "คุณเหมาะที่สุด" สำหรับบริษัทนั้น ๆ หรือไม่ - มีทัศนคติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร - เล่าเรื่องตัวเองให้น่าสนใจและเชื่อมโยงกับความต้องการของบริษัท - ใส่ใจรายละเอียดและแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ . ถ้าคุณทำได้ดีใน 3 เรื่องนี้ ต่อให้ไม่ได้เก่งที่สุด โอกาสก็จะเป็นของคุณมากขึ้นแน่นอน! #CareerDevelopment #Recruitment #JobSeeker #jobsearchtips #jobopportunity ### ทำไมบางคนถูกเลือก ทั้งที่อาจไม่ได้เก่งที่สุด? ถึงผู้สมัครที่อาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่ง และคิดว่าเราคงไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกๆในการเลือกเข้าทำงาน จึงเลือกที่จะปิดโอกาสตัวเอง แต่เชื่อมั๊ยครับว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เก่งที่สุดในแง่ทักษะหรือประสบการณ์แต่ก็มีวิธีที่ทำให้เราได้รับโอกาสมากกว่าคนที่มีโปรไฟล์โดดเด่นกว่า นี่คือ 3 ปัจจัยที่มักทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาในการตัดสินใจของ Recruiter ในการคัดเลือกเข้าทำงานครับ . ทัศนคติที่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร . หลายครั้งบริษัทไม่ได้มองหาคนที่ "เก่งที่สุด" แต่ต้องการคนที่ "ใช่ที่สุด" สำหรับทีม เพราะทักษะสามารถฝึกฝนได้ แต่ทัศนคติเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสอนได้ยากยิ่งกว่า ยิ่งเราใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับองค์กร รู้ว่าวัฒนธรรมเป็นยังไง เค้ามีแนวคิดแบบไหน ก็ยิ่งง่ายที่เราจะเลือกใช้ภาษาที่สอดคล้องกันตอนสัมภาษณ์ หรือปรับตัวเองให้มีทัศนคติที่ทุกองค์กรต้องการ . ความสามารถในการเล่าเรื่อง (Storytelling) เวลาให้สัมภาษณ์ . การสัมภาษณ์ไม่ใช่แค่การตอบคำถามให้ถูกต้อง แต่คือการ "เล่าเรื่อง" ตัวเองให้น่าสนใจและทำให้ผู้สัมภาษณ์จดจำคุณได้ ซึ่งการจะมีวิธี Story Telling ที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝน และกำหนดโครงสร้างในการเล่าเรื่องของเราที่ชัดเจน ลองกำหนดโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้ (สถานการณ์ → บทบาทของคุณ → วิธีแก้ปัญหา → ผลลัพธ์) ใช้การเชื่อมโยงประสบการณ์เข้ากับสิ่งที่บริษัทต้องการ ใช้ตัวอย่างที่จับต้องได้ และแสดงให้เห็นถึงทักษะหรือแนวคิดการทำงานของคุณ . วิธีฝึก: ลองเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณให้เพื่อนหรือคนรู้จักฟัง แล้วขอ Feedback ฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์โดยใช้วิธี STAR (Situation, Task, Action, Result) . ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในการสัมภาษณ์ . บางครั้ง สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้แหละที่ทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพและสร้างความประทับใจให้กับ Recruiter . ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะคนที่ตรงต่อเวลา มักสะท้อนถึงความรับผิดชอบและวินัย ความใส่ใจรายละเอียด แสดงถึงความพิถีพิถัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ เช็คความถูกต้องของ Resume & Cover Letter ก่อนส่ง อย่าปล่อยให้มีคำผิดหรือรูปแบบไม่เป็นระเบียบ ตั้งคำถามที่เหมาะสม เวลาเจอ HR เช่น "วัฒนธรรมการทำงานที่นี่เป็นแบบไหน?" สิ่งนี้แสดงว่าคุณใส่ใจมากกว่าคนที่มาสัมภาษณ์เพียงเพื่อขอผ่าน . เห็นแล้วใช่มั๊ยครับว่าบางครั้งการถูกเลือกไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "คุณเก่งที่สุด" แต่ขึ้นอยู่กับว่า "คุณเหมาะที่สุด" สำหรับบริษัทนั้น ๆ หรือไม่ - มีทัศนคติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร - เล่าเรื่องตัวเองให้น่าสนใจและเชื่อมโยงกับความต้องการของบริษัท - ใส่ใจรายละเอียดและแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ . ถ้าคุณทำได้ดีใน 3 เรื่องนี้ ต่อให้ไม่ได้เก่งที่สุด โอกาสก็จะเป็นของคุณมากขึ้นแน่นอน! #CareerDevelopment #Recruitment #JobSeeker #jobsearchtips #jobopportunity ### 10 วินาทีแรกของการมองผ่าน CV คือโอกาสได้งานที่สำคัญ! – มุมมองจาก Recruiter "HR ดูเรซูเม่กันวันละกี่สิบกี่ร้อยฉบับ? ถ้าเป็นองค์กรใหญ่ๆ ก็บอกเลยว่าเยอะมาก! บางตำแหน่งคนสมัครเป็นร้อย และในความเป็นจริง HR หรือ Recruiter ใช้เวลาเฉลี่ยไม่ถึง 10 วินาที ในการ skim ผ่าน CV แต่ละใบก่อนตัดสินใจว่าจะอ่านต่อหรือไม่".แล้วอะไรที่ทำให้ CV ของคุณน่าสนใจ และดึงดูดให้อ่านต่อภายในเวลา 10 วินาทีนี้?.จากมุมมองของ Recruiter ที่ผ่านโปรไฟล์ผู้สมัครมาเยอะมากกก เลยอยากแชร์สรุป 3 จุดที่สำคัญที่เวลาเห็นใน CV ของผู้สมัครแล้ว มักจะสะดุดตาตลอด !.1. Headline ที่ชัดเจน – เปิดมาแล้วรู้เลยว่าคุณคือใคร- หลีกเลี่ยงคำทั่วๆไป เช่น คำว่า "Job Seeker" หรือ "Looking for Opportunities"- ใช้คำที่เป็น keyword ใน Role นั้นๆ อาจจะเป็น Job Title + จุดแข็งของคุณ เช่น"Data Analyst | SQL & Python | Expert in Business Intelligence"HR ต้องเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งไหน!.2. Professional Summary – 2-3 บรรทัดที่อ่านจบแล้วต้อง WOW !- แทนที่จะบอกว่าคุณ "ขยัน อดทน พร้อมเรียนรู้" ให้บอกเลยว่า "คุณทำอะไรได้ และช่วยองค์กรอย่างไรได้บ้าง"- เช่น "นักการตลาดดิจิทัลที่มีประสบการณ์ 5 ปี เชี่ยวชาญด้าน Performance Marketing และวิเคราะห์ Data-Driven Strategy เพื่อเพิ่ม Conversion"นี่คือจุดที่ทำให้ HR ตัดสินใจว่าจะอ่านต่อหรือไม่!.3. ผลงานที่พิสูจน์ว่าคุณเก่งจริง (Achievements & Portfolio)- ตัวเลขช่วยได้! เช่น "ช่วยเพิ่มยอดขาย 30% ใน 6 เดือนผ่านแคมเปญโฆษณา FB Ads"- มีลิงก์พอร์ตหรือโปรเจกต์ที่ทำสำเร็จ? ใส่ไปเลย!- เพราะแค่บอกว่า 'มีประสบการณ์' ยังไม่พอ – ต้องมีหลักฐานที่ทำให้ HR มั่นใจว่าคุณทำได้จริง!.อย่าลืมลองกลับไปเช็ค CV ของคุณ แล้วถามตัวเองว่า:“ถ้าคุณเป็น HR คุณจะสนใจอ่าน CV นี้ต่อไหม?”.#RecruiterTips #JobSeeker #CareerGrowth #WinningCareerProfile #ProFi See less ### Build up team ใหม่ เลือกคนอย่างไรให้ทำงานได้ไม่ขัดกัน Build up team ใหม่ เลือกคนอย่างไรให้ทำงานได้ไม่ขัดกัน การสร้างทีมในยุคนี้ ไม่ว่าจะเพื่อเพิ่มพนักงานหรือสร้างทีมใหม่ HR ต้องมีวิสัยทัศน์มองให้ไกลกว่าแค่ “ใครว่าง ใครสมัคร” เพราะโจทย์ที่ต้องมาควบคู่กันเสมอ ได้แก่ ตอบโจทย์เป้าหมายองค์กร สอดคล้องกับคัลเจอร์ของบริษัทในระยะยาว เนื่องจาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจ้างผิดหนึ่งครั้ง ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าใช้จ่ายและโอกาสทางธุรกิจของบริษัท แม้แต่เกิดรอยร้ายด้านความสัมพันธ์ รวมถึงระบบการทำงาน ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นสร้างทีม หรือหาพนักงานเพิ่ม เราต้องแน่ใจว่าตอนนี้ต้องการ “ใคร” “อย่างไร” และ “ทำไม” หาก HR หรือผู้บริหารท่านไหนกำลังวางแผนเรื่องนี้อยู่ SourcedOut นำแนวคิดไปปรับใช้กับการฟอร์มทีมมาฝากกัน ยึดเป้าหมายองค์กรเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่แค่สเปคตำแหน่ง องค์กรต้องรู้ว่าเป้าหมายชัดๆ ใน 6-12 เดือนข้างหน้าคืออะไร เช่น ขยายฐานลูกค้า พัฒนาสินค้า/บริการ หรือเข้ามาวางระบบให้ดีขึ้น เพราะการมีหมุดหมายที่ชัดจะกำหนดว่า "บริษัทต้องการคนแบบไหน"  แมตช์ Character ให้ตรงกับสไตล์ขององค์กร ไม่ใช่แค่สกิล ถึงทักษะเชิง Technical จะบ่งบอกว่าผู้สมัครทำงานได้ดีแค่ไหน แต่คุณสมบัติแบบ Soft skill เองก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เช่น ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร จำเป็นต้องทำงานร่วมกับทีมเป็นหลัก แม้จะมีสกิลระดับ S แต่ทักษะการเข้าสังคมเข้าขั้น F ก็คงไม่ได้ ต้องวิเคราะห์ว่า DNA การทำงานของเราเป็นแบบไหน และเลือกคนที่ทั้ง Blend in พร้อมกับ Stand out ได้ในเวลาเดียวกัน  อย่าประเมินแค่ CV ให้ดู “วิธีการทำงาน” ระหว่างทางด้วย การดูแค่ผลงานในหน้าเรซูเม่อย่างเดียวอาจตอบไม่ได้ว่าเหมาะกับองค์กร เพราะรายละเอียดเล็กๆ อย่างเช่น วิธีการทำงาน แนวคิด การตัดสินใจก็เป็นปัจจัยที่ช่วยคัดกรองได้ว่าถ้าเข้ามาทำงานแล้วจะเวิร์คกับทีมจริงไหม ดังนั้นการสัมภาษณ์คัดกรองเบื้องต้น (Pre-Screen) จึงเป็นขั้นตอนที่ห้ามมอง  Tips เน้นการถามด้วยคำถามปลายเปิดจะทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึก และรู้จักตัวตนของผู้สมัครแต่ละคนที่มากกว่าแค่หน้าเรซูเม่ ถ้าองค์กรของคุณอยากเริ่มต้น Build ทีมอย่างมั่นใจ แพลตฟอร์ม SourcedOut พร้อมช่วยคุณวางรากฐานตั้งแต่วันแรก Pre-screen และ Matching โดยผู้เชี่ยวชาญ ช่วยคัดสรรคนที่ใช่ ทั้งคุณสมบัติและประสบการณ์ ดูแลกระบวนการสรรหาครอบคลุม 5 ใน 6 ขั้นตอน ไร้ความเสี่ยง ไม่ถูกใจผู้สมัคร ไม่คิดค่าบริการ ไม่มี Service Fee ล่วงหน้า เริ่มต้นสรรหาได้ทันที! ### Build up team ใหม่ เลือกคนอย่างไรให้ทำงานได้ไม่ขัดกัน Build up team ใหม่ เลือกคนอย่างไรให้ทำงานได้ไม่ขัดกัน การสร้างทีมในยุคนี้ ไม่ว่าจะเพื่อเพิ่มพนักงานหรือสร้างทีมใหม่ HR ต้องมีวิสัยทัศน์มองให้ไกลกว่าแค่ “ใครว่าง ใครสมัคร” เพราะโจทย์ที่ต้องมาควบคู่กันเสมอ ได้แก่ ตอบโจทย์เป้าหมายองค์กร สอดคล้องกับคัลเจอร์ของบริษัทในระยะยาว เนื่องจาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจ้างผิดหนึ่งครั้ง ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าใช้จ่ายและโอกาสทางธุรกิจของบริษัท แม้แต่เกิดรอยร้ายด้านความสัมพันธ์ รวมถึงระบบการทำงาน ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นสร้างทีม หรือหาพนักงานเพิ่ม เราต้องแน่ใจว่าตอนนี้ต้องการ “ใคร” “อย่างไร” และ “ทำไม” หาก HR หรือผู้บริหารท่านไหนกำลังวางแผนเรื่องนี้อยู่ SourcedOut นำแนวคิดไปปรับใช้กับการฟอร์มทีมมาฝากกัน ยึดเป้าหมายองค์กรเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่แค่สเปคตำแหน่ง องค์กรต้องรู้ว่าเป้าหมายชัดๆ ใน 6-12 เดือนข้างหน้าคืออะไร เช่น ขยายฐานลูกค้า พัฒนาสินค้า/บริการ หรือเข้ามาวางระบบให้ดีขึ้น เพราะการมีหมุดหมายที่ชัดจะกำหนดว่า "บริษัทต้องการคนแบบไหน" แมตช์ Character ให้ตรงกับสไตล์ขององค์กร ไม่ใช่แค่สกิล ถึงทักษะเชิง Technical จะบ่งบอกว่าผู้สมัครทำงานได้ดีแค่ไหน แต่คุณสมบัติแบบ Soft skill เองก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เช่น ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร จำเป็นต้องทำงานร่วมกับทีมเป็นหลัก แม้จะมีสกิลระดับ S แต่ทักษะการเข้าสังคมเข้าขั้น F ก็คงไม่ได้ ต้องวิเคราะห์ว่า DNA การทำงานของเราเป็นแบบไหน และเลือกคนที่ทั้ง Blend in พร้อมกับ Stand out ได้ในเวลาเดียวกัน อย่าประเมินแค่ CV ให้ดู “วิธีการทำงาน” ระหว่างทางด้วย การดูแค่ผลงานในหน้าเรซูเม่อย่างเดียวอาจตอบไม่ได้ว่าเหมาะกับองค์กร เพราะรายละเอียดเล็กๆ อย่างเช่น วิธีการทำงาน แนวคิด การตัดสินใจก็เป็นปัจจัยที่ช่วยคัดกรองได้ว่าถ้าเข้ามาทำงานแล้วจะเวิร์คกับทีมจริงไหม ดังนั้นการสัมภาษณ์คัดกรองเบื้องต้น (Pre-Screen) จึงเป็นขั้นตอนที่ห้ามมอง Tips เน้นการถามด้วยคำถามปลายเปิดจะทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึก และรู้จักตัวตนของผู้สมัครแต่ละคนที่มากกว่าแค่หน้าเรซูเม่ ถ้าองค์กรของคุณอยากเริ่มต้น Build ทีมอย่างมั่นใจ แพลตฟอร์ม SourcedOut พร้อมช่วยคุณวางรากฐานตั้งแต่วันแรก Pre-screen และ Matching โดยผู้เชี่ยวชาญ ช่วยคัดสรรคนที่ใช่ ทั้งคุณสมบัติและประสบการณ์ ดูแลกระบวนการสรรหาครอบคลุม 5 ใน 6 ขั้นตอน ไร้ความเสี่ยง ไม่ถูกใจผู้สมัคร ไม่คิดค่าบริการ ไม่มี Service Fee ล่วงหน้า เริ่มต้นสรรหาได้ทันที! ### หวังผลพนักงานใหม่ทันที ด้วยการหาผู้สมัครแบบ “พร้อมใช้” ไม่ต้องรอสอนงาน หวังผลพนักงานใหม่ทันที ด้วยการหาผู้สมัครแบบ “พร้อมใช้” ไม่ต้องรอสอนงาน ทุกครั้งที่องค์กรเปิดรับพนักงานใหม่เข้ามา เป้าหมายหลักย่อมไม่ใช่แค่เพื่อ “เติมคนให้ครบ” แต่คือการ “หวังผลลัพธ์” ไม่ว่าจะแก้ปัญหา เสริมศักยภาพหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับทีมและองค์กร แต่ในความเป็นจริง กว่าจะเห็นผลกลับต้องรอกันนานหลายเดือน เพราะยังต้องขัดเกลาผู้สมัครอีกหลายขั้นตอน อาทิ การ Onboarding การ Training การปรับตัวให้เข้ากับระบบ การสนับสนุนจากทีมและเครื่องมือในองค์กร และ… ความยากง่ายของเป้าหมายที่กำหนด แม้จะมีความสามารถ แต่ถ้าคนใหม่ต้องเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันแรก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เวลากว่าจะเริ่มสร้าง Impact ให้เห็น ดังนั้นทางออกคือ "เริ่มจากการสรรหาที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง" ซึ่งกระบวนการคัดเลือกคนไม่ใช่แค่การหาคนที่มีโปรไฟล์ดี แต่คือการหาคนที่ “พร้อมทำงานได้เร็ว” และเข้าใจโจทย์ตั้งแต่เริ่ม Recruiter ต้องถ่ายทอดเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจน แจ้งอุปสรรคและข้อจำกัดของงานอย่างโปร่งใส ทำให้ผู้สมัครเข้าใจความท้าทายที่จะต้องเจอหลังจากนี้ รวมถึงช่วยให้เขา “เตรียมตัวล่วงหน้า” ก่อนเริ่มงานจริง หากสามารถเก็บได้ครบทุกเช็กพอยท์ ก็เท่ากับลดระยะเวลาการปรับตัวได้ตั้งแต่วันแรก และอาจจะไม่จำเป็นรอให้ทุกอย่างสุกงอมพร้อมใช้ในเดือนที่สาม SourcedOut ช่วยให้คุณได้คนที่ “พร้อมใช้” ตั้งแต่วันแรก ด้วยกระบวนการสรรหาและคัดกรองที่รัดกุมโดยมืออาชีพ เราช่วยส่งต่อผู้สมัครที่เข้าใจบริบทงาน รู้เป้าหมาย รู้ความคาดหวัง พร้อมทำงานในทิศทางเดียวกับองค์กรและสร้าง Impact ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลารอสอนงานแบบเดิมๆ ถ้าคุณหวังผลจากคนใหม่ อย่ารอ 3 เดือนเพื่อให้เห็นผล เริ่มต้นด้วยการหาคนที่ “ใช่และพร้อม” ตั้งแต่กระบวนการสรรหา ### หวังผลพนักงานใหม่ทันที ด้วยการหาผู้สมัครแบบ “พร้อมใช้” ไม่ต้องรอสอนงาน หวังผลพนักงานใหม่ทันที ด้วยการหาผู้สมัครแบบ “พร้อมใช้” ไม่ต้องรอสอนงาน ทุกครั้งที่องค์กรเปิดรับพนักงานใหม่เข้ามา เป้าหมายหลักย่อมไม่ใช่แค่เพื่อ “เติมคนให้ครบ” แต่คือการ “หวังผลลัพธ์” ไม่ว่าจะแก้ปัญหา เสริมศักยภาพหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับทีมและองค์กร แต่ในความเป็นจริง กว่าจะเห็นผลกลับต้องรอกันนานหลายเดือน เพราะยังต้องขัดเกลาผู้สมัครอีกหลายขั้นตอน อาทิ การ Onboarding การ Training การปรับตัวให้เข้ากับระบบ การสนับสนุนจากทีมและเครื่องมือในองค์กร และ… ความยากง่ายของเป้าหมายที่กำหนด แม้จะมีความสามารถ แต่ถ้าคนใหม่ต้องเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันแรก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เวลากว่าจะเริ่มสร้าง Impact ให้เห็น ดังนั้นทางออกคือ "เริ่มจากการสรรหาที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง" ซึ่งกระบวนการคัดเลือกคนไม่ใช่แค่การหาคนที่มีโปรไฟล์ดี แต่คือการหาคนที่ “พร้อมทำงานได้เร็ว” และเข้าใจโจทย์ตั้งแต่เริ่ม Recruiter ต้องถ่ายทอดเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจน แจ้งอุปสรรคและข้อจำกัดของงานอย่างโปร่งใส ทำให้ผู้สมัครเข้าใจความท้าทายที่จะต้องเจอหลังจากนี้ รวมถึงช่วยให้เขา “เตรียมตัวล่วงหน้า” ก่อนเริ่มงานจริง หากสามารถเก็บได้ครบทุกเช็กพอยท์ ก็เท่ากับลดระยะเวลาการปรับตัวได้ตั้งแต่วันแรก และอาจจะไม่จำเป็นรอให้ทุกอย่างสุกงอมพร้อมใช้ในเดือนที่สาม SourcedOut ช่วยให้คุณได้คนที่ “พร้อมใช้” ตั้งแต่วันแรก ด้วยกระบวนการสรรหาและคัดกรองที่รัดกุมโดยมืออาชีพ เราช่วยส่งต่อผู้สมัครที่เข้าใจบริบทงาน รู้เป้าหมาย รู้ความคาดหวัง พร้อมทำงานในทิศทางเดียวกับองค์กรและสร้าง Impact ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลารอสอนงานแบบเดิมๆ ถ้าคุณหวังผลจากคนใหม่ อย่ารอ 3 เดือนเพื่อให้เห็นผล เริ่มต้นด้วยการหาคนที่ “ใช่และพร้อม” ตั้งแต่กระบวนการสรรหา ### Head Hunter คืออะไร? สำคัญอย่างไรในโลกธุรกิจ สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับงานสรรหาบุคคล จุดเริ่มต้นของคำว่า Head Hunter ต้องย้อนกลับไปในยุคก่อน ที่การจ้างงานยังไม่มีระบบที่ซับซ้อนเหมือนปัจจุบัน คำนี้จึงถูกนำมาใช้ในงานสรรหาบุคลากรเพื่ออธิบายถึงผู้ที่มีหน้าที่ค้นหา และดึงดูด “ผู้มีความสามารถพิเศษ”ให้เข้าร่วมองค์กร ไอเดียดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1945) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจกำลังเริ่มกลับมาฟื้นตัว ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะทางมาขับเคลื่อนองค์กร แต่เนื่องด้วยทักษะที่โดดเด่นเข้าตาหลายบริษัทเป็นทุมเดิมอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้จึงไม่จำเป็นต้องหางานเอง กลับกันบริษัทต่างหากที่ต้องรุมแย่งตัว เพื่อแก้ปัญหานี้ บริษัทใหญ่จึงเริ่มใช้วิธีจ้างบุคคลหรือบริษัทเฉพาะทาง ที่มีจุดเด่นเป็นเครือข่ายกว้างขวางให้ช่วยสอดส่องหากลุ่มคนเหล่านี้ พร้อมโน้มน้าวด้วยวิธีการต่างๆ ให้ย้ายมาทำงานกับบริษัทผู้ว่าจ้าง และนี่ก็คือที่มาของคำว่า Head Hunting จวบจนปัจจุบัน ความแตกต่างของวิธีการทำงานระหว่างการจ้างงานทั่วไปกับ Head Hunting อยู่ที่รูปแบบ ซึ่งทั่วไปจะเน้น “รับสมัคร” รอให้คนเข้ามาหา (Passive Recruitment) แต่ Head Hunter ต้องออกไป “ตามล่า” (Proactive Recruitment) มากกว่า บริษัท Head Hunting และ Recruitment Agency จึงเป็นผู้ช่วยสำคัญในการเติมเต็ม “คนที่ใช่” ให้ตำแหน่งว่าง ในโลกธุรกิจเองก็มีหลายบริษัทที่คอยทำงานดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ เรียกว่า Recruitment Agency คอยให้บริการ Head Hunting ครบวงจร โดยมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นทรัพยากร เครื่องมือ และทีมงานแบบเฉพาะทาง เพื่อที่จะเข้าถึง Talent เก่งๆ ได้รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ จาก Headhunter สู่ Recruitment Agency ในปัจจุบัน Recruitment Agency คือผู้ให้บริการหาบุคลากรแก่บริษัทผู้ว่าจ้าง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการค้นหา คัดกรอง และแนะนำคนที่เหมาะสม ซึ่งบางครั้งอาจรวมถึงบริการ Head Hunting ด้วย ด้วยความที่มีพร้อมทั้งเครื่องมือเทคโนโลยี และฐานข้อมูลผู้สมัคร จึงสามารถเข้าถึงและดึงดูดผู้สมัครคุณภาพได้ดีกว่าการรับสมัครงานทั่วไป จ้างเองก็ได้ แต่ทำไมหลายบริษัทยังเลือกใช้บริการ Recruitment Agency เข้าถึง Talent ที่มีคุณภาพได้มากกว่า มีเครือข่ายกว้างขวางและสามารถเข้าถึงผู้สมัครที่ไม่ได้เปิดรับสมัครงานแต่สนใจโอกาสใหม่ มีทรัพยากรและทีมงานที่เชี่ยวชาญพร้อมใช้ ทั้งทีม Recruiter ที่มีประสบการณ์และเครื่องมือต่างๆ เช่น  CRM, Candidate Database เพื่อหาผู้สมัครอย่างละเอียด ช่วยลดภาระงาน HR ทำให้ฝ่าย HR สามารถโฟกัสกับงานอื่นๆ ได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงในการจ้างงานผิดพลาด เนื่องจากมีประสบการณ์กับ Know-how ในการคัดเลือกคนที่เหมาะกับองค์กร หาคนเก่งให้เจอ ต้องมีตัวช่วยที่ใช่! การหาพนักงานดีๆ ไม่ใช่แค่รอให้โชคช่วย แต่ต้องใช้กลยุทธ์ เครื่องมือ และเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ Reeracoen Thailand ช่วยหาคนที่ใช่ตั้งแต่ระดับทั่วไป ไปจนถึงผู้บริหาร ด้วยเครือข่ายผู้สมัครมากกว่า 3 แสนคน พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญและกระบวนการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Headhunting #Recruitment #HR ### ต้องการคนด่วน แต่ไม่มีผู้สมัครให้สัมภาษณ์? เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้วยการสร้าง Talent Pool ในองค์กร เปิดรับสมัครด่วน แต่ไม่มีผู้สมัครให้สัมภาษณ์ ทำความรู้จักกลยุทธ์สร้าง Talent Pool ให้มีคนพร้อมสัมภาษณ์ตลอดเวลา . หนึ่งในปัญหาที่ Recruiter เจอบ่อยคือ “ต้องการคนด่วน แต่ไม่มีใครพร้อมใช้” ทำให้จำเป็นต้องเริ่มหาใหม่ทุกครั้ง และกว่าจะหาคนได้ก็เสียเวลาไปหลายเดือน . การมีระบบ Hiring ที่แข็งแกร่ง เช่น Talent Pool ในองค์กร ก็จะช่วยสร้าง “ทางลัด” สำหรับเข้าถึงผู้สมัครที่ตรงสายได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอผู้สมัครยื่นโปรไฟล์เข้ามาเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถดึงคนที่ใช่เข้ามาก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นหางาน! และนี่คือ 5 ขั้นตอนสร้างฐานข้อมูลให้องค์กรพร้อมรับคนใหม่เสมอ . 1) แบ่ง Talent Pool ออกเป็นกลุ่มเป้าหมายชัดเจน Talent Pool ที่ดีไม่ใช่แค่ลิสต์รายชื่อของใครก็ได้จำนวนเยอะๆ แต่ต้อง “แบ่งกลุ่มให้ชัด” ว่าใครเหมาะกับอะไร เช่น กลุ่มที่ต้องการหางานทันที (Active Candidates) กลุ่มที่พร้อมเปิดรับโอกาส (Passive Candidates) กลุ่ม Talent ระดับสูง (High-Potential Talent) Tip: ซอฟต์แวร์ CRM หรือ ATS จะช่วยจำแนกประเภทให้ดึงข้อมูลได้ง่าย . 2️) สร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่เก็บข้อมูล Talent Pool ที่ไร้ความเคลื่อนไหวหรือขาดปฏิสัมพันธ์ก็ไม่ต่างจาก "สมุดรายชื่อ" เพราะเราจะไม่สามารถนำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วทำยังไงให้ผู้สมัครยังจำเราได้ และมี engagement กับเรา? ส่ง Career Update หรือเทรนด์ในอุตสาหกรรมให้พวกเขาผ่านอีเมลหรือ Line OA แชร์โอกาสงานที่น่าสนใจ แม้ว่าผู้สมัครจะยังไม่พร้อมเปลี่ยนงาน เชื่อมต่อบน LinkedIn และ มีปฏิสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวของเขา Tip: นอกจากแนะนำงาน ต้องใส่ใจกับความคาดหวังและอนาคตของผู้สมัครด้วย . 3️) ใช้ Employer Branding ช่วยดึงดูดคนเข้ามาเอง ถ้าอยากให้ Talent Pool เต็มไปด้วยบุคลากรคุณภาพ เป้าหมายอันดับแรกต้องทำให้เขา “อยากเข้ามาอยู่ในลิสต์ของเรา” ใช้กลยุทธ์ Employer Branding เพื่อสร้างแรงดึงดูด ทำคอนเทนต์ บอกเล่าถึงวัฒนธรรมองค์กรและโอกาสเติบโต ใช้ Employee Testimonial ให้พนักงานช่วยแชร์ว่าทำไมที่นี่ถึงน่าสนใจ ทำให้ Talent Pool เป็น Community ที่แชร์โอกาสงานและข่าวสารวงการ Tip: ถ้าองค์กรมีจุดเด่นที่น่าดึงดูดก็จะได้รับความสนใจมากขึ้นอัตโนมัติ . 4) สร้าง Referral Program ให้พนักงานช่วยแนะนำกันเอง บางครั้ง Talent ที่ดีก็ไม่ได้มาจากการหาของ Recruiter เสมอไป แต่ยังสามารถได้จากคอนเนกชันส่วนตัวของผู้สมัครและพนักงาน เทคนิคการออกแบบระบบ Referral ในองค์กร ให้โบนัสพิเศษสำหรับการแนะนำงาน เปิด Referral ภายใน Talent Pool เพิ่มเติม ใช้ Social Media ให้พนักงานช่วยแชร์โพสต์รับสมัครงาน Tip: คนเก่งด้วยกันมักดึงดูดคนประเภทเดียวกัน ถ้าอยากได้ Talent ที่แข็งแกร่งการใช้เครือข่าย Referral ก็เป็นตัวช่วยที่ดี . 5️) อย่ารอให้ผู้สมัครหางาน แต่สร้างโอกาสให้เขาอยากเปลี่ยนงาน คนที่ดีที่สุดมักจะไม่ได้อยู่สถานะที่จำเป็นจะต้องมองหางาน แต่ถ้าเราเข้าใจปัญหา หรือแม้แต่ปัจจัยที่จะทำให้เขาสนใจงานใหม่ ก็จะสามารถทำให้พวกเขาเปิดใจรับฟังข้อเสนอได้ โน้มน้าว Passive Candidates ด้วย 3 วิธีต่อไปนี้ เสนอ โอกาสที่ผู้สมัครสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ "มีงานใหม่ สนใจไหม?" ใช้ข้อมูลจากตลาดงาน เพื่อช่วยในการสร้างความสนใจให้กับผู้สมัคร แนะนำผู้สมัครเกี่ยวกับโอกาสที่จะได้รับและโอกาสเติบโต Tip: ถ้าผู้สมัครรู้ว่าเราสามารถสร้างความแตกต่างให้กับเขาได้ ก็มีแนวโน้มที่จะเปิดใจให้ข้อเสนอใหม่ๆ สูงขึ้น . ถ้าเห็นความสำคัญของ Talent Pool แล้ว แต่ยังไม่มีระบบจัดเก็บข้อมูลผู้สมัครที่เหมาะกับองค์กร อย่าปล่อยให้เสียโอกาสจากการขาดเครื่องมือที่ดีไปนานมากกว่านี้ . ไม่ต้องไล่เปิดไฟล์ Spreadsheet หรือขุดหาโปรไฟล์ซ้ำซ้อน ติดตามสถานะผู้สมัครได้ง่าย ไม่พลาดการ Follow-up และเข้าถึง Talent Pool ได้ทุกเมื่อเมื่อต้องการคน . เริ่มต้นใช้งาน ATS by Reeracoen ฟรี! ให้การสร้าง Talent Pool เป็นเรื่องง่าย พร้อมให้หาคนที่ใช่ได้เร็วขึ้น เพราะการทำ Recruitment ที่ดีต้องเริ่มจากการมีระบบที่ดี! . #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #HRsolution #ATS #ApplicantTrackingSystem ### Recruiter vs AI อะไรคือหัวใจหลักของงานสรรหาที่เครื่องจักรทดแทนไม่ได้ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในงาน HR และ Recruitment มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองเรซูเม่ การแมตช์ผู้สมัครกับตำแหน่งงาน หรือแม้แต่ระบบจำลองการสัมภาษณ์ผ่าน AI ที่เริ่มมีในแพลตฟอร์มต่างๆ . ถึงแม้ว่าเครื่องมือ AI จะมีบทบาทในแต่ละส่วนมากขนาดนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถเข้ามาทดแทน Recruiter ที่เป็นมนุษย์ได้ 100% เนื่องจากงานที่เกี่ยวข้องกับ “ความเป็นมนุษย์” นั้นอาศัยความละเอียดอ่อน ซึ่งมีแต่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่ได้ดีที่สุด! . 5 สิ่งที่ AI ยังแทน Recruiter ไม่ได้ 1️⃣ ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ไม่อาจเข้าใจ "ความรู้สึก" ของอีกฝ่ายได้ ต่างจากที่ Recruiter ที่สามารถจับอารมณ์ ความกังวล และแรงจูงใจของผู้สมัคร ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการช่วยให้ผู้สมัครเลือกตัดสินใจในลำดับถัดไป สรุป AI อาจรู้ว่าผู้สมัครเหมาะกับงานนี้ไหมก็จริง แต่ Recruiter นั้นอ่านออกว่าผู้สมัคร "อยาก" ทำงานนี้หรือเปล่า . 2️⃣ การเจรจาต่อรอง (Negotiation & Persuasion) AI อาจช่วยเทียบข้อมูลเงินเดือนและรูปแบบสวัสดิการ แต่ Recruiter คือผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวไปเจรจาต่อรอง เพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งบริษัทและผู้สมัคร ดังนั้น AI อาจจะบอกตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงได้ แต่ Recruiter ต้องช่วยให้ทุกฝ่ายตกลงกับดีลนี้ . 3️⃣ การสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Building) การเป็น Recruiter ไม่ใช่แค่หาคนให้บริษัท แต่ต้องสร้างสะพานเครือข่ายระหว่างผู้สมัครกับองค์กร ให้เกิดความไว้วางใจและสามารถทำงานร่วมกันในระยะยาว ซึ่งการสร้างความผูกพันและรักษาไว้ก็ยังเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ . สรุป AI อาจค้นหาผู้สมัครใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ Recruiter นั้นสามารถสร้าง Candidate Pool ที่มีคุณภาพได้ . 4️⃣ การประเมินในเชิง "ความเป็นมนุษย์" ของผู้สมัคร จุดเด่นของ AI อาจเป็นการคัดกรองที่แม่นยำโดยใช้ Keyword Matching แต่สำหรับ Recruiter ต้องดูว่า “เคมีของผู้สมัคร” เข้ากับทีมได้ไหม หากเข้าไปอยู่ในองค์กรแล้วจะสามารถปรับตัวได้ดีแค่ไหน เช่น โปรไฟล์อาจจะไม่ได้เด่นทุกด้าน แต่มีทัศนคติดีพร้อมไปต่อได้ ความแตกต่างจึงเป็นการคาดการณ์ศักยภาพในอนาคต . 5️⃣ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการแก้ปัญหา บางครั้งการหาคนที่ตรงเป๊ะกับ JD เท่านั้นก็ยากจนอาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ ทำให้ Recruiter ต้องมีไหวพริบในการเสนอทางเลือกอื่นเพื่อหาข้อสรุป เช่น ปรับ JD ลดเงื่อนไขแล้วหาคนที่สามารถพัฒนาได้แทน หรือใช้ช่องทางใหม่ในการหาผู้สมัคร ซึ่ง AI ไม่สามารถคิดนอกกรอบแบบนี้ได้ เนื่องจาก AI จะทำหน้าที่ตามที่ถูกกำหนดไว้ “ในกรอบ” แต่ Recruiter สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ . โดยสรุป งานที่อาศัยความละเอียดอ่อนซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของมนุษย์ ทำให้ AI เป็นเพียงได้แค่ “ตัวช่วย” และ Recruiter ยังคงเป็นหัวใจหลัก . หลายคนสงสัยว่าในอนาคต AI จะมาแทน Recruiter หรือ HR ไหม คำตอบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลได้แค่ไหน แต่อยู่ที่ "เรากำลังทำหน้าที่ Recruiter ในแบบไหน" ต่างหาก . ลองย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ใช้ Empathy ในการเข้าใจผู้สมัครหรือไม่? ใช้ทักษะการเจรจา เพื่อปิดดีล หรือแค่เป็นคนกลางส่งข้อเสนอ? สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย หรือแค่รับใบสมัครแล้วส่งต่อ? นำความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหา หรือทำแค่ตามกระบวนการเดิมๆ? . ถ้าสิ่งที่เราทำในทุกวันนี้มีเพียงแค่ รับใบสมัคร ⏭️ ส่งให้หัวหน้า ⏭️ รอคำตอบ โอกาสจะถูก AI เข้ามาแทนที่ก็มีสูงขึ้นเรื่อยๆ . แต่ถ้าเราเป็น Recruiter ที่เข้าใจมนุษย์ เจรจาต่อรองเป็น สามารถคิดแก้ปัญหาและสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน AI ก็จะเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงานเท่านั้น . คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามว่า AI จะเข้ามาแทนที่เราไหม ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังทำหน้าที่ของตัวเองแบบไหนต่างหาก! . #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruiters #AI ### ผู้สมัครปฏิเสธ Offer  อย่าปล่อยให้ Talent ดี ๆ หลุดมือโดยไร้การควบคุม! เจอผู้สมัครที่ใช่ ทุกอย่างดูลงตัว แต่พอถึงขั้นตอนเสนอเงินเดือน กลับปฏิเสธข้อเสนอซะงั้น! HR หลายคนคงมีโอกาสเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง อย่างนิ่งนอนใจแล้วมองว่ามันเป็นเรื่องปกติแล้วปล่อยไป ซึ่งอาจจะทำให้คุณเสียโอกาสกับผู้สมัครเก่งๆไปได้ เพราะจริงๆแล้วมันอาจจะมีบางอย่างที่ HR สามารถปรับปรุง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครตอบรับข้อเสนอของเราในอัตราที่สูงขึ้นได้  เท่าที่มีโอกาสพูดคุยกับหลายคนที่ปฎิเสธข้อเสนอ เราพบว่า เหตุผลที่พวกเขาปฏิเสธ มักจะซ้ำ ๆ กัน ซึ่งขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ: ปัจจัยที่เรา (HR/Recruiter) ควบคุมไม่ได้  มีบริษัทอื่นเสนอเงินเดือนหรือเงื่อนไขดีกว่า การแข่งขันในโลกการจ้างงานตอนนี้เร็วมาก บางทีผู้สมัครหรือ Talent ที่เก่งๆ หลายครั้งที่ดูสนใจเรา แต่ให้นึกไว้ก่อนว่าเค้าอาจมีข้อเสนอดีๆจากที่อื่นรออยู่ และถ้าคู่แข่งตัดสินใจเร็วกว่าหรือให้แพ็คเกจดีกว่า ผู้สมัครก็มักเลือกไปที่นั่น ผู้สมัครเปลี่ยนใจเรื่องเส้นทางอาชีพ เคยมีเคสที่ผู้สมัครรับ offer ไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่มาเริ่มงาน เพราะอยากทำงานในอุตสาหกรรมหรือตำแหน่งใหม่ๆ ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ครอบครัวหรือการเดินทาง บางคนตอบรับข้อเสนอแล้ว แต่พอไปคิดจริง ๆ เรื่องการเดินทาง หรือความสะดวกในการใช้ชีวิต มันไม่ตอบโจทย์ เลยต้องปฏิเสธ   ปัจจัยที่เรา (HR/Recruiter) พอจะควบคุมได้ Process ช้าเกินไป เคยมีเคสที่ผู้สมัครสนใจมาก ๆ แต่กระบวนการสัมภาษณ์ยืดเยื้อ HR รอการอนุมัติจากฝ่ายต่าง ๆ นานไป พอจะส่ง offer ไปก็สายไปแล้ว เพราะเค้าเลือกบริษัทอื่นไปก่อน  เงินเดือนและสวัสดิการไม่ตอบโจทย์ ผู้สมัครเดี๋ยวนี้เช็คอัตราเงินเดือนจากหลายแหล่ง บางคนมีตัวเลขในใจอยู่แล้ว หรือมีทางเลือกให้การหางานมากขึ้น ถ้าข้อเสนอเราต่ำกว่าที่คาดหวังมาก ๆ ก็มีโอกาสจะถูกปฎิเสธได้ง่ายเช่นกัน  ไม่เห็นโอกาสเติบโตที่ชัดเจน ผมเคยเจอผู้สมัครที่ชอบงาน ชอบทีม แต่พอถามเรื่องอนาคตขององค์กรแล้วรู้สึกว่ามันไม่ชัด เลยลังเลที่จะรับงาน บริษัทที่มีแผน Career Path ความคาดหวังหรือแพลนขององค์กรชัด ๆ มักได้เปรียบตรงนี้  Candidate Experience ไม่ดี บางครั้งไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง "ความรู้สึก" ที่ผู้สมัครมีต่อบริษัทระหว่างกระบวนการสัมภาษณ์เคยมีเคสที่ผู้สมัครบอกว่า "ตอนสัมภาษณ์เหมือน HR ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย คุยแบบรีบๆ" หรือ "Feedback จากบริษัทช้ามาก ทำให้รู้สึกไม่ค่อยโอเค"   แล้วถามว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง? ก่อนอื่นเลยคือการเก็บ feedback จากการสัมภาษณ์ผู้สมัคร หรือแม้แต่เก็บข้อมูลการตอบรับและปฎิเสธขององค์กรเพื่อนำมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาการ Hiring แล้วก็อย่าลืมดูปัจจัยการปฎิเสธที่เราสามารถควบคุมมันได้ อย่าปล่อยให้ขั้นตอนต่างๆนานเกินไป สิ่งที่เราควรเริ่มทำคือควรกลับไปย้อนดูขั้นตอนการสัมภาษณ์และการ feedback ขององค์กร และดูว่ามีจุดไหนที่มักจะใช้เวลาหรือขั้นตอนที่เกินความจำเป็น พร้อมเช็คว่าขั้นตอนนั้นๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นมั๊ย หรือเราสามารถลดขั้นตอนหรือระยะเวลานั้นๆลงได้รึเปล่า ซึ่งถ้าเราหมั่นตรวจสอบและปรับปรุงบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ process การ Hiring ขององค์กรเรา lean ขึ้นและสามารถแข่งขันกับองค์กรอื่นๆได้ ตรวจสอบให้ข้อเสนอองค์กรสามารถแข่งขันได้  HR ควรมีการเก็บข้อมูลเงินเดือนทั้งในและนอกองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อทำข้อมูลเปรียบเทียบรายได้และผลตอบแทนต่างๆ นำไปพูดคุยกับฝ่ายบริหารเพื่อหาข้อเสนอให้น่าดึงดูดมากขึ้น สร้างประสบการณ์สัมภาษณ์ที่ดี  Candidate Experience มีผลต่อการตัดสินใจของผู้สมัครในการตอบรับ offer ของเรามากกว่าที่คิด เพราะประสบการณ์ในการสัมภาษณ์กับองค์กรเป็นจุดแรกที่ผู้สมัครจะรับรู้ถึงการให้ความสำคัญของพนักงานในองค์กร HR ควรมีบทบาทและมีส่วนร่วมรวมถึงสื่อสารให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ hiring ด้วย สื่อสารเรื่องโอกาสในการเติบโตให้ชัดเจนในการสัมภาษณ์  นอกจากเรื่องของรายได้ ความน่าสนใจของตัวงานแล้ว โอกาสในการเติบโตก็เป็นปัจจัยที่ผู้สมัครจะใช้ในการเลือกโอกาสงานในอนาคต อย่าลืมที่จะแชร์ความคาดหวังขององค์กร สิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ และโอกาสที่ผู้สมัครจะเติบโต เพื่อความชัดเจน ก็จะช่วยให้ผู้สมัครตอบรับ offer งานของเราได้มากขึ้น ถ้าหากเราให้ความสำคัญกับขั้นตอนเหล่านี้ ก็มั่นใจได้ว่าอัตราการปฎิเสธ Offer จะลดลงแน่นอน !   #Recruitment #TalentAcquisition #HiringTips ### ผู้สมัครปฏิเสธ Offer  อย่าปล่อยให้ Talent ดี ๆ หลุดมือโดยไร้การควบคุม! เจอผู้สมัครที่ใช่ ทุกอย่างดูลงตัว แต่พอถึงขั้นตอนเสนอเงินเดือน กลับปฏิเสธข้อเสนอซะงั้น! HR หลายคนคงมีโอกาสเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง อย่างนิ่งนอนใจแล้วมองว่ามันเป็นเรื่องปกติแล้วปล่อยไป ซึ่งอาจจะทำให้คุณเสียโอกาสกับผู้สมัครเก่งๆไปได้ เพราะจริงๆแล้วมันอาจจะมีบางอย่างที่ HR สามารถปรับปรุง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครตอบรับข้อเสนอของเราในอัตราที่สูงขึ้นได้  เท่าที่มีโอกาสพูดคุยกับหลายคนที่ปฎิเสธข้อเสนอ เราพบว่า เหตุผลที่พวกเขาปฏิเสธ มักจะซ้ำ ๆ กัน ซึ่งขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ: ปัจจัยที่เรา (HR/Recruiter) ควบคุมไม่ได้  มีบริษัทอื่นเสนอเงินเดือนหรือเงื่อนไขดีกว่า การแข่งขันในโลกการจ้างงานตอนนี้เร็วมาก บางทีผู้สมัครหรือ Talent ที่เก่งๆ หลายครั้งที่ดูสนใจเรา แต่ให้นึกไว้ก่อนว่าเค้าอาจมีข้อเสนอดีๆจากที่อื่นรออยู่ และถ้าคู่แข่งตัดสินใจเร็วกว่าหรือให้แพ็คเกจดีกว่า ผู้สมัครก็มักเลือกไปที่นั่น ผู้สมัครเปลี่ยนใจเรื่องเส้นทางอาชีพ เคยมีเคสที่ผู้สมัครรับ offer ไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่มาเริ่มงาน เพราะอยากทำงานในอุตสาหกรรมหรือตำแหน่งใหม่ๆ ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ครอบครัวหรือการเดินทาง บางคนตอบรับข้อเสนอแล้ว แต่พอไปคิดจริง ๆ เรื่องการเดินทาง หรือความสะดวกในการใช้ชีวิต มันไม่ตอบโจทย์ เลยต้องปฏิเสธ   ปัจจัยที่เรา (HR/Recruiter) พอจะควบคุมได้ Process ช้าเกินไป เคยมีเคสที่ผู้สมัครสนใจมาก ๆ แต่กระบวนการสัมภาษณ์ยืดเยื้อ HR รอการอนุมัติจากฝ่ายต่าง ๆ นานไป พอจะส่ง offer ไปก็สายไปแล้ว เพราะเค้าเลือกบริษัทอื่นไปก่อน  เงินเดือนและสวัสดิการไม่ตอบโจทย์ ผู้สมัครเดี๋ยวนี้เช็คอัตราเงินเดือนจากหลายแหล่ง บางคนมีตัวเลขในใจอยู่แล้ว หรือมีทางเลือกให้การหางานมากขึ้น ถ้าข้อเสนอเราต่ำกว่าที่คาดหวังมาก ๆ ก็มีโอกาสจะถูกปฎิเสธได้ง่ายเช่นกัน  ไม่เห็นโอกาสเติบโตที่ชัดเจน ผมเคยเจอผู้สมัครที่ชอบงาน ชอบทีม แต่พอถามเรื่องอนาคตขององค์กรแล้วรู้สึกว่ามันไม่ชัด เลยลังเลที่จะรับงาน บริษัทที่มีแผน Career Path ความคาดหวังหรือแพลนขององค์กรชัด ๆ มักได้เปรียบตรงนี้  Candidate Experience ไม่ดี บางครั้งไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง "ความรู้สึก" ที่ผู้สมัครมีต่อบริษัทระหว่างกระบวนการสัมภาษณ์เคยมีเคสที่ผู้สมัครบอกว่า "ตอนสัมภาษณ์เหมือน HR ไม่ได้ให้ความสำคัญเลย คุยแบบรีบๆ" หรือ "Feedback จากบริษัทช้ามาก ทำให้รู้สึกไม่ค่อยโอเค"   แล้วถามว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง? ก่อนอื่นเลยคือการเก็บ feedback จากการสัมภาษณ์ผู้สมัคร หรือแม้แต่เก็บข้อมูลการตอบรับและปฎิเสธขององค์กรเพื่อนำมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาการ Hiring แล้วก็อย่าลืมดูปัจจัยการปฎิเสธที่เราสามารถควบคุมมันได้ อย่าปล่อยให้ขั้นตอนต่างๆนานเกินไป สิ่งที่เราควรเริ่มทำคือควรกลับไปย้อนดูขั้นตอนการสัมภาษณ์และการ feedback ขององค์กร และดูว่ามีจุดไหนที่มักจะใช้เวลาหรือขั้นตอนที่เกินความจำเป็น พร้อมเช็คว่าขั้นตอนนั้นๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นมั๊ย หรือเราสามารถลดขั้นตอนหรือระยะเวลานั้นๆลงได้รึเปล่า ซึ่งถ้าเราหมั่นตรวจสอบและปรับปรุงบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ process การ Hiring ขององค์กรเรา lean ขึ้นและสามารถแข่งขันกับองค์กรอื่นๆได้ ตรวจสอบให้ข้อเสนอองค์กรสามารถแข่งขันได้  HR ควรมีการเก็บข้อมูลเงินเดือนทั้งในและนอกองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อทำข้อมูลเปรียบเทียบรายได้และผลตอบแทนต่างๆ นำไปพูดคุยกับฝ่ายบริหารเพื่อหาข้อเสนอให้น่าดึงดูดมากขึ้น สร้างประสบการณ์สัมภาษณ์ที่ดี  Candidate Experience มีผลต่อการตัดสินใจของผู้สมัครในการตอบรับ offer ของเรามากกว่าที่คิด เพราะประสบการณ์ในการสัมภาษณ์กับองค์กรเป็นจุดแรกที่ผู้สมัครจะรับรู้ถึงการให้ความสำคัญของพนักงานในองค์กร HR ควรมีบทบาทและมีส่วนร่วมรวมถึงสื่อสารให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ hiring ด้วย สื่อสารเรื่องโอกาสในการเติบโตให้ชัดเจนในการสัมภาษณ์  นอกจากเรื่องของรายได้ ความน่าสนใจของตัวงานแล้ว โอกาสในการเติบโตก็เป็นปัจจัยที่ผู้สมัครจะใช้ในการเลือกโอกาสงานในอนาคต อย่าลืมที่จะแชร์ความคาดหวังขององค์กร สิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญ และโอกาสที่ผู้สมัครจะเติบโต เพื่อความชัดเจน ก็จะช่วยให้ผู้สมัครตอบรับ offer งานของเราได้มากขึ้น ถ้าหากเราให้ความสำคัญกับขั้นตอนเหล่านี้ ก็มั่นใจได้ว่าอัตราการปฎิเสธ Offer จะลดลงแน่นอน !   #Recruitment #TalentAcquisition #HiringTips ### 面接前に知っておきたい!効果的な自己紹介のポイント 3選を解説 面接が始まると、最初に必ず求められるのが 「自己紹介」 です。 採用担当者は、まずあなたのバックグラウンドを知ることで、次の質問へと進めやすくなります。   自己紹介は一見シンプルに思えるかもしれません。 「名前」「学歴」「現在の職務」「過去の経験」などを簡潔に話せば良いと考えがちですが、 実は 最初の自己紹介が、その後の面接の流れを左右する重要なポイント になります。   しっかり準備した自己紹介ができれば… ✅ 企業の疑問を解消し、スムーズに次の質問へ進める ✅ 難しい質問にも落ち着いて対応できる ✅ 他の候補者との差別化ができる   自己紹介で話すべき3つのポイント 面接の時間は限られているため、要点をまとめて伝えることが大切です。 分かりやすい 「構成」 を意識することで、企業側もあなたに興味を持ちやすくなります。   1) 応募ポジションに関連する経験・実績を説明 📌 求人票をよく確認し、求められるスキルや経験を把握する 📌 具体的な成果や数値を交えて話す 📌 どのように仕事を進め、どんな結果を出したかを明確にする   例: ×  「営業を担当していました」 〇 「10名のチームを率い、新規顧客獲得数を前年比30%向上させました」   2) 現在の仕事と応募ポジションの共通点からこれまでの経験・実績を説明 📌 現在の業務内容(主な役割・補助的な業務) 📌 課題解決のアプローチ 📌 企業にとって参考になりそうな「過去の事例」 例: 例えば、前職でのプロジェクト管理の経験があれば、 「どのように課題を解決し、どんな成果を出したか?」を伝えることで、 「この人はうちの会社でも活躍できそうだ」と思わせることができます。   3) 成功要因を伝える 📌 企業の求めるスキルや人物像を分析し、マッチする強み 📌 例えば、管理職なら「マネジメント力」、営業職なら「交渉力・コミュニケーション力」など 📌 このポジションでどのように貢献できるか?の具体例   例: ×  「新しい環境で挑戦したいです」 〇 「チームの生産性向上に貢献した経験を活かし、御社に貢献したいです」   まとめ 効果的な自己紹介は、面接官に良い印象を与え、 「この人についてもっと知りたい!」と思わせる 大きな武器 になります。   ポイントを押さえておくと… ✅ コミュニケーション能力の高さをアピールできる ✅ 自分の強みを整理し、的確に伝えられる ✅ 面接官が質問しやすくなり、良い流れを作れる   💡 面接の成功は最初の自己紹介から! しっかり面接前に準備をして、 「この人と一緒に働きたい!」 と思わせる自己紹介を目指しましょう。   __________________________________ Reeracoen Recruitmentでは求職者の皆様に合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 タイ国内での転職 / 東南アジアを舞台とした海外就職に興味をお持ちの方は、お気軽にWebサイトの問い合わせ窓口よりお問い合わせください。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。定期更新をしておりますので、お見逃しなく!   →最新の求人情報はこちら →タイの生活情報・記事はこちら →リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 転職先の選び方は?自分に合う会社の見極め方 4選を解説 転職を考える際、ネガティブな要因だけでなくポジティブな要因も考慮することが大切です。 今回は良い転職先を見極めるための「4つのポイント」をご紹介します!   1. 仕事内容が明確で、必要な情報が揃っている 会社の基本情報だけでなく、「具体的な仕事内容」「自分の経験・スキルとの適合性」「入社後のキャリアパス」などを確認しましょう。 ✅ ポイント 仕事内容や期待されるスキルが具体的に記載されている キャリアアップの可能性について明示されている 給与や福利厚生の情報が明確で、曖昧な表現が少ない こうした情報がしっかり公開されている会社は、安定性が高く、従業員に誠実な姿勢を持っている可能性があります。   2. 期待されるスキルと仕事内容が一致している 求人情報に「採用したい人材」の要件が明確に記載されているか確認しましょう。 ✅ ポイント 求人情報に具体的な業務内容と必要なスキルが明示されている 「柔軟に対応できる人」「マルチタスクが得意な人」などの曖昧な表現が少ない 仕事内容とポジションのミスマッチがない 「思っていた仕事と違った…」というミスマッチを防ぐためにも、自分のスキルが活かせる環境かどうかをしっかり見極めることが大切です。   3. 離職率が低い 働きやすい環境が整っている会社は、 定着率が高く、長く働く人が多い傾向にあります。 ✅ ポイント 会社の口コミサイトやSNSで評判をチェック 社風や会社の雰囲気をリサーチ 過去の従業員の退職理由を確認 従業員が長く働き続ける会社は、 「給与・福利厚生」「人間関係」「働き方」などの満足度が高い可能性があります。   4. 採用プロセスがスムーズで、対応が丁寧 採用プロセスを通じて、会社の「価値観」や「対応力」をある程度見極めることができます。 ✅ ポイント 応募後のレスポンスが早い 面接がスムーズで、質問に対してオープンな回答が得られる 面接プロセスが過度に長くない 面接時に誠実な対応をしてくれる企業は、応募者を尊重している証拠です。   💡 まとめ:自分に合う会社を見極める4つのポイント! ✅ 仕事内容やキャリアパスが明確 ✅ 求められるスキルと業務内容が一致している ✅ 離職率が低く、働きやすい環境 ✅ 採用プロセスがスムーズで対応が丁寧 転職活動では、ネガティブな要因だけでなく、こうしたポジティブな要因にも注目し、自分に合った企業を見極めましょう! __________________________________ Reeracoen Recruitmentでは求職者の皆様に合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 タイ国内での転職 / 東南アジアを舞台とした海外就職に興味をお持ちの方は、お気軽にWebサイトの問い合わせ窓口よりお問い合わせください。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。定期更新をしておりますので、お見逃しなく!   →最新の求人情報はこちら →タイの生活情報・記事はこちら →リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### Recruiter vs AI อะไรคือหัวใจหลักของงานสรรหาที่เครื่องจักรทดแทนไม่ได้ AI กำลังเข้ามามีบทบาทในงาน HR และ Recruitment มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองเรซูเม่ การแมตช์ผู้สมัครกับตำแหน่งงาน หรือแม้แต่ระบบจำลองการสัมภาษณ์ผ่าน AI ที่เริ่มมีในแพลตฟอร์มต่างๆ . ถึงแม้ว่าเครื่องมือ AI จะมีบทบาทในแต่ละส่วนมากขนาดนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถเข้ามาทดแทน Recruiter ที่เป็นมนุษย์ได้ 100% เนื่องจากงานที่เกี่ยวข้องกับ “ความเป็นมนุษย์” นั้นอาศัยความละเอียดอ่อน ซึ่งมีแต่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่ได้ดีที่สุด! . 5 สิ่งที่ AI ยังแทน Recruiter ไม่ได้ 1️⃣ ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ไม่อาจเข้าใจ "ความรู้สึก" ของอีกฝ่ายได้ ต่างจากที่ Recruiter ที่สามารถจับอารมณ์ ความกังวล และแรงจูงใจของผู้สมัคร ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการช่วยให้ผู้สมัครเลือกตัดสินใจในลำดับถัดไป สรุป AI อาจรู้ว่าผู้สมัครเหมาะกับงานนี้ไหมก็จริง แต่ Recruiter นั้นอ่านออกว่าผู้สมัคร "อยาก" ทำงานนี้หรือเปล่า . 2️⃣ การเจรจาต่อรอง (Negotiation & Persuasion) AI อาจช่วยเทียบข้อมูลเงินเดือนและรูปแบบสวัสดิการ แต่ Recruiter คือผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวไปเจรจาต่อรอง เพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งบริษัทและผู้สมัคร ดังนั้น AI อาจจะบอกตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงได้ แต่ Recruiter ต้องช่วยให้ทุกฝ่ายตกลงกับดีลนี้ . 3️⃣ การสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Building) การเป็น Recruiter ไม่ใช่แค่หาคนให้บริษัท แต่ต้องสร้างสะพานเครือข่ายระหว่างผู้สมัครกับองค์กร ให้เกิดความไว้วางใจและสามารถทำงานร่วมกันในระยะยาว ซึ่งการสร้างความผูกพันและรักษาไว้ก็ยังเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ . สรุป AI อาจค้นหาผู้สมัครใหม่ได้เรื่อยๆ แต่ Recruiter นั้นสามารถสร้าง Candidate Pool ที่มีคุณภาพได้ . 4️⃣ การประเมินในเชิง "ความเป็นมนุษย์" ของผู้สมัคร จุดเด่นของ AI อาจเป็นการคัดกรองที่แม่นยำโดยใช้ Keyword Matching แต่สำหรับ Recruiter ต้องดูว่า “เคมีของผู้สมัคร” เข้ากับทีมได้ไหม หากเข้าไปอยู่ในองค์กรแล้วจะสามารถปรับตัวได้ดีแค่ไหน เช่น โปรไฟล์อาจจะไม่ได้เด่นทุกด้าน แต่มีทัศนคติดีพร้อมไปต่อได้ ความแตกต่างจึงเป็นการคาดการณ์ศักยภาพในอนาคต . 5️⃣ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการแก้ปัญหา บางครั้งการหาคนที่ตรงเป๊ะกับ JD เท่านั้นก็ยากจนอาจถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ ทำให้ Recruiter ต้องมีไหวพริบในการเสนอทางเลือกอื่นเพื่อหาข้อสรุป เช่น ปรับ JD ลดเงื่อนไขแล้วหาคนที่สามารถพัฒนาได้แทน หรือใช้ช่องทางใหม่ในการหาผู้สมัคร ซึ่ง AI ไม่สามารถคิดนอกกรอบแบบนี้ได้ เนื่องจาก AI จะทำหน้าที่ตามที่ถูกกำหนดไว้ “ในกรอบ” แต่ Recruiter สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ . โดยสรุป งานที่อาศัยความละเอียดอ่อนซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของมนุษย์ ทำให้ AI เป็นเพียงได้แค่ “ตัวช่วย” และ Recruiter ยังคงเป็นหัวใจหลัก . หลายคนสงสัยว่าในอนาคต AI จะมาแทน Recruiter หรือ HR ไหม คำตอบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลได้แค่ไหน แต่อยู่ที่ "เรากำลังทำหน้าที่ Recruiter ในแบบไหน" ต่างหาก . ลองย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ใช้ Empathy ในการเข้าใจผู้สมัครหรือไม่? ใช้ทักษะการเจรจา เพื่อปิดดีล หรือแค่เป็นคนกลางส่งข้อเสนอ? สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย หรือแค่รับใบสมัครแล้วส่งต่อ? นำความคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหา หรือทำแค่ตามกระบวนการเดิมๆ? . ถ้าสิ่งที่เราทำในทุกวันนี้มีเพียงแค่ รับใบสมัคร ⏭️ ส่งให้หัวหน้า ⏭️ รอคำตอบ โอกาสจะถูก AI เข้ามาแทนที่ก็มีสูงขึ้นเรื่อยๆ . แต่ถ้าเราเป็น Recruiter ที่เข้าใจมนุษย์ เจรจาต่อรองเป็น สามารถคิดแก้ปัญหาและสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน AI ก็จะเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงานเท่านั้น . คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามว่า AI จะเข้ามาแทนที่เราไหม ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังทำหน้าที่ของตัวเองแบบไหนต่างหาก! . #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruiters #AI ### ต้องการคนด่วน แต่ไม่มีผู้สมัครให้สัมภาษณ์? เตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้วยการสร้าง Talent Pool ในองค์กร เปิดรับสมัครด่วน แต่ไม่มีผู้สมัครให้สัมภาษณ์ ทำความรู้จักกลยุทธ์สร้าง Talent Pool ให้มีคนพร้อมสัมภาษณ์ตลอดเวลา . หนึ่งในปัญหาที่ Recruiter เจอบ่อยคือ “ต้องการคนด่วน แต่ไม่มีใครพร้อมใช้” ทำให้จำเป็นต้องเริ่มหาใหม่ทุกครั้ง และกว่าจะหาคนได้ก็เสียเวลาไปหลายเดือน . การมีระบบ Hiring ที่แข็งแกร่ง เช่น Talent Pool ในองค์กร ก็จะช่วยสร้าง “ทางลัด” สำหรับเข้าถึงผู้สมัครที่ตรงสายได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลารอผู้สมัครยื่นโปรไฟล์เข้ามาเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถดึงคนที่ใช่เข้ามาก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นหางาน! และนี่คือ 5 ขั้นตอนสร้างฐานข้อมูลให้องค์กรพร้อมรับคนใหม่เสมอ . 1) แบ่ง Talent Pool ออกเป็นกลุ่มเป้าหมายชัดเจน Talent Pool ที่ดีไม่ใช่แค่ลิสต์รายชื่อของใครก็ได้จำนวนเยอะๆ แต่ต้อง “แบ่งกลุ่มให้ชัด” ว่าใครเหมาะกับอะไร เช่น กลุ่มที่ต้องการหางานทันที (Active Candidates) กลุ่มที่พร้อมเปิดรับโอกาส (Passive Candidates) กลุ่ม Talent ระดับสูง (High-Potential Talent) Tip: ซอฟต์แวร์ CRM หรือ ATS จะช่วยจำแนกประเภทให้ดึงข้อมูลได้ง่าย . 2️) สร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่เก็บข้อมูล Talent Pool ที่ไร้ความเคลื่อนไหวหรือขาดปฏิสัมพันธ์ก็ไม่ต่างจาก "สมุดรายชื่อ" เพราะเราจะไม่สามารถนำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วทำยังไงให้ผู้สมัครยังจำเราได้ และมี engagement กับเรา? ส่ง Career Update หรือเทรนด์ในอุตสาหกรรมให้พวกเขาผ่านอีเมลหรือ Line OA แชร์โอกาสงานที่น่าสนใจ แม้ว่าผู้สมัครจะยังไม่พร้อมเปลี่ยนงาน เชื่อมต่อบน LinkedIn และ มีปฏิสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวของเขา Tip: นอกจากแนะนำงาน ต้องใส่ใจกับความคาดหวังและอนาคตของผู้สมัครด้วย . 3️) ใช้ Employer Branding ช่วยดึงดูดคนเข้ามาเอง ถ้าอยากให้ Talent Pool เต็มไปด้วยบุคลากรคุณภาพ เป้าหมายอันดับแรกต้องทำให้เขา “อยากเข้ามาอยู่ในลิสต์ของเรา” ใช้กลยุทธ์ Employer Branding เพื่อสร้างแรงดึงดูด ทำคอนเทนต์ บอกเล่าถึงวัฒนธรรมองค์กรและโอกาสเติบโต ใช้ Employee Testimonial ให้พนักงานช่วยแชร์ว่าทำไมที่นี่ถึงน่าสนใจ ทำให้ Talent Pool เป็น Community ที่แชร์โอกาสงานและข่าวสารวงการ Tip: ถ้าองค์กรมีจุดเด่นที่น่าดึงดูดก็จะได้รับความสนใจมากขึ้นอัตโนมัติ . 4) สร้าง Referral Program ให้พนักงานช่วยแนะนำกันเอง บางครั้ง Talent ที่ดีก็ไม่ได้มาจากการหาของ Recruiter เสมอไป แต่ยังสามารถได้จากคอนเนกชันส่วนตัวของผู้สมัครและพนักงาน เทคนิคการออกแบบระบบ Referral ในองค์กร ให้โบนัสพิเศษสำหรับการแนะนำงาน เปิด Referral ภายใน Talent Pool เพิ่มเติม ใช้ Social Media ให้พนักงานช่วยแชร์โพสต์รับสมัครงาน Tip: คนเก่งด้วยกันมักดึงดูดคนประเภทเดียวกัน ถ้าอยากได้ Talent ที่แข็งแกร่งการใช้เครือข่าย Referral ก็เป็นตัวช่วยที่ดี . 5️) อย่ารอให้ผู้สมัครหางาน แต่สร้างโอกาสให้เขาอยากเปลี่ยนงาน คนที่ดีที่สุดมักจะไม่ได้อยู่สถานะที่จำเป็นจะต้องมองหางาน แต่ถ้าเราเข้าใจปัญหา หรือแม้แต่ปัจจัยที่จะทำให้เขาสนใจงานใหม่ ก็จะสามารถทำให้พวกเขาเปิดใจรับฟังข้อเสนอได้ โน้มน้าว Passive Candidates ด้วย 3 วิธีต่อไปนี้ เสนอ โอกาสที่ผู้สมัครสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ "มีงานใหม่ สนใจไหม?" ใช้ข้อมูลจากตลาดงาน เพื่อช่วยในการสร้างความสนใจให้กับผู้สมัคร แนะนำผู้สมัครเกี่ยวกับโอกาสที่จะได้รับและโอกาสเติบโต Tip: ถ้าผู้สมัครรู้ว่าเราสามารถสร้างความแตกต่างให้กับเขาได้ ก็มีแนวโน้มที่จะเปิดใจให้ข้อเสนอใหม่ๆ สูงขึ้น . ถ้าเห็นความสำคัญของ Talent Pool แล้ว แต่ยังไม่มีระบบจัดเก็บข้อมูลผู้สมัครที่เหมาะกับองค์กร อย่าปล่อยให้เสียโอกาสจากการขาดเครื่องมือที่ดีไปนานมากกว่านี้ . ไม่ต้องไล่เปิดไฟล์ Spreadsheet หรือขุดหาโปรไฟล์ซ้ำซ้อน ติดตามสถานะผู้สมัครได้ง่าย ไม่พลาดการ Follow-up และเข้าถึง Talent Pool ได้ทุกเมื่อเมื่อต้องการคน . เริ่มต้นใช้งาน ATS by Reeracoen ฟรี! ให้การสร้าง Talent Pool เป็นเรื่องง่าย พร้อมให้หาคนที่ใช่ได้เร็วขึ้น เพราะการทำ Recruitment ที่ดีต้องเริ่มจากการมีระบบที่ดี! . #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #HRsolution #ATS #ApplicantTrackingSystem ### Head Hunter คืออะไร? สำคัญอย่างไรในโลกธุรกิจ สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับงานสรรหาบุคคล จุดเริ่มต้นของคำว่า Head Hunter ต้องย้อนกลับไปในยุคก่อน ที่การจ้างงานยังไม่มีระบบที่ซับซ้อนเหมือนปัจจุบัน คำนี้จึงถูกนำมาใช้ในงานสรรหาบุคลากรเพื่ออธิบายถึงผู้ที่มีหน้าที่ค้นหา และดึงดูด “ผู้มีความสามารถพิเศษ”ให้เข้าร่วมองค์กร ไอเดียดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1945) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจกำลังเริ่มกลับมาฟื้นตัว ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะทางมาขับเคลื่อนองค์กร แต่เนื่องด้วยทักษะที่โดดเด่นเข้าตาหลายบริษัทเป็นทุมเดิมอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้จึงไม่จำเป็นต้องหางานเอง กลับกันบริษัทต่างหากที่ต้องรุมแย่งตัว เพื่อแก้ปัญหานี้ บริษัทใหญ่จึงเริ่มใช้วิธีจ้างบุคคลหรือบริษัทเฉพาะทาง ที่มีจุดเด่นเป็นเครือข่ายกว้างขวางให้ช่วยสอดส่องหากลุ่มคนเหล่านี้ พร้อมโน้มน้าวด้วยวิธีการต่างๆ ให้ย้ายมาทำงานกับบริษัทผู้ว่าจ้าง และนี่ก็คือที่มาของคำว่า Head Hunting จวบจนปัจจุบัน ความแตกต่างของวิธีการทำงานระหว่างการจ้างงานทั่วไปกับ Head Hunting อยู่ที่รูปแบบ ซึ่งทั่วไปจะเน้น “รับสมัคร” รอให้คนเข้ามาหา (Passive Recruitment) แต่ Head Hunter ต้องออกไป “ตามล่า” (Proactive Recruitment) มากกว่า บริษัท Head Hunting และ Recruitment Agency จึงเป็นผู้ช่วยสำคัญในการเติมเต็ม “คนที่ใช่” ให้ตำแหน่งว่าง ในโลกธุรกิจเองก็มีหลายบริษัทที่คอยทำงานดูแลด้านนี้โดยเฉพาะ เรียกว่า Recruitment Agency คอยให้บริการ Head Hunting ครบวงจร โดยมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นทรัพยากร เครื่องมือ และทีมงานแบบเฉพาะทาง เพื่อที่จะเข้าถึง Talent เก่งๆ ได้รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ จาก Headhunter สู่ Recruitment Agency ในปัจจุบัน Recruitment Agency คือผู้ให้บริการหาบุคลากรแก่บริษัทผู้ว่าจ้าง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการค้นหา คัดกรอง และแนะนำคนที่เหมาะสม ซึ่งบางครั้งอาจรวมถึงบริการ Head Hunting ด้วย ด้วยความที่มีพร้อมทั้งเครื่องมือเทคโนโลยี และฐานข้อมูลผู้สมัคร จึงสามารถเข้าถึงและดึงดูดผู้สมัครคุณภาพได้ดีกว่าการรับสมัครงานทั่วไป จ้างเองก็ได้ แต่ทำไมหลายบริษัทยังเลือกใช้บริการ Recruitment Agency เข้าถึง Talent ที่มีคุณภาพได้มากกว่า มีเครือข่ายกว้างขวางและสามารถเข้าถึงผู้สมัครที่ไม่ได้เปิดรับสมัครงานแต่สนใจโอกาสใหม่ มีทรัพยากรและทีมงานที่เชี่ยวชาญพร้อมใช้ ทั้งทีม Recruiter ที่มีประสบการณ์และเครื่องมือต่างๆ เช่น  CRM, Candidate Database เพื่อหาผู้สมัครอย่างละเอียด ช่วยลดภาระงาน HR ทำให้ฝ่าย HR สามารถโฟกัสกับงานอื่นๆ ได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงในการจ้างงานผิดพลาด เนื่องจากมีประสบการณ์กับ Know-how ในการคัดเลือกคนที่เหมาะกับองค์กร หาคนเก่งให้เจอ ต้องมีตัวช่วยที่ใช่! การหาพนักงานดีๆ ไม่ใช่แค่รอให้โชคช่วย แต่ต้องใช้กลยุทธ์ เครื่องมือ และเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ Reeracoen Thailand ช่วยหาคนที่ใช่ตั้งแต่ระดับทั่วไป ไปจนถึงผู้บริหาร ด้วยเครือข่ายผู้สมัครมากกว่า 3 แสนคน พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญและกระบวนการคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Headhunting #Recruitment #HR ### Employer Branding เคล็ดลับเพิ่มโอกาสดึงดูดผู้สมัคร ที่สำคัญสำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ปัญหาที่บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางมักจะเจอสำหรับการจ้างงาน คือการขาดแรงดึงดูดผู้สมัคร เพราะบริษัทยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ ดังนั้นวิธีแก้ไขจึงต้องพยายามสื่อสารความน่าสนใจเกี่ยวกับองค์กร หรือก็คือการทำ Employer Branding นั่นเอง แต่ลำพังการประกาศผ่านสื่อทั่วไปอาจไม่ช่วยให้เข้าถึงเป้าหมายได้อย่างตรงจุด บริการจัดหาพนักงานอย่าง Recruitment Agency จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่เปิดโอกาสให้บริษัทได้เข้าหาผู้สมัครที่ตามหามากขึ้น 1. เพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาผู้สมัคร สำหรับบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการได้ไม่นาน หรือยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก การทำงานร่วมกับ Recruitment Agency ที่มีศักยภาพ สามารถช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรได้ ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์องค์กรที่น่าสนใจ ทำให้ผู้สมัครมั่นใจในการทำงานที่ดำเนินการโดยมืออาชีพ 2. เข้าถึงผู้สมัครที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว Recruitment Agency มีฐานข้อมูลผู้สมัครที่กว้างขวางและทำงานในเชิงรุก ซึ่งเหมาะสำหรับการติดต่อเข้าหา Talent ที่เหมาะสมได้ทันที โดยปิดข้อเสียจากการประกาศงาน ซึ่งอาจจะไม่น่าดึงดูดให้ผู้สมัครสนใจ ลดระยะเวลาในการค้นหาบุคลากร ช่วยจับคู่คนที่มีทักษะและค่านิยมสอดคล้องกับองค์กร 3. ช่วยนำเสนอจุดเด่นของบริษัท แม้ว่าบริษัทอาจไม่มีทรัพยากรหรือจุดเด่นเหมือนกับบริษัทใหญ่ แต่ Recruitment Agency สามารถช่วยนำเสนอจุดแข็งด้านอื่น ที่ผู้สมัครอาจไม่ได้รับรู้มาก่อนผ่านประกาศรับสมัครงาน เช่น 👉วัฒนธรรมองค์กรที่น่าดึงดูด 👉โอกาสเติบโตในองค์กร 👉ความยืดหยุ่นในการทำงาน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้สมัครมองเห็นคุณค่าที่แตกต่างของบริษัท 4. ประหยัดเวลาและทรัพยากร สำหรับบริษัทขนาดเล็กก็มักจะมีทีม HR จำนวนจำกัด Recruitment Agency จะช่วยแบ่งเบาภาระได้มากถึง 5 ใน 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การสรรหา คัดเลือกผู้สมัคร ทำชอร์ตลิสต์ ไปจนถึงการสัมภาษณ์ ทำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถเน้นพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มตัว 5. เสริมภาพลักษณ์องค์กรในตลาดแรงงาน Recruitment Agency สามารถช่วยเผยแพร่ข้อมูล พร้อมทั้งโปรโมตบริษัทได้ง่ายกว่าด้วยรูปแบบการทำงานเชิงรุก อาทิ การเผยแพร่ตำแหน่งงานในช่องทางที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัคร 6. การพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตลาดแรงงาน Recruitment Agency มักมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดแรงงาน ดังนั้นการเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจ จะเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข แล้วพัฒนา Employer Branding ได้อย่างมั่นคงแข็งแรง เช่น การกำหนดโครงสร้างเงินเดือนที่น่าดึงดูด หรือการออกแบบกระบวนการจ้างงานที่เหมาะสมและน่าสนใจ สรุป สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง การสร้าง Employer Branding ผ่าน Recruitment Agency เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูดผู้สมัครที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งด้วยทรัพยากรที่จำกัด สร้างจุดเริ่มต้นของทีม Talent ที่แข็งแรง เพื่อพาธุรกิจไปต่อในอนาคตอย่างยั่งยืน ด้วยบริการสรรหาพนักงานมืออาชีพ: https://bit.ly/3DUQpan หรือเร่งสปีดการจ้างงานที่ทุกองค์กรสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเครือข่าย Recruiter กว่า 1,000 คน: https://bit.ly/3OZH96z เครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ยกระดับกระบวนการจ้างงานภายในองค์กรด้วยระบบ ATS ฟรี ติดต่อใช้บริการได้ที่นี่: https://bit.ly/4dV452u ### เคยได้ยินบ่อยกับคำว่า Employer Branding แต่องค์กรจะเริ่มสร้างยังไงดี? ทำไมบางบริษัทแทบไม่ต้องทำอะไร แต่ก็มีคนรอสมัครเข้ามาร่วมงานตลอดเวลา ในขณะที่อีกบริษัทประกาศรับคนทุกวันกลับไม่ค่อยมีใครสนใจ . เคล็ดลับที่ทำให้สองบริษัทนี้มีพลังในการดึงดูดคนต่างกัน ก็คือ "Employer Branding" หรือภาพลักษณ์ของนายจ้าง ที่ส่งผลโดยตรงต่อการได้มารวมถึงรักษาพนักงานที่มีคุณภาพ . หากคุณอยากทำให้บริษัทเป็นที่รู้จัก และสร้างภาพลักษณ์ในฐานะบริษัทที่น่าร่วมงานด้วย นี่คือแนวทางการพัฒนา Employer Branding ที่เริ่มต้นได้จริง! . Employer Branding คือการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท ให้เป็นสถานที่ทำงานที่ดี เต็มไปด้วยบุคลากรคุณภาพ ซึ่งสภาพแวดล้อมดังกล่าวจะดึงดูดให้ใครๆ ก็อยากเข้ามาทำงาน และพนักงานปัจจุบันเองก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร . ทำไมถึงสำคัญ❓ ✅ ดึงดูด Talent ได้ง่ายขึ้น – คนอยากสมัครงานมากขึ้น ✅ ลดอัตราการลาออก – พนักงานรู้สึกผูกพันกับองค์กร ✅ ได้เปรียบในการแข่งขัน – ลูกค้าและพาร์ทเนอร์เกิดมุมมองที่ดี ✅ ลดต้นทุนการสรรหา – ไม่ต้องทำอะไรคนก็มาเข้าหาเอง . 5 ขั้นตอนเริ่มต้นสร้าง Employer Branding 1) เข้าใจตัวเองก่อนว่า “จุดแข็ง” ของบริษัทคืออะไร ส่วนไหนที่สามารถนำเสนอสู่สังคมให้คนอยากมาทำงานด้วย หรือลองตอบตัวเองด้วยคำถามเบื้องต้นเหล่านี้ก่อนก็ได้ . ✅ ทำไมพนักงานถึงชอบทำงานที่นี่ ✅ มีอะไรที่บริษัทของเราแตกต่างจากบริษัทอื่น ✅ ถ้าภาพลักษณ์บริษัทดูไม่ค่อยดี จะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง? . หรือลองทำแบบสอบถามให้พนักงานช่วยชี้จุดแข็ง-จุดอ่อนขององค์กร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาส่วนต่างๆ ให้ดีขึ้นก่อน . 2) ออกแบบ Employee Value Proposition (EVP) ซึ่งเป็น “คุณค่า” ที่บริษัทมอบให้กับพนักงาน แลกกับความพยายามทำงานให้กับองค์กร . 🆙Career Growth – โอกาสเติบโตในสายอาชีพ 🆙Flexible Working – การทำงานแบบยืดหยุ่น 🆙Compensation & Benefits – เงินเดือน โบนัส และสวัสดิการที่ดี 🆙Culture & Purpose – วัฒนธรรมที่ดี และงานที่มีความหมาย . 3) ใช้ Social Media สร้างภาพลักษณ์ที่ดี อยากให้คนรู้จักบริษัทในฐานะ “องค์กรที่น่าทำงานด้วย” ต้องทำให้ทั้งพนักงานและคนภายนอกมองเห็นว่าบริษัทนี้เป็นยังไง . ยกตัวอย่างช่องทางการนำเสนอ LinkedIn – โพสต์เรื่องราวของพนักงาน, วัฒนธรรมองค์กร, การเติบโตในอาชีพ Facebook / Instagram / TikTok – กิจกรรมในที่ทำงาน, เบื้องหลังการทำงาน . 4) สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้สมัคร อยากให้คนพูดถึงบริษัทในแง่ดี ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนรับสมัครงาน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยได้แก่ ประกาศงานยังไม่ดึงดูด ขั้นตอนยุ่งยากเกินไป ตอบกลับช้า หรือแม้แต่หายไปเลยก็มี . ส่วนวิธีแก้ไขคือ เขียนรายละเอียดหน้าที่ให้ชัดเจนโดยมีจุดที่น่าดึงดูด นำเทคโนโลยีมาช่วยคัดกรองและนัดสัมภาษณ์ เพิ่มความเร็วในการทำงาน สื่อสารกับผู้สมัครบ่อยๆ . 5) ทำให้พนักงานปัจจุบันกลายเป็น "Brand Ambassador" ถ้าพนักงานมีความสุข พวกเขาจะเป็นกระบอกเสียงที่ดีที่สุดของบริษัท! ✅ สร้าง "Employee Advocacy Program" – ให้พนักงานช่วยแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับบริษัท ✅ กระตุ้นให้พนักงานรีวิวบริษัทบน Glassdoor หรือ Job Boards ✅ จัดกิจกรรมที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมและสนุกกับการทำงาน . สรุป: ถ้าอยากเริ่มทำ Employer Branding ต้องทำอะไรบ้าง? ✅ เข้าใจจุดแข็งของบริษัท และสิ่งที่พนักงานต้องการ ✅ สร้าง EVP ที่แข็งแกร่ง เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่ง ✅ ใช้ Social Media สื่อสารวัฒนธรรมองค์กร ให้เป็นที่รู้จัก ✅ ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้สมัคร ให้บริษัทดูเป็นมืออาชีพ ✅ ให้พนักงานช่วยกระจายภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร . โปรโมต Employer Branding ขององค์กร ผ่านบริการสรรหาพนักงานจาก Reeracoen Thailand เข้าถึงผู้สมัครที่ใช่อย่างตรงจุด เพื่อความสำเร็จในการจ้างงานที่ตรงใจ ติดต่อปรึกษาได้ทันที!: https://bit.ly/3DUQpan . หรือเร่งสปีดการจ้างงานที่ทุกองค์กรสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเครือข่าย Recruiter กว่า 1,000 คน: https://bit.ly/3OZH96z . เครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ยกระดับกระบวนการจ้างงานภายในองค์กรด้วยระบบ ATS ฟรี ติดต่อใช้บริการได้ที่นี่: https://bit.ly/4dV452u . #ReeracoenThailand #ReeracoenRecruitment   ### 5 สัญญาณที่บอกว่าบริษัทควรมีระบบ ATS ไว้บริหารจัดการข้อมูลผู้สมัครในองค์กร 5 สัญญาณที่บอกว่าบริษัทควรมีระบบ ATS ไว้บริหารจัดการข้อมูลผู้สมัครในองค์กร   ในยุคที่การแข่งขันด้านการจ้างงานมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น การพัฒนากระบวนการสรรหาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ และสามารถเป็นทางออกสำหรับต้นตอของปัญหาที่คุณกำลังเผชิญ อาทิ การทำงานไม่เป็นระบบ มีความซับซ้อนในแต่ละขั้นตอนมากเกินไป รับมือข้อมูลจำนวนมากไม่ได้ ประสานงานกันยากจนทำให้ทุกอย่างล่าช้า โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ระบบ ATS (Applicant Tracking System) หรือแพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการกระบวนการจ้างงานภายในองค์กร ก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยขันน็อตให้ขั้นตอนต่าง ๆ แน่นยิ่งขึ้น แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่ควรใช้มันจริงๆ มาดู 5 สัญญาณที่ชัดเจนกันเลย! 1. ทำงานด้วยระบบ Manual ทั้งหมด หากทีม HR ของคุณยังต้องใช้เวลางานส่วนใหญ่ในแต่ละวัน ไปกับการกรอกข้อมูลใน Spreadsheetl หรือติดตามผู้สมัครผ่านอีเมล โดยไม่มีระบบที่ดีเข้ามาช่วยเหลือ อาจนำไปสู่ปัญหาหลายข้อ ข้อมูลผู้สมัครสูญหายหรือกระจัดกระจาย การสื่อสารที่ล่าช้า การตัดสินใจในการจ้างงานที่ล่าช้า ซึ่งจุดเด่นของระบบ ATS คือการช่วยรวมศูนย์ข้อมูลผู้สมัคร ทำให้ติดตามขั้นตอนต่าง ๆ และสื่อสารได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดข้อผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ได้อีกด้วย 2. ติดตามกระบวนการ - อัปเดตสถานะได้ยาก หากการอัปเดตสถานะผู้สมัครเป็นไปด้วยความยุ่งยาก เช่น ต้องคอยตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อที่จะนำข้อมูลนั้นมาส่งอีเมลโต้ตอบไปมาด้วยตัวเอง การใช้ระบบ ATS เพียงอย่างเดียวก็สามารถช่วยให้คุณ เช็กสถานะของผู้สมัครทั้งหมดได้ในหน้าเดียว ส่งการแจ้งเตือนอัตโนมัติให้ทีม HR และผู้สมัคร ลดความยุ่งยากในการประสานงานระหว่างทีม 3. กระบวนการจ้างงานกินเวลานานเกินไป หากองค์กรใช้เวลากับกระบวนการสรรหามากเกินไป ก็อาจส่งผลให้พลาดโอกาสได้ผู้สมัครที่มีคุณภาพได้เช่นกัน เนื่องจากไม่มีทั้งเวลาและกำลังคนมาดูแล Process เพิ่มเติม ซึ่งประสบการณ์เชิงลบที่ผู้สมัครได้รับระหว่างทาง ก็จะเข้ามามีส่วนต่อการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะร่วมงานด้วยหรือไม่ ดังนั้นการมีระบบ ATS ไว้ใช้ภายในองค์กรจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว ผ่านการคัดกรองและจับคู่ผู้สมัครที่เหมาะสมได้ไวขึ้นกว่าเดิม สามารถจัดการกับขั้นตอนต่าง ๆ ที่เมื่อก่อนใช้เวลานานได้ดียิ่งขึ้น 4. กระบวนการจ้างงานมีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุ หากจะแข่งขันในตลาดการจ้างงานอย่างยั่งยืน องค์กรต้องสามารถวิเคราะห์ปัญหา โอกาส และอุปสรรค เพื่อหาช่องทางพัฒนาพร้อมกับอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้น ระบบ ATS ก็จะช่วยเข้ามาเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนผู้สมัครที่ผ่าน และไม่ผ่านการคัดกรอง รวมถึงประสิทธิภาพของผู้สมัครที่ได้รับจากแต่ละแหล่ง ทำรายงานประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รู้ว่าต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานในส่วนไหน วิเคราะห์กลยุทธ์สำหรับการสรรหาในอนาคตได้ดีขึ้น ไม่เคยสร้าง “ฐานข้อมูล” จากโปรไฟล์ที่เคยสมัครเข้ามา หากบริษัทไม่เคยมองถึงระบบจัดการกับใบสมัครที่ส่งเข้ามา ก็เท่ากับว่าตัดโอกาสจากคนที่ยังมีความสนใจในองค์กรทันที ทั้งที่สามารถสร้างความได้เปรียบสำหรับการจ้างงานครั้งถัดไป ยกระดับการใช้ข้อมูลที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยระบบ ATS จัดเก็บข้อมูลผู้สมัครทั้งหมดไว้ในที่เดียว ค้นหาผู้สมัครเก่าเพื่อพิจารณาสำหรับตำแหน่งใหม่ได้ง่าย สร้างเครือข่ายผู้มีความสามารถสำหรับโอกาสในอนาคต สรุป หากบริษัทของคุณพบหนึ่งในสัญญาณเหล่านี้จากการทำงาน อาจถึงเวลาที่ต้องปรับตัวมองหาเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหา ให้กระบวนการสรรหาทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น Free ATS by Reeracoen Thailand เข้าถึงเครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ยกระดับกระบวนการจ้างงานภายในองค์กร ติดต่อได้ที่: https://bit.ly/4dV452u ### タイ就職における内定後の流れ この記事では、タイにおける内定後の流れを紹介いたします。 基本的には日本の転職と異なる部分はありませんが、タイで転職するには準備が必要なものがあります。   内定通知を頂いてからの流れです。 内定通知を受ける(内定通知書もしくはメールでの通知が一般的) ↓ 条件の確認をし、内定を承諾するかどうかの返答(内定通知から1週間以内の回答が望ましい) ↓ 現職への退職通知 ↓ 入社日を決める ↓ 雇用契約を結ぶ   ここまでは日本での転職と変わりませんが、タイで働くためには以下の準備が必要です。 ① ビザ取得のための手続き、必要書類の準備 ② ワークパミット(労働許可証)取得のための必要書類の準備 ① ビザ取得のための手続き、必要書類の準備について タイで就業するためにはNon Immigrant- BというVISAが必要になります。 まずは90日間滞在が可能なVISAを取得することが一般的です。 内定先の会社から発行される招聘状やその他書類、パスポート(必要残存期間の指定がありますので、大使館のWebサイトを確認ください)、申請書等を大使館へ提出し1週間ほどでVISAを取得することができます。   ●ビザを取得するために個人で準備が必要な書類 ・パスポート ・経歴書(Personal History) ・申請書(Visa Application Form) ・指定されたサイズの証明写真 ・航空券(Eチケット)または航空会社発行の予約確認書コピー   ② ワークパミット(労働許可証)取得のための必要書類の準備 タイへ入国後、VISA更新の際にワークパーミット(労働許可証)が必要になります。 これは外国人がタイで働く上で必ず必要となる許可書です。   ●ワークパーミットを取得するために個人で準備が必要な書類 ・パスポート ・指定されたサイズの証明写真 ・英文卒業証明書 ・タイ国医師からの健康診断書(入国後にタイで取得)   タイへの転職が決まった時点で、必要書類の準備、パスポートの残存期間の確認(必要に応じて更新)を進めると良いでしょう。 入社先の会社によっては、元勤務先からの勤務証明書を必要とする場合がありますので、担当者の指示にしたがい取得をすすめていきましょう。   また、ワークパーミットは、誰にでも許可が下りるわけではなく、タイ人の雇用を守るために規制があります。 ・特定の種類のビザ(Non Immigrant-Bなど)を取得していること ・職務内容、ポジションから見合った能力があるか(学歴や職務経歴) ・企業の経営状況 ・給与 ・従業員のタイ人、外国人の割合 これらが判断の基準となります。   入社までの期間はビザの発給状況にもよりますが、内定承諾後1か月が最短の入社日となることが一般的です。 就業開始までを逆算して、退職交渉を行ってください。   まとめ タイでの転職において、内定承諾後の基本的な流れは日本での転職とほとんど変わりませんが、VISA(Non Immigrant-B)の取得が必要になります。 また、タイ入国後、VISA更新の際にワークパーミット(労働許可証)が必要になります。 共に個人で用意が必要な書類がいくつかあるため、転職活動中にこれらの書類を準備しておくことをおすすめします。   __________________________________ Reeracoen Recruitmentでは求職者の皆様に合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 タイ国内での転職 / 東南アジアを舞台とした海外就職に興味をお持ちの方は、お気軽にWebサイトの問い合わせ窓口よりお問い合わせください。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。定期更新をしておりますので、お見逃しなく!   →最新の求人情報はこちら →タイの生活情報・記事はこちら →リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 5 ทักษะการทำงานแห่งปี 2025 ที่นายจ้างต้องการ และสร้างรายได้สูง 5 ทักษะการทำงานแห่งปี 2025 ที่นายจ้างต้องการ และสร้างรายได้สูง เนื่องในโอกาสเริ่มต้นปี 2025 ทั้งที Reeracoen Thailand อยากเชิญชวนทุกคนมาทบทวนตัวเองกันก่อนจะวิ่งตามเป้าหมายในปีนี้ ลองสังเกตว่าปีที่ผ่านมานั้นงานของตัวเองยากขึ้นไหม ได้รับบททดสอบจากความท้าทายใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอหรือเปล่า แม้กระทั่งมีอะไรที่เราจะต้อง “ปรับตัว” และ “เรียนรู้” ให้มากขึ้นอีก และหากเพื่อนๆ เริ่มสังเกตได้ว่าตัวงานของเราดูจะเปลี่ยนไป ทั้งปัญหาที่ยากขึ้น จู่ๆ ก็มีอุปสรรคมากขึ้นจากหลายทิศทางก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ความสามารถของเราไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะการทำงานในยุคใหม่กำลังอาศัย “ทักษะ” ที่ต่างไปจากเดิม สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานโดย PwC ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าทักษะที่จำเป็นต่องานของพวกเขา จะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเพื่อการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่โลกจะเปลี่ยนแปลง วันนี้เรามี 5 ทักษะการทำงานแห่งปี 2025 มาเป็นแนวทางการเรียนรู้เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนทั้งปีไปด้วยกัน 1) ความคล่องตัวในการใช้งานเครื่องมือ AI ให้เกิดประโยชน์ หลายคนคงเคยได้ยินกันมาไม่น้อยว่าในอนาคต AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่ความจริงคือ “มนุษย์ใช้ที่ AI” ต่างหากที่จะเข้ามาแทนคนที่ยังใช้ไม่เป็น เพราะการป้อนชุดคำสั่งต่างๆ (Prompt) ให้กับ AI เพื่อผลิตชิ้นงานสามารถทุ่นแรง ประหยัดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานได้อย่างตรงจุด ดังนั้นการใช้เครื่องมือ AI จึงเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการนำลักษณะเฉพาะตัวของมนุษย์มาผสมผสาน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ AI เช่น ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น 2) ผู้นำด้าน Digital Transformation ในปี 2025 จะเป็นปีที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานบนระบบคลาวด์เพื่อเพิ่มความแม่นยำ พัฒนาระบบรากฐาน และเป็นผู้นำในตลาดได้ในระยะยาว ดังนั้นคนที่สามารถพาองค์กรเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อก้าวไปข้างหน้าได้จึงกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในโลกการทำงานยุคใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงแค่เพียงนำเทรนด์เทคโนโลยีมาปรับใช้เท่านั้น แต่จะเกิดจากวิสัยทัศน์ระยะยาวที่เน้นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ใช้เทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นการ “ผ่าตัด” โดยที่ทำให้เกิดบาดแผลน้อยที่สุด และได้ผลลัพธ์จากการตัดสินใจดำเนินการอย่างดีที่สุดนั่นเอง 3) ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Perpetual Learning Ability) หลายคนน่าจะเห็นแล้วว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทำให้การปรับตัวเรียนรู้เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และอายุการใช้งานของทักษะที่เคยรู้จักตลอดมาก็จะสั้นลงไปอีกมากจากการ Disrupt ของเครื่องมือ เทคโนโลยีๆ เข้ามาตลอดเวลา จึงบีบให้คนทำงานต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงในอาชีพ แนวคิดแบบดั้งเดิมที่มองว่าการศึกษาจบลงเมื่อก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยจึงอาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เช่นเดียวกับการทำงานบริษัทเดียวตลอดชีวิต เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งที่พาเรามาถึงตรงนี้ได้ ก็อาจไม่สามารถพาเราไปในอนาคต 4) การวางกลยุทธ์ระยะยาว และทักษะแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน แม้ว่าขอบเขตของเทคโนโลยีในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่อาจทดแทนความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของมนุษย์ที่มีความสามารถในการมอง “ภาพกว้าง” ของเหตุและผลที่เชื่อมโยงกัน ทั้งความเสี่ยง ผลกระทบ ทางเลือกต่างๆ ก่อนเลือกตัดสินใจเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในสถานการณ์รวมถึงเงื่อนไขที่องค์กรกำลังเผชิญ 5) ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) เมื่อ AI เข้ามามีบทบาททดแทนงานบางส่วนของมนุษย์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คุณสมบัติหรือทักษะที่เครื่องมือไม่สามารถเลียนแบบได้จึงยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) จะกลายเป็นรากฐานที่สร้างความแตกต่างให้คนทำงาน โดยใจความสำคัญของทักษะความฉลาดทางอารมณ์ คือการเชื่อมโยงถึงกันในยุคที่โลกกำลังเดินอยู่บนระบบดิจิทัล การสื่อสารทางไกลทำได้ง่ายขึ้น แต่เข้าใจความคิดกันยากขึ้น ซึ่งส่งผลอย่างมากกับการทำงานในหลายมิติตั้งแต่ภายในองค์กรไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากปัจจุบันสังคมมีความหลากหลายในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น ทั้งเพศวิถี ศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ การเชื่อมโยงความแตกต่างเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้ได้มากที่สุดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น โดยสรุป ทักษะที่สำคัญต่อการทำงานในปี 2025 และช่วยเสริมสร้างคุณค่าส่วนบุคคลให้เป็นที่ต้องการของนายจ้าง จะเน้นที่การผสมผสานทักษะด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ากับความละเอียดละอ่อนในฐานะมนุษย์ได้อย่างไร้รอยต่อ ปีนี้ใครที่กำลังวางเป้าหมายการพัฒนาตัวเองในด้านการทำงานก็อย่าลืมแบ่งเวลาแล้วนำเอา 5 ทักษะนี้มาครอบครองเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับหน้าโปรไฟล์สำหรับการคว้าโอกาสที่ดีก่อนใคร สรุปอินไซต์ตลาดการจ้างงาน 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 แมตช์งานที่ใช่ผ่านโปรไฟล์การทำงานอย่างตรงใจ ฝากประวัติหางานไว้กับ Reeracoen Thailand ฟรี แล้วให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/zuit6 ### 5 ทักษะการทำงานแห่งปี 2025 ที่นายจ้างต้องการ และสร้างรายได้สูง 5 ทักษะการทำงานแห่งปี 2025 ที่นายจ้างต้องการ และสร้างรายได้สูง เนื่องในโอกาสเริ่มต้นปี 2025 ทั้งที Reeracoen Thailand อยากเชิญชวนทุกคนมาทบทวนตัวเองกันก่อนจะวิ่งตามเป้าหมายในปีนี้ ลองสังเกตว่าปีที่ผ่านมานั้นงานของตัวเองยากขึ้นไหม ได้รับบททดสอบจากความท้าทายใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอหรือเปล่า แม้กระทั่งมีอะไรที่เราจะต้อง “ปรับตัว” และ “เรียนรู้” ให้มากขึ้นอีก และหากเพื่อนๆ เริ่มสังเกตได้ว่าตัวงานของเราดูจะเปลี่ยนไป ทั้งปัญหาที่ยากขึ้น จู่ๆ ก็มีอุปสรรคมากขึ้นจากหลายทิศทางก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ความสามารถของเราไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะการทำงานในยุคใหม่กำลังอาศัย “ทักษะ” ที่ต่างไปจากเดิม สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานโดย PwC ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าทักษะที่จำเป็นต่องานของพวกเขา จะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเพื่อการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่โลกจะเปลี่ยนแปลง วันนี้เรามี 5 ทักษะการทำงานแห่งปี 2025 มาเป็นแนวทางการเรียนรู้เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนทั้งปีไปด้วยกัน 1) ความคล่องตัวในการใช้งานเครื่องมือ AI ให้เกิดประโยชน์ หลายคนคงเคยได้ยินกันมาไม่น้อยว่าในอนาคต AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่ความจริงคือ “มนุษย์ใช้ที่ AI” ต่างหากที่จะเข้ามาแทนคนที่ยังใช้ไม่เป็น เพราะการป้อนชุดคำสั่งต่างๆ (Prompt) ให้กับ AI เพื่อผลิตชิ้นงานสามารถทุ่นแรง ประหยัดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานได้อย่างตรงจุด ดังนั้นการใช้เครื่องมือ AI จึงเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการนำลักษณะเฉพาะตัวของมนุษย์มาผสมผสาน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ AI เช่น ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น 2) ผู้นำด้าน Digital Transformation ในปี 2025 จะเป็นปีที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานบนระบบคลาวด์เพื่อเพิ่มความแม่นยำ พัฒนาระบบรากฐาน และเป็นผู้นำในตลาดได้ในระยะยาว ดังนั้นคนที่สามารถพาองค์กรเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อก้าวไปข้างหน้าได้จึงกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในโลกการทำงานยุคใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงแค่เพียงนำเทรนด์เทคโนโลยีมาปรับใช้เท่านั้น แต่จะเกิดจากวิสัยทัศน์ระยะยาวที่เน้นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ใช้เทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรโดยตรง เรียกได้ว่าเป็นการ “ผ่าตัด” โดยที่ทำให้เกิดบาดแผลน้อยที่สุด และได้ผลลัพธ์จากการตัดสินใจดำเนินการอย่างดีที่สุดนั่นเอง 3) ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Perpetual Learning Ability) หลายคนน่าจะเห็นแล้วว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทำให้การปรับตัวเรียนรู้เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และอายุการใช้งานของทักษะที่เคยรู้จักตลอดมาก็จะสั้นลงไปอีกมากจากการ Disrupt ของเครื่องมือ เทคโนโลยีๆ เข้ามาตลอดเวลา จึงบีบให้คนทำงานต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงในอาชีพ แนวคิดแบบดั้งเดิมที่มองว่าการศึกษาจบลงเมื่อก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยจึงอาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เช่นเดียวกับการทำงานบริษัทเดียวตลอดชีวิต เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปอย่างที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งที่พาเรามาถึงตรงนี้ได้ ก็อาจไม่สามารถพาเราไปในอนาคต 4) การวางกลยุทธ์ระยะยาว และทักษะแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน แม้ว่าขอบเขตของเทคโนโลยีในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่อาจทดแทนความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของมนุษย์ที่มีความสามารถในการมอง “ภาพกว้าง” ของเหตุและผลที่เชื่อมโยงกัน ทั้งความเสี่ยง ผลกระทบ ทางเลือกต่างๆ ก่อนเลือกตัดสินใจเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในสถานการณ์รวมถึงเงื่อนไขที่องค์กรกำลังเผชิญ 5) ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) เมื่อ AI เข้ามามีบทบาททดแทนงานบางส่วนของมนุษย์ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คุณสมบัติหรือทักษะที่เครื่องมือไม่สามารถเลียนแบบได้จึงยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) จะกลายเป็นรากฐานที่สร้างความแตกต่างให้คนทำงาน โดยใจความสำคัญของทักษะความฉลาดทางอารมณ์ คือการเชื่อมโยงถึงกันในยุคที่โลกกำลังเดินอยู่บนระบบดิจิทัล การสื่อสารทางไกลทำได้ง่ายขึ้น แต่เข้าใจความคิดกันยากขึ้น ซึ่งส่งผลอย่างมากกับการทำงานในหลายมิติตั้งแต่ภายในองค์กรไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากปัจจุบันสังคมมีความหลากหลายในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น ทั้งเพศวิถี ศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ การเชื่อมโยงความแตกต่างเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้ได้มากที่สุดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น โดยสรุป ทักษะที่สำคัญต่อการทำงานในปี 2025 และช่วยเสริมสร้างคุณค่าส่วนบุคคลให้เป็นที่ต้องการของนายจ้าง จะเน้นที่การผสมผสานทักษะด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ากับความละเอียดละอ่อนในฐานะมนุษย์ได้อย่างไร้รอยต่อ ปีนี้ใครที่กำลังวางเป้าหมายการพัฒนาตัวเองในด้านการทำงานก็อย่าลืมแบ่งเวลาแล้วนำเอา 5 ทักษะนี้มาครอบครองเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับหน้าโปรไฟล์สำหรับการคว้าโอกาสที่ดีก่อนใคร สรุปอินไซต์ตลาดการจ้างงาน 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 แมตช์งานที่ใช่ผ่านโปรไฟล์การทำงานอย่างตรงใจ ฝากประวัติหางานไว้กับ Reeracoen Thailand ฟรี แล้วให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/zuit6 ### 海外 就職活動の体験談 (新卒で海外就労は可能?) 新卒で海外で働きたい方、興味がある方は多くいらっしゃると思います。 結論から言うと、可能です。特に東南アジア・タイは日系企業の進出も多く、多くの日本人向け求人があります。 今回は実際に新卒で海外での就職活動を行った経験を基に執筆しましたので、新卒で海外就労を希望される皆様の参考になる記事となれば幸いです。   ■目次 新卒で海外で働くために準備すべきこと 海外就職活動のメリット・デメリット 新卒から応募できる求人 給与相場   私は学生時代にタイへの旅行、短期留学を経験し、将来タイと日本を繋ぐ架け橋のような人材になりたいという目標がありました。そのため、新卒でタイで就職することを選択しました。 就職活動を始めたタイミングは大学院卒業の3カ月前です。(一般的な新卒採用とは異なり、就業開始可能日の3カ月前から活動するのが一般的であるため) そして現地の人材エージェントである、弊社Reeracoen Recruitmentへ登録をし、就職活動を行いました。 申し込みから内定までの流れは下記の通りです。 ①キャリアアドバイザーとの個人面談 (紹介可能な企業を把握するため) ②求人応募→書類選考 ③面接(合計2~3回面接をすることが一般的) ④内定   ■ 新卒で海外で働くために準備すべきこと 必要最低限の語学力 (多くの企業で英語または現地の言語が必要なため) 大学卒または大学院卒 (ビザ取得のために必要なケースがある) インターンシップへの参加 パソコンスキルの習得(Excel、Word、PowerPoint) 上記はタイで就職したい方のみならず、他の国で就職したい方にも必要になる可能性が高いです。 そのため、選択できる企業を増やすためにも準備しておくことをおすすめします。 特に語学力については、一般的に英語力をTOEICのスコアで図ることが多いため、TOEICのスコアを取得しておくこともおすすめします。 また、海外でインターンシップへの参加も可能ですので、実際海外で働く経験を積み、生活スタイル等が自分に合うかを確認することも大事だと思います。   ■ 海外就職活動のメリット・デメリット >メリット 若いうちから海外で活躍できるグローバルな人材になれる 英語または現地の言語を使用することが多いため、語学を活かせる 若くして裁量権を持って働ける会社が多い >デメリット 新卒は応募できる企業が限られている 新卒で語学力を活かしたり、裁量権を持って働ける会社もあり、多くのことに挑戦できるメリットがあります。 ですが一報で新卒は応募できる企業が限られているため、就職活動に時間がかかってしまったり、希望する職種に就けないこともあります。   ■ 新卒から応募できる求人 実際に新卒応募可能な場合のある職種をいくつかご紹介します。 ● カスタマーサポート コールセンター等のカスタマーサポート職です。 日本の顧客を対応するか、海外の顧客を対応するかで求められる語学力は異なりますが、日本語のみで働くことも可能です。 ●営業 特にタイは東南アジアの中でも日系企業の進出が多いため、日系顧客をターゲットとした営業職の募集は多く、新卒から応募できる求人もあります。 ●事務スタッフ 簿記2級以上を資格を持っている場合は、新卒から応募できる求人もあります。 ●職職 資格があれば教諭、日本語教師、幼稚園教諭・保育士として働くことが可能です。 また、塾講師の求人もあり、アルバイト経験のある方は優遇されることもあります。   ■ 給与相場 下記の2パターンであるケースが多いです。 >月収30,000THB + 賞与(BPO / ビジネス・プロセス・アウトソーシング職向け) >月収50,000THB + 賞与(BPO以外)   ■ まとめ 新卒でもタイで働くことは可能です。しかし、実体験から事前準備が大切で、語学力を身につけること、インターンシップなどに参加して社会経験をしておくことをおすすめします。 実際に若いうちから海外で働くことは、とても貴重な体験ができます。 日本では体験できない仕事も多くあり、様々なことに挑戦できる環境が海外には多いと感じています。 新卒でタイで働きたい方、興味がある方の就職活動もご支援させていただきたいと願っておりますので、お気軽にお問い合わせくださいませ。   __________________________________ Reeracoen Recruitmentでは求職者の皆様に合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 タイ国内での転職 / 東南アジアを舞台とした海外就職に興味をお持ちの方は、お気軽にWebサイトの問い合わせ窓口よりお問い合わせください。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。定期更新をしておりますので、お見逃しなく!   →最新の求人情報はこちら →タイの生活情報・記事はこちら →リーラコーエンタイの公式LINEはこちら   ### สรุป Insight วิธีทำให้โปรไฟล์ดึงดูดโอกาสงานเข้ามามากขึ้น จากประสบการณ์ของ Recruiter สรุป Insight วิธีทำให้โปรไฟล์ดึงดูดโอกาสงานเข้ามามากขึ้น จากประสบการณ์ของ Recruiter เคยสงสัยไหมว่าบางครั้งคนรอบตัวเรามักจะถูกติดต่องาน หรือได้รับการยื่นข้อเสนอที่ดีจากบริษัทมากมายอยู่เรื่อย แต่พอนำมาเปรียบเทียบกับตัวเองแล้วกลับไม่มีแบบนั้นเลยทั้งที่ความสามารถเราก็ไม่ได้ด้อยแต่ “โอกาส” กลับต่างกัน แล้วสาเหตุคือดวงที่ทำให้ชะตาชีวิตของคนเราไม่เท่ากัน หรือแท้จริงเป็นเพราะขาดเทคนิคที่จะทำให้โปรไฟล์ “เตะตา” วันนี้ Reeracoen Thailand จะมาสรุปวิธีทำให้โปรไฟล์ของคุณดูโดดเด่นเตะตานายจ้าง รวมถึง Recruiter จากบริษัทจัดหางาน ด้วยการปรับเนื้อหาให้ตรงตาม Checkpoint แบบครบจบกันไปเลย การใส่ข้อมูล Career summary ส่วนตัว งานของ Recruiter คือการคัดกรองโปรไฟล์ของคนจำนวนมาก ทำให้มีเวลาเพียงสั้นๆ สำหรับอ่านเนื้อหาที่ถูกเขียนไว้บนเรซูเม่ ดังนั้นจุดที่จะถูกมองเห็นเป็นส่วนแรกจึงเป็นส่วนสรุป (Summary) ซึ่งควรอธิบายสาระสำคัญได้ภายใน 2-3 ประโยคให้กระชับและน่าสนใจ โดยเน้นที่ความโดดเด่น ประสบการณ์ และเป้าหมายในอาชีพ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกดี อยากทำความรู้จักเจ้าของโปรไฟล์นี้มากขึ้น (ไม่ควรใช้คำศัพท์เฉพาะกลุ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก) ระบุ Skills สำคัญที่นายจ้างต้องการให้ครบ ส่วนสำคัญต่อมาสำหรับการทำให้ Recruiter รู้สึกสะดุดตา ผู้สมัครจะต้องระบุชุดทักษะที่สำคัญกับอาชีพของตัวเองและกำลังเป็นที่ต้องการสำหรับองค์กรนายจ้างให้เด่นชัด ควรแบ่งกลุ่มเป็นทักษะเชิงการทำงาน (Hard skills) กับทักษะที่ใช้ในการอยู่ร่วมสังคม (Soft skills) ซึ่งจะดีมากหากอธิบายว่าใช้ทักษะนั้นๆ กับงานในส่วนไหน ใส่ Achievements ที่ได้รับจากการทำงานลงไปด้วย การระบุ “ความสำเร็จ” ถือเป็นตัวช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโปรไฟล์ได้มาก เพราะยืนยันว่านอกจากจะ "ทำงานได้" แล้วยังมี “ผลลัพธ์" ให้เห็นอีกด้วย เคล็ดลับคือการใส่ข้อมูลเป็นตัวเลขที่วัดผลได้ภายในช่วงกรอบเวลา Job Description และระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน หลายครั้งที่ผู้สมัครเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดายมากๆ เพียงเพราะไม่ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะงานที่เคยทำมา กลายเป็นอ่านแล้วก็ยังไม่รู้ว่าประสบการณ์มีอะไรบ้าง หรือลืมระบุระยะเวลาการทำงานในแต่ละบริษัท เช่น ระบุเฉพาะปีที่ทำงาน แต่ไม่บอกเดือน ข้อผิดพลาดแบบนี้ก็จะทำให้ผู้อ่านไม่รู้อายุงาน ไม่มั่นใจว่าเจ้าของโปรไฟล์เชี่ยวชาญงานนั้นๆ แค่ไหน ใส่คำค้นหา (Keywords) ที่จะนำ Recruiter มาเจอโปรไฟล์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการหางานผ่านเว็บประกาศงาน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคู่แข่งที่ฝากโปรไฟล์ไว้บนช่องทางเดียวกันหลายคน ซึ่งวิธีทำให้โปรไฟล์ของเราถูกเจอก่อนคนอื่นๆ ก็จะมาจากการใช้ Keywords หรือคำที่ Recruiter จะใช้ค้นหาโปรไฟล์ของกลุ่มคนที่กำลังต้องการ ลองนึกว่าในตำแหน่งของเราจะถูกค้นหาด้วยคำว่าอะไรบ้าง แล้วโปรไฟล์ของเรามีคำเหล่านั้นระบุไว้หรือยัง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ถูกระบบค้นหาเจอได้มากขึ้น อัปเดตโปรไฟล์เป็นประจำ เป็นเคล็ดลับที่สำคัญมากแต่หลายคนก็ยังมองข้ามอยู่เสมอ โดยเฉลี่ยแล้วผู้สมัครที่ขาดการอัปเดตโปรไฟล์นานกว่า 3 เดือน มักจะเป็นกลุ่มที่อยู่ในช่วง “ไม่เปิดรับโอกาส” สำหรับงานใหม่ Recruiter จึงมักจะหลีกเลี่ยงการติดต่อนำเสนองานให้ ดังนั้นถ้าอยากเพิ่มโอกาสในการได้งานจากภายนอกให้มากขึ้นก็ต้องพยายามทำให้โปรไฟล์ Active บนแพลตฟอร์มอยู่เสมอ ปรับแต่งโปรไฟล์ให้เหมาะกับงานแต่ละที่ หลายคนคิดว่าการสร้างโปรไฟล์สมัครงานแบบกว้างๆ จะช่วยเพิ่มความสะดวกเมื่อต้องการสมัครงานหลายบริษัท รวมถึงมีโอกาสได้รับการติดต่องานมากขึ้นกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียก็คือโปรไฟล์ของเราจะไม่โดดเด่น ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเมื่อเทียบกับคู่แข่งคนอื่น อยากรู้ว่าโปรไฟล์ที่ดีควรเป็นแบบไหน ออกแบบเรซูเม่อย่างไรให้โดนใจ HR ด้วยหลักการจัดหน้าแบบ F Method ฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานที่ใช่เป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### สรุป Insight วิธีทำให้โปรไฟล์ดึงดูดโอกาสงานเข้ามามากขึ้น จากประสบการณ์ของ Recruiter สรุป Insight วิธีทำให้โปรไฟล์ดึงดูดโอกาสงานเข้ามามากขึ้น จากประสบการณ์ของ Recruiter เคยสงสัยไหมว่าบางครั้งคนรอบตัวเรามักจะถูกติดต่องาน หรือได้รับการยื่นข้อเสนอที่ดีจากบริษัทมากมายอยู่เรื่อย แต่พอนำมาเปรียบเทียบกับตัวเองแล้วกลับไม่มีแบบนั้นเลยทั้งที่ความสามารถเราก็ไม่ได้ด้อยแต่ “โอกาส” กลับต่างกัน แล้วสาเหตุคือดวงที่ทำให้ชะตาชีวิตของคนเราไม่เท่ากัน หรือแท้จริงเป็นเพราะขาดเทคนิคที่จะทำให้โปรไฟล์ “เตะตา” วันนี้ Reeracoen Thailand จะมาสรุปวิธีทำให้โปรไฟล์ของคุณดูโดดเด่นเตะตานายจ้าง รวมถึง Recruiter จากบริษัทจัดหางาน ด้วยการปรับเนื้อหาให้ตรงตาม Checkpoint แบบครบจบกันไปเลย การใส่ข้อมูล Career summary ส่วนตัว งานของ Recruiter คือการคัดกรองโปรไฟล์ของคนจำนวนมาก ทำให้มีเวลาเพียงสั้นๆ สำหรับอ่านเนื้อหาที่ถูกเขียนไว้บนเรซูเม่ ดังนั้นจุดที่จะถูกมองเห็นเป็นส่วนแรกจึงเป็นส่วนสรุป (Summary) ซึ่งควรอธิบายสาระสำคัญได้ภายใน 2-3 ประโยคให้กระชับและน่าสนใจ โดยเน้นที่ความโดดเด่น ประสบการณ์ และเป้าหมายในอาชีพ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกดี อยากทำความรู้จักเจ้าของโปรไฟล์นี้มากขึ้น (ไม่ควรใช้คำศัพท์เฉพาะกลุ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก) ระบุ Skills สำคัญที่นายจ้างต้องการให้ครบ ส่วนสำคัญต่อมาสำหรับการทำให้ Recruiter รู้สึกสะดุดตา ผู้สมัครจะต้องระบุชุดทักษะที่สำคัญกับอาชีพของตัวเองและกำลังเป็นที่ต้องการสำหรับองค์กรนายจ้างให้เด่นชัด ควรแบ่งกลุ่มเป็นทักษะเชิงการทำงาน (Hard skills) กับทักษะที่ใช้ในการอยู่ร่วมสังคม (Soft skills) ซึ่งจะดีมากหากอธิบายว่าใช้ทักษะนั้นๆ กับงานในส่วนไหน ใส่ Achievements ที่ได้รับจากการทำงานลงไปด้วย การระบุ “ความสำเร็จ” ถือเป็นตัวช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโปรไฟล์ได้มาก เพราะยืนยันว่านอกจากจะ "ทำงานได้" แล้วยังมี “ผลลัพธ์" ให้เห็นอีกด้วย เคล็ดลับคือการใส่ข้อมูลเป็นตัวเลขที่วัดผลได้ภายในช่วงกรอบเวลา Job Description และระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน หลายครั้งที่ผู้สมัครเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดายมากๆ เพียงเพราะไม่ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะงานที่เคยทำมา กลายเป็นอ่านแล้วก็ยังไม่รู้ว่าประสบการณ์มีอะไรบ้าง หรือลืมระบุระยะเวลาการทำงานในแต่ละบริษัท เช่น ระบุเฉพาะปีที่ทำงาน แต่ไม่บอกเดือน ข้อผิดพลาดแบบนี้ก็จะทำให้ผู้อ่านไม่รู้อายุงาน ไม่มั่นใจว่าเจ้าของโปรไฟล์เชี่ยวชาญงานนั้นๆ แค่ไหน ใส่คำค้นหา (Keywords) ที่จะนำ Recruiter มาเจอโปรไฟล์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการหางานผ่านเว็บประกาศงาน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคู่แข่งที่ฝากโปรไฟล์ไว้บนช่องทางเดียวกันหลายคน ซึ่งวิธีทำให้โปรไฟล์ของเราถูกเจอก่อนคนอื่นๆ ก็จะมาจากการใช้ Keywords หรือคำที่ Recruiter จะใช้ค้นหาโปรไฟล์ของกลุ่มคนที่กำลังต้องการ ลองนึกว่าในตำแหน่งของเราจะถูกค้นหาด้วยคำว่าอะไรบ้าง แล้วโปรไฟล์ของเรามีคำเหล่านั้นระบุไว้หรือยัง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ถูกระบบค้นหาเจอได้มากขึ้น อัปเดตโปรไฟล์เป็นประจำ เป็นเคล็ดลับที่สำคัญมากแต่หลายคนก็ยังมองข้ามอยู่เสมอ โดยเฉลี่ยแล้วผู้สมัครที่ขาดการอัปเดตโปรไฟล์นานกว่า 3 เดือน มักจะเป็นกลุ่มที่อยู่ในช่วง “ไม่เปิดรับโอกาส” สำหรับงานใหม่ Recruiter จึงมักจะหลีกเลี่ยงการติดต่อนำเสนองานให้ ดังนั้นถ้าอยากเพิ่มโอกาสในการได้งานจากภายนอกให้มากขึ้นก็ต้องพยายามทำให้โปรไฟล์ Active บนแพลตฟอร์มอยู่เสมอ ปรับแต่งโปรไฟล์ให้เหมาะกับงานแต่ละที่ หลายคนคิดว่าการสร้างโปรไฟล์สมัครงานแบบกว้างๆ จะช่วยเพิ่มความสะดวกเมื่อต้องการสมัครงานหลายบริษัท รวมถึงมีโอกาสได้รับการติดต่องานมากขึ้นกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียก็คือโปรไฟล์ของเราจะไม่โดดเด่น ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเมื่อเทียบกับคู่แข่งคนอื่น อยากรู้ว่าโปรไฟล์ที่ดีควรเป็นแบบไหน ออกแบบเรซูเม่อย่างไรให้โดนใจ HR ด้วยหลักการจัดหน้าแบบ F Method ฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานที่ใช่เป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### 12 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับชี้วัดคุณภาพผู้สมัคร 12 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับชี้วัดคุณภาพผู้สมัคร หลังจากคัดกรองโปรไฟล์และได้ทำ Shortlist ผู้สมัครที่จะเข้ามาสัมภาษณ์ส่วนหนึ่งแล้ว ขั้นตอนถัดไปที่หลายองค์กรมักจะเจอปัญหาและปรึกษากับ Reeracoen Thailand เสมอก็คือการ “วัดคุณภาพ” ของแคนดิเดทที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นเหล่านี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครบ้างที่สามารถทำงานได้จริงตามความคาดหวัง หรือมีความสามารถตรงตามหน้าเรซูเม่ที่ยื่นเข้ามาบ้าง ปกติแล้วการสัมภาษณ์งานโดยทั่วไปก็อาจจะช่วยชี้วัดคุณสมบัติได้ “ส่วนหนึ่ง” แต่เคล็ดลับที่จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์เบื้องลึกของผู้สมัครได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจะขึ้นอยู่กับวิธีการกำหนดรูปแบบคำถามที่ใช้ในแต่ละประเด็น ทั้งเกี่ยวกับการทำงาน การมีส่วนร่วมกับองค์กร ทัศนคติ และเป้าหมาย ซึ่ง Reeracoen Thailand มี 12 คำถามสัมภาษณ์งานเพื่อวัดคุณภาพผู้สมัคร มาเป็นเช็กลิสต์ให้เพื่อนๆ HR นำไปปรับใช้กับการคัดเลือกพนักงานเข้าองค์กร เกี่ยวกับประสบการณ์และประวัติการทำงาน 1. เล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองที่คนมักจะไม่ค่อยรู้ นอกจากจะช่วยละลายพฤติกรรมให้เข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น คำถามนี้ยังเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจ และเป็นความจริงเกี่ยวกับตัวตนของผู้สมัครเพิ่มเติมซึ่งอยู่นอกเหนือจากเนื้อหาในการสัมภาษณ์งานทั่วไป 2. ถ้าย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้หนึ่งเรื่อง จะเลือกทำอะไร ช่วยทำความเข้าใจเบื้องลึกของปมในใจที่แต่ละคนให้ความสำคัญ บทเรียนชีวิตที่พวกเขาเคยได้รับ รวมถึงวิธีรับมือกับเหตุการณ์นั้นๆ และจะเป็นประโยชน์ในการนำมาปรับใช้กับการทำงานร่วมกันต่อไป 3. มาทำงานในตำแหน่งปัจจุบันได้อย่างไร คำถามนี้จะฉายภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับ Career path ของผู้สมัคร ทั้งระยะเวลาประสบการณ์ และลักษณะงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ รวมถึงแรงจูงใจที่ชี้นำให้เขากลายเป็นตัวเองในเวอร์ชันปัจจุบัน 4. เคยมีปัญหาติดขัดเพื่อนร่วมงานไหม เพื่อดูความสามารถในการปรับตัวเข้าสังคมของผู้สมัครและวิธีรับมือสถานการณ์หากเกิดปัญหาความขัดแย้งในกลุ่ม โดยประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยชี้ให้เห็นภาพการอยู่ร่วมกัน 5. ถ้าอยากจะก้าวหน้า คิดว่าตัวเองต้องพัฒนาส่วนไหน การใช้คำถามนี้ช่วยให้องค์กรได้ประเมินความตระหนักรู้ในตนเอง และจุดที่ยังต้องพัฒนาเพื่อการเติบโตในอาชีพสำหรับผู้สมัคร นอกจากนี้ยังสะท้อนว่าผู้สมัครสามารถยอมรับข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการพัฒนาตนเองต่อไปอนาคต 6. ผลงานสองอย่างที่คุณรู้สึกภูมิใจกับมันมากที่สุด คำถามปลายเปิดที่ชวนให้ผู้สมัครทบทวนเหตุการณ์สำในชีวิตที่จะทำให้องค์กรได้รู้จัก “คุณค่า” ที่แต่ละคนให้ความสำคัญ หากสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กรก็เป็นสัญญาณบวกที่ดี 7. ลักษณะของ “หัวหน้างาน” ที่คุณชอบมากที่สุด ทำให้ได้ข้อมูลทัศนคติของผู้สมัครต่อการทำงานร่วมกับผู้นำ แต่ละคนมีความคาดหวังต่อสไตล์การบริหารอย่างไร เช่น ชอบความเป็นระเบียบ ต้องการมีอิสระ หรือมองหาการสนับสนุนและประเมินว่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ เกี่ยวกับทักษะความสามารถ 1. ทักษะอะไรที่สำคัญกับการทำงานของคุณมากที่สุด เป็นคำถามชี้วัดประสบการณ์ทำงานของผู้สมัคร เนื่องจากคนที่ผ่านทำงานมาในหลากหลายรูปแบบจะรู้ดีว่าทักษะไหนที่มีผลต่อความสำเร็จในบทบาทนั้นๆ ทั้งในแง่ของงานส่วนตัว และการสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร แถมยังชี้ให้เห็นว่าเชี่ยวชาญทักษะด้านไหนเป็นพิเศษด้วย 2. (ต่อจากข้อแรก) ความสำเร็จที่ได้รับจากงานนั้นคืออะไร หากผู้สมัครไม่สามารถยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างจากตำแหน่งงานที่ทำล่าสุด ก็ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับการพิจารณารับเข้าทำงาน 3. (ต่อจากข้อที่สอง) ตัวอย่างความผิดพลาดจากการทำงาน การรู้จักข้อบกพร่องของตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความสำเร็จ เพราะถ้าไม่รู้จักล้มเหลว ก็จะไม่รู้วิธีก้าวข้ามจุดอ่อนเหล่านั้นและสิ่งที่สำคัญกว่าคือบทเรียนที่ได้รับกับวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก เกี่ยวกับแรงผลักดันและเป้าหมายในอนาคต 1. อนาคตอยากเติบโตไปเป็นตำแหน่งอะไร จุดประสงค์ของคำถามนี้มีหลายสาเหตุด้วยกัน อันดับแรก เช็กความคาดหวังในการทำงาน อันดับที่สอง สร้างความมั่นใจในระยะยาว และข้อสุดท้าย มองหาแพชชันของผู้สมัคร หากผู้สมัครมีความคาดหวังสอดคล้องกับองค์กร รวมถึงองค์กรสามารถรองรับเป้าหมายของเขาได้ก็มั่นใจได้มากขึ้นว่าการจ้างงานนี้จะมีโอกาสสำเร็จแบบยั่งยืน 2. มีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรไหม ผู้สัมภาษณ์สามารถวัดความสนใจที่ผู้สมัครมีต่อองค์กรได้ด้วยการเปิดโอกาสให้พวกเขาตั้งคำถามกลับมาบ้าง เพราะถ้าผู้สมัครสนใจโอกาสงานครั้งนี้อย่างจริงจังก็จะเริ่มมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบริษัทในหลายๆ เรื่อง เช่น ทีมเป็นอย่างไร ความคาดหวังต่องานเป็นแบบไหน เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนตอบตกลงเริ่มงาน สร้างจุดเริ่มต้นของทีม Talent ที่แข็งแรง เพื่อพาธุรกิจไปต่อในอนาคตอย่างยั่งยืนด้วยบริการสรรหาพนักงานมืออาชีพ หรือ เร่งสปีดการจ้างงานที่ทุกองค์กรสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเครือข่าย Recruiter กว่า 1,000 คน เครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ยกระดับกระบวนการจ้างงานภายในองค์กรด้วยระบบ ATS ฟรี แปลและเรียบเรียงจาก: glassdoor.com ### 12 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับชี้วัดคุณภาพผู้สมัคร 12 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับชี้วัดคุณภาพผู้สมัคร หลังจากคัดกรองโปรไฟล์และได้ทำ Shortlist ผู้สมัครที่จะเข้ามาสัมภาษณ์ส่วนหนึ่งแล้ว ขั้นตอนถัดไปที่หลายองค์กรมักจะเจอปัญหาและปรึกษากับ Reeracoen Thailand เสมอก็คือการ “วัดคุณภาพ” ของแคนดิเดทที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นเหล่านี้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครบ้างที่สามารถทำงานได้จริงตามความคาดหวัง หรือมีความสามารถตรงตามหน้าเรซูเม่ที่ยื่นเข้ามาบ้าง ปกติแล้วการสัมภาษณ์งานโดยทั่วไปก็อาจจะช่วยชี้วัดคุณสมบัติได้ “ส่วนหนึ่ง” แต่เคล็ดลับที่จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์เบื้องลึกของผู้สมัครได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจะขึ้นอยู่กับวิธีการกำหนดรูปแบบคำถามที่ใช้ในแต่ละประเด็น ทั้งเกี่ยวกับการทำงาน การมีส่วนร่วมกับองค์กร ทัศนคติ และเป้าหมาย ซึ่ง Reeracoen Thailand มี 12 คำถามสัมภาษณ์งานเพื่อวัดคุณภาพผู้สมัคร มาเป็นเช็กลิสต์ให้เพื่อนๆ HR นำไปปรับใช้กับการคัดเลือกพนักงานเข้าองค์กร เกี่ยวกับประสบการณ์และประวัติการทำงาน 1. เล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองที่คนมักจะไม่ค่อยรู้ นอกจากจะช่วยละลายพฤติกรรมให้เข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น คำถามนี้ยังเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจ และเป็นความจริงเกี่ยวกับตัวตนของผู้สมัครเพิ่มเติมซึ่งอยู่นอกเหนือจากเนื้อหาในการสัมภาษณ์งานทั่วไป 2. ถ้าย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้หนึ่งเรื่อง จะเลือกทำอะไร ช่วยทำความเข้าใจเบื้องลึกของปมในใจที่แต่ละคนให้ความสำคัญ บทเรียนชีวิตที่พวกเขาเคยได้รับ รวมถึงวิธีรับมือกับเหตุการณ์นั้นๆ และจะเป็นประโยชน์ในการนำมาปรับใช้กับการทำงานร่วมกันต่อไป 3. มาทำงานในตำแหน่งปัจจุบันได้อย่างไร คำถามนี้จะฉายภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับ Career path ของผู้สมัคร ทั้งระยะเวลาประสบการณ์ และลักษณะงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ รวมถึงแรงจูงใจที่ชี้นำให้เขากลายเป็นตัวเองในเวอร์ชันปัจจุบัน 4. เคยมีปัญหาติดขัดเพื่อนร่วมงานไหม เพื่อดูความสามารถในการปรับตัวเข้าสังคมของผู้สมัครและวิธีรับมือสถานการณ์หากเกิดปัญหาความขัดแย้งในกลุ่ม โดยประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยชี้ให้เห็นภาพการอยู่ร่วมกัน 5. ถ้าอยากจะก้าวหน้า คิดว่าตัวเองต้องพัฒนาส่วนไหน การใช้คำถามนี้ช่วยให้องค์กรได้ประเมินความตระหนักรู้ในตนเอง และจุดที่ยังต้องพัฒนาเพื่อการเติบโตในอาชีพสำหรับผู้สมัคร นอกจากนี้ยังสะท้อนว่าผู้สมัครสามารถยอมรับข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการพัฒนาตนเองต่อไปอนาคต 6. ผลงานสองอย่างที่คุณรู้สึกภูมิใจกับมันมากที่สุด คำถามปลายเปิดที่ชวนให้ผู้สมัครทบทวนเหตุการณ์สำในชีวิตที่จะทำให้องค์กรได้รู้จัก “คุณค่า” ที่แต่ละคนให้ความสำคัญ หากสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กรก็เป็นสัญญาณบวกที่ดี 7. ลักษณะของ “หัวหน้างาน” ที่คุณชอบมากที่สุด ทำให้ได้ข้อมูลทัศนคติของผู้สมัครต่อการทำงานร่วมกับผู้นำ แต่ละคนมีความคาดหวังต่อสไตล์การบริหารอย่างไร เช่น ชอบความเป็นระเบียบ ต้องการมีอิสระ หรือมองหาการสนับสนุนและประเมินว่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ เกี่ยวกับทักษะความสามารถ 1. ทักษะอะไรที่สำคัญกับการทำงานของคุณมากที่สุด เป็นคำถามชี้วัดประสบการณ์ทำงานของผู้สมัคร เนื่องจากคนที่ผ่านทำงานมาในหลากหลายรูปแบบจะรู้ดีว่าทักษะไหนที่มีผลต่อความสำเร็จในบทบาทนั้นๆ ทั้งในแง่ของงานส่วนตัว และการสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร แถมยังชี้ให้เห็นว่าเชี่ยวชาญทักษะด้านไหนเป็นพิเศษด้วย 2. (ต่อจากข้อแรก) ความสำเร็จที่ได้รับจากงานนั้นคืออะไร หากผู้สมัครไม่สามารถยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างจากตำแหน่งงานที่ทำล่าสุด ก็ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับการพิจารณารับเข้าทำงาน 3. (ต่อจากข้อที่สอง) ตัวอย่างความผิดพลาดจากการทำงาน การรู้จักข้อบกพร่องของตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความสำเร็จ เพราะถ้าไม่รู้จักล้มเหลว ก็จะไม่รู้วิธีก้าวข้ามจุดอ่อนเหล่านั้นและสิ่งที่สำคัญกว่าคือบทเรียนที่ได้รับกับวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก เกี่ยวกับแรงผลักดันและเป้าหมายในอนาคต 1. อนาคตอยากเติบโตไปเป็นตำแหน่งอะไร จุดประสงค์ของคำถามนี้มีหลายสาเหตุด้วยกัน อันดับแรก เช็กความคาดหวังในการทำงาน อันดับที่สอง สร้างความมั่นใจในระยะยาว และข้อสุดท้าย มองหาแพชชันของผู้สมัคร หากผู้สมัครมีความคาดหวังสอดคล้องกับองค์กร รวมถึงองค์กรสามารถรองรับเป้าหมายของเขาได้ก็มั่นใจได้มากขึ้นว่าการจ้างงานนี้จะมีโอกาสสำเร็จแบบยั่งยืน 2. มีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรไหม ผู้สัมภาษณ์สามารถวัดความสนใจที่ผู้สมัครมีต่อองค์กรได้ด้วยการเปิดโอกาสให้พวกเขาตั้งคำถามกลับมาบ้าง เพราะถ้าผู้สมัครสนใจโอกาสงานครั้งนี้อย่างจริงจังก็จะเริ่มมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบริษัทในหลายๆ เรื่อง เช่น ทีมเป็นอย่างไร ความคาดหวังต่องานเป็นแบบไหน เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนตอบตกลงเริ่มงาน สร้างจุดเริ่มต้นของทีม Talent ที่แข็งแรง เพื่อพาธุรกิจไปต่อในอนาคตอย่างยั่งยืนด้วยบริการสรรหาพนักงานมืออาชีพ หรือ เร่งสปีดการจ้างงานที่ทุกองค์กรสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเครือข่าย Recruiter กว่า 1,000 คน เครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ยกระดับกระบวนการจ้างงานภายในองค์กรด้วยระบบ ATS ฟรี แปลและเรียบเรียงจาก: glassdoor.com ### งานหายาก แก้ปัญหาสมัครงานไม่ผ่าน ลดความเสี่ยงว่างงานในปี 2568 งานหายาก แก้ปัญหาสมัครงานไม่ผ่าน ลดความเสี่ยงว่างงานในปี 2568 ช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า “สมัยนี้งานหายาก” สมัครไปก็ไม่ผ่าน แถมบริษัทต่างๆ ก็ไม่ค่อยรับสมัครพนักงานเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเด็กจบใหม่และพนักงานอาวุโสที่จากเดิมมีโอกาสงานน้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งน้อยลงไปมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับเหตุผลที่บริษัทต่างๆ มีการจ้างงานลดลงก็คงจะทราบกันดี เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศไทย (และหลายประเทศทั่วโลก) กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผู้ประกอบการ ทำให้จำเป็นต้องควบคุมงบประมาณ วางแผนใช้จ่ายกันใหม่ บางแห่งอาจเลือกปลดพนักงาน รวมถึงหยุดจ้างพนักงานใหม่จนกว่าจะมีสัญญาณที่ชี้ว่าสถานการณ์กำลังจะดีขึ้น และจากจุดเริ่มต้นของการหางานทำไม่ได้หลายคนเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการ “หว่านใบสมัคร” ยื่นโปรไฟล์ไปทุกที่ที่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานโดยไม่ได้คัดกรองความเหมาะสมของตัวงานกับคุณสมบัติส่วนตัว แน่นอนว่าโอกาสประสบความสำเร็จนั้นก็ค่อนข้างเป็นได้ยาก เพราะการจ้างงานที่ลดลงย่อมหมายถึงการคัดเลือกที่มากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณสมบัติไม่ตรงโจทย์ หรือประสบการณ์ไม่ตรงสายจริงๆ ก็เตรียมตัวยื่นเรซูเม่ หาบริษัทใหม่สมัครเป็นปัญหาวนลูปไม่รู้จบ แต่เชื่อไหมว่าปัญหาที่ลากยาวนี้จบได้ไม่ยากหากมี “เวลา” มากขึ้น รับมือปัญหา งานหายาก ด้วยการเพิ่มโอกาสได้งานในยุคแห่งการแข่งขัน หากจะพูดถึงวิธีเพิ่มโอกาสได้งานในช่วงเวลาที่ใครๆ ต่างกำลังต้องการก็จำเป็นจะต้องดูจากหลายองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัคร ซึ่งบริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand จะพามาจำแนกทีละประเด็น ตั้งแต่การค้นหางาน การสร้างโปรไฟล์ให้โดดเด่นและการมัดใจนายจ้างให้ได้ตั้งแต่เริ่มต้นสัมภาษณ์งาน ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกระบวนการคัดเลือกขององค์กรว่าพิจารณาผู้สมัครจากอะไรบ้าง รู้ได้อย่างไรว่าใครผ่าน-ไม่ผ่าน ซึ่งต้องอธิบายถึงเป้าหมายการจ้างงานขององค์กรเบื้องต้น นอกจากจะต้องการ “คนเก่ง” ที่ผลิตผลงานให้กับบริษัทได้แล้วยังต้องการ “คนที่จะพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ” ในระยะยาวได้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเก่งอย่างเดียวแต่แนวคิดกลับไม่เข้ากันเลยก็อาจมองไปที่ตัวเลือกรองที่เก่งน้อยกว่าแต่มีเป้าหมายสอดคล้องกัน เพื่อขับเคลื่อนบริษัทไปสู่ภาพสำเร็จที่วางไว้ได้ไกลและมั่นคงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทัศนคติ แนวคิด และเ ป้าหมายเหล่านี้ เราจะได้นำเสนอต่อองค์กรก็ต่อเมื่อผ่านการคัดกรองเรซูเม่และได้รับนัดหมายสัมภาษณ์จากทางบริษัทแล้วเท่านั้น เมื่อหนึ่งในความท้าทายสำหรับผู้สมัครในปัจจุบันคือมาตรฐานการคัดเลือกค่อนข้างละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเดิม ทางเดียวที่ฝ่าด่านนี้เข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์ได้ก็คือการครอบครองคุณสมบัติที่บริษัทส่วนใหญ่ต้องการ ซึ่งต้องหมั่นพัฒนาตัวเองนำเอาทักษะใหม่ ๆ มาติดตัว แต่ด้วยภาระงานและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน ทั้งงานประจำ งานเสริม ธุระส่วนตัว (รวมถึงของคนรอบข้าง) เราจึงไม่เหลือเวลาที่จะไปใช้ในส่วนนี้แล้ว ฉะนั้นจุดเริ่มต้นของปัญหาแท้จริงอาจเป็น “เวลา” หากมีเวลามากพอ เราก็จะสามารถหางานที่เหมาะกับตัวเอง ได้นำเสนอจุดเด่นที่ตรงกับเป้าหมายของบริษัทได้มากขึ้น หากมีเวลามากพอ เราก็จะสามารถพัฒนาขัดเกลาทักษะ และพร้อมด้วยคุณสมบัติที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในยุคใหม่ หากมีเวลามากพอ เราก็จะรู้ว่าแท้จริงเป้าหมายของเราคืออะไร งานแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง ทำแล้วมีความสุขได้ยาวๆ ไม่ต้องคอยมองหางานใหม่เมื่อเวลาผ่านไปแค่ 1-2 ปี มา #Saveเวลา ที่มีค่านี้ไปด้วยกัน ลดภาระหน้าที่ในการมองหางาน และประสบความสำเร็จในการสมัครมากขึ้น ด้วยการป้อนงานที่เหมาะสมผ่านสายตาของ Recruiter มืออาชีพ รับคำปรึกษาเตรียมความพร้อมตลอดกระบวนการสัมภาษณ์งาน ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานที่ใช่เป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### งานหายาก แก้ปัญหาสมัครงานไม่ผ่าน ลดความเสี่ยงว่างงานในปี 2568 งานหายาก แก้ปัญหาสมัครงานไม่ผ่าน ลดความเสี่ยงว่างงานในปี 2568 ช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า “สมัยนี้งานหายาก” สมัครไปก็ไม่ผ่าน แถมบริษัทต่างๆ ก็ไม่ค่อยรับสมัครพนักงานเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเด็กจบใหม่และพนักงานอาวุโสที่จากเดิมมีโอกาสงานน้อยอยู่แล้ว ก็ยิ่งน้อยลงไปมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับเหตุผลที่บริษัทต่างๆ มีการจ้างงานลดลงก็คงจะทราบกันดี เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศไทย (และหลายประเทศทั่วโลก) กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผู้ประกอบการ ทำให้จำเป็นต้องควบคุมงบประมาณ วางแผนใช้จ่ายกันใหม่ บางแห่งอาจเลือกปลดพนักงาน รวมถึงหยุดจ้างพนักงานใหม่จนกว่าจะมีสัญญาณที่ชี้ว่าสถานการณ์กำลังจะดีขึ้น และจากจุดเริ่มต้นของการหางานทำไม่ได้หลายคนเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการ “หว่านใบสมัคร” ยื่นโปรไฟล์ไปทุกที่ที่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานโดยไม่ได้คัดกรองความเหมาะสมของตัวงานกับคุณสมบัติส่วนตัว แน่นอนว่าโอกาสประสบความสำเร็จนั้นก็ค่อนข้างเป็นได้ยาก เพราะการจ้างงานที่ลดลงย่อมหมายถึงการคัดเลือกที่มากขึ้น ดังนั้นถ้าคุณสมบัติไม่ตรงโจทย์ หรือประสบการณ์ไม่ตรงสายจริงๆ ก็เตรียมตัวยื่นเรซูเม่ หาบริษัทใหม่สมัครเป็นปัญหาวนลูปไม่รู้จบ แต่เชื่อไหมว่าปัญหาที่ลากยาวนี้จบได้ไม่ยากหากมี “เวลา” มากขึ้น รับมือปัญหา งานหายาก ด้วยการเพิ่มโอกาสได้งานในยุคแห่งการแข่งขัน หากจะพูดถึงวิธีเพิ่มโอกาสได้งานในช่วงเวลาที่ใครๆ ต่างกำลังต้องการก็จำเป็นจะต้องดูจากหลายองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัคร ซึ่งบริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand จะพามาจำแนกทีละประเด็น ตั้งแต่การค้นหางาน การสร้างโปรไฟล์ให้โดดเด่นและการมัดใจนายจ้างให้ได้ตั้งแต่เริ่มต้นสัมภาษณ์งาน ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกระบวนการคัดเลือกขององค์กรว่าพิจารณาผู้สมัครจากอะไรบ้าง รู้ได้อย่างไรว่าใครผ่าน-ไม่ผ่าน ซึ่งต้องอธิบายถึงเป้าหมายการจ้างงานขององค์กรเบื้องต้น นอกจากจะต้องการ “คนเก่ง” ที่ผลิตผลงานให้กับบริษัทได้แล้วยังต้องการ “คนที่จะพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ” ในระยะยาวได้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเก่งอย่างเดียวแต่แนวคิดกลับไม่เข้ากันเลยก็อาจมองไปที่ตัวเลือกรองที่เก่งน้อยกว่าแต่มีเป้าหมายสอดคล้องกัน เพื่อขับเคลื่อนบริษัทไปสู่ภาพสำเร็จที่วางไว้ได้ไกลและมั่นคงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทัศนคติ แนวคิด และเ ป้าหมายเหล่านี้ เราจะได้นำเสนอต่อองค์กรก็ต่อเมื่อผ่านการคัดกรองเรซูเม่และได้รับนัดหมายสัมภาษณ์จากทางบริษัทแล้วเท่านั้น เมื่อหนึ่งในความท้าทายสำหรับผู้สมัครในปัจจุบันคือมาตรฐานการคัดเลือกค่อนข้างละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเดิม ทางเดียวที่ฝ่าด่านนี้เข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์ได้ก็คือการครอบครองคุณสมบัติที่บริษัทส่วนใหญ่ต้องการ ซึ่งต้องหมั่นพัฒนาตัวเองนำเอาทักษะใหม่ ๆ มาติดตัว แต่ด้วยภาระงานและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน ทั้งงานประจำ งานเสริม ธุระส่วนตัว (รวมถึงของคนรอบข้าง) เราจึงไม่เหลือเวลาที่จะไปใช้ในส่วนนี้แล้ว ฉะนั้นจุดเริ่มต้นของปัญหาแท้จริงอาจเป็น “เวลา” หากมีเวลามากพอ เราก็จะสามารถหางานที่เหมาะกับตัวเอง ได้นำเสนอจุดเด่นที่ตรงกับเป้าหมายของบริษัทได้มากขึ้น หากมีเวลามากพอ เราก็จะสามารถพัฒนาขัดเกลาทักษะ และพร้อมด้วยคุณสมบัติที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในยุคใหม่ หากมีเวลามากพอ เราก็จะรู้ว่าแท้จริงเป้าหมายของเราคืออะไร งานแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง ทำแล้วมีความสุขได้ยาวๆ ไม่ต้องคอยมองหางานใหม่เมื่อเวลาผ่านไปแค่ 1-2 ปี มา #Saveเวลา ที่มีค่านี้ไปด้วยกัน ลดภาระหน้าที่ในการมองหางาน และประสบความสำเร็จในการสมัครมากขึ้น ด้วยการป้อนงานที่เหมาะสมผ่านสายตาของ Recruiter มืออาชีพ รับคำปรึกษาเตรียมความพร้อมตลอดกระบวนการสัมภาษณ์งาน ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานที่ใช่เป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อย่าลืมลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงโอกาสงานผ่านตัวแทนจัดหางานที่รู้ใจ แมตช์งานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบโดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยวิ่งหางานด้วยตัวเอง ฟรี! ตำแหน่ง Sales Engineer (Project Sales) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท, MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954 ตำแหน่ง Business Planning ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71236  ตำแหน่ง Facility Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67456   ตำแหน่ง Online Marketing Specialist ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71217 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Chemicals, Materials สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท, MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71069  ตำแหน่ง Sales Assistant (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71221  ตำแหน่ง Sales Chief ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Raw Materials สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70826 ตำแหน่ง Senior Real Estate Development ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70104 ตำแหน่ง Quality Assurance Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: BTS สายสีลม, MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71014 ตำแหน่ง Accounting Officer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71035 ตำแหน่ง Sales Supervisor ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70278 ตำแหน่ง Sales (Film/Packaging) ฐานเงินเดือน 40,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals, Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม, MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/58696 ตำแหน่ง Digital Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Time Pieces Div) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65499 ตำแหน่ง Project Coordinator (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70727 ตำแหน่ง Store Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS, MRT ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71239 ตำแหน่ง Sales (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics/Semiconductors) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70663 ตำแหน่ง Accounting & Finance Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71212 ตำแหน่ง Product Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง Senior Technical Sales Representative ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70790 ตำแหน่ง System Analyst ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software, Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท, MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/18588 ตำแหน่ง Supply Chain Manager ฐานเงินเดือน 55,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Utilities สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71058 ตำแหน่ง Account Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70857 ตำแหน่ง Administrative officer (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70918 ตำแหน่ง Cloud-Presales ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70127 ตำแหน่ง Pre-Sales Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: CCTV สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71186  ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 -80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: CCTV สถานที่ทำงาน: หนองแขม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70777  ตำแหน่ง Pricing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: หนองแขม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70272  ตำแหน่ง Sales and Business Development ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71189   ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing (Beauty) สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69709   ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Chemicals สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68784  ตำแหน่ง Manager of HR Department ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70069 ตำแหน่ง Internal Control Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71036   ตำแหน่ง Market Development Specialist (WFH) ฐานเงินเดือน 80,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: BTS, MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68788   ตำแหน่ง General Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท, บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71256  เปลี่ยน “คอนเนกชัน” ในสายงานให้กลายเป็น “รายได้” บนเครือข่าย Freelance Recruiter งานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ แบ่งเวลา – บริหารจัดการงานได้ด้วยตัวเอง! ### อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อย่าลืมลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงโอกาสงานผ่านตัวแทนจัดหางานที่รู้ใจ แมตช์งานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบโดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยวิ่งหางานด้วยตัวเอง ฟรี! ตำแหน่ง Sales Engineer (Project Sales) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท, MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954 ตำแหน่ง Business Planning ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71236  ตำแหน่ง Facility Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67456   ตำแหน่ง Online Marketing Specialist ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71217 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Chemicals, Materials สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท, MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71069  ตำแหน่ง Sales Assistant (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71221  ตำแหน่ง Sales Chief ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Raw Materials สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70826 ตำแหน่ง Senior Real Estate Development ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70104 ตำแหน่ง Quality Assurance Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: BTS สายสีลม, MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71014 ตำแหน่ง Accounting Officer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71035 ตำแหน่ง Sales Supervisor ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70278 ตำแหน่ง Sales (Film/Packaging) ฐานเงินเดือน 40,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals, Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม, MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/58696 ตำแหน่ง Digital Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Time Pieces Div) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65499 ตำแหน่ง Project Coordinator (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70727 ตำแหน่ง Store Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS, MRT ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71239 ตำแหน่ง Sales (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics/Semiconductors) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70663 ตำแหน่ง Accounting & Finance Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71212 ตำแหน่ง Product Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง Senior Technical Sales Representative ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70790 ตำแหน่ง System Analyst ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software, Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท, MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/18588 ตำแหน่ง Supply Chain Manager ฐานเงินเดือน 55,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Utilities สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71058 ตำแหน่ง Account Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70857 ตำแหน่ง Administrative officer (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70918 ตำแหน่ง Cloud-Presales ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70127 ตำแหน่ง Pre-Sales Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: CCTV สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71186  ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 -80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: CCTV สถานที่ทำงาน: หนองแขม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70777  ตำแหน่ง Pricing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: หนองแขม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70272  ตำแหน่ง Sales and Business Development ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71189   ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing (Beauty) สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69709   ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Chemicals สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68784  ตำแหน่ง Manager of HR Department ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70069 ตำแหน่ง Internal Control Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71036   ตำแหน่ง Market Development Specialist (WFH) ฐานเงินเดือน 80,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: BTS, MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68788   ตำแหน่ง General Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading สถานที่ทำงาน: BTS สายสุขุมวิท, บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71256  เปลี่ยน “คอนเนกชัน” ในสายงานให้กลายเป็น “รายได้” บนเครือข่าย Freelance Recruiter งานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ แบ่งเวลา – บริหารจัดการงานได้ด้วยตัวเอง! ### タイ語留学の体験談 (タイの東大と言われる "チュラロンコン大学"のCTFLコースについて) 前回の記事では、タイ語留学についての様々な情報 (学校の選び方、VISAに関する情報)についてご紹介いたしました。 今回はチュラロンコン大学のCTFLコースについてご紹介いたします。   ■ この記事が役に立つ方 1. 本気でタイ語を学びたい方 2. タイ語留学に興味がある方   ① チュラロンコン大学について チュラロンコン大学は1917年に設立された大学で、タイ国内で最も古い歴史をもつ権威ある国立大学です。2025年度のタイムズ・ハイヤー・エデュケーション世界大学ランキングによると、タイ国内でチュラロンコン大学はラインキング1位の位置づけとなっています。 最寄り駅はBTS Siam駅もしくはMRT Sam Yan駅です。 どちらの駅からも大学の無料シャトルバスもしくは徒歩で通学が可能な、大変アクセスの良い立地となっております。 Siam駅はSiam ParagonやMBKショッピングセンターといった商業地域の近くにあり、Sam Yan駅にもSam Yan Midtownという大きな商業施設があるため、授業前後には食事・ショッピング・カフェを楽しむことができます。   ② コースについて チュラロンコン大学でタイ語の勉強をしたい方は、Faculty of arts (文学部)の CTFLと呼ばれる機関で授業を受けることが可能になっています。 授業は初心者用、中級者用、上級者用と3つレベルに分かれており、それぞれのレベルからさらに3つに分かれ合計9つのレベル分けとなっているため、自分にあった授業を受けることができます。 過去にタイ語を勉強されていた方で、どの授業から受講したらいいのか分からない場合は、申し込みの際にタイ語のテストを受けることができます。   ③ 期間について 1つのレベルの授業が100時間となっており、平日1日3時間の授業となっています。 授業は午前 (9:00-12:00)と午後 (13:00-16:00)の部に分かれており、どちらかを選択することが可能です。 奇数月の頭から授業が始まり、約1カ月半のコースになっています。コース修了後から次の授業が始まるまでの半月は休暇期間となっています。   ④ 料金について 料金はオンライン、オンサイトで異なります。 オンライン授業:23,000฿ オンサイト授業:29,500฿ CTFLのホームページから受講の申し込みができ、支払いはクレジットカードの利用が可能です。   ■ 実際に授業をうけてみた感想、レビュー チュラロンコン大学の授業は難易度が高い言われています。実際に授業を受講して、まさにその通りだと感じました。 難しいと感じた理由: ① 授業が進むスピードが早い。 ② 定期的に小テストがあり、理解していないと解けない。 ③ 最終評価が60パーセントを超えていないと、次のクラスに進級できない。   ① 授業が進むスピードが早い。 1日3時間の授業の中で、途中わからないことがあれば、先生に質問することができます。しかし、授業が進むスピードが早いため、頭の中が整理されていない状態で授業が進んでしまい、混乱してしまうことが多々ありました。そのため、授業後に復習をすることで内容の整理をしていました。   ② 定期的に小テストがあり、理解していないと解けない。 約1週間毎に小テストが行われます。このテストは成績に影響するため、しっかり勉強しないといけません。とはいえ、テストも簡単ではないため、テスト対策用の勉強は必須になります。   ③最終評価が60パーセントを超えていないと、次のクラスに進級できない。 今までの小テストと最終テストの結果から、スコアが60パーセントを超えていないと次のクラスに進級できません。もし、次のクラスも受講する予定の方は再履修しなくてはならないため、必ず60%は超えておきたいところです。   ■ まとめ 今回の記事では、チュラロンコン大学のタイ語留学のの授業についてご紹介いたしました。チュラロンコン大学ではCTFLと呼ばれる機関でタイ語を学ぶことができます。CTFLの授業は進むスピードが早く、内容も濃いためしっかりとタイ語を学べる環境があります。また、最終成績が60%を超えていない場合は、次のクラスに進級できないため自身でも勉強する必要があります。語学学校には、あまり見られない厳しさで、タイ語を本気で勉強したい方にはおすすめな学校となっています。     __________________________________ Reeracoen Recruitmentでは求職者の皆様に合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 タイ国内での転職 / 東南アジアを舞台とした海外就職に興味をお持ちの方は、お気軽にWebサイトの問い合わせ窓口よりお問い合わせください。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。定期更新をしておりますので、お見逃しなく!   →最新の求人情報はこちら →タイの生活情報・記事はこちら →リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### สัมภาษณ์งานไม่ผ่านเกิดจากอะไร สรุป 3 สาเหตุหลักพร้อมวิธีแก้ไข สัมภาษณ์งานไม่ผ่านเกิดจากอะไร สรุป 3 สาเหตุหลักพร้อมวิธีแก้ไข เป็นธรรมดาที่ทุกคนอยากสมัครงานแล้วได้งานตามที่หวังจึงเริ่มค้นหา “สูตรสำเร็จ” สำหรับการสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าจะเตรียมสคริปแนะนำตัว ศึกษาวิธีตอบคำถามยอดนิยมเพื่อการันตีโอกาสได้งานที่อัตราการแข่งขันสูงมากๆ ในยุคนี้ อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์งานนั้นไม่ได้มีสูตรตายตัว เนื่องจากแต่ละองค์กรก็มีวิธีคัดสรรผู้สมัครที่แตกต่างกันจึงยากที่เราจะได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังเสมอไป และหากจะพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เราสัมภาษณ์งานไม่ผ่านบางครั้งอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องของความสามารถ บุคลิกภาพหรือประสบการณ์ทำงานที่บริษัทคาดหวังเพียงอย่างเดียว เพราะความจริงยังสามารถเกิดได้จากปัจจัยอื่น เช่น ข้อผิดพลาดในการสัมภาษณ์ซึ่งหลายคนคาดไม่ถึง มาวิเคราะห์ 3 สาเหตุหลักที่ทำให้สัมภาษณ์งานไม่ผ่านและหาแนวทางแก้ไขจากปัญหาเหล่านี้ไปพร้อมกัน 1. มีปัญหาเมื่อต้องตอบคำถามจากนายจ้าง บางคนอาจรู้สึกประหม่าเมื่อตกอยู่ภายใต้ความกดดันจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถรับมือกับคำถามยากๆ ที่เข้ามากระทันหันได้ แม้ว่าจะเป็นคำถามยอดฮิตที่พบเจอได้ทุกครั้งที่ไปสัมภาษณ์งานก็ตาม ทางออกสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าวที่ดีที่สุดก็คือการเตรียมตัวล่วงหน้าคือการใช้เวลาจัดทำรายการตัวอย่างคำถามที่มักจะสร้างปัญหาบ่อยๆ และเมื่อถึงช่วงฝึกตอบคำถามก็อย่าลืมสังเกตว่ามีข้อความไหนที่อาจทำให้นายจ้างรู้สึกไม่ดี หรือไม่มั่นใจในตัวเราบ้างไหม โดยการตอบคำถามที่ดีจะต้องสะท้อนถึงความมั่นใจ และความเชี่ยวชาญที่เรามีต่อตัวงานให้นายจ้างเห็นตั้งแต่เนิ่นๆ (อ่านวิธีตอบ 7 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต) ลักษณะคำถามสัมภาษณ์งานที่มีโอกาสพบเจอบ่อย เล่าเรื่องเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นล่าสุดให้ฟังหน่อย ผลงานที่ดีที่สุดในอาชีพการทำงานของคุณคืออะไร อธิบายสิ่งที่ชอบที่สุด และไม่ชอบที่สุดในงานของตัวเอง ทำไมเราต้องจ้างคุณ จุดอ่อนของคุณคืออะไร 2) อธิบายเหตุการณ์ยกตัวอย่างได้ไม่ดีพอ เนื่องจากนายจ้างต้องการทำความรู้จักผู้สมัครในเชิงลึก ซึ่งนอกเหนือจากทักษะบนหน้าเรซูเม่แล้วยังมีเรื่องของทัศนคติ สไตล์การทำงาน และวิธีบริหารจัดการที่ต้องเรียนรู้กันเพิ่มเติม เราจึงพบว่าคำถามสัมภาษณ์งานส่วนใหญ่มักจะถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ เช่น อะไรคือผลงานที่ภูมิใจมากที่สุด โดยให้อธิบายกระบวนการทำงานเพิ่มเติมเพื่อใช้ทำความเข้าใจตัวตนและพิจารณาว่าสอดคล้องกับองค์กรหรือไม่ แต่ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้สมัครหลายคนก็คือการข้ามรายละเอียดบางอย่าง หรือไม่สามารถอธิบายภาพรวมของเหตุการณ์นั้นๆ จนทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจและพลาดที่จะใช้โอกาสนี้นำเสนอความโดดเด่นของตัวเองไปในที่สุด ฝึกรูปการตอบคำถามเชิงยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้กระชับ เข้าใจง่าย และได้ใจความครบถ้วนด้วยหลักการ S.T.A.R ที่ประกอบด้วย Situation, Task, Action และ Result โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ในบริษัทหรือโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย แล้วตามด้วยหน้าที่รับผิดชอบ วิธีการ รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งจะช่วยคลายข้อสงสัยที่มีต่อรูปแบบการทำงานของเราได้อย่างดี (คลิกอ่านรายละเอียดต่อได้ที่นี่) 3. ขาดการแนะนำตัวที่น่าจดจำ คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าการแนะนำตัวไม่ค่อยมีความสำคัญเมื่อเทียบกับเนื้อหาสาระส่วนอื่นๆ ของการสัมภาษณ์งาน แต่รู้หรือไม่ว่าหากเริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยการแนะนำตัวที่ดีก็จะสามารถคลายข้อสงสัยที่องค์กรมีเกี่ยวกับตัวเราได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงช่วยให้รับมือกับคำถามที่ยากขึ้นในลำดับถัดไปได้ง่ายขึ้น เทคนิคก็คือการวาง “โครงสร้างเนื้อหา” ที่จะทำให้อีกฝ่ายอยากรู้จักเรามากขึ้นผ่าน 3 ประเด็น ประสบการณ์และผลงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งงาน สังเกตได้จาก Job description ว่าตำแหน่งนี้ต้องการคนแบบไหน คุณสมบัติอะไรที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษโดยมี “ผลงาน” ที่มีวิธีการวัดผลได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าหากสอดคล้องหรือใกล้เคียงกับจุดประสงค์หลักของตัวงานนั้นๆ ก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้โปรไฟล์ของเราด้วย งานล่าสุดมีความคล้ายหรือแตกต่างกับตำแหน่งนี้อย่างไร อธิบายภาพรวมการทำงานในปัจจุบัน หน้าที่หลัก หน้าที่เสริมสรุปส่วนสำคัญของแต่ละงาน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ วิธีการทำงาน และแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะบางเคสในอดีตที่เรานำมาแชร์ให้กับบริษัทใหม่ได้ฟังก็อาจถูกมองว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีและนำมาปรับใช้กับที่ใหม่ได้เช่นกัน อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำงานที่นี่ การทำงานในแต่ละตำแหน่งย่อมอาศัยทักษะต่างกัน เช่น ตำแหน่งผู้จัดการก็อาจชูจุดเด่นเรื่อง “การบริหาร” ทั้งงานและคนเป็นหลัก ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ Requirement ขององค์กรให้ดีก่อนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำงานในตำแหน่งนั้นๆ คืออะไร เราจึงจะสามารถตอบได้ว่าคุณสมบัติของเราส่วนไหนที่แมตช์บ้างและจัดวาง “ลำดับความสำคัญ” จากส่วนที่ตอบโจทย์องค์กรมากที่สุด ฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunityและให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### สัมภาษณ์งานไม่ผ่านเกิดจากอะไร สรุป 3 สาเหตุหลักพร้อมวิธีแก้ไข สัมภาษณ์งานไม่ผ่านเกิดจากอะไร สรุป 3 สาเหตุหลักพร้อมวิธีแก้ไข เป็นธรรมดาที่ทุกคนอยากสมัครงานแล้วได้งานตามที่หวังจึงเริ่มค้นหา “สูตรสำเร็จ” สำหรับการสัมภาษณ์งาน ไม่ว่าจะเตรียมสคริปแนะนำตัว ศึกษาวิธีตอบคำถามยอดนิยมเพื่อการันตีโอกาสได้งานที่อัตราการแข่งขันสูงมากๆ ในยุคนี้ อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์งานนั้นไม่ได้มีสูตรตายตัว เนื่องจากแต่ละองค์กรก็มีวิธีคัดสรรผู้สมัครที่แตกต่างกันจึงยากที่เราจะได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังเสมอไป และหากจะพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เราสัมภาษณ์งานไม่ผ่านบางครั้งอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องของความสามารถ บุคลิกภาพหรือประสบการณ์ทำงานที่บริษัทคาดหวังเพียงอย่างเดียว เพราะความจริงยังสามารถเกิดได้จากปัจจัยอื่น เช่น ข้อผิดพลาดในการสัมภาษณ์ซึ่งหลายคนคาดไม่ถึง มาวิเคราะห์ 3 สาเหตุหลักที่ทำให้สัมภาษณ์งานไม่ผ่านและหาแนวทางแก้ไขจากปัญหาเหล่านี้ไปพร้อมกัน 1. มีปัญหาเมื่อต้องตอบคำถามจากนายจ้าง บางคนอาจรู้สึกประหม่าเมื่อตกอยู่ภายใต้ความกดดันจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถรับมือกับคำถามยากๆ ที่เข้ามากระทันหันได้ แม้ว่าจะเป็นคำถามยอดฮิตที่พบเจอได้ทุกครั้งที่ไปสัมภาษณ์งานก็ตาม ทางออกสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าวที่ดีที่สุดก็คือการเตรียมตัวล่วงหน้าคือการใช้เวลาจัดทำรายการตัวอย่างคำถามที่มักจะสร้างปัญหาบ่อยๆ และเมื่อถึงช่วงฝึกตอบคำถามก็อย่าลืมสังเกตว่ามีข้อความไหนที่อาจทำให้นายจ้างรู้สึกไม่ดี หรือไม่มั่นใจในตัวเราบ้างไหม โดยการตอบคำถามที่ดีจะต้องสะท้อนถึงความมั่นใจ และความเชี่ยวชาญที่เรามีต่อตัวงานให้นายจ้างเห็นตั้งแต่เนิ่นๆ (อ่านวิธีตอบ 7 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต) ลักษณะคำถามสัมภาษณ์งานที่มีโอกาสพบเจอบ่อย เล่าเรื่องเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นล่าสุดให้ฟังหน่อย ผลงานที่ดีที่สุดในอาชีพการทำงานของคุณคืออะไร อธิบายสิ่งที่ชอบที่สุด และไม่ชอบที่สุดในงานของตัวเอง ทำไมเราต้องจ้างคุณ จุดอ่อนของคุณคืออะไร 2) อธิบายเหตุการณ์ยกตัวอย่างได้ไม่ดีพอ เนื่องจากนายจ้างต้องการทำความรู้จักผู้สมัครในเชิงลึก ซึ่งนอกเหนือจากทักษะบนหน้าเรซูเม่แล้วยังมีเรื่องของทัศนคติ สไตล์การทำงาน และวิธีบริหารจัดการที่ต้องเรียนรู้กันเพิ่มเติม เราจึงพบว่าคำถามสัมภาษณ์งานส่วนใหญ่มักจะถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ เช่น อะไรคือผลงานที่ภูมิใจมากที่สุด โดยให้อธิบายกระบวนการทำงานเพิ่มเติมเพื่อใช้ทำความเข้าใจตัวตนและพิจารณาว่าสอดคล้องกับองค์กรหรือไม่ แต่ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้สมัครหลายคนก็คือการข้ามรายละเอียดบางอย่าง หรือไม่สามารถอธิบายภาพรวมของเหตุการณ์นั้นๆ จนทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจและพลาดที่จะใช้โอกาสนี้นำเสนอความโดดเด่นของตัวเองไปในที่สุด ฝึกรูปการตอบคำถามเชิงยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้กระชับ เข้าใจง่าย และได้ใจความครบถ้วนด้วยหลักการ S.T.A.R ที่ประกอบด้วย Situation, Task, Action และ Result โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ในบริษัทหรือโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย แล้วตามด้วยหน้าที่รับผิดชอบ วิธีการ รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งจะช่วยคลายข้อสงสัยที่มีต่อรูปแบบการทำงานของเราได้อย่างดี (คลิกอ่านรายละเอียดต่อได้ที่นี่) 3. ขาดการแนะนำตัวที่น่าจดจำ คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าการแนะนำตัวไม่ค่อยมีความสำคัญเมื่อเทียบกับเนื้อหาสาระส่วนอื่นๆ ของการสัมภาษณ์งาน แต่รู้หรือไม่ว่าหากเริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยการแนะนำตัวที่ดีก็จะสามารถคลายข้อสงสัยที่องค์กรมีเกี่ยวกับตัวเราได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงช่วยให้รับมือกับคำถามที่ยากขึ้นในลำดับถัดไปได้ง่ายขึ้น เทคนิคก็คือการวาง “โครงสร้างเนื้อหา” ที่จะทำให้อีกฝ่ายอยากรู้จักเรามากขึ้นผ่าน 3 ประเด็น ประสบการณ์และผลงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งงาน สังเกตได้จาก Job description ว่าตำแหน่งนี้ต้องการคนแบบไหน คุณสมบัติอะไรที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษโดยมี “ผลงาน” ที่มีวิธีการวัดผลได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าหากสอดคล้องหรือใกล้เคียงกับจุดประสงค์หลักของตัวงานนั้นๆ ก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้โปรไฟล์ของเราด้วย งานล่าสุดมีความคล้ายหรือแตกต่างกับตำแหน่งนี้อย่างไร อธิบายภาพรวมการทำงานในปัจจุบัน หน้าที่หลัก หน้าที่เสริมสรุปส่วนสำคัญของแต่ละงาน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ วิธีการทำงาน และแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะบางเคสในอดีตที่เรานำมาแชร์ให้กับบริษัทใหม่ได้ฟังก็อาจถูกมองว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีและนำมาปรับใช้กับที่ใหม่ได้เช่นกัน อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำงานที่นี่ การทำงานในแต่ละตำแหน่งย่อมอาศัยทักษะต่างกัน เช่น ตำแหน่งผู้จัดการก็อาจชูจุดเด่นเรื่อง “การบริหาร” ทั้งงานและคนเป็นหลัก ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ Requirement ขององค์กรให้ดีก่อนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำงานในตำแหน่งนั้นๆ คืออะไร เราจึงจะสามารถตอบได้ว่าคุณสมบัติของเราส่วนไหนที่แมตช์บ้างและจัดวาง “ลำดับความสำคัญ” จากส่วนที่ตอบโจทย์องค์กรมากที่สุด ฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunityและให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### ผลกระทบเมื่อองค์กรละเลยความสำคัญของการจ้างงาน ผลกระทบเมื่อองค์กรละเลยความสำคัญของการจ้างงาน ภาพจำของ HR ที่คนมักจะเข้าใจกันก็คือ “ผู้รักษาความสงบ” ในบริษัท คอยทำงานเคลียร์ปัญหาดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับสมาชิกในองค์กร ทำจ่ายเงินเดือน หักภาษี จัดการเอกสาร จัดเลี้ยง และรับสมัครพนักงาน ทำให้ในมุมของคนทำงานทั่วไป หรือแม้แต่เจ้าของกิจการอาจจัดให้งานทรัพยากรบุคคล (HR) สำคัญเป็นลำดับท้ายๆ เนื่องจากไม่ได้มีส่วนกับรายได้โดยตรงเหมือนกับแผนกอื่นที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ชัดเจนมากกว่า ยิ่งในแง่ของการจ้างงานที่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในบริษัทก็จะเลือกวิธีที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุด แต่คาดหวังผลลัพธ์ระดับสูง หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็จะถูกเก็บไว้ทีหลังสุดเสมอ ถ้ายังหาคนไม่ได้ก็ไม่เร่ง และสุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลยโดยไม่ทันมองว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่มากมาย อาทิ 1. ประสิทธิภาพการทำงานลดลง การละเลยการจ้างงาน หรือไม่มีการคัดเลือกพนักงานอย่างเหมาะสม อาจทำให้ได้บุคลากรที่ไม่มีทักษะความสามารถเพียงพอต่อตำแหน่งแทนที่ผลลัพธ์ของงานและประสิทธิภาพในทีมจะดีขึ้นก็กลับถดถอยลง 2. ปัญหาในการบริหารทรัพยากรบุคคล หากองค์กรไม่มีการจ้างงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ พนักงานที่มีอยู่ก็จะต้องรับผิดชอบงานที่มากขึ้นจากเดิม ซึ่งอาจส่งผลต่ออาการเหนื่อยล้าหรือแม้แต่หมดไฟ (Burnout) ไปจนถึงขั้นหมดความเชื่อมั่นและลาออกไปในที่สุด 3. เสียโอกาสในการแข่งขัน หากพนักงานไม่มีเวลาพัฒนาไอเดียหรือโครงการใหม่ องค์กรอาจเสียโอกาสในการสร้างนวัตกรรมหรือขยายธุรกิจ รวมถึงการควบคุมคุณภาพของงานที่ไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนก็จะทำให้ลูกค้าสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กรและเลือกคู่แข่งแทน 4. วัฒนธรรมองค์กรแย่ลง เมื่อผลประกอบเริ่มมีแนวโน้มแย่ลง สมาชิกในองค์กรก็จะเข้าสู่ภายใต้แรงกดดัน บรรยากาศในทีมก็จะค่อยๆ ถูกความเครียดกลืนกินไปในที่สุด จะเห็นได้ว่างาน HR ที่จริงแล้วมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ หากจะกล่าวว่าเป็น “รากฐานของความสำเร็จ” ก็คงไม่เกินจริง เพราะจุดเริ่มต้นของผลงานที่ดีก็มาจากการมีทีมที่แข็งแกร่ง ดังนั้นถ้าองค์กรต้องการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนก็จำเป็นต้องย้อนกลับมาขันน็อตให้แน่นตั้งแต่จุด Start ให้ “การคัดเลือกคนเข้าองค์กร” เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เป็นปกติที่ทีมไหนๆ ก็อยากได้พนักงานคนเก่งเข้ามาช่วยงาน แต่ปัจจุบันการดึงดูดกลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบเสกได้ทันที องค์กรจะต้องมีทั้งความมั่นคง ผลตอบแทนน่าพึงพอใจ มีการวางแผนเส้นทางอาชีพให้ผู้สมัครได้เติบโต นอกจากนี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัครในระหว่างทาง ขั้นตอนการทำงานของ HR เองก็ต้องรวดเร็ว แม่นยำ ชัดเจน ต้องมีการทำ Employer Branding ให้น่าสนใจ ยังไม่รวมถึงการขยายช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ไม่ได้การันตีว่าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะสำเร็จ องค์กรจะต้องคอยพัฒนาปัจจัยโดยรวมทั้งหมดเพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขัน เพราะฉะนั้นหากหวังผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการจ้างงานก็ถึงเวลาที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับงาน HR ให้มากกว่าเดิมหัวใจสำคัญคือความเร็ว ความแม่นยำ โดยที่มีเป้าหมายการจ้างงานที่ชัดเจน ฝากเป้าหมายและความต้องการของคุณไว้กับเรา ค้นหาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ หรือ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### ผลกระทบเมื่อองค์กรละเลยความสำคัญของการจ้างงาน ผลกระทบเมื่อองค์กรละเลยความสำคัญของการจ้างงาน ภาพจำของ HR ที่คนมักจะเข้าใจกันก็คือ “ผู้รักษาความสงบ” ในบริษัท คอยทำงานเคลียร์ปัญหาดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับสมาชิกในองค์กร ทำจ่ายเงินเดือน หักภาษี จัดการเอกสาร จัดเลี้ยง และรับสมัครพนักงาน ทำให้ในมุมของคนทำงานทั่วไป หรือแม้แต่เจ้าของกิจการอาจจัดให้งานทรัพยากรบุคคล (HR) สำคัญเป็นลำดับท้ายๆ เนื่องจากไม่ได้มีส่วนกับรายได้โดยตรงเหมือนกับแผนกอื่นที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ชัดเจนมากกว่า ยิ่งในแง่ของการจ้างงานที่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในบริษัทก็จะเลือกวิธีที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุด แต่คาดหวังผลลัพธ์ระดับสูง หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็จะถูกเก็บไว้ทีหลังสุดเสมอ ถ้ายังหาคนไม่ได้ก็ไม่เร่ง และสุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลยโดยไม่ทันมองว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่มากมาย อาทิ 1. ประสิทธิภาพการทำงานลดลง การละเลยการจ้างงาน หรือไม่มีการคัดเลือกพนักงานอย่างเหมาะสม อาจทำให้ได้บุคลากรที่ไม่มีทักษะความสามารถเพียงพอต่อตำแหน่งแทนที่ผลลัพธ์ของงานและประสิทธิภาพในทีมจะดีขึ้นก็กลับถดถอยลง 2. ปัญหาในการบริหารทรัพยากรบุคคล หากองค์กรไม่มีการจ้างงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจ พนักงานที่มีอยู่ก็จะต้องรับผิดชอบงานที่มากขึ้นจากเดิม ซึ่งอาจส่งผลต่ออาการเหนื่อยล้าหรือแม้แต่หมดไฟ (Burnout) ไปจนถึงขั้นหมดความเชื่อมั่นและลาออกไปในที่สุด 3. เสียโอกาสในการแข่งขัน หากพนักงานไม่มีเวลาพัฒนาไอเดียหรือโครงการใหม่ องค์กรอาจเสียโอกาสในการสร้างนวัตกรรมหรือขยายธุรกิจ รวมถึงการควบคุมคุณภาพของงานที่ไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนก็จะทำให้ลูกค้าสูญเสียความเชื่อมั่นในองค์กรและเลือกคู่แข่งแทน 4. วัฒนธรรมองค์กรแย่ลง เมื่อผลประกอบเริ่มมีแนวโน้มแย่ลง สมาชิกในองค์กรก็จะเข้าสู่ภายใต้แรงกดดัน บรรยากาศในทีมก็จะค่อยๆ ถูกความเครียดกลืนกินไปในที่สุด จะเห็นได้ว่างาน HR ที่จริงแล้วมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ หากจะกล่าวว่าเป็น “รากฐานของความสำเร็จ” ก็คงไม่เกินจริง เพราะจุดเริ่มต้นของผลงานที่ดีก็มาจากการมีทีมที่แข็งแกร่ง ดังนั้นถ้าองค์กรต้องการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนก็จำเป็นต้องย้อนกลับมาขันน็อตให้แน่นตั้งแต่จุด Start ให้ “การคัดเลือกคนเข้าองค์กร” เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ เป็นปกติที่ทีมไหนๆ ก็อยากได้พนักงานคนเก่งเข้ามาช่วยงาน แต่ปัจจุบันการดึงดูดกลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบเสกได้ทันที องค์กรจะต้องมีทั้งความมั่นคง ผลตอบแทนน่าพึงพอใจ มีการวางแผนเส้นทางอาชีพให้ผู้สมัครได้เติบโต นอกจากนี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัครในระหว่างทาง ขั้นตอนการทำงานของ HR เองก็ต้องรวดเร็ว แม่นยำ ชัดเจน ต้องมีการทำ Employer Branding ให้น่าสนใจ ยังไม่รวมถึงการขยายช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้ไม่ได้การันตีว่าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะสำเร็จ องค์กรจะต้องคอยพัฒนาปัจจัยโดยรวมทั้งหมดเพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขัน เพราะฉะนั้นหากหวังผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการจ้างงานก็ถึงเวลาที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับงาน HR ให้มากกว่าเดิมหัวใจสำคัญคือความเร็ว ความแม่นยำ โดยที่มีเป้าหมายการจ้างงานที่ชัดเจน ฝากเป้าหมายและความต้องการของคุณไว้กับเรา ค้นหาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ หรือ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### タイ語留学の体験談 (学校の選び方、ビザについて) 本日はこれからタイ語留学の予定している皆様・タイ語留学に興味をお持ちの皆様を対象に、実体験を基にした内容をブログにいたしました。 過去にバンコクの語学学校に留学していた経験と、チュラロンコン大学のCTFLという機関でタイ語留学をした経験から、タイ語留学についての様々な情報 (学校の選び方、ビザに関する情報)をお届けいたします。   ■ この記事が役に立つ方 1. タイで留学を考えている方 2. ED VISA(学生ビザ)の申請で困っている方   ①語学学校留学について タイにはバンコクのみならずチェンマイ、パタヤ、プーケットなど至る所に語学学校があります。 タイにある多くの語学学校の中から、私が学校を決めた方法を紹介させていただきます。 タイ語の授業は、日本語か英語かどちらかで行われます。 ・日本語で行われる授業は、生徒のほとんどが日本人であること、英語が苦手な方にもタイ語学習が可能な点が特徴 ・英語で行われる授業は、世界中から訪れる色々な国籍の方と共に学習ができる環境であること、日本語で行われる授業に比べて費用が安い学校が多いことが特徴 私は英語で行われる授業料が安い学校を選択しました。 この学校の授業はとても分かりかったのですが、もっとレベルの高い授業を選択すべきだったと後悔しました。 そのため、2回目の留学では授業レベルが高く、きちんと勉強しないとついていけないと評判のチュラロンコン大学のCTFLに留学することを選択しました。 実際にチュラロンコン大学の授業はハードで毎日自身のタイ語スキルの向上を感じています。 次回の記事でチュラロンコン大学の留学については、ご紹介させて頂きます。   ②ED VISAについて ■ ED VISAの申請方法 現在(2024年12月)時点で、日本人は60日間ビザなしで滞在することが可能です。 また、タイ国内で30日間ビザを延長することも可能なため、最大で90日間滞在することが可能です。 90日以上滞在したい場合は、ビザの申請が必要になり、留学をする場合はED VISAを申請する必要があります。 私立の学校か国立の学校に留学するかで、ビザ申請の方法が異なるのですが、今回は私が実際に申請した国立の学校のビザ申請について紹介いたします。   ■ 必要書類 (タイ王国大阪総領事館の場合) ・パスポート原本とコピー ・申請書(Application For Visa) ・証明写真 1 枚 ・経歴書(Personal History) ・ビザ発行を要請するタイ側の学校/大学/教育機関発行の招聘状(Invitation Letter) ※自分で学校にお願いする必要があり ・ビザ発行を要請する日本側の学校/大学/教育機関発行の推薦状(Recommendation Letter) ※タイの学校に直接入学し、所属している日本の学校がない場合は、身元保証書原本 (Guarantee letter) と 保証人の署名入りのパスポート または 運転免許書の裏表コピーを提出すること ・20 歳未満の申請者(大学生除く)の場合は、以下の二つの書類 ・航空券(e チケット)または 航空券予約確認書コピー ・タイの大学に留学する申請者は、無犯罪証明書 原本が必要 ※正規留学以外の短期・中期・長期プログラムを除く   これらが必要な書類となっており、ビザの申請料は11,000 円となります。 また、日本国内でビザの申請が可能な場所は、大阪、福岡、東京のみとなります。 ビザの申請は要予約で、インターネットから申請日の予約が可能です。VISA申請後は約3日ほどでVISAが発行されます。 領事館によって必要な書類等、異なるため申請する領事館のホームページを確認することを推奨いたします。   ■ ED VISA期限延長の申請方法について ED VISAは3カ月の滞在が可能であり、有効期限の1カ月前からタイ国内で延長が可能です。 1回の申請で3カ月の延長が可能です。私はバンコクのチェーンワッタナーにあるイミグレーションでビザの延長を申請しました。 チェーンワッタナーはバンコクの中心地から約20 km程離れた場所にあります。 交通手段はタクシー、電車、バスなどがあります。最も楽な行き方はタクシーだと思います。   ■ED VISAの延長に必要な書類 ・パスポート原本とコピー ・学校からのVISA延長用のレター ・証明写真 1 枚 ・ビザ延長申請書類 (TM7) ・TM30のレシートのコピー ビザの延長料は1,900 THBとなります。 チェーンワッタナーのイミグレーションは8時半から空いておりますが、かなり混み合うため早めに到着をされることを推奨いたします。 私が実際にビザの延長に行った際は、10時に到着した時点で400人待ち、ビザ延長が終了したのは19時頃でした。   ③まとめ この記事ではタイ留学の学校の決め方やビザについて紹介させて頂きました。 タイ留学では、英語または日本語で行われる授業を選択することができます。 また、タイには多くの学校があり、学校によって難易度や雰囲気、授業料が異なるためホームページや口コミを見て、学校を選択することをお勧めします。 そして、3カ月以上タイの学校に留学するにはED VISAが必要になります。 日本国内では、大阪、福岡、東京で申請することが可能です(インターネットで要予約) 。 ビザが取得できた後は、有効期限の1カ月前を目途にタイ国内のイミグレーションに行き、ビザの延長をしなければなりません。   詳しくは大使館のWebサイトをご確認ください。   __________________________________ Reeracoen Recruitmentでは求職者の皆様に合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 タイ国内での転職 / 東南アジアを舞台とした海外就職に興味をお持ちの方は、お気軽にWebサイトの問い合わせ窓口よりお問い合わせください。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。定期更新をしておりますので、お見逃しなく!   →最新の求人情報はこちら →タイの生活情報・記事はこちら →リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงมองหางานใหม่ เหตุผลแบบไหนอาจทำให้คุณถูกคัดออก วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงมองหางานใหม่ เหตุผลแบบไหนอาจทำให้คุณถูกคัดออก เพื่อทำความรู้จักกันและกันให้มากขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์งาน บ่อยครั้งที่นายจ้างมักจะมีข้อสงสัยมากมายที่อยากรู้เกี่ยวกับตัวเรา เช่น ประวัติการทำงาน สไตล์การทำงาน ทัศนคติ เป้าหมายในชีวิตรวมถึง “เหตุผลที่มองหางานใหม่” เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมมากที่สุด ดังนั้นหลังจากอธิบายประวัติการทำงานเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วเราจึงมีโอกาสสูงที่จะถูกถามต่อว่า “ทำไมถึงมองหางานใหม่” เพราะนายจ้างเองก็ต้องการทำความเข้าใจเป้าหมายในการเปลี่ยนงานและประเมินว่าองค์กรจะตอบสนองต่อความคาดหวังเหล่านั้นได้หรือไม่ ทำไมนายจ้างถึงอยากรู้เหตุผลในการเปลี่ยนงาน นอกจากทำความเข้าใจ “ความคาดหวัง” อย่างที่อธิบายไว้ข้างต้น เหตุผลข้อที่สองก็เพื่อประเมินบุคลิกภาพและวิธีคิดของผู้สมัครแต่ละคนว่าพวกเขาจะมีการตัดสินใจอย่างไรหากตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้มากขึ้นในหลายแง่มุม เช่น วิธีการรับมือกับปัญหา สภาวะจิตใจ ทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ หรือแม้แต่ช่วยคัดกรอง Red flags จากการตอบคำถาม และเหตุผลข้อที่สามก็คือหวังผล “การทำงานในระยะยาว” เมื่อทราบความคาดหวังที่มีต่อการหางานใหม่ของผู้สมัคร ก็จะเข้าใจว่าแต่ละคนมีการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตอย่างไร มองถึงรายได้ โอกาสเรียนรู้งาน หรือมีเป้าหมายส่วนตัว เหตุผลเหล่านี้เมื่อเทียบกับเป้าหมายองค์กรแล้วจุดมุ่งหมายทั้งสองฝ่ายมีความสอดคล้องกันมากแค่ไหน ข้อระวังคำถามสัมภาษณ์งาน “ทำไมถึงมองหางานใหม่” การตอบคำถามลักษณะนี้อาจดูเหมือนง่ายไม่ซับซ้อน แต่หากไม่กลั่นกรองเหตุผลที่จะอธิบายด้วยความรอบคอบ หรือเผลอไปทำให้นายจ้างรู้สึกได้ถึงความคิดแง่ลบมากเกินไปก็อาจเป็นการเป่าเทียนดับฝันด้วยตัวเองได้เลยเหมือนกัน ข้อระวังอันดับแรกก็คือ “อย่าส่งต่อความคิดแง่ลบ” ทุกครั้งที่เปลี่ยนงานคนเราย่อมมีเหตุผลที่ตัดสินใจแบบนั้นเสมอ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเพราะปัญหาจากที่เก่า เช่น สังคม เพื่อนร่วมงาน ถ้าเราเลือกนำเสนอแง่มุมด้านลบภายในของบริษัทเก่าออกมา นายจ้างก็จะมองว่าผู้สมัครคนนี้ไม่มีความเป็น “มืออาชีพ” หากอนาคตลาออกไปก็อาจนำไปพูดต่อแบบนี้ได้เหมือนกัน ข้อระวังที่สองก็คือ “เหตุผลในการเปลี่ยนงาน” ในกรณีที่สาเหตุของการเปลี่ยนงานนั้นละเอียดอ่อนมาก พิจารณาแล้วไม่เหมาะจะนำมาพูดถึงภายนอก เช่น ความขัดแย้ง การแทนที่ด้วยความคาดหวังต่อบริษัทใหม่ก็คงจะดีกว่า เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นเหตุผลจากความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นจริง แต่ในการนำเสนอก็ควรปรับมุมมองการอธิบายให้เป็นเชิงบวก เช่น มองหางานใหม่ที่สังคมภายในเหมาะกับตัวเองมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสเกิดทัศนคติแง่ลบจนเป็นภัยต่อตัวเราเอง ตัวอย่างการให้เหตุผลที่อาจทำให้ถูกมองว่ามีทัศนคติแง่ลบ ผู้นำในบริษัทไม่มีวิสัยทัศน์ เพื่อนร่วมงานไม่โอเค การจัดการแย่ ปัญหาภายในเยอะ วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงมองหางานใหม่ ในการอธิบายกับนายจ้างถึงสาเหตุที่ทำให้เราอยากย้ายงาน คำตอบที่ดีควรบ่งบอก “เป้าหมาย” ที่เราคาดหวังไว้อย่างครบถ้วน เริ่มด้วยการถามตัวเองว่าการเปลี่ยนงานครั้งนี้ตอบโจทย์ชีวิตในแง่ไหน โอกาสเติบโตที่มากขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนในเส้นทางอาชีพ เพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิต อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกับตัวเอง รายได้และผลตอบแทน ความมั่นคงด้านการงาน สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสัมภาษณ์งานก็คือความจริงใจ อย่าลืมอธิบายถึงความคาดหวังในการย้ายงานให้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้คิดมาแล้วอย่างรอบคอบและมีจุดหมายปลายทางเป็นการทำงานที่บริษัทแห่งนี้ อ่านบทความด้านการสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม 4 steps สัมภาษณ์งาน เพิ่มโอกาสสอบผ่านได้ทุกสนาม! ฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงมองหางานใหม่ เหตุผลแบบไหนอาจทำให้คุณถูกคัดออก วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงมองหางานใหม่ เหตุผลแบบไหนอาจทำให้คุณถูกคัดออก เพื่อทำความรู้จักกันและกันให้มากขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์งาน บ่อยครั้งที่นายจ้างมักจะมีข้อสงสัยมากมายที่อยากรู้เกี่ยวกับตัวเรา เช่น ประวัติการทำงาน สไตล์การทำงาน ทัศนคติ เป้าหมายในชีวิตรวมถึง “เหตุผลที่มองหางานใหม่” เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมมากที่สุด ดังนั้นหลังจากอธิบายประวัติการทำงานเบื้องต้นเรียบร้อยแล้วเราจึงมีโอกาสสูงที่จะถูกถามต่อว่า “ทำไมถึงมองหางานใหม่” เพราะนายจ้างเองก็ต้องการทำความเข้าใจเป้าหมายในการเปลี่ยนงานและประเมินว่าองค์กรจะตอบสนองต่อความคาดหวังเหล่านั้นได้หรือไม่ ทำไมนายจ้างถึงอยากรู้เหตุผลในการเปลี่ยนงาน นอกจากทำความเข้าใจ “ความคาดหวัง” อย่างที่อธิบายไว้ข้างต้น เหตุผลข้อที่สองก็เพื่อประเมินบุคลิกภาพและวิธีคิดของผู้สมัครแต่ละคนว่าพวกเขาจะมีการตัดสินใจอย่างไรหากตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่าง ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้มากขึ้นในหลายแง่มุม เช่น วิธีการรับมือกับปัญหา สภาวะจิตใจ ทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ หรือแม้แต่ช่วยคัดกรอง Red flags จากการตอบคำถาม และเหตุผลข้อที่สามก็คือหวังผล “การทำงานในระยะยาว” เมื่อทราบความคาดหวังที่มีต่อการหางานใหม่ของผู้สมัคร ก็จะเข้าใจว่าแต่ละคนมีการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตอย่างไร มองถึงรายได้ โอกาสเรียนรู้งาน หรือมีเป้าหมายส่วนตัว เหตุผลเหล่านี้เมื่อเทียบกับเป้าหมายองค์กรแล้วจุดมุ่งหมายทั้งสองฝ่ายมีความสอดคล้องกันมากแค่ไหน ข้อระวังคำถามสัมภาษณ์งาน “ทำไมถึงมองหางานใหม่” การตอบคำถามลักษณะนี้อาจดูเหมือนง่ายไม่ซับซ้อน แต่หากไม่กลั่นกรองเหตุผลที่จะอธิบายด้วยความรอบคอบ หรือเผลอไปทำให้นายจ้างรู้สึกได้ถึงความคิดแง่ลบมากเกินไปก็อาจเป็นการเป่าเทียนดับฝันด้วยตัวเองได้เลยเหมือนกัน ข้อระวังอันดับแรกก็คือ “อย่าส่งต่อความคิดแง่ลบ” ทุกครั้งที่เปลี่ยนงานคนเราย่อมมีเหตุผลที่ตัดสินใจแบบนั้นเสมอ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเพราะปัญหาจากที่เก่า เช่น สังคม เพื่อนร่วมงาน ถ้าเราเลือกนำเสนอแง่มุมด้านลบภายในของบริษัทเก่าออกมา นายจ้างก็จะมองว่าผู้สมัครคนนี้ไม่มีความเป็น “มืออาชีพ” หากอนาคตลาออกไปก็อาจนำไปพูดต่อแบบนี้ได้เหมือนกัน ข้อระวังที่สองก็คือ “เหตุผลในการเปลี่ยนงาน” ในกรณีที่สาเหตุของการเปลี่ยนงานนั้นละเอียดอ่อนมาก พิจารณาแล้วไม่เหมาะจะนำมาพูดถึงภายนอก เช่น ความขัดแย้ง การแทนที่ด้วยความคาดหวังต่อบริษัทใหม่ก็คงจะดีกว่า เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นเหตุผลจากความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นจริง แต่ในการนำเสนอก็ควรปรับมุมมองการอธิบายให้เป็นเชิงบวก เช่น มองหางานใหม่ที่สังคมภายในเหมาะกับตัวเองมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสเกิดทัศนคติแง่ลบจนเป็นภัยต่อตัวเราเอง ตัวอย่างการให้เหตุผลที่อาจทำให้ถูกมองว่ามีทัศนคติแง่ลบ ผู้นำในบริษัทไม่มีวิสัยทัศน์ เพื่อนร่วมงานไม่โอเค การจัดการแย่ ปัญหาภายในเยอะ วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงมองหางานใหม่ ในการอธิบายกับนายจ้างถึงสาเหตุที่ทำให้เราอยากย้ายงาน คำตอบที่ดีควรบ่งบอก “เป้าหมาย” ที่เราคาดหวังไว้อย่างครบถ้วน เริ่มด้วยการถามตัวเองว่าการเปลี่ยนงานครั้งนี้ตอบโจทย์ชีวิตในแง่ไหน โอกาสเติบโตที่มากขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนในเส้นทางอาชีพ เพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิต อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกับตัวเอง รายได้และผลตอบแทน ความมั่นคงด้านการงาน สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสัมภาษณ์งานก็คือความจริงใจ อย่าลืมอธิบายถึงความคาดหวังในการย้ายงานให้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้คิดมาแล้วอย่างรอบคอบและมีจุดหมายปลายทางเป็นการทำงานที่บริษัทแห่งนี้ อ่านบทความด้านการสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม 4 steps สัมภาษณ์งาน เพิ่มโอกาสสอบผ่านได้ทุกสนาม! ฝากโปรไฟล์หางานฟรี! สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป ก่อนดูรายละเอียดงาน อย่าลืมลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงโอกาสงานผ่านตัวแทนจัดหางานที่รู้ใจ แมตช์งานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบโดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยวิ่งหางานด้วยตัวเอง ฟรี! ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Valves & Fluid Control Instruments) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954 ตำแหน่ง Marketing Executive Staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking, Leasing สถานที่ทำงาน: เส้นรถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70605 ตำแหน่ง Interpreter & Sales Support (รับสมัครด่วนมาก) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N3 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71041  ตำแหน่ง Assistant Store Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail (Watches) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67626 ตำแหน่ง Business Analyst Specialist ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food industry สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70803 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 42,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รัชภิเษก เพชรบุรี ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68232 ตำแหน่ง Assistant Sales & Marketing Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals/Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70661 ตำแหน่ง HR Staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71040 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71069 ตำแหน่ง Product Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง Interpreter (รับสมัครด่วนมาก) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hair Salon สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70161  ตำแหน่ง Digital Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65499 ตำแหน่ง Marketplace Manager / Assistant Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: ลาดพร้าว ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71010 ตำแหน่ง Sales Chief ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals/Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้น *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67777 ตำแหน่ง Senior Software Tester ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65219  ตำแหน่ง Senior Sales - Display ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics - Semiconductors สถานที่ทำงาน: รามคำแหง บางกะปิ บึงกุ่ม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70926 ตำแหน่ง Compliance Senior Officer ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70854  เปลี่ยน "คอนเนกชัน" ในสายงานให้กลายเป็น "รายได้" บนเครือข่าย Freelance Recruiter งานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ แบ่งเวลา - บริหารจัดการงานได้ด้วยตัวเอง! ### อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนธันวาคม 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป ก่อนดูรายละเอียดงาน อย่าลืมลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ เพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงโอกาสงานผ่านตัวแทนจัดหางานที่รู้ใจ แมตช์งานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบโดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยวิ่งหางานด้วยตัวเอง ฟรี! ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Valves & Fluid Control Instruments) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954 ตำแหน่ง Marketing Executive Staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking, Leasing สถานที่ทำงาน: เส้นรถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70605 ตำแหน่ง Interpreter & Sales Support (รับสมัครด่วนมาก) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N3 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71041  ตำแหน่ง Assistant Store Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail (Watches) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67626 ตำแหน่ง Business Analyst Specialist ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food industry สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70803 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 42,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รัชภิเษก เพชรบุรี ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68232 ตำแหน่ง Assistant Sales & Marketing Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals/Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70661 ตำแหน่ง HR Staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71040 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71069 ตำแหน่ง Product Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง Interpreter (รับสมัครด่วนมาก) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hair Salon สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70161  ตำแหน่ง Digital Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65499 ตำแหน่ง Marketplace Manager / Assistant Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: ลาดพร้าว ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71010 ตำแหน่ง Sales Chief ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals/Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้น *ต้องการภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67777 ตำแหน่ง Senior Software Tester ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65219  ตำแหน่ง Senior Sales - Display ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics - Semiconductors สถานที่ทำงาน: รามคำแหง บางกะปิ บึงกุ่ม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70926 ตำแหน่ง Compliance Senior Officer ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70854  เปลี่ยน "คอนเนกชัน" ในสายงานให้กลายเป็น "รายได้" บนเครือข่าย Freelance Recruiter งานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ แบ่งเวลา - บริหารจัดการงานได้ด้วยตัวเอง! ### 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 เผลอแปปเดียวเวลาก็พาเราเดินมาถึงโค้งสุดท้ายของปี 2024 กันแล้ว สำหรับใครที่จบปีนี้แล้วรู้สึกว่าอยากมองหาความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะย้ายไปบริษัทใหม่ หรือแม้แต่ “เปลี่ยนสายงาน” เพื่อเติมเต็มความต้องการรวมถึงสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ชีวิต ก็อย่าลืมศึกษาตลาดว่าปัจจุบันธุรกิจกลุ่มใดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีทั้งอัตราการจ้างงานสูงและโอกาสให้เติบโตได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลความเสี่ยงที่จะสูญเสียงานในเวลาอันใกล้ เนื่องในโอกาสใกล้หมดปี 2024 Reeracoen Thailand จึงได้สรุปข้อมูล 10 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 (อ้างอิงจาก emeritus และค่าเฉลี่ยเงินเดือนจาก Glassdoor และ Comparably) ไว้เป็นแนวทางและข้อมูลอ้างอิงสำหรับใครที่วางแผนจะเปลี่ยนงานในปีหน้า ซึ่งจะมีกลุ่มอาชีพแบบไหน สายงานอะไร มาติดตามไปพร้อมกันได้เลย 1) นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,700,000 บาท เมื่อข้อมูลคือ “เชื้อเพลิง” ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนโลกดิจิทัล ดังนั้นธุรกิจมากมายจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์ ศึกษา ควบคุมฐานข้อมูลใหญ่ๆ เพื่อนำไปใช้ต่อได้ สำหรับความร้อนแรงของอาชีพนี้ แล้วไม่พูดถึงผลสำรวจจาก Statista, Bernard Marr & Co. ก็คงไม่ได้ เพราะมีการคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นภายในปี 24 ถึง 147 zettabytes (ราวๆ 147,000,000,000 terabytes) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมต่างๆ คุณสมบัติที่จำเป็น การเก็บข้อมูล สร้างภาพจำลอง และดึงข้อมูลสำคัญจากฐานข้อมูลใหญ่ ทำเหมืองข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบความเชื่อมโยงกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อแยกข้อมูล ศึกษาและอธิบายให้เข้าใจได้ดี มีความเข้าใจในระบบอัลกอริธึมที่ซับซ้อน สถิติ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ 2) นักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI Developer) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 6,100,000 บาท เทคโนโลยีคือการพัฒนาซึ่งสามารถงอกเงยได้ในหลายแง่มุม ซึ่ง AI ก็ถือเป็นหนึ่งในประเภทเทคโนโลยีที่มนุษย์เราให้ความสนใจและมีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุดอาชีพหนึ่งในโลก จากความสามารถในการพลิกธุรกิจให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเลขคาดการณ์ที่ AI สามารถนำรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 โดยนักออกแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Developer) มีหน้าที่ออกแบบ พัฒนา และตั้งโปรแกรม กำหนดอัลกอริธึมให้เครื่องจักรหรือโปรแกรมนั้นๆ สามารถ “คิด” ได้แบบมนุษย์ คุณสมบัติที่จำเป็น สามารถโปรแกรมด้วยภาษา Python, C++ และอื่นๆ เข้าใจกระบวนการ Deep learning ในรูปแบบต่างๆ จัดการและวิเคราะห์ข้อมูสำหรับสร้างแบบจำลอง AI ได้ดี เชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ สถิติ พีชคณิต ฯลฯ เชี่ยวชาญ Machine learning เช่น TensorFlow, PyTorch 3) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 5,700,000 บาท หน้าที่ตามชื่อคือการ “พัฒนา” ออกแบบระบบไอที วางโครงสร้างรากฐานทั้งสำหรับธุรกิจ B2B (business to business) และ B2C (business to consumer) ซึ่งมีตัวเลือกงานให้ค่อนข้างมากในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม (เช็กตำแหน่งว่างสาย Engineer ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น เชี่ยวชาญการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น  C++, Python, Java เชี่ยวชาญภาษา SQL รวมถึงอ่านและป้องกันฐานข้อมูลในระบบต่างๆ รู้จักโครงสร้างและอัลกอริธึมต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูล สามารถแก้บักเพื่อลบการทำงานที่ผิดพลาดออก ทักษะการใช้งาน Atom, TextMate, Notepad++ หรืออื่นๆ การเข้ารหัสข้อมูลและคุ้นเคยกับ Cloud platform 4) Cyber Security Specialist เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 7,100,00 บาท เนื่องจากทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งของวันไปกับการอยู่กับคอมพิวเตอร์ เครืองมือสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จึงสำคัญที่จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแรงเพื่อป้องกันการโจรกรรมทางไซเบอร์ สถิติในปี 2023 ที่ผ่านมาพบค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายจากการถูกเจาะข้อมูล อยู่ที่ราวๆ 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับองค์กรที่จะหันมาให้ความสำคัญและสร้างระบบป้องกันภัยที่มั่นคง จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมอาชีพนี้ถึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในปัจจุบันซึ่งสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS สหรัฐฯ) คาดว่าจะเติบโตขึ้น 35% ภายในปี 2031 คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการอย่างลึกซึ้ง ทักษะด้านการโปรแกรมและค้นหาจุดบอดล่วงหน้า คาดการณ์ปัญหาและประเมินความเสี่ยงได้ อัปเดตเทรนด์และพัฒนาโครงสร้างระบบให้ทันสมัยเสมอ 5) นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,300,000 บาท เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ การตลาดออนไลน์จึงไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” ของธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่รากฐานในการแสดงตัวตน รวมถึงถึงกลุ่มลูกค้าและเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายของสินค้า/บริการได้อย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของแพลตฟอร์ม E-commerce ยังช่วยการันตีว่าอาชีพนักการตลาดออนไลน์ (Digital Marketer) จะยังคงเป็นที่ต้องการในทุกธุรกิจ และสร้างรายได้สูงในปี 2025 (เช็กตำแหน่งว่างในงานสายการตลาดได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจในหลัก SEO และนำมาปรับใช้กับงาน ทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศ สามารถใช้เครื่องมือสำหรับเขียน ตัดต่อ ตกแต่งสื่อต่างๆ ได้ บริหารจัดการวางกลยุทธ์เนื้อหาให้เหมาะสมในแต่ละช่องทาง 6) ผู้จัดการด้านทรัพยากรบุคคล (HR Manager) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,900,000 บาท ในตลาดแรงงานที่กำลังมีการแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างองค์กร เป้าหมายสำคัญของธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ทำผลประกอบการให้ดี แต่ยังต้อง “รักษาและดึงดูดพนักงาน” ให้ธุรกิจไปต่อได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นยิ่งธุรกิจเติบโต บทบาทของทีม HR ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว (สมัครงาน HR เช็กดูรายละเอียดตำแหน่งว่างได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการสื่อสารและจัดการกับคน สามารถคิดวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ความเข้าใจในหลักการบริหารธุรกิจ ทักษะการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง ความรู้พื้นฐานในด้านกฎหมายแรงงาน 7) ผู้จัดการฝ่ายการเงิน (Financial Manager) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 6,430,000 บาท การเงินคือสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะในฐานะบุคคลหรือองค์กร โดยช่วยสร้างประโยชน์สูงสุดให้การลงทุน บริหารจัดการด้วยความรอบคอบ ลดความเสี่ยงในจุดต่างๆ เพื่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคงซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจและศาสตร์ของการลงทุนอย่างลึกซึ้ง (สำรวจงานสาย Finance ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ ความเข้าใจในการทำธุรกิจ การสื่อสารและนำเสนอระดับดีเยี่ยม จัดการตัวเลขได้อย่างรวดเร็ว สามารถบริหารความเสี่ยงให้องค์กร 8) นักพัฒนาระบบคลาวด์ (Cloud Developer) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 5,900,000 บาท ระบบ Cloud system ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและพัฒนาระบบภายใน ซึ่งโดยหลักแล้วหากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ เครือข่าย ทรัพยากรไอทีภายในองค์กร ระบบคลาวด์ก็จะช่วยให้บริษัทไม่ต้องลงทุนใหม่หรือเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ซึ่ง World Economic Forum ได้เอ่ยถึงการนำระบบคลาวด์มาใช้ในหลายๆ ธุรกิจและองค์กรจำนวนมากก็เริ่มปรับตัวเป็น Digital transformation มากขึ้น ทำให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งระบบโครงสร้างไอทีกลายเป็นที่ต้องการ (ค้นหาตำแหน่งงานว่างในสาย IT ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น เข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น Java, Python, SQL เชี่ยวชาญด้านระบบคลาวด์ AWS, Azure, Google Cloud ทักษะการใช้หลักการ DevOps ที่ดี 9) Health and Medical Manager เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,700,000 บาท ทำหน้าที่ติดตามกำกับดูแลกิจกรรมให้แก่ผู้ให้บริการรักษา เช่น โรงพยาบาล คลินิก หรือศูนย์ปฏิบัติงานทางการแพทย์ รวมถึงรับผิดชอบด้านการเงิน และจดบันทึกการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากธุรกิจด้านสุขภาพกำลังมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2021 มีงานในระบบที่ 4.8 แสนตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้น 28% ไปจนถึงปี 2031 (หางานสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการสื่อสารเป็นเลิศ เข้าใจภาพรวมของงานบริการด้านสุขภาพและการบริหารธุรกิจ บริหารจัดการเวลาได้ดี 10) ที่ปรึกษาทางการเงิน (Investment Banker) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 12,000,000 บาท ตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเงิน หรือวาณิชธนกิจเป็นสายอาชีพที่ธุรกิจจำนวนมากต่างต้องการ โดยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน เช่น การควบรวมกิจการ การระดมทุนเข้าบริษัทด้วยลักษณะงานที่ซับซ้อนจึงต้องมีความเข้าใจตลาดที่ดี ประกอบกับทักษะการวิเคราะห์ที่เฉียบคม คุณสมบัติที่จำเป็น มีความรู้ในตลาดธุรกิจแต่ละประเภทเป็นอย่างดี ความเชี่ยวชาญในการทำแบบจำลองทางการเงิน มีความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงิน ความรู้เกี่ยวกับระเบียบทางกฎหมาย ทักษะการเจรจาต่อรองและการสื่อสาร จบไปแล้วกับ 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 สำหรับใครอยากรู้ต่อว่านอกจากอาชีพมาแรงเป็นที่ต้องการแล้ว มีกลุ่มสายงานไหนที่เสี่ยงจะสูญเสียงานไปในปีต่อๆ ไปบ้าง สามารถติดตามอ่านต่อได้ที่ สรุปอินไซต์ 10 อันดับกลุ่มงานที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/tJCIg ### 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 เผลอแปปเดียวเวลาก็พาเราเดินมาถึงโค้งสุดท้ายของปี 2024 กันแล้ว สำหรับใครที่จบปีนี้แล้วรู้สึกว่าอยากมองหาความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะย้ายไปบริษัทใหม่ หรือแม้แต่ “เปลี่ยนสายงาน” เพื่อเติมเต็มความต้องการรวมถึงสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ชีวิต ก็อย่าลืมศึกษาตลาดว่าปัจจุบันธุรกิจกลุ่มใดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีทั้งอัตราการจ้างงานสูงและโอกาสให้เติบโตได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลความเสี่ยงที่จะสูญเสียงานในเวลาอันใกล้ เนื่องในโอกาสใกล้หมดปี 2024 Reeracoen Thailand จึงได้สรุปข้อมูล 10 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 (อ้างอิงจาก emeritus และค่าเฉลี่ยเงินเดือนจาก Glassdoor และ Comparably) ไว้เป็นแนวทางและข้อมูลอ้างอิงสำหรับใครที่วางแผนจะเปลี่ยนงานในปีหน้า ซึ่งจะมีกลุ่มอาชีพแบบไหน สายงานอะไร มาติดตามไปพร้อมกันได้เลย 1) นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,700,000 บาท เมื่อข้อมูลคือ “เชื้อเพลิง” ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนโลกดิจิทัล ดังนั้นธุรกิจมากมายจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์ ศึกษา ควบคุมฐานข้อมูลใหญ่ๆ เพื่อนำไปใช้ต่อได้ สำหรับความร้อนแรงของอาชีพนี้ แล้วไม่พูดถึงผลสำรวจจาก Statista, Bernard Marr & Co. ก็คงไม่ได้ เพราะมีการคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นภายในปี 24 ถึง 147 zettabytes (ราวๆ 147,000,000,000 terabytes) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมต่างๆ คุณสมบัติที่จำเป็น การเก็บข้อมูล สร้างภาพจำลอง และดึงข้อมูลสำคัญจากฐานข้อมูลใหญ่ ทำเหมืองข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบความเชื่อมโยงกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อแยกข้อมูล ศึกษาและอธิบายให้เข้าใจได้ดี มีความเข้าใจในระบบอัลกอริธึมที่ซับซ้อน สถิติ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ 2) นักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI Developer) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 6,100,000 บาท เทคโนโลยีคือการพัฒนาซึ่งสามารถงอกเงยได้ในหลายแง่มุม ซึ่ง AI ก็ถือเป็นหนึ่งในประเภทเทคโนโลยีที่มนุษย์เราให้ความสนใจและมีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุดอาชีพหนึ่งในโลก จากความสามารถในการพลิกธุรกิจให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเลขคาดการณ์ที่ AI สามารถนำรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 โดยนักออกแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Developer) มีหน้าที่ออกแบบ พัฒนา และตั้งโปรแกรม กำหนดอัลกอริธึมให้เครื่องจักรหรือโปรแกรมนั้นๆ สามารถ “คิด” ได้แบบมนุษย์ คุณสมบัติที่จำเป็น สามารถโปรแกรมด้วยภาษา Python, C++ และอื่นๆ เข้าใจกระบวนการ Deep learning ในรูปแบบต่างๆ จัดการและวิเคราะห์ข้อมูสำหรับสร้างแบบจำลอง AI ได้ดี เชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ สถิติ พีชคณิต ฯลฯ เชี่ยวชาญ Machine learning เช่น TensorFlow, PyTorch 3) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 5,700,000 บาท หน้าที่ตามชื่อคือการ “พัฒนา” ออกแบบระบบไอที วางโครงสร้างรากฐานทั้งสำหรับธุรกิจ B2B (business to business) และ B2C (business to consumer) ซึ่งมีตัวเลือกงานให้ค่อนข้างมากในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม (เช็กตำแหน่งว่างสาย Engineer ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น เชี่ยวชาญการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น  C++, Python, Java เชี่ยวชาญภาษา SQL รวมถึงอ่านและป้องกันฐานข้อมูลในระบบต่างๆ รู้จักโครงสร้างและอัลกอริธึมต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูล สามารถแก้บักเพื่อลบการทำงานที่ผิดพลาดออก ทักษะการใช้งาน Atom, TextMate, Notepad++ หรืออื่นๆ การเข้ารหัสข้อมูลและคุ้นเคยกับ Cloud platform 4) Cyber Security Specialist เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 7,100,00 บาท เนื่องจากทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งของวันไปกับการอยู่กับคอมพิวเตอร์ เครืองมือสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จึงสำคัญที่จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแรงเพื่อป้องกันการโจรกรรมทางไซเบอร์ สถิติในปี 2023 ที่ผ่านมาพบค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายจากการถูกเจาะข้อมูล อยู่ที่ราวๆ 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับองค์กรที่จะหันมาให้ความสำคัญและสร้างระบบป้องกันภัยที่มั่นคง จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมอาชีพนี้ถึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในปัจจุบันซึ่งสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS สหรัฐฯ) คาดว่าจะเติบโตขึ้น 35% ภายในปี 2031 คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการอย่างลึกซึ้ง ทักษะด้านการโปรแกรมและค้นหาจุดบอดล่วงหน้า คาดการณ์ปัญหาและประเมินความเสี่ยงได้ อัปเดตเทรนด์และพัฒนาโครงสร้างระบบให้ทันสมัยเสมอ 5) นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,300,000 บาท เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ การตลาดออนไลน์จึงไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” ของธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่รากฐานในการแสดงตัวตน รวมถึงถึงกลุ่มลูกค้าและเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายของสินค้า/บริการได้อย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของแพลตฟอร์ม E-commerce ยังช่วยการันตีว่าอาชีพนักการตลาดออนไลน์ (Digital Marketer) จะยังคงเป็นที่ต้องการในทุกธุรกิจ และสร้างรายได้สูงในปี 2025 (เช็กตำแหน่งว่างในงานสายการตลาดได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจในหลัก SEO และนำมาปรับใช้กับงาน ทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศ สามารถใช้เครื่องมือสำหรับเขียน ตัดต่อ ตกแต่งสื่อต่างๆ ได้ บริหารจัดการวางกลยุทธ์เนื้อหาให้เหมาะสมในแต่ละช่องทาง 6) ผู้จัดการด้านทรัพยากรบุคคล (HR Manager) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,900,000 บาท ในตลาดแรงงานที่กำลังมีการแข่งขันมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างองค์กร เป้าหมายสำคัญของธุรกิจจึงไม่ใช่แค่ทำผลประกอบการให้ดี แต่ยังต้อง “รักษาและดึงดูดพนักงาน” ให้ธุรกิจไปต่อได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นยิ่งธุรกิจเติบโต บทบาทของทีม HR ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว (สมัครงาน HR เช็กดูรายละเอียดตำแหน่งว่างได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการสื่อสารและจัดการกับคน สามารถคิดวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ความเข้าใจในหลักการบริหารธุรกิจ ทักษะการวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง ความรู้พื้นฐานในด้านกฎหมายแรงงาน 7) ผู้จัดการฝ่ายการเงิน (Financial Manager) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 6,430,000 บาท การเงินคือสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะในฐานะบุคคลหรือองค์กร โดยช่วยสร้างประโยชน์สูงสุดให้การลงทุน บริหารจัดการด้วยความรอบคอบ ลดความเสี่ยงในจุดต่างๆ เพื่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคงซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจและศาสตร์ของการลงทุนอย่างลึกซึ้ง (สำรวจงานสาย Finance ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ ความเข้าใจในการทำธุรกิจ การสื่อสารและนำเสนอระดับดีเยี่ยม จัดการตัวเลขได้อย่างรวดเร็ว สามารถบริหารความเสี่ยงให้องค์กร 8) นักพัฒนาระบบคลาวด์ (Cloud Developer) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 5,900,000 บาท ระบบ Cloud system ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและพัฒนาระบบภายใน ซึ่งโดยหลักแล้วหากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างใดๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ เครือข่าย ทรัพยากรไอทีภายในองค์กร ระบบคลาวด์ก็จะช่วยให้บริษัทไม่ต้องลงทุนใหม่หรือเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ซึ่ง World Economic Forum ได้เอ่ยถึงการนำระบบคลาวด์มาใช้ในหลายๆ ธุรกิจและองค์กรจำนวนมากก็เริ่มปรับตัวเป็น Digital transformation มากขึ้น ทำให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งระบบโครงสร้างไอทีกลายเป็นที่ต้องการ (ค้นหาตำแหน่งงานว่างในสาย IT ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น เข้าใจภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น Java, Python, SQL เชี่ยวชาญด้านระบบคลาวด์ AWS, Azure, Google Cloud ทักษะการใช้หลักการ DevOps ที่ดี 9) Health and Medical Manager เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,700,000 บาท ทำหน้าที่ติดตามกำกับดูแลกิจกรรมให้แก่ผู้ให้บริการรักษา เช่น โรงพยาบาล คลินิก หรือศูนย์ปฏิบัติงานทางการแพทย์ รวมถึงรับผิดชอบด้านการเงิน และจดบันทึกการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากธุรกิจด้านสุขภาพกำลังมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2021 มีงานในระบบที่ 4.8 แสนตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้น 28% ไปจนถึงปี 2031 (หางานสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ที่นี่) คุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการสื่อสารเป็นเลิศ เข้าใจภาพรวมของงานบริการด้านสุขภาพและการบริหารธุรกิจ บริหารจัดการเวลาได้ดี 10) ที่ปรึกษาทางการเงิน (Investment Banker) เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 12,000,000 บาท ตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเงิน หรือวาณิชธนกิจเป็นสายอาชีพที่ธุรกิจจำนวนมากต่างต้องการ โดยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน เช่น การควบรวมกิจการ การระดมทุนเข้าบริษัทด้วยลักษณะงานที่ซับซ้อนจึงต้องมีความเข้าใจตลาดที่ดี ประกอบกับทักษะการวิเคราะห์ที่เฉียบคม คุณสมบัติที่จำเป็น มีความรู้ในตลาดธุรกิจแต่ละประเภทเป็นอย่างดี ความเชี่ยวชาญในการทำแบบจำลองทางการเงิน มีความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงิน ความรู้เกี่ยวกับระเบียบทางกฎหมาย ทักษะการเจรจาต่อรองและการสื่อสาร จบไปแล้วกับ 10 อันดับอาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2025 สำหรับใครอยากรู้ต่อว่านอกจากอาชีพมาแรงเป็นที่ต้องการแล้ว มีกลุ่มสายงานไหนที่เสี่ยงจะสูญเสียงานไปในปีต่อๆ ไปบ้าง สามารถติดตามอ่านต่อได้ที่ สรุปอินไซต์ 10 อันดับกลุ่มงานที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/tJCIg ### หางานใหม่ ไม่ต้องรอลาออกจากที่เก่า เพราะ 60% ของพนักงานยุคใหม่แข่งกันตั้งแต่ยังไม่มีแผนจะเปลี่ยนงาน หางานใหม่ ไม่ต้องรอลาออกจากที่เก่า เพราะ 60% ของพนักงานยุคใหม่แข่งกันตั้งแต่ยังไม่มีแผนจะเปลี่ยนงาน ระยะเวลาที่คนเราใช้ในการวางแผนย้ายงานมีค่อนข้างหลากหลาย เป็นไปได้ตั้งแต่ 1 - 6 เดือน (หรือมากกว่า) ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และยิ่งเรามีเวลาวางแผนเตรียมตัวมาก ก็ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมาก เนื่องจากได้ใช้เวลาไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยทั้งทำเอกสาร อัปสกิล และหางานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย แต่การเป็นพนักงานประจำที่มีข้อจำกัดจากภาระในแต่ละวันก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เราจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่าง “ปัจจุบัน” ตรงหน้าหรือ “อนาคต” ที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งแน่นอนว่าต้องเลือกงานปัจจุบันที่เป็นแหล่งรายได้ก่อนแล้วค่อยมองถึงอนาคตอีกทีเมื่อมีจังหวะลงตัวเวลาย้ายงานแต่ละครั้งหลายคนจึงดูเหมือนเริ่มต้นช้า เอาไว้ใกล้จะลาออกจริงๆ แล้วค่อยหางานใหม่ทีเดียว แต่กับยุคนี้แนวคิดดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์บริบทปัจจุบันแล้ว เพราะไม่นานมานี้มีผลสำรวจบ่งชี้ถึงพฤติกรรมการหางานที่เปลี่ยนไปเมื่อคนส่วนใหญ่ “แข่งกันสมัครงาน” ตั้งแต่ยังไม่คิดเรื่องย้ายงาน โดยข้อมูลดังกล่าวมาจาก Indeed’s 2024 Workforce Insights Report ที่ได้สำรวจคนทำงานชาวอเมริกันเป็นจำนวนกว่า 5,000 คน พบว่า 60% ของพนักงานในปัจจุบันอยู่ในสถานะ “พร้อมสมัครงานใหม่” และมากกว่า 1 ใน 3 คอยอัปเดตเรซูเม่อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือนเพื่อสามารถเตรียมตัวต้อนรับโอกาสงานใหม่ได้ตลอดเวลา เมื่อพฤติกรรมการหางานในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป คนเราไม่ได้เริ่มมองหางานใหม่เมื่อใกล้จะ “ลาออก” จากงานเก่า แต่ใช้วิธีการสแตนบายรอโอกาสที่อาจถูกหยิบยื่นเข้ามาได้ทุกเมื่อ เป้าหมายจึงเป็นการทำอย่างไรให้โปรไฟล์ของเรายังคง Active แม้ว่าจะไม่ได้ดำเนินการยื่นสมัคร หรือมองหางานด้วยตัวเองก็ยังอยู่ในเรดาร์ของนายจ้างหรือตัวแทนจัดหางานอยู่เสมอ วิธีบรรลุเป้าหมายการหางานในยุคที่มีการแข่งขันสูงก็คือการจัดลำดับความสำคัญของภาระบนมือที่ต้องดูแล ถ้างานประจำก็ต้องทำ แต่ในขณะเดียวกันอนาคตก็ต้องวางแผน ก็จะต้องหาวิธีแบ่งเบาอย่างใดอย่างหนึ่งออกจากตัวเองโดยปราศจากความเสี่ยง หรือมีโอกาสกระทบงานปัจจุบัน หนึ่งในช่องทางที่ตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้ดีที่สุดก็คือการโยกหน้าที่หางานให้กับ “ตัวแทน” จากเอเจนซี แต่หลายคนอาจยังไม่มีประสบการณ์หางานผ่านเอเจนซีมาก่อนจึงไม่เห็นภาพว่าต่างจากการยื่นสมัครด้วยตัวเองอย่างไร ขั้นตอนต่างๆ ต้องทำอะไร ตลอดจนมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ วันนี้มาทำความเข้าใจไปพร้อมกันว่าทำไมหลายคนถึงเลือกฝากการหางานไว้ในมือ “คนอื่น” อย่างตัวแทนจาก Recruitment Agency อันดับแรกเรามาเคลียร์ข้อข้องใจสำหรับใครที่สงสัยว่าการให้รีครูตเตอร์ หรือตัวแทนมาช่วยหางานให้เรานั้นมีค่าใช้จ่ายไหม ขอตอบเลยว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดทุกกรณี สามารถฝากโปรไฟล์หางานได้ฟรี เพราะผลตอบแทนของรีครูตเตอร์จะได้รับจากฝ่ายบริษัทที่ต้องการหาคน ดังนั้นนอกจากจะทุ่มเวลามองหางานด้วยตัวเองแล้ว การแบ่งหน้าที่ให้รีครูตเตอร์แมตช์งานก็ช่วยแบ่งเบาภาระได้ดีและเป็นการเปิดโอกาสได้งานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทางด้วย แถมยังสามารถเป็นผู้ชนะในการแข่งขันได้ด้วยสิทธิพิเศษดังต่อไปนี้ 1) เข้าถึงงานในตลาด Hidden Job Market Hidden Job Market คือการเปิดรับสมัครงานโดยไม่มีการโปรโมตหรือให้คนทั่วไปได้ยื่นใบสมัครเข้ามา แต่ใช้วิธีติดต่อโดยตรงไปหากลุ่มเป้าหมายที่มีโปรไฟล์เหมาะสม และมักจะใช้ Recruitment Agency เป็นสื่อกลางในการหาแคนดิเดท ทำให้ใครที่มีโปรไฟล์ในฐานระบบของบริษัทจัดหางานก็มักจะได้รับการแนะนำตำแหน่งงานในกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น 2) มั่นใจว่าได้ Offer ที่ดีที่สุด เชื่อว่าหลายคนเคยมีประสบการณ์ยังไม่พึงพอใจกับผลตอบแทน แต่ก็ไม่รู้ว่าเรทที่เหมาะสมในตำแหน่งของตัวเองควรเป็นแบบไหนเนื่องจากไม่ได้สำรวจตลาด หรือไม่ได้หาข้อมูลในมือไว้มากพอ ซึ่งในส่วนนี้ทีมรีครูตเตอร์เองก็สามารถเข้ามาดูแลให้คำแนะนำไปจนถึงช่วยต่อรองผลประโยชน์ให้ตรงใจได้ 3) ได้ข้อมูล Insight ที่มีประโยชน์ต่อการสัมภาษณ์ ถึงแม้เราจะวิเคราะห์ข้อมูลได้บ้างจากการอ่าน Job description แต่หากมี “ข้อมูลเชิงลึก” ก็จะช่วยให้เราสัมภาษณ์งานได้ดียิ่งขึ้น เช่น ความคาดหวังจากการทำงาน สาเหตุของการเปิดรับสมัครงานและรายละเอียดสำคัญที่ไม่ควรพลาด 4) ลดความเสี่ยงเจองานไม่ตรงปก จบปัญหาย้ายงานใหม่ แต่ต้องตัดสินใจลาออกเร็ว เคยไหมตอนแรกคิดว่างานนี้จะต้องดีแน่ๆ แต่ที่แท้ “ไม่ตรงปก” ไม่ว่าจะด้วยเนื้องาน หรือบรรยากาศการทำงานภายในองค์กร แต่การหางาน Recruitment Agency ช่วยลดความเสี่ยงในส่วนนี้ได้โดยการคัดกรองข้อมูล และสื่อสารตลอดกระบวนการอย่างใกล้ชิด ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เจองานที่ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่คิดตอนแรก ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แหล่งข้อมูลจาก: https://shorturl.at/MVh4s ### หางานใหม่ ไม่ต้องรอลาออกจากที่เก่า เพราะ 60% ของพนักงานยุคใหม่แข่งกันตั้งแต่ยังไม่มีแผนจะเปลี่ยนงาน หางานใหม่ ไม่ต้องรอลาออกจากที่เก่า เพราะ 60% ของพนักงานยุคใหม่แข่งกันตั้งแต่ยังไม่มีแผนจะเปลี่ยนงาน ระยะเวลาที่คนเราใช้ในการวางแผนย้ายงานมีค่อนข้างหลากหลาย เป็นไปได้ตั้งแต่ 1 - 6 เดือน (หรือมากกว่า) ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และยิ่งเรามีเวลาวางแผนเตรียมตัวมาก ก็ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมาก เนื่องจากได้ใช้เวลาไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยทั้งทำเอกสาร อัปสกิล และหางานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย แต่การเป็นพนักงานประจำที่มีข้อจำกัดจากภาระในแต่ละวันก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เราจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่าง “ปัจจุบัน” ตรงหน้าหรือ “อนาคต” ที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งแน่นอนว่าต้องเลือกงานปัจจุบันที่เป็นแหล่งรายได้ก่อนแล้วค่อยมองถึงอนาคตอีกทีเมื่อมีจังหวะลงตัวเวลาย้ายงานแต่ละครั้งหลายคนจึงดูเหมือนเริ่มต้นช้า เอาไว้ใกล้จะลาออกจริงๆ แล้วค่อยหางานใหม่ทีเดียว แต่กับยุคนี้แนวคิดดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์บริบทปัจจุบันแล้ว เพราะไม่นานมานี้มีผลสำรวจบ่งชี้ถึงพฤติกรรมการหางานที่เปลี่ยนไปเมื่อคนส่วนใหญ่ “แข่งกันสมัครงาน” ตั้งแต่ยังไม่คิดเรื่องย้ายงาน โดยข้อมูลดังกล่าวมาจาก Indeed’s 2024 Workforce Insights Report ที่ได้สำรวจคนทำงานชาวอเมริกันเป็นจำนวนกว่า 5,000 คน พบว่า 60% ของพนักงานในปัจจุบันอยู่ในสถานะ “พร้อมสมัครงานใหม่” และมากกว่า 1 ใน 3 คอยอัปเดตเรซูเม่อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือนเพื่อสามารถเตรียมตัวต้อนรับโอกาสงานใหม่ได้ตลอดเวลา เมื่อพฤติกรรมการหางานในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป คนเราไม่ได้เริ่มมองหางานใหม่เมื่อใกล้จะ “ลาออก” จากงานเก่า แต่ใช้วิธีการสแตนบายรอโอกาสที่อาจถูกหยิบยื่นเข้ามาได้ทุกเมื่อ เป้าหมายจึงเป็นการทำอย่างไรให้โปรไฟล์ของเรายังคง Active แม้ว่าจะไม่ได้ดำเนินการยื่นสมัคร หรือมองหางานด้วยตัวเองก็ยังอยู่ในเรดาร์ของนายจ้างหรือตัวแทนจัดหางานอยู่เสมอ วิธีบรรลุเป้าหมายการหางานในยุคที่มีการแข่งขันสูงก็คือการจัดลำดับความสำคัญของภาระบนมือที่ต้องดูแล ถ้างานประจำก็ต้องทำ แต่ในขณะเดียวกันอนาคตก็ต้องวางแผน ก็จะต้องหาวิธีแบ่งเบาอย่างใดอย่างหนึ่งออกจากตัวเองโดยปราศจากความเสี่ยง หรือมีโอกาสกระทบงานปัจจุบัน หนึ่งในช่องทางที่ตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้ดีที่สุดก็คือการโยกหน้าที่หางานให้กับ “ตัวแทน” จากเอเจนซี แต่หลายคนอาจยังไม่มีประสบการณ์หางานผ่านเอเจนซีมาก่อนจึงไม่เห็นภาพว่าต่างจากการยื่นสมัครด้วยตัวเองอย่างไร ขั้นตอนต่างๆ ต้องทำอะไร ตลอดจนมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ วันนี้มาทำความเข้าใจไปพร้อมกันว่าทำไมหลายคนถึงเลือกฝากการหางานไว้ในมือ “คนอื่น” อย่างตัวแทนจาก Recruitment Agency อันดับแรกเรามาเคลียร์ข้อข้องใจสำหรับใครที่สงสัยว่าการให้รีครูตเตอร์ หรือตัวแทนมาช่วยหางานให้เรานั้นมีค่าใช้จ่ายไหม ขอตอบเลยว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายใดใดทุกกรณี สามารถฝากโปรไฟล์หางานได้ฟรี เพราะผลตอบแทนของรีครูตเตอร์จะได้รับจากฝ่ายบริษัทที่ต้องการหาคน ดังนั้นนอกจากจะทุ่มเวลามองหางานด้วยตัวเองแล้ว การแบ่งหน้าที่ให้รีครูตเตอร์แมตช์งานก็ช่วยแบ่งเบาภาระได้ดีและเป็นการเปิดโอกาสได้งานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่องทางด้วย แถมยังสามารถเป็นผู้ชนะในการแข่งขันได้ด้วยสิทธิพิเศษดังต่อไปนี้ 1) เข้าถึงงานในตลาด Hidden Job Market Hidden Job Market คือการเปิดรับสมัครงานโดยไม่มีการโปรโมตหรือให้คนทั่วไปได้ยื่นใบสมัครเข้ามา แต่ใช้วิธีติดต่อโดยตรงไปหากลุ่มเป้าหมายที่มีโปรไฟล์เหมาะสม และมักจะใช้ Recruitment Agency เป็นสื่อกลางในการหาแคนดิเดท ทำให้ใครที่มีโปรไฟล์ในฐานระบบของบริษัทจัดหางานก็มักจะได้รับการแนะนำตำแหน่งงานในกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น 2) มั่นใจว่าได้ Offer ที่ดีที่สุด เชื่อว่าหลายคนเคยมีประสบการณ์ยังไม่พึงพอใจกับผลตอบแทน แต่ก็ไม่รู้ว่าเรทที่เหมาะสมในตำแหน่งของตัวเองควรเป็นแบบไหนเนื่องจากไม่ได้สำรวจตลาด หรือไม่ได้หาข้อมูลในมือไว้มากพอ ซึ่งในส่วนนี้ทีมรีครูตเตอร์เองก็สามารถเข้ามาดูแลให้คำแนะนำไปจนถึงช่วยต่อรองผลประโยชน์ให้ตรงใจได้ 3) ได้ข้อมูล Insight ที่มีประโยชน์ต่อการสัมภาษณ์ ถึงแม้เราจะวิเคราะห์ข้อมูลได้บ้างจากการอ่าน Job description แต่หากมี “ข้อมูลเชิงลึก” ก็จะช่วยให้เราสัมภาษณ์งานได้ดียิ่งขึ้น เช่น ความคาดหวังจากการทำงาน สาเหตุของการเปิดรับสมัครงานและรายละเอียดสำคัญที่ไม่ควรพลาด 4) ลดความเสี่ยงเจองานไม่ตรงปก จบปัญหาย้ายงานใหม่ แต่ต้องตัดสินใจลาออกเร็ว เคยไหมตอนแรกคิดว่างานนี้จะต้องดีแน่ๆ แต่ที่แท้ “ไม่ตรงปก” ไม่ว่าจะด้วยเนื้องาน หรือบรรยากาศการทำงานภายในองค์กร แต่การหางาน Recruitment Agency ช่วยลดความเสี่ยงในส่วนนี้ได้โดยการคัดกรองข้อมูล และสื่อสารตลอดกระบวนการอย่างใกล้ชิด ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เจองานที่ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่คิดตอนแรก ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แหล่งข้อมูลจาก: https://shorturl.at/MVh4s ### บริษัทเล็ก ไม่เป็นที่รู้จัก SMEs จะดึงดูดผู้สมัครอย่างไรในตลาดการจ้างงาน บริษัทเล็ก ไม่เป็นที่รู้จัก SMEs จะดึงดูดผู้สมัครอย่างไรในตลาดการจ้างงาน บ่อยครั้งที่กลุ่มบริษัทที่มีขนาดเล็ก (SMEs) หรือเพิ่งเริ่มกิจการได้ไม่นานมักจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อต้องแข่งขันดึงดูดผู้สมัครในตลาดการจ้างงาน เพราะส่วนมากบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียง ผ่านช่วงของการพิสูจน์ผลงานมาแล้วก็จะมีความพร้อมมากกว่าทั้งในด้านทรัพยากร เครือข่าย และงบประมาณ จึงสามารถดึงดูดคนเก่งๆ ไปได้ก่อนเสมอ สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเนื่องจากผู้สมัครแทบจะร้อยทั้งร้อยในตลาด ได้กำหนดนิยามของ “งานในฝัน” ด้วยเพดานมาตรฐานที่ชัดเจนซึ่งจะต้องมีความมั่นคง ให้ผลตอบแทนดี และได้พัฒนาตัวเอง ดังนั้นเมื่อบริษัทใหญ่ๆ มีตำแหน่งว่างหรือกำลังรับคนเพิ่มก็จะมีคนจำนวนมากแย่งชิงกันเข้าไปยื่นโปรไฟล์ตลอดเวลา ทำให้องค์กรขนาดเล็กหรือบริษัทที่ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนักจึงมักจะพบว่าการรับสมัครพนักงานเป็นอะไรทีค่อนข้างท้าทาย ครั้นจะแก้ปัญหาด้วยการเสนอเงินเดือนให้มากขึ้นก็สู้ไม่ไหว หรือจะซื้อใจด้วยโอกาสเติบโตก็คงให้สัญญาตั้งแต่ต้นไม่ได้ แล้วองค์กรขนาดเล็กควรทำอย่างไรให้มีโอกาสดึงดูดคนเก่งๆ ได้มากขึ้น Reeracoen Thailand มีคำแนะนำเป็นแนวทางให้นำไปปรับใช้กันดังนี้ วิธีการแก้ปัญหา เพิ่มโอกาสจ้างงานสำหรับบริษัทขนาดเล็ก หาจุดขายอื่นๆ ให้กับองค์กร หากต้องการเพิ่มโอกาสแข่งขันกับบริษัทใหญ่ ซึ่งมีจุดแข็งที่ตอบโจทย์เป้าหมายการหางานของคนทั่วไปมากกว่า ก็จำเป็นต้องหา “มูลค่า” ที่บริษัทของเราต่างออกไปจากที่อื่นๆ เช่น บรรยากาศในทีม ความสำคัญของบทบาทที่ผู้สมัครจะได้รับ โครงสร้างองค์กร และรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ออกแบบ Offer ที่ตรงเป้าหมายของผู้สมัคร หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้การจ้างงานประสบความสำเร็จได้มากขึ้น สามารถทำได้ด้วยการยื่น “ข้อเสนอ” ที่ผู้สมัครไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยเก็บข้อมูลเป้าหมายการหางานของผู้สมัครตั้งแต่การคัดกรองเบื้องต้น ผ่านคำถามลักษณะเช่น “ทำไมถึงมองหางานใหม่” เพื่อเข้าใจความคาดหวัง หรือปัญหาที่ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนงาน เน้นการสื่อสาร Employer Branding ปัจจุบันพฤติกรรมการหางานของผู้สมัครมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากกลุ่มที่มองผลตอบแทนกับชื่อเสียงบริษัทเป็นหลัก ก็ยังมีกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น เช่น วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท หรือแม้แต่บรรยากาศการทำงาน และไลฟ์สไตล์ในองค์กร องค์กรที่อยากจะมีโอกาสแข่งขันในการจ้างงานแบบยั่งยืน ก็ต้องพยายามสื่อสารสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท โดยถ่ายทอดจุดขาย “ภายใน” ให้คนนอกได้รู้จักมากขึ้น หัวข้อการสื่อสารเพื่อดึงดูดคนผ่าน Employer branding • การเติบโตขององค์กร • ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม • วิสัยทัศน์ผู้บริหาร • ความสำเร็จของพนักงาน • ไลฟ์สไตล์ - วัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมโอกาสเรียนรู้และเติบโต ในแง่ของการทำงานในบริษัทขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มกิจการได้ไม่นาน สิ่งที่ผู้สมัครมักจะกังวลก็คือ “ความมั่นคง” และ “โอกาสในอนาคต” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะต้องถูกนำมาพิจารณาให้รอบคอบทุกครั้ง เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครอยากย้ายงานบ่อยๆ ให้ติดเป็นประวัติไม่ดี การสื่อสารเพื่อเคลียร์ความกังวลใจจึงมีส่วนอย่างมากในการจ้างงาน องค์กรต้องแสดงให้ผู้สมัครเห็นถึงบทบาท ความสำคัญ และอิมแพคของงาน รวมถึงโอกาสที่จะช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายทางอาชีพได้ในระยะยาว ใช้จุดเด่นของความเป็นองค์กรขนาดเล็ก ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชอบการทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างองค์กรที่แบ่งลำดับขั้นการทำงานไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้งานเดินช้า เพราะต้องรอการตัดสินใจจากข้างบน หลายคนจึงมองหาองค์กรที่ตอบโจทย์ด้านรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เน้นความคล่องตัวเพื่อแสดงศักยภาพให้ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว มองหาพาร์ทเนอร์และเครื่องมือในการช่วยสรรหาพนักงาน ปัจจุบันหลายองค์กรใช้ Solution ต่างๆ เข้ามายกระดับการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ AI มาทำหน้าที่แทน HR ในบางส่วน แล้วโยกกำลังคนไปโฟกัสงานในส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่า หรือมองหาตัวช่วยที่จะเข้าถึงผู้สมัครได้มากขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญที่มีจำนวนผู้สมัครน้อย แต่ความต้องการในตลาดมีเป็นจำนวนมาก เช่น บริษัทจัดหางาน เว็บประกาศ หรือบริการในรูปแบบอื่นๆ แม้ว่าองค์กรแต่ละแห่งจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไข แต่เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกองค์กรล้วนมีข้อดีในแบบของตัวเอง อย่าลืมเล็งเห็นและใช้จุดเด่นเหล่านั้นเพื่อสร้างโอกาสแข่งขันในตลาดงาน หรือ หาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ และ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### บริษัทเล็ก ไม่เป็นที่รู้จัก SMEs จะดึงดูดผู้สมัครอย่างไรในตลาดการจ้างงาน บริษัทเล็ก ไม่เป็นที่รู้จัก SMEs จะดึงดูดผู้สมัครอย่างไรในตลาดการจ้างงาน บ่อยครั้งที่กลุ่มบริษัทที่มีขนาดเล็ก (SMEs) หรือเพิ่งเริ่มกิจการได้ไม่นานมักจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อต้องแข่งขันดึงดูดผู้สมัครในตลาดการจ้างงาน เพราะส่วนมากบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียง ผ่านช่วงของการพิสูจน์ผลงานมาแล้วก็จะมีความพร้อมมากกว่าทั้งในด้านทรัพยากร เครือข่าย และงบประมาณ จึงสามารถดึงดูดคนเก่งๆ ไปได้ก่อนเสมอ สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเนื่องจากผู้สมัครแทบจะร้อยทั้งร้อยในตลาด ได้กำหนดนิยามของ “งานในฝัน” ด้วยเพดานมาตรฐานที่ชัดเจนซึ่งจะต้องมีความมั่นคง ให้ผลตอบแทนดี และได้พัฒนาตัวเอง ดังนั้นเมื่อบริษัทใหญ่ๆ มีตำแหน่งว่างหรือกำลังรับคนเพิ่มก็จะมีคนจำนวนมากแย่งชิงกันเข้าไปยื่นโปรไฟล์ตลอดเวลา ทำให้องค์กรขนาดเล็กหรือบริษัทที่ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนักจึงมักจะพบว่าการรับสมัครพนักงานเป็นอะไรทีค่อนข้างท้าทาย ครั้นจะแก้ปัญหาด้วยการเสนอเงินเดือนให้มากขึ้นก็สู้ไม่ไหว หรือจะซื้อใจด้วยโอกาสเติบโตก็คงให้สัญญาตั้งแต่ต้นไม่ได้ แล้วองค์กรขนาดเล็กควรทำอย่างไรให้มีโอกาสดึงดูดคนเก่งๆ ได้มากขึ้น Reeracoen Thailand มีคำแนะนำเป็นแนวทางให้นำไปปรับใช้กันดังนี้ วิธีการแก้ปัญหา เพิ่มโอกาสจ้างงานสำหรับบริษัทขนาดเล็ก หาจุดขายอื่นๆ ให้กับองค์กร หากต้องการเพิ่มโอกาสแข่งขันกับบริษัทใหญ่ ซึ่งมีจุดแข็งที่ตอบโจทย์เป้าหมายการหางานของคนทั่วไปมากกว่า ก็จำเป็นต้องหา “มูลค่า” ที่บริษัทของเราต่างออกไปจากที่อื่นๆ เช่น บรรยากาศในทีม ความสำคัญของบทบาทที่ผู้สมัครจะได้รับ โครงสร้างองค์กร และรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ออกแบบ Offer ที่ตรงเป้าหมายของผู้สมัคร หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้การจ้างงานประสบความสำเร็จได้มากขึ้น สามารถทำได้ด้วยการยื่น “ข้อเสนอ” ที่ผู้สมัครไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยเก็บข้อมูลเป้าหมายการหางานของผู้สมัครตั้งแต่การคัดกรองเบื้องต้น ผ่านคำถามลักษณะเช่น “ทำไมถึงมองหางานใหม่” เพื่อเข้าใจความคาดหวัง หรือปัญหาที่ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนงาน เน้นการสื่อสาร Employer Branding ปัจจุบันพฤติกรรมการหางานของผู้สมัครมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากกลุ่มที่มองผลตอบแทนกับชื่อเสียงบริษัทเป็นหลัก ก็ยังมีกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น เช่น วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท หรือแม้แต่บรรยากาศการทำงาน และไลฟ์สไตล์ในองค์กร องค์กรที่อยากจะมีโอกาสแข่งขันในการจ้างงานแบบยั่งยืน ก็ต้องพยายามสื่อสารสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท โดยถ่ายทอดจุดขาย “ภายใน” ให้คนนอกได้รู้จักมากขึ้น หัวข้อการสื่อสารเพื่อดึงดูดคนผ่าน Employer branding • การเติบโตขององค์กร • ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสังคม • วิสัยทัศน์ผู้บริหาร • ความสำเร็จของพนักงาน • ไลฟ์สไตล์ - วัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมโอกาสเรียนรู้และเติบโต ในแง่ของการทำงานในบริษัทขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มกิจการได้ไม่นาน สิ่งที่ผู้สมัครมักจะกังวลก็คือ “ความมั่นคง” และ “โอกาสในอนาคต” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะต้องถูกนำมาพิจารณาให้รอบคอบทุกครั้ง เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครอยากย้ายงานบ่อยๆ ให้ติดเป็นประวัติไม่ดี การสื่อสารเพื่อเคลียร์ความกังวลใจจึงมีส่วนอย่างมากในการจ้างงาน องค์กรต้องแสดงให้ผู้สมัครเห็นถึงบทบาท ความสำคัญ และอิมแพคของงาน รวมถึงโอกาสที่จะช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายทางอาชีพได้ในระยะยาว ใช้จุดเด่นของความเป็นองค์กรขนาดเล็ก ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชอบการทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างองค์กรที่แบ่งลำดับขั้นการทำงานไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้งานเดินช้า เพราะต้องรอการตัดสินใจจากข้างบน หลายคนจึงมองหาองค์กรที่ตอบโจทย์ด้านรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เน้นความคล่องตัวเพื่อแสดงศักยภาพให้ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว มองหาพาร์ทเนอร์และเครื่องมือในการช่วยสรรหาพนักงาน ปัจจุบันหลายองค์กรใช้ Solution ต่างๆ เข้ามายกระดับการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ AI มาทำหน้าที่แทน HR ในบางส่วน แล้วโยกกำลังคนไปโฟกัสงานในส่วนอื่นที่สำคัญมากกว่า หรือมองหาตัวช่วยที่จะเข้าถึงผู้สมัครได้มากขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญที่มีจำนวนผู้สมัครน้อย แต่ความต้องการในตลาดมีเป็นจำนวนมาก เช่น บริษัทจัดหางาน เว็บประกาศ หรือบริการในรูปแบบอื่นๆ แม้ว่าองค์กรแต่ละแห่งจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไข แต่เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกองค์กรล้วนมีข้อดีในแบบของตัวเอง อย่าลืมเล็งเห็นและใช้จุดเด่นเหล่านั้นเพื่อสร้างโอกาสแข่งขันในตลาดงาน หรือ หาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ และ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### แนะนำ 7 คำถามสัมภาษณ์งาน สำหรับคนมีแพลนย้ายงานช่วงท้ายปี แนะนำ 7 คำถามสัมภาษณ์งาน สำหรับคนมีแพลนย้ายงานช่วงท้ายปี เวลาสัมภาษณ์งานเรามักจะโฟกัสที่การตอบคำถามจากนายจ้างเป็นหลัก แต่ไม่ได้ใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามกลับเพื่อทำความรู้จักองค์กรในเบื้องลึกมากขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนจึงลงเอยกับปัญหา “งานไม่ตรงปก” หรือเข้าไปแล้วเจอสภาวะ Shift shock ในสภาพแวดล้อมใหม่จนต้องตัดสินใจลาออกทั้งที่เพิ่งย้ายไปเริ่มงานได้ไม่ทันไร ในฐานะที่ฤดูกาลเปลี่ยนงานกำลังจะวนกลับมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า Reeracoen Thailand มี 7 คำถามสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักองค์กร ใครที่มีแพลนย้ายงานช่วงท้ายปี - ต้นปี แชร์เก็บไว้รอใช้ได้เลย รู้หรือไม่ คำถามที่ดีมีผลช่วยเพิ่มโอกาสได้งาน ถ้าเปรียบเทียบผู้สมัครที่มีโปรไฟล์ใกล้เคียงกันสองกลุ่ม ทั้งตอบคำถามได้ดีและมีความสามารถคล้ายกันมากๆ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดสำหรับนายจ้างก็คือ “ความสนใจ” ที่ผู้สมัครแต่ละคนมีต่อองค์กร ดังนั้นกลุ่มที่มักจะมีการเตรียมคำถามมาเป็นอย่างดีจึงมักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการจ้างงานมากกว่า เนื่องจากพวกเขาได้แสดงออกถึงความตั้งใจและสนใจในตำแหน่ง โดยมีการเก็บข้อมูล ไตร่ตรองอย่างดีก่อนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานและต้องการที่จะประสบความสำเร็จกับองค์กรในระยะยาว คำถามอะไรที่ควรใช้สำหรับการย้ายงานช่วงสิ้นปี • คาดว่าภายใน 6-12 เดือนนี้จะรับคนเพิ่มสำหรับแผนกนี้อีกไหม อันดับแรกคือชี้ให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตขององค์กร หากองค์กรมีแผนจะจ้างเพิ่มก็หมายความว่าองค์กรหรือแผนกนั้นๆ ที่เรากำลังจะเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น • การร่วมงานกันทำโปรเจกต์ระหว่าง Team leader ของที่นี่เป็นอย่างไร คำถามนี้ช่วยให้คุณเข้าใจว่าแต่ละทีมในองค์กรมีวิธีทำงานร่วมกันอย่างไร โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างหัวหน้าทีม (Team leader) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและวางแผนการทำงาน หากการทำงานร่วมกันระหว่างหัวหน้าทีมมีการจัดการที่ดี จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งหรือการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างทีมต่างๆ และมีช่องทางเติบโตผ่านโอกาสร่วมงานที่มีอยู่ได้ • บริษัทมีโอกาสให้ทำโปรเจกต์อื่นๆ นอกจากงานทั่วไปไหม นอกจากทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราสนใจพัฒนาตัวเอง และสามารถยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เสมอ ยังแสดงถึงความต้องการที่จะเติบโตในองค์กร มีความเป็นผู้นำ สามารถคิดริเริ่มเพื่อสร้างอิมแพคในธุรกิจมากกว่าทำงานไปวันๆ • ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง คำถามนี้จะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมสถานการณ์ของบริษัทในแต่ละช่วง เช่น อาจมีการปรับผังองค์กร เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจที่ต่างจากเดิม ซึ่งวิเคราะห์ต่อยอดได้ว่าในช่วงเวลานั้นๆ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วบริษัทมีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไร ที่สำคัญคือตรงกับเป้าหมายอาชีพที่เราวางแผนไว้หรือไม่ • อะไรคือเป้าหมายที่องค์กรมองว่าสำคัญใน 6-12 เดือนข้างหน้า การตัดสินใจเข้าไปเริ่มงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เราควรพอมีข้อมูลว่าอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่บ้าง เช่น จะขยายตลาด พัฒนาธุรกิจใหม่ หรือปรับปรุงกิจการภายใน เพื่อสามารถวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางต่างๆ เพราะเป้าหมายแต่ละด้านต้องอาศัยรูปแบบและทักษะที่ต่างกัน • เราจะเข้าไปมีส่วนช่วยในบทบาทของสมาชิกปัจจุบันได้ยังไง เมื่อเข้าใจว่าการทำงานของเราจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับทีมปัจจุบันในส่วนไหน มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายของทีมกับเป้าหมายตามหน้าที่ ก็จะมีโอกาสเตรียมตัวรับมือกับงานหรือแผนที่กำลังจัดเตรียมไว้ และสามารถปรับตัวเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรได้เร็ว (และผ่านโปรได้ง่ายขึ้นด้วย) นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยสำหรับประเมินความเหมาะสมในการตัดสินใจร่วมงาน หากพิจารณาแล้วว่าความคาดหวังต่อตำแหน่งอาจไม่เข้ากับเป้าหมายส่วนตัว ก็สามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะไปต่อหรือไม่กับบริษัทดังกล่าว • อะไรคือปัญหาทีมกำลังเผชิญ หรือคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต และองค์กรมีวิธีการรับมือกับอุปสรรคนั้นอย่างไร แม้จะเป็นการย้ายงานไปยังตำแหน่งเดียวกัน รูปแบบธุรกิจเหมือนกัน ก็ยังต้องระมัดระวังปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงาน เช่น อุปสรรคที่แต่ละบริษัทมีไม่เหมือนกัน ความท้าทายในการทำงานระหว่างทีม ความสามารถในการสนับสนุนทีมจากทีมบริหารองค์กร ถ้าหากคุณเข้าใจปัญหาที่ทีมกำลังเผชิญก็จะสามารถเตรียมตัว วางแผนรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ รวมถึงรู้ว่าองค์กรมีความพร้อมที่จะจัดการกับความเสี่ยงต่างๆ แค่ไหนด้วย การนำคำถามเหล่านี้มาใช้ขณะสัมภาษณ์งานจะสะท้อนให้นายจ้างเห็นว่าเราให้ความสำคัญอนาคตมากแค่ไหน ซึ่งเป็นสัญญาณ Green flag ที่ดีในการเลือกคนสำหรับนายจ้าง นัดสัมภาษณ์รอบถัดไป อย่าลืมนำลิสต์คำถามเหล่านี้ไปใช้กันด้วยนะ ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/7SyOf ### แนะนำ 7 คำถามสัมภาษณ์งาน สำหรับคนมีแพลนย้ายงานช่วงท้ายปี แนะนำ 7 คำถามสัมภาษณ์งาน สำหรับคนมีแพลนย้ายงานช่วงท้ายปี เวลาสัมภาษณ์งานเรามักจะโฟกัสที่การตอบคำถามจากนายจ้างเป็นหลัก แต่ไม่ได้ใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามกลับเพื่อทำความรู้จักองค์กรในเบื้องลึกมากขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนจึงลงเอยกับปัญหา “งานไม่ตรงปก” หรือเข้าไปแล้วเจอสภาวะ Shift shock ในสภาพแวดล้อมใหม่จนต้องตัดสินใจลาออกทั้งที่เพิ่งย้ายไปเริ่มงานได้ไม่ทันไร ในฐานะที่ฤดูกาลเปลี่ยนงานกำลังจะวนกลับมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า Reeracoen Thailand มี 7 คำถามสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักองค์กร ใครที่มีแพลนย้ายงานช่วงท้ายปี - ต้นปี แชร์เก็บไว้รอใช้ได้เลย รู้หรือไม่ คำถามที่ดีมีผลช่วยเพิ่มโอกาสได้งาน ถ้าเปรียบเทียบผู้สมัครที่มีโปรไฟล์ใกล้เคียงกันสองกลุ่ม ทั้งตอบคำถามได้ดีและมีความสามารถคล้ายกันมากๆ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดสำหรับนายจ้างก็คือ “ความสนใจ” ที่ผู้สมัครแต่ละคนมีต่อองค์กร ดังนั้นกลุ่มที่มักจะมีการเตรียมคำถามมาเป็นอย่างดีจึงมักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการจ้างงานมากกว่า เนื่องจากพวกเขาได้แสดงออกถึงความตั้งใจและสนใจในตำแหน่ง โดยมีการเก็บข้อมูล ไตร่ตรองอย่างดีก่อนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานและต้องการที่จะประสบความสำเร็จกับองค์กรในระยะยาว คำถามอะไรที่ควรใช้สำหรับการย้ายงานช่วงสิ้นปี • คาดว่าภายใน 6-12 เดือนนี้จะรับคนเพิ่มสำหรับแผนกนี้อีกไหม อันดับแรกคือชี้ให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตขององค์กร หากองค์กรมีแผนจะจ้างเพิ่มก็หมายความว่าองค์กรหรือแผนกนั้นๆ ที่เรากำลังจะเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น • การร่วมงานกันทำโปรเจกต์ระหว่าง Team leader ของที่นี่เป็นอย่างไร คำถามนี้ช่วยให้คุณเข้าใจว่าแต่ละทีมในองค์กรมีวิธีทำงานร่วมกันอย่างไร โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างหัวหน้าทีม (Team leader) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและวางแผนการทำงาน หากการทำงานร่วมกันระหว่างหัวหน้าทีมมีการจัดการที่ดี จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งหรือการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างทีมต่างๆ และมีช่องทางเติบโตผ่านโอกาสร่วมงานที่มีอยู่ได้ • บริษัทมีโอกาสให้ทำโปรเจกต์อื่นๆ นอกจากงานทั่วไปไหม นอกจากทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราสนใจพัฒนาตัวเอง และสามารถยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เสมอ ยังแสดงถึงความต้องการที่จะเติบโตในองค์กร มีความเป็นผู้นำ สามารถคิดริเริ่มเพื่อสร้างอิมแพคในธุรกิจมากกว่าทำงานไปวันๆ • ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง คำถามนี้จะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมสถานการณ์ของบริษัทในแต่ละช่วง เช่น อาจมีการปรับผังองค์กร เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจที่ต่างจากเดิม ซึ่งวิเคราะห์ต่อยอดได้ว่าในช่วงเวลานั้นๆ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วบริษัทมีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไร ที่สำคัญคือตรงกับเป้าหมายอาชีพที่เราวางแผนไว้หรือไม่ • อะไรคือเป้าหมายที่องค์กรมองว่าสำคัญใน 6-12 เดือนข้างหน้า การตัดสินใจเข้าไปเริ่มงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เราควรพอมีข้อมูลว่าอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่บ้าง เช่น จะขยายตลาด พัฒนาธุรกิจใหม่ หรือปรับปรุงกิจการภายใน เพื่อสามารถวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับทิศทางต่างๆ เพราะเป้าหมายแต่ละด้านต้องอาศัยรูปแบบและทักษะที่ต่างกัน • เราจะเข้าไปมีส่วนช่วยในบทบาทของสมาชิกปัจจุบันได้ยังไง เมื่อเข้าใจว่าการทำงานของเราจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับทีมปัจจุบันในส่วนไหน มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายของทีมกับเป้าหมายตามหน้าที่ ก็จะมีโอกาสเตรียมตัวรับมือกับงานหรือแผนที่กำลังจัดเตรียมไว้ และสามารถปรับตัวเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรได้เร็ว (และผ่านโปรได้ง่ายขึ้นด้วย) นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยสำหรับประเมินความเหมาะสมในการตัดสินใจร่วมงาน หากพิจารณาแล้วว่าความคาดหวังต่อตำแหน่งอาจไม่เข้ากับเป้าหมายส่วนตัว ก็สามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะไปต่อหรือไม่กับบริษัทดังกล่าว • อะไรคือปัญหาทีมกำลังเผชิญ หรือคาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต และองค์กรมีวิธีการรับมือกับอุปสรรคนั้นอย่างไร แม้จะเป็นการย้ายงานไปยังตำแหน่งเดียวกัน รูปแบบธุรกิจเหมือนกัน ก็ยังต้องระมัดระวังปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำงาน เช่น อุปสรรคที่แต่ละบริษัทมีไม่เหมือนกัน ความท้าทายในการทำงานระหว่างทีม ความสามารถในการสนับสนุนทีมจากทีมบริหารองค์กร ถ้าหากคุณเข้าใจปัญหาที่ทีมกำลังเผชิญก็จะสามารถเตรียมตัว วางแผนรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ รวมถึงรู้ว่าองค์กรมีความพร้อมที่จะจัดการกับความเสี่ยงต่างๆ แค่ไหนด้วย การนำคำถามเหล่านี้มาใช้ขณะสัมภาษณ์งานจะสะท้อนให้นายจ้างเห็นว่าเราให้ความสำคัญอนาคตมากแค่ไหน ซึ่งเป็นสัญญาณ Green flag ที่ดีในการเลือกคนสำหรับนายจ้าง นัดสัมภาษณ์รอบถัดไป อย่าลืมนำลิสต์คำถามเหล่านี้ไปใช้กันด้วยนะ ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/7SyOf ### Job Hunting Season เตรียมองค์กรอย่างไรให้พร้อม ก่อนถึงช่วงพีคในฤดูกาลเปลี่ยนงาน Job Hunting Season เตรียมองค์กรอย่างไรให้พร้อม ก่อนถึงช่วงพีคในฤดูกาลเปลี่ยนงาน เป็นที่รู้กันว่าไตรมาสแรกของแต่ละปีมักจะเป็นช่วงเวลาแห่งการผลัดเปลี่ยนพนักงานในบริษัท เก่าไป ใหม่มา เข้าออกวนกันราวกับธรรมเนียมประจำปี สำหรับองค์กรหรือแผนก HR ที่ดูแลด้านทรัพยากรบุคคล การเกิด Turnover ในระหว่างปีก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการทั้งพยายามหาวิธีรักษาคีย์แมน และการวางแผนต้อนรับสมาชิกใหม่ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรต้องเข้าสู่ตลาดการจ้างงานในช่วงต้นปี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่การแข่งขันค่อนข้างดุเดือด แม้จำนวนคนว่างงานจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ประมาทคู่แข่งไม่ได้ เพราะแต่ละบริษัทก็มักจะเร่งเครื่องดึงตัวคนเก่งๆ ให้ได้เร็วที่สุด ดังนั้นถ้าได้เริ่มก่อน ก็มีโอกาสำเร็จก่อนคนอื่นเช่นกัน เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนงานกำลังจะวนกลับมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่าลืมสำรวจให้พร้อมว่ามีการเตรียมตัวรับมือเป็นอย่างดีหรือยัง ถ้าใครยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากอะไร บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มีเช็กลิสต์มาให้พร้อมคู่มือพัฒนาการจ้างงานเพื่อเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้มาฝาก เช็กลิสต์เตรียมรับมือก่อนเข้าสู่ Job Hunting Season การเตรียมความพร้อมที่ดีก่อนถึงช่วงฤดูกาลเปลี่ยนงานจะช่วยให้องค์กรสามารถรักษาคีย์แมนที่สำคัญไว้ได้ รวมถึงมีโอกาสแข่งขันดึงดูดผู้สมัครใหม่ๆ เข้าสู่ทีมด้วย 3 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จเพื่อเป็นแนวทางให้นำไปปรับใช้ 1. สร้างฐานผู้สมัครรองรับการจ้างงานในอนาคต สาเหตุที่ทุกองค์กรควรมี Talent Pool เป็นฐานข้อมูลต้นต้นในการจ้างงานเนื่องจากสามารถเข้ามารองรับความต้องการจ้างงานในอนาคต และเป็นวิธีลดการใช้เวลาในการสรรหาพนักงานใหม่ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง โดยการมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่ถูกคัดกรองไว้ในระบบแล้วช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้สมัครที่มีคุณภาพได้ทันที สามารถวางแผนเตรียมพร้อมรองรับการจ้างงานอนาคตได้ดีขึ้น ทำให้องค์กรมีความต่อเนื่อง และพัฒนาธุรกิจได้แบบไร้รอยต่อ นอกจากนี้การมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่ถูกจัดกลุ่มไว้แล้วยังช่วยให้องค์กรสามารถติดต่ออัปเดตกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยง และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ที่สำคัญคือลดการพึ่งพาการหาบุคลากรจากภายนอกและสามารถยกระดับความสามารถในการจ้างงานภายในองค์กรได้เอง 2. ปรับปรุงกระบวนการสรรหาและคัดเลือกผู้สมัคร การจ้างงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัททำผลงานได้ดี ลดอัตราผลัดเปลี่ยนพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายในงานบริหารบุคคล รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นที่ดึงดูดต่อภายนอกมากขึ้น ดังนั้นเราอาจพูดได้ว่าความสำเร็จในการจ้างงานจึงไม่ต่างจากก้าวแรกของรากฐานความสำเร็จในองค์กร แต่กลับกันองค์กรเองก็ต้องมีวิธีทำให้รากฐานนี้มั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับการจ้างงานก็คือ “ความยืดหยุ่น” เพื่อสร้างโอกาสในตลาดให้กับองค์กรได้มากกว่าเดิม การมีเครื่องมือที่สนับสนุนความคล่องตัวในการทำงานของ HR จึงเป็นปัจจัยที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับการจ้างงานในยุคใหม่ เช่น ระบบ ATS ที่ใช้จัดระเบียบข้อมูลที่ยังกระจัดกระจาย ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของทีมงานอย่างเป็นระบบ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงลดโอกาสผิดพลาดของทีมงานหลังบ้าน แต่ยังมีส่วนพัฒนาประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากองค์กรให้ดีขึ้น กระบวนการต่างๆ มีความทันสมัย รวดเร็ว และแม่นยำ 3. วิเคราะห์ปัญหาการจ้างงานที่องค์กรกำลังเผชิญ จากปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น ขาดแคลนผู้สมัครที่มีคุณภาพ กระบวนการคัดเลือกกินระยะเวลานานเกินไป ตำแหน่งงานมักจะว่างเป็นเวลานานเสมอ ผู้สมัครปฏิเสธข้อเสนอ (Job offer) พนักงานใหม่มีแนวโน้มลาออกเร็ว สัญญาณเหล่านี้อาจหมายถึงความผิดพลาดในกระบวนการจ้างงาน เพราะความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การพัฒนาของเทคโนโลยี และความคาดหวังของผู้สมัครมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันระหว่างองค์กรเพื่อดึงดูดคนทำงานระดับแนวหน้าบ่อยครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถเข้าถึงแคนดิเดทที่ตั้งเป้าไว้ได้ ดังนั้นการมองหาตัวเลือกใหม่เช่น เพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้สมัคร ปรับปรุงกระบวนคัดสรรให้มีความทันสมัย ใช้ระยะเวลาน้อยลง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัครตั้งแต่ต้นก็จะทำให้องค์กรมีโอกาสแข่งขันในตลาดการจ้างงานมากขึ้น บริการสรรหาพนักงานโดย Recruiter ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของทุกความสำเร็จในการจ้างงาน หรือ ปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในการจ้างงานยุคใหม่ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### Job Hunting Season เตรียมองค์กรอย่างไรให้พร้อม ก่อนถึงช่วงพีคในฤดูกาลเปลี่ยนงาน Job Hunting Season เตรียมองค์กรอย่างไรให้พร้อม ก่อนถึงช่วงพีคในฤดูกาลเปลี่ยนงาน เป็นที่รู้กันว่าไตรมาสแรกของแต่ละปีมักจะเป็นช่วงเวลาแห่งการผลัดเปลี่ยนพนักงานในบริษัท เก่าไป ใหม่มา เข้าออกวนกันราวกับธรรมเนียมประจำปี สำหรับองค์กรหรือแผนก HR ที่ดูแลด้านทรัพยากรบุคคล การเกิด Turnover ในระหว่างปีก็ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการทั้งพยายามหาวิธีรักษาคีย์แมน และการวางแผนต้อนรับสมาชิกใหม่ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรต้องเข้าสู่ตลาดการจ้างงานในช่วงต้นปี เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่การแข่งขันค่อนข้างดุเดือด แม้จำนวนคนว่างงานจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ประมาทคู่แข่งไม่ได้ เพราะแต่ละบริษัทก็มักจะเร่งเครื่องดึงตัวคนเก่งๆ ให้ได้เร็วที่สุด ดังนั้นถ้าได้เริ่มก่อน ก็มีโอกาสำเร็จก่อนคนอื่นเช่นกัน เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนงานกำลังจะวนกลับมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่าลืมสำรวจให้พร้อมว่ามีการเตรียมตัวรับมือเป็นอย่างดีหรือยัง ถ้าใครยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นจากอะไร บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มีเช็กลิสต์มาให้พร้อมคู่มือพัฒนาการจ้างงานเพื่อเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้มาฝาก เช็กลิสต์เตรียมรับมือก่อนเข้าสู่ Job Hunting Season การเตรียมความพร้อมที่ดีก่อนถึงช่วงฤดูกาลเปลี่ยนงานจะช่วยให้องค์กรสามารถรักษาคีย์แมนที่สำคัญไว้ได้ รวมถึงมีโอกาสแข่งขันดึงดูดผู้สมัครใหม่ๆ เข้าสู่ทีมด้วย 3 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จเพื่อเป็นแนวทางให้นำไปปรับใช้ 1. สร้างฐานผู้สมัครรองรับการจ้างงานในอนาคต สาเหตุที่ทุกองค์กรควรมี Talent Pool เป็นฐานข้อมูลต้นต้นในการจ้างงานเนื่องจากสามารถเข้ามารองรับความต้องการจ้างงานในอนาคต และเป็นวิธีลดการใช้เวลาในการสรรหาพนักงานใหม่ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง โดยการมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่ถูกคัดกรองไว้ในระบบแล้วช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้สมัครที่มีคุณภาพได้ทันที สามารถวางแผนเตรียมพร้อมรองรับการจ้างงานอนาคตได้ดีขึ้น ทำให้องค์กรมีความต่อเนื่อง และพัฒนาธุรกิจได้แบบไร้รอยต่อ นอกจากนี้การมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่ถูกจัดกลุ่มไว้แล้วยังช่วยให้องค์กรสามารถติดต่ออัปเดตกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยง และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ที่สำคัญคือลดการพึ่งพาการหาบุคลากรจากภายนอกและสามารถยกระดับความสามารถในการจ้างงานภายในองค์กรได้เอง 2. ปรับปรุงกระบวนการสรรหาและคัดเลือกผู้สมัคร การจ้างงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัททำผลงานได้ดี ลดอัตราผลัดเปลี่ยนพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายในงานบริหารบุคคล รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นที่ดึงดูดต่อภายนอกมากขึ้น ดังนั้นเราอาจพูดได้ว่าความสำเร็จในการจ้างงานจึงไม่ต่างจากก้าวแรกของรากฐานความสำเร็จในองค์กร แต่กลับกันองค์กรเองก็ต้องมีวิธีทำให้รากฐานนี้มั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างทุกวันนี้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับการจ้างงานก็คือ “ความยืดหยุ่น” เพื่อสร้างโอกาสในตลาดให้กับองค์กรได้มากกว่าเดิม การมีเครื่องมือที่สนับสนุนความคล่องตัวในการทำงานของ HR จึงเป็นปัจจัยที่จะขาดไปไม่ได้สำหรับการจ้างงานในยุคใหม่ เช่น ระบบ ATS ที่ใช้จัดระเบียบข้อมูลที่ยังกระจัดกระจาย ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของทีมงานอย่างเป็นระบบ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงลดโอกาสผิดพลาดของทีมงานหลังบ้าน แต่ยังมีส่วนพัฒนาประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากองค์กรให้ดีขึ้น กระบวนการต่างๆ มีความทันสมัย รวดเร็ว และแม่นยำ 3. วิเคราะห์ปัญหาการจ้างงานที่องค์กรกำลังเผชิญ จากปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น ขาดแคลนผู้สมัครที่มีคุณภาพ กระบวนการคัดเลือกกินระยะเวลานานเกินไป ตำแหน่งงานมักจะว่างเป็นเวลานานเสมอ ผู้สมัครปฏิเสธข้อเสนอ (Job offer) พนักงานใหม่มีแนวโน้มลาออกเร็ว สัญญาณเหล่านี้อาจหมายถึงความผิดพลาดในกระบวนการจ้างงาน เพราะความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การพัฒนาของเทคโนโลยี และความคาดหวังของผู้สมัครมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันระหว่างองค์กรเพื่อดึงดูดคนทำงานระดับแนวหน้าบ่อยครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถเข้าถึงแคนดิเดทที่ตั้งเป้าไว้ได้ ดังนั้นการมองหาตัวเลือกใหม่เช่น เพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้สมัคร ปรับปรุงกระบวนคัดสรรให้มีความทันสมัย ใช้ระยะเวลาน้อยลง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัครตั้งแต่ต้นก็จะทำให้องค์กรมีโอกาสแข่งขันในตลาดการจ้างงานมากขึ้น บริการสรรหาพนักงานโดย Recruiter ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของทุกความสำเร็จในการจ้างงาน หรือ ปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในการจ้างงานยุคใหม่ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนพฤศจิกายน 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนพฤศจิกายน 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป ก่อนค้นหางานที่ใช่ อย่าลืมลงทะเบียนฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์โลกการทำงานยุคใหม่ที่เวลามีคุณค่า! ตำแหน่ง Digital Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65499  ตำแหน่ง Sales (Senior) ฐานเงินเดือน 40,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas Utilities สถานที่ทำงาน: กิ่งแก้ว สุวรรณภูมิ ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71024 ตำแหน่ง Sales Chief (Japanese Speaking N2 ขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67777 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - Airport link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63649 ตำแหน่ง Marketplace Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: ลาดพร้าว ประสบการณ์ทำงาน 1-3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71010 ตำแหน่ง Interpreter (Japanese Speaking N2) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hair salon สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70161 ตำแหน่ง Android Developer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุม - สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70545 ตำแหน่ง Key Account Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71007 ตำแหน่ง Accounting Officer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71035 ตำแหน่ง Senior Software Tester ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65219 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager (Japanese Speaking N2) ฐานเงินเดือน 45,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70265   ตำแหน่ง Compliance Senior Officer ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70854 ตำแหน่ง Senior Sales Display ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics - Semiconductors สถานที่ทำงาน: รามคำแหง - บางกะปิ - บึงกุ่ม ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70926 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70367 ตำแหน่ง Japanese Speaking Sales (N2) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69997 ตำแหน่ง Financial Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 3-7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68943 ตำแหน่ง Senior Technical Sales Representative ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Pharmaceutical สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70790 ตำแหน่ง Business Analysis & IT Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Business สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69550  ตำแหน่ง AM / Manager Finance due diligence ฐานเงินเดือน 55,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 4-6 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70230  ตำแหน่ง Sales Planning (Assistant Manager Level) ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69447  ตำแหน่ง Business Development Executive ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70204 ตำแหน่ง Product Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70744 ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Beauty สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69709 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70130 ตำแหน่ง Internal Control Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71036 ตำแหน่ง Quality Assurance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Industry สถานที่ทำงาน: พระรามสอง สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70735 ตำแหน่ง Project Leader ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69447 ตำแหน่ง CFO ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Industry สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70521 ตำแหน่ง Pricing Global Senior Manager (Freight Forwarding) ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: เส้นรถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/7100 หางานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ? เปลี่ยนคอนเนคชันให้เป็นรายได้อีกหนึ่งทาง แนะนำคน – แนะนำงานผ่านแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่ใหญ่ที่สุดในไทย สมัครฟรีไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์! ### อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนพฤศจิกายน 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป อัปเดตตำแหน่งงานรับสมัครด่วนประจำเดือนพฤศจิกายน 2024 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาทขึ้นไป ก่อนค้นหางานที่ใช่ อย่าลืมลงทะเบียนฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์โลกการทำงานยุคใหม่ที่เวลามีคุณค่า! ตำแหน่ง Digital Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65499  ตำแหน่ง Sales (Senior) ฐานเงินเดือน 40,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas Utilities สถานที่ทำงาน: กิ่งแก้ว สุวรรณภูมิ ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71024 ตำแหน่ง Sales Chief (Japanese Speaking N2 ขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67777 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - Airport link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63649 ตำแหน่ง Marketplace Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: ลาดพร้าว ประสบการณ์ทำงาน 1-3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71010 ตำแหน่ง Interpreter (Japanese Speaking N2) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hair salon สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70161 ตำแหน่ง Android Developer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุม - สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70545 ตำแหน่ง Key Account Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71007 ตำแหน่ง Accounting Officer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71035 ตำแหน่ง Senior Software Tester ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65219 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager (Japanese Speaking N2) ฐานเงินเดือน 45,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70265   ตำแหน่ง Compliance Senior Officer ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70854 ตำแหน่ง Senior Sales Display ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics - Semiconductors สถานที่ทำงาน: รามคำแหง - บางกะปิ - บึงกุ่ม ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70926 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70367 ตำแหน่ง Japanese Speaking Sales (N2) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69997 ตำแหน่ง Financial Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 3-7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68943 ตำแหน่ง Senior Technical Sales Representative ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Pharmaceutical สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70790 ตำแหน่ง Business Analysis & IT Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Business สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69550  ตำแหน่ง AM / Manager Finance due diligence ฐานเงินเดือน 55,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 4-6 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70230  ตำแหน่ง Sales Planning (Assistant Manager Level) ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69447  ตำแหน่ง Business Development Executive ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70204 ตำแหน่ง Product Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70744 ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Beauty สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69709 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70130 ตำแหน่ง Internal Control Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/71036 ตำแหน่ง Quality Assurance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Industry สถานที่ทำงาน: พระรามสอง สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70735 ตำแหน่ง Project Leader ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69447 ตำแหน่ง CFO ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Industry สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70521 ตำแหน่ง Pricing Global Senior Manager (Freight Forwarding) ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: เส้นรถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/7100 หางานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ? เปลี่ยนคอนเนคชันให้เป็นรายได้อีกหนึ่งทาง แนะนำคน – แนะนำงานผ่านแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่ใหญ่ที่สุดในไทย สมัครฟรีไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์! ### อย่าละเลยความเครียดจนนำไปสู่ความพินาศ สังเกต 9 สัญญาณสภาวะหมดไฟที่เราอาจไม่รู้ตัว อย่าละเลยความเครียดจนนำไปสู่ความพินาศ สังเกต 9 สัญญาณสภาวะหมดไฟที่เราอาจไม่รู้ตัว สิ้นปีทีไรทำไมคนเรามักจะเริ่มค่อยๆ ปล่อยวางความคิดเรื่องงาน แล้วพยายามมองหาความสุขรอบตัวมาเยียวจิตใจกันมากขึ้น ก่อนจะสรุปว่าสาเหตุเป็นเพราะเหนื่อยล้าสะสมกันมาทั้งปี เคยสังเกตตัวเองกันไหมว่าหรือสาเหตุที่ทำให้เราเฉื่อยแบบนี้อาจเกิดจากร่างกายกำลังฟ้องถึงสภาวะ “หมดไฟในการทำงาน” จากเหตุการณ์ต่างๆ ในปีนี้ไม่แปลกเลยที่หลายคนจะเริ่มรู้สึกท้อ เพราะตลอดปีมีแต่ข่าวปลดพนักงาน เลิกกิจการ และธุรกิจปิดตัว เมื่อเจอกับความไม่มั่นคง ขวัญกำลังใจที่มีอยู่ก็เลยเหือดแห้งไป เชื่อไหมว่าเมื่อปลายปี 2023 ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ถึงภาวะ Burnout ว่าจะเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของโลกการทำงานในปี 2024 นี้ ซึ่งในฝั่งตัวแทนจากองค์กรเองก็เชื่อว่าพวกเขาคงไม่สามารถรับมือได้ ดังนั้นในฐานะที่เวลาค่อยๆ นับถอยหลังก่อนจะถึงวันสิ้นปีไปเรื่อยๆ Reeracoen Thailand อยากชวนทุกคนมาฟังเสียงตัวเองว่าปัจจุบันร่างกายและจิตใจกำลังคิดอย่างไรกับงานในตอนนี้ เพราะถ้าเราปล่อยปละละเลยไปจนก้านไม้ขีดมอดดับไปแล้ว ตอนนั้นก็อาจจะสายเกินกว่าจะจุดไฟการทำงานขึ้นมาใหม่อีกครั้ง สังเกต 9 สัญญาณสภาวะหมดไฟที่เราอาจไม่รู้ตัว มักจะนึกถึงการลาออกอยู่บ่อยๆ หลุดการควบคุมอารมณ์ระหว่างทำงานมากขึ้น มีความเครียดสะสมเกิดขึ้นต่อเนื่อง สลัดความวิตกกังวลเกี่ยวกับงานออกไปไม่ได้ ต้องหาที่ระบายเพื่อปลดปล่อยเรื่องหนักใจออกไปเสมอ เคยสงสัยถึงคุณค่าในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ใช้ความพยายามลากตัวเองให้ลุกจากเตียงมาทำงาน ไม่สามารถใช้สมาธิจดจ่อกับงานได้เหมือนเมื่อก่อน เริ่มมีปัญหาด้านการนอนหลับ แน่นอนว่าความเครียดและความเหนื่อยล้าในแต่ละวันส่งผลให้ “ทุกคน” มีโอกาสที่จะ Burnout กันได้ทั้งนั้นหากไม่สามารถจัดการ Work-life balance อย่างเหมาะสม ซึ่งปัญหาที่ตามมาของภาวะหมดไฟก็คือผลกระทบต่ออนาคต เมื่อประสิทธิภาพการทำงานลดลงก็จะทำให้เจอความกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สามารถจุดไฟให้ลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ติดตามอ่านต่อได้ที่: ถ้าไม่ได้ทำเพื่องาน ก็คิดซะว่าทำเพื่อเงิน! ลอง 6 วิธีจุดไฟให้ตัวเองพ้นอันตรายจากช่วง Burnout หางานใหม่ที่ตรงใจ แบบไม่จำเป็นต้องยื่นสมัครเอง เปิดประตูโอกาส ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand ### อย่าละเลยความเครียดจนนำไปสู่ความพินาศ สังเกต 9 สัญญาณสภาวะหมดไฟที่เราอาจไม่รู้ตัว อย่าละเลยความเครียดจนนำไปสู่ความพินาศ สังเกต 9 สัญญาณสภาวะหมดไฟที่เราอาจไม่รู้ตัว สิ้นปีทีไรทำไมคนเรามักจะเริ่มค่อยๆ ปล่อยวางความคิดเรื่องงาน แล้วพยายามมองหาความสุขรอบตัวมาเยียวจิตใจกันมากขึ้น ก่อนจะสรุปว่าสาเหตุเป็นเพราะเหนื่อยล้าสะสมกันมาทั้งปี เคยสังเกตตัวเองกันไหมว่าหรือสาเหตุที่ทำให้เราเฉื่อยแบบนี้อาจเกิดจากร่างกายกำลังฟ้องถึงสภาวะ “หมดไฟในการทำงาน” จากเหตุการณ์ต่างๆ ในปีนี้ไม่แปลกเลยที่หลายคนจะเริ่มรู้สึกท้อ เพราะตลอดปีมีแต่ข่าวปลดพนักงาน เลิกกิจการ และธุรกิจปิดตัว เมื่อเจอกับความไม่มั่นคง ขวัญกำลังใจที่มีอยู่ก็เลยเหือดแห้งไป เชื่อไหมว่าเมื่อปลายปี 2023 ที่ผ่านมามีการคาดการณ์ถึงภาวะ Burnout ว่าจะเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของโลกการทำงานในปี 2024 นี้ ซึ่งในฝั่งตัวแทนจากองค์กรเองก็เชื่อว่าพวกเขาคงไม่สามารถรับมือได้ ดังนั้นในฐานะที่เวลาค่อยๆ นับถอยหลังก่อนจะถึงวันสิ้นปีไปเรื่อยๆ Reeracoen Thailand อยากชวนทุกคนมาฟังเสียงตัวเองว่าปัจจุบันร่างกายและจิตใจกำลังคิดอย่างไรกับงานในตอนนี้ เพราะถ้าเราปล่อยปละละเลยไปจนก้านไม้ขีดมอดดับไปแล้ว ตอนนั้นก็อาจจะสายเกินกว่าจะจุดไฟการทำงานขึ้นมาใหม่อีกครั้ง สังเกต 9 สัญญาณสภาวะหมดไฟที่เราอาจไม่รู้ตัว มักจะนึกถึงการลาออกอยู่บ่อยๆ หลุดการควบคุมอารมณ์ระหว่างทำงานมากขึ้น มีความเครียดสะสมเกิดขึ้นต่อเนื่อง สลัดความวิตกกังวลเกี่ยวกับงานออกไปไม่ได้ ต้องหาที่ระบายเพื่อปลดปล่อยเรื่องหนักใจออกไปเสมอ เคยสงสัยถึงคุณค่าในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ใช้ความพยายามลากตัวเองให้ลุกจากเตียงมาทำงาน ไม่สามารถใช้สมาธิจดจ่อกับงานได้เหมือนเมื่อก่อน เริ่มมีปัญหาด้านการนอนหลับ แน่นอนว่าความเครียดและความเหนื่อยล้าในแต่ละวันส่งผลให้ “ทุกคน” มีโอกาสที่จะ Burnout กันได้ทั้งนั้นหากไม่สามารถจัดการ Work-life balance อย่างเหมาะสม ซึ่งปัญหาที่ตามมาของภาวะหมดไฟก็คือผลกระทบต่ออนาคต เมื่อประสิทธิภาพการทำงานลดลงก็จะทำให้เจอความกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สามารถจุดไฟให้ลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ติดตามอ่านต่อได้ที่: ถ้าไม่ได้ทำเพื่องาน ก็คิดซะว่าทำเพื่อเงิน! ลอง 6 วิธีจุดไฟให้ตัวเองพ้นอันตรายจากช่วง Burnout หางานใหม่ที่ตรงใจ แบบไม่จำเป็นต้องยื่นสมัครเอง เปิดประตูโอกาส ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand ### สรุปอินไซต์ 10 อันดับกลุ่มงานที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 สรุปอินไซต์ 10 อันดับกลุ่มงาน ที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 เมื่อแต่ละปีมีข่าวปลดพนักงาน ธุรกิจปิดกิจการ รวมถึงบริษัทอุตสาหกรรมยกเลิกฐานการผลิต จึงไม่แปลกถ้าคนเราจะต้องรู้จักเตรียมรับมือเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเองและในฐานะที่อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันปิดฉากปี 2024 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย Reeracoen Thailand อยากชวนทุกคนมาร่วมกันจับตามอง 10 อันดับกลุ่มงานที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมที่กำลังเกิดขึ้นกับที่อื่นๆ และหาแผนสองไว้รองรับอนาคตให้มั่นคงมากขึ้นไปพร้อมกัน การประเมินทิศทางโลกการทำงานในปีถัดไป หากเราจะพูดถึง 10 อันดับสายงานที่มีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงในปี 2025 ก็ต้องมาพิจารณาจากหลายปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบโดยรอบ เช่น เทคโนโลยีใหม่ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การปรับตัวในธุรกิจต่างๆ รวมถึงรูปแบบการทำงานในยุคสมัยใหม่ที่มีผลต่อการจ้างงานในปัจจุบัน เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจแต่ละครั้ง ย่อมมีต้นเหตุบางอย่างที่ทำให้ห่วงโซ่ทั้งหมดได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะด้วยการนำเทคโนโลยี AI, Automation เข้ามาทดแทนในการผลิต การปรับตัวลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อแสวงหากำไรมากขึ้น ถึงประเทศไทยจะยังไม่มีข้อมูลออกมาให้สำรวจตลาดกันอย่างชัดเจน แต่จากภาพรวมเหตุการณ์ข่าวสารที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งกระแสความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ก็สามารถนำมาเป็นแนวทางไว้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีสายงานไหน หรืออุตสาหกรรมใดบ้างที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงในอนาคตบ้าง โดยล่าสุด Forbes ได้ระบุถึง 10 อันดับกลุ่มงานเสี่ยงสูงในสหรัฐฯ อเมริกา โดยวิเคราะห์จากตัวเลขค่าเฉลี่ยการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงมูลค่าตลาดภาพรวมตั้งแต่ปี 2005 - 2023 เป็นต้นมา ซึ่งสรุปออกมาได้ดังนี้ งาน Construction งาน Real estate งาน Manufacturing งาน Transportation/warehouse งาน Information งาน Finance and insurance งาน Total private งาน Mining/quarrying งาน Wholesale trade งาน Professional/scientific/technical services โดยสรุป แม้สิบอันดับกลุ่มงานข้างต้นในบางอาชีพอาจดูไม่สอดคล้องกับประเทศไทยเท่าไร แต่เราก็ไม่สามารถไม่มองข้ามกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในภาพรวมไปได้ เพราะการวิเคราะห์สถานการณ์รอบตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้กลายมาเป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นต่อความมั่นคงของคนทำงานในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกมีการขยับปรับตัวอยู่ทุกขณะ แบบไม่หยุดยั้ง เราจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้เลยว่าอนาคตพรุ่งนี้สิ่งต่างๆ จะยังคงเหมือนเดิมอยู่เสมอ นอกจากหมั่นพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ต้องการในโลกการทำงานอยู่เสมอ อย่าลืมวางแผนรับมือสร้างโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน แมตช์งานที่ใช่ โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยื่นสมัครเอง ฝากโปรไฟล์หางานกับ Reeracoen Thailand ฟรี! เพิ่ม Passive Job Opportunity แล้วคว้าโอกาสก่อนไว้ใคร แหล่งที่มาจาก: https://shorturl.at/5PoFA ### สรุปอินไซต์ 10 อันดับกลุ่มงานที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 สรุปอินไซต์ 10 อันดับกลุ่มงาน ที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 เมื่อแต่ละปีมีข่าวปลดพนักงาน ธุรกิจปิดกิจการ รวมถึงบริษัทอุตสาหกรรมยกเลิกฐานการผลิต จึงไม่แปลกถ้าคนเราจะต้องรู้จักเตรียมรับมือเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเองและในฐานะที่อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันปิดฉากปี 2024 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย Reeracoen Thailand อยากชวนทุกคนมาร่วมกันจับตามอง 10 อันดับกลุ่มงานที่ถูกคาดว่ามีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงที่สุดในสหรัฐฯ ปี 2025 เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมที่กำลังเกิดขึ้นกับที่อื่นๆ และหาแผนสองไว้รองรับอนาคตให้มั่นคงมากขึ้นไปพร้อมกัน การประเมินทิศทางโลกการทำงานในปีถัดไป หากเราจะพูดถึง 10 อันดับสายงานที่มีโอกาสเสี่ยงตกงานสูงในปี 2025 ก็ต้องมาพิจารณาจากหลายปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบโดยรอบ เช่น เทคโนโลยีใหม่ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การปรับตัวในธุรกิจต่างๆ รวมถึงรูปแบบการทำงานในยุคสมัยใหม่ที่มีผลต่อการจ้างงานในปัจจุบัน เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจแต่ละครั้ง ย่อมมีต้นเหตุบางอย่างที่ทำให้ห่วงโซ่ทั้งหมดได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะด้วยการนำเทคโนโลยี AI, Automation เข้ามาทดแทนในการผลิต การปรับตัวลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อแสวงหากำไรมากขึ้น ถึงประเทศไทยจะยังไม่มีข้อมูลออกมาให้สำรวจตลาดกันอย่างชัดเจน แต่จากภาพรวมเหตุการณ์ข่าวสารที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งกระแสความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ก็สามารถนำมาเป็นแนวทางไว้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีสายงานไหน หรืออุตสาหกรรมใดบ้างที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงในอนาคตบ้าง โดยล่าสุด Forbes ได้ระบุถึง 10 อันดับกลุ่มงานเสี่ยงสูงในสหรัฐฯ อเมริกา โดยวิเคราะห์จากตัวเลขค่าเฉลี่ยการเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงมูลค่าตลาดภาพรวมตั้งแต่ปี 2005 - 2023 เป็นต้นมา ซึ่งสรุปออกมาได้ดังนี้ งาน Construction งาน Real estate งาน Manufacturing งาน Transportation/warehouse งาน Information งาน Finance and insurance งาน Total private งาน Mining/quarrying งาน Wholesale trade งาน Professional/scientific/technical services โดยสรุป แม้สิบอันดับกลุ่มงานข้างต้นในบางอาชีพอาจดูไม่สอดคล้องกับประเทศไทยเท่าไร แต่เราก็ไม่สามารถไม่มองข้ามกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในภาพรวมไปได้ เพราะการวิเคราะห์สถานการณ์รอบตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้กลายมาเป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นต่อความมั่นคงของคนทำงานในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกมีการขยับปรับตัวอยู่ทุกขณะ แบบไม่หยุดยั้ง เราจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้เลยว่าอนาคตพรุ่งนี้สิ่งต่างๆ จะยังคงเหมือนเดิมอยู่เสมอ นอกจากหมั่นพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ต้องการในโลกการทำงานอยู่เสมอ อย่าลืมวางแผนรับมือสร้างโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน แมตช์งานที่ใช่ โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยื่นสมัครเอง ฝากโปรไฟล์หางานกับ Reeracoen Thailand ฟรี! เพิ่ม Passive Job Opportunity แล้วคว้าโอกาสก่อนไว้ใคร แหล่งที่มาจาก: https://shorturl.at/5PoFA ### สังเกตอย่างไรว่าควรจ้างผู้สมัครคนไหน 6 สัญญาณเมื่อเจอแคนดิเดทที่ใช่ สังเกตอย่างไรว่าควรจ้างผู้สมัครคนไหน 6 สัญญาณเมื่อเจอแคนดิเดทที่ใช่ ในกระบวนการคัดเลือกพนักงานเรามักจะสังเกตเห็น “คนที่ไม่ใช่” จากหลายองค์ประกอบซึ่งทำให้ตัดสินใจได้เร็วว่าพวกเขายังไม่เหมาะกับองค์กร เช่น ลักษณะนิสัย สไตล์การทำงาน เป้าหมาย การวางตัว แต่ในการค้นหา “คนที่ใช่” มักจะต้องอาศัยรายละเอียดที่ลึกลงไปมากกว่านั้นและเพื่อการทำงานที่แม่นยำ รวมถึงประหยัดเวลาในหน้าที่อื่นๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายคัดกรองจะต้องมีสายตาที่เฉียบคมมากพอจนสามารถมองออกได้ว่าใครควรผ่านเข้ามา และใครควรถูกปัดตกไป บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มี 6 ข้อสังเกตที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคนกลุ่มนี้อาจเป็นแคนดิเดทที่ใช่ ซึ่งจะมีอะไรบ้าง มาติดตามไปพร้อมกันได้เลย สัญญาณที่ 1: รู้จักเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี กลุ่มผู้สมัครที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวโดยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและตำแหน่งที่สมัครไว้ล่วงหน้า มักจะมีแนวโน้มที่จะสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้ดีกว่า รวมถึงมีความเข้าใจในความคาดหวังที่มีต่อการทำงานที่ถูกต้อง เพราะการที่พนักงานจะประสบความสำเร็จในที่ทำงานแบบยืนยาวไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีแค่ไหน แต่ควรเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ส่วนหนึ่ง” ขององค์กร ดังนั้น หากผู้สมัครแสดงให้เห็นว่าเขาตั้งใจทำความรู้จักกับองค์กรจริงๆ ทั้งในแง่ของหน้าที่การทำงาน ค่านิยม วัฒนธรรม และเป้าหมายของบริษัทก็ค่อนข้างมีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้เป็นอย่างดี สัญญาณที่ 2: รู้สึกถึง “พลังงาน” เชิงบวก สิ่งที่สำคัญกว่าเนื้อหาที่ผู้สมัครบอกเล่าก็คือ “วิธีการพูด” ของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ข้อสังเกตคือความกระตือรือร้นในภาษากาย เช่น เวลาถามถึงงานก่อนหน้านี้ แล้วพวกเขามีความภูมิใจที่ได้บอกเล่า หรือสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นในน้ำเสียงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าพวกเขารักในงานของตัวเอง สัญญาณที่ 3: มีความตรงไปตรงมา ในการคัดเลือกพนักงานเราก็มักจะมองหาตัวเลือกที่ "สมบูรณ์แบบ" แต่ความจริงก็คือแทบทุกคนล้วนมีข้อบกพร่องในแบบของตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าหากผู้สมัครกล้าเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองแม้จะเป็นข้อเสียก็หมายถึงพวกเขาต้องการให้ผู้สัมภาษณ์ได้รู้จักกับตัวตนที่แท้จริง ไม่ต้องการใส่หน้ากากหรือสวมบทบาทเป็นคนอื่นเพื่อให้ได้งาน ซึ่งจะทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาหลังเริ่มงานสำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน สามารถสังเกตได้ด้วยคำถามสัมภาษณ์งานที่เจาะจงถึงจุดอ่อน หรือประสบการณ์ความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นในการทำงาน สัญญาณที่ 4: สื่อสารกระชับ ชัดเจน รวดเร็ว ส่วนที่ใช้เวลามากที่สุดอย่างหนึ่งในกระบวนการรับสมัครงานก็คือการติดต่อสื่อสาร ประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่การคัดกรอง นัดสัมภาษณ์ ไปจนถึงต่อรองออฟเฟอร์ก่อนเริ่มงาน ซึ่งจะกินเวลามากขึ้นหากผู้สมัครตอบกลับช้า ติดต่อยาก โดยสาเหตุที่ผู้สมัครตอบกลับช้าเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล อาจเป็นเพราะช่วงนั้นกำลังงานยุ่งเลยไม่ค่อยมีเวลาหรือแม้แต่อยากรอพิจารณาข้อเสนอจากบริษัทอื่นก่อน ดังนั้นผู้สมัครที่สามารถตอบกลับได้อย่างรวดเร็วในระหว่างขั้นตอนต่างๆ จึงหมายถึงการให้เกียรติ และแสดงออกว่าอยากเข้ามาร่วมงานจริงๆ สัญญาณที่ 5: การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างลื่นไหล การสัมภาษณ์งานที่ดีไม่ได้วัดกันที่ผู้สมัครตอบคำถามได้มากแค่ไหน แต่ควรเป็นความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่เคลียร์ข้อสงสัยของทั้งสองฝ่าย ถ้าองค์กรเป็นฝ่ายถามข้อมูลจากผู้สมัครเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการตั้งคำถามหรือแสดงความอยากรู้เพิ่มเติมเลยอาจหมายความว่าพวกเขาไม่ได้มีใจจะมาร่วมงานด้วยมากนัก สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อการสัมภาษณ์งานมีคุณภาพก็คือความสบายใจ เหมือนคนสองคนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากกว่าการสอบสวน หากผู้สมัครมีการตระเตรียมคำถามมาเป็นอย่างดีเพื่อทำความรู้จักเพิ่มเติมกับเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในองค์กร และให้ความรู้สึกเหมือนทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะเข้ากันได้ก็หมายถึงสัญญาณที่ดีและองค์กรก็ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ สัญญาณที่ 6: สามารถส่งมอบไอเดียให้กันได้ ความสำเร็จและประสบการณ์ของผู้สมัครจากอดีตอาจยังการันตีไม่ได้ว่าพวกเขาจะสำเร็จกับองค์กร เพราะในที่ทำงานแต่ละแห่งมีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกันตั้งแต่เครื่องมือ โจทย์ในการทำงาน ตลอดจนอุปสรรคต่างๆ เพราะฉะนั้นการจะตัดสินว่าผู้สมัครคนไหนเหมาะจะเข้ามาทำงานหรือไม่ต้องอาศัยการตั้งโจทย์แล้ววิเคราะห์จากมุมมอง แนวคิด และการวางแผน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นแนวทางว่าจะนำเอาความสามารถที่มีมาใช้ได้อย่างไรบ้าง บริการสรรหาพนักงานโดย Recruiter ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของทุกความสำเร็จในการจ้างงาน ### สังเกตอย่างไรว่าควรจ้างผู้สมัครคนไหน 6 สัญญาณเมื่อเจอแคนดิเดทที่ใช่ สังเกตอย่างไรว่าควรจ้างผู้สมัครคนไหน 6 สัญญาณเมื่อเจอแคนดิเดทที่ใช่ ในกระบวนการคัดเลือกพนักงานเรามักจะสังเกตเห็น “คนที่ไม่ใช่” จากหลายองค์ประกอบซึ่งทำให้ตัดสินใจได้เร็วว่าพวกเขายังไม่เหมาะกับองค์กร เช่น ลักษณะนิสัย สไตล์การทำงาน เป้าหมาย การวางตัว แต่ในการค้นหา “คนที่ใช่” มักจะต้องอาศัยรายละเอียดที่ลึกลงไปมากกว่านั้นและเพื่อการทำงานที่แม่นยำ รวมถึงประหยัดเวลาในหน้าที่อื่นๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายคัดกรองจะต้องมีสายตาที่เฉียบคมมากพอจนสามารถมองออกได้ว่าใครควรผ่านเข้ามา และใครควรถูกปัดตกไป บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มี 6 ข้อสังเกตที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคนกลุ่มนี้อาจเป็นแคนดิเดทที่ใช่ ซึ่งจะมีอะไรบ้าง มาติดตามไปพร้อมกันได้เลย สัญญาณที่ 1: รู้จักเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี กลุ่มผู้สมัครที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวโดยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและตำแหน่งที่สมัครไว้ล่วงหน้า มักจะมีแนวโน้มที่จะสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้ดีกว่า รวมถึงมีความเข้าใจในความคาดหวังที่มีต่อการทำงานที่ถูกต้อง เพราะการที่พนักงานจะประสบความสำเร็จในที่ทำงานแบบยืนยาวไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีแค่ไหน แต่ควรเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ส่วนหนึ่ง” ขององค์กร ดังนั้น หากผู้สมัครแสดงให้เห็นว่าเขาตั้งใจทำความรู้จักกับองค์กรจริงๆ ทั้งในแง่ของหน้าที่การทำงาน ค่านิยม วัฒนธรรม และเป้าหมายของบริษัทก็ค่อนข้างมีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้เป็นอย่างดี สัญญาณที่ 2: รู้สึกถึง “พลังงาน” เชิงบวก สิ่งที่สำคัญกว่าเนื้อหาที่ผู้สมัครบอกเล่าก็คือ “วิธีการพูด” ของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ข้อสังเกตคือความกระตือรือร้นในภาษากาย เช่น เวลาถามถึงงานก่อนหน้านี้ แล้วพวกเขามีความภูมิใจที่ได้บอกเล่า หรือสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นในน้ำเสียงเวลาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าพวกเขารักในงานของตัวเอง สัญญาณที่ 3: มีความตรงไปตรงมา ในการคัดเลือกพนักงานเราก็มักจะมองหาตัวเลือกที่ "สมบูรณ์แบบ" แต่ความจริงก็คือแทบทุกคนล้วนมีข้อบกพร่องในแบบของตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าหากผู้สมัครกล้าเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองแม้จะเป็นข้อเสียก็หมายถึงพวกเขาต้องการให้ผู้สัมภาษณ์ได้รู้จักกับตัวตนที่แท้จริง ไม่ต้องการใส่หน้ากากหรือสวมบทบาทเป็นคนอื่นเพื่อให้ได้งาน ซึ่งจะทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาหลังเริ่มงานสำหรับองค์กรด้วยเช่นกัน สามารถสังเกตได้ด้วยคำถามสัมภาษณ์งานที่เจาะจงถึงจุดอ่อน หรือประสบการณ์ความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นในการทำงาน สัญญาณที่ 4: สื่อสารกระชับ ชัดเจน รวดเร็ว ส่วนที่ใช้เวลามากที่สุดอย่างหนึ่งในกระบวนการรับสมัครงานก็คือการติดต่อสื่อสาร ประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่การคัดกรอง นัดสัมภาษณ์ ไปจนถึงต่อรองออฟเฟอร์ก่อนเริ่มงาน ซึ่งจะกินเวลามากขึ้นหากผู้สมัครตอบกลับช้า ติดต่อยาก โดยสาเหตุที่ผู้สมัครตอบกลับช้าเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล อาจเป็นเพราะช่วงนั้นกำลังงานยุ่งเลยไม่ค่อยมีเวลาหรือแม้แต่อยากรอพิจารณาข้อเสนอจากบริษัทอื่นก่อน ดังนั้นผู้สมัครที่สามารถตอบกลับได้อย่างรวดเร็วในระหว่างขั้นตอนต่างๆ จึงหมายถึงการให้เกียรติ และแสดงออกว่าอยากเข้ามาร่วมงานจริงๆ สัญญาณที่ 5: การสัมภาษณ์เป็นไปอย่างลื่นไหล การสัมภาษณ์งานที่ดีไม่ได้วัดกันที่ผู้สมัครตอบคำถามได้มากแค่ไหน แต่ควรเป็นความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่เคลียร์ข้อสงสัยของทั้งสองฝ่าย ถ้าองค์กรเป็นฝ่ายถามข้อมูลจากผู้สมัครเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการตั้งคำถามหรือแสดงความอยากรู้เพิ่มเติมเลยอาจหมายความว่าพวกเขาไม่ได้มีใจจะมาร่วมงานด้วยมากนัก สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อการสัมภาษณ์งานมีคุณภาพก็คือความสบายใจ เหมือนคนสองคนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากกว่าการสอบสวน หากผู้สมัครมีการตระเตรียมคำถามมาเป็นอย่างดีเพื่อทำความรู้จักเพิ่มเติมกับเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในองค์กร และให้ความรู้สึกเหมือนทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะเข้ากันได้ก็หมายถึงสัญญาณที่ดีและองค์กรก็ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ สัญญาณที่ 6: สามารถส่งมอบไอเดียให้กันได้ ความสำเร็จและประสบการณ์ของผู้สมัครจากอดีตอาจยังการันตีไม่ได้ว่าพวกเขาจะสำเร็จกับองค์กร เพราะในที่ทำงานแต่ละแห่งมีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกันตั้งแต่เครื่องมือ โจทย์ในการทำงาน ตลอดจนอุปสรรคต่างๆ เพราะฉะนั้นการจะตัดสินว่าผู้สมัครคนไหนเหมาะจะเข้ามาทำงานหรือไม่ต้องอาศัยการตั้งโจทย์แล้ววิเคราะห์จากมุมมอง แนวคิด และการวางแผน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นแนวทางว่าจะนำเอาความสามารถที่มีมาใช้ได้อย่างไรบ้าง บริการสรรหาพนักงานโดย Recruiter ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของทุกความสำเร็จในการจ้างงาน ### สำรวจ MBTI 16 personalities อาชีพอะไรที่เหมาะกับนิสัยของคุณ สำรวจ MBTI 16 personalities อาชีพอะไรที่เหมาะกับนิสัยของคุณ เคยตั้งคำถามเล่นๆ ไหมว่านอกจากงานที่ทำในปัจจุบัน เราจะเหมาะกับงานประเภทไหนหรือมีตัวเลือกอะไรที่จะสามารถทำได้ดีอีกบ้าง? การรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ความชอบ ความสนใจ บุคลิกนิสัยและความเชื่อ นับว่ามีผลต่อการประสบความสำเร็จมากมายไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว หรืออาชีพการทำงาน เริ่มตั้งแต่การเลือกประกอบอาชีพที่เหมาะสมซึ่งส่งผลต่อความราบรื่นในชีวิตการทำงาน สามารถพัฒนาตัวเองจนก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีโอกาสประสบความสำเร็จกับเส้นทางที่เลือก รวมถึงช่วยบริหารความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยความเข้าใจในความแตกต่างของตัวเองและผู้อื่น ซึ่งช่วยลดความขัดแย้ง และทำงานเป็นทีมได้อย่างราบรื่น ดังนั้นการเข้าใจในตัวเองจึงเป็นกุญแจดอกแรกที่นำไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆ ด้าน สำรวจลักษณะ MBTI ของตัวเองได้ที่นี่ และสำหรับใครที่สงสัยว่าแต่ละบุคลิกเหมาะกับงานประเภทไหนบ้าง Reeracoen Thailand ได้สรุปตัวอย่างมาฝากกัน ให้เพื่อนๆ มาสำรวจตัวเองว่าอาชีพที่ทำในตอนนี้ตรงกับนิสัยที่แท้จริงของเราแล้วหรือยัง ชาว Introvert INTJ - นักวางกลยุทธ์ ลักษณะ: วิเคราะห์เป็นระบบ มองไกล ชอบวางแผน มีความสร้างสรรค์ เหมาะกับอาชีพ: วิศวกร นักวิเคราะห์ข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ INTP - ผู้คิดค้นนวัตกรรม ลักษณะ: มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดวิเคราะห์ กระหายความรู้ เหมาะกับอาชีพ: โปรแกรมเมอร์ นักวิทยาศาสตร์  นักคณิตศาสตร์ ISTP - ผู้มีความสามารถโดดเด่น ลักษณะ: แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง กล้าลงมือทำ มีความคล่องตัวสูง เหมาะกับอาชีพ: ตำรวจ ช่างเทคนิค วิศวกร นักบิน ISFP - นักผจญภัย ลักษณะ: ยืดหยุ่นสูง มีความคิดสร้างสรรค์ อ่อนไหวต่อความรู้สึก เหมาะกับอาชีพ: ศิลปิน นักออกแบบ ตกแต่งภายใน นักบำบัด INFJ - ผู้สนับสนุน ลักษณะ: เข้าใจลึกซึ้ง มีเป้าหมายและอุดมการณ์ มองคนสำคัญ เหมาะกับอาชีพ: นักจิตวิทยา นักเขียน ศิลปิน ที่ปรึกษา นักวางแผน INFP - นักอุดมคติผู้เห็นแก่ความดีงาม ลักษณะ: ใส่ใจความรู้สึกคนอื่น มีอุดมการณ์ มองโลกในแง่ดี เหมาะกับอาชีพ: การศึกษา นักเขียน นักการกุศล นักจิตวิทยา ISTJ - นักคำนวณ ลักษณะ: อยู่กับความเป็นจริง ไม่ชอบมีข้อสงสัย เหมาะกับอาชีพ: ผู้บริหาร นักบัญชี นักกฎหมาย การเงิน ข้าราชการ ISFJ - ผู้ดูแล ลักษณะ: ละเอียดอ่อน ใส่ใจ ชอบช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ เหมาะกับอาชีพ: พยาบาล การศึกษา งานบริการสังคม ชาว Extrovert ENTJ - ผู้บัญชาการ ลักษณะ: เป็นผู้นำ กล้าหาญ วางแผนเก่ง แก้ปัญหาได้เสมอ เหมาะกับอาชีพ: ผู้บริหารองค์กร นักการเมือง ผู้ประกอบการ นักวางแผนธุรกิจ ENTP - นักโต้วาที ลักษณะ: ฉลาด ช่างสงสัย ชอบการโต้แย้งและความท้าทาย เหมาะกับอาชีพ: นักกฎหมาย ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักคิดสร้างสรรค์ ENFJ - ตัวเอก ลักษณะ: มีเสน่ห์ ชอบช่วยเหลือ สร้างแรงบันดาลใจ จัดการคนได้ดี เหมาะกับอาชีพ: HR นักให้คำปรึกษา ครู ผู้จัดการ ENFP - นักรณรงค์ ลักษณะ: กระตือรือร้น เปิดกว้าง มีจินตนาการสูง ใส่ใจผู้อื่น เหมาะกับอาชีพ: นักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ ผู้ประกอบการ ESTJ - ผู้บริหาร ลักษณะ: มุ่งมั่นเป็นผู้นำ รับผิดชอบสูง เน้นการบรรลุเป้าหมาย เหมาะกับอาชีพ: ผู้จัดการ ผู้บริหาร งานควบคุมคุณภาพ (QC) ESFJ - ผู้ให้คำปรึกษา ลักษณะ: ใส่ใจผู้อื่น ชอบให้การสนับสนุน และชอบการทำงานเป็นทีม เหมาะกับอาชีพ: Customer Service นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ประสานงาน ESTP - นักปฏิบัติ ลักษณะ: กล้า ท้าทาย มั่นใจในตัวเอง ไม่กลัวแรงกดดัน เหมาะกับอาชีพ: Sales ผู้ประกอบการ นักกีฬา เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ESFP - ผู้สร้างความสุข ลักษณะ: ชอบความสนุกสนาน ต้องการให้รอบข้างมีความสุข เหมาะกับอาชีพ: นักแสดง พิธีกร ผู้จัดงาน ศิลปิน อ่านจบแล้ว ปัจจุบันใครได้ทำอาชีพที่ตรงกับลักษณะนิสัยของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยก็ขอแสดงความยินดีด้วยน้า แต่สำหรับใครที่รู้สึกเอ๊ะ ยังไม่เห็นว่างานที่ทำตอนนี้จะเหมาะกับบุคลิกส่วนตัวตรงไหน ก็ลองเข้ามาค้นหางาน หรือฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity ไว้เป็นอีกหนึ่งช่องทางหางานที่เหมาะกับตัวเราโดยไม่ต้องยื่นสมัครงานด้วยตัวเอง ### สำรวจ MBTI 16 personalities อาชีพอะไรที่เหมาะกับนิสัยของคุณ สำรวจ MBTI 16 personalities อาชีพอะไรที่เหมาะกับนิสัยของคุณ เคยตั้งคำถามเล่นๆ ไหมว่านอกจากงานที่ทำในปัจจุบัน เราจะเหมาะกับงานประเภทไหนหรือมีตัวเลือกอะไรที่จะสามารถทำได้ดีอีกบ้าง? การรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ความชอบ ความสนใจ บุคลิกนิสัยและความเชื่อ นับว่ามีผลต่อการประสบความสำเร็จมากมายไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว หรืออาชีพการทำงาน เริ่มตั้งแต่การเลือกประกอบอาชีพที่เหมาะสมซึ่งส่งผลต่อความราบรื่นในชีวิตการทำงาน สามารถพัฒนาตัวเองจนก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีโอกาสประสบความสำเร็จกับเส้นทางที่เลือก รวมถึงช่วยบริหารความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยความเข้าใจในความแตกต่างของตัวเองและผู้อื่น ซึ่งช่วยลดความขัดแย้ง และทำงานเป็นทีมได้อย่างราบรื่น ดังนั้นการเข้าใจในตัวเองจึงเป็นกุญแจดอกแรกที่นำไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆ ด้าน สำรวจลักษณะ MBTI ของตัวเองได้ที่นี่ และสำหรับใครที่สงสัยว่าแต่ละบุคลิกเหมาะกับงานประเภทไหนบ้าง Reeracoen Thailand ได้สรุปตัวอย่างมาฝากกัน ให้เพื่อนๆ มาสำรวจตัวเองว่าอาชีพที่ทำในตอนนี้ตรงกับนิสัยที่แท้จริงของเราแล้วหรือยัง ชาว Introvert INTJ - นักวางกลยุทธ์ ลักษณะ: วิเคราะห์เป็นระบบ มองไกล ชอบวางแผน มีความสร้างสรรค์ เหมาะกับอาชีพ: วิศวกร นักวิเคราะห์ข้อมูล นักวิทยาศาสตร์ INTP - ผู้คิดค้นนวัตกรรม ลักษณะ: มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดวิเคราะห์ กระหายความรู้ เหมาะกับอาชีพ: โปรแกรมเมอร์ นักวิทยาศาสตร์  นักคณิตศาสตร์ ISTP - ผู้มีความสามารถโดดเด่น ลักษณะ: แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง กล้าลงมือทำ มีความคล่องตัวสูง เหมาะกับอาชีพ: ตำรวจ ช่างเทคนิค วิศวกร นักบิน ISFP - นักผจญภัย ลักษณะ: ยืดหยุ่นสูง มีความคิดสร้างสรรค์ อ่อนไหวต่อความรู้สึก เหมาะกับอาชีพ: ศิลปิน นักออกแบบ ตกแต่งภายใน นักบำบัด INFJ - ผู้สนับสนุน ลักษณะ: เข้าใจลึกซึ้ง มีเป้าหมายและอุดมการณ์ มองคนสำคัญ เหมาะกับอาชีพ: นักจิตวิทยา นักเขียน ศิลปิน ที่ปรึกษา นักวางแผน INFP - นักอุดมคติผู้เห็นแก่ความดีงาม ลักษณะ: ใส่ใจความรู้สึกคนอื่น มีอุดมการณ์ มองโลกในแง่ดี เหมาะกับอาชีพ: การศึกษา นักเขียน นักการกุศล นักจิตวิทยา ISTJ - นักคำนวณ ลักษณะ: อยู่กับความเป็นจริง ไม่ชอบมีข้อสงสัย เหมาะกับอาชีพ: ผู้บริหาร นักบัญชี นักกฎหมาย การเงิน ข้าราชการ ISFJ - ผู้ดูแล ลักษณะ: ละเอียดอ่อน ใส่ใจ ชอบช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ เหมาะกับอาชีพ: พยาบาล การศึกษา งานบริการสังคม ชาว Extrovert ENTJ - ผู้บัญชาการ ลักษณะ: เป็นผู้นำ กล้าหาญ วางแผนเก่ง แก้ปัญหาได้เสมอ เหมาะกับอาชีพ: ผู้บริหารองค์กร นักการเมือง ผู้ประกอบการ นักวางแผนธุรกิจ ENTP - นักโต้วาที ลักษณะ: ฉลาด ช่างสงสัย ชอบการโต้แย้งและความท้าทาย เหมาะกับอาชีพ: นักกฎหมาย ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักคิดสร้างสรรค์ ENFJ - ตัวเอก ลักษณะ: มีเสน่ห์ ชอบช่วยเหลือ สร้างแรงบันดาลใจ จัดการคนได้ดี เหมาะกับอาชีพ: HR นักให้คำปรึกษา ครู ผู้จัดการ ENFP - นักรณรงค์ ลักษณะ: กระตือรือร้น เปิดกว้าง มีจินตนาการสูง ใส่ใจผู้อื่น เหมาะกับอาชีพ: นักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ ผู้ประกอบการ ESTJ - ผู้บริหาร ลักษณะ: มุ่งมั่นเป็นผู้นำ รับผิดชอบสูง เน้นการบรรลุเป้าหมาย เหมาะกับอาชีพ: ผู้จัดการ ผู้บริหาร งานควบคุมคุณภาพ (QC) ESFJ - ผู้ให้คำปรึกษา ลักษณะ: ใส่ใจผู้อื่น ชอบให้การสนับสนุน และชอบการทำงานเป็นทีม เหมาะกับอาชีพ: Customer Service นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ประสานงาน ESTP - นักปฏิบัติ ลักษณะ: กล้า ท้าทาย มั่นใจในตัวเอง ไม่กลัวแรงกดดัน เหมาะกับอาชีพ: Sales ผู้ประกอบการ นักกีฬา เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ESFP - ผู้สร้างความสุข ลักษณะ: ชอบความสนุกสนาน ต้องการให้รอบข้างมีความสุข เหมาะกับอาชีพ: นักแสดง พิธีกร ผู้จัดงาน ศิลปิน อ่านจบแล้ว ปัจจุบันใครได้ทำอาชีพที่ตรงกับลักษณะนิสัยของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยก็ขอแสดงความยินดีด้วยน้า แต่สำหรับใครที่รู้สึกเอ๊ะ ยังไม่เห็นว่างานที่ทำตอนนี้จะเหมาะกับบุคลิกส่วนตัวตรงไหน ก็ลองเข้ามาค้นหางาน หรือฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity ไว้เป็นอีกหนึ่งช่องทางหางานที่เหมาะกับตัวเราโดยไม่ต้องยื่นสมัครงานด้วยตัวเอง ### สัมภาษณ์งานควรเป็นตัวเอง หรือพยายามทำตัวให้ถูกใจผู้สัมภาษณ์ สัมภาษณ์งานควรเป็นตัวเอง หรือพยายามทำตัวให้ถูกใจผู้สัมภาษณ์ การสัมภาษณ์งานมาพร้อมกับโอกาสแค่ครั้งเดียวที่จะตัดสินทุกอย่าง เหมือนเสี่ยงดวงกับเหรียญที่มีสองด้าน ซึ่งสามารถออกหน้าไหนก็ได้ แถมผลลัพธ์ของการสมัครงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราแค่คนเดียว แต่ยังต้องลุ้นว่าคู่แข่งแต่ละคนเขาทำได้ดีแค่ไหนด้วย จึงไม่แปลกถ้าเราจะต้องทำทุกทางเพื่อ “ผลลัพธ์” ที่ต้องการทั้งสวมภาพลักษณ์ใหม่ หรือใส่หน้ากากให้ดูสมบูรณ์แบบ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองก็ตาม แต่ในอีกมุม การแสดงความเป็นตัวเองในการสัมภาษณ์งานก็เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับกระบวนการคัดเลือกพนักงาน เพราะผู้สมัครจะสามารถแสดงออกถึงบุคลิก ทัศนคติ จุดแข็งจุดอ่อนให้ผู้สัมภาษณ์วิเคราะห์ว่าจะปรับเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ นอกจากจะเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกสำหรับฝั่งองค์กรแล้ว ยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะไปไม่รอดกับงานใหม่ให้กับผู้สมัครด้วย สำหรับคนที่สงสัยว่าสรุปแล้วสัมภาษณ์งานควรเป็นตัวเองหรือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เพื่อทำคะแนนได้มากขึ้น Reeracoen Thailand มีคำแนะนำและเทคนิคมาฝาก บอกเลยว่าการเป็นตัวเองก็พิชิตใจผู้สัมภาษณ์ได้เหมือนกัน! ทำไมหลายคนเลือกที่จะไม่เป็นตัวเองระหว่างสัมภาษณ์ กลัวถูกปฏิเสธ ยิ่งคาดหวังไว้มากเท่าไร ก็จะยิ่งกลัวความล้มเหลวมากเท่านั้น จึงพยายามทำให้นายจ้างประทับใจจาก “บทบาท” ที่สวมอยู่ เพราะกลัวว่าตัวตนที่เป็นจะไม่ตรงกับคนที่องค์กรตามหา พยายามทำตามความคาดหวังของบริษัท ผู้สมัครหลายคนเชื่อว่าการมีโปรไฟล์ตรงกับความต้องการองค์กรก็จะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการสมัครงาน เลยพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับความคาดหวังเหล่านั้นจนกลายเป็นว่าดูขาดความเป็นตัวเอง ไม่มีความโดดเด่น ยังไม่มั่นใจในตัวเอง อาจเพราะรู้สึกว่าตัวเองมีจุดอ่อนในหลายๆ เรื่อง หรือแม้กระทั่งกังวลว่าจุดแข็งที่มีก็ยังไม่น่าประทับใจมากพอทำให้สุดท้ายแล้วก็ไม่กล้าแสดงสิ่งเหล่านั้นออกมา ไม่ชินกับกระบวนการสัมภาษณ์ สำหรับคนที่เคยสัมภาษณ์งานบ่อยๆ ก็อาจมีภูมิคุ้มกัน แต่กับคนที่จบใหม่ หรือไม่ค่อยได้สัมผัสการย้ายงานมากนักก็มักจะเกร็งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามยากๆ จากคนแปลกหน้า เลยไม่สามารถแสดงความเป็นตัวเองออกไปได้อย่างเต็มที่ มีประสบการณ์ที่ไม่ดี บางคนอาจเคยเจอประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต เช่น ถูกวิจารณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเองโดยตรง จึงต้องพยายามปิดบังมุมนั้นไว้ไม่ให้โดนซ้ำอีก การเป็นตัวเองระหว่างสัมภาษณ์งานดีอย่างไร ทำให้องค์กรประทับใจในความจริงใจ หัวใจหลักของการสัมภาษณ์งานไม่ใช่เวทีแสดงความเก่งส่วนตัว แต่เป็นช่วงเวลา “แลกเปลี่ยนข้อมูล” ระหว่างผู้สมัครกับองค์กร การแสดงความเป็นตัวเองจึงช่วยให้ทั้งฝ่ายได้ข้อมูลชัดเจน สามารถเข้าใจถึงตัวตน แนวคิด เป้าหมายของทั้งคู่ ซึ่งช่วยให้เลือกได้ง่ายและลดโอกาสตัดสินใจผิดพลาด บ่งบอกถึงความมั่นใจในตัวเอง เพราะการไม่กล้าคิด ไม่กล้าแสดงออก หรือตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา สื่อถึงบุคลิกภาพที่ “ขาดความมั่นใจ” ไม่มีภาวะผู้นำซึ่งอาจส่งผลให้เราดูด้อยกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างชัดเจน คลายความกดดัน การพยายามสร้างภาพลักษณ์แบบอื่นที่ต่างออกไป หรือแม้แต่คอยจำบทพูดเวลาตอบคำถามจากผู้สัมภาษณ์อาจทำให้เราเครียด กลัวทำผิด จนกดดันได้แบบไม่รู้ตัว ดังนั้นการรู้จักปล่อยวางแล้วใช้ความเป็นตัวเองจริงๆ ก็จะช่วยให้สื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติและทำได้ดีมากขึ้น ได้เข้าไปทำงานที่เหมาะสมกับเราจริงๆ การได้งานจากการแสดงความเป็นตัวเองคือการชนะรางวัลที่มีค่าที่สุด เพราะนั่นหมายถึงองค์กรให้การยอมรับในตัวตนของเราจริงๆ และส่งผลให้ทำงานได้อย่างมั่นใจและมีความสุข ปรับนิดจูนหน่อย เพิ่มโอกาสคว้างานให้มากขึ้น ใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้า ฝึกตอบคำถามพื้นฐาน เช่น การแนะนำตัวก่อนเริ่มสัมภาษณ์หรือ สาเหตุที่สนใจอยากสมัครงานตำแหน่งนี้ เพื่อลดความกังวล และเพิ่มความมั่นใจ นำเสนอจุดเด่นที่ตอบโจทย์การจ้างงานขององค์กร ควรทำความเข้าใจลักษณะองค์กร ธุรกิจ เนื้องานและความคาดหวัง เราจะได้ดึงมาแมตช์กับจุดเด่นในส่วนของทักษะและประสบการณ์ แล้วใช้นำเสนอกลับไปในระหว่างการสัมภาษณ์อย่างตรงจุด แสดงความอยากรู้จักกลับไปหาองค์กรบ้าง การตั้งคำถามเพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทในแง่มุมอื่น ไม่เพียงช่วยให้เห็นภาพอนาคตในองค์กรนั้นๆ มากขึ้น แต่ยังสะท้อนว่าเราให้ความสำคัญกับอนาคต เป็นคนมีแบบแผน รู้จักกำหนดเป้าหมายในใจชัดเจน สามารถคัดเลือกได้ว่าอะไรเหมาะ หรือไม่เหมาะกับตัวเอง อย่าพยายามปิดบังจุดอ่อนของตัวเองมากเกินไป หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายคนสัมภาษณ์งานไม่ผ่านอยู่บ่อยๆ ก็คือการปกปิดข้อเสียของตัวเอง เพราะเชื่อว่ายิ่ง “ไร้ที่ติ” ก็จะยิ่งมีโอกาสได้งาน เพราะในโลกความเป็นจริงนั้นไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบในทุกเรื่องและการยอมรับในจุดอ่อนยังสะท้อนถึง Growth mindset ที่องค์กรให้ความสำคัญด้วย แต่สำคัญกว่านั้นคือเมื่อรู้จักจุดอ่อนของตัวเองแล้ว เราเองก็ควรมีแผนที่จะก้าวข้ามข้อบกพร่องเหล่านั้นให้องค์กรมั่นใจที่จะจ้างงานมากขึ้นด้วย หลักการสำคัญไม่ใช่แค่การพูดถึงสิ่งที่ตัวเราชอบอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงวิธีคิดและมุมมองที่เรามีต่องาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนความสัมพันธ์ในองค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้างพิจารณาได้ว่าเราเหมาะกับงานนั้นหรือไม่ การแสดงความเป็นตัวเองอย่างมั่นใจและมีความจริงใจจะทำให้นายจ้างเห็นถึงตัวตน คุณค่า และศักยภาพที่แท้จริงและเพิ่มโอกาสให้เราได้งานที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### สัมภาษณ์งานควรเป็นตัวเอง หรือพยายามทำตัวให้ถูกใจผู้สัมภาษณ์ สัมภาษณ์งานควรเป็นตัวเอง หรือพยายามทำตัวให้ถูกใจผู้สัมภาษณ์ การสัมภาษณ์งานมาพร้อมกับโอกาสแค่ครั้งเดียวที่จะตัดสินทุกอย่าง เหมือนเสี่ยงดวงกับเหรียญที่มีสองด้าน ซึ่งสามารถออกหน้าไหนก็ได้ แถมผลลัพธ์ของการสมัครงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราแค่คนเดียว แต่ยังต้องลุ้นว่าคู่แข่งแต่ละคนเขาทำได้ดีแค่ไหนด้วย จึงไม่แปลกถ้าเราจะต้องทำทุกทางเพื่อ “ผลลัพธ์” ที่ต้องการทั้งสวมภาพลักษณ์ใหม่ หรือใส่หน้ากากให้ดูสมบูรณ์แบบ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองก็ตาม แต่ในอีกมุม การแสดงความเป็นตัวเองในการสัมภาษณ์งานก็เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับกระบวนการคัดเลือกพนักงาน เพราะผู้สมัครจะสามารถแสดงออกถึงบุคลิก ทัศนคติ จุดแข็งจุดอ่อนให้ผู้สัมภาษณ์วิเคราะห์ว่าจะปรับเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ นอกจากจะเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกสำหรับฝั่งองค์กรแล้ว ยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะไปไม่รอดกับงานใหม่ให้กับผู้สมัครด้วย สำหรับคนที่สงสัยว่าสรุปแล้วสัมภาษณ์งานควรเป็นตัวเองหรือปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เพื่อทำคะแนนได้มากขึ้น Reeracoen Thailand มีคำแนะนำและเทคนิคมาฝาก บอกเลยว่าการเป็นตัวเองก็พิชิตใจผู้สัมภาษณ์ได้เหมือนกัน! ทำไมหลายคนเลือกที่จะไม่เป็นตัวเองระหว่างสัมภาษณ์ กลัวถูกปฏิเสธ ยิ่งคาดหวังไว้มากเท่าไร ก็จะยิ่งกลัวความล้มเหลวมากเท่านั้น จึงพยายามทำให้นายจ้างประทับใจจาก “บทบาท” ที่สวมอยู่ เพราะกลัวว่าตัวตนที่เป็นจะไม่ตรงกับคนที่องค์กรตามหา พยายามทำตามความคาดหวังของบริษัท ผู้สมัครหลายคนเชื่อว่าการมีโปรไฟล์ตรงกับความต้องการองค์กรก็จะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการสมัครงาน เลยพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับความคาดหวังเหล่านั้นจนกลายเป็นว่าดูขาดความเป็นตัวเอง ไม่มีความโดดเด่น ยังไม่มั่นใจในตัวเอง อาจเพราะรู้สึกว่าตัวเองมีจุดอ่อนในหลายๆ เรื่อง หรือแม้กระทั่งกังวลว่าจุดแข็งที่มีก็ยังไม่น่าประทับใจมากพอทำให้สุดท้ายแล้วก็ไม่กล้าแสดงสิ่งเหล่านั้นออกมา ไม่ชินกับกระบวนการสัมภาษณ์ สำหรับคนที่เคยสัมภาษณ์งานบ่อยๆ ก็อาจมีภูมิคุ้มกัน แต่กับคนที่จบใหม่ หรือไม่ค่อยได้สัมผัสการย้ายงานมากนักก็มักจะเกร็งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามยากๆ จากคนแปลกหน้า เลยไม่สามารถแสดงความเป็นตัวเองออกไปได้อย่างเต็มที่ มีประสบการณ์ที่ไม่ดี บางคนอาจเคยเจอประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต เช่น ถูกวิจารณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับตัวเองโดยตรง จึงต้องพยายามปิดบังมุมนั้นไว้ไม่ให้โดนซ้ำอีก การเป็นตัวเองระหว่างสัมภาษณ์งานดีอย่างไร ทำให้องค์กรประทับใจในความจริงใจ หัวใจหลักของการสัมภาษณ์งานไม่ใช่เวทีแสดงความเก่งส่วนตัว แต่เป็นช่วงเวลา “แลกเปลี่ยนข้อมูล” ระหว่างผู้สมัครกับองค์กร การแสดงความเป็นตัวเองจึงช่วยให้ทั้งฝ่ายได้ข้อมูลชัดเจน สามารถเข้าใจถึงตัวตน แนวคิด เป้าหมายของทั้งคู่ ซึ่งช่วยให้เลือกได้ง่ายและลดโอกาสตัดสินใจผิดพลาด บ่งบอกถึงความมั่นใจในตัวเอง เพราะการไม่กล้าคิด ไม่กล้าแสดงออก หรือตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา สื่อถึงบุคลิกภาพที่ “ขาดความมั่นใจ” ไม่มีภาวะผู้นำซึ่งอาจส่งผลให้เราดูด้อยกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างชัดเจน คลายความกดดัน การพยายามสร้างภาพลักษณ์แบบอื่นที่ต่างออกไป หรือแม้แต่คอยจำบทพูดเวลาตอบคำถามจากผู้สัมภาษณ์อาจทำให้เราเครียด กลัวทำผิด จนกดดันได้แบบไม่รู้ตัว ดังนั้นการรู้จักปล่อยวางแล้วใช้ความเป็นตัวเองจริงๆ ก็จะช่วยให้สื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติและทำได้ดีมากขึ้น ได้เข้าไปทำงานที่เหมาะสมกับเราจริงๆ การได้งานจากการแสดงความเป็นตัวเองคือการชนะรางวัลที่มีค่าที่สุด เพราะนั่นหมายถึงองค์กรให้การยอมรับในตัวตนของเราจริงๆ และส่งผลให้ทำงานได้อย่างมั่นใจและมีความสุข ปรับนิดจูนหน่อย เพิ่มโอกาสคว้างานให้มากขึ้น ใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้า ฝึกตอบคำถามพื้นฐาน เช่น การแนะนำตัวก่อนเริ่มสัมภาษณ์หรือ สาเหตุที่สนใจอยากสมัครงานตำแหน่งนี้ เพื่อลดความกังวล และเพิ่มความมั่นใจ นำเสนอจุดเด่นที่ตอบโจทย์การจ้างงานขององค์กร ควรทำความเข้าใจลักษณะองค์กร ธุรกิจ เนื้องานและความคาดหวัง เราจะได้ดึงมาแมตช์กับจุดเด่นในส่วนของทักษะและประสบการณ์ แล้วใช้นำเสนอกลับไปในระหว่างการสัมภาษณ์อย่างตรงจุด แสดงความอยากรู้จักกลับไปหาองค์กรบ้าง การตั้งคำถามเพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทในแง่มุมอื่น ไม่เพียงช่วยให้เห็นภาพอนาคตในองค์กรนั้นๆ มากขึ้น แต่ยังสะท้อนว่าเราให้ความสำคัญกับอนาคต เป็นคนมีแบบแผน รู้จักกำหนดเป้าหมายในใจชัดเจน สามารถคัดเลือกได้ว่าอะไรเหมาะ หรือไม่เหมาะกับตัวเอง อย่าพยายามปิดบังจุดอ่อนของตัวเองมากเกินไป หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายคนสัมภาษณ์งานไม่ผ่านอยู่บ่อยๆ ก็คือการปกปิดข้อเสียของตัวเอง เพราะเชื่อว่ายิ่ง “ไร้ที่ติ” ก็จะยิ่งมีโอกาสได้งาน เพราะในโลกความเป็นจริงนั้นไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบในทุกเรื่องและการยอมรับในจุดอ่อนยังสะท้อนถึง Growth mindset ที่องค์กรให้ความสำคัญด้วย แต่สำคัญกว่านั้นคือเมื่อรู้จักจุดอ่อนของตัวเองแล้ว เราเองก็ควรมีแผนที่จะก้าวข้ามข้อบกพร่องเหล่านั้นให้องค์กรมั่นใจที่จะจ้างงานมากขึ้นด้วย หลักการสำคัญไม่ใช่แค่การพูดถึงสิ่งที่ตัวเราชอบอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงวิธีคิดและมุมมองที่เรามีต่องาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนความสัมพันธ์ในองค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้างพิจารณาได้ว่าเราเหมาะกับงานนั้นหรือไม่ การแสดงความเป็นตัวเองอย่างมั่นใจและมีความจริงใจจะทำให้นายจ้างเห็นถึงตัวตน คุณค่า และศักยภาพที่แท้จริงและเพิ่มโอกาสให้เราได้งานที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### หมดเวลาของวิธีจ้างงานแบบเดิมๆ ถ้าอยากได้แคนดิเดทที่ดี องค์กรต้องรู้วิธีดึงดูดคนทำงาน หมดเวลาของวิธีจ้างงานแบบเดิมๆ ถ้าอยากได้แคนดิเดทที่ดี องค์กรต้องรู้วิธีดึงดูดคนทำงาน ปัจจุบันไม่ใช่แค่องค์กรที่เป็นฝ่ายเลือกพนักงานอย่างเดียว เพราะคนทำงานเองก็มีสิทธิคัดสรรคุณภาพของบริษัทเพื่อหาอนาคตกับสภาพแวดล้อมที่ดีต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าจะมีโอกาสแข่งขันในตลาดงานยุคนี้ องค์กรเองก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบภายในให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และดึงดูดผู้สมัครได้มากกว่าบริษัทอื่น เมื่อก่อนภาพจำของการจ้างงานส่วนใหญ่จะเป็นการ “ประกาศ” ลงตามช่องทางต่างๆ ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ - ออนไลน์ แต่ปัจจุบันการแข่งขันที่สูงขึ้น ยากขึ้น มีความท้าทายมากขึ้น ทำให้องค์กรต้องเดินหน้าสร้างความได้เปรียบด้วยวิธีการใหม่ๆ เพื่อแย่งชิงคนทำงานระดับท็อปมาเสริมทีมก่อนบริษัทคู่แข่ง เราจะเห็นกลยุทธ์หลากหลายรูปแบบที่บริษัทชั้นนำหยิบมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้บริการสรรหาพนักงานกับเอเจนซี นำเอาเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการจ้างงานภายใน โปรโมทวัฒนธรรมองค์กร นำเสนอสวัสดิการและรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ หรือแม้แต่วางแผนเจาะตลาดตั้งแต่ในสถานศึกษา ดังนั้นถ้าองค์กรยังคง “หยุดอยู่กับที่” เลือกฝากความหวังไว้กับวิธีจ้างงานที่ใช้กันมาหลายสิบปีโดยไม่ปรับตัวเข้าหากลยุทธ์ใหม่ๆ หรือพัฒนาระบบเลย ประตูของโอกาสสำเร็จก็จะเปิดได้แคบกว่าคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนากระบวนการจ้างงานโดยรวม องค์กรเองก็ต้องให้ความสำคัญกับหลายองค์ประกอบ อาทิ วัฒนธรรมองค์กร ระบบที่ทันสมัย แนวทางการพัฒนาผู้คน ความยืดหยุ่น โครงสร้างผลตอบแทน และโอกาสเติบโต เพื่อให้มีจุดแข็งที่สามารถดึงดูดคนทำงานได้จริงและเกิดภาพลักษณ์เป็น “บริษัทที่น่าร่วมงานด้วย” ปรับปรุงกระบวนการด้วยกลยุทธ์ที่ใช่สำหรับองค์กร 1) การสื่อสาร Employer Branding หากลองสังเกตจากผลการสำรวจอันดับบริษัทที่น่าทำงานด้วยในแต่ละปีจะเห็นว่าหลายบริษัทที่ติดอันดับก็มักจะมีชื่ออยู่ในสื่ออย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่ในภาพขององค์กรเท่านั้น แต่ Personal Branding ของผู้บริหารเองก็เป็นตัวที่ช่วยดึงดูด Talent จากวิสัยทัศน์ มุมมองต่อการทำงาน และเป้าหมายขององค์กรได้ดี ตัวอย่างองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมจุดเด่นให้ต่างจากคู่แข่ง • โอกาสที่องค์กรสามารถมอบให้ • ผู้คนที่นี่เป็นอย่างไร • เกียรติประวัติ ความสำเร็จขององค์กร • การทำงานที่นี่เป็นอย่างไร • ผลตอบแทนและสวัสดิการที่จะได้รับ 2) ออกแบบ Candidate Journey ปัจจุบันองค์กรไม่ได้แข่งขันกันในภาคธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ คุณภาพสูงซึ่งส่งผลต่อ Journey ของผู้สมัครในแต่ละองค์กรโดยตรง หากขั้นตอนใช้เวลานาน กระบวนการดูไม่มีประสิทธิภาพก็มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตัดสินใจถอนตัวจากตำแหน่งนั้นๆ ดังนั้นประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบวนการสมัครงานก็นับเป็นปัจจัยที่ผู้สมัครนำมาใช้ตัดสินใจเลือกองค์กรได้เช่นกัน แถมปัจจุบันหลายธุรกิจเริ่มสร้าง Journey ในรูปแบบใหม่ๆ โดยผู้สมัครสามารถเข้าถึงองค์กรได้ตั้งแต่ต้นทาง เช่น การออกบูธรับสมัครเด็กฝึกงานตั้งแต่มหาวิทยาลัย กลายเป็น Top of mind สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว 3) เข้าถึง Source และวิธีใหม่ในการสรรหาผู้สมัคร จากที่บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มีโอกาสติดต่อเข้าไปสอบถามองค์กรต่างๆ พบว่า 70% ยังใช้เฉพาะวิธีการหาผู้สมัครผ่านการประกาศงานอย่างเดียว โดยกระบวนการลักษณะนี้เรียกว่า Passive Recruitment ซึ่งอาจจะใช้ได้ผลดีกับการรับสมัครงาน “บางตำแหน่ง” เพราะการจ้างงานบางตำแหน่งก็ไม่ได้สำเร็จง่ายๆ เช่น ตำแหน่งที่มีการแข่งขันระหว่างองค์กรสูง ตำแหน่งที่มีจำนวนแคนดิเดทในตลาดค่อนข้างน้อย รวมถึงพนักงานระดับสูงที่เข้าถึงได้ยาก การเพิ่มตัวเลือกในการจ้างงานให้หลากหลายขึ้น มีช่องทางใหม่ๆ หรือแม้แต่ปรับวิธีคัดเลือกผู้สมัคร เช่น ลดข้อจำกัดของด้านอายุ และเน้นทักษะที่ใช้ได้จริงก็จะช่วยให้องค์กรเข้าใกล้แหล่งผู้สมัครที่ดีได้มากขึ้น 4) การใช้นวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา สุดท้ายแล้วเมื่อโลกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสร้างความแตกต่างในโลกการทำงาน องค์กรก็ต้องปรับตัวเข้ากับนวัตกรรมใหม่เหล่านั้นด้วยเช่นกัน สำหรับการจ้างงาน ปัจจุบันหลายองค์กรมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ระบบ ATS ใช้จัดระเบียบข้อมูลที่มีความกระจัดกระจาย ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของทีมงานอย่างเป็นระบบ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงลดโอกาสผิดพลาดของทีมงานหลังบ้าน แต่ยังมีส่วนพัฒนาประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากองค์กรให้ดีขึ้น กระบวนการต่างๆ มีความทันสมัย รวดเร็ว และแม่นยำ ยกระดับคุณภาพการจ้างงานภายในองค์กร ลดภาระงานซ้ำซ้อน ด้วยเครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### หมดเวลาของวิธีจ้างงานแบบเดิมๆ ถ้าอยากได้แคนดิเดทที่ดี องค์กรต้องรู้วิธีดึงดูดคนทำงาน หมดเวลาของวิธีจ้างงานแบบเดิมๆ ถ้าอยากได้แคนดิเดทที่ดี องค์กรต้องรู้วิธีดึงดูดคนทำงาน ปัจจุบันไม่ใช่แค่องค์กรที่เป็นฝ่ายเลือกพนักงานอย่างเดียว เพราะคนทำงานเองก็มีสิทธิคัดสรรคุณภาพของบริษัทเพื่อหาอนาคตกับสภาพแวดล้อมที่ดีต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าจะมีโอกาสแข่งขันในตลาดงานยุคนี้ องค์กรเองก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบภายในให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และดึงดูดผู้สมัครได้มากกว่าบริษัทอื่น เมื่อก่อนภาพจำของการจ้างงานส่วนใหญ่จะเป็นการ “ประกาศ” ลงตามช่องทางต่างๆ ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ - ออนไลน์ แต่ปัจจุบันการแข่งขันที่สูงขึ้น ยากขึ้น มีความท้าทายมากขึ้น ทำให้องค์กรต้องเดินหน้าสร้างความได้เปรียบด้วยวิธีการใหม่ๆ เพื่อแย่งชิงคนทำงานระดับท็อปมาเสริมทีมก่อนบริษัทคู่แข่ง เราจะเห็นกลยุทธ์หลากหลายรูปแบบที่บริษัทชั้นนำหยิบมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้บริการสรรหาพนักงานกับเอเจนซี นำเอาเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการจ้างงานภายใน โปรโมทวัฒนธรรมองค์กร นำเสนอสวัสดิการและรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ หรือแม้แต่วางแผนเจาะตลาดตั้งแต่ในสถานศึกษา ดังนั้นถ้าองค์กรยังคง “หยุดอยู่กับที่” เลือกฝากความหวังไว้กับวิธีจ้างงานที่ใช้กันมาหลายสิบปีโดยไม่ปรับตัวเข้าหากลยุทธ์ใหม่ๆ หรือพัฒนาระบบเลย ประตูของโอกาสสำเร็จก็จะเปิดได้แคบกว่าคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนากระบวนการจ้างงานโดยรวม องค์กรเองก็ต้องให้ความสำคัญกับหลายองค์ประกอบ อาทิ วัฒนธรรมองค์กร ระบบที่ทันสมัย แนวทางการพัฒนาผู้คน ความยืดหยุ่น โครงสร้างผลตอบแทน และโอกาสเติบโต เพื่อให้มีจุดแข็งที่สามารถดึงดูดคนทำงานได้จริงและเกิดภาพลักษณ์เป็น “บริษัทที่น่าร่วมงานด้วย” ปรับปรุงกระบวนการด้วยกลยุทธ์ที่ใช่สำหรับองค์กร 1) การสื่อสาร Employer Branding หากลองสังเกตจากผลการสำรวจอันดับบริษัทที่น่าทำงานด้วยในแต่ละปีจะเห็นว่าหลายบริษัทที่ติดอันดับก็มักจะมีชื่ออยู่ในสื่ออย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่ในภาพขององค์กรเท่านั้น แต่ Personal Branding ของผู้บริหารเองก็เป็นตัวที่ช่วยดึงดูด Talent จากวิสัยทัศน์ มุมมองต่อการทำงาน และเป้าหมายขององค์กรได้ดี ตัวอย่างองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมจุดเด่นให้ต่างจากคู่แข่ง • โอกาสที่องค์กรสามารถมอบให้ • ผู้คนที่นี่เป็นอย่างไร • เกียรติประวัติ ความสำเร็จขององค์กร • การทำงานที่นี่เป็นอย่างไร • ผลตอบแทนและสวัสดิการที่จะได้รับ 2) ออกแบบ Candidate Journey ปัจจุบันองค์กรไม่ได้แข่งขันกันในภาคธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ คุณภาพสูงซึ่งส่งผลต่อ Journey ของผู้สมัครในแต่ละองค์กรโดยตรง หากขั้นตอนใช้เวลานาน กระบวนการดูไม่มีประสิทธิภาพก็มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตัดสินใจถอนตัวจากตำแหน่งนั้นๆ ดังนั้นประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบวนการสมัครงานก็นับเป็นปัจจัยที่ผู้สมัครนำมาใช้ตัดสินใจเลือกองค์กรได้เช่นกัน แถมปัจจุบันหลายธุรกิจเริ่มสร้าง Journey ในรูปแบบใหม่ๆ โดยผู้สมัครสามารถเข้าถึงองค์กรได้ตั้งแต่ต้นทาง เช่น การออกบูธรับสมัครเด็กฝึกงานตั้งแต่มหาวิทยาลัย กลายเป็น Top of mind สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว 3) เข้าถึง Source และวิธีใหม่ในการสรรหาผู้สมัคร จากที่บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มีโอกาสติดต่อเข้าไปสอบถามองค์กรต่างๆ พบว่า 70% ยังใช้เฉพาะวิธีการหาผู้สมัครผ่านการประกาศงานอย่างเดียว โดยกระบวนการลักษณะนี้เรียกว่า Passive Recruitment ซึ่งอาจจะใช้ได้ผลดีกับการรับสมัครงาน “บางตำแหน่ง” เพราะการจ้างงานบางตำแหน่งก็ไม่ได้สำเร็จง่ายๆ เช่น ตำแหน่งที่มีการแข่งขันระหว่างองค์กรสูง ตำแหน่งที่มีจำนวนแคนดิเดทในตลาดค่อนข้างน้อย รวมถึงพนักงานระดับสูงที่เข้าถึงได้ยาก การเพิ่มตัวเลือกในการจ้างงานให้หลากหลายขึ้น มีช่องทางใหม่ๆ หรือแม้แต่ปรับวิธีคัดเลือกผู้สมัคร เช่น ลดข้อจำกัดของด้านอายุ และเน้นทักษะที่ใช้ได้จริงก็จะช่วยให้องค์กรเข้าใกล้แหล่งผู้สมัครที่ดีได้มากขึ้น 4) การใช้นวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา สุดท้ายแล้วเมื่อโลกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสร้างความแตกต่างในโลกการทำงาน องค์กรก็ต้องปรับตัวเข้ากับนวัตกรรมใหม่เหล่านั้นด้วยเช่นกัน สำหรับการจ้างงาน ปัจจุบันหลายองค์กรมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ระบบ ATS ใช้จัดระเบียบข้อมูลที่มีความกระจัดกระจาย ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของทีมงานอย่างเป็นระบบ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงลดโอกาสผิดพลาดของทีมงานหลังบ้าน แต่ยังมีส่วนพัฒนาประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากองค์กรให้ดีขึ้น กระบวนการต่างๆ มีความทันสมัย รวดเร็ว และแม่นยำ ยกระดับคุณภาพการจ้างงานภายในองค์กร ลดภาระงานซ้ำซ้อน ด้วยเครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### 4 Steps สัมภาษณ์งาน สอบผ่านได้ทุกที่ 4 Steps สัมภาษณ์งาน สอบผ่านได้ทุกที่ มีหลายเหตุผลที่ทำให้การสัมภาษณ์งานดูเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้สมัคร ไม่ว่าจะด้วยความกดดัน ความคาดหวัง คำถาม หรือการเตรียมตัว และกว่าจะผ่านเข้ามาถึงจุดนี้ก็ไม่ง่าย ใช้เวลาไปก็ไม่น้อย ดังนั้นเราต้องมองไปถึงผลลัพธ์สูงสุดอย่างการ “ถูกจ้างงาน” เท่านั้น! อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้การแข่งขันระหว่างผู้สมัครก็สูงขึ้นมาก มองไปทางไหนก็เจอแต่คนเก่งอัดแน่นกันอยู่เต็มตลาด การทำให้องค์กรมั่นใจว่าเราคือ “คนที่ใช่” จึงเป็นคำตอบ สำหรับใครที่ไม่มั่นใจในสกิลสัมภาษณ์งานของตัวเองก็อย่าเพิ่งท้อใจ Reeracoen Thailand มี 4 Steps ช่วยพัฒนาเทคนิคไปสมัครที่ไหนก็สอบผ่านและมีโอกาสคว้างานในฝันกันได้ไม่ยาก อะไรคือหัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์งาน หนึ่งในความเข้าใจผิดที่หลายคนมีเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานคือการมองว่าเราเป็น “ตัวเลือก” ขององค์กรเพียงอย่างเดียว ซึ่งอันที่จริงแล้วควรเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝ่าย ไม่ใช่แค่นายจ้างเลือกเรา แต่เราเองก็เป็นคนที่เลือกงานด้วยเช่นกัน หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การใช้เวลาในห้องสัมภาษณ์อย่างคุ้มค่า สามารถสื่อสาร เคลียร์ข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ได้ครบถ้วน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมั่นใจว่าจะเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของกันและกัน การทำให้องค์กรมั่นใจ แม้จะมีเวลาในห้องสัมภาษณ์ไม่กี่ชั่วโมง สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราเข้าใจตัวงาน และความคาดหวังขององค์กร แค่สังเกตเนื้อหาบน Job description (รายละเอียดประกาศงาน) ที่มักจะมี “คำใบ้” แอบแฝงไว้ให้ผู้สมัครได้ทำการบ้านล่วงหน้า เช่น ลักษณะของคนที่เหมาะกับงาน รูปแบบประสบการณ์ที่บริษัทมองหา คลิกอ่าน วิธีเพิ่มโอกาสคว้างานจากการวิเคราะห์ Job description ได้ที่นี่ 4 Steps สัมภาษณ์งาน สอบผ่านได้ทุกที่ เมื่อเรามีความเข้าใจเป้าหมายการจ้างงานของบริษัทที่ได้จากการวิเคราะห์ Job description ไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่อมาคือการนำตัวเองเข้าไปเติมเต็มช่องว่างต่างๆ เพื่อตอบสนองกับความคาดหวังขององค์กรให้มากที่สุด โดยออกแบบเนื้อหาที่สามารถดึงดูดนายจ้างได้ตั้งแต่ต้นจนจบ การแนะนำตัว สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกในการสัมภาษณ์งานก็คือ “แนะนำตัว” เพื่อทำความรู้จักกันเบื้องต้นก่อนลงรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าไม่ได้สำคัญเท่าการตอบคำถาม แต่ความจริงการแนะนำตัวที่ดีนั้นช่วยสร้างความโดดเด่นได้มาก เพราะหลายคนไม่รู้ว่านอกจาก ชื่อ ประวัติการศึกษา งานปัจจุบัน ยังมีประเด็นอีกมากมายที่ยิ่งทวีคูณความน่าสนใจ เช่น ประสบการณ์และผลงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่สมัคร งานปัจจุบันคล้ายหรือแตกต่างกับตำแหน่งนี้อย่างไร อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในบริษัทนี้ คลิกอ่าน สัมภาษณ์งาน แนะนำตัวอย่างไรให้น่าจดจำ ได้ที่นี่ เล่าเรื่องการทำงานให้เห็นภาพ องค์กรย่อมอยากรู้ว่าเราเก่งด้านไหน มีความสามารถอย่างไร เพียงแต่วิธีบอกเล่าควรลง “รายละเอียด” ให้เห็นภาพ มีการยกตัวอย่างสถานการณ์ สะท้อนแนวคิด รูปแบบการทำงาน ไม่ใช่บอกว่าทำอะไรเป็นบ้างซึ่งไม่ต่างกับไปนั่งอ่านเรซูเม่ให้ฟัง เพราะถ้าถึงขั้นได้นัดเข้ามานั่งสัมภาษณ์แล้ว ประเด็นเรื่องของคุณสมบัติก็คงไม่ใช่ข้อกังขาที่น่ากังวล สิ่งที่สำคัญกว่าการทำความรู้จักตัวตน ทัศนคติ และพลังงานซึ่งอาจเป็น “จุดเปลี่ยนเกม” ของผู้สมัครแต่ละคน เนื่องจาก บางคนอาจมีคุณสมบัติเข้าขั้นดีมาก แต่ถ้าไม่สามารถถ่ายทอด “เรื่องราว” ของตัวเอง สัมภาษณ์ตั้งนานก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมถึงอยากเข้ามาทำงานในบริษัทของเขาก็คงไม่สามารถตัดสินใจรับเข้ามาทำงานได้ อธิบายแผนงานและเป้าหมายในอนาคต นอกเหนือจากผลงานที่ดี ช่วยสร้างอิมแพคในองค์กรได้จริง เป้าหมายที่ถูกคาดหวังทุกครั้งที่มีการจ้างงานก็คือความสำเร็จในระยะยาวของผู้สมัครและบริษัท ดังนั้นเราจึงมักจะเจอคำถามประมาณว่า “อนาคตอยากทำอะไร” หรือ “มองตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” เพื่อศึกษาแนวคิด และดูทิศทางเป้าหมายของผู้สมัคร หากมองในจุดเดียวกันก็มีโอกาสได้คะแนนบวกสูง ถ้ายังคิดไม่ออกว่าเป้าหมายส่วนตัวของเราคืออะไรก็สามารถอิงจาก “ทิศทางธุรกิจของบริษัท” หรือคิดถึงผลงานที่จะประดับหน้าหน้าเรซูเม่ในอนาคตก็ได้ ตอบให้ได้ว่าทำไมบริษัทต้องจ้างเรา “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” คงเป็นคำถามสัมภาษณ์งานที่หลายคนไม่ชอบ เพราะถ้าตื่นเต้นจนเรียบเรียงคำตอบออกมาไม่ดี หรือมีใจความเชิงลบก็มีสิทธิที่จะถูกตัดออกจากลิสต์ผู้ท้าชิงตำแหน่งได้ทันที ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจว่าทำไมถึงต้องถามและอะไรคือคำตอบที่นายจ้างคาดหวังจะได้ยิน ต้องอธิบายว่าส่วนใหญ่ผู้สมัครที่ได้เข้ามาสัมภาษณ์จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเพราะผ่านการคัดสเปคมาแล้วเบื้องต้น ขั้นตอนถัดไปจึงต้องตามหา “ความแตกต่าง” ของแต่ละคนซึ่งจะไปวัดกันที่ประสบการณ์ส่วนตัว ทัศนคติหรือแม้แต่ทักษะอื่นๆ เช่น ความเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา ฯลฯ ดังนั้นคำถามปลายเปิดอย่าง “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” จะทำให้เราต้องใช้ทักษะหลายอย่างเพื่อรับมือความกดดันและสะท้อนตัวตนของผู้สมัครผ่านการคำตอบที่ได้รับกลับมา ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### 4 Steps สัมภาษณ์งาน สอบผ่านได้ทุกที่ 4 Steps สัมภาษณ์งาน สอบผ่านได้ทุกที่ มีหลายเหตุผลที่ทำให้การสัมภาษณ์งานดูเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้สมัคร ไม่ว่าจะด้วยความกดดัน ความคาดหวัง คำถาม หรือการเตรียมตัว และกว่าจะผ่านเข้ามาถึงจุดนี้ก็ไม่ง่าย ใช้เวลาไปก็ไม่น้อย ดังนั้นเราต้องมองไปถึงผลลัพธ์สูงสุดอย่างการ “ถูกจ้างงาน” เท่านั้น! อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้การแข่งขันระหว่างผู้สมัครก็สูงขึ้นมาก มองไปทางไหนก็เจอแต่คนเก่งอัดแน่นกันอยู่เต็มตลาด การทำให้องค์กรมั่นใจว่าเราคือ “คนที่ใช่” จึงเป็นคำตอบ สำหรับใครที่ไม่มั่นใจในสกิลสัมภาษณ์งานของตัวเองก็อย่าเพิ่งท้อใจ Reeracoen Thailand มี 4 Steps ช่วยพัฒนาเทคนิคไปสมัครที่ไหนก็สอบผ่านและมีโอกาสคว้างานในฝันกันได้ไม่ยาก อะไรคือหัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์งาน หนึ่งในความเข้าใจผิดที่หลายคนมีเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานคือการมองว่าเราเป็น “ตัวเลือก” ขององค์กรเพียงอย่างเดียว ซึ่งอันที่จริงแล้วควรเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝ่าย ไม่ใช่แค่นายจ้างเลือกเรา แต่เราเองก็เป็นคนที่เลือกงานด้วยเช่นกัน หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การใช้เวลาในห้องสัมภาษณ์อย่างคุ้มค่า สามารถสื่อสาร เคลียร์ข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ได้ครบถ้วน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมั่นใจว่าจะเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของกันและกัน การทำให้องค์กรมั่นใจ แม้จะมีเวลาในห้องสัมภาษณ์ไม่กี่ชั่วโมง สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราเข้าใจตัวงาน และความคาดหวังขององค์กร แค่สังเกตเนื้อหาบน Job description (รายละเอียดประกาศงาน) ที่มักจะมี “คำใบ้” แอบแฝงไว้ให้ผู้สมัครได้ทำการบ้านล่วงหน้า เช่น ลักษณะของคนที่เหมาะกับงาน รูปแบบประสบการณ์ที่บริษัทมองหา คลิกอ่าน วิธีเพิ่มโอกาสคว้างานจากการวิเคราะห์ Job description ได้ที่นี่ 4 Steps สัมภาษณ์งาน สอบผ่านได้ทุกที่ เมื่อเรามีความเข้าใจเป้าหมายการจ้างงานของบริษัทที่ได้จากการวิเคราะห์ Job description ไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่อมาคือการนำตัวเองเข้าไปเติมเต็มช่องว่างต่างๆ เพื่อตอบสนองกับความคาดหวังขององค์กรให้มากที่สุด โดยออกแบบเนื้อหาที่สามารถดึงดูดนายจ้างได้ตั้งแต่ต้นจนจบ การแนะนำตัว สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกในการสัมภาษณ์งานก็คือ “แนะนำตัว” เพื่อทำความรู้จักกันเบื้องต้นก่อนลงรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าไม่ได้สำคัญเท่าการตอบคำถาม แต่ความจริงการแนะนำตัวที่ดีนั้นช่วยสร้างความโดดเด่นได้มาก เพราะหลายคนไม่รู้ว่านอกจาก ชื่อ ประวัติการศึกษา งานปัจจุบัน ยังมีประเด็นอีกมากมายที่ยิ่งทวีคูณความน่าสนใจ เช่น ประสบการณ์และผลงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่สมัคร งานปัจจุบันคล้ายหรือแตกต่างกับตำแหน่งนี้อย่างไร อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในบริษัทนี้ คลิกอ่าน สัมภาษณ์งาน แนะนำตัวอย่างไรให้น่าจดจำ ได้ที่นี่ เล่าเรื่องการทำงานให้เห็นภาพ องค์กรย่อมอยากรู้ว่าเราเก่งด้านไหน มีความสามารถอย่างไร เพียงแต่วิธีบอกเล่าควรลง “รายละเอียด” ให้เห็นภาพ มีการยกตัวอย่างสถานการณ์ สะท้อนแนวคิด รูปแบบการทำงาน ไม่ใช่บอกว่าทำอะไรเป็นบ้างซึ่งไม่ต่างกับไปนั่งอ่านเรซูเม่ให้ฟัง เพราะถ้าถึงขั้นได้นัดเข้ามานั่งสัมภาษณ์แล้ว ประเด็นเรื่องของคุณสมบัติก็คงไม่ใช่ข้อกังขาที่น่ากังวล สิ่งที่สำคัญกว่าการทำความรู้จักตัวตน ทัศนคติ และพลังงานซึ่งอาจเป็น “จุดเปลี่ยนเกม” ของผู้สมัครแต่ละคน เนื่องจาก บางคนอาจมีคุณสมบัติเข้าขั้นดีมาก แต่ถ้าไม่สามารถถ่ายทอด “เรื่องราว” ของตัวเอง สัมภาษณ์ตั้งนานก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมถึงอยากเข้ามาทำงานในบริษัทของเขาก็คงไม่สามารถตัดสินใจรับเข้ามาทำงานได้ อธิบายแผนงานและเป้าหมายในอนาคต นอกเหนือจากผลงานที่ดี ช่วยสร้างอิมแพคในองค์กรได้จริง เป้าหมายที่ถูกคาดหวังทุกครั้งที่มีการจ้างงานก็คือความสำเร็จในระยะยาวของผู้สมัครและบริษัท ดังนั้นเราจึงมักจะเจอคำถามประมาณว่า “อนาคตอยากทำอะไร” หรือ “มองตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” เพื่อศึกษาแนวคิด และดูทิศทางเป้าหมายของผู้สมัคร หากมองในจุดเดียวกันก็มีโอกาสได้คะแนนบวกสูง ถ้ายังคิดไม่ออกว่าเป้าหมายส่วนตัวของเราคืออะไรก็สามารถอิงจาก “ทิศทางธุรกิจของบริษัท” หรือคิดถึงผลงานที่จะประดับหน้าหน้าเรซูเม่ในอนาคตก็ได้ ตอบให้ได้ว่าทำไมบริษัทต้องจ้างเรา “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” คงเป็นคำถามสัมภาษณ์งานที่หลายคนไม่ชอบ เพราะถ้าตื่นเต้นจนเรียบเรียงคำตอบออกมาไม่ดี หรือมีใจความเชิงลบก็มีสิทธิที่จะถูกตัดออกจากลิสต์ผู้ท้าชิงตำแหน่งได้ทันที ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจว่าทำไมถึงต้องถามและอะไรคือคำตอบที่นายจ้างคาดหวังจะได้ยิน ต้องอธิบายว่าส่วนใหญ่ผู้สมัครที่ได้เข้ามาสัมภาษณ์จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเพราะผ่านการคัดสเปคมาแล้วเบื้องต้น ขั้นตอนถัดไปจึงต้องตามหา “ความแตกต่าง” ของแต่ละคนซึ่งจะไปวัดกันที่ประสบการณ์ส่วนตัว ทัศนคติหรือแม้แต่ทักษะอื่นๆ เช่น ความเป็นผู้นำ การแก้ปัญหา ฯลฯ ดังนั้นคำถามปลายเปิดอย่าง “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” จะทำให้เราต้องใช้ทักษะหลายอย่างเพื่อรับมือความกดดันและสะท้อนตัวตนของผู้สมัครผ่านการคำตอบที่ได้รับกลับมา ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### การจ้างงานในปี 2024 ทำไมองค์กรยุคนี้ควรมี Talent Pool เป็นของตัวเอง การจ้างงานในปี 2024 ทำไมองค์กรยุคนี้ควรมี Talent Pool เป็นของตัวเอง หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ธุรกิจในปัจจุบันกำลังเผชิญกันทั่วโลกก็คือความท้าทายในการจ้างงานเพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การสรรหา คัดกรอง และโน้มน้าวให้ผู้สมัครตกลงเริ่มงาน โดยมีความซับซ้อนมากขึ้นจากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น 1. ผู้สมัครยังขาดทักษะ (Skills Gap) หลายองค์กรพบว่าผู้สมัครที่มีทักษะเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้นมีอยู่จำกัด เพราะการพัฒนาของนวัตกรรมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทักษะที่จำเป็นต้องนำมาปรับใช้กับการทำงานก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย 2. การแข่งขันระหว่างองค์กร (War for Talent) เมื่อผู้สมัครที่มีศักยภาพมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด จึงเกิดการแข่งขังระหว่างองค์กรเพื่อแย่งชิงบุคลากรความสามารถสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ช่วงกำลังเติบโต เช่น เทคโนโลยี การเงิน และสายสุขภาพ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ ใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ ให้องค์กรโดดเด่นกว่าใคร 3. ความคาดหวังที่เปลี่ยนไป (Candidate’s Expectation) คนทำงานรุ่นใหม่ในทุกวันนี้มีความคาดหวังที่แตกต่างจากรุ่นก่อนๆ เช่น มองหาความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexibility) เน้นให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากขึ้น และต้องการงานที่ให้คุณค่าตรงตามเป้าหมายของตัวเอง หลายองค์กรจึงต้องพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เป็นที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ ความจริงยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ยิ่งทวีคูณความยากในการจ้างงาน อาทิ ประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับ ระยะเวลาที่ใช้ไปกับแต่ละขั้นตอน เงินเดือน สวัสดิการ และความสามารถในการแข่งขันของบริษัท เคยสังเกตไหมว่าทำไมในปัจจุบันหลายบริษัทชั้นนำมักจะนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาปรับใช้ในกระบวนการจ้างงานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Employer branding หรือใช้วิธีจองตัวตั้งแต่ในสถานศึกษา เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าวิธีการจ้างงานแบบเดิมๆ ที่ประกาศแล้วรอให้คนมาสมัครนั้นไม่เพียงพออีกต่อการได้คนอีกต่อไป ถ้าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการแข่งขันจ้างงาน องค์กรจำเป็นต้องมีช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้เร็วและต้องมีจุดเด่นที่กระตุ้นทำให้ผู้สมัครตัดสินใจเข้ามาร่วมงาน การแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาทั้งปัจจัยภายใน รวมถึงการปรับตัวตามแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงของตลาดงานด้วย ดังนั้น “การเก็บข้อมูล” จึงเป็นทางออกของทุกปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญและนำไปสู่การสร้าง “ฐานผู้สมัคร” ที่ถูกคัดกรองไว้แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในงานบริหารบุคคลในยุคนี้ Talent pool ในองค์กรกับโอกาสการจ้างงานที่มากขึ้น การมี Talent Pool ในองค์กรถือว่ามีประโยชน์มากสำหรับการจ้างงานทั้งช่วยเตรียมความพร้อมในการจ้างงาน และการแข่งขันในตลาดแรงงาน ประหยัดเวลาและลดงาน Operation ของ HR การมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่ถูกคัดกรองไว้ในระบบแล้วช่วยองค์กรสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้สมัครที่มีคุณภาพได้ทันที จึงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการหาผู้สมัครใหม่ได้ค่อนข้างมาก การเตรียมตัวสำหรับความต้องการในอนาคต วางแผนเตรียมพร้อมรองรับการจ้างงานอนาคตได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อขยายธุรกิจ พัฒนาโปรเจกต์ใหม่ หรือแม้แต่เติมเต็มตำแหน่งว่าง ทำให้องค์กรมีความต่อเนื่อง และพัฒนาธุรกิจได้แบบไร้รอยต่อ ช่วยรักษาความสัมพันธ์กับผู้สมัครที่มีศักยภาพ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคที่การแข่งขันสูงแบบปัจจุบัน มีโอกาสที่ผู้สมัครจะถูกทาบทามจากบริษัทคู่แข่งได้ทุกเมื่อ ดังนั้นการมีฐานข้อมูลจะทำให้องค์กรสามารถติดต่ออัปเดตกับกลุ่มเป้าหมายทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยง และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น ลดการพึ่งพาการหาบุคลากรจากภายนอก การจ้างงานทุกครั้งมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะจากตัวเลือกอย่างเว็บประกาศงาน หรือบริการในรูปแบบอื่นๆ แต่ถ้าหากองค์กรมี Talent Pool เป็นของตัวเอง การพึ่งพาจากภายนอกก็จะมีความจำเป็นน้อยลง ดังนั้นนอกจากทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานแล้วยังช่วยยกระดับความสามารถในการจ้างงานภายในองค์กรเองด้วย ลดขั้นตอนการ Operate ลีนองค์กรได้มากขึ้น ด้วยระบบการทำงานที่เพิ่มความคล่องตัวอย่างมีประสิทธิภาพ คนทำงาน HR คงพอคุ้นเคยกับคำว่า Applicant Tracking System กันมาบ้างโดยระบบดังกล่าวก็คือเครื่องมือบริหารการจ้างงาน และจัดเก็บข้อมูลผู้สมัคร ถือเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของฝ่าย HR ภายในองค์กรได้แก่ ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพ จุดเด่นของระบบ ATS คือช่วยให้การจัดการเอกสาร เช่น เรซูเม่ CV หรือข้อมูลอื่นๆ ของผู้สมัครเป็นมีระเบียบและปลอดภัยมากขึ้น เพราะสามารถเก็บรวบรวมทั้งหมดไว้ในที่เดียวทำให้การค้นหาและติดตามผู้สมัครเป็นไปอย่างรวดเร็ว การสื่อสารภายในองค์กร ช่วยให้ทีม HR สื่อสารกับผู้สมัครในแต่ละขั้นตอนได้อย่างแม่นยำ เช่น ส่งอีเมลแจ้งผลสัมภาษณ์ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมก็ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังสะดวกต่อการประสานงานระหว่างทีม โดยสามารถตรวจสอบความเรียบร้อย ติดตามกระบวนการต่างๆและอัปเดตผลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดเก็บ และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลผู้สมัครที่เข้ามาในระบบ ทั้งที่อยู่ระหว่างกระบวนการ หรือแม้แต่ปิด Process ไปแล้วก็ตาม โดยสามารถเรียกดูได้ย้อนหลัง เช่น ฟีดแบค จุดเด่น หรือความคิดเห็นอื่นๆ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจ้างงานตำแหน่งอื่นๆ ในอนาคตได้ เพราะบางครั้งผู้สมัครที่เข้ามาอาจยังอยู่ในช่วงที่จังหวะเวลาไม่เหมาะสม พิจารณาแล้วมีศักยภาพสูง เพียงแต่มีบางปัจจัยที่ไม่พอดีกันในขณะนั้น กรณีดังกล่าวถ้าจะปล่อยให้ “ผ่านแล้วผ่านไป” ก็น่าเสียดายเพราะถ้ายังมีข้อมูลอยู่ก็สามารถนำมาเป็นตัวเลือกที่ดีได้เหมือนกัน ช่วยวิเคราะห์และประเมินผลงานด้านทรัพยากรบุคคล ระบบ ATS สามารถเป็นเครื่องช่วยเก็บสถิติการทำงานในด้านต่างๆ และดึงออกมาใช้วิเคราะห์กระบวนการจ้างงานเพื่อหาจุดปรับปรุง เช่น เวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน หรือตำแหน่งที่มี Turnover สูง ทำให้ HR มีข้อมูลไว้เปรียบเทียบและพัฒนาการจ้างงาน นำไปสู่ประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากการสมัครงานในบริษัททั้งการตอบสนอง ระยะเวลา และความสมบูรณ์แบบของทีมงาน การมี Talent Pool จากระบบจัดเก็บข้อมูลผู้สมัครภายในองค์กรทำให้กระบวนการจ้างงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยและช่วยให้ได้องค์กรแข่งขันในการจ้างงานได้อย่างมั่นคง ถึงเวลายกระดับคุณภาพการจ้างงานภายในองค์กร ลดภาระงานซ้ำซ้อน ด้วยเครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### การจ้างงานในปี 2024 ทำไมองค์กรยุคนี้ควรมี Talent Pool เป็นของตัวเอง การจ้างงานในปี 2024 ทำไมองค์กรยุคนี้ควรมี Talent Pool เป็นของตัวเอง หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ธุรกิจในปัจจุบันกำลังเผชิญกันทั่วโลกก็คือความท้าทายในการจ้างงานเพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่การสรรหา คัดกรอง และโน้มน้าวให้ผู้สมัครตกลงเริ่มงาน โดยมีความซับซ้อนมากขึ้นจากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น 1. ผู้สมัครยังขาดทักษะ (Skills Gap) หลายองค์กรพบว่าผู้สมัครที่มีทักษะเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้นมีอยู่จำกัด เพราะการพัฒนาของนวัตกรรมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทักษะที่จำเป็นต้องนำมาปรับใช้กับการทำงานก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย 2. การแข่งขันระหว่างองค์กร (War for Talent) เมื่อผู้สมัครที่มีศักยภาพมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด จึงเกิดการแข่งขังระหว่างองค์กรเพื่อแย่งชิงบุคลากรความสามารถสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ช่วงกำลังเติบโต เช่น เทคโนโลยี การเงิน และสายสุขภาพ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ ใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ ให้องค์กรโดดเด่นกว่าใคร 3. ความคาดหวังที่เปลี่ยนไป (Candidate’s Expectation) คนทำงานรุ่นใหม่ในทุกวันนี้มีความคาดหวังที่แตกต่างจากรุ่นก่อนๆ เช่น มองหาความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexibility) เน้นให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากขึ้น และต้องการงานที่ให้คุณค่าตรงตามเป้าหมายของตัวเอง หลายองค์กรจึงต้องพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เป็นที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ ความจริงยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ยิ่งทวีคูณความยากในการจ้างงาน อาทิ ประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับ ระยะเวลาที่ใช้ไปกับแต่ละขั้นตอน เงินเดือน สวัสดิการ และความสามารถในการแข่งขันของบริษัท เคยสังเกตไหมว่าทำไมในปัจจุบันหลายบริษัทชั้นนำมักจะนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาปรับใช้ในกระบวนการจ้างงานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Employer branding หรือใช้วิธีจองตัวตั้งแต่ในสถานศึกษา เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าวิธีการจ้างงานแบบเดิมๆ ที่ประกาศแล้วรอให้คนมาสมัครนั้นไม่เพียงพออีกต่อการได้คนอีกต่อไป ถ้าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการแข่งขันจ้างงาน องค์กรจำเป็นต้องมีช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้เร็วและต้องมีจุดเด่นที่กระตุ้นทำให้ผู้สมัครตัดสินใจเข้ามาร่วมงาน การแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาทั้งปัจจัยภายใน รวมถึงการปรับตัวตามแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงของตลาดงานด้วย ดังนั้น “การเก็บข้อมูล” จึงเป็นทางออกของทุกปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญและนำไปสู่การสร้าง “ฐานผู้สมัคร” ที่ถูกคัดกรองไว้แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในงานบริหารบุคคลในยุคนี้ Talent pool ในองค์กรกับโอกาสการจ้างงานที่มากขึ้น การมี Talent Pool ในองค์กรถือว่ามีประโยชน์มากสำหรับการจ้างงานทั้งช่วยเตรียมความพร้อมในการจ้างงาน และการแข่งขันในตลาดแรงงาน ประหยัดเวลาและลดงาน Operation ของ HR การมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่ถูกคัดกรองไว้ในระบบแล้วช่วยองค์กรสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้สมัครที่มีคุณภาพได้ทันที จึงช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการหาผู้สมัครใหม่ได้ค่อนข้างมาก การเตรียมตัวสำหรับความต้องการในอนาคต วางแผนเตรียมพร้อมรองรับการจ้างงานอนาคตได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อขยายธุรกิจ พัฒนาโปรเจกต์ใหม่ หรือแม้แต่เติมเต็มตำแหน่งว่าง ทำให้องค์กรมีความต่อเนื่อง และพัฒนาธุรกิจได้แบบไร้รอยต่อ ช่วยรักษาความสัมพันธ์กับผู้สมัครที่มีศักยภาพ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคที่การแข่งขันสูงแบบปัจจุบัน มีโอกาสที่ผู้สมัครจะถูกทาบทามจากบริษัทคู่แข่งได้ทุกเมื่อ ดังนั้นการมีฐานข้อมูลจะทำให้องค์กรสามารถติดต่ออัปเดตกับกลุ่มเป้าหมายทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยง และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น ลดการพึ่งพาการหาบุคลากรจากภายนอก การจ้างงานทุกครั้งมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะจากตัวเลือกอย่างเว็บประกาศงาน หรือบริการในรูปแบบอื่นๆ แต่ถ้าหากองค์กรมี Talent Pool เป็นของตัวเอง การพึ่งพาจากภายนอกก็จะมีความจำเป็นน้อยลง ดังนั้นนอกจากทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานแล้วยังช่วยยกระดับความสามารถในการจ้างงานภายในองค์กรเองด้วย ลดขั้นตอนการ Operate ลีนองค์กรได้มากขึ้น ด้วยระบบการทำงานที่เพิ่มความคล่องตัวอย่างมีประสิทธิภาพ คนทำงาน HR คงพอคุ้นเคยกับคำว่า Applicant Tracking System กันมาบ้างโดยระบบดังกล่าวก็คือเครื่องมือบริหารการจ้างงาน และจัดเก็บข้อมูลผู้สมัคร ถือเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของฝ่าย HR ภายในองค์กรได้แก่ ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพ จุดเด่นของระบบ ATS คือช่วยให้การจัดการเอกสาร เช่น เรซูเม่ CV หรือข้อมูลอื่นๆ ของผู้สมัครเป็นมีระเบียบและปลอดภัยมากขึ้น เพราะสามารถเก็บรวบรวมทั้งหมดไว้ในที่เดียวทำให้การค้นหาและติดตามผู้สมัครเป็นไปอย่างรวดเร็ว การสื่อสารภายในองค์กร ช่วยให้ทีม HR สื่อสารกับผู้สมัครในแต่ละขั้นตอนได้อย่างแม่นยำ เช่น ส่งอีเมลแจ้งผลสัมภาษณ์ หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมก็ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังสะดวกต่อการประสานงานระหว่างทีม โดยสามารถตรวจสอบความเรียบร้อย ติดตามกระบวนการต่างๆและอัปเดตผลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดเก็บ และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลผู้สมัครที่เข้ามาในระบบ ทั้งที่อยู่ระหว่างกระบวนการ หรือแม้แต่ปิด Process ไปแล้วก็ตาม โดยสามารถเรียกดูได้ย้อนหลัง เช่น ฟีดแบค จุดเด่น หรือความคิดเห็นอื่นๆ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจ้างงานตำแหน่งอื่นๆ ในอนาคตได้ เพราะบางครั้งผู้สมัครที่เข้ามาอาจยังอยู่ในช่วงที่จังหวะเวลาไม่เหมาะสม พิจารณาแล้วมีศักยภาพสูง เพียงแต่มีบางปัจจัยที่ไม่พอดีกันในขณะนั้น กรณีดังกล่าวถ้าจะปล่อยให้ “ผ่านแล้วผ่านไป” ก็น่าเสียดายเพราะถ้ายังมีข้อมูลอยู่ก็สามารถนำมาเป็นตัวเลือกที่ดีได้เหมือนกัน ช่วยวิเคราะห์และประเมินผลงานด้านทรัพยากรบุคคล ระบบ ATS สามารถเป็นเครื่องช่วยเก็บสถิติการทำงานในด้านต่างๆ และดึงออกมาใช้วิเคราะห์กระบวนการจ้างงานเพื่อหาจุดปรับปรุง เช่น เวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน หรือตำแหน่งที่มี Turnover สูง ทำให้ HR มีข้อมูลไว้เปรียบเทียบและพัฒนาการจ้างงาน นำไปสู่ประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากการสมัครงานในบริษัททั้งการตอบสนอง ระยะเวลา และความสมบูรณ์แบบของทีมงาน การมี Talent Pool จากระบบจัดเก็บข้อมูลผู้สมัครภายในองค์กรทำให้กระบวนการจ้างงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยและช่วยให้ได้องค์กรแข่งขันในการจ้างงานได้อย่างมั่นคง ถึงเวลายกระดับคุณภาพการจ้างงานภายในองค์กร ลดภาระงานซ้ำซ้อน ด้วยเครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### 4 เหตุผลทำไมใกล้สิ้นปี ถึงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางาน 4 เหตุผลทำไมใกล้สิ้นปี ถึงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางาน “ปีใหม่ งานใหม่” การย้ายงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อาชีพ โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่ตลาดงานกำลังพีคและเต็มไปด้วยโอกาสมักจะเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญเมื่อเริ่มปีปฏิทินใหม่อยู่เสมอ แต่ในอีกมุม การเข้าสู่ตลาดหางานในช่วงต้นปีก็นับว่าไม่ง่าย เพราะการแข่งขันที่สูงกว่าปกติ แถมมีเวลาเตรียมตัวอย่างจำกัดไหนจะความกดดันกับความไม่แน่นอนจากฝั่งองค์กร ถ้าเราขยับตัวให้ไวขึ้นกว่าคนอื่นอีกสักหน่อย เตรียมพร้อมหางานใหม่รอไว้ก่อนใครตั้งแต่ช่วงใกล้สิ้นปีหรือเพิ่มช่องทางอื่นๆ เป็นตัวช่วยให้มีโอกาสมากกว่าเดิม วิธีเหล่านี้อาจช่วยให้เราได้เปรียบมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพามาดู 4 เหตุผลทำไมใกล้สิ้นปีถึงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางาน งานใหม่ที่ดีอยู่ในช่วงเริ่มต้นปีเท่านั้นจริงไหม? สาเหตุที่หลายคนชอบตบเท้าเข้าสู่ตลาดงานในช่วงต้นปีเป็นเพราะรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม เช่น รอโบนัสจากบริษัทซึ่งมักจะจ่ายช่วงต้นปี (เดือน 1) หรือกลางปี (เดือน 7) ประกอบกับบริษัทต่างๆ กลับมาแข่งขันกันด้วยไฟที่ยังสด มาพร้อมกับแผนงานใหม่ เปิดแผนกใหม่ หรือขยายกิจการ ทำให้ตลาดงานอยู่ในช่วงต้องการพนักงานมากขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า “ต้นปี” คือช่วงที่ดีที่สุดในการมองหางาน จริงอยู่ที่ถ้ามีคนออกก็จะมีตำแหน่งงานว่างรอคนเข้าไปทดแทนแถมหลายบริษัทก็ยังเปิดรับสมัครคนเพิ่มเพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม จำนวนของโอกาสงานก็คงเปิดกว้างมากขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงต้นปีใครๆ ก็อยากได้งานใหม่คนหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่นต่างก็เดินหน้าเข้าสู่ตลาดงาน ถึงตอนนั้นจะยังเหลือ “โอกาส” ให้เราคว้ามากน้อยแค่ไหน คว้าโอกาสก่อนใครด้วยการเริ่มต้นหางานตั้งแต่ช่วงท้ายปี การแข่งขันน้อยลง เมื่อคนส่วนใหญ่เลือกอยู่รอโบนัสออกจนถึงช่วงต้นปี (เดือนมกราคม) แล้วค่อยเริ่มหางาน ทำให้ในช่วงปลายปีสถานการณ์ในตลาดงานมักจะมีคู่แข่งน้อยลง เราจึงมีโอกาสที่จะโดดเด่นและได้รับความสนใจจากบริษัทต่างๆ มากขึ้น  หลายบริษัทขยับตัวเร็วและต้องการจ้างงานด่วน ภาวะการแข่งขันในตลาดงานช่วงต้นปีไม่ได้กระทบแค่ฝั่งผู้สมัครเท่านั้น เพราะในมุมขององค์กรเองก็ต้องต่อสู้เพื่อดึงดูดคนทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวเหมือนกัน ดังนั้นหากบริษัทยังมีงบประมาณเหลือ หรือกำหนดแผนงานได้เร็วก็จะรีบสรุปจบการจ้างตำแหน่งต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปีถัดไปได้ทันที  มีเวลาเตรียมตัวกับทีมใหม่ก่อนเริ่มลงมือในปีหน้า ในบางธุรกิจหากยิ่งเริ่มต้นปีได้เร็ว ก็จะยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไว โดยเฉพาะกับโปรเจกต์ใหม่ของบริษัทที่ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนสิ้นปี ถ้าทีมปฏิบัติมีเวลาเตรียมพร้อมมากพอ ปัญหาก็จะน้อยลงและมีความมั่นคงมากขึ้น  เงื่อนไขการต่อรองที่ดีขึ้น โดยทั่วไปช่วงท้ายปีคือเวลาที่องค์กรจะให้ความสำคัญกับการเตรียมแผนในปีหน้า งานส่วนใหญ่ที่เปิดรับในช่วงนี้จึงมีโอกาสที่จะเป็น “ตำแหน่งด่วน” หรือ “ตำแหน่งสำคัญ” จึงต้องพยายามมัดใจผู้สมัครด้วยข้อเสนอ Job offer ที่สามารถดึงดูดใจได้จริง ที่จริงแล้วการย้ายงานก่อนเริ่มต้นปีใหม่ถ้าไม่ได้มีความกังวล หรือคาดหวังโบนัสในช่วงนั้นก็มีข้อดีที่น่าสนใจไม่น้อย อันดับแรกคือความพร้อมในการเริ่มงานต้นปี เพราะการย้ายงานก่อนเริ่มปีใหม่ช่วยให้เรามีเวลาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม และทำความคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงาน รวมถึงเข้าใจเป้าหมายของปีถัดไป  ต่อมาคือความกระหายที่ยังสดใหม่ เมื่อเราสิ้นสุดปีด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เช่น ย้ายงานก็เปรียบเสมือนการกดปุ่ม “รีเซต” สร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิตในทิศทางใหม่ ไม่ว่าจะด้านการเงิน บรรยากาศ และการพัฒนาตัวเองที่จะต้องดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา สุดท้ายคือการวางแผนชีวิต การย้ายงานใหม่ก่อนเริ่มต้นปีช่วยให้เรามีเวลาวางแผนชีวิต ได้ออกแบบความสำเร็จที่ต้องการในปีถัดไปอย่างมั่นคง หากเป้าหมายปีถัดไปของคุณคือการย้ายงานแต่ไม่อยากเหนื่อยแข่งขันด้วยตัวเอง ก็อย่าลืมแนบประวัติกับบริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand ให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ ### 4 เหตุผลทำไมใกล้สิ้นปี ถึงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางาน 4 เหตุผลทำไมใกล้สิ้นปี ถึงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางาน “ปีใหม่ งานใหม่” การย้ายงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อาชีพ โดยเฉพาะในช่วงต้นปีที่ตลาดงานกำลังพีคและเต็มไปด้วยโอกาสมักจะเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญเมื่อเริ่มปีปฏิทินใหม่อยู่เสมอ แต่ในอีกมุม การเข้าสู่ตลาดหางานในช่วงต้นปีก็นับว่าไม่ง่าย เพราะการแข่งขันที่สูงกว่าปกติ แถมมีเวลาเตรียมตัวอย่างจำกัดไหนจะความกดดันกับความไม่แน่นอนจากฝั่งองค์กร ถ้าเราขยับตัวให้ไวขึ้นกว่าคนอื่นอีกสักหน่อย เตรียมพร้อมหางานใหม่รอไว้ก่อนใครตั้งแต่ช่วงใกล้สิ้นปีหรือเพิ่มช่องทางอื่นๆ เป็นตัวช่วยให้มีโอกาสมากกว่าเดิม วิธีเหล่านี้อาจช่วยให้เราได้เปรียบมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพามาดู 4 เหตุผลทำไมใกล้สิ้นปีถึงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางาน งานใหม่ที่ดีอยู่ในช่วงเริ่มต้นปีเท่านั้นจริงไหม? สาเหตุที่หลายคนชอบตบเท้าเข้าสู่ตลาดงานในช่วงต้นปีเป็นเพราะรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม เช่น รอโบนัสจากบริษัทซึ่งมักจะจ่ายช่วงต้นปี (เดือน 1) หรือกลางปี (เดือน 7) ประกอบกับบริษัทต่างๆ กลับมาแข่งขันกันด้วยไฟที่ยังสด มาพร้อมกับแผนงานใหม่ เปิดแผนกใหม่ หรือขยายกิจการ ทำให้ตลาดงานอยู่ในช่วงต้องการพนักงานมากขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า “ต้นปี” คือช่วงที่ดีที่สุดในการมองหางาน จริงอยู่ที่ถ้ามีคนออกก็จะมีตำแหน่งงานว่างรอคนเข้าไปทดแทนแถมหลายบริษัทก็ยังเปิดรับสมัครคนเพิ่มเพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม จำนวนของโอกาสงานก็คงเปิดกว้างมากขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงต้นปีใครๆ ก็อยากได้งานใหม่คนหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่นต่างก็เดินหน้าเข้าสู่ตลาดงาน ถึงตอนนั้นจะยังเหลือ “โอกาส” ให้เราคว้ามากน้อยแค่ไหน คว้าโอกาสก่อนใครด้วยการเริ่มต้นหางานตั้งแต่ช่วงท้ายปี การแข่งขันน้อยลง เมื่อคนส่วนใหญ่เลือกอยู่รอโบนัสออกจนถึงช่วงต้นปี (เดือนมกราคม) แล้วค่อยเริ่มหางาน ทำให้ในช่วงปลายปีสถานการณ์ในตลาดงานมักจะมีคู่แข่งน้อยลง เราจึงมีโอกาสที่จะโดดเด่นและได้รับความสนใจจากบริษัทต่างๆ มากขึ้น หลายบริษัทขยับตัวเร็วและต้องการจ้างงานด่วน ภาวะการแข่งขันในตลาดงานช่วงต้นปีไม่ได้กระทบแค่ฝั่งผู้สมัครเท่านั้น เพราะในมุมขององค์กรเองก็ต้องต่อสู้เพื่อดึงดูดคนทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวเหมือนกัน ดังนั้นหากบริษัทยังมีงบประมาณเหลือ หรือกำหนดแผนงานได้เร็วก็จะรีบสรุปจบการจ้างตำแหน่งต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปีถัดไปได้ทันที มีเวลาเตรียมตัวกับทีมใหม่ก่อนเริ่มลงมือในปีหน้า ในบางธุรกิจหากยิ่งเริ่มต้นปีได้เร็ว ก็จะยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไว โดยเฉพาะกับโปรเจกต์ใหม่ของบริษัทที่ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนสิ้นปี ถ้าทีมปฏิบัติมีเวลาเตรียมพร้อมมากพอ ปัญหาก็จะน้อยลงและมีความมั่นคงมากขึ้น เงื่อนไขการต่อรองที่ดีขึ้น โดยทั่วไปช่วงท้ายปีคือเวลาที่องค์กรจะให้ความสำคัญกับการเตรียมแผนในปีหน้า งานส่วนใหญ่ที่เปิดรับในช่วงนี้จึงมีโอกาสที่จะเป็น “ตำแหน่งด่วน” หรือ “ตำแหน่งสำคัญ” จึงต้องพยายามมัดใจผู้สมัครด้วยข้อเสนอ Job offer ที่สามารถดึงดูดใจได้จริง ที่จริงแล้วการย้ายงานก่อนเริ่มต้นปีใหม่ถ้าไม่ได้มีความกังวล หรือคาดหวังโบนัสในช่วงนั้นก็มีข้อดีที่น่าสนใจไม่น้อย อันดับแรกคือความพร้อมในการเริ่มงานต้นปี เพราะการย้ายงานก่อนเริ่มปีใหม่ช่วยให้เรามีเวลาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม และทำความคุ้นเคยกับรูปแบบการทำงาน รวมถึงเข้าใจเป้าหมายของปีถัดไป ต่อมาคือความกระหายที่ยังสดใหม่ เมื่อเราสิ้นสุดปีด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เช่น ย้ายงานก็เปรียบเสมือนการกดปุ่ม “รีเซต” สร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิตในทิศทางใหม่ ไม่ว่าจะด้านการเงิน บรรยากาศ และการพัฒนาตัวเองที่จะต้องดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา สุดท้ายคือการวางแผนชีวิต การย้ายงานใหม่ก่อนเริ่มต้นปีช่วยให้เรามีเวลาวางแผนชีวิต ได้ออกแบบความสำเร็จที่ต้องการในปีถัดไปอย่างมั่นคง หากเป้าหมายปีถัดไปของคุณคือการย้ายงานแต่ไม่อยากเหนื่อยแข่งขันด้วยตัวเอง ก็อย่าลืมแนบประวัติกับบริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand ให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ ### สรุปผลสำรวจ ประสบการณ์และความคาดหวังในการเปลี่ยนงาน ของคนทำงานในแต่ละช่วงวัย สรุปผลสำรวจ ประสบการณ์และความคาดหวังในการเปลี่ยนงานของคนทำงานในแต่ละช่วงวัย ในขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปในทุกวันอย่างไม่หยุดยั้ง สภาพแวดล้อมทั้งสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี ค่านิยมคือส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนในแต่ละยุคสมัยมีพฤติกรรมและแนวคิดแตกต่างกันซึ่งรวมไปถึงมุมมองที่มีต่อ “ชีวิต” และ “การทำงาน” คำว่า Generation gap จึงสามารถเกิดขึ้นได้เป็นประจำในออฟฟิศเมื่อผู้บริหาร หัวหน้า และพนักงานน้องใหม่มาจากคนละยุคสมัย โดยแต่ละคนก็จะนำเอาทัศนคติ วิธีการในแบบของตัวเองมาใช้ เกิดเป็นความไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง ราวกับคุยกันคนละภาษา ดังนั้นหากจะสร้าง “ความเป็นหนึ่งเดียว” สำหรับองค์กรที่แข็งแกร่งโจทย์สำคัญที่ต้องเอาชนะให้ได้ก็คือความเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อรู้พื้นฐานแนวคิด ตัวตน และเป้าหมายของคนแต่ละช่วงวัยก็จะสามารถเชื่อมรอยต่อบนความแตกต่างได้เรียบเนียนยิ่งขึ้น มาร่วมกันทำความเข้าใจ “พฤติกรรมในการเปลี่ยนงาน” โดยสรุปข้อมูลจากผลสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นโดย Reeracoen Thailand และ HREX.Asia ปัจจัยด้านไหนบ้างที่สร้างความแตกต่างให้กับคนในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ Generation X, Generation Y และ Generation Z ช่องทางไหนเป็นทางเลือกในการมองหางาน ความคาดหวังต่อบริษัทใหม่เป็นอย่างไร เพื่อลดช่องว่างในตลาดการจ้างงานที่เต็มไปด้วยความท้าทายและช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการบริหารงานบุคคลได้อย่างยั่งยืน Generation X (เกิดตั้งแต่ค.ศ. 1965 - 1980) 5-10% อัตราการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ ที่พึงพอใจจากการย้ายงาน อันดับที่หนึ่ง 3-5 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (48%) อันดับที่สอง 5-10 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (37%) ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่ออายุงานคือ “ความรู้สึกมั่นคงทางอาชีพ” 3 อันดับปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนงาน ไม่พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กร ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ขาดโอกาสพัฒนาก้าวหน้าทางอาชีพ 3 อันดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกงานใหม่ ความรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นคงในอาชีพ เงินเดือนและสวัสดิการเป็นที่พึงพอใจ ลักษณะงาน ตำแหน่ง เครื่องมือที่ใช้สำหรับมองหางานใหม่ อันดับที่ 1 เว็บประกาศงาน 74.1% อันดับที่ 2 บริษัทจัดหางาน 17.1% อันดับที่ 3 Networking ส่วนตัว 3.8% อันดับที่ 4 โซเชียลมีเดีย 2.5% จัดลำดับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการสมัครงาน อันดับที่ 1 ความยากการค้นหางานที่ตรงกับเป้าหมาย อันดับที่ 2 รอการตอบกลับจากบริษัทนายจ้าง อันดับที่ 3 การต่อรองเงินเดือน - สวัสดิการ Generation Y (เกิดตั้งแต่ค.ศ. 1981 - 1996) 10-15% อัตราการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ ที่พึงพอใจจากการย้ายงาน อันดับที่หนึ่ง 3-5 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (47%) อันดับที่สอง 2-3 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (19%) ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่ออายุงานคือ “เงินเดือน และสวัสดิการ” 3 อันดับปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนงาน ขาดโอกาสพัฒนาก้าวหน้าทางอาชีพ ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ไม่พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กร 3 อันดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกงานใหม่ เงินเดือนและสวัสดิการเป็นที่พึงพอใจ โอกาสเรียนรู้ที่หลากหลาย ความรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นคงในอาชีพ เครื่องมือและช่องทางที่ใช้สำหรับมองหางานใหม่ อันดับที่ 1 เว็บประกาศงาน 75.4% อันดับที่ 2 บริษัทจัดหางาน 17.7% อันดับที่ 3 โซเชียลมีเดีย 2.5% อันดับที่ 4 Networking ส่วนตัว 1.8% จัดลำดับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการสมัครงาน อันดับที่ 1 ความยากการค้นหางานที่ตรงกับเป้าหมาย อันดับที่ 2 เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน อันดับที่ 3 รอการตอบกลับจากบริษัทนายจ้าง Generation Z (เกิดตั้งแต่ค.ศ. 1965 - 1980) 10-15% อัตราการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ ที่พึงพอใจจากการย้ายงาน อันดับที่หนึ่ง 3-5 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (38%) อันดับที่สอง 1-2 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (32%) ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่ออายุงานคือ “เงินเดือน และสวัสดิการ” 3 อันดับปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนงาน ขาดโอกาสพัฒนาก้าวหน้าทางอาชีพ ไม่พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กร ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ 3 อันดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกงานใหม่ โอกาสเรียนรู้ที่หลากหลาย เงินเดือนและสวัสดิการเป็นที่พึงพอใจ โอกาสก้าวหน้าในอาชีพ เครื่องมือที่ใช้สำหรับมองหางานใหม่ อันดับที่ 1 เว็บประกาศงาน 90.3% อันดับที่ 2 บริษัทจัดหางาน 5.8% อันดับที่ 3 อื่นๆ จัดลำดับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการสมัครงาน อันดับที่ 1 ความยากการค้นหางานที่ตรงกับเป้าหมาย อันดับที่ 2 รอการตอบกลับจากบริษัทนายจ้าง อันดับที่ 3 เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน อย่าลืมติดตามบทความจาก Reeracoen Thailand ผู้นำเทคโนโลยีและพาร์ทเนอร์ด้านการสรรหาพนักงาน เข้าใจทุกเป้าหมายธุรกิจจากประสบการณ์ในไทยมากกว่า 10 ปี ### สรุปผลสำรวจ ประสบการณ์และความคาดหวังในการเปลี่ยนงาน ของคนทำงานในแต่ละช่วงวัย สรุปผลสำรวจ ประสบการณ์และความคาดหวังในการเปลี่ยนงานของคนทำงานในแต่ละช่วงวัย ในขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปในทุกวันอย่างไม่หยุดยั้ง สภาพแวดล้อมทั้งสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี ค่านิยมคือส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนในแต่ละยุคสมัยมีพฤติกรรมและแนวคิดแตกต่างกันซึ่งรวมไปถึงมุมมองที่มีต่อ “ชีวิต” และ “การทำงาน” คำว่า Generation gap จึงสามารถเกิดขึ้นได้เป็นประจำในออฟฟิศเมื่อผู้บริหาร หัวหน้า และพนักงานน้องใหม่มาจากคนละยุคสมัย โดยแต่ละคนก็จะนำเอาทัศนคติ วิธีการในแบบของตัวเองมาใช้ เกิดเป็นความไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง ราวกับคุยกันคนละภาษา ดังนั้นหากจะสร้าง “ความเป็นหนึ่งเดียว” สำหรับองค์กรที่แข็งแกร่งโจทย์สำคัญที่ต้องเอาชนะให้ได้ก็คือความเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อรู้พื้นฐานแนวคิด ตัวตน และเป้าหมายของคนแต่ละช่วงวัยก็จะสามารถเชื่อมรอยต่อบนความแตกต่างได้เรียบเนียนยิ่งขึ้น มาร่วมกันทำความเข้าใจ “พฤติกรรมในการเปลี่ยนงาน” โดยสรุปข้อมูลจากผลสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นโดย Reeracoen Thailand และ HREX.Asia ปัจจัยด้านไหนบ้างที่สร้างความแตกต่างให้กับคนในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ Generation X, Generation Y และ Generation Z ช่องทางไหนเป็นทางเลือกในการมองหางาน ความคาดหวังต่อบริษัทใหม่เป็นอย่างไร เพื่อลดช่องว่างในตลาดการจ้างงานที่เต็มไปด้วยความท้าทายและช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในการบริหารงานบุคคลได้อย่างยั่งยืน Generation X (เกิดตั้งแต่ค.ศ. 1965 - 1980) 5-10% อัตราการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ ที่พึงพอใจจากการย้ายงาน อันดับที่หนึ่ง 3-5 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (48%) อันดับที่สอง 5-10 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (37%) ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่ออายุงานคือ “ความรู้สึกมั่นคงทางอาชีพ” 3 อันดับปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนงาน ไม่พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กร ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ขาดโอกาสพัฒนาก้าวหน้าทางอาชีพ 3 อันดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกงานใหม่ ความรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นคงในอาชีพ เงินเดือนและสวัสดิการเป็นที่พึงพอใจ ลักษณะงาน ตำแหน่ง เครื่องมือที่ใช้สำหรับมองหางานใหม่ อันดับที่ 1 เว็บประกาศงาน 74.1% อันดับที่ 2 บริษัทจัดหางาน 17.1% อันดับที่ 3 Networking ส่วนตัว 3.8% อันดับที่ 4 โซเชียลมีเดีย 2.5% จัดลำดับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการสมัครงาน อันดับที่ 1 ความยากการค้นหางานที่ตรงกับเป้าหมาย อันดับที่ 2 รอการตอบกลับจากบริษัทนายจ้าง อันดับที่ 3 การต่อรองเงินเดือน - สวัสดิการ Generation Y (เกิดตั้งแต่ค.ศ. 1981 - 1996) 10-15% อัตราการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ ที่พึงพอใจจากการย้ายงาน อันดับที่หนึ่ง 3-5 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (47%) อันดับที่สอง 2-3 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (19%) ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่ออายุงานคือ “เงินเดือน และสวัสดิการ” 3 อันดับปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนงาน ขาดโอกาสพัฒนาก้าวหน้าทางอาชีพ ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ไม่พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กร 3 อันดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกงานใหม่ เงินเดือนและสวัสดิการเป็นที่พึงพอใจ โอกาสเรียนรู้ที่หลากหลาย ความรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นคงในอาชีพ เครื่องมือและช่องทางที่ใช้สำหรับมองหางานใหม่ อันดับที่ 1 เว็บประกาศงาน 75.4% อันดับที่ 2 บริษัทจัดหางาน 17.7% อันดับที่ 3 โซเชียลมีเดีย 2.5% อันดับที่ 4 Networking ส่วนตัว 1.8% จัดลำดับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการสมัครงาน อันดับที่ 1 ความยากการค้นหางานที่ตรงกับเป้าหมาย อันดับที่ 2 เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน อันดับที่ 3 รอการตอบกลับจากบริษัทนายจ้าง Generation Z (เกิดตั้งแต่ค.ศ. 1965 - 1980) 10-15% อัตราการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ ที่พึงพอใจจากการย้ายงาน อันดับที่หนึ่ง 3-5 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (38%) อันดับที่สอง 1-2 ปี ระยะเวลาที่คาดหวังต่อการทำงานในหนึ่งบริษัท (32%) ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่ออายุงานคือ “เงินเดือน และสวัสดิการ” 3 อันดับปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนงาน ขาดโอกาสพัฒนาก้าวหน้าทางอาชีพ ไม่พึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กร ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ 3 อันดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกงานใหม่ โอกาสเรียนรู้ที่หลากหลาย เงินเดือนและสวัสดิการเป็นที่พึงพอใจ โอกาสก้าวหน้าในอาชีพ เครื่องมือที่ใช้สำหรับมองหางานใหม่ อันดับที่ 1 เว็บประกาศงาน 90.3% อันดับที่ 2 บริษัทจัดหางาน 5.8% อันดับที่ 3 อื่นๆ จัดลำดับอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการสมัครงาน อันดับที่ 1 ความยากการค้นหางานที่ตรงกับเป้าหมาย อันดับที่ 2 รอการตอบกลับจากบริษัทนายจ้าง อันดับที่ 3 เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน อย่าลืมติดตามบทความจาก Reeracoen Thailand ผู้นำเทคโนโลยีและพาร์ทเนอร์ด้านการสรรหาพนักงาน เข้าใจทุกเป้าหมายธุรกิจจากประสบการณ์ในไทยมากกว่า 10 ปี ### “บริษัทต้องการคนมีไฟ” การแสดงแพชชันสำคัญอย่างไรในระหว่างสัมภาษณ์งาน “บริษัทต้องการคนมีไฟ” การแสดงแพชชันสำคัญอย่างไรในระหว่างสัมภาษณ์งาน รู้หรือไม่ หนึ่งในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์งานที่แม้ว่าเราจะมีทักษะ หรือประสบการณ์น่าสนใจมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถแสดงออกถึง “แพชชัน” หรือความหลงใหลที่มีต่องานก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราถูกปฏิเสธจากองค์กรได้เช่นกัน ทำไมแพชชันถึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่บริษัทมองหาจากผู้สมัคร สาเหตุที่แพชชัน (Passion) หรือความหลงใหลที่มีต่อการทำงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่องค์กรมักจะนำมาประกอบการตัดสินใจคัดเลือกพนักงาน เนื่องจากเป็นคุณสมบัติที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้องค์กรในหลายแง่มุม เปรียบเสมือน “หัวใจ” ที่พนักงานมีให้กับบริษัท ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ลดอัตราการลาออก ยืดอายุงานของพนักงานให้ยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญมากๆ เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าพนักงานจะใช้ทั้งความสามารถและหัวใจเพื่อประสบความสำเร็จในองค์กร การแสดงแพชชันออกมาในขณะการสัมภาษณ์งาน จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้สมัครต้องถ่ายทอดออกมาให้นายจ้างมองเห็น เพราะในการแข่งขันระหว่างแคนดิเดทที่มีโปรไฟล์คล้ายกันสิ่งที่จะสร้างความต่างก็คือ “หัวใจ” ซึ่งใครก็ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ และเพื่อนๆ คงสงสัยว่าเราจะแสดงแพชชันระหว่างสัมภาษณ์ได้อย่างไร ของแบบนี้ต้องสัมผัสจาก “การกระทำ” มากกว่าคำพูดหรือเปล่า Reeracoen Thailand ขอบอกเลยว่าในการสัมภาษณ์งานคือโอกาสดีที่เราจะได้ทำคะแนนแซงคู่แข่งคนอื่นๆ หากรู้จักเทคนิคการนำเสนอที่นำไปปรับใช้ได้ไม่ยาก พร้อมแล้วก็เริ่มกันเลย! 1. รู้จักองค์กรและความเคลื่อนไหวในกลุ่มธุรกิจ การใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับบริษัทและประเภทธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ให้มีคลังข้อมูลอยู่ในระดับที่ลึกกว่าเรื่องทั่วไปสักหน่อย เช่น วิสัยทัศน์ผู้บริหาร อุปสรรคที่องค์กรกำลังเผชิญ หรือเทรนด์ความเคลื่อนไหวของตลาดในขณะนั้นก็จะช่วยสะท้อนความเป็น “คนใน” ที่ใส่ใจรายละเอียดรอบตัวมากกว่าคนทั่วไป 2. สาเหตุที่ตัดสินใจยื่นสมัครงานในบริษัท ในฐานะผู้สมัครเรามักจะเจอกับคำถามขององค์กรว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” หรือ “ทำไมอยากทำงานที่นี่” ซึ่งคำตอบที่เราให้กลับไปคือจุดชี้วัดอนาคตได้เลยว่าจะสามารถเรียบเรียงเหตุผลได้ชัดเจน และน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน หากนายจ้างรู้สึกว่าเป้าหมายขององค์กรตรงกับเป้าหมายทางอาชีพ หรือชีวิตการทำงานในบริษัทสอดคล้องกับความสนใจส่วนตัวของผู้สมัคร ก็มั่นใจได้มากขึ้นว่าเราเป็นคนที่ใช่และเหมาะกับตำแหน่งนี้มากกว่าใคร 3. ความสุขที่ได้รับจากการทำงาน หรือความสำเร็จที่ผ่านมา ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาในคำตอบแต่ละประเด็นก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือแสดงความหลงใหลที่มีต่องานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับ “ความสำเร็จ” หรือ “ประสบการณ์” ที่ผ่านมา หากเรามีความตื่นเต้น รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง นายจ้างเองก็สามารถสัมผัสแพชชันจากสิ่งเหล่านั้นได้เช่นกัน 4. ความพยายามแบบ “พิเศษใส่ไข่" ถ้าถามผู้บริหารทั้งหลายว่าลักษณะของ “ลูกจ้างที่ดี” มีหน้าตาเป็นแบบไหน หนึ่งในคำตอบที่จะได้รับคงไม่พ้นคนที่มีความทุ่มเทเป็นพิเศษพยายามมีส่วนร่วมกับองค์กรไม่ใช่แค่ก้มหน้าทำงานของตัวเองอย่างเดียว ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเสนอไอเดียใหม่ หรือวิธีการแก้ปัญหา เดินหน้าเข้าหางานโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาสั่งอย่างเดียว คุณสมบัติเหล่านี้คือเครื่องยืนยันชั้นดีที่ควรแสดงออกให้องค์กรได้สัมผัส 5. เลือกใช้คำถามเชิงลึกโดยมีเป้าหมายชัดเจน นอกจากเป็นฝ่ายตอบคำถามแล้ว วิธีที่จะทำให้เราเป็นผู้สมัครที่โดดเด่นและน่าจดจำมากขึ้นคือการแสดงความอยากรู้จักองค์กรเพิ่มเติมผ่าน “คำถาม” ที่ถูกกลั่นกรองอย่างดี ไม่ว่าจะด้านการทำงาน ภาพรวมองค์กร วัฒนธรรม โอกาสเติบโต หรือแม้แต่อุปสรรค เพื่อให้นายจ้างเห็นว่าเรามีความสนใจ และตั้งใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ อ่านบทความแนะนำ 5 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับผู้สมัคร รู้ได้ทันทีว่าองค์กรไหนที่เราควรหนีไป! ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunityและให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### “บริษัทต้องการคนมีไฟ” การแสดงแพชชันสำคัญอย่างไรในระหว่างสัมภาษณ์งาน “บริษัทต้องการคนมีไฟ” การแสดงแพชชันสำคัญอย่างไรในระหว่างสัมภาษณ์งาน รู้หรือไม่ หนึ่งในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์งานที่แม้ว่าเราจะมีทักษะ หรือประสบการณ์น่าสนใจมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถแสดงออกถึง “แพชชัน” หรือความหลงใหลที่มีต่องานก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราถูกปฏิเสธจากองค์กรได้เช่นกัน ทำไมแพชชันถึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่บริษัทมองหาจากผู้สมัคร สาเหตุที่แพชชัน (Passion) หรือความหลงใหลที่มีต่อการทำงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่องค์กรมักจะนำมาประกอบการตัดสินใจคัดเลือกพนักงาน เนื่องจากเป็นคุณสมบัติที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้องค์กรในหลายแง่มุม เปรียบเสมือน “หัวใจ” ที่พนักงานมีให้กับบริษัท ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ลดอัตราการลาออก ยืดอายุงานของพนักงานให้ยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญมากๆ เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าพนักงานจะใช้ทั้งความสามารถและหัวใจเพื่อประสบความสำเร็จในองค์กร การแสดงแพชชันออกมาในขณะการสัมภาษณ์งาน จึงเป็นหน้าที่ที่ผู้สมัครต้องถ่ายทอดออกมาให้นายจ้างมองเห็น เพราะในการแข่งขันระหว่างแคนดิเดทที่มีโปรไฟล์คล้ายกันสิ่งที่จะสร้างความต่างก็คือ “หัวใจ” ซึ่งใครก็ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ และเพื่อนๆ คงสงสัยว่าเราจะแสดงแพชชันระหว่างสัมภาษณ์ได้อย่างไร ของแบบนี้ต้องสัมผัสจาก “การกระทำ” มากกว่าคำพูดหรือเปล่า Reeracoen Thailand ขอบอกเลยว่าในการสัมภาษณ์งานคือโอกาสดีที่เราจะได้ทำคะแนนแซงคู่แข่งคนอื่นๆ หากรู้จักเทคนิคการนำเสนอที่นำไปปรับใช้ได้ไม่ยาก พร้อมแล้วก็เริ่มกันเลย! 1. รู้จักองค์กรและความเคลื่อนไหวในกลุ่มธุรกิจ การใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับบริษัทและประเภทธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ให้มีคลังข้อมูลอยู่ในระดับที่ลึกกว่าเรื่องทั่วไปสักหน่อย เช่น วิสัยทัศน์ผู้บริหาร อุปสรรคที่องค์กรกำลังเผชิญ หรือเทรนด์ความเคลื่อนไหวของตลาดในขณะนั้นก็จะช่วยสะท้อนความเป็น “คนใน” ที่ใส่ใจรายละเอียดรอบตัวมากกว่าคนทั่วไป 2. สาเหตุที่ตัดสินใจยื่นสมัครงานในบริษัท ในฐานะผู้สมัครเรามักจะเจอกับคำถามขององค์กรว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” หรือ “ทำไมอยากทำงานที่นี่” ซึ่งคำตอบที่เราให้กลับไปคือจุดชี้วัดอนาคตได้เลยว่าจะสามารถเรียบเรียงเหตุผลได้ชัดเจน และน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน หากนายจ้างรู้สึกว่าเป้าหมายขององค์กรตรงกับเป้าหมายทางอาชีพ หรือชีวิตการทำงานในบริษัทสอดคล้องกับความสนใจส่วนตัวของผู้สมัคร ก็มั่นใจได้มากขึ้นว่าเราเป็นคนที่ใช่และเหมาะกับตำแหน่งนี้มากกว่าใคร 3. ความสุขที่ได้รับจากการทำงาน หรือความสำเร็จที่ผ่านมา ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมาในคำตอบแต่ละประเด็นก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือแสดงความหลงใหลที่มีต่องานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับ “ความสำเร็จ” หรือ “ประสบการณ์” ที่ผ่านมา หากเรามีความตื่นเต้น รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง นายจ้างเองก็สามารถสัมผัสแพชชันจากสิ่งเหล่านั้นได้เช่นกัน 4. ความพยายามแบบ “พิเศษใส่ไข่" ถ้าถามผู้บริหารทั้งหลายว่าลักษณะของ “ลูกจ้างที่ดี” มีหน้าตาเป็นแบบไหน หนึ่งในคำตอบที่จะได้รับคงไม่พ้นคนที่มีความทุ่มเทเป็นพิเศษพยายามมีส่วนร่วมกับองค์กรไม่ใช่แค่ก้มหน้าทำงานของตัวเองอย่างเดียว ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเสนอไอเดียใหม่ หรือวิธีการแก้ปัญหา เดินหน้าเข้าหางานโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาสั่งอย่างเดียว คุณสมบัติเหล่านี้คือเครื่องยืนยันชั้นดีที่ควรแสดงออกให้องค์กรได้สัมผัส 5. เลือกใช้คำถามเชิงลึกโดยมีเป้าหมายชัดเจน นอกจากเป็นฝ่ายตอบคำถามแล้ว วิธีที่จะทำให้เราเป็นผู้สมัครที่โดดเด่นและน่าจดจำมากขึ้นคือการแสดงความอยากรู้จักองค์กรเพิ่มเติมผ่าน “คำถาม” ที่ถูกกลั่นกรองอย่างดี ไม่ว่าจะด้านการทำงาน ภาพรวมองค์กร วัฒนธรรม โอกาสเติบโต หรือแม้แต่อุปสรรค เพื่อให้นายจ้างเห็นว่าเรามีความสนใจ และตั้งใจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ อ่านบทความแนะนำ 5 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับผู้สมัคร รู้ได้ทันทีว่าองค์กรไหนที่เราควรหนีไป! ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunityและให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### Update ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน ฐานเงินเดือน 70 - 200k รวม 23 ตำแหน่ง Update ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน ฐานเงินเดือน 70 - 200k รวม 23 ตำแหน่ง อัปเดตงานเปิดรับสมัครด่วนประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2024 ซึ่ง Reeracoen Thailand คัดมาให้เน้นๆ 23 ตำแหน่งจากหลากหลายสายงาน รายได้เริ่มต้นตั้งแต่ 7 หมื่นไปจนถึง 2 แสนบาท เงินเดือนฉ่ำๆ หากใครสนใจตำแหน่งไหนก็สามารถลงทะเบียนเข้ามายื่นสมัครงาน หรือฝากโปรไฟล์ให้ Recruiter ผู้เชี่ยวชาญหางานให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเลย ลงทะเบียนสร้างประวัติหางานผ่านมืออาชีพ เพิ่มช่องทางได้งานแบบไม่ต้องสมัครด้วยตัวเอง! ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70758 ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไปในสายงานวิศวกรรม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70744 ตำแหน่ง Senior Consultant (Japanese Speaking JLPT N2+) ฐานเงินเดือน 70,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70107 ตำแหน่ง Construction Machinery Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70361 ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Cosmetics - Healthcare) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69709 ตำแหน่ง Manager of Supplier Quality Management ฐานเงินเดือน 70,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70562  ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69690  ตำแหน่ง Consultant (Japanese Speaking JLPT N2+) ฐานเงินเดือน 70,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/37035 ตำแหน่ง Purchasing Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70509 ตำแหน่ง Quality Assurance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food) สถานที่ทำงาน: พระรามสอง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70735  ตำแหน่ง M&A Junior Lawyer ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69257 ตำแหน่ง Business Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70642  ตำแหน่ง Marketing Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking - Leasing - Hire/Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70518  ตำแหน่ง Senior Commercial Display Sale ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70584 ตำแหน่ง Country Manager / Manager Business Development ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT / ชลบุรี - ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70254 ตำแหน่ง Sales Engineer Deputy GM ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70404 ตำแหน่ง Retail Area Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69965 ตำแหน่ง Investment Consultant (Japanese Speaking JLPT N2+) ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire/Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67471 ตำแหน่ง Global Financial Planning and Business Analyst ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69883 ตำแหน่ง Head of Sales ฐานเงินเดือน 160,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70252  ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69707  ตำแหน่ง M&A Senior Lawyer, Head of the Thai Branch ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69258 ตำแหน่ง Chief Operation Officer ฐานเงินเดือน 200,000 - 300,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67853 หางานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ? เปลี่ยนคอนเนคชันให้เป็นรายได้อีกหนึ่งทาง แนะนำคน – แนะนำงานผ่านแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่ใหญ่ที่สุดในไทย สมัครฟรีไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์! ### Update ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน ฐานเงินเดือน 70 - 200k รวม 23 ตำแหน่ง Update ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน ฐานเงินเดือน 70 - 200k รวม 23 ตำแหน่ง อัปเดตงานเปิดรับสมัครด่วนประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2024 ซึ่ง Reeracoen Thailand คัดมาให้เน้นๆ 23 ตำแหน่งจากหลากหลายสายงาน รายได้เริ่มต้นตั้งแต่ 7 หมื่นไปจนถึง 2 แสนบาท เงินเดือนฉ่ำๆ หากใครสนใจตำแหน่งไหนก็สามารถลงทะเบียนเข้ามายื่นสมัครงาน หรือฝากโปรไฟล์ให้ Recruiter ผู้เชี่ยวชาญหางานให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเลย ลงทะเบียนสร้างประวัติหางานผ่านมืออาชีพ เพิ่มช่องทางได้งานแบบไม่ต้องสมัครด้วยตัวเอง! ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70758 ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไปในสายงานวิศวกรรม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70744 ตำแหน่ง Senior Consultant (Japanese Speaking JLPT N2+) ฐานเงินเดือน 70,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70107 ตำแหน่ง Construction Machinery Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70361 ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Cosmetics - Healthcare) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69709 ตำแหน่ง Manager of Supplier Quality Management ฐานเงินเดือน 70,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70562  ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69690  ตำแหน่ง Consultant (Japanese Speaking JLPT N2+) ฐานเงินเดือน 70,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/37035 ตำแหน่ง Purchasing Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70509 ตำแหน่ง Quality Assurance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food) สถานที่ทำงาน: พระรามสอง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70735  ตำแหน่ง M&A Junior Lawyer ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69257 ตำแหน่ง Business Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70642  ตำแหน่ง Marketing Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking - Leasing - Hire/Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70518  ตำแหน่ง Senior Commercial Display Sale ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70584 ตำแหน่ง Country Manager / Manager Business Development ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT / ชลบุรี - ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70254 ตำแหน่ง Sales Engineer Deputy GM ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70404 ตำแหน่ง Retail Area Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69965 ตำแหน่ง Investment Consultant (Japanese Speaking JLPT N2+) ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire/Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67471 ตำแหน่ง Global Financial Planning and Business Analyst ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69883 ตำแหน่ง Head of Sales ฐานเงินเดือน 160,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70252  ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69707  ตำแหน่ง M&A Senior Lawyer, Head of the Thai Branch ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69258 ตำแหน่ง Chief Operation Officer ฐานเงินเดือน 200,000 - 300,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67853 หางานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ? เปลี่ยนคอนเนคชันให้เป็นรายได้อีกหนึ่งทาง แนะนำคน – แนะนำงานผ่านแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่ใหญ่ที่สุดในไทย สมัครฟรีไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์! ### ทำไมอยากทำงานที่นี่ 3 เทคนิคตอบคำถามให้ได้งาน ทำไมอยากทำงานที่นี่ 3 เทคนิคตอบคำถามให้ได้งาน บางครั้ง “ความยาก” ก็แอบซ่อนมาในความง่าย สำหรับการสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน เพราะนอกจากคำถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” อีกหนึ่งคำถามที่เป็นเหมือนหนามยอกอก คงหนีไม่พ้น “ทำไมอยากทำงานที่นี่” ซึ่งดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ถือว่าตอบให้น่าสนใจได้ค่อนข้างยาก วันนี้ Reeracoen Thailand มาแชร์เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถปั้นคำตอบให้ดูดี มีความโปร เพิ่มความน่าสนใจเพื่อคว้าโอกาสที่จะได้งานในฝันกัน อันดับแรกต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่นายจ้างต้องใช้คำถามนี้ก่อน เพราะถ้าตอบเร็วๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมากก็คงมีอยู่ไม่กี่เหตุผลคือถ้าไม่อยากได้เงินก็ต้องอยากได้งาน ซึ่งเป็นคำตอบทั่วไปที่ “ใครๆ ก็รู้” แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถสร้าง “ความประทับใจ” ด้วยการแสดงความมุ่งมั่น ความสนใจที่มีต่องานหรือองค์กรให้นายจ้างได้เห็นผ่านการตอบคำถามดังกล่าว บทความเรื่อง How to Answer “Why Do You Want To Work Here” จากเว็บไซต์ hbr.org ได้ระบุถึงประเด็นสำคัญ 3 ด้านที่ผู้สมัครควรพูดถึงและอธิบายให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเทคนิคโดยผู้มีประสบการณ์กว่า 16 ปี ดังนี้ 1. ความมุ่งมั่น แพชชั่นที่มีต่อองค์กร แสดงความหลงใหลต่อเป้าหมายขององค์กรให้รู้ว่าเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ ซึ่งเราควรอธิบายถึงสาเหตุให้นายจ้างรับฟังด้วย เพราะการที่ตัวพนักงานและองค์กรมีเป้าหมายเดียวกัน จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่พาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จชั้นดี เช่น หากเป้าหมายขององค์กรคือ “การสร้างโอกาสให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น” เราก็สามารถแสดงออกได้ด้วยการอธิบายว่าทำไมการสร้างโอกาสถึงสำคัญ โดยอธิบายถึงแนวคิด ความเชื่อในส่วนอื่นๆ ของชีวิต ที่ไม่ใช่แค่การทำงาน 2. การสร้าง “ความสุข” ในการทำงาน คงไม่ดีสำหรับนายจ้างหากรับคนเข้ามาแล้วทำงานไปวันๆ โดยไม่มีความสุข ดังนั้นในการทำงาน นอกจากความเก่ง ยังต้องมี “ใจ” ที่จะทำด้วย เมื่อมีความสุขหรือสนุกกับบางสิ่ง เราจะมีแต่ทัศนคติดีๆ ต่อสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้นายจ้างที่จะได้คนที่พร้อมทุ่มเท อยู่ทน และเต็มที่กับงานเสมอ ดังนั้นเราต้องทำให้นายจ้างเห็นว่าเราจะมีความสุขกับการทำงานได้อย่างไร และวิธีง่ายๆ คืออธิบายถึงสาเหตุ ความเชื่อ และวิธีการทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 3. เป้าหมายที่ต้องการสำเร็จกับองค์กร ในการสัมภาษณ์งานคุณเคยเจอคำถามแบบนี้ไหม? “ในอีก 5 ปีคิดว่าตัวเองจะเป็นยังไง” หรือ “แบบไหนถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จกับที่นี่” สาเหตุเป็นเพราะทุกครั้งที่มีการจ้างงาน รับพนักงานเพิ่ม เปิดแผนกใหม่ ล้วนเป็นการ “ลงทุน” ของบริษัท ดังนั้นแน่นอนว่าสิ่งที่องค์กรมองหาจากเรา นอกจากผลงานตามหน้าที่ คือ “การเติบโต” ของพนักงาน ซึ่งจะเห็นได้จากคำถามข้างต้นว่าเราจะสามารถพาองค์กรไปเป็นแบบไหน หรือตัวเรามีเป้าหมายในใจที่อยากประสบความสำเร็จกับองค์กรอย่างไรบ้าง อธิบายอย่างรอบด้าน เริ่มจากความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ในอดีต โดยที่เราเองก็พร้อมพัฒนาและผลักดันตัวเองผ่านความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งช่วยตอบโจทย์ในสิ่งที่องค์กรต้องการเช่นกัน Tips สุดท้าย ยิ่งเราลงลึกในรายละเอียดของคำตอบระหว่างสัมภาษณ์ได้มากเท่าไร คำพูดของเราจะยิ่งมีน้ำหนักมากเท่านั้น กลับกันถ้าเราได้แต่พูดในสิ่งทั่วไป ก็คงไม่ต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ดังนั้นถ้าอยากสร้างความโดดเด่น ก็จงทำให้ตัวเองน่าสนใจมากขึ้น ชัดเจนในเป้าหมายและความเชื่อ โดยที่ไม่ลืมว่าเป้าหมายหลักขององค์กรคืออะไร และเราจะประสบความสำเร็จไปพร้อมกันได้อย่างไร ตอบยังไงถ้าถูกถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ?” : https://bit.ly/3aN2pwi ติดตามบทความที่น่าสนใจ: ทักษะสำคัญจากการกระทำเล็กๆ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ แค่เริ่มที่ตัวเอง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3QIMXBb   #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #selfdevelopment #psychology #HR #jobinterview ### Recruiter ติดต่อเข้ามาเสนองาน ควรเช็กข้อมูลอะไรบ้างก่อนตอบรับ หรือปฏิเสธ Recruiter ติดต่อเข้ามาเสนองาน ควรเช็กข้อมูลอะไรบ้างก่อนตอบรับ หรือปฏิเสธ เวลามีเบอร์คนที่ไม่รู้จักติดต่อมาพยายามแนะนำตำแหน่งงาน อย่าเพิ่งรีบวางสาย หรือตัดสินว่าเขาเป็นแก๊งพี่มิจ(ฉาชีพ) เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีและเปลี่ยนอาชีพการงานของเราไปในทางที่ดีขึ้น แต่ละคนน่าจะเคยได้รับการติดต่อจาก Recruiter กันอย่างน้อยสักครั้ง ไม่ว่าจะเพราะฝากประวัติหางานเอาไว้ หรือเห็นโปรไฟล์ของเราจากที่ต่างๆ  อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์หางานในรูปแบบนี้มาก่อนก็อาจตกใจเมื่อมีคนแปลกหน้าโทรมานำเสนองาน พูดคุยเกี่ยวกับอาชีพปัจจุบัน แถมยังถามข้อมูลส่วนตัวซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเอาไปทำอะไรต่อจึงมีโอกาสที่จะตีความว่าเป็น “มิจฉาชีพ” และตัดสายทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ถือเป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะบางทีโอกาสงานที่ Recruiter เสนอเข้ามา อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีของอาชีพ และไม่ย้อนกลับมาหาเราอีกแล้วก็ได้ ดังนั้นในบทความนี้ Reeracoen Thailand อยากให้ทุกคนสามารถ “เซฟโอกาส” ของตัวเองไม่ให้หลุดมือกันไปง่ายๆ ด้วยวิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และเช็กรายละเอียดงานเบื้องต้น เพราะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ายุคนี้แก๊งพี่มิจก็มาในหลากหลายรูปแบบเหลือเกิน! ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทต้นทาง การเช็กเครดิตของบริษัทจัดหางานและผู้ติดต่อเสนองานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อันดับแรกคือการป้องกันความเสี่ยงถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพรวมถึงช่วยรักษาเวลากับโอกาสจากตัวงาน หรือบริษัทที่ยังไม่ใช่ โดยทั่วไปก่อนเริ่มต้นแนะนำตำแหน่งงานที่จะเสนอให้กับผู้สมัคร Recruiter จะต้องแนะนำตัว ชื่อบริษัท และจุดประสงค์ของการติดต่อให้ชัดเจน ดังนั้นเราสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปเช็กเครดิตของบริษัทดังกล่าว เป็นธุรกิจประเภทไหน เครดิตของบริษัทเป็นอย่างไร ผู้มาติดต่อเป็นพนักงานจริงไหม ข้อสังเกต  Recruiter ที่ติดต่อมาแนะนำตำแหน่งงานจะไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการ หรือให้โอนเงินเด็ดขาด เพราะได้รับการว่าจ้างจากบริษัทพาร์ทเนอร์มาเรียบร้อยแล้วและจะไม่ขอข้อมูลส่วนตัวด้านการเงินในทุกกรณี สาเหตุที่นอกจากดูประเภทธุรกิจแล้วยังควรเช็กเครดิตของบริษัทด้วยเนื่องจากเป็นส่วนช่วยคัดกรอง “คุณภาพ” ของตัวงานที่ถูกนำเสนอเข้ามา หากบริษัทที่ Recruiter ทำงานอยู่ด้วยไม่ได้รับการพูดถึงในทางที่ดีนักก็มีโอกาสที่เราในฐานะ “ผู้สมัคร” จะไม่ได้รับการดูแลที่ดีตามไปด้วย กลายเป็นอยู่ดีดีปัญหาก็เข้ามาเพิ่มทั้งที่ภาระเดิมก็หนักอยู่แล้วในแต่ละวัน Tips ตรวจสอบเครดิตของบริษัทจัดหางาน ความน่าเชื่อถือของบริษัท • ตรวจสอบ “ใบอนุญาต” จากกรมการจัดหางาน • ระยะเวลาในการเปิดดำเนินกิจการ • ขนาด และโครงสร้างองค์กร • รูปแบบลักษณะงานส่วนใหญ่ที่เปิดรับสมัครผ่านบริษัท • ระวังการเก็บค่าบริการย้อนหลัง • สถานที่ตั้ง (เผื่อกรณีไปติดต่อสำนักงาน) ความเป็นมืออาชีพของผู้ติดต่อเสนองาน • โปรไฟล์บนโซเชียลมีเดียน่าเชื่อถือหรือไม่ • มีความเข้าใจในตำแหน่งงานที่เสนอมากแค่ไหน • สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัทนั้นๆ เพิ่มเติมได้ไหม • วิธีสื่อสารกับผู้สมัครเป็นอย่างไร • ช่องทางการติดต่อ (ควรใช้ Email เป็นหลัก แต่อาจแอดไลน์เพื่อความสะดวกของผู้สมัครภายหลัง) บริษัทจัดหางานที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพจะมาพร้อมกับโอกาสงานที่ดีสำหรับอาชีพของเรา หากตรวจสอบแล้วพบว่าสามารถไว้วางใจได้ ขั้นตอนต่อไปคือพิจารณา “โอกาสงาน” เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่มีงานติดต่อเข้ามาแล้วจะเหมาะกับอนาคตของเราเสมอไป พิจารณา “โอกาสงาน” ให้เหมาะกับเป้าหมายทางอาชีพ ความเข้ากันระหว่างตัวงาน ทักษะ และประสบการณ์ ส่วนใหญ่งานที่นำเสนอให้เราผ่านบริษัทจัดหางาน มักจะมีคุณสมบัติตรงกัน หรือคล้ายกับคุณสมบัติส่วนตัวของเราอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมให้มากขึ้น เช่น ลักษณะงาน เพราะถึงจะชื่อตำแหน่งเดียวกัน ใช้ทักษะเดียวกัน แต่รูปแบบการทำงานและความคาดหวังที่มีต่องานอาจต่างกัน หน้าที่ของเราคือวิเคราะห์ว่าโดยรวมแล้วเป็นงานที่เหมาะกับเราไหม ถ้าอยากประสบความสำเร็จกับที่นี่มีอะไรต้องปรับตัวหรือไม่ วัฒนธรรมองค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงาน เราจำเป็นต้องเรียนรู้สภาพแวดล้อมและปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ประกอบด้วยเพื่อนในทีม หัวหน้างาน คนในแผนกอื่น รวมถึงวิถีปฏิบัติที่ทุกคนยึดถือเป็นวัฒนธรรมในองค์กร การทำงานในที่ที่มีสิ่งรอบข้างคล้ายกับความชอบส่วนตัว เช่น เป้าหมายของบริษัท ตรงกับเป้าหมายในการทำงาน มีเพื่อนวัยเดียวกัน คุยรู้เรื่อง มีหัวหน้าคอยช่วยผลักดัน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควรนำมาคิดให้ถี่ถ้วน  ชื่อเสียงของบริษัท และความมั่นคงในระยะยาว บางกรณีเราอาจเจอการแนะนำตำแหน่งงานที่อยู่ในช่วง “ขาลง” การเข้าไปร่วมงานจึงหมายถึงอนาคตกำลังอยู่บนความไม่แน่นอน ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริษัทนั้นๆ มั่นคงไหม งบการเงินเป็นอย่างไร ซึ่งมีผลต่อการขึ้นเงินเดือน โปรโมต เลื่อนขั้น ขยายทีมหรือแม้แต่การลงทุนจัดซื้อเครื่องมือไว้ใช้สนับสนุนงานเพิ่มเติม  เงินเดือน สวัสดิการ ระบุฐานเงินเดือนที่คาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพดานเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้นๆ อยู่ที่เท่าไร มีโอที โบนัส หรือคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมไหมข้อกำหนดและนโยบาย ของบริษัทเป็นอย่างไร  ปัจจัยอย่างลักษณะ “โครงสร้างองค์กร” ก็น่าพิจารณา เพราะขนาดขององค์กรมักจะมีผลต่อโครงสร้างเงินเดือนและองค์กรที่มีโครงสร้างแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็มีโอกาสที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานได้แบบไม่ติดปัญหา ส่วนของ “สวัสดิการ” มักจะเป็นส่วนที่หลายคนมองข้ามเนื่องจากเทน้ำหนักไปให้ความสำคัญกับ “เงินเดือน” มากกว่า แต่ถ้าใส่ใจกับรายละเอียดสวัสดิการในแต่ละด้านอีกสักหน่อยก็อาจได้ผลตอบแทนโดยรวมกลับมาน่าพอใจมากขึ้นไม่น้อย  ความท้าทายและโอกาสเติบโต โดยปกติแล้วงานใหม่จะส่งผลต่ออาชีพของเราใน 3 ด้าน ได้แก่ เลื่อนตำแหน่ง พัฒนาความสามารถ หรือมอบประสบการณ์ใหม่ หากคาดหวังการเติบโตของอาชีพในระยะยาวก็ควรมองหาองค์กรที่มี “พื้นที่” รองรับอนาคตได้มากพอ ตัวงานมีความท้าทายมากพอให้มีช่องทางพัฒนาศักยภาพซึ่งสำคัญมากกับโลกการทำงานที่เน้นการแข่งขัน และต้องการคนทำงานที่ทักษะมีความยืดหยุ่นสูงแบบปัจจุบัน  ระยะเวลาการตอบกลับจากองค์กร หนึ่งในปัญหาหลักที่ผู้สมัครหลายคนน่าจะเจอกันมาไม่น้อยก็คือสมัครแล้ว “รอการตอบกลับ” จากบริษัทนานเกินไป กว่าจะรู้อีกทีผลก็คือยังไม่ผ่านการคัดเลือกเสียทั้งเวลาและโอกาสที่ควรจะได้ใช้ไปกับกิจกรรมอื่นๆ แทน อย่าลืมสอบถามว่าปกติแล้วรอบริษัทตอบกลับนานไหม ขั้นตอนการติดตามผลเป็นอย่างไร ติดต่อใคร จะได้มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ต้องรอแบบไร้จุดหมาย  ความรู้สึกที่มีต่องาน หลังจากได้รับฟังข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดแล้ว ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นอาจเป็น “คำตอบ” ที่ชัดเจนที่สุดว่าเราควรจะเลือกตอบรับ หรือปฏิเสธโอกาสงานที่เข้ามาในครั้งนี้ และไม่ว่าจะตัดสินใจแบบไหนเราก็มีคำแนะนำให้นำไปปรับใช้กันต่อ เพราะไม่แน่ว่าโอกาสครั้งต่อไปนั้นอาจจะใช่มากขึ้นกว่าเดิม อ่านบทความ 4 เหตุผลทำไมการหางานผ่านบริษัทจัดหางานมักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าการสมัครด้วยตัวเอง กรณีสนใจในตัวงาน แสดงความสนใจสมัครงาน เพื่อขอรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม เช่น สถานที่ทำงาน ชื่อบริษัท สวัสดิการ โครงสร้างองค์กร ฯลฯ เพราะการติดต่อครั้งแรกจะเป็นเพียงแค่ “ข้อมูลเบื้องต้น” เท่านั้น จากนั้นให้เตรียมเอกสารที่จำเป็นในการสมัครงานทั้งหมดเพื่อให้ตัวแทนนำเสนอกลับไปให้บริษัทพิจารณา หากบริษัทให้ความสนใจในโปรไฟล์ที่ได้รับก็จะมีการนัดหมายสัมภาษณ์ ซึ่ง Recruiter จะช่วยให้คำแนะนำตัวอย่างคำถามตลอดจนข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ ให้ผู้สมัครมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น กรณีไม่สนใจงาน ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสถานะ “เปิดกว้าง” ต่อโอกาสงานใหม่อยู่เป็นระยะ เพียงแค่ตอนนี้ยังไม่ได้สนใจงานที่ Recruiter ติดต่อเข้ามาแนะนำมากขนาดนั้น ก็แนะนำให้อย่าเพิ่งรีบตัดบท หรือวางสายทันทีหลังฟังข้อเสนอ เพราะเราสามารถให้ทาง Recruiter เก็บข้อมูลประวัติของเราไว้ในระบบและถ้ามีโอกาสงานอื่นๆ ที่ตรงกับความสนใจมากกว่าก็ติดต่อกลับมาแนะนำได้ ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunityและให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### Recruiter ติดต่อเข้ามาเสนองาน ควรเช็กข้อมูลอะไรบ้างก่อนตอบรับ หรือปฏิเสธ Recruiter ติดต่อเข้ามาเสนองาน ควรเช็กข้อมูลอะไรบ้างก่อนตอบรับ หรือปฏิเสธ เวลามีเบอร์คนที่ไม่รู้จักติดต่อมาพยายามแนะนำตำแหน่งงาน อย่าเพิ่งรีบวางสาย หรือตัดสินว่าเขาเป็นแก๊งพี่มิจ(ฉาชีพ) เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีและเปลี่ยนอาชีพการงานของเราไปในทางที่ดีขึ้น แต่ละคนน่าจะเคยได้รับการติดต่อจาก Recruiter กันอย่างน้อยสักครั้ง ไม่ว่าจะเพราะฝากประวัติหางานเอาไว้ หรือเห็นโปรไฟล์ของเราจากที่ต่างๆ  อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์หางานในรูปแบบนี้มาก่อนก็อาจตกใจเมื่อมีคนแปลกหน้าโทรมานำเสนองาน พูดคุยเกี่ยวกับอาชีพปัจจุบัน แถมยังถามข้อมูลส่วนตัวซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเอาไปทำอะไรต่อจึงมีโอกาสที่จะตีความว่าเป็น “มิจฉาชีพ” และตัดสายทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ถือเป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะบางทีโอกาสงานที่ Recruiter เสนอเข้ามา อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีของอาชีพ และไม่ย้อนกลับมาหาเราอีกแล้วก็ได้ ดังนั้นในบทความนี้ Reeracoen Thailand อยากให้ทุกคนสามารถ “เซฟโอกาส” ของตัวเองไม่ให้หลุดมือกันไปง่ายๆ ด้วยวิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และเช็กรายละเอียดงานเบื้องต้น เพราะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ายุคนี้แก๊งพี่มิจก็มาในหลากหลายรูปแบบเหลือเกิน! ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทต้นทาง การเช็กเครดิตของบริษัทจัดหางานและผู้ติดต่อเสนองานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อันดับแรกคือการป้องกันความเสี่ยงถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพรวมถึงช่วยรักษาเวลากับโอกาสจากตัวงาน หรือบริษัทที่ยังไม่ใช่ โดยทั่วไปก่อนเริ่มต้นแนะนำตำแหน่งงานที่จะเสนอให้กับผู้สมัคร Recruiter จะต้องแนะนำตัว ชื่อบริษัท และจุดประสงค์ของการติดต่อให้ชัดเจน ดังนั้นเราสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปเช็กเครดิตของบริษัทดังกล่าว เป็นธุรกิจประเภทไหน เครดิตของบริษัทเป็นอย่างไร ผู้มาติดต่อเป็นพนักงานจริงไหม ข้อสังเกต  Recruiter ที่ติดต่อมาแนะนำตำแหน่งงานจะไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการ หรือให้โอนเงินเด็ดขาด เพราะได้รับการว่าจ้างจากบริษัทพาร์ทเนอร์มาเรียบร้อยแล้วและจะไม่ขอข้อมูลส่วนตัวด้านการเงินในทุกกรณี สาเหตุที่นอกจากดูประเภทธุรกิจแล้วยังควรเช็กเครดิตของบริษัทด้วยเนื่องจากเป็นส่วนช่วยคัดกรอง “คุณภาพ” ของตัวงานที่ถูกนำเสนอเข้ามา หากบริษัทที่ Recruiter ทำงานอยู่ด้วยไม่ได้รับการพูดถึงในทางที่ดีนักก็มีโอกาสที่เราในฐานะ “ผู้สมัคร” จะไม่ได้รับการดูแลที่ดีตามไปด้วย กลายเป็นอยู่ดีดีปัญหาก็เข้ามาเพิ่มทั้งที่ภาระเดิมก็หนักอยู่แล้วในแต่ละวัน Tips ตรวจสอบเครดิตของบริษัทจัดหางาน ความน่าเชื่อถือของบริษัท • ตรวจสอบ “ใบอนุญาต” จากกรมการจัดหางาน • ระยะเวลาในการเปิดดำเนินกิจการ • ขนาด และโครงสร้างองค์กร • รูปแบบลักษณะงานส่วนใหญ่ที่เปิดรับสมัครผ่านบริษัท • ระวังการเก็บค่าบริการย้อนหลัง • สถานที่ตั้ง (เผื่อกรณีไปติดต่อสำนักงาน) ความเป็นมืออาชีพของผู้ติดต่อเสนองาน • โปรไฟล์บนโซเชียลมีเดียน่าเชื่อถือหรือไม่ • มีความเข้าใจในตำแหน่งงานที่เสนอมากแค่ไหน • สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัทนั้นๆ เพิ่มเติมได้ไหม • วิธีสื่อสารกับผู้สมัครเป็นอย่างไร • ช่องทางการติดต่อ (ควรใช้ Email เป็นหลัก แต่อาจแอดไลน์เพื่อความสะดวกของผู้สมัครภายหลัง) บริษัทจัดหางานที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพจะมาพร้อมกับโอกาสงานที่ดีสำหรับอาชีพของเรา หากตรวจสอบแล้วพบว่าสามารถไว้วางใจได้ ขั้นตอนต่อไปคือพิจารณา “โอกาสงาน” เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่มีงานติดต่อเข้ามาแล้วจะเหมาะกับอนาคตของเราเสมอไป พิจารณา “โอกาสงาน” ให้เหมาะกับเป้าหมายทางอาชีพ ความเข้ากันระหว่างตัวงาน ทักษะ และประสบการณ์ ส่วนใหญ่งานที่นำเสนอให้เราผ่านบริษัทจัดหางาน มักจะมีคุณสมบัติตรงกัน หรือคล้ายกับคุณสมบัติส่วนตัวของเราอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมให้มากขึ้น เช่น ลักษณะงาน เพราะถึงจะชื่อตำแหน่งเดียวกัน ใช้ทักษะเดียวกัน แต่รูปแบบการทำงานและความคาดหวังที่มีต่องานอาจต่างกัน หน้าที่ของเราคือวิเคราะห์ว่าโดยรวมแล้วเป็นงานที่เหมาะกับเราไหม ถ้าอยากประสบความสำเร็จกับที่นี่มีอะไรต้องปรับตัวหรือไม่ วัฒนธรรมองค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงาน เราจำเป็นต้องเรียนรู้สภาพแวดล้อมและปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ประกอบด้วยเพื่อนในทีม หัวหน้างาน คนในแผนกอื่น รวมถึงวิถีปฏิบัติที่ทุกคนยึดถือเป็นวัฒนธรรมในองค์กร การทำงานในที่ที่มีสิ่งรอบข้างคล้ายกับความชอบส่วนตัว เช่น เป้าหมายของบริษัท ตรงกับเป้าหมายในการทำงาน มีเพื่อนวัยเดียวกัน คุยรู้เรื่อง มีหัวหน้าคอยช่วยผลักดัน จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ควรนำมาคิดให้ถี่ถ้วน  ชื่อเสียงของบริษัท และความมั่นคงในระยะยาว บางกรณีเราอาจเจอการแนะนำตำแหน่งงานที่อยู่ในช่วง “ขาลง” การเข้าไปร่วมงานจึงหมายถึงอนาคตกำลังอยู่บนความไม่แน่นอน ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริษัทนั้นๆ มั่นคงไหม งบการเงินเป็นอย่างไร ซึ่งมีผลต่อการขึ้นเงินเดือน โปรโมต เลื่อนขั้น ขยายทีมหรือแม้แต่การลงทุนจัดซื้อเครื่องมือไว้ใช้สนับสนุนงานเพิ่มเติม  เงินเดือน สวัสดิการ ระบุฐานเงินเดือนที่คาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพดานเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้นๆ อยู่ที่เท่าไร มีโอที โบนัส หรือคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมไหมข้อกำหนดและนโยบาย ของบริษัทเป็นอย่างไร  ปัจจัยอย่างลักษณะ “โครงสร้างองค์กร” ก็น่าพิจารณา เพราะขนาดขององค์กรมักจะมีผลต่อโครงสร้างเงินเดือนและองค์กรที่มีโครงสร้างแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็มีโอกาสที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานได้แบบไม่ติดปัญหา ส่วนของ “สวัสดิการ” มักจะเป็นส่วนที่หลายคนมองข้ามเนื่องจากเทน้ำหนักไปให้ความสำคัญกับ “เงินเดือน” มากกว่า แต่ถ้าใส่ใจกับรายละเอียดสวัสดิการในแต่ละด้านอีกสักหน่อยก็อาจได้ผลตอบแทนโดยรวมกลับมาน่าพอใจมากขึ้นไม่น้อย  ความท้าทายและโอกาสเติบโต โดยปกติแล้วงานใหม่จะส่งผลต่ออาชีพของเราใน 3 ด้าน ได้แก่ เลื่อนตำแหน่ง พัฒนาความสามารถ หรือมอบประสบการณ์ใหม่ หากคาดหวังการเติบโตของอาชีพในระยะยาวก็ควรมองหาองค์กรที่มี “พื้นที่” รองรับอนาคตได้มากพอ ตัวงานมีความท้าทายมากพอให้มีช่องทางพัฒนาศักยภาพซึ่งสำคัญมากกับโลกการทำงานที่เน้นการแข่งขัน และต้องการคนทำงานที่ทักษะมีความยืดหยุ่นสูงแบบปัจจุบัน  ระยะเวลาการตอบกลับจากองค์กร หนึ่งในปัญหาหลักที่ผู้สมัครหลายคนน่าจะเจอกันมาไม่น้อยก็คือสมัครแล้ว “รอการตอบกลับ” จากบริษัทนานเกินไป กว่าจะรู้อีกทีผลก็คือยังไม่ผ่านการคัดเลือกเสียทั้งเวลาและโอกาสที่ควรจะได้ใช้ไปกับกิจกรรมอื่นๆ แทน อย่าลืมสอบถามว่าปกติแล้วรอบริษัทตอบกลับนานไหม ขั้นตอนการติดตามผลเป็นอย่างไร ติดต่อใคร จะได้มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ไม่ต้องรอแบบไร้จุดหมาย  ความรู้สึกที่มีต่องาน หลังจากได้รับฟังข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดแล้ว ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นอาจเป็น “คำตอบ” ที่ชัดเจนที่สุดว่าเราควรจะเลือกตอบรับ หรือปฏิเสธโอกาสงานที่เข้ามาในครั้งนี้ และไม่ว่าจะตัดสินใจแบบไหนเราก็มีคำแนะนำให้นำไปปรับใช้กันต่อ เพราะไม่แน่ว่าโอกาสครั้งต่อไปนั้นอาจจะใช่มากขึ้นกว่าเดิม อ่านบทความ 4 เหตุผลทำไมการหางานผ่านบริษัทจัดหางานมักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าการสมัครด้วยตัวเอง กรณีสนใจในตัวงาน แสดงความสนใจสมัครงาน เพื่อขอรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม เช่น สถานที่ทำงาน ชื่อบริษัท สวัสดิการ โครงสร้างองค์กร ฯลฯ เพราะการติดต่อครั้งแรกจะเป็นเพียงแค่ “ข้อมูลเบื้องต้น” เท่านั้น จากนั้นให้เตรียมเอกสารที่จำเป็นในการสมัครงานทั้งหมดเพื่อให้ตัวแทนนำเสนอกลับไปให้บริษัทพิจารณา หากบริษัทให้ความสนใจในโปรไฟล์ที่ได้รับก็จะมีการนัดหมายสัมภาษณ์ ซึ่ง Recruiter จะช่วยให้คำแนะนำตัวอย่างคำถามตลอดจนข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ ให้ผู้สมัครมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น กรณีไม่สนใจงาน ถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสถานะ “เปิดกว้าง” ต่อโอกาสงานใหม่อยู่เป็นระยะ เพียงแค่ตอนนี้ยังไม่ได้สนใจงานที่ Recruiter ติดต่อเข้ามาแนะนำมากขนาดนั้น ก็แนะนำให้อย่าเพิ่งรีบตัดบท หรือวางสายทันทีหลังฟังข้อเสนอ เพราะเราสามารถให้ทาง Recruiter เก็บข้อมูลประวัติของเราไว้ในระบบและถ้ามีโอกาสงานอื่นๆ ที่ตรงกับความสนใจมากกว่าก็ติดต่อกลับมาแนะนำได้ ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunityและให้โอกาสงานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ ### Update 49 ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน รายได้เริ่มต้น 4 หมื่นบาทขึ้นไป Update 49 ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน รายได้เริ่มต้น 4 หมื่นบาทขึ้นไป อัปเดตงานเปิดรับสมัครด่วนประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2024 ซึ่ง Reeracoen Thailand คัดมาให้เน้นๆ กว่า 49 ตำแหน่งจากหลากหลายสายงาน รายได้เริ่มต้นตั้งแต่ 4 หมื่นบาทไปจนถึง 7 หมื่นบาท ความท้าทายกำลังดี ฐานเงินเดือนกำลังโดน หากใครสนใจตำแหน่งไหนก็สามารถลงทะเบียนเข้ามายื่นสมัครงาน หรือฝากโปรไฟล์ให้ Recruiter ผู้เชี่ยวชาญหางานให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในยุคนี้ก็เลิศ!! ฐานเงินเดือน 4 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/64674 ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: คันนายาว ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไปในสายงานวิศวกรรม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70524 ตำแหน่ง Delivery Control Staff (Japanese Speaking) ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68987 ตำแหน่ง GL Accounting Section Head ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Printing - Packaging สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/64692 ตำแหน่ง Field Sales (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/60876 ตำแหน่ง IT Application Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70296 ตำแหน่ง Supervisor (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Insurance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70733 ตำแหน่ง Japanese Interpreter and Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีสำโรง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69332  ตำแหน่ง Android Developer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70545 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954  ตำแหน่ง Customer Success Consultant ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66802 ตำแหน่ง Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery - Pharmaceutical) สถานที่ทำงาน: รามคำแหง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67940 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 42,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Modern trade สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68232 ตำแหน่ง Interpreter (HSK 5+) ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70270 ตำแหน่ง Marketing Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Online Education สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70197 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Computer - Telecommunication) สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70257 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70367  ฐานเงินเดือน 5 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales (Cosmetics Ingredients) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Supplement Ingredients) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/62133 ตำแหน่ง Product Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Cosmetics - Pharmaceutical) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70747 ตำแหน่ง Account & Finance Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: คันนายาว ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69437 ตำแหน่ง Admin Manager (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70723 ตำแหน่ง Accounting (Team Leader) ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70730 ตำแหน่ง Senior Engineer (Pump) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Computer - Telecommunication) สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี - ลาดพร้าว ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70474 ตำแหน่ง Clinical Research Associate ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65942 ตำแหน่ง System Analyst ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/18588 ตำแหน่ง SAP Functional FI ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ลาดพร้าว - ดินแดง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66385 ตำแหน่ง Office Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70648 ตำแหน่ง Business Analysis & IT Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69550 ตำแหน่ง Senior Managerial Accounting ฐานเงินเดือน 55,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70461 ตำแหน่ง Salesforce Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70369  ฐานเงินเดือน 6 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ - ประเวศ ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70439 ตำแหน่ง Senior Sales Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69722 ตำแหน่ง Full Stack Developer ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68212 ตำแหน่ง Business Development Executive ฐานเงินเดือน 60,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70204 ตำแหน่ง Sales Planning (Assistant Manager Level) ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69447 ตำแหน่ง Accounting & Finance Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน: 6 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69680 ตำแหน่ง Sales Manager (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 60,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: บางพลี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67638 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/6940 ตำแหน่ง Sales Engineer (Japanese Speaking) ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69532 ตำแหน่ง Business Development Manager (Japanese Speaking N3+) ฐานเงินเดือน 60,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70204 ตำแหน่ง Import-Export Operation Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70576 ตำแหน่ง Product Marketing Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง Application & Processing Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: สวนหลวง ประสบการณ์ทำงาน: 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68525 ตำแหน่ง Demand Supply Planner (Sporting goods) ฐานเงินเดือน 65,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70652  ฐานเงินเดือน 7 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70744 ตำแหน่ง Senior Consultant (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70107 ตำแหน่ง Construction Machinery Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70361 ตำแหน่ง Manager of Supplier Quality Management ฐานเงินเดือน 70,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70562 ตำแหน่ง Purchasing Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70509  หางานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ? เปลี่ยนคอนเนคชันให้เป็นรายได้อีกหนึ่งทาง แนะนำคน - แนะนำงานผ่านแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่ใหญ่ที่สุดในไทย สมัครฟรีไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์! ### Update 49 ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน รายได้เริ่มต้น 4 หมื่นบาทขึ้นไป Update 49 ตำแหน่งงานเปิดรับสมัครด่วน รายได้เริ่มต้น 4 หมื่นบาทขึ้นไป อัปเดตงานเปิดรับสมัครด่วนประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2024 ซึ่ง Reeracoen Thailand คัดมาให้เน้นๆ กว่า 49 ตำแหน่งจากหลากหลายสายงาน รายได้เริ่มต้นตั้งแต่ 4 หมื่นบาทไปจนถึง 7 หมื่นบาท ความท้าทายกำลังดี ฐานเงินเดือนกำลังโดน หากใครสนใจตำแหน่งไหนก็สามารถลงทะเบียนเข้ามายื่นสมัครงาน หรือฝากโปรไฟล์ให้ Recruiter ผู้เชี่ยวชาญหางานให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในยุคนี้ก็เลิศ!! ฐานเงินเดือน 4 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/64674 ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: คันนายาว ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไปในสายงานวิศวกรรม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70524 ตำแหน่ง Delivery Control Staff (Japanese Speaking) ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68987 ตำแหน่ง GL Accounting Section Head ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Printing - Packaging สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/64692 ตำแหน่ง Field Sales (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/60876 ตำแหน่ง IT Application Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70296 ตำแหน่ง Supervisor (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Insurance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70733 ตำแหน่ง Japanese Interpreter and Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีสำโรง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69332 ตำแหน่ง Android Developer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70545 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954 ตำแหน่ง Customer Success Consultant ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66802 ตำแหน่ง Marketing Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery - Pharmaceutical) สถานที่ทำงาน: รามคำแหง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67940 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 42,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Modern trade สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68232 ตำแหน่ง Interpreter (HSK 5+) ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70270 ตำแหน่ง Marketing Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Online Education สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70197 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Computer - Telecommunication) สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70257 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70367  ฐานเงินเดือน 5 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales (Cosmetics Ingredients) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Supplement Ingredients) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/62133 ตำแหน่ง Product Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Cosmetics - Pharmaceutical) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70747 ตำแหน่ง Account & Finance Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: คันนายาว ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69437 ตำแหน่ง Admin Manager (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70723 ตำแหน่ง Accounting (Team Leader) ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70730 ตำแหน่ง Senior Engineer (Pump) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Computer - Telecommunication) สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - เพชรบุรี - ลาดพร้าว ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70474 ตำแหน่ง Clinical Research Associate ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65942 ตำแหน่ง System Analyst ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/18588 ตำแหน่ง SAP Functional FI ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ลาดพร้าว - ดินแดง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66385 ตำแหน่ง Office Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70648 ตำแหน่ง Business Analysis & IT Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69550 ตำแหน่ง Senior Managerial Accounting ฐานเงินเดือน 55,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70461 ตำแหน่ง Salesforce Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70369  ฐานเงินเดือน 6 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ - ประเวศ ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70439 ตำแหน่ง Senior Sales Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69722 ตำแหน่ง Full Stack Developer ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68212 ตำแหน่ง Business Development Executive ฐานเงินเดือน 60,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70204 ตำแหน่ง Sales Planning (Assistant Manager Level) ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69447 ตำแหน่ง Accounting & Finance Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน: 6 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69680 ตำแหน่ง Sales Manager (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 60,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: บางพลี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67638 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/6940 ตำแหน่ง Sales Engineer (Japanese Speaking) ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69532 ตำแหน่ง Business Development Manager (Japanese Speaking N3+) ฐานเงินเดือน 60,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70204 ตำแหน่ง Import-Export Operation Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70576 ตำแหน่ง Product Marketing Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70325 ตำแหน่ง Application & Processing Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: สวนหลวง ประสบการณ์ทำงาน: 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68525 ตำแหน่ง Demand Supply Planner (Sporting goods) ฐานเงินเดือน 65,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70652  ฐานเงินเดือน 7 หมื่นบาทขึ้นไป ตำแหน่ง IT Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70744 ตำแหน่ง Senior Consultant (Japanese Speaking N2+) ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70107 ตำแหน่ง Construction Machinery Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70361 ตำแหน่ง Manager of Supplier Quality Management ฐานเงินเดือน 70,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70562 ตำแหน่ง Purchasing Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70509  หางานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ? เปลี่ยนคอนเนคชันให้เป็นรายได้อีกหนึ่งทาง แนะนำคน - แนะนำงานผ่านแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ที่ใหญ่ที่สุดในไทย สมัครฟรีไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์! ### พนักงานใหม่เข้ามาแล้วก็ลาออกไว ทำไมต้องย้อนกลับไปดูที่กระบวนการจ้างงาน พนักงานใหม่เข้ามาแล้วก็ลาออกไว ทำไมต้องย้อนกลับไปดูที่กระบวนการจ้างงาน เคยเจอไหมกับปัญหาพนักงานใหม่เข้ามาเริ่มงานได้ไม่ทันไรกลายเป็นว่าวันถัดไปก็ไม่มาแล้ว แจ้งลาออกแบบไม่รู้สาเหตุ จากจุดนี้ HR หรือผู้บริหารบางส่วนอาจคิดว่าเป็นเพราะคนสมัยนี้ไม่สู้งาน เจออะไรไม่ถูกใจหน่อยก็คิดแต่จะลาออก - เปลี่ยนงานอยู่เรื่อย แต่สำหรับกรณีดังกล่าวอาจไม่เหมาะที่จะรีบด่วนสรุปแบบนั้น เนื่องจากการที่พนักงานใหม่ตัดสินใจออกแม้ว่าเพิ่งเข้ามาได้แปปเดียวอาจเป็นเพราะเจอปัญหาบางอย่างที่ “ร้ายแรง” จนถึงขั้นอยู่ไม่ได้ หรือความจริงสาเหตุอาจลึกลงไปถึง “กระบวนการจ้างงาน” เคยตั้งคำถามไหมว่าก่อนที่ผู้สมัครจะตอบตกลงเริ่มงาน องค์กรได้เตรียมความพร้อมให้กับพวกเขาไว้มากพอหรือยัง มีการแชร์ข้อมูลอย่างข้อจำกัด และอุปสรรคที่ต้องเจอเพื่อให้มีเวลาได้วางแผนรับมือก่อนต้องทำงานจริงบ้างไหม ดังนั้นถ้าอยากลดโอกาสเกิดปัญหาในลักษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกบ่อยๆ นอกจากวิเคราะห์ปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในองค์กรอย่างรอบคอบก็จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูที่ “ต้นทาง” อย่างกระบวนการจ้างงานด้วยซึ่ง Reeracoen มีคำแนะนำให้ทีมนายจ้างนำไปปรับใช้กันตามนี้ กำหนดคุณสมบัติ รายละเอียดงาน และความต้องการที่ชัดเจน การอธิบายลักษณะงานที่ละเอียดตั้งแต่ในประกาศรับสมัครงานทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความคาดหวังจากตำแหน่งนั้นๆ จะช่วยคัดกรองให้เหลือเฉพาะผู้สมัครที่สนใจในตัวงานจริงๆ ประกอบกับคุณสมบัติของผู้สมัครที่นอกจากจะพูดถึงทักษะการทำงานแล้วองค์กรยังสามารถระบุ “ลักษณะนิสัย” หรือลักษณะของประสบการณ์ จะได้เห็นภาพว่าคนแบบไหนที่เหมาะเข้ามาทำงานในบริษัทด้วย สัมภาษณ์งานโดยให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบ นอกจากประเมินความสามารถเชิงการทำงานอาจมีการนำวิธีสัมภาษณ์รูปแบบอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับองค์กรในภาพรวม เช่น สร้างสถานการณ์จำลองไว้ดูวิธีจัดการปัญหาเฉพาะหน้า หรือมีการสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมเพื่อวิเคราะห์ประสบการณ์ ทำความเข้าใจแนวคิด การตัดสินใจจากการทำงานที่ผ่านมา ก็พอจะช่วยให้มองออกว่าผู้สมัครเข้ากับการทำงานจริงในองค์กรได้ไหม สื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่ปกปิดปัญหา ปกติองค์กรจะพยายามป้อนข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการต่างๆ หรือโครงสร้างเงินเดือนที่ดูปฏิเสธยาก เพื่อสร้างแรงดึงดูด และกระตุ้นให้ผู้สมัครตัดสินใจเข้ามาร่วมงานโดยไม่ได้สื่อสารถึง “อุปสรรค” ที่อาจจะต้องรับมือไว้ล่วงหน้า ซึ่งนับว่าเป็นข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในการจ้างงาน หากผู้สมัครตัดสินใจมาร่วมงานด้วย “ด้านดี” ขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่พอมาทำงานจริงแล้วกลับเจอปัญหาต่างๆ มากมายที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็จะทำให้เกิดสภาวะ Shift shock เพราะงานใหม่ไม่ได้ดีแบบที่คิด และเมื่อ “งานไม่ตรงปก” การตัดสินใจออกก็เพื่อเซฟอนาคตของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อแล้วรอเจอกับเซอร์ไพรซ์ที่หนักกว่าเดิม สำหรับวิธีแก้ปัญหา องค์กรควรสื่อสารข้อมูลอย่างรอบด้านตั้งแต่ความคาดหวังที่มีต่อพนักงาน เป้าหมายในการทำงาน โดยไม่ลืมอธิบายข้อจำกัดในการทำงาน หรือปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้สมัครมีภูมิคุ้มกันและได้ใช้เวลาหาวิธีรับมือไว้ก่อนก็จะช่วยลดโอกาสเกิด Shift shock เพราะเป็นข้อมูลที่รับรู้อยู่แล้ว ปรับปรุงคุณภาพการ Onboarding พนักงานใหม่ ในช่วงแรกที่พนักงานใหม่เข้ามาก็จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดให้พวกเขาได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในองค์กร โดยทยอยให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ตามความเหมาะสมได้แก่ 1 - เคลียร์ทุกข้อสงสัย ไม่แปลกถ้าพนักงานใหม่จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับที่ทำงานใหม่ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับงาน เพื่อนร่วมทีม สภาพแวดล้อม หรือวัฒนธรรม และถ้าองค์กรปล่อยให้พวกเขาหาตอบด้วยตัวเองก็อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ เราต้องช่วยเคลียร์ข้อสงสัย สร้างมุมมองที่ดีต่อบริษัทให้ได้  2 - สร้างมาตรฐานที่ดีก่อนเริ่มงาน พนักงานใหม่จะคอยสังเกตทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อปรับตัวเข้าหาซึ่งรวมถึง “มาตรฐานการทำงาน” ของเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นหากปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจรักษาระดับคุณภาพก็อาจทำให้สมาชิกที่เพิ่งเข้ามาไม่ประทับใจและตัดสินใจลาออกไป  3 - ป้องกันทัศนคติแง่ลบจากคนในบริษัท ไม่มีใครอยากเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ไม่มีความสุข วัฒนธรรมและพื้นฐานความคิดของคนในองค์กรจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดทิศทางของพนักงานใหม่ เมื่อได้รับรู้ปัญหาต่างๆ แต่ไม่มีคำอธิบายตามหลังก็จะทำให้พวกเขามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อบริษัทได้ง่าย  4- วางแผนสอนงานแบบค่อยเป็นค่อยไป บางครั้งเวลาองค์กรอยากให้พนักงานใหม่เป็นงานเร็วๆ ก็จะพยายามป้อนข้อมูลทุกอย่างให้จบตั้งแต่วันแรกซึ่งทำให้พวกเขาปรับตัวได้ยากเพราะไม่มีเวลาทำความเข้าใจ ควรสอนงานแบบค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับความสำคัญจะได้มีพื้นที่ของให้เรียนรู้ เกิดการถามแล้วต่อยอดพัฒนา การจ้างงานที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดกันที่ว่าได้ผู้สมัครเข้ามาเริ่มงานหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเข้ามาทำงานแล้วจะสามารถปรับตัว สร้างคุณค่าให้กับองค์กร และเข้าใจเป้าหมายร่วมกันเพื่อต่อยอดความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ลดความกังวลใจในทุกการจ้างงานด้วยพาร์ทเนอร์ที่รู้ใจ “คน” และเข้าใจ “เป้าหมายองค์กร” ค้นหาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ หรือยกระดับคุณภาพการจ้างงานภายในองค์กร ลดภาระงานซ้ำซ้อน ด้วยเครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### พนักงานใหม่เข้ามาแล้วก็ลาออกไว ทำไมต้องย้อนกลับไปดูที่กระบวนการจ้างงาน พนักงานใหม่เข้ามาแล้วก็ลาออกไว ทำไมต้องย้อนกลับไปดูที่กระบวนการจ้างงาน เคยเจอไหมกับปัญหาพนักงานใหม่เข้ามาเริ่มงานได้ไม่ทันไรกลายเป็นว่าวันถัดไปก็ไม่มาแล้ว แจ้งลาออกแบบไม่รู้สาเหตุ จากจุดนี้ HR หรือผู้บริหารบางส่วนอาจคิดว่าเป็นเพราะคนสมัยนี้ไม่สู้งาน เจออะไรไม่ถูกใจหน่อยก็คิดแต่จะลาออก - เปลี่ยนงานอยู่เรื่อย แต่สำหรับกรณีดังกล่าวอาจไม่เหมาะที่จะรีบด่วนสรุปแบบนั้น เนื่องจากการที่พนักงานใหม่ตัดสินใจออกแม้ว่าเพิ่งเข้ามาได้แปปเดียวอาจเป็นเพราะเจอปัญหาบางอย่างที่ “ร้ายแรง” จนถึงขั้นอยู่ไม่ได้ หรือความจริงสาเหตุอาจลึกลงไปถึง “กระบวนการจ้างงาน” เคยตั้งคำถามไหมว่าก่อนที่ผู้สมัครจะตอบตกลงเริ่มงาน องค์กรได้เตรียมความพร้อมให้กับพวกเขาไว้มากพอหรือยัง มีการแชร์ข้อมูลอย่างข้อจำกัด และอุปสรรคที่ต้องเจอเพื่อให้มีเวลาได้วางแผนรับมือก่อนต้องทำงานจริงบ้างไหม ดังนั้นถ้าอยากลดโอกาสเกิดปัญหาในลักษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกบ่อยๆ นอกจากวิเคราะห์ปัญหาที่แอบซ่อนอยู่ในองค์กรอย่างรอบคอบก็จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูที่ “ต้นทาง” อย่างกระบวนการจ้างงานด้วยซึ่ง Reeracoen มีคำแนะนำให้ทีมนายจ้างนำไปปรับใช้กันตามนี้ กำหนดคุณสมบัติ รายละเอียดงาน และความต้องการที่ชัดเจน การอธิบายลักษณะงานที่ละเอียดตั้งแต่ในประกาศรับสมัครงานทั้งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความคาดหวังจากตำแหน่งนั้นๆ จะช่วยคัดกรองให้เหลือเฉพาะผู้สมัครที่สนใจในตัวงานจริงๆ ประกอบกับคุณสมบัติของผู้สมัครที่นอกจากจะพูดถึงทักษะการทำงานแล้วองค์กรยังสามารถระบุ “ลักษณะนิสัย” หรือลักษณะของประสบการณ์ จะได้เห็นภาพว่าคนแบบไหนที่เหมาะเข้ามาทำงานในบริษัทด้วย สัมภาษณ์งานโดยให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบ นอกจากประเมินความสามารถเชิงการทำงานอาจมีการนำวิธีสัมภาษณ์รูปแบบอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับองค์กรในภาพรวม เช่น สร้างสถานการณ์จำลองไว้ดูวิธีจัดการปัญหาเฉพาะหน้า หรือมีการสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมเพื่อวิเคราะห์ประสบการณ์ ทำความเข้าใจแนวคิด การตัดสินใจจากการทำงานที่ผ่านมา ก็พอจะช่วยให้มองออกว่าผู้สมัครเข้ากับการทำงานจริงในองค์กรได้ไหม สื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่ปกปิดปัญหา ปกติองค์กรจะพยายามป้อนข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการต่างๆ หรือโครงสร้างเงินเดือนที่ดูปฏิเสธยาก เพื่อสร้างแรงดึงดูด และกระตุ้นให้ผู้สมัครตัดสินใจเข้ามาร่วมงานโดยไม่ได้สื่อสารถึง “อุปสรรค” ที่อาจจะต้องรับมือไว้ล่วงหน้า ซึ่งนับว่าเป็นข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในการจ้างงาน หากผู้สมัครตัดสินใจมาร่วมงานด้วย “ด้านดี” ขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่พอมาทำงานจริงแล้วกลับเจอปัญหาต่างๆ มากมายที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็จะทำให้เกิดสภาวะ Shift shock เพราะงานใหม่ไม่ได้ดีแบบที่คิด และเมื่อ “งานไม่ตรงปก” การตัดสินใจออกก็เพื่อเซฟอนาคตของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อแล้วรอเจอกับเซอร์ไพรซ์ที่หนักกว่าเดิม สำหรับวิธีแก้ปัญหา องค์กรควรสื่อสารข้อมูลอย่างรอบด้านตั้งแต่ความคาดหวังที่มีต่อพนักงาน เป้าหมายในการทำงาน โดยไม่ลืมอธิบายข้อจำกัดในการทำงาน หรือปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้สมัครมีภูมิคุ้มกันและได้ใช้เวลาหาวิธีรับมือไว้ก่อนก็จะช่วยลดโอกาสเกิด Shift shock เพราะเป็นข้อมูลที่รับรู้อยู่แล้ว ปรับปรุงคุณภาพการ Onboarding พนักงานใหม่ ในช่วงแรกที่พนักงานใหม่เข้ามาก็จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดให้พวกเขาได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในองค์กร โดยทยอยให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ตามความเหมาะสมได้แก่ 1 - เคลียร์ทุกข้อสงสัย ไม่แปลกถ้าพนักงานใหม่จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับที่ทำงานใหม่ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับงาน เพื่อนร่วมทีม สภาพแวดล้อม หรือวัฒนธรรม และถ้าองค์กรปล่อยให้พวกเขาหาตอบด้วยตัวเองก็อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ เราต้องช่วยเคลียร์ข้อสงสัย สร้างมุมมองที่ดีต่อบริษัทให้ได้  2 - สร้างมาตรฐานที่ดีก่อนเริ่มงาน พนักงานใหม่จะคอยสังเกตทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อปรับตัวเข้าหาซึ่งรวมถึง “มาตรฐานการทำงาน” ของเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นหากปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจรักษาระดับคุณภาพก็อาจทำให้สมาชิกที่เพิ่งเข้ามาไม่ประทับใจและตัดสินใจลาออกไป  3 - ป้องกันทัศนคติแง่ลบจากคนในบริษัท ไม่มีใครอยากเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ไม่มีความสุข วัฒนธรรมและพื้นฐานความคิดของคนในองค์กรจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดทิศทางของพนักงานใหม่ เมื่อได้รับรู้ปัญหาต่างๆ แต่ไม่มีคำอธิบายตามหลังก็จะทำให้พวกเขามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อบริษัทได้ง่าย  4- วางแผนสอนงานแบบค่อยเป็นค่อยไป บางครั้งเวลาองค์กรอยากให้พนักงานใหม่เป็นงานเร็วๆ ก็จะพยายามป้อนข้อมูลทุกอย่างให้จบตั้งแต่วันแรกซึ่งทำให้พวกเขาปรับตัวได้ยากเพราะไม่มีเวลาทำความเข้าใจ ควรสอนงานแบบค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับความสำคัญจะได้มีพื้นที่ของให้เรียนรู้ เกิดการถามแล้วต่อยอดพัฒนา การจ้างงานที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดกันที่ว่าได้ผู้สมัครเข้ามาเริ่มงานหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเข้ามาทำงานแล้วจะสามารถปรับตัว สร้างคุณค่าให้กับองค์กร และเข้าใจเป้าหมายร่วมกันเพื่อต่อยอดความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ลดความกังวลใจในทุกการจ้างงานด้วยพาร์ทเนอร์ที่รู้ใจ “คน” และเข้าใจ “เป้าหมายองค์กร” ค้นหาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ หรือยกระดับคุณภาพการจ้างงานภายในองค์กร ลดภาระงานซ้ำซ้อน ด้วยเครื่องมือจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### หางานทีไร ปวดหัวทุกที เหตุผลที่คนรุ่นใหม่เลือกทนอยู่กับงานเดิม แม้ไม่มีความสุขก็ตาม “หางานทีไร ปวดหัวทุกที” เหตุผลที่คนรุ่นใหม่เลือกทนอยู่กับงานเดิม แม้ไม่มีความสุขก็ตาม ไหนใครเป็นบ้าง เข้าสู่ช่วงสมัครงานทีไรเป็นอันต้องเครียดทุกที ตั้งแต่ตอนเริ่มหางาน เตรียมตัวสัมภาษณ์ รับมือกับความกดดันสารพัด รวมถึงรอผลจากทางบริษัทหลังกระบวนการทั้งหมดสิ้นสุดลง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางครั้งการสมัครงานก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียสุขภาพจิต เพราะต้องแบกรับความคาดหวังที่เกิดขึ้นจากทั้งตัวเองและบุคคลภายนอก ต้องเตรียมใจลงไปแข่งขันกับคนอื่นๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จไหม ไหนจะความเสี่ยงสำหรับคนที่กำลังคิดจะทิ้งงานปัจจุบันแล้วออกมาหาใหม่ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเป็นกังวลเสมอเมื่อต้องยื่นสมัครงาน Reeracoen Thailand มีวิธีช่วยขจัดความเครียด และเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้มาฝากกัน เชื่อไหม คนส่วนใหญ่ก็เครียดไม่ต่างกัน ข้อมูลจาก Resume Genius ได้สำรวจคนทำงานชาวอเมริกันทั้งหมด 1,000 คน และพบว่ามีถึง 72% ยอมรับว่ารู้สึกกังวลเมื่อต้องลงสนามสมัครงาน โดยเฉพาะในกลุ่ม “คนรุ่นใหม่” ระหว่าง Gen Z กับ Gen Y สำหรับเหตุผลหลักเป็นเพราะความยากในการหา “งานที่ใช่” เพราะในบรรดาตัวเลือกทั้งหมดที่มีอยู่มากมายบนเว็บประกาศล้วนมีโอกาสเสี่ยงที่ต้องเจอกับปัญหาไม่มากก็น้อย อาทิ เสียเวลาไปกับ Ghost job (งานที่ไม่ได้รับสมัครจริง) สมัครแล้วขาดการสื่อสาร ไม่ถูกติดต่อกลับจากองค์กร งานในตลาดให้ฐานเงินเดือนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ หางานที่เหมาะกับความสามารถไม่ได้ เนื้องานถูกกำหนดหน้าที่ไว้แบบเกินความเป็นจริง เมื่องานมีอยู่มากมาย แต่สุดท้ายไม่อาจยื่นสมัครที่ถูกใจได้เลยก็มีโอกาสทำให้คนที่ต้องการงานรู้สึกผิดหวัง หมดกำลังใจ และไม่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนในอาชีพของตัวเองได้ นอกเหนือจากการค้นหางานผ่านช่องทางต่างๆ ด้วยตัวเอง มาร่วมกันหาวิธีประสบความสำเร็จในการสมัครงาน พร้อมกับถนอมสภาพจิตใจจากความเสี่ยงเหล่านี้เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคัดกรองงานโดยเราสามารถควบคุมได้ 1) เช็กสถานะตำแหน่งงาน - ลดความเสี่ยงเจอ Ghost job สาเหตุที่บางบริษัทยังมีประกาศรับสมัครงาน แม้จะไม่ได้ต้องการคน ที่ถือเป็นลักษณะของ Ghost Job เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โฆษณาของประกาศรับสมัครยังไม่หมดอายุ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ทดลองสำรวจตลาดแรงงาน เก็บข้อมูล สร้างฐานผู้สมัครล่วงหน้า รวบรวมข้อมูลไว้รองรับการจ้างงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้แผนจ้างงานต้องชะลอไปอย่างไม่มีกำหนด วิธีสังเกต Ghost job ประกาศรับสมัครงานมีอายุยาวนานจนผิดสังเกต ไม่เคยมีการติดต่อกลับจากบริษัท ไม่ว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธ รายละเอียดงานคลุมเครือ สร้างความสับสนให้แก่ผู้สมัคร บริษัทไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่ดูสอดคล้องกับการจ้างงาน 2) ข้ามขั้นตอนการค้นหางาน โดยให้งานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ กรณีหางานผ่านเว็บประกาศ หรือจากกลุ่มรับสมัครงาน จะเริ่มจากการอ่านรายละเอียดคัดกรองตัวงานให้เหลือเฉพาะที่สนใจ และหน้าที่ที่ต้องทำต่อหลังจากนี้ก็คือหาข้อมูลเพิ่มเติม ยื่นสมัคร รอการตอบกลับจากบริษัท ทำการบ้านเตรียมตัวรอเรียกสัมภาษณ์ แต่เราสามารถลดขั้นตอนทั้งหมดที่ว่ามาด้วย “ผู้ช่วยทางอาชีพ” ซึ่งก็คือ Recruiter จากบริษัทจัดหางาน เพราะเป้าหมายของบริษัทที่เลือกใช้บริการ Recruitment Agency มักจะต้องการความรวดเร็วแบบ “เจอ จ่าย จบ” เพื่อรับคนเข้าทีมให้ไวที่สุด Recruiter จึงเน้นเป็นฝ่ายติดต่อเสนองานให้กับผู้สมัครที่มีข้อมูลในระบบ นอกจากจะเซฟเวลาที่ใช้ไปกับการหางานบนหน้าเว็บยังช่วยลดความเสี่ยงเจอ Ghost job หรือปัญหาอื่นๆ จากการสมัครงาน เนื่องจากคุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องตรงกับรายละเอียดของตัวงาน ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าเรามีความสามารถที่เหมาะสมแน่นอน และอีกหนึ่งข้อดีของการหางานผ่านตัวแทนจากบริษัทจัดหางานก็คือขั้นตอนที่ดำเนินการเร็ว รู้ผลไว ไม่มีการรออย่างไร้จุดหมาย แถมยังมีแนวโน้มประสบความสำเร็จในการสมัครได้มากขึ้นด้วยการเตรียมความพร้อม ให้ข้อมูลที่จำเป็นระหว่างสัมภาษณ์งาน เช่น ความคาดหวังของบริษัท เหตุผลที่ผู้สมัครคนก่อนหน้ายังไม่ผ่านการคัดเลือก รู้แบบนี้แล้ว เพื่อนๆ มีผู้ช่วยหางานไว้เป็นอีกหนึ่งช่องทางโอกาสแล้วหรือยัง สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/WyFy0 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/7cQsP  ### หางานทีไร ปวดหัวทุกที เหตุผลที่คนรุ่นใหม่เลือกทนอยู่กับงานเดิม แม้ไม่มีความสุขก็ตาม “หางานทีไร ปวดหัวทุกที” เหตุผลที่คนรุ่นใหม่เลือกทนอยู่กับงานเดิม แม้ไม่มีความสุขก็ตาม ไหนใครเป็นบ้าง เข้าสู่ช่วงสมัครงานทีไรเป็นอันต้องเครียดทุกที ตั้งแต่ตอนเริ่มหางาน เตรียมตัวสัมภาษณ์ รับมือกับความกดดันสารพัด รวมถึงรอผลจากทางบริษัทหลังกระบวนการทั้งหมดสิ้นสุดลง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางครั้งการสมัครงานก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียสุขภาพจิต เพราะต้องแบกรับความคาดหวังที่เกิดขึ้นจากทั้งตัวเองและบุคคลภายนอก ต้องเตรียมใจลงไปแข่งขันกับคนอื่นๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จไหม ไหนจะความเสี่ยงสำหรับคนที่กำลังคิดจะทิ้งงานปัจจุบันแล้วออกมาหาใหม่ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเป็นกังวลเสมอเมื่อต้องยื่นสมัครงาน Reeracoen Thailand มีวิธีช่วยขจัดความเครียด และเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้มาฝากกัน เชื่อไหม คนส่วนใหญ่ก็เครียดไม่ต่างกัน ข้อมูลจาก Resume Genius ได้สำรวจคนทำงานชาวอเมริกันทั้งหมด 1,000 คน และพบว่ามีถึง 72% ยอมรับว่ารู้สึกกังวลเมื่อต้องลงสนามสมัครงาน โดยเฉพาะในกลุ่ม “คนรุ่นใหม่” ระหว่าง Gen Z กับ Gen Y สำหรับเหตุผลหลักเป็นเพราะความยากในการหา “งานที่ใช่” เพราะในบรรดาตัวเลือกทั้งหมดที่มีอยู่มากมายบนเว็บประกาศล้วนมีโอกาสเสี่ยงที่ต้องเจอกับปัญหาไม่มากก็น้อย อาทิ เสียเวลาไปกับ Ghost job (งานที่ไม่ได้รับสมัครจริง) สมัครแล้วขาดการสื่อสาร ไม่ถูกติดต่อกลับจากองค์กร งานในตลาดให้ฐานเงินเดือนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ หางานที่เหมาะกับความสามารถไม่ได้ เนื้องานถูกกำหนดหน้าที่ไว้แบบเกินความเป็นจริง เมื่องานมีอยู่มากมาย แต่สุดท้ายไม่อาจยื่นสมัครที่ถูกใจได้เลยก็มีโอกาสทำให้คนที่ต้องการงานรู้สึกผิดหวัง หมดกำลังใจ และไม่สามารถสร้างจุดเปลี่ยนในอาชีพของตัวเองได้ นอกเหนือจากการค้นหางานผ่านช่องทางต่างๆ ด้วยตัวเอง มาร่วมกันหาวิธีประสบความสำเร็จในการสมัครงาน พร้อมกับถนอมสภาพจิตใจจากความเสี่ยงเหล่านี้เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคัดกรองงานโดยเราสามารถควบคุมได้ 1) เช็กสถานะตำแหน่งงาน - ลดความเสี่ยงเจอ Ghost job สาเหตุที่บางบริษัทยังมีประกาศรับสมัครงาน แม้จะไม่ได้ต้องการคน ที่ถือเป็นลักษณะของ Ghost Job เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โฆษณาของประกาศรับสมัครยังไม่หมดอายุ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ทดลองสำรวจตลาดแรงงาน เก็บข้อมูล สร้างฐานผู้สมัครล่วงหน้า รวบรวมข้อมูลไว้รองรับการจ้างงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้แผนจ้างงานต้องชะลอไปอย่างไม่มีกำหนด วิธีสังเกต Ghost job ประกาศรับสมัครงานมีอายุยาวนานจนผิดสังเกต ไม่เคยมีการติดต่อกลับจากบริษัท ไม่ว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธ รายละเอียดงานคลุมเครือ สร้างความสับสนให้แก่ผู้สมัคร บริษัทไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่ดูสอดคล้องกับการจ้างงาน 2) ข้ามขั้นตอนการค้นหางาน โดยให้งานเป็นฝ่ายเข้าหาคุณ กรณีหางานผ่านเว็บประกาศ หรือจากกลุ่มรับสมัครงาน จะเริ่มจากการอ่านรายละเอียดคัดกรองตัวงานให้เหลือเฉพาะที่สนใจ และหน้าที่ที่ต้องทำต่อหลังจากนี้ก็คือหาข้อมูลเพิ่มเติม ยื่นสมัคร รอการตอบกลับจากบริษัท ทำการบ้านเตรียมตัวรอเรียกสัมภาษณ์ แต่เราสามารถลดขั้นตอนทั้งหมดที่ว่ามาด้วย “ผู้ช่วยทางอาชีพ” ซึ่งก็คือ Recruiter จากบริษัทจัดหางาน เพราะเป้าหมายของบริษัทที่เลือกใช้บริการ Recruitment Agency มักจะต้องการความรวดเร็วแบบ “เจอ จ่าย จบ” เพื่อรับคนเข้าทีมให้ไวที่สุด Recruiter จึงเน้นเป็นฝ่ายติดต่อเสนองานให้กับผู้สมัครที่มีข้อมูลในระบบ นอกจากจะเซฟเวลาที่ใช้ไปกับการหางานบนหน้าเว็บยังช่วยลดความเสี่ยงเจอ Ghost job หรือปัญหาอื่นๆ จากการสมัครงาน เนื่องจากคุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องตรงกับรายละเอียดของตัวงาน ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าเรามีความสามารถที่เหมาะสมแน่นอน และอีกหนึ่งข้อดีของการหางานผ่านตัวแทนจากบริษัทจัดหางานก็คือขั้นตอนที่ดำเนินการเร็ว รู้ผลไว ไม่มีการรออย่างไร้จุดหมาย แถมยังมีแนวโน้มประสบความสำเร็จในการสมัครได้มากขึ้นด้วยการเตรียมความพร้อม ให้ข้อมูลที่จำเป็นระหว่างสัมภาษณ์งาน เช่น ความคาดหวังของบริษัท เหตุผลที่ผู้สมัครคนก่อนหน้ายังไม่ผ่านการคัดเลือก รู้แบบนี้แล้ว เพื่อนๆ มีผู้ช่วยหางานไว้เป็นอีกหนึ่งช่องทางโอกาสแล้วหรือยัง สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/WyFy0 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/7cQsP  ### บริษัทรับเข้าทำงาน แต่กลับเทเฉย แก้ปัญหาผู้สมัครปฏิเสธร่วมงาน ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ได้ตามนี้! แก้ปัญหาผู้สมัครปฏิเสธร่วมงาน ด้วยกลยุทธ์การนำเสนองานอย่างมีชั้นเชิง สัมภาษณ์งานผ่าน แต่ผู้สมัครกลับตัดสินใจไม่ตอบตกลงรับงาน ความจริงปัญหาในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ ผู้สมัครได้งานไปก่อน มีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจมากกว่า ข้อเสนอที่บริษัทยื่นมายังไม่ตรงกับความคาดหวังมากพอ หรือติดปัญหาบางอย่างจนทำให้เลือกปฏิเสธ ดังนั้นปัญหานี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูที่ขั้นตอนการนำเสนองานตั้งแต่ต้นด้วย องค์กรจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากอะไรหรือปรับวิธีการนำเสนองานอย่างไรเพื่อลดอัตรา Rejection rate ให้น้อยลง บทความนี้ Reeracoen มีคำแนะนำง่ายๆ มาฝากกัน อะไรคือสาเหตุที่ผู้สมัครเลือกปฏิเสธ Job offer จากเรา ข้อเสนอที่ยื่นไปยังไม่โดนใจมากพอ ทั้งด้วยตัวงานยังไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือระหว่างรอเจองานที่อื่นน่าสนใจกว่า หากไม่สามารถมัดใจผู้สมัครได้ทันทีก็มีโอกาสสูงที่จะหลุดมือ วิธีการนำเสนอตัวงานที่ไม่สามารถดึงดูดผู้สมัครได้ รูปแบบการนำเสนอของ Recruiter ก็มีผลต่อมุมมองที่มีต่องานเช่นกัน แม้ความจริงตัวงานกับองค์กรจะน่าสนใจ แต่ถ้าไม่ได้ชูจุดเด่นเหล่านั้นหรือทำให้ผู้สมัครรู้สึกถึงความ “พิเศษ” มากกว่าตัวเลือกอื่นๆ ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้สมัครตัดสินใจตอบรับข้อเสนอได้ ได้งานจากที่อื่นไปก่อน สาเหตุนี้อาจเกิดจากกระบวนการทำงานที่ล่าช้าของทีมงาน ซึ่งมีส่วนสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดี ประกอบกับองค์กรอื่นตัดสินใจเร็วกว่าก็นำพาให้ผู้สมัครต้องตัดสินใจเลือกความแน่นอนมากกว่าอดทนรอต่อไป ปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ผู้สมัครค้นหาข้อมูลแล้วเจอว่าองค์กรมีชื่อเสียงในทางไม่ดี หรือมีความจำเป็นอื่นๆ จนไม่สะดวกมาเริ่มงานกับบริษัทของเราแล้ว รู้สึกไม่คลิกกับบางสิ่งบางอย่างในองค์กร แม้ตัวงาน ชื่อตำแหน่ง และผลตอบแทนจะดึงดูดใจแค่ไหนในตอนแรก แต่ถ้าหลังจากนั้นผู้สมัครพบว่าตัวเองยังไม่เข้ากับสไตล์การทำงาน เส้นทางการเติบโตในบริษัทไม่ตรงกับความคาดหวัง ไม่ชอบบรรยากาศ มีเป้าหมายหรือแนวคิดต่างจากองค์กร ก็เป็นเหตุผลที่ต้องปฏิเสธการร่วมงานอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ปรับวิธีนำเสนอเพื่อลดอัตราการปฏิเสธข้อเสนองาน 1) สอบถามสาเหตุในการย้ายงาน ปกติแล้วกระบวนการจ้างงานจะมีการเช็กอัปผู้สมัครเบื้องต้นอยู่แล้ว เช่น ในขั้นตอน Phone screen นอกจากถามเกี่ยวกับงานในปัจจุบัน ก็ควรถามถึงสาเหตุความต้องการในการย้ายงานด้วย เพราะการรู้สาเหตุเชิงลึกว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ผู้สมัครอยากเปลี่ยนงานใหม่คือข้อมูลชั้นดีที่จะช่วยให้องค์กรได้เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง และนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าจากความคาดหวังเหล่านั้น องค์กรของเราจะสามารถตอบสนองกลับไปได้อย่างไรบ้าง 2) ทำความเข้าใจเป้าหมายของผู้สมัคร เมื่อเข้าใจสาเหตุในการย้ายงานเบื้องต้นแล้ว สิ่งที่องค์กรสามารถทำการบ้านเพิ่มเติม เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้กับการเข้ามาร่วมงานในองค์กรได้มากขึ้นก็คือ “การออกแบบข้อเสนองาน” ที่ครอบคลุมเป้าหมายของผู้สมัครได้มากที่สุด เช่น หากสาเหตุในการย้ายงานของผู้สมัครคืออยากอัปเงินเดือน หมายความว่าเป้าหมายที่สำคัญในตอนนี้คือ “รายได้” ถ้าพิจารณาแล้วว่าไม่เกินขอบเขตเพดานโครงสร้างเงินเดือนของบริษัทก็อาจจะให้ไปตามที่ผู้สมัครกำหนด แต่เพิ่ม Benefits ที่เกี่ยวข้องให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือ กรณีที่สาเหตุการย้ายงานของผู้สมัครคือรู้สึกตันกับงานเดิมก็อาจจะเน้นที่โอกาสเติบโตในองค์กร และความท้าทายของเนื้องาน เช่น ยกตัวอย่างโปรเจกต์ที่จะได้ทำ เป้าหมายที่วางไว้ข้างหน้า ถ้าข้อเสนองานที่ยื่นไปทำได้ทั้งตอบรับกับความคาดหวัง แถมยังช่วยวางแผนต่างๆ ที่น่าสนใจให้กับอนาคตผู้สมัครก็มีโอกาสสูงขึ้นที่องค์กรจะประสบความสำเร็จในการจ้างงาน สรุป 5 ลักษณะของข้อเสนองานที่มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตอบตกลงมากขึ้น ข้อเสนองานที่ดีจะต้องตอบโจทย์เป้าหมายในการเปลี่ยนงาน อย่าพยายามดึงดูดด้วยเงินเดือน หรือชื่อเสียงของบริษัทอย่างเดียว วางแผนไกลถึงอนาคต โอกาสเติบโตของผู้สมัคร นำเสนอวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง สร้างความรู้สึกพิเศษ ใส่ใจในรายละเอียดที่ตรงกับความคาดหวังของผู้สมัคร 3) สำรวจทิศทางตลาดอย่างสม่ำเสมอ จุดบอดที่ทำให้หลายองค์กรล้มเหลวในการแข่งขันจ้างงาน อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ใช้เวลาศึกษาตลาดในแต่ละสายอาชีพมากพอ เพราะบางครั้งทิศทางการทำธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เมื่อทักษะที่จำเป็นต้องใช้เริ่มขาดแคลน หาคนมีฝีมือได้ยากก็จะทำให้เรทเงินเดือนที่พอจะสามารถดึงดูดได้ขึ้นสูงตามไปด้วย 4) พัฒนากระบวนการทำงานหลังบ้านให้กระบวนการจ้างงาน วิธีการคัดกรองที่เข้มงวด มีขั้นตอนมากมาย รวมถึงรอการตัดสินใจจากหลายคน ส่งผลให้กระบวนการสมัครงานต้องใช้เวลานานขึ้น สร้างภาระให้กับผู้สมัครมากขึ้น บางครั้งผู้สมัครสัมภาษณ์เสร็จกว่าจะรอผลตอบรับจากองค์กรก็กลายเป็นว่าได้งานจากที่อื่นไปก่อนเรียบร้อยแล้ว ปัญหาอาจอยู่ที่ระบบการทำงานหลังบ้านยังไม่ชัดเจน ไม่กำหนดขอบเขตระยะเวลาที่ใช้พิจารณาแต่ละขั้นตอน หรือแม้แต่ภาระงานที่ HR ต้องดูแลมีมากเกินไป ไม่สามารถบริหารเวลามาสื่อสารและดูแลผู้สมัครได้อย่างทั่วถึง สรุป 5 ลักษณะของข้อเสนองานที่มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตอบตกลงมากขึ้น ข้อเสนองานที่ดีจะต้องตอบโจทย์เป้าหมายในการเปลี่ยนงาน อย่าพยายามดึงดูดด้วยเงินเดือน หรือชื่อเสียงของบริษัทอย่างเดียว วางแผนไกลถึงอนาคต โอกาสเติบโตของผู้สมัคร นำเสนอวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง สร้างความรู้สึกพิเศษ ใส่ใจในรายละเอียดที่ตรงกับความคาดหวังของผู้สมัคร ลดอัตราการถูกผู้สมัครปฏิเสธร่วมงานด้วย HR Solution ที่ใช่ หนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดอัตราการปฏิเสธร่วมงานได้อย่างเห็นผลก็คือการจ้างงานผ่าน Recruitment Agency ที่ดูแลกระบวนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งการสรรหาผู้สมัคร คัดกรองคุณสมบัติ นัดหมายสัมภาษณ์ ช่วยอธิบายลักษณะงาน ภาพรวมองค์กร ความคาดหวัง ให้องค์กรประสบความสำเร็จในการจ้างงานได้มากขึ้น และนอกจากจะอำนวยความสะดวกในส่วนต่างๆ ได้มากยังมักจะได้รับฟีดแบคจากผู้สมัครอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเงินเดือน มาตรฐานการทำงาน วิธีดูแลผู้สมัคร ตลอดจนกระบวนการทำงาน ระยะเวลาที่ใช้ รวมถึงขั้นตอนต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อบริษัท แต่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ปรับปรุงการจ้างงานได้โดยตรงและช่วยให้องค์กรมีโอกาสแข่งขันในตลาดงานได้อย่างยั่งยืน ค้นหาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ ไม่พลาดทุกข้อมูลสำคัญด้วยการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบด้วยเครื่องมือ Applicant Tracking System อีกหนึ่งวิธีช่วยลดอัตราปฏิเสธร่วมงานแบบทางอ้อมคือการนำระบบจัดเก็บบันทึกข้อมูลมาใช้ประกอบการทำงานให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไม่มีการบันทึกข้อมูลที่ดีหรือเป็นระเบียบมากพอ บางครั้งคนทำงานที่ต้องดูแลข้อมูลจำนวนมากก็อาจพลาดได้ เช่น จำตัวเลขเงินเดือนผิด ลืมใส่รายละเอียดบางข้อที่ผู้สมัครให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ “ความคาดหวังของผู้สมัคร” โดยตรง อย่างเช่น ตัวเลขเงินเดือน ตัวงาน ชื่อตำแหน่ง หรือเงื่อนไขอื่นๆ และเมื่อผู้สมัครไม่ได้ Job offer ที่ตรงใจอย่างที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้นก็มีโอกาสปฏิเสธรับข้อเสนอค่อนข้างสูงมากทีเดียว สำหรับระบบ ATS (Applicant Tracking System) คือเครื่องมือบริหารผู้สมัครในองค์กร ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและยกระดับกระบวนการทำงานของ HR สามารถทำให้การจ้างงานมีคุณภาพแม่นยำมากยิ่งขึ้น จุดเด่นคือการรวมศูนย์ข้อมูลผู้สมัคร และมีฟังก์ชันให้ติดตามงาน ลดงาน Operation ที่ซ้ำซ้อนจากการใช้ Spreadsheet รวมถึงช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดต่างๆ จากบุคคลและป้องกันข้อมูลหล่นหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### บริษัทรับเข้าทำงาน แต่กลับเทเฉย? ลดอัตราผู้สมัครปฏิเสธร่วมงาน ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ได้ตามนี้! แก้ปัญหาผู้สมัครปฏิเสธร่วมงาน ด้วยกลยุทธ์การนำเสนองานอย่างมีชั้นเชิง สัมภาษณ์งานผ่าน แต่ผู้สมัครกลับตัดสินใจไม่ตอบตกลงรับงาน ความจริงปัญหาในลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ ผู้สมัครได้งานไปก่อน มีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจมากกว่า ข้อเสนอที่บริษัทยื่นมายังไม่ตรงกับความคาดหวังมากพอ หรือติดปัญหาบางอย่างจนทำให้เลือกปฏิเสธ ดังนั้นปัญหานี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูที่ขั้นตอนการนำเสนองานตั้งแต่ต้นด้วย องค์กรจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากอะไรหรือปรับวิธีการนำเสนองานอย่างไรเพื่อลดอัตรา Rejection rate ให้น้อยลง บทความนี้ Reeracoen มีคำแนะนำง่ายๆ มาฝากกัน อะไรคือสาเหตุที่ผู้สมัครเลือกปฏิเสธ Job offer จากเรา ข้อเสนอที่ยื่นไปยังไม่โดนใจมากพอ ทั้งด้วยตัวงานยังไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือระหว่างรอเจองานที่อื่นน่าสนใจกว่า หากไม่สามารถมัดใจผู้สมัครได้ทันทีก็มีโอกาสสูงที่จะหลุดมือ วิธีการนำเสนอตัวงานที่ไม่สามารถดึงดูดผู้สมัครได้ รูปแบบการนำเสนอของ Recruiter ก็มีผลต่อมุมมองที่มีต่องานเช่นกัน แม้ความจริงตัวงานกับองค์กรจะน่าสนใจ แต่ถ้าไม่ได้ชูจุดเด่นเหล่านั้นหรือทำให้ผู้สมัครรู้สึกถึงความ “พิเศษ” มากกว่าตัวเลือกอื่นๆ ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้สมัครตัดสินใจตอบรับข้อเสนอได้ ได้งานจากที่อื่นไปก่อน สาเหตุนี้อาจเกิดจากกระบวนการทำงานที่ล่าช้าของทีมงาน ซึ่งมีส่วนสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดี ประกอบกับองค์กรอื่นตัดสินใจเร็วกว่าก็นำพาให้ผู้สมัครต้องตัดสินใจเลือกความแน่นอนมากกว่าอดทนรอต่อไป ปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น ผู้สมัครค้นหาข้อมูลแล้วเจอว่าองค์กรมีชื่อเสียงในทางไม่ดี หรือมีความจำเป็นอื่นๆ จนไม่สะดวกมาเริ่มงานกับบริษัทของเราแล้ว รู้สึกไม่คลิกกับบางสิ่งบางอย่างในองค์กร แม้ตัวงาน ชื่อตำแหน่ง และผลตอบแทนจะดึงดูดใจแค่ไหนในตอนแรก แต่ถ้าหลังจากนั้นผู้สมัครพบว่าตัวเองยังไม่เข้ากับสไตล์การทำงาน เส้นทางการเติบโตในบริษัทไม่ตรงกับความคาดหวัง ไม่ชอบบรรยากาศ มีเป้าหมายหรือแนวคิดต่างจากองค์กร ก็เป็นเหตุผลที่ต้องปฏิเสธการร่วมงานอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ปรับวิธีนำเสนอเพื่อลดอัตราการปฏิเสธข้อเสนองาน 1) สอบถามสาเหตุในการย้ายงาน ปกติแล้วกระบวนการจ้างงานจะมีการเช็กอัปผู้สมัครเบื้องต้นอยู่แล้ว เช่น ในขั้นตอน Phone screen นอกจากถามเกี่ยวกับงานในปัจจุบัน ก็ควรถามถึงสาเหตุความต้องการในการย้ายงานด้วย เพราะการรู้สาเหตุเชิงลึกว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ผู้สมัครอยากเปลี่ยนงานใหม่คือข้อมูลชั้นดีที่จะช่วยให้องค์กรได้เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง และนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าจากความคาดหวังเหล่านั้น องค์กรของเราจะสามารถตอบสนองกลับไปได้อย่างไรบ้าง 2) ทำความเข้าใจเป้าหมายของผู้สมัคร เมื่อเข้าใจสาเหตุในการย้ายงานเบื้องต้นแล้ว สิ่งที่องค์กรสามารถทำการบ้านเพิ่มเติม เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้กับการเข้ามาร่วมงานในองค์กรได้มากขึ้นก็คือ “การออกแบบข้อเสนองาน” ที่ครอบคลุมเป้าหมายของผู้สมัครได้มากที่สุด เช่น หากสาเหตุในการย้ายงานของผู้สมัครคืออยากอัปเงินเดือน หมายความว่าเป้าหมายที่สำคัญในตอนนี้คือ “รายได้” ถ้าพิจารณาแล้วว่าไม่เกินขอบเขตเพดานโครงสร้างเงินเดือนของบริษัทก็อาจจะให้ไปตามที่ผู้สมัครกำหนด แต่เพิ่ม Benefits ที่เกี่ยวข้องให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือ กรณีที่สาเหตุการย้ายงานของผู้สมัครคือรู้สึกตันกับงานเดิมก็อาจจะเน้นที่โอกาสเติบโตในองค์กร และความท้าทายของเนื้องาน เช่น ยกตัวอย่างโปรเจกต์ที่จะได้ทำ เป้าหมายที่วางไว้ข้างหน้า ถ้าข้อเสนองานที่ยื่นไปทำได้ทั้งตอบรับกับความคาดหวัง แถมยังช่วยวางแผนต่างๆ ที่น่าสนใจให้กับอนาคตผู้สมัครก็มีโอกาสสูงขึ้นที่องค์กรจะประสบความสำเร็จในการจ้างงาน สรุป 5 ลักษณะของข้อเสนองานที่มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตอบตกลงมากขึ้น ข้อเสนองานที่ดีจะต้องตอบโจทย์เป้าหมายในการเปลี่ยนงาน อย่าพยายามดึงดูดด้วยเงินเดือน หรือชื่อเสียงของบริษัทอย่างเดียว วางแผนไกลถึงอนาคต โอกาสเติบโตของผู้สมัคร นำเสนอวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง สร้างความรู้สึกพิเศษ ใส่ใจในรายละเอียดที่ตรงกับความคาดหวังของผู้สมัคร 3) สำรวจทิศทางตลาดอย่างสม่ำเสมอ จุดบอดที่ทำให้หลายองค์กรล้มเหลวในการแข่งขันจ้างงาน อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ใช้เวลาศึกษาตลาดในแต่ละสายอาชีพมากพอ เพราะบางครั้งทิศทางการทำธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เมื่อทักษะที่จำเป็นต้องใช้เริ่มขาดแคลน หาคนมีฝีมือได้ยากก็จะทำให้เรทเงินเดือนที่พอจะสามารถดึงดูดได้ขึ้นสูงตามไปด้วย 4) พัฒนากระบวนการทำงานหลังบ้านให้กระบวนการจ้างงาน วิธีการคัดกรองที่เข้มงวด มีขั้นตอนมากมาย รวมถึงรอการตัดสินใจจากหลายคน ส่งผลให้กระบวนการสมัครงานต้องใช้เวลานานขึ้น สร้างภาระให้กับผู้สมัครมากขึ้น บางครั้งผู้สมัครสัมภาษณ์เสร็จกว่าจะรอผลตอบรับจากองค์กรก็กลายเป็นว่าได้งานจากที่อื่นไปก่อนเรียบร้อยแล้ว ปัญหาอาจอยู่ที่ระบบการทำงานหลังบ้านยังไม่ชัดเจน ไม่กำหนดขอบเขตระยะเวลาที่ใช้พิจารณาแต่ละขั้นตอน หรือแม้แต่ภาระงานที่ HR ต้องดูแลมีมากเกินไป ไม่สามารถบริหารเวลามาสื่อสารและดูแลผู้สมัครได้อย่างทั่วถึง สรุป 5 ลักษณะของข้อเสนองานที่มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตอบตกลงมากขึ้น ข้อเสนองานที่ดีจะต้องตอบโจทย์เป้าหมายในการเปลี่ยนงาน อย่าพยายามดึงดูดด้วยเงินเดือน หรือชื่อเสียงของบริษัทอย่างเดียว วางแผนไกลถึงอนาคต โอกาสเติบโตของผู้สมัคร นำเสนอวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง สร้างความรู้สึกพิเศษ ใส่ใจในรายละเอียดที่ตรงกับความคาดหวังของผู้สมัคร ลดอัตราการถูกผู้สมัครปฏิเสธร่วมงานด้วย HR Solution ที่ใช่ หนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดอัตราการปฏิเสธร่วมงานได้อย่างเห็นผลก็คือการจ้างงานผ่าน Recruitment Agency ที่ดูแลกระบวนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งการสรรหาผู้สมัคร คัดกรองคุณสมบัติ นัดหมายสัมภาษณ์ ช่วยอธิบายลักษณะงาน ภาพรวมองค์กร ความคาดหวัง ให้องค์กรประสบความสำเร็จในการจ้างงานได้มากขึ้น และนอกจากจะอำนวยความสะดวกในส่วนต่างๆ ได้มากยังมักจะได้รับฟีดแบคจากผู้สมัครอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเงินเดือน มาตรฐานการทำงาน วิธีดูแลผู้สมัคร ตลอดจนกระบวนการทำงาน ระยะเวลาที่ใช้ รวมถึงขั้นตอนต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อบริษัท แต่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ปรับปรุงการจ้างงานได้โดยตรงและช่วยให้องค์กรมีโอกาสแข่งขันในตลาดงานได้อย่างยั่งยืน ค้นหาคนที่ใช่ให้ทุกตำแหน่งที่ว่าง จ้างงานผ่านมืออาชีพที่รู้ใจ ไม่พลาดทุกข้อมูลสำคัญด้วยการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบด้วยเครื่องมือ Applicant Tracking System อีกหนึ่งวิธีช่วยลดอัตราปฏิเสธร่วมงานแบบทางอ้อมคือการนำระบบจัดเก็บบันทึกข้อมูลมาใช้ประกอบการทำงานให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไม่มีการบันทึกข้อมูลที่ดีหรือเป็นระเบียบมากพอ บางครั้งคนทำงานที่ต้องดูแลข้อมูลจำนวนมากก็อาจพลาดได้ เช่น จำตัวเลขเงินเดือนผิด ลืมใส่รายละเอียดบางข้อที่ผู้สมัครให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ “ความคาดหวังของผู้สมัคร” โดยตรง อย่างเช่น ตัวเลขเงินเดือน ตัวงาน ชื่อตำแหน่ง หรือเงื่อนไขอื่นๆ และเมื่อผู้สมัครไม่ได้ Job offer ที่ตรงใจอย่างที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้นก็มีโอกาสปฏิเสธรับข้อเสนอค่อนข้างสูงมากทีเดียว สำหรับระบบ ATS (Applicant Tracking System) คือเครื่องมือบริหารผู้สมัครในองค์กร ช่วยจัดระเบียบข้อมูลและยกระดับกระบวนการทำงานของ HR สามารถทำให้การจ้างงานมีคุณภาพแม่นยำมากยิ่งขึ้น จุดเด่นคือการรวมศูนย์ข้อมูลผู้สมัคร และมีฟังก์ชันให้ติดตามงาน ลดงาน Operation ที่ซ้ำซ้อนจากการใช้ Spreadsheet รวมถึงช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดต่างๆ จากบุคคลและป้องกันข้อมูลหล่นหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### วิธีเพิ่มแรงดึงดูดให้โปรไฟล์สมัครงานด้วยทักษะ Project Management วิธีเพิ่มแรงดึงดูดให้โปรไฟล์สมัครงาน ด้วยทักษะ Project Management การลงสนามเข้าสู่ตลาดงานที่มีการแข่งขันสูงอย่างเช่นยุคนี้ คนที่มีความสามารถโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดก็มักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย และหนึ่งในคุณสมบัติที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับผู้สมัครก็คือทักษะด้าน Project Management (การบริหารโครงการ) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานยุคใหม่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาหลายบริษัทยังทำผลประกอบการไม่ได้ตามเป้าเลยจำเป็นต้องดำเนินงานอย่างรัดกุม ควบคุมรายจ่ายมากขึ้น ทำให้การจ้างงานแต่ละครั้งจึงเน้นที่ “ความคุ้มค่า” สูงสุด ในขณะที่ทักษะ Project Management คือคุณสมบัติที่สรุปภาพรวมของพนักงานที่มีความเป็นผู้นำ สามารถออกแบบแผนงานและบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นวางโปรเจกต์ ควบคุม ตลอดจนปิดงานแบบครบวงจร ช่วยบริษัททั้งในแง่การลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน อาจเปรียบได้ว่าเป็น “พนักงานในอุดมคติ” ของทุกๆ บริษัท หากใครครอบครองคุณสมบัตินี้ไว้ก็จะดึงดูดองค์กรต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แม้จะมีทักษะ Project Management แต่ทำไมหลายคนถึงยังไม่ประสบความสำเร็จในการสมัครงาน เนื่องจาก Project management เป็นชุดทักษะใหญ่ที่มีองค์ประกอบเล็กๆ อัดแน่นอยู่ภายใน อาทิ 1) กำหนดเป้าหมาย แผนงาน และขอบเขต 2) บริหารเวลา กำหนดไทม์ไลน์ให้เสร็จภายในเวลาที่เหมาะสม 3) ควบคุมงบประมาณ ติดตามค่าใช้จ่าย 4) จัดการทรัพยากรบุคคล กระจายงานและกำกับภาพรวม 5) การสื่อสารระหว่างทีมงาน ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง 7) ประเมินความเสี่ยง วิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น 8) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยความยืดหยุ่น 9) ทักษะการแก้ปัญหาและตัดสินใจ 10) การใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยบริหารงาน เมื่อคำว่า Project Management นั้นประกอบด้วยรายละเอียดมากมาย บางคนจึงอาจยังติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถสะท้อนหรือบอกเล่าออกมาบนหน้าประวัติการทำงานให้เข้าใจได้มากพอ ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะมาบอกเคล็ดลับการเขียนหน้าเรซูเม่ ทำอย่างไรให้เห็นเด่นชัดและสะดุดตา HR จนต้องรีบนัดเข้าสัมภาษณ์ สะท้อนตัวอย่างประสบการณ์ผ่านการเขียนลงบนหน้าเรซูเม่ 1) เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ลักษณะงานของตำแหน่งที่เราสมัคร มองหาชุดทักษะ รูปแบบของประสบการณ์ที่บริษัทต้องการจากตัวผู้สมัครมากำหนดเป็นโครงร่างให้ตอบรับกับความคาดหวังเหล่านั้นอย่างตรงจุดมากที่สุด และทำให้ Recruiter สนใจในทักษะการนำเสนอเพื่อมีโอกาสนัดสัมภาษณ์มากขึ้น 2) บทสรุปภาพรวมโปรไฟล์การทำงาน จุดดึงดูดสายตาอันดับแรกๆ สำหรับคนทำงานคัดกรองผู้สมัครคือ Professional Summary หรือส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับตัวเองโดยสรุป ระบุให้ชัดเจนในด้านประสบการณ์งานสาย Project Management ทั้งจำนวนปีที่ทำ ลักษณะของโปรเจกต์ที่ดูแล รวมถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น (อธิบายกระบวนการทำงานที่ถนัดลงไปให้องค์กรเห็นภาพด้วย) 3) เรียบเรียงประวัติการทำงาน นอกเหนือจากประวัติความสำเร็จในสายอาชีพ อย่าลืมสอดแทรกประสบการณ์ด้าน Project Management เข้ามาเพิ่มเติม โดยโฟกัสไปยังงานที่ประสบความสำเร็จด้วยทักษะด้านการบริหารของเรา ซึ่งต้องอธิบายตั้งแต่รูปแบบหรือลักษณะงาน วัตถุประสงค์ และผลลัพธ์ที่ได้ 4) ทักษะความเชี่ยวชาญ การปรับแต่งลิสต์ของทักษะต่างๆ ให้สอดคล้องกับรายละเอียดตัวงานเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการสมัครงานทุกวันนี้ เนื่องจาก Recruiter ส่วนใหญ่จะใช้สายตาสแกนโปรไฟล์อย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้าเรซูเม่ของเรามีคีย์เวิร์ดที่ตรงกันเยอะก็จะเป็นที่สนใจได้ไม่ยาก นอกจากนี้กลุ่มคนที่เชี่ยวชาญอย่างเช่น Recruiter ในบริษัทจัดหางานยังสามารถวิเคราะห์ความสามารถ และประเมินการทำงานได้ผ่านทักษะที่ระบุไว้หากมีสกิลเฉพาะทางด้าน Project Management ก็อย่าลืมใส่ลงไปด้วย สรุป การสะท้อนทักษะและประสบการณ์ด้าน Project Management จะช่วยสร้างโปรไฟล์ที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดนายจ้างในบริษัทต่างๆ ได้ง่าย พยายามจัดวางลำดับเนื้อหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นอย่างสรุปภาพรวมการทำงาน ผลงานความสำเร็จ ไปจนถึงประสบการณ์ รวมถึงทักษะที่เชี่ยวชาญให้ชัดเจนเพื่อให้องค์กรมีข้อมูลมากพอสำหรับการตัดสินใจและเชื่อมั่นว่าเราเป็นผู้สมัครที่ใช่ สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/QqETY ### วิธีเพิ่มแรงดึงดูดให้โปรไฟล์สมัครงานด้วยทักษะ Project Management วิธีเพิ่มแรงดึงดูดให้โปรไฟล์สมัครงาน ด้วยทักษะ Project Management การลงสนามเข้าสู่ตลาดงานที่มีการแข่งขันสูงอย่างเช่นยุคนี้ คนที่มีความสามารถโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดก็มักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย และหนึ่งในคุณสมบัติที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับผู้สมัครก็คือทักษะด้าน Project Management (การบริหารโครงการ) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานยุคใหม่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาหลายบริษัทยังทำผลประกอบการไม่ได้ตามเป้าเลยจำเป็นต้องดำเนินงานอย่างรัดกุม ควบคุมรายจ่ายมากขึ้น ทำให้การจ้างงานแต่ละครั้งจึงเน้นที่ “ความคุ้มค่า” สูงสุด ในขณะที่ทักษะ Project Management คือคุณสมบัติที่สรุปภาพรวมของพนักงานที่มีความเป็นผู้นำ สามารถออกแบบแผนงานและบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นวางโปรเจกต์ ควบคุม ตลอดจนปิดงานแบบครบวงจร ช่วยบริษัททั้งในแง่การลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน อาจเปรียบได้ว่าเป็น “พนักงานในอุดมคติ” ของทุกๆ บริษัท หากใครครอบครองคุณสมบัตินี้ไว้ก็จะดึงดูดองค์กรต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แม้จะมีทักษะ Project Management แต่ทำไมหลายคนถึงยังไม่ประสบความสำเร็จในการสมัครงาน เนื่องจาก Project management เป็นชุดทักษะใหญ่ที่มีองค์ประกอบเล็กๆ อัดแน่นอยู่ภายใน อาทิ 1) กำหนดเป้าหมาย แผนงาน และขอบเขต 2) บริหารเวลา กำหนดไทม์ไลน์ให้เสร็จภายในเวลาที่เหมาะสม 3) ควบคุมงบประมาณ ติดตามค่าใช้จ่าย 4) จัดการทรัพยากรบุคคล กระจายงานและกำกับภาพรวม 5) การสื่อสารระหว่างทีมงาน ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง 7) ประเมินความเสี่ยง วิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น 8) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยความยืดหยุ่น 9) ทักษะการแก้ปัญหาและตัดสินใจ 10) การใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยบริหารงาน เมื่อคำว่า Project Management นั้นประกอบด้วยรายละเอียดมากมาย บางคนจึงอาจยังติดปัญหาตรงที่ไม่สามารถสะท้อนหรือบอกเล่าออกมาบนหน้าประวัติการทำงานให้เข้าใจได้มากพอ ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะมาบอกเคล็ดลับการเขียนหน้าเรซูเม่ ทำอย่างไรให้เห็นเด่นชัดและสะดุดตา HR จนต้องรีบนัดเข้าสัมภาษณ์ สะท้อนตัวอย่างประสบการณ์ผ่านการเขียนลงบนหน้าเรซูเม่ 1) เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ลักษณะงานของตำแหน่งที่เราสมัคร มองหาชุดทักษะ รูปแบบของประสบการณ์ที่บริษัทต้องการจากตัวผู้สมัครมากำหนดเป็นโครงร่างให้ตอบรับกับความคาดหวังเหล่านั้นอย่างตรงจุดมากที่สุด และทำให้ Recruiter สนใจในทักษะการนำเสนอเพื่อมีโอกาสนัดสัมภาษณ์มากขึ้น 2) บทสรุปภาพรวมโปรไฟล์การทำงาน จุดดึงดูดสายตาอันดับแรกๆ สำหรับคนทำงานคัดกรองผู้สมัครคือ Professional Summary หรือส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับตัวเองโดยสรุป ระบุให้ชัดเจนในด้านประสบการณ์งานสาย Project Management ทั้งจำนวนปีที่ทำ ลักษณะของโปรเจกต์ที่ดูแล รวมถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น (อธิบายกระบวนการทำงานที่ถนัดลงไปให้องค์กรเห็นภาพด้วย) 3) เรียบเรียงประวัติการทำงาน นอกเหนือจากประวัติความสำเร็จในสายอาชีพ อย่าลืมสอดแทรกประสบการณ์ด้าน Project Management เข้ามาเพิ่มเติม โดยโฟกัสไปยังงานที่ประสบความสำเร็จด้วยทักษะด้านการบริหารของเรา ซึ่งต้องอธิบายตั้งแต่รูปแบบหรือลักษณะงาน วัตถุประสงค์ และผลลัพธ์ที่ได้ 4) ทักษะความเชี่ยวชาญ การปรับแต่งลิสต์ของทักษะต่างๆ ให้สอดคล้องกับรายละเอียดตัวงานเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการสมัครงานทุกวันนี้ เนื่องจาก Recruiter ส่วนใหญ่จะใช้สายตาสแกนโปรไฟล์อย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้าเรซูเม่ของเรามีคีย์เวิร์ดที่ตรงกันเยอะก็จะเป็นที่สนใจได้ไม่ยาก นอกจากนี้กลุ่มคนที่เชี่ยวชาญอย่างเช่น Recruiter ในบริษัทจัดหางานยังสามารถวิเคราะห์ความสามารถ และประเมินการทำงานได้ผ่านทักษะที่ระบุไว้หากมีสกิลเฉพาะทางด้าน Project Management ก็อย่าลืมใส่ลงไปด้วย สรุป การสะท้อนทักษะและประสบการณ์ด้าน Project Management จะช่วยสร้างโปรไฟล์ที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดนายจ้างในบริษัทต่างๆ ได้ง่าย พยายามจัดวางลำดับเนื้อหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นอย่างสรุปภาพรวมการทำงาน ผลงานความสำเร็จ ไปจนถึงประสบการณ์ รวมถึงทักษะที่เชี่ยวชาญให้ชัดเจนเพื่อให้องค์กรมีข้อมูลมากพอสำหรับการตัดสินใจและเชื่อมั่นว่าเราเป็นผู้สมัครที่ใช่ สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/QqETY ### ทำงานสนุก เสมือนได้เล่นเกม ระบบ SourcedOut Gamification เก็บแต้มไต่แรงค์ ล่าใบ Certificate ทำงานสนุก เสมือนได้เล่นเกม ระบบ SourcedOut Gamification เก็บแต้มไต่แรงค์ ล่าใบ Certificate ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสนุก” คือความรู้สึกที่ใครๆ ต่างชื่นชอบ เป็นส่วนหนึ่งของสารเคมีทางสมองที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ช่วยสร้างความพึงพอใจ ลดความเครียด และคอยกระตุ้นให้อยากทำอีก ซึ่งความสนุกเกิดขึ้นได้หลายแบบไม่ว่าจะดูหนัง เล่นกีฬา การเล่นเกมหรือแม้แต่ “การทำงาน” ที่หากออกแบบวิธีการต่างๆ ได้ดีก็สามารถสนุกไปกับมันได้ไม่แพ้กิจกรรมทั้งหมดที่กล่าวมา ขอแนะนำ SourcedOut Gamification ระบบใหม่บนแพลตฟอร์มสร้างรายได้เสริม ผ่านการทำงาน Freelance Recruiter เปลี่ยนมุมมองการทำงานให้สนุกเหมือนเล่นเกม หากตัดเรื่องพฤติกรรมพื้นฐาน หรือนิสัยส่วนตัวออกไป ต่อให้มีระเบียบวินัยในการทำงานมากแค่ไหนเราก็ยังมีอคติบางอย่างที่ทำให้งานบางชิ้นดู “ไม่น่าทำ” หรือมองว่าไม่สำคัญเท่าไรอยู่ดี ดังนั้นถ้าหากสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่องานเหล่านั้นใหม่ ลบภาพจำของความไม่น่าทำให้เป็นความสนุกเหมือนได้เล่นเกม โดยเข้าไปทำภารกิจประจำวันเพื่อรับรางวัลตอบแทนก็จะช่วยให้รู้สึกเอ็นจอยไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนก็ตาม เก็บแต้มไต่แรงค์ ล่าใบ Certificate กับ SourcedOut SourcedOut เป็นแพลตฟอร์มสร้างรายได้เสริมผ่านการแนะนำคน - แนะนำงาน โดยผู้ใช้จะรับบทบาทเป็น Freelance Recruiter คอยมองหาโปรไฟล์ผู้สมัครแล้วนำส่งให้กับบริษัทต่างๆ ที่มีตำแหน่งงานว่างกำลังเปิดรับพนักงานอยู่ และได้รับผลตอบแทนเป็นรายได้ในรูปแบบ Incentive ตามระบบ สิ่งที่ทำให้ SourcedOut เป็นแพลตฟอร์มงานเสริมที่เร้าใจผู้ใช้งานก็คือระบบ Gamification ที่เพิ่งปล่อยมาออกมาให้ได้สัมผัสกันเมื่อไม่นานมานี้ เพราะนอกจากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทางแล้ว ยังสามารถเก็บแต้มไต่แรงค์ผ่านการทำงานในแต่ละวันเพื่อรับใบ Certificate สำหรับผู้ใช้ที่มีคะแนนสูงสุดประจำเดือนนั้นๆ แถมใครที่รักในการแข่งขัน ชอบเห็นตัวเองอยู่บนสกอร์บอร์ด ต้องบอกว่า SourcedOut ก็มีระบบอัปเดตตารางคะแนนประจำสัปดาห์ สามารถวิเคราะห์คู่แข่ง และวางแผนงานการทำงานได้อีกด้วย สำหรับวิธีการทำคะแนนบนแพลตฟอร์มของผู้ใช้จะได้รับจากคุณภาพในการส่งโปรไฟล์ผู้สมัครในแต่ละตำแหน่ง ดังนั้นหากมีคุณสมบัติตรงกับตัวตำแหน่งงาน รวมถึงมีศักยภาพที่จะผ่านการสัมภาษณ์งานจากทางบริษัทต่างๆ ก็จะทำให้ผู้ใช้ได้รับคะแนนจำนวนมากแล้วขึ้นไปอันดับแรงค์สูงได้ไม่ยาก ปัจจุบัน SourcedOut มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มแล้วกว่า 1,000 คน หากใครกำลังมองหาช่องทางสร้างได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ มีเวลาเมื่อไรค่อยทำ ตัวงานไม่ซับซ้อน มีคู่มือแนะนำการทำงาน รวมถึง Workshop จากทีมงานตลอดทุกเดือน แม้ไม่มีประสบการณ์สาย Recruitment ก็สมัครเข้าไปเริ่มทำได้เลย ลงทะเบียนเข้าร่วมเครือข่าย Freelance Recruiter เปลี่ยนเวลาว่างให้กลายเป็นรายได้เสริม เพิ่มช่องทางทำเงินแบบไม่กระทบงานประจำ ### ทำงานสนุก เสมือนได้เล่นเกม ระบบ SourcedOut Gamification เก็บแต้มไต่แรงค์ ล่าใบ Certificate ทำงานสนุก เสมือนได้เล่นเกม ระบบ SourcedOut Gamification เก็บแต้มไต่แรงค์ ล่าใบ Certificate ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสนุก” คือความรู้สึกที่ใครๆ ต่างชื่นชอบ เป็นส่วนหนึ่งของสารเคมีทางสมองที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ช่วยสร้างความพึงพอใจ ลดความเครียด และคอยกระตุ้นให้อยากทำอีก ซึ่งความสนุกเกิดขึ้นได้หลายแบบไม่ว่าจะดูหนัง เล่นกีฬา การเล่นเกมหรือแม้แต่ “การทำงาน” ที่หากออกแบบวิธีการต่างๆ ได้ดีก็สามารถสนุกไปกับมันได้ไม่แพ้กิจกรรมทั้งหมดที่กล่าวมา ขอแนะนำ SourcedOut Gamification ระบบใหม่บนแพลตฟอร์มสร้างรายได้เสริม ผ่านการทำงาน Freelance Recruiter เปลี่ยนมุมมองการทำงานให้สนุกเหมือนเล่นเกม หากตัดเรื่องพฤติกรรมพื้นฐาน หรือนิสัยส่วนตัวออกไป ต่อให้มีระเบียบวินัยในการทำงานมากแค่ไหนเราก็ยังมีอคติบางอย่างที่ทำให้งานบางชิ้นดู “ไม่น่าทำ” หรือมองว่าไม่สำคัญเท่าไรอยู่ดี ดังนั้นถ้าหากสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่องานเหล่านั้นใหม่ ลบภาพจำของความไม่น่าทำให้เป็นความสนุกเหมือนได้เล่นเกม โดยเข้าไปทำภารกิจประจำวันเพื่อรับรางวัลตอบแทนก็จะช่วยให้รู้สึกเอ็นจอยไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนก็ตาม เก็บแต้มไต่แรงค์ ล่าใบ Certificate กับ SourcedOut SourcedOut เป็นแพลตฟอร์มสร้างรายได้เสริมผ่านการแนะนำคน - แนะนำงาน โดยผู้ใช้จะรับบทบาทเป็น Freelance Recruiter คอยมองหาโปรไฟล์ผู้สมัครแล้วนำส่งให้กับบริษัทต่างๆ ที่มีตำแหน่งงานว่างกำลังเปิดรับพนักงานอยู่ และได้รับผลตอบแทนเป็นรายได้ในรูปแบบ Incentive ตามระบบ สิ่งที่ทำให้ SourcedOut เป็นแพลตฟอร์มงานเสริมที่เร้าใจผู้ใช้งานก็คือระบบ Gamification ที่เพิ่งปล่อยมาออกมาให้ได้สัมผัสกันเมื่อไม่นานมานี้ เพราะนอกจากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งทางแล้ว ยังสามารถเก็บแต้มไต่แรงค์ผ่านการทำงานในแต่ละวันเพื่อรับใบ Certificate สำหรับผู้ใช้ที่มีคะแนนสูงสุดประจำเดือนนั้นๆ แถมใครที่รักในการแข่งขัน ชอบเห็นตัวเองอยู่บนสกอร์บอร์ด ต้องบอกว่า SourcedOut ก็มีระบบอัปเดตตารางคะแนนประจำสัปดาห์ สามารถวิเคราะห์คู่แข่ง และวางแผนงานการทำงานได้อีกด้วย สำหรับวิธีการทำคะแนนบนแพลตฟอร์มของผู้ใช้จะได้รับจากคุณภาพในการส่งโปรไฟล์ผู้สมัครในแต่ละตำแหน่ง ดังนั้นหากมีคุณสมบัติตรงกับตัวตำแหน่งงาน รวมถึงมีศักยภาพที่จะผ่านการสัมภาษณ์งานจากทางบริษัทต่างๆ ก็จะทำให้ผู้ใช้ได้รับคะแนนจำนวนมากแล้วขึ้นไปอันดับแรงค์สูงได้ไม่ยาก ปัจจุบัน SourcedOut มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มแล้วกว่า 1,000 คน หากใครกำลังมองหาช่องทางสร้างได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ มีเวลาเมื่อไรค่อยทำ ตัวงานไม่ซับซ้อน มีคู่มือแนะนำการทำงาน รวมถึง Workshop จากทีมงานตลอดทุกเดือน แม้ไม่มีประสบการณ์สาย Recruitment ก็สมัครเข้าไปเริ่มทำได้เลย ลงทะเบียนเข้าร่วมเครือข่าย Freelance Recruiter เปลี่ยนเวลาว่างให้กลายเป็นรายได้เสริม เพิ่มช่องทางทำเงินแบบไม่กระทบงานประจำ ### ลาออก แต่ไม่พร้อมหาใหม่ ทำไมการหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงเป็นทางออกที่ดี ลาออก แต่ไม่พร้อมหาใหม่ ทำไมการหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงเป็นทางออกที่ดี เวลาเราเริ่มมีปัญหากับงานขึ้นมาผลกระทบมักจะไม่จบแค่ความคิดอยากจะลาออกไปพักใจเพราะบางคนอาจลากยาวออกไปถึงขั้นไม่อยากกลับไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่อีกแล้ว ด้วยหลายเหตุผลตามแต่สถานการณ์ส่วนตัว อาทิ ไม่ไหวหากต้องกลับไปเจอกับปัญหาเดิมๆ ในที่ทำงาน สภาพจิตใจ Burn out จนไม่พร้อมแข่งขันเพื่อหางานใหม่ อยู่ระหว่างการตัดสินใจทิศทางชีวิตตัวเองหลังจากนี้ ไม่มั่นใจในทักษะความสามารถที่จำเป็นต่องานใหม่ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวดูไม่ต่างอะไรกับภาวะหมดไฟในการทำงาน เนื่องจากปัญหาร้อยแปดที่เจอมาแต่ละอย่างมันหนักหน่วงเกินจะแก้ไหวจะให้รีบเก็บกู้อารมณ์พังๆ แล้วไปเริ่มต้นใหม่ก็คงไม่ง่ายอย่างใจคิด สำหรับคนที่ไม่มีหนี้สินอะไรให้กังวลก็อาจพอรักษาตัวรอดได้สักพัก แต่กลับกันคนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบก็จำเป็นต้องรีบฟื้นพลังปลุกไฟในตัวให้ไวก่อนตัวเลขในบัญชีจะถึงศูนย์ หนึ่งในทางออกที่ดีที่สุด และเหมาะอุดช่องว่างอารมณ์หน่วงหลังลาออก คือการหางานผ่าน Recruitment Agency ด้วย 5 เหตุผลต่อไปนี้ เป็นการหางานด้วยรูปแบบ Passive Job Opportunity ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปสรรคใหญ่ของการหางานสำหรับหลายคนคือขั้นตอนการสมัครที่ทั้งยุ่งยากและกินทรัพยากรไม่น้อย กว่าจะเข้าเว็บประกาศ เลื่อนหางานที่น่าสนใจจนเจอ ยังต้องใช้เวลานั่งอ่านรายละเอียดตัวงานและผลตอบแทน ซึ่งพิจารณาจนจบก็ไม่แน่ว่าจะตอบโจทย์เป้าหมายของเราไหม ยังไม่นับขั้นตอนหลังจากนี้ที่ยังมีงานให้ออกแบบเรซูเม่ เขียนจดหมายสมัครงาน จัดการเอกสาร ศึกษาข้อมูลองค์กร แล้วรอลุ้นผลให้บริษัทเรียกเข้าสัมภาษณ์ แต่การฝากโปรไฟล์หางานกับ Recruitment Agency มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากการสมัครผ่านหน้าเว็บอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะค้นหาตำแหน่งงานต่างๆ ด้วยตัวเอง ยังสามารถได้รับการนำเสนองานที่น่าสนใจผ่านตัวแทน (รีครูตเตอร์) ลักษณะเหมือน Match maker ที่จับคู่ความต้องการขององค์กรและผู้สมัครเข้าหากัน ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการมองหางานได้มากขึ้น ตัวอย่างขั้นตอนการหางานผ่านบริษัทจัดหางาน  ผู้สมัครลงทะเบียนสร้างโปรไฟล์เข้ามาในระบบพร้อมกรอกรายละเอียดทักษะ ประสบการณ์ ความคาดหวังเงินเดือน สถานที่ที่สะดวกไปทำงาน และลักษณะงานที่สนใจให้ครบถ้วน  รีครูตเตอร์ได้รับรายละเอียด Job จากทางพาร์ทเนอร์แล้วทำการค้นหาข้อมูลโปรไฟล์ผู้สมัครที่แมตช์กับตัวงาน  หากคุณสมบัติเบื้องต้นเหมาะสมตรงกับตัวงานก็จะเริ่มติดต่อแนะนำงาน และรีเช็กข้อมูลผู้สมัครก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณากับทางบริษัทพาร์ทเนอร์ สะดวกสบาย ไม่ต้องดำเนินการด้วยตัวเอง หากการค้นหางานใหม่ที่ใช่กว่าเดิมเป็นเรื่องที่เข้ามาเพิ่มลำบากให้ชีวิตการหางานผ่าน Recruitment Agency คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะการฝากโปรไฟล์เพียงหนึ่งครั้งสามารถช่วยให้ง่ายขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่เสียเวลาเข้าเว็บเช็คงานที่กำลังรับสมัครเองด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อมีตำแหน่งงานใหม่ที่ตรงกับความสนใจ  ประหยัดเวลา มีคนช่วยดำเนินการแทน ทั้งช่วยแจ้งเตือนวันนัดหมายสัมภาษณ์ ยื่นเอกสารสมัครงาน ติดตามฟีดแบคจากทางบริษัท และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้สมัครสามารถผ่อนคลาย โฟกัสที่งานใหม่ได้อย่างเต็มที่  มีตัวแทนช่วยติดต่อสื่อสาร เจรจาเรื่องต่างๆ ในกรณีที่รายละเอียดต่างๆ ไม่ลงตัวและต้องหาข้อสรุป ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ไม่สบายใจ เช่น การต่อรองเงินเดือน ก็สามารถแจ้งผ่าน Recruiter ที่มีทักษะอยู่แล้วให้เข้ามาช่วยเหลือได้ ได้ข้อมูล Insight ซัพพอร์ตก่อนเข้าสัมภาษณ์ เช่น ความคาดหวังจากการทำงาน สาเหตุของการเปิดรับสมัครในตำแหน่งนั้น รายละเอียดสำคัญอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาด สถานะของตำแหน่งงาน รวมถึงผู้สมัครคนอื่น โดยเฉพาะรายละเอียดของงานที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในเรซูเม่ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจภาพรวมและสามารถวางแผนนำเสนอได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นผู้สมัครที่หางานผ่านเอเจนซีจะมีความพร้อมสูงสุดการสัมภาษณ์งานเสมอ ขั้นตอนดำเนินการเร็ว รู้ผลสัมภาษณ์ไว การทำงานระหว่างเอเจนซีจัดหางานกับบริษัทพาร์ทเนอร์ มักจะเป็นการติดต่อโดยตรงประสานงานโดยตรงกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ เมื่อไม่ต้องผ่านลำดับขั้นตอนตามระบบการสมัครทั่วไปจึงมีโอกาสที่จะดำเนินการตัดสินใจได้เร็วและอัปเดตฟีดแบคกันได้ไว ทำให้ผู้สมัครไม่เสียเวลารอผลสรุปนานแบบที่ผ่านๆ มา ดำเนินการฟรีทุกขั้นตอน ไม่มีค่าใช้จ่าย เหตุผลสุดท้ายคือการหางานผ่านเอเจนซีสามารถทำได้ฟรี ไม่มีค่าใช้ในทุกกรณี ดังนั้นเพื่อโอกาสที่มากขึ้นในยุคที่การแข่งขันสูงแบบในปัจจุบัน นอกจากหางานที่สนใจด้วยตัวเองแล้วอย่าลืมเพิ่มช่องทางการเข้าถึงงานอื่นๆ ฝากโปรไฟล์หางานไว้กับผู้ช่วยที่เข้าใจเป้าหมายทางอาชีพของเรา สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ ### ลาออก แต่ไม่พร้อมหาใหม่ ทำไมการหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงเป็นทางออกที่ดี ลาออก แต่ไม่พร้อมหาใหม่ ทำไมการหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงเป็นทางออกที่ดี เวลาเราเริ่มมีปัญหากับงานขึ้นมาผลกระทบมักจะไม่จบแค่ความคิดอยากจะลาออกไปพักใจเพราะบางคนอาจลากยาวออกไปถึงขั้นไม่อยากกลับไปเริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่อีกแล้ว ด้วยหลายเหตุผลตามแต่สถานการณ์ส่วนตัว อาทิ ไม่ไหวหากต้องกลับไปเจอกับปัญหาเดิมๆ ในที่ทำงาน สภาพจิตใจ Burn out จนไม่พร้อมแข่งขันเพื่อหางานใหม่ อยู่ระหว่างการตัดสินใจทิศทางชีวิตตัวเองหลังจากนี้ ไม่มั่นใจในทักษะความสามารถที่จำเป็นต่องานใหม่ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวดูไม่ต่างอะไรกับภาวะหมดไฟในการทำงาน เนื่องจากปัญหาร้อยแปดที่เจอมาแต่ละอย่างมันหนักหน่วงเกินจะแก้ไหวจะให้รีบเก็บกู้อารมณ์พังๆ แล้วไปเริ่มต้นใหม่ก็คงไม่ง่ายอย่างใจคิด สำหรับคนที่ไม่มีหนี้สินอะไรให้กังวลก็อาจพอรักษาตัวรอดได้สักพัก แต่กลับกันคนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบก็จำเป็นต้องรีบฟื้นพลังปลุกไฟในตัวให้ไวก่อนตัวเลขในบัญชีจะถึงศูนย์ หนึ่งในทางออกที่ดีที่สุด และเหมาะอุดช่องว่างอารมณ์หน่วงหลังลาออก คือการหางานผ่าน Recruitment Agency ด้วย 5 เหตุผลต่อไปนี้ เป็นการหางานด้วยรูปแบบ Passive Job Opportunity ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปสรรคใหญ่ของการหางานสำหรับหลายคนคือขั้นตอนการสมัครที่ทั้งยุ่งยากและกินทรัพยากรไม่น้อย กว่าจะเข้าเว็บประกาศ เลื่อนหางานที่น่าสนใจจนเจอ ยังต้องใช้เวลานั่งอ่านรายละเอียดตัวงานและผลตอบแทน ซึ่งพิจารณาจนจบก็ไม่แน่ว่าจะตอบโจทย์เป้าหมายของเราไหม ยังไม่นับขั้นตอนหลังจากนี้ที่ยังมีงานให้ออกแบบเรซูเม่ เขียนจดหมายสมัครงาน จัดการเอกสาร ศึกษาข้อมูลองค์กร แล้วรอลุ้นผลให้บริษัทเรียกเข้าสัมภาษณ์ แต่การฝากโปรไฟล์หางานกับ Recruitment Agency มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากการสมัครผ่านหน้าเว็บอย่างสิ้นเชิง นอกจากจะค้นหาตำแหน่งงานต่างๆ ด้วยตัวเอง ยังสามารถได้รับการนำเสนองานที่น่าสนใจผ่านตัวแทน (รีครูตเตอร์) ลักษณะเหมือน Match maker ที่จับคู่ความต้องการขององค์กรและผู้สมัครเข้าหากัน ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการมองหางานได้มากขึ้น ตัวอย่างขั้นตอนการหางานผ่านบริษัทจัดหางาน  ผู้สมัครลงทะเบียนสร้างโปรไฟล์เข้ามาในระบบพร้อมกรอกรายละเอียดทักษะ ประสบการณ์ ความคาดหวังเงินเดือน สถานที่ที่สะดวกไปทำงาน และลักษณะงานที่สนใจให้ครบถ้วน รีครูตเตอร์ได้รับรายละเอียด Job จากทางพาร์ทเนอร์แล้วทำการค้นหาข้อมูลโปรไฟล์ผู้สมัครที่แมตช์กับตัวงาน หากคุณสมบัติเบื้องต้นเหมาะสมตรงกับตัวงานก็จะเริ่มติดต่อแนะนำงาน และรีเช็กข้อมูลผู้สมัครก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณากับทางบริษัทพาร์ทเนอร์ สะดวกสบาย ไม่ต้องดำเนินการด้วยตัวเอง หากการค้นหางานใหม่ที่ใช่กว่าเดิมเป็นเรื่องที่เข้ามาเพิ่มลำบากให้ชีวิตการหางานผ่าน Recruitment Agency คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะการฝากโปรไฟล์เพียงหนึ่งครั้งสามารถช่วยให้ง่ายขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่เสียเวลาเข้าเว็บเช็คงานที่กำลังรับสมัครเองด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อมีตำแหน่งงานใหม่ที่ตรงกับความสนใจ ประหยัดเวลา มีคนช่วยดำเนินการแทน ทั้งช่วยแจ้งเตือนวันนัดหมายสัมภาษณ์ ยื่นเอกสารสมัครงาน ติดตามฟีดแบคจากทางบริษัท และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้สมัครสามารถผ่อนคลาย โฟกัสที่งานใหม่ได้อย่างเต็มที่ มีตัวแทนช่วยติดต่อสื่อสาร เจรจาเรื่องต่างๆ ในกรณีที่รายละเอียดต่างๆ ไม่ลงตัวและต้องหาข้อสรุป ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ไม่สบายใจ เช่น การต่อรองเงินเดือน ก็สามารถแจ้งผ่าน Recruiter ที่มีทักษะอยู่แล้วให้เข้ามาช่วยเหลือได้ ได้ข้อมูล Insight ซัพพอร์ตก่อนเข้าสัมภาษณ์ เช่น ความคาดหวังจากการทำงาน สาเหตุของการเปิดรับสมัครในตำแหน่งนั้น รายละเอียดสำคัญอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาด สถานะของตำแหน่งงาน รวมถึงผู้สมัครคนอื่น โดยเฉพาะรายละเอียดของงานที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในเรซูเม่ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจภาพรวมและสามารถวางแผนนำเสนอได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นผู้สมัครที่หางานผ่านเอเจนซีจะมีความพร้อมสูงสุดการสัมภาษณ์งานเสมอ ขั้นตอนดำเนินการเร็ว รู้ผลสัมภาษณ์ไว การทำงานระหว่างเอเจนซีจัดหางานกับบริษัทพาร์ทเนอร์ มักจะเป็นการติดต่อโดยตรงประสานงานโดยตรงกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ เมื่อไม่ต้องผ่านลำดับขั้นตอนตามระบบการสมัครทั่วไปจึงมีโอกาสที่จะดำเนินการตัดสินใจได้เร็วและอัปเดตฟีดแบคกันได้ไว ทำให้ผู้สมัครไม่เสียเวลารอผลสรุปนานแบบที่ผ่านๆ มา ดำเนินการฟรีทุกขั้นตอน ไม่มีค่าใช้จ่าย เหตุผลสุดท้ายคือการหางานผ่านเอเจนซีสามารถทำได้ฟรี ไม่มีค่าใช้ในทุกกรณี ดังนั้นเพื่อโอกาสที่มากขึ้นในยุคที่การแข่งขันสูงแบบในปัจจุบัน นอกจากหางานที่สนใจด้วยตัวเองแล้วอย่าลืมเพิ่มช่องทางการเข้าถึงงานอื่นๆ ฝากโปรไฟล์หางานไว้กับผู้ช่วยที่เข้าใจเป้าหมายทางอาชีพของเรา สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ ### การจ้างงานที่ดีเริ่มต้นที่ความคล่องตัวของ HR การจ้างงานที่ดีเริ่มต้นที่ความคล่องตัวของ HR ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจ้างงานถือเป็นส่วนงานที่สำคัญอย่างยิ่งในทุกองค์กร เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงต่อความสำเร็จ และการทำงานในภาพรวม โดยการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัททำผลงานได้ดี ลดอัตราผลัดเปลี่ยนพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายในงานบริหารบุคคล รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นที่ดึงดูดต่อภายนอกมากขึ้น ดังนั้นเราอาจพูดได้ว่าความสำเร็จในการจ้างงานจึงไม่ต่างจากก้าวแรกของรากฐานความสำเร็จในองค์กร แต่กลับกันถ้าถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจ้างงาน เราอาจต้องมาพูดคุยกันในรายละเอียดทั้งรูปแบบการทำงานและความท้าทายในปัจจุบันที่ HR ต้องปรับตัวรับมือ ในบทความนี้เรามาดูกันว่าต้องทำอย่างไรให้รากฐานนี้มั่นคง สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปัจจุบันและอนาคต ในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างทุกวันนี้สิ่งที่คนทำงานด้าน Recruit จำเป็นต้องมีคือ “ความยืดหยุ่น” บทความ The Future of Recruiting 2024 จาก Linkedin ได้อธิบายว่าโลกการทำงานกำลังเปลี่ยนไปแบบที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงหนึ่งปีเราได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างทั้ง Generative AI การปรับนโยบายกลับสู่ออฟฟิศ ภาวะเศรษฐกิจและที่สำคัญคือการแข่งขันในตลาดแรงงานที่เข้มข้น มีกระบวนการคัดสรรคุณสมบัติผู้สมัครอย่างละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเตรียมตัวรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ฝ่าย HR จะมีหน้าที่สอดส่องเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นพวกเขาเองก็จำเป็นต้องมีเวลาสำหรับเรียนรู้ทักษะและพัฒนาตัวเองเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน สิ่งที่ HR ต้องการมากที่สุดคือความคล่องตัว 91% ของ HR Recruiter มืออาชีพระบุว่าเป้าหมายสำคัญในตอนนี้คือการรักษาความยืดหยุ่นเพื่อปรับเข้าหาความต้องการใหม่ๆ ได้ทันที ไม่ใช่แค่มองหาคนเข้าทีมอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมภาพรวม ทั้งการวิเคราะห์ตลาดงาน และคว้าโอกาสที่เหมาะสมด้วยความรวดเร็ว Glen Goodman, Chief Talent Officer จากสถาบัน ChenMed และประธานบริษัท Talent Matters กล่าวเสริมว่า “เราต้องสร้างทีมที่สามารถเปลี่ยนทิศทางการทำงานได้ภายในเวลาเพียงแค่ข้ามคืน ซึ่งนั่นหมายถึงองค์กรจะต้องเป็นผู้มอบความสะดวกในการทำงาน ให้ทีม Recruiter สร้างทักษะใหม่และทำงานในส่วนอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น” ปัจจุบันทีม HR จึงถูกคาดหวังให้สามารถทำงานแบบ All in one ไม่ว่าจะรับจบทุกกระบวนการงาน Hiring หรือส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชุดทักษะที่จำเป็นต้องใช้ถูกขยายสเกลกว้างมากขึ้น แตกต่างจากเมื่อก่อนที่แต่ละขั้นตอนใช้ชุดทักษะแยกออกจากกันชัดเจน 15 ทักษะของ Recruiter เพื่อการจ้างงานที่ประสบความสำเร็จ 1) การให้ความสำคัญกับรายละเอียด 2) ทักษะการสื่อสาร 3) การรักษาความสัมพันธ์ 4) Multitasking 5) บริหารจัดการเวลา 6) ความน่าเชื่อถือ 7) ความมั่นใจ 8) การตลาดและการขาย 9) พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ 10) การปรับตัวแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 11) ความอดทน 12) ทักษะการใช้งานเทคโนโลยี 13) ความขี้สงสัย 14) ทักษะการฟัง 15) ทักษะการเจรจาต่อรอง ATS แพลตฟอร์มจัดระเบียบข้อมูล สร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ HR หลังบ้านมีความคล่องตัวมากขึ้น ระบบ ATS (Applicant Tracking System) คือเครื่องมือบริหารผู้สมัครในองค์กร ช่วยจัดระเบียบข้อมูล และยกระดับกระบวนการทำงานของ HR สามารถทำให้การรับสมัครงานเป็นเรื่องง่ายและที่สำคัญคือได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อ HR ไม่สามารถใช้เวลาโฟกัสหน้าที่แต่ละส่วนได้อย่างเต็มที่ก็จะส่งผลให้ Performance ในภาพรวมลดลงไปโดยอัตโนมัติ แล้วจากปัญหาเล็กๆ อย่างการไม่มีเครื่องมือจัดระเบียบการทำงานที่ดีก็สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่กินไปทั่วทั้งองค์กรได้ สิ่งที่ทำให้ระบบ ATS ช่วยสร้างความแตกต่างให้การทำงานของทีม Recruiter ชัดเจนก็คือการรวมศูนย์ข้อมูลผู้สมัคร และมีฟังก์ชันให้การติดตามงานแต่ละส่วนทำได้สะดวก ทำให้องค์กรสามารถลดงาน Operation ที่ซ้ำซ้อนจากการใช้ Spreadsheet ทั่วไป รวมถึงช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ป้องกันการตกหล่นของข้อมูลที่กระจัดกระจาย รู้อย่างนี้แล้ว ถึงเวลายกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของ HR ในองค์กร มาทำให้การจ้างงานเป็นเรื่องง่ายแบบได้คุณภาพกับระบบจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือ ทำความรู้จักกับระบบ ATS จาก Reeracoen เพิ่มเติมได้ที่นี่ แหล่งข้อมูล: https://shorturl.at/wHRZD https://shorturl.at/Ayk3x ### การจ้างงานที่ดีเริ่มต้นที่ความคล่องตัวของ HR การจ้างงานที่ดีเริ่มต้นที่ความคล่องตัวของ HR ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจ้างงานถือเป็นส่วนงานที่สำคัญอย่างยิ่งในทุกองค์กร เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงต่อความสำเร็จ และการทำงานในภาพรวม โดยการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัททำผลงานได้ดี ลดอัตราผลัดเปลี่ยนพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายในงานบริหารบุคคล รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นที่ดึงดูดต่อภายนอกมากขึ้น ดังนั้นเราอาจพูดได้ว่าความสำเร็จในการจ้างงานจึงไม่ต่างจากก้าวแรกของรากฐานความสำเร็จในองค์กร แต่กลับกันถ้าถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจ้างงาน เราอาจต้องมาพูดคุยกันในรายละเอียดทั้งรูปแบบการทำงานและความท้าทายในปัจจุบันที่ HR ต้องปรับตัวรับมือ ในบทความนี้เรามาดูกันว่าต้องทำอย่างไรให้รากฐานนี้มั่นคง สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องทั้งปัจจุบันและอนาคต ในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างทุกวันนี้สิ่งที่คนทำงานด้าน Recruit จำเป็นต้องมีคือ “ความยืดหยุ่น” บทความ The Future of Recruiting 2024 จาก Linkedin ได้อธิบายว่าโลกการทำงานกำลังเปลี่ยนไปแบบที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงหนึ่งปีเราได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างทั้ง Generative AI การปรับนโยบายกลับสู่ออฟฟิศ ภาวะเศรษฐกิจและที่สำคัญคือการแข่งขันในตลาดแรงงานที่เข้มข้น มีกระบวนการคัดสรรคุณสมบัติผู้สมัครอย่างละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเตรียมตัวรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ฝ่าย HR จะมีหน้าที่สอดส่องเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นพวกเขาเองก็จำเป็นต้องมีเวลาสำหรับเรียนรู้ทักษะและพัฒนาตัวเองเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน สิ่งที่ HR ต้องการมากที่สุดคือความคล่องตัว 91% ของ HR Recruiter มืออาชีพระบุว่าเป้าหมายสำคัญในตอนนี้คือการรักษาความยืดหยุ่นเพื่อปรับเข้าหาความต้องการใหม่ๆ ได้ทันที ไม่ใช่แค่มองหาคนเข้าทีมอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมภาพรวม ทั้งการวิเคราะห์ตลาดงาน และคว้าโอกาสที่เหมาะสมด้วยความรวดเร็ว Glen Goodman, Chief Talent Officer จากสถาบัน ChenMed และประธานบริษัท Talent Matters กล่าวเสริมว่า “เราต้องสร้างทีมที่สามารถเปลี่ยนทิศทางการทำงานได้ภายในเวลาเพียงแค่ข้ามคืน ซึ่งนั่นหมายถึงองค์กรจะต้องเป็นผู้มอบความสะดวกในการทำงาน ให้ทีม Recruiter สร้างทักษะใหม่และทำงานในส่วนอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น” ปัจจุบันทีม HR จึงถูกคาดหวังให้สามารถทำงานแบบ All in one ไม่ว่าจะรับจบทุกกระบวนการงาน Hiring หรือส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชุดทักษะที่จำเป็นต้องใช้ถูกขยายสเกลกว้างมากขึ้น แตกต่างจากเมื่อก่อนที่แต่ละขั้นตอนใช้ชุดทักษะแยกออกจากกันชัดเจน 15 ทักษะของ Recruiter เพื่อการจ้างงานที่ประสบความสำเร็จ 1) การให้ความสำคัญกับรายละเอียด 2) ทักษะการสื่อสาร 3) การรักษาความสัมพันธ์ 4) Multitasking 5) บริหารจัดการเวลา 6) ความน่าเชื่อถือ 7) ความมั่นใจ 8) การตลาดและการขาย 9) พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ 10) การปรับตัวแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 11) ความอดทน 12) ทักษะการใช้งานเทคโนโลยี 13) ความขี้สงสัย 14) ทักษะการฟัง 15) ทักษะการเจรจาต่อรอง ATS แพลตฟอร์มจัดระเบียบข้อมูล สร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ HR หลังบ้านมีความคล่องตัวมากขึ้น ระบบ ATS (Applicant Tracking System) คือเครื่องมือบริหารผู้สมัครในองค์กร ช่วยจัดระเบียบข้อมูล และยกระดับกระบวนการทำงานของ HR สามารถทำให้การรับสมัครงานเป็นเรื่องง่ายและที่สำคัญคือได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อ HR ไม่สามารถใช้เวลาโฟกัสหน้าที่แต่ละส่วนได้อย่างเต็มที่ก็จะส่งผลให้ Performance ในภาพรวมลดลงไปโดยอัตโนมัติ แล้วจากปัญหาเล็กๆ อย่างการไม่มีเครื่องมือจัดระเบียบการทำงานที่ดีก็สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่กินไปทั่วทั้งองค์กรได้ สิ่งที่ทำให้ระบบ ATS ช่วยสร้างความแตกต่างให้การทำงานของทีม Recruiter ชัดเจนก็คือการรวมศูนย์ข้อมูลผู้สมัคร และมีฟังก์ชันให้การติดตามงานแต่ละส่วนทำได้สะดวก ทำให้องค์กรสามารถลดงาน Operation ที่ซ้ำซ้อนจากการใช้ Spreadsheet ทั่วไป รวมถึงช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ป้องกันการตกหล่นของข้อมูลที่กระจัดกระจาย รู้อย่างนี้แล้ว ถึงเวลายกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของ HR ในองค์กร มาทำให้การจ้างงานเป็นเรื่องง่ายแบบได้คุณภาพกับระบบจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือ ทำความรู้จักกับระบบ ATS จาก Reeracoen เพิ่มเติมได้ที่นี่ แหล่งข้อมูล: https://shorturl.at/wHRZD https://shorturl.at/Ayk3x ### Career development Benefits คนทำงานที่สำคัญไม่น้อยกว่าเงินเดือน Career development Benefits คนทำงานที่สำคัญไม่น้อยกว่าเงินเดือน โดยทั่วไปเวลาสมัครงานหรือเลือกบริษัทเราอาจเล็งไปที่ “ผลตอบแทน” เป็นอันดับแรก องค์กรไหนสามารถเสนอฐานเงินเดือนสูงๆ หรือมีสวัสดิการเบิกจ่ายได้เยอะก็จะเป็นที่ดึงดูดมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายอย่างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่าเดิม แต่ปัจจุบันหากจะโฟกัสแค่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการมีอนาคตที่ดีในยุคนี้ เพราะโลกการทำงานมีทั้งความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ดังนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองเพื่อปูทางสู่อนาคตเอาไว้ด้วย ในโอกาสนี้ Reeracoen Thailand มี 3 เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้การพัฒนาตัวเองเพื่ออนาคตถึงสำคัญอย่างยิ่งในยุคนี้ 1) ทักษะที่ใช้ในทุกวันนี้ อาจไม่ได้ไปต่อในวันหน้า ลองเปรียบเทียบงานแต่ละวันเป็นการใช้ทักษะชุด A บางคนอาจได้ผลลัพธ์ตรงตามความคาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์หรือในกรณีที่ยังไม่ถึงเป้าหมายก็ต้องหมั่นพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ทีมบริหารที่กำลังวางแผนอนาคตธุรกิจก็จะมีการประเมินทิศทางบริษัทและความสามารถของทีม แน่นอนว่าในโลกการทำงานที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทักษะที่ใช้ก็ย่อมปรับเปลี่ยนไปตามทิศทางใหม่ขององค์กรด้วย สถานการณ์ที่ว่าอาจทำให้องค์กรต้องปรับกลยุทธ์เปลี่ยนแนวทางและจำเป็นต้องอาศัยทักษะใหม่ๆ ซึ่งก็คือชุด B, C หรือ D แต่ปัญหาคือหลายคนไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ เพราะงานในแต่ละวันที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยเตรียมความพร้อมหรือแม้แต่สร้างความคุ้นเคยให้กับพนักงานล่วงหน้าเลย เมื่อทักษะที่เราครอบครองในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่โลกอนาคตต้องการอีกแล้วก็จะยิ่งยากขึ้นหากต้องลงไปแข่งขันในตลาดงานที่เข้มข้นกว่าที่เคย ดังนั้นการติดตั้งทักษะใหม่ๆ และหมั่นพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยให้ขอบเขตการทำงานของเรามีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ง่าย นำไปสู่ความลื่นไหลต่อโอกาสใหม่ๆ ในสายงานที่หลากหลายได้มากกว่าเดิม 2) เพิ่ม Productivity เพื่อผลงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง มีข้อมูลการศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า Career development คือหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการบริหารบุคคลในองค์กร ไม่ว่าจะเติบโตในสายงาน หรือได้รับทักษะใหม่ๆ ผ่านการทำงาน ทั้งช่วยลดอัตราการลาออก เพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานและที่สำคัญคือเสริมสร้างผลงานในภาพรวมผ่าน Productivity โดยคำว่า Productivity ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการโหมชั่วโมงทำงาน แต่เป็นการตระหนักถึง “เป้าหมายการทำงาน” ที่ชัดเจนในแต่ละวัน ทำให้ได้โฟกัสงานสำคัญ บริหารเวลาและจัดการตัวเองได้ดีขึ้น นอกจากนี้เมื่อพนักงานได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมาจากพัฒนาการทางอาชีพ หรือได้เติบโตในสายงานจะส่งผลให้พนักงานมี Sense of responsibility ในระดับสูง เนื่องจากรู้สึกได้รับการยอมรับ มีคุณค่าในองค์กรด้วยผลงานและพยายามผลักดันตัวเองให้ไปได้ไกลมากกว่าเดิม 3) เตรียมความพร้อมให้ตัวเองสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง หลายคนอาจยังไม่ทราบถึงสถานะสังคมไทยในปัจจุบันที่ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 13 ล้านคน นับเป็น 1 ใน 5 ของประชากรและกำลังทะยานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ซึ่งหมายถึงผู้บริหารหลายคนกำลังจะหมดวาระงานคนรุ่นถัดไปจึงมีโอกาสได้สอดแทรกขึ้นมารับตำแหน่งที่กำลังว่าง หากทุกวันนี้เรายังคงพัฒนาตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่องมีทักษะและประสบการณ์ที่รองรับความต้องการในอนาคต สามารถพิสูจน์ตัวเองและนำองค์กรไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องได้ ก็เชื่อได้ว่าโอกาสในอนาคตกำลังรอคอยเราอยู่อย่างแน่นอน ถามตัวเองตอนนี้คุณอยู่บนเส้นทางอาชีพที่สดใสแล้วหรือยัง ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity หางานที่ใช่ในที่ที่สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/uISAa https://shorturl.at/4qaHY  ### Career development Benefits คนทำงานที่สำคัญไม่น้อยกว่าเงินเดือน Career development Benefits คนทำงานที่สำคัญไม่น้อยกว่าเงินเดือน โดยทั่วไปเวลาสมัครงานหรือเลือกบริษัทเราอาจเล็งไปที่ “ผลตอบแทน” เป็นอันดับแรก องค์กรไหนสามารถเสนอฐานเงินเดือนสูงๆ หรือมีสวัสดิการเบิกจ่ายได้เยอะก็จะเป็นที่ดึงดูดมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายอย่างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่าเดิม แต่ปัจจุบันหากจะโฟกัสแค่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการมีอนาคตที่ดีในยุคนี้ เพราะโลกการทำงานมีทั้งความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ดังนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองเพื่อปูทางสู่อนาคตเอาไว้ด้วย ในโอกาสนี้ Reeracoen Thailand มี 3 เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้การพัฒนาตัวเองเพื่ออนาคตถึงสำคัญอย่างยิ่งในยุคนี้ 1) ทักษะที่ใช้ในทุกวันนี้ อาจไม่ได้ไปต่อในวันหน้า ลองเปรียบเทียบงานแต่ละวันเป็นการใช้ทักษะชุด A บางคนอาจได้ผลลัพธ์ตรงตามความคาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์หรือในกรณีที่ยังไม่ถึงเป้าหมายก็ต้องหมั่นพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ทีมบริหารที่กำลังวางแผนอนาคตธุรกิจก็จะมีการประเมินทิศทางบริษัทและความสามารถของทีม แน่นอนว่าในโลกการทำงานที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทักษะที่ใช้ก็ย่อมปรับเปลี่ยนไปตามทิศทางใหม่ขององค์กรด้วย สถานการณ์ที่ว่าอาจทำให้องค์กรต้องปรับกลยุทธ์เปลี่ยนแนวทางและจำเป็นต้องอาศัยทักษะใหม่ๆ ซึ่งก็คือชุด B, C หรือ D แต่ปัญหาคือหลายคนไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ เพราะงานในแต่ละวันที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยเตรียมความพร้อมหรือแม้แต่สร้างความคุ้นเคยให้กับพนักงานล่วงหน้าเลย เมื่อทักษะที่เราครอบครองในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่โลกอนาคตต้องการอีกแล้วก็จะยิ่งยากขึ้นหากต้องลงไปแข่งขันในตลาดงานที่เข้มข้นกว่าที่เคย ดังนั้นการติดตั้งทักษะใหม่ๆ และหมั่นพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยให้ขอบเขตการทำงานของเรามีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ง่าย นำไปสู่ความลื่นไหลต่อโอกาสใหม่ๆ ในสายงานที่หลากหลายได้มากกว่าเดิม 2) เพิ่ม Productivity เพื่อผลงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง มีข้อมูลการศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า Career development คือหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการบริหารบุคคลในองค์กร ไม่ว่าจะเติบโตในสายงาน หรือได้รับทักษะใหม่ๆ ผ่านการทำงาน ทั้งช่วยลดอัตราการลาออก เพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานและที่สำคัญคือเสริมสร้างผลงานในภาพรวมผ่าน Productivity โดยคำว่า Productivity ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการโหมชั่วโมงทำงาน แต่เป็นการตระหนักถึง “เป้าหมายการทำงาน” ที่ชัดเจนในแต่ละวัน ทำให้ได้โฟกัสงานสำคัญ บริหารเวลาและจัดการตัวเองได้ดีขึ้น นอกจากนี้เมื่อพนักงานได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจมาจากพัฒนาการทางอาชีพ หรือได้เติบโตในสายงานจะส่งผลให้พนักงานมี Sense of responsibility ในระดับสูง เนื่องจากรู้สึกได้รับการยอมรับ มีคุณค่าในองค์กรด้วยผลงานและพยายามผลักดันตัวเองให้ไปได้ไกลมากกว่าเดิม 3) เตรียมความพร้อมให้ตัวเองสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง หลายคนอาจยังไม่ทราบถึงสถานะสังคมไทยในปัจจุบันที่ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 13 ล้านคน นับเป็น 1 ใน 5 ของประชากรและกำลังทะยานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ซึ่งหมายถึงผู้บริหารหลายคนกำลังจะหมดวาระงานคนรุ่นถัดไปจึงมีโอกาสได้สอดแทรกขึ้นมารับตำแหน่งที่กำลังว่าง หากทุกวันนี้เรายังคงพัฒนาตัวเองอยู่อย่างต่อเนื่องมีทักษะและประสบการณ์ที่รองรับความต้องการในอนาคต สามารถพิสูจน์ตัวเองและนำองค์กรไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องได้ ก็เชื่อได้ว่าโอกาสในอนาคตกำลังรอคอยเราอยู่อย่างแน่นอน ถามตัวเองตอนนี้คุณอยู่บนเส้นทางอาชีพที่สดใสแล้วหรือยัง ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity หางานที่ใช่ในที่ที่สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและให้โอกาสงานเหล่านั้นเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/uISAa https://shorturl.at/4qaHY  ### รับสมัครงานตำแหน่งระดับ Manager เงินเดือนเริ่มต้น 60,000 บาท รับสมัครงานตำแหน่งระดับ Manager เงินเดือนเริ่มต้น 60,000 บาท ตำแหน่ง Medical Interpreter (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68231 ตำแหน่ง HRBP Team Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70149 ตำแหน่ง Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking (Leasing - Hire Purchase) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70263  ตำแหน่ง HR Assistant Manager (JP or CN speaking) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69400 ตำแหน่ง HR Total Rewards ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70144 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Trading สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70055 ตำแหน่ง Accounting Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68476 ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70439 ตำแหน่ง Deputy Manager of Accounting ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: หนองแขม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69773 ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70130 ตำแหน่ง Project Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics (CCTV - Network) สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70445 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70129 ตำแหน่ง Operation Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 22 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70303 ตำแหน่ง After Sales - Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70365   ตำแหน่ง Purchasing Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70509 ตำแหน่ง CRM Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69833 ตำแหน่ง Regional Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท (บางนา) ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70045 ตำแหน่ง Research and Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Packaging) สถานที่ทำงาน: พระราม 2 - พระประแดง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66834 ตำแหน่ง Injection Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไปในระดับ Manager รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65172 ตำแหน่ง Business Director ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65356 ตำแหน่ง Global Business Development ฐานเงินเดือน 90,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69613 ตำแหน่ง Senior Financial Analyst ฐานเงินเดือน 95,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69491 ตำแหน่ง Global Financial Planning and Business Analyst ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69883  ตำแหน่ง Sales Engineer Deputy GM ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงานร่วมกับบริษัทด้าน Automotive ระดับ 1st Tier รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70404 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707  ### รับสมัครงานตำแหน่งระดับ Manager เงินเดือนเริ่มต้น 60,000 บาท รับสมัครงานตำแหน่งระดับ Manager เงินเดือนเริ่มต้น 60,000 บาท ตำแหน่ง Medical Interpreter (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68231 ตำแหน่ง HRBP Team Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70149 ตำแหน่ง Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking (Leasing - Hire Purchase) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70263  ตำแหน่ง HR Assistant Manager (JP or CN speaking) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69400 ตำแหน่ง HR Total Rewards ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70144 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Trading สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70055 ตำแหน่ง Accounting Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68476 ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70439 ตำแหน่ง Deputy Manager of Accounting ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: หนองแขม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69773 ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70130 ตำแหน่ง Project Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics (CCTV - Network) สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70445 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70129 ตำแหน่ง Operation Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 22 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70303 ตำแหน่ง After Sales - Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70365   ตำแหน่ง Purchasing Manager ฐานเงินเดือน 75,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70509 ตำแหน่ง CRM Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69833 ตำแหน่ง Regional Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท (บางนา) ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70045 ตำแหน่ง Research and Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Packaging) สถานที่ทำงาน: พระราม 2 - พระประแดง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66834 ตำแหน่ง Injection Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไปในระดับ Manager รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65172 ตำแหน่ง Business Director ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65356 ตำแหน่ง Global Business Development ฐานเงินเดือน 90,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69613 ตำแหน่ง Senior Financial Analyst ฐานเงินเดือน 95,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69491 ตำแหน่ง Global Financial Planning and Business Analyst ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69883  ตำแหน่ง Sales Engineer Deputy GM ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงานร่วมกับบริษัทด้าน Automotive ระดับ 1st Tier รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70404 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707  ### อยากดึงดูดคนเก่งและสร้างองค์กรที่ดี ต้องเริ่มจากการมีคนเก่งอยู่ในองค์กร อยากดึงดูดคนเก่งและสร้างองค์กรที่ดี ต้องเริ่มจากการมีคนเก่งอยู่ในองค์กร หัวใจสำคัญของการจ้างงานในทุกองค์กรถ้าไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหา หรือเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม ก็คือการต่อยอดความสำเร็จแล้วบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ข้างหน้า ดังนั้นแผนงานที่ดี บุคลากรที่เก่ง และสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่จึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับความสำเร็จยั่งยืนขององค์กร อย่างไรก็ตาม ”คนเก่ง“ ที่มีความสามารถโดดเด่นก็มีอยู่อย่างจำกัด และที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้มักจะตกเป็นเป้าหมายขององค์กรใหญ่ๆ ซึ่งมีกำลังจ่ายค่าตอบแทน หรือดึงดูดพวกเขาได้ด้วยวิธีการมากมาย การจ้างงานในปัจจุบันจึงมีความท้าทายมากขึ้นทั้งการกำหนดสเปค และคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ละเอียดอ่อน รวมถึงความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างองค์กรทำให้ภารกิจตามหา “คนที่ใช่” เข้ามาสู่องค์กรดูจะยากกว่าที่ผ่านมา หลายองค์กรมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการปรับตัวและใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ เช่น สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่น่าดึงดูด (Employer Branding) หรือมอบประสบการณ์ดีๆ สู่กลุ่มเป้าหมายให้เกิดภาพจำและยึดพื้นที่ในใจตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ตลาดงาน แต่อีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือพลังของ Leadership โดยเป็นการใช้ “คนเก่ง” เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเก่งคนอื่นๆ Kenneth-Maxwell Nance, Founder of Leadership’s Grand Theory อธิบายว่าผู้นำที่ดีไม่ใช่แค่เป็นผู้สั่งการ แต่ยังเป็นคนที่เชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ทำให้ทุกคนรู้สึกมีตัวตนและมีคุณค่า ซึ่งข้อดีของการมีคนเก่งอยู่ในองค์กรนอกจาก “ผลงาน” ที่ออกมาดีได้แก่ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คนเก่งมักมีความคิดสร้างสรรค์และกล้าลองสิ่งใหม่ สามารถนำไอเดียที่มีอยู่เข้ามาพัฒนาองค์กรให้เกิดความแตกต่างซึ่งช่วยให้องค์กรเติบโตและปรับตัวตามเทรนด์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบรับกับกระแสโลกการทำงานในยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ยกระดับมาตรฐานในองค์กร ลักษณะโดยพื้นฐานของคนที่ทำผลงานได้ดีมักจะมี “มาตรฐานการทำงาน” ที่สูงกว่าคนทั่วๆ ไป ดังนั้นการมีคนเก่งในองค์กรจึงสามารถยกระดับการทำงานภายใน นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติมาตรฐานส่วนตัวที่ดีอยู่แล้วจึงทำให้คนเก่งๆ มักจะดูออกว่าผู้สมัครคนไหนมีความสามารถมากพอซึ่งช่วยทำหน้าที่คัดกรอง “สมาชิกใหม่” ที่จะเข้ามาในอนาคตได้ด้วย มีโอกาสแข่งขันในตลาดได้มากกว่าเดิม เนื่องจากแรงดึงดูดในการทำงานของคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนหรือชื่อเสียงองค์กรเพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับ Career path และโอกาสในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น อ้างอิงข้อมูลจาก Workplace Intelligence ที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ 74% พร้อมลาออกหากรู้สึกว่าการทำงานในองค์กรปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้เติบโตไปมีอนาคตที่ดีได้ ดังนั้นการมีคนเก่งหรือมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาก็จะสามารถเป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดที่ทำให้เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วย ในทางกลับกัน ผลจากการมีผู้นำที่ไม่ดีมาเป็นคนขับเคลื่อนองค์กร บทความเรื่อง Bad Managers Are Reason Enough To Quit ได้สรุปข้อมูลการสำรวจคนทำงานชาวอเมริกันจาก Linkedin พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 7 ใน 10 เลือก “ลาออก” หากต้องทำงานภายใต้หัวหน้าที่ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงอัตราการลาออกภายในองค์กรและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทดแทนบุคลากรอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจากจุดเล็กๆ อย่างคนหนึ่งคนก็สามารถนำพาบริษัทไปสู่ทิศทางที่แตกต่างกันได้มากกว่าที่คิด เริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกให้อนาคต สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าร่วมงาน ติดต่อขอคำปรึกษา - เริ่มใช้บริการค้นหาคนที่ใช่เข้าสู่องค์กร แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/LF3fb  https://shorturl.at/xGaOt ### อยากดึงดูดคนเก่งและสร้างองค์กรที่ดี ต้องเริ่มจากการมีคนเก่งอยู่ในองค์กร อยากดึงดูดคนเก่งและสร้างองค์กรที่ดี ต้องเริ่มจากการมีคนเก่งอยู่ในองค์กร หัวใจสำคัญของการจ้างงานในทุกองค์กรถ้าไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหา หรือเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม ก็คือการต่อยอดความสำเร็จแล้วบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ข้างหน้า ดังนั้นแผนงานที่ดี บุคลากรที่เก่ง และสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่จึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับความสำเร็จยั่งยืนขององค์กร อย่างไรก็ตาม ”คนเก่ง“ ที่มีความสามารถโดดเด่นก็มีอยู่อย่างจำกัด และที่สำคัญคือคนกลุ่มนี้มักจะตกเป็นเป้าหมายขององค์กรใหญ่ๆ ซึ่งมีกำลังจ่ายค่าตอบแทน หรือดึงดูดพวกเขาได้ด้วยวิธีการมากมาย การจ้างงานในปัจจุบันจึงมีความท้าทายมากขึ้นทั้งการกำหนดสเปค และคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ละเอียดอ่อน รวมถึงความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างองค์กรทำให้ภารกิจตามหา “คนที่ใช่” เข้ามาสู่องค์กรดูจะยากกว่าที่ผ่านมา หลายองค์กรมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการปรับตัวและใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ เช่น สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่น่าดึงดูด (Employer Branding) หรือมอบประสบการณ์ดีๆ สู่กลุ่มเป้าหมายให้เกิดภาพจำและยึดพื้นที่ในใจตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ตลาดงาน แต่อีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือพลังของ Leadership โดยเป็นการใช้ “คนเก่ง” เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเก่งคนอื่นๆ Kenneth-Maxwell Nance, Founder of Leadership’s Grand Theory อธิบายว่าผู้นำที่ดีไม่ใช่แค่เป็นผู้สั่งการ แต่ยังเป็นคนที่เชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี ทำให้ทุกคนรู้สึกมีตัวตนและมีคุณค่า ซึ่งข้อดีของการมีคนเก่งอยู่ในองค์กรนอกจาก “ผลงาน” ที่ออกมาดีได้แก่ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คนเก่งมักมีความคิดสร้างสรรค์และกล้าลองสิ่งใหม่ สามารถนำไอเดียที่มีอยู่เข้ามาพัฒนาองค์กรให้เกิดความแตกต่างซึ่งช่วยให้องค์กรเติบโตและปรับตัวตามเทรนด์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบรับกับกระแสโลกการทำงานในยุคปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยกระดับมาตรฐานในองค์กร ลักษณะโดยพื้นฐานของคนที่ทำผลงานได้ดีมักจะมี “มาตรฐานการทำงาน” ที่สูงกว่าคนทั่วๆ ไป ดังนั้นการมีคนเก่งในองค์กรจึงสามารถยกระดับการทำงานภายใน นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติมาตรฐานส่วนตัวที่ดีอยู่แล้วจึงทำให้คนเก่งๆ มักจะดูออกว่าผู้สมัครคนไหนมีความสามารถมากพอซึ่งช่วยทำหน้าที่คัดกรอง “สมาชิกใหม่” ที่จะเข้ามาในอนาคตได้ด้วย มีโอกาสแข่งขันในตลาดได้มากกว่าเดิม เนื่องจากแรงดึงดูดในการทำงานของคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนหรือชื่อเสียงองค์กรเพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับ Career path และโอกาสในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น อ้างอิงข้อมูลจาก Workplace Intelligence ที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ 74% พร้อมลาออกหากรู้สึกว่าการทำงานในองค์กรปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้เติบโตไปมีอนาคตที่ดีได้ ดังนั้นการมีคนเก่งหรือมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาก็จะสามารถเป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดที่ทำให้เป็นองค์กรที่น่าร่วมงานด้วย ในทางกลับกัน ผลจากการมีผู้นำที่ไม่ดีมาเป็นคนขับเคลื่อนองค์กร บทความเรื่อง Bad Managers Are Reason Enough To Quit ได้สรุปข้อมูลการสำรวจคนทำงานชาวอเมริกันจาก Linkedin พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 7 ใน 10 เลือก “ลาออก” หากต้องทำงานภายใต้หัวหน้าที่ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงอัตราการลาออกภายในองค์กรและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทดแทนบุคลากรอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจากจุดเล็กๆ อย่างคนหนึ่งคนก็สามารถนำพาบริษัทไปสู่ทิศทางที่แตกต่างกันได้มากกว่าที่คิด เริ่มต้นติดกระดุมเม็ดแรกให้อนาคต สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าร่วมงาน ติดต่อขอคำปรึกษา - เริ่มใช้บริการค้นหาคนที่ใช่เข้าสู่องค์กร แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/LF3fb  https://shorturl.at/xGaOt ### สังเกต 4 สัญญาณ Green flags การันตีงานดี มีอนาคต สังเกต 4 สัญญาณ Green flags การันตีงานดี มีอนาคต วิธีคัดกรองทั้งตัวงานและบริษัทก่อนตัดสินใจยื่นสมัครมีอยู่หลายรูปแบบ เป้าหมายหลักคือการหลีกเลี่ยงประสบการณ์ที่ไม่ดี รวมถึงป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ก็คือการสังเกตธงแดงหรือ Red flags ที่พบเจอได้ระหว่างขั้นตอนต่างๆ ซึ่งช่วยให้เราสามารถคัดตัวเลือกที่รู้สึก Negative ออกไปได้ อย่างไรก็ตาม หากโจทย์หลักในการมองหางานใหม่คือ “งานที่ดี” เงื่อนไขดังกล่าวเราอาจใช้วิธีสังเกตแค่ Red flags อย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องวิเคราะห์ลึกลงไปว่าลักษณะงาน หรือองค์กรแบบไหนบ้างที่นอกจากจะไม่มีเรื่องชวนกลุ้มใจแล้วยังตอบรับกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วย Reeracoen Thailand ขอชวนทุกคนมาสังเกต Green flags ว่ามีสัญญาณแบบไหนบ้างที่บ่งบอกถึงความเป็นงานที่ดี และมีอนาคต รายละเอียดเกี่ยวกับตัวงานถูกระบุไว้อย่างครบถ้วน ชัดเจน โดยทั่วไปประกาศรับสมัครงานที่มีอยู่บนเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวงาน ชื่อบริษัท เงินเดือน และสวัสดิการ ซึ่งผู้สมัครแต่ละคนก็มีเป้าหมาย และถูกดึงดูดด้วยปัจจัยที่แตกต่างกัน บางคนอาจให้ความสำคัญกับตำแหน่ง หรือเน้นบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นหลักหรือแม้แต่ช่วงเงินเดือน ลักษณะงาน โอกาสเติบโตในสายงาน ฯลฯ การให้รายละเอียดที่จำเป็นต่อการตัดสินใจอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น แสดงให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูล ลักษณะดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับองค์กร แต่ยังหมายถึงการมีโครงสร้างที่มั่นคง สามารถแข่งขันในตลาดและพร้อมนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับพนักงาน ทักษะและหน้าที่ต่างๆ มีความสอดคล้องกับตำแหน่ง รายละเอียดงานที่เจาะลึกชัดเจนทั้ง “หน้าที่” และ “ทักษะ” เป็นการบ่งบอกถึงความคาดหวังที่บริษัทต้องการจากตำแหน่งนั้นๆ และเป็นด่านแรกที่ช่วยคัดกรองความเหมาะสมของผู้สมัครที่มีต่อตัวงาน ซึ่งองค์กรที่เข้าใจเป้าหมายการจ้างงานในแต่ละตำแหน่งดีอยู่แล้วจะสามารถเรียบเรียงความคาดหวัง และถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วน ทำให้ผู้สมัครเข้าใจหน้าที่ รวมถึงเห็นภาพการทำงานชัดเจนตั้งแต่แรก ดังนั้นการระบุหน้าที่และความคาดหวังที่ชัดเจนในทุกตำแหน่งงานจึงหมายถึงองค์กรได้ทำการบ้านล่วงหน้า คิดทบทวนมาเป็นอย่างดี มีความพยายามลดโอกาสเกิดความสับสนที่มีต่อตัวงาน ช่วยให้ผู้สมัครประหยัดเวลาตีความ Job description และสามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้แม้ยังไม่ได้เริ่มงานจริง องค์กรมีอัตรา Turnover rate ต่ำ นอกจากผลตอบแทนที่ยุติธรรมและสวัสดิการ อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องไม่มองข้ามก็คือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ผลสำรวจของ Glassdoor แสดงให้เห็นว่าพนักงาน 77% มองวัฒนธรรมองค์กรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก่อนตัดสินใจเริ่มงาน อาจหาข้อมูลโครงสร้างองค์กรจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น สื่อแต่ละช่องทาง เว็บไซต์บริษัท บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร หรือติดต่อพูดคุยกับคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมงานมาก่อน การที่องค์กรมี Turnover rate ต่ำหมายถึงคนส่วนใหญ่พอใจกับการทำงานทั้งด้วยบรรยากาศที่ดี หรือเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้พนักงานแฮปปี้ที่นี่ มีระบบจัดการที่ดีตั้งแต่เริ่มสมัครงาน ถ้าอยากรู้ว่าบริษัทกับตำแหน่งที่เรากำลังให้ความสนใจมีโครงสร้าง รูปแบบการทำงาน และสไตล์ที่เหมาะกับตัวเราไหม สามารถเริ่มต้นพิจารณาได้จากการเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์งาน เพราะประสบการณ์ที่ได้รับจากองค์กรผ่านวิธีการทำงานของ HR จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรไปต่อกับองค์กรนั้นๆ หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่สัมภาษณ์หลายรอบ ใช้เวลานาน ขั้นตอนซับซ้อน ถ้าบริษัทมีระบบการจัดการที่ดีก็จะช่วยให้ผู้สมัครวางแผนได้สะดวกมากขึ้น ลักษณะดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงโครงสร้างการทำงานที่เป็นระบบ แต่ยังหมายถึงการให้ความสำคัญกับงานด้านทรัพยากรบุคคลสามารถจัดการภาระงานของคนในไปพร้อมๆ กับดูแลคนนอกได้เป็นอย่างดี อีกหนึ่งข้อสังเกตคือระหว่างสัมภาษณ์งานคือเมื่อองค์กรยินดีตอบคำถามต่างๆ ของเราอย่างเปิดเผย แปลว่าต้องการให้ผู้สมัครเข้าใจเกี่ยวกับตัวงานและองค์กรก่อนตัดสินใจจริงๆ หากใครกำลังอยู่ระหว่างการมองหางานใหม่ หรือมีแผนจะเปลี่ยนงาน อย่าลืมสังเกตสัญญาณที่ดีขององค์กรที่น่าร่วมงานด้วยจาก 4 ปัจจัยเหล่านี้ทุกการตัดสินใจจะได้นำไปสู่ปลายทางที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/LjKs5 ### สังเกต 4 สัญญาณ Green flags การันตีงานดี มีอนาคต สังเกต 4 สัญญาณ Green flags การันตีงานดี มีอนาคต วิธีคัดกรองทั้งตัวงานและบริษัทก่อนตัดสินใจยื่นสมัครมีอยู่หลายรูปแบบ เป้าหมายหลักคือการหลีกเลี่ยงประสบการณ์ที่ไม่ดี รวมถึงป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ก็คือการสังเกตธงแดงหรือ Red flags ที่พบเจอได้ระหว่างขั้นตอนต่างๆ ซึ่งช่วยให้เราสามารถคัดตัวเลือกที่รู้สึก Negative ออกไปได้ อย่างไรก็ตาม หากโจทย์หลักในการมองหางานใหม่คือ “งานที่ดี” เงื่อนไขดังกล่าวเราอาจใช้วิธีสังเกตแค่ Red flags อย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องวิเคราะห์ลึกลงไปว่าลักษณะงาน หรือองค์กรแบบไหนบ้างที่นอกจากจะไม่มีเรื่องชวนกลุ้มใจแล้วยังตอบรับกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วย Reeracoen Thailand ขอชวนทุกคนมาสังเกต Green flags ว่ามีสัญญาณแบบไหนบ้างที่บ่งบอกถึงความเป็นงานที่ดี และมีอนาคต รายละเอียดเกี่ยวกับตัวงานถูกระบุไว้อย่างครบถ้วน ชัดเจน โดยทั่วไปประกาศรับสมัครงานที่มีอยู่บนเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวงาน ชื่อบริษัท เงินเดือน และสวัสดิการ ซึ่งผู้สมัครแต่ละคนก็มีเป้าหมาย และถูกดึงดูดด้วยปัจจัยที่แตกต่างกัน บางคนอาจให้ความสำคัญกับตำแหน่ง หรือเน้นบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นหลักหรือแม้แต่ช่วงเงินเดือน ลักษณะงาน โอกาสเติบโตในสายงาน ฯลฯ การให้รายละเอียดที่จำเป็นต่อการตัดสินใจอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น แสดงให้เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูล ลักษณะดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับองค์กร แต่ยังหมายถึงการมีโครงสร้างที่มั่นคง สามารถแข่งขันในตลาดและพร้อมนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับพนักงาน ทักษะและหน้าที่ต่างๆ มีความสอดคล้องกับตำแหน่ง รายละเอียดงานที่เจาะลึกชัดเจนทั้ง “หน้าที่” และ “ทักษะ” เป็นการบ่งบอกถึงความคาดหวังที่บริษัทต้องการจากตำแหน่งนั้นๆ และเป็นด่านแรกที่ช่วยคัดกรองความเหมาะสมของผู้สมัครที่มีต่อตัวงาน ซึ่งองค์กรที่เข้าใจเป้าหมายการจ้างงานในแต่ละตำแหน่งดีอยู่แล้วจะสามารถเรียบเรียงความคาดหวัง และถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วน ทำให้ผู้สมัครเข้าใจหน้าที่ รวมถึงเห็นภาพการทำงานชัดเจนตั้งแต่แรก ดังนั้นการระบุหน้าที่และความคาดหวังที่ชัดเจนในทุกตำแหน่งงานจึงหมายถึงองค์กรได้ทำการบ้านล่วงหน้า คิดทบทวนมาเป็นอย่างดี มีความพยายามลดโอกาสเกิดความสับสนที่มีต่อตัวงาน ช่วยให้ผู้สมัครประหยัดเวลาตีความ Job description และสามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้แม้ยังไม่ได้เริ่มงานจริง องค์กรมีอัตรา Turnover rate ต่ำ นอกจากผลตอบแทนที่ยุติธรรมและสวัสดิการ อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องไม่มองข้ามก็คือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ผลสำรวจของ Glassdoor แสดงให้เห็นว่าพนักงาน 77% มองวัฒนธรรมองค์กรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก่อนตัดสินใจเริ่มงาน อาจหาข้อมูลโครงสร้างองค์กรจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น สื่อแต่ละช่องทาง เว็บไซต์บริษัท บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร หรือติดต่อพูดคุยกับคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมงานมาก่อน การที่องค์กรมี Turnover rate ต่ำหมายถึงคนส่วนใหญ่พอใจกับการทำงานทั้งด้วยบรรยากาศที่ดี หรือเหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้พนักงานแฮปปี้ที่นี่ มีระบบจัดการที่ดีตั้งแต่เริ่มสมัครงาน ถ้าอยากรู้ว่าบริษัทกับตำแหน่งที่เรากำลังให้ความสนใจมีโครงสร้าง รูปแบบการทำงาน และสไตล์ที่เหมาะกับตัวเราไหม สามารถเริ่มต้นพิจารณาได้จากการเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์งาน เพราะประสบการณ์ที่ได้รับจากองค์กรผ่านวิธีการทำงานของ HR จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรไปต่อกับองค์กรนั้นๆ หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่สัมภาษณ์หลายรอบ ใช้เวลานาน ขั้นตอนซับซ้อน ถ้าบริษัทมีระบบการจัดการที่ดีก็จะช่วยให้ผู้สมัครวางแผนได้สะดวกมากขึ้น ลักษณะดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงโครงสร้างการทำงานที่เป็นระบบ แต่ยังหมายถึงการให้ความสำคัญกับงานด้านทรัพยากรบุคคลสามารถจัดการภาระงานของคนในไปพร้อมๆ กับดูแลคนนอกได้เป็นอย่างดี อีกหนึ่งข้อสังเกตคือระหว่างสัมภาษณ์งานคือเมื่อองค์กรยินดีตอบคำถามต่างๆ ของเราอย่างเปิดเผย แปลว่าต้องการให้ผู้สมัครเข้าใจเกี่ยวกับตัวงานและองค์กรก่อนตัดสินใจจริงๆ หากใครกำลังอยู่ระหว่างการมองหางานใหม่ หรือมีแผนจะเปลี่ยนงาน อย่าลืมสังเกตสัญญาณที่ดีขององค์กรที่น่าร่วมงานด้วยจาก 4 ปัจจัยเหล่านี้ทุกการตัดสินใจจะได้นำไปสู่ปลายทางที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/LjKs5 ### รวมตำแหน่งงานใช้ภาษาญี่ปุ่น เงินเดือนสูง รวมตำแหน่งงานใช้ภาษาญี่ปุ่น เงินเดือนสูง ถ้านึกถึงการทำงานสายภาษาที่ได้รับความนิยมสำหรับคนไทย หนึ่งในนั้นต้องเป็นงานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง แถมลักษณะงานก็มีให้เลือกทำอย่างหลากหลายทั้งสายอุตสาหกรรม พนักงานขาย ล่ามแปลภาษา นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ฯลฯ เข้ามาเช็กตำแหน่งงานว่างได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive parts สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม (สาทร - พระราม 3) ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69532 ตำแหน่ง Interpreter and Sales coordinator ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67790 ตำแหน่ง Associated Sales ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68582 ตำแหน่ง Associated Consultant ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70423 ตำแหน่ง Planning staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70380 ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ระดับภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69819 ตำแหน่ง Japanese Coordinator ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ระดับภาษาญี่ปุ่น N1 รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69572 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69400 ตำแหน่ง O&M Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 59,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction (Photovoltaic - Solarl) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70346 ตำแหน่ง Inside Sales for Architecture Design ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Real Estate - Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66720 ตำแหน่ง Investment Consultant ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Real Estate - Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67471 ตำแหน่ง Application Project Coordinator ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น สามารถสื่อสารได้แบบ Fluent ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70333  ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70214 ตำแหน่ง QA/QC Manager ฐานเงินเดือน 65,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70267 ตำแหน่ง Japanese Interpreter and Secretary ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สำโรง ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69332 ตำแหน่ง Admin (Accounting) - Interpreter ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: F&B Manufacturing - Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70137 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading (Electronics & Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ระดับภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70120 ตำแหน่ง Medical Interpreter ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68231 ตำแหน่ง Software Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68869 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำได้จากที่บ้าน ผ่านแพลตฟอร์มแนะนำคน - แนะนำงานที่ SourcedOut ### รวมตำแหน่งงานใช้ภาษาญี่ปุ่น เงินเดือนสูง รวมตำแหน่งงานใช้ภาษาญี่ปุ่น เงินเดือนสูง ถ้านึกถึงการทำงานสายภาษาที่ได้รับความนิยมสำหรับคนไทย หนึ่งในนั้นต้องเป็นงานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง แถมลักษณะงานก็มีให้เลือกทำอย่างหลากหลายทั้งสายอุตสาหกรรม พนักงานขาย ล่ามแปลภาษา นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ฯลฯ เข้ามาเช็กตำแหน่งงานว่างได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive parts สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม (สาทร - พระราม 3) ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69532 ตำแหน่ง Interpreter and Sales coordinator ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67790 ตำแหน่ง Associated Sales ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68582 ตำแหน่ง Associated Consultant ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70423 ตำแหน่ง Planning staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70380 ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ระดับภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69819 ตำแหน่ง Japanese Coordinator ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ระดับภาษาญี่ปุ่น N1 รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69572 ตำแหน่ง HR Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69400 ตำแหน่ง O&M Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 59,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction (Photovoltaic - Solarl) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70346 ตำแหน่ง Inside Sales for Architecture Design ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Real Estate - Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66720 ตำแหน่ง Investment Consultant ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Real Estate - Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67471 ตำแหน่ง Application Project Coordinator ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น สามารถสื่อสารได้แบบ Fluent ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70333  ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70214 ตำแหน่ง QA/QC Manager ฐานเงินเดือน 65,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70267 ตำแหน่ง Japanese Interpreter and Secretary ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สำโรง ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69332 ตำแหน่ง Admin (Accounting) - Interpreter ฐานเงินเดือน 45,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: F&B Manufacturing - Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS ระดับภาษาญี่ปุ่น N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70137 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading (Electronics & Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ระดับภาษาญี่ปุ่น N3 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70120 ตำแหน่ง Medical Interpreter ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT N2 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68231 ตำแหน่ง Software Engineer ฐานเงินเดือน 60,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT N2 ขึ้นไป ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68869 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำได้จากที่บ้าน ผ่านแพลตฟอร์มแนะนำคน - แนะนำงานที่ SourcedOut ### ทำเรื่องง่ายให้ง่ายอย่างมีคุณภาพ ด้วยระบบ ATS จัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัครในองค์กร ทำเรื่องง่ายให้ง่ายอย่างมีคุณภาพ ด้วยระบบ ATS จัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัครในองค์กร การเลือกใช้ Spreadsheet เป็นเครื่องมือบันทึกข้อมูล และวางแผนกระบวนการจ้างงาน นับเป็นตัวเลือกที่ดีหากพิจารณาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณขององค์กร ด้วยความใช้งานง่าย และไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น ค่อนข้างเหมาะสมในกรณีที่มีจำนวนผู้สมัครในแต่ละตำแหน่งไม่มากนัก แต่ปัญหาก็มักจะเกิดขึ้นเมื่อ “ปริมาณข้อมูล” ที่ต้องจัดการมีมากจนเกินไปหรือมี “ภาระงานอื่น” ที่ทีม HR ต้องแบ่งเวลาไปดูแล ณ ขณะนั้นเข้ามาเพิ่มเติม เพราะ Spreadsheet ที่ใช้กันทั่วไปก็ไม่สามารถให้ความสะดวกในบางเรื่อง เช่น ไม่มีที่จัดเก็บไฟล์เรซูเม่ในระบบ กินเวลาในจัดการเอกสารพอประมาณ ประสานงานระหว่างทีมยาก และที่สำคัญคือไม่สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล นอกจากนี้ เมื่อ HR ไม่สามารถใช้เวลาโฟกัสหน้าที่แต่ละส่วนได้อย่างเต็มที่ก็จะส่งผลให้ Performance ในภาพรวมลดลงไปโดยอัตโนมัติ แล้วจากปัญหาเล็กๆ อย่างการไม่มีเครื่องมือจัดระเบียบการทำงานที่ดีก็สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่กินไปทั่วทั้งองค์กรได้ มาทำความรู้จักกับระบบ ATS (Applicant Tracking System) ที่เป็นเครื่องมือสำหรับบริหารข้อมูลผู้สมัครในองค์กร ช่วยจัดระเบียบข้อมูล และยกระดับกระบวนการทำงานของ HR สามารถทำให้การรับสมัครงานเป็นเรื่องง่ายและที่สำคัญคือได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น ยกระดับและเพิ่มความสะดวกในกระบวนการจ้างงานด้วยระบบ ATS (Applicant Tracking System) รวบรวมข้อมูลผู้สมัครไว้ในที่เดียว กระบวนการ Hiring ที่ทำงานกับข้อมูลโดยตรงตั้งแต่ขั้นตอนแรกอย่างการเปิดรับสมัคร จำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับเอกสารจากทางผู้สมัคร ก่อนนำมาคัดกรองเรียกสัมภาษณ์ แต่พอมีคนสมัครเข้ามามากเกินไป จึงมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูล ทีม HR อาจต้องใช้ Spreadsheet ที่มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ควบคุมการทำงานได้ยาก แถมยังมีส่วนเพิ่มภาระเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันแบบไม่จำเป็น  การมีเครื่องมือสำหรับลงข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียวอย่างระบบ ATS จึงช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับการทำงานของ HR ในองค์กรได้โดยตรง นอกจากจะสามารถทดแทนการใช้งาน Spreadsheet ได้ดียังทำให้องค์กรมีพื้นที่สำรองโปรไฟล์ไว้รองรับการสรรหาในอนาคตด้วย  ติดตามขั้นตอนการทำงานได้อย่างใกล้ชิด เมื่อองค์กรได้รับใบสมัครที่ถูกส่งเข้ามาจากแต่ละช่องทาง ขั้นตอนถัดไปคือการสกรีนคุณสมบัติจากเรซูเม่เพื่อทำการนัดสัมภาษณ์และสรุปผลการคัดเลือกเพื่อออก Offer ให้แคนดิเดตที่เหมาะสมกับงานมากที่สุด ซึ่งกระบวนการทำงานแบบคร่าวๆ ในกรณีที่ไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะเป็นดังนี้ •เปิดรับสมัครงาน •รวบรวมใบสมัครจากแต่ละช่องทาง •คัดกรองใบสมัครก่อนเรียกสัมภาษณ์ •วางตารางนัดหมายเรียกสัมภาษณ์ •ประเมินคะแนนความสามารถ •สรุปผลการสัมภาษณ์ •ออก Job offer ให้กับผู้สมัคร •ติดตามผลตอบรับจากผู้สมัคร •ปิดรับสมัคร จาก 9 ขั้นตอนที่กล่าวมา ยิ่งมีจำนวนผู้สมัครในกระบวนการพิจารณามากเท่าไร ขั้นตอนการทำงานและหน้าที่ของทีม Hiring ก็จะขยายขอบเขตขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นองค์กรที่ไม่มีเครื่องมือส่วนกลางไว้ติดตาม Process หรือรีวิวฟีดแบคก็จะยิ่งทำงานยากขึ้นเมื่อต้องมาเสียเวลาไปกับการค้นหาข้อมูลบน Spreadsheet  บริหารและกระจายงานภายในทีม ด้วยฟังก์ชันการเพิ่ม Member และ To Do List ที่มีอยู่บนระบบ ATS by Reeracoen ช่วยให้ทีมที่เกี่ยวข้องกับการ Hiring สามารถมอบหมายหน้าที่ให้กับสมาชิกในทีม ติดตามขั้นตอนการทำงานได้ว่ามีส่วนไหนที่ยังคงค้าง หรือรอการจัดการอยู่บ้าง ตอบโจทย์ในช่วงเวลาที่มีองค์กรเปิดรับสมัครงานมากกว่า 1 ตำแหน่ง เมื่อทุกคนมีบทบาทความรับผิดชอบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น กระบวนการทำงานก็จะรวดเร็ว แม่นยำ เกิดความผิดพลาดน้อยลงและเพิ่มโอกาสที่องค์กรจะได้ผู้สมัครเข้ามาทำงาน ไม่หลุดมือไปหาคู่แข่ง  ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ช่องโหว่ที่สำคัญของการใช้งาน Spreadsheet บันทึกข้อมูลการจ้างงานก็คือ “ความปลอดภัยของข้อมูล” โดยเฉพาะข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และกระทบต่อความมั่นคงในบริษัท เช่น ฐานเงินเดือนพนักงาน หรือตำแหน่งที่จะจ้าง ATS by Reeracoen นอกจากจะสามารถเพิ่มสมาชิกผู้ใช้งานในระบบได้ ยังสามารถควบคุมสิทธิเข้าถึงข้อมูล และจำกัดการมองเห็นเฉพาะแผนกได้ตามเหมาะสมข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจึงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม รู้อย่างนี้แล้ว ถึงเวลายกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของ HR ในองค์กร มาทำให้การจ้างงานเป็นเรื่องง่ายแบบได้คุณภาพกับระบบจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS by Reeracoen ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### ทำเรื่องง่ายให้ง่ายอย่างมีคุณภาพ ด้วยระบบ ATS จัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัครในองค์กร ทำเรื่องง่ายให้ง่ายอย่างมีคุณภาพ ด้วยระบบ ATS จัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัครในองค์กร การเลือกใช้ Spreadsheet เป็นเครื่องมือบันทึกข้อมูล และวางแผนกระบวนการจ้างงาน นับเป็นตัวเลือกที่ดีหากพิจารณาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณขององค์กร ด้วยความใช้งานง่าย และไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น ค่อนข้างเหมาะสมในกรณีที่มีจำนวนผู้สมัครในแต่ละตำแหน่งไม่มากนัก แต่ปัญหาก็มักจะเกิดขึ้นเมื่อ “ปริมาณข้อมูล” ที่ต้องจัดการมีมากจนเกินไปหรือมี “ภาระงานอื่น” ที่ทีม HR ต้องแบ่งเวลาไปดูแล ณ ขณะนั้นเข้ามาเพิ่มเติม เพราะ Spreadsheet ที่ใช้กันทั่วไปก็ไม่สามารถให้ความสะดวกในบางเรื่อง เช่น ไม่มีที่จัดเก็บไฟล์เรซูเม่ในระบบ กินเวลาในจัดการเอกสารพอประมาณ ประสานงานระหว่างทีมยาก และที่สำคัญคือไม่สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล นอกจากนี้ เมื่อ HR ไม่สามารถใช้เวลาโฟกัสหน้าที่แต่ละส่วนได้อย่างเต็มที่ก็จะส่งผลให้ Performance ในภาพรวมลดลงไปโดยอัตโนมัติ แล้วจากปัญหาเล็กๆ อย่างการไม่มีเครื่องมือจัดระเบียบการทำงานที่ดีก็สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่กินไปทั่วทั้งองค์กรได้ มาทำความรู้จักกับระบบ ATS (Applicant Tracking System) ที่เป็นเครื่องมือสำหรับบริหารข้อมูลผู้สมัครในองค์กร ช่วยจัดระเบียบข้อมูล และยกระดับกระบวนการทำงานของ HR สามารถทำให้การรับสมัครงานเป็นเรื่องง่ายและที่สำคัญคือได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น ยกระดับและเพิ่มความสะดวกในกระบวนการจ้างงานด้วยระบบ ATS (Applicant Tracking System) รวบรวมข้อมูลผู้สมัครไว้ในที่เดียว กระบวนการ Hiring ที่ทำงานกับข้อมูลโดยตรงตั้งแต่ขั้นตอนแรกอย่างการเปิดรับสมัคร จำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับเอกสารจากทางผู้สมัคร ก่อนนำมาคัดกรองเรียกสัมภาษณ์ แต่พอมีคนสมัครเข้ามามากเกินไป จึงมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูล ทีม HR อาจต้องใช้ Spreadsheet ที่มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ควบคุมการทำงานได้ยาก แถมยังมีส่วนเพิ่มภาระเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันแบบไม่จำเป็น  การมีเครื่องมือสำหรับลงข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียวอย่างระบบ ATS จึงช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับการทำงานของ HR ในองค์กรได้โดยตรง นอกจากจะสามารถทดแทนการใช้งาน Spreadsheet ได้ดียังทำให้องค์กรมีพื้นที่สำรองโปรไฟล์ไว้รองรับการสรรหาในอนาคตด้วย  ติดตามขั้นตอนการทำงานได้อย่างใกล้ชิด เมื่อองค์กรได้รับใบสมัครที่ถูกส่งเข้ามาจากแต่ละช่องทาง ขั้นตอนถัดไปคือการสกรีนคุณสมบัติจากเรซูเม่เพื่อทำการนัดสัมภาษณ์และสรุปผลการคัดเลือกเพื่อออก Offer ให้แคนดิเดตที่เหมาะสมกับงานมากที่สุด ซึ่งกระบวนการทำงานแบบคร่าวๆ ในกรณีที่ไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะเป็นดังนี้ •เปิดรับสมัครงาน •รวบรวมใบสมัครจากแต่ละช่องทาง •คัดกรองใบสมัครก่อนเรียกสัมภาษณ์ •วางตารางนัดหมายเรียกสัมภาษณ์ •ประเมินคะแนนความสามารถ •สรุปผลการสัมภาษณ์ •ออก Job offer ให้กับผู้สมัคร •ติดตามผลตอบรับจากผู้สมัคร •ปิดรับสมัคร จาก 9 ขั้นตอนที่กล่าวมา ยิ่งมีจำนวนผู้สมัครในกระบวนการพิจารณามากเท่าไร ขั้นตอนการทำงานและหน้าที่ของทีม Hiring ก็จะขยายขอบเขตขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นองค์กรที่ไม่มีเครื่องมือส่วนกลางไว้ติดตาม Process หรือรีวิวฟีดแบคก็จะยิ่งทำงานยากขึ้นเมื่อต้องมาเสียเวลาไปกับการค้นหาข้อมูลบน Spreadsheet  บริหารและกระจายงานภายในทีม ด้วยฟังก์ชันการเพิ่ม Member และ To Do List ที่มีอยู่บนระบบ ATS by Reeracoen ช่วยให้ทีมที่เกี่ยวข้องกับการ Hiring สามารถมอบหมายหน้าที่ให้กับสมาชิกในทีม ติดตามขั้นตอนการทำงานได้ว่ามีส่วนไหนที่ยังคงค้าง หรือรอการจัดการอยู่บ้าง ตอบโจทย์ในช่วงเวลาที่มีองค์กรเปิดรับสมัครงานมากกว่า 1 ตำแหน่ง เมื่อทุกคนมีบทบาทความรับผิดชอบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น กระบวนการทำงานก็จะรวดเร็ว แม่นยำ เกิดความผิดพลาดน้อยลงและเพิ่มโอกาสที่องค์กรจะได้ผู้สมัครเข้ามาทำงาน ไม่หลุดมือไปหาคู่แข่ง  ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ช่องโหว่ที่สำคัญของการใช้งาน Spreadsheet บันทึกข้อมูลการจ้างงานก็คือ “ความปลอดภัยของข้อมูล” โดยเฉพาะข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และกระทบต่อความมั่นคงในบริษัท เช่น ฐานเงินเดือนพนักงาน หรือตำแหน่งที่จะจ้าง ATS by Reeracoen นอกจากจะสามารถเพิ่มสมาชิกผู้ใช้งานในระบบได้ ยังสามารถควบคุมสิทธิเข้าถึงข้อมูล และจำกัดการมองเห็นเฉพาะแผนกได้ตามเหมาะสมข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจึงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม รู้อย่างนี้แล้ว ถึงเวลายกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของ HR ในองค์กร มาทำให้การจ้างงานเป็นเรื่องง่ายแบบได้คุณภาพกับระบบจัดเก็บ ติดตาม และจัดการข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน ATS by Reeracoen ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ### โอกาสงานในบริษัทต่างชาติ เงินเดือนสูง เปิดรับสมัครด่วน โอกาสงานในบริษัทต่างชาติ เงินเดือนสูง เปิดรับสมัครด่วน ในโลกการทำงานยุคปัจจุบันภาษาอังกฤษถือเป็นทักษะที่ทุกคนควรมีติดตัว นอกจากจะสามารถสื่อสาร ประสานงานกันได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยอัปฐานเงินเดือนให้กับผู้สมัครได้ไม่น้อย และหนึ่งในช่องทางการพัฒนาภาษาที่ดีที่สุดก็คือการใช้งานบ่อยๆ Reeracoen มีตำแหน่งงานเปิดรับสมัครในบริษัทต่างชาติมาฝากกัน ไม่ใช่แค่เนื้องานที่ท้าทาย แต่ยังมาพร้อมผลตอบแทนที่ไม่ใช่เล่นๆ สำหรับใครที่สนใจก็เข้ามาเช็กรายละเอียดได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Production Coordinator ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70215 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66729 ตำแหน่ง Back-end Developer ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Utilities สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70276 ตำแหน่ง A/M Manager (Finance due diligence) ฐานเงินเดือน 55,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70230 ตำแหน่ง Operation Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hospitality สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69734 ตำแหน่ง Sales Manager - Cross border Advertising ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70416 ตำแหน่ง HRBP Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70149 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 65,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70130 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: กรุงเทพตะวันออก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69780 ตำแหน่ง Sourcing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Shoes - Garment) สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงานระดับผู้จัดการ 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66565 ตำแหน่ง Project Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70445 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70129 ตำแหน่ง Key Account Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70220  ตำแหน่ง Product Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63460 ตำแหน่ง Node.js Developer ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70175 ตำแหน่ง CRM Manager   ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69833 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Amenities) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70332 ตำแหน่ง AP Supervisor ฐานเงินเดือน 85,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Cosmetics - Healthcare) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70334 ตำแหน่ง Field Application Engineer (AI) ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: สวนหลวง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69479 ตำแหน่ง CB and Performance Management System Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/61046 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - พระรามสาม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70234 ตำแหน่ง Senior Pricing Manager ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69533 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69707 ตำแหน่ง Managing Director ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไปในบริษัท Logistics ระดับ Global รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70403 ตำแหน่ง BD Director ฐานเงินเดือน 200,000 - 300,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hospitality สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69226 ตำแหน่ง Sales Director (Cross border) ฐานเงินเดือน 200,000 - 400,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69466 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ แนะนำคน – แนะนำงานบนแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ### โอกาสงานในบริษัทต่างชาติ เงินเดือนสูง เปิดรับสมัครด่วน โอกาสงานในบริษัทต่างชาติ เงินเดือนสูง เปิดรับสมัครด่วน ในโลกการทำงานยุคปัจจุบันภาษาอังกฤษถือเป็นทักษะที่ทุกคนควรมีติดตัว นอกจากจะสามารถสื่อสาร ประสานงานกันได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยอัปฐานเงินเดือนให้กับผู้สมัครได้ไม่น้อย และหนึ่งในช่องทางการพัฒนาภาษาที่ดีที่สุดก็คือการใช้งานบ่อยๆ Reeracoen มีตำแหน่งงานเปิดรับสมัครในบริษัทต่างชาติมาฝากกัน ไม่ใช่แค่เนื้องานที่ท้าทาย แต่ยังมาพร้อมผลตอบแทนที่ไม่ใช่เล่นๆ สำหรับใครที่สนใจก็เข้ามาเช็กรายละเอียดได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Production Coordinator ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70215 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66729 ตำแหน่ง Back-end Developer ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Utilities สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70276 ตำแหน่ง A/M Manager (Finance due diligence) ฐานเงินเดือน 55,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70230 ตำแหน่ง Operation Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hospitality สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69734 ตำแหน่ง Sales Manager - Cross border Advertising ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70416 ตำแหน่ง HRBP Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70149 ตำแหน่ง Accounting Manager ฐานเงินเดือน 65,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70130 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: กรุงเทพตะวันออก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69780 ตำแหน่ง Sourcing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Shoes - Garment) สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงานระดับผู้จัดการ 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66565 ตำแหน่ง Project Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70445 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70129 ตำแหน่ง Key Account Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70220  ตำแหน่ง Product Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63460 ตำแหน่ง Node.js Developer ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70175 ตำแหน่ง CRM Manager   ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69833 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Amenities) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70332 ตำแหน่ง AP Supervisor ฐานเงินเดือน 85,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Cosmetics - Healthcare) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70334 ตำแหน่ง Field Application Engineer (AI) ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: สวนหลวง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69479 ตำแหน่ง CB and Performance Management System Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/61046 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - พระรามสาม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70234 ตำแหน่ง Senior Pricing Manager ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69533 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69707 ตำแหน่ง Managing Director ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไปในบริษัท Logistics ระดับ Global รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70403 ตำแหน่ง BD Director ฐานเงินเดือน 200,000 - 300,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hospitality สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69226 ตำแหน่ง Sales Director (Cross border) ฐานเงินเดือน 200,000 - 400,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69466 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ แนะนำคน – แนะนำงานบนแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ### ตลาดแรงงานไทยในปี 2024 โอกาสและอุปสรรคที่มาพร้อมการหลั่งไหลของบริษัทจีนในไทย ตลาดแรงงานไทยในปี 2024 โอกาสและอุปสรรคที่มาพร้อมการหลั่งไหลของบริษัทจีนในไทย สถานภาพระหว่างจีนและไทยในปัจจุบันนับว่ามีความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ สังเกตได้ว่าในช่วงระยะหลังมานี้ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาไทย แต่บริษัทจีนเองก็หลั่งไหลเข้ามาลงทุนประกอบกิจการสูงสุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากไทยมีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดแรงงาน มีความเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค รวมถึงนโยบายสนับสนุนของรัฐที่เอื้อต่อกิจการ สื่อ Global Times จากจีนยังรายงานว่านักวิเคราะห์ทั้งไทยและจีน เชื่อว่าการลงทุนของบริษัทจีนในไทยจะยังสามารถเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ โดยสัญญาณของการลงทุนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าในอนาคตธุรกิจจีนจะมีบทบาทมากขึ้นซึ่งมีทั้ง “อุปสรรค” และ “โอกาส” ที่จะเกิดขึ้นในไทย อาทิ การเปิดโอกาสลงทุนของบริษัทต่างชาติ เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น การถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยีในกลุ่มแรงงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นอุปสรรคจากอิทธิพลของบริษัทจีนก็คือการแข่งขันและโอกาสในอนาคตสำหรับธุรกิจ รวมถึงแรงงานชาวไทย ในบทความนี้เรามาทำความรู้จักกับความเป็นบริษัทจีนกันให้มากขึ้นตั้งแต่ธรรมชาติของการทำงาน ความคาดหวัง ตลอดจนวิธีการปรับตัวเพื่อเป็นที่ต้องการของตลาดแห่งอนาคตนี้ไปพร้อมกันๆ โอกาสงานที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทจีน ในปี 2565 มีธุรกิจจากจีนกว่า 700 บริษัทเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดได้แก่ หม่าล่าหม้อไฟ ไอศกรีม Mixue อุตสาหกรรมยานยนต์ และกิจการอื่นๆ อีกมากมาย โดยข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครึ่งแรกของปี 2566 ระบุว่าบริษัทจีนมีแผนการลงทุนสูงเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยตัวเลขกว่า 6 หมื่น 1 พันล้านบาท ส่วนใหญ่จัดอยู่ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรถไฟฟ้า EV ตัวอย่างงานที่จะกลายเป็นที่ต้องการทั้งปัจจุบันและในอนาคตได้แก่กลุ่มวิศวกรรม พนักงานในสายการผลิต ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ ฯลฯ ยังไม่รวมภาคการท่องเที่ยวที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจอีกหลากหลายประเภท การเติบโตของตลาดนักลงทุนจากจีนไม่ว่าจะประเภทไหนก็ตามหลายคนอาจกังวลว่าบริษัทจีนจะใช้เฉพาะทรัพยากรและแรงงานจีน แต่ทุกธุรกิจก็จำเป็นต้องอาศัยวัตถุดิบที่เหมาะสมมาผลิตสินค้า ที่ขาดไม่ได้ก็คือ “แรงงาน” เพื่อรองรับการขยายกิจการ ดังนั้นแรงงานและผู้ประกอบการไทยก็สามารถมองหาช่องวางและสร้างความแตกต่าง พร้อมเข้าไปคว้าโอกาสจากอุปสงค์ที่รออยู่ในส่วนนั้นได้เช่นกัน นอกจากจากนี้การเข้ามาของธุรกิจจีนยังมีโอกาสสร้างความร่วมมือกับบริษัทไทย ดังนั้นการเข้ามาของทุนจีนจึงช่วยเป็นอีกช่องทางสร้างงานให้กับคนไทย ไม่ว่าจะด้วยการทำงานภายในองค์กร หรือเป็นส่วนหนึ่งของสายพานธุรกิจก็ตาม สิ่งที่ต้องรู้สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากเริ่มงานในบริษัทจีน ข้อดีของการทำงานในบริษัทจีน โอกาสเรียนรู้และพัฒนา: ส่วนใหญ่บริษัทที่เข้ามาลงทุนหรือขยายกิจการในไทย มักจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีกระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ดังนั้นการได้เข้าไปเรียนรู้งานในบริษัทต่างชาติก็สามารถช่วยยกระดับแรงงานไทยได้ดี  วัฒนธรรมการทำงาน: ภาพลักษณ์ของบริษัทจีนอาจถูกมองว่าเป็นองค์กรที่งานหนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการพัฒนาขีดความสามารถ และเพิ่มศักยภาพในการทำงานของพนักงานแบบก้าวกระโดด องค์กรจึงเต็มไปด้วยคนเก่ง มีระเบียบวินัย ทำให้องค์กรมีสภาพแวดล้อมที่กระตือรือร้นตลอดเวลา  ความเร็วในการขยายธุรกิจ: บริษัทจีนหลายแห่งมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่รวดเร็ว ทั้งภายในประเทศ และการขยายสาขาในต่างประเทศ ทำให้พนักงานมักจะมีโอกาสเติบโต มีส่วนร่วมในโปรเจกต์สำคัญ รวมถึงได้ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย  ผลตอบแทนและสวัสดิการ: บริษัทจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในไทยเป็นลักษณะของการขยายกิจการ มีต้นทุนเป็นองค์กรใหญ่ตั้งแต่แรก จึงมีประสิทธิภาพในการผลิต ผลประกอบการดี ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น นโยบายด้านทรัพยากรบุคคลที่พยายามสร้างความเชื่อมั่น เพื่อดึงดูดพนักงานเข้าสู่องค์กร ทำให้มีกำลังจ่ายสูงกว่าบริษัททั่วไป ทิ้งท้ายกับข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเริ่มมองหางานในบริษัทจีน บริษัทจีนในไทยมาพร้อมกับเพดานเงินเดือนและผลตอบแทนที่น่าดึงดูดจริง แต่ในขณะเดียวกันความคาดหวังที่ผู้ประกอบการมีต่อลูกจ้างเองก็สูงเช่นกัน ดังนั้นหากสามารถเรียนรู้งาน บริหารจัดการตัวเอง รวมถึงรับมือกับแรงกดดันได้ดี การทำงานในบริษัทก็เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างอนาคตที่สดใสได้ดีมากๆ ทางหนึ่ง ตำแหน่งงานใช้ภาษาจีน ที่กำลังเปิดรับสมัครบน Reeracoen Sales Manager (HSK 4 ขึ้นไป) Sales staff (ภาษาจีนระดับสื่อสารทั่วไป) Sales (สามารถภาษาจีนได้ในระดับดี) Influencer Manager (Native level) Supplier Quality Engineer (Business level) Interpreter (HSK 4 ขึ้นไป) Operation Manager (Native level) Business Development (Business level) Purchase (HSK 5) ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/ppdua https://shorturl.at/WWPB9 https://shorturl.at/aCQNA https://shorturl.at/xSWUk ### ตลาดแรงงานไทยในปี 2024 โอกาสและอุปสรรคที่มาพร้อมการหลั่งไหลของบริษัทจีนในไทย ตลาดแรงงานไทยในปี 2024 โอกาสและอุปสรรคที่มาพร้อมการหลั่งไหลของบริษัทจีนในไทย สถานภาพระหว่างจีนและไทยในปัจจุบันนับว่ามีความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ สังเกตได้ว่าในช่วงระยะหลังมานี้ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาไทย แต่บริษัทจีนเองก็หลั่งไหลเข้ามาลงทุนประกอบกิจการสูงสุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากไทยมีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดแรงงาน มีความเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค รวมถึงนโยบายสนับสนุนของรัฐที่เอื้อต่อกิจการ สื่อ Global Times จากจีนยังรายงานว่านักวิเคราะห์ทั้งไทยและจีน เชื่อว่าการลงทุนของบริษัทจีนในไทยจะยังสามารถเติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ โดยสัญญาณของการลงทุนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าในอนาคตธุรกิจจีนจะมีบทบาทมากขึ้นซึ่งมีทั้ง “อุปสรรค” และ “โอกาส” ที่จะเกิดขึ้นในไทย อาทิ การเปิดโอกาสลงทุนของบริษัทต่างชาติ เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น การถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยีในกลุ่มแรงงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นอุปสรรคจากอิทธิพลของบริษัทจีนก็คือการแข่งขันและโอกาสในอนาคตสำหรับธุรกิจ รวมถึงแรงงานชาวไทย ในบทความนี้เรามาทำความรู้จักกับความเป็นบริษัทจีนกันให้มากขึ้นตั้งแต่ธรรมชาติของการทำงาน ความคาดหวัง ตลอดจนวิธีการปรับตัวเพื่อเป็นที่ต้องการของตลาดแห่งอนาคตนี้ไปพร้อมกันๆ โอกาสงานที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทจีน ในปี 2565 มีธุรกิจจากจีนกว่า 700 บริษัทเข้ามาลงทุนในไทย ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดได้แก่ หม่าล่าหม้อไฟ ไอศกรีม Mixue อุตสาหกรรมยานยนต์ และกิจการอื่นๆ อีกมากมาย โดยข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครึ่งแรกของปี 2566 ระบุว่าบริษัทจีนมีแผนการลงทุนสูงเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยตัวเลขกว่า 6 หมื่น 1 พันล้านบาท ส่วนใหญ่จัดอยู่ในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรถไฟฟ้า EV ตัวอย่างงานที่จะกลายเป็นที่ต้องการทั้งปัจจุบันและในอนาคตได้แก่กลุ่มวิศวกรรม พนักงานในสายการผลิต ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ ฯลฯ ยังไม่รวมภาคการท่องเที่ยวที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจอีกหลากหลายประเภท การเติบโตของตลาดนักลงทุนจากจีนไม่ว่าจะประเภทไหนก็ตามหลายคนอาจกังวลว่าบริษัทจีนจะใช้เฉพาะทรัพยากรและแรงงานจีน แต่ทุกธุรกิจก็จำเป็นต้องอาศัยวัตถุดิบที่เหมาะสมมาผลิตสินค้า ที่ขาดไม่ได้ก็คือ “แรงงาน” เพื่อรองรับการขยายกิจการ ดังนั้นแรงงานและผู้ประกอบการไทยก็สามารถมองหาช่องวางและสร้างความแตกต่าง พร้อมเข้าไปคว้าโอกาสจากอุปสงค์ที่รออยู่ในส่วนนั้นได้เช่นกัน นอกจากจากนี้การเข้ามาของธุรกิจจีนยังมีโอกาสสร้างความร่วมมือกับบริษัทไทย ดังนั้นการเข้ามาของทุนจีนจึงช่วยเป็นอีกช่องทางสร้างงานให้กับคนไทย ไม่ว่าจะด้วยการทำงานภายในองค์กร หรือเป็นส่วนหนึ่งของสายพานธุรกิจก็ตาม สิ่งที่ต้องรู้สำหรับผู้ที่มีความสนใจอยากเริ่มงานในบริษัทจีน ข้อดีของการทำงานในบริษัทจีน โอกาสเรียนรู้และพัฒนา: ส่วนใหญ่บริษัทที่เข้ามาลงทุนหรือขยายกิจการในไทย มักจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีกระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ดังนั้นการได้เข้าไปเรียนรู้งานในบริษัทต่างชาติก็สามารถช่วยยกระดับแรงงานไทยได้ดี  วัฒนธรรมการทำงาน: ภาพลักษณ์ของบริษัทจีนอาจถูกมองว่าเป็นองค์กรที่งานหนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการพัฒนาขีดความสามารถ และเพิ่มศักยภาพในการทำงานของพนักงานแบบก้าวกระโดด องค์กรจึงเต็มไปด้วยคนเก่ง มีระเบียบวินัย ทำให้องค์กรมีสภาพแวดล้อมที่กระตือรือร้นตลอดเวลา  ความเร็วในการขยายธุรกิจ: บริษัทจีนหลายแห่งมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่รวดเร็ว ทั้งภายในประเทศ และการขยายสาขาในต่างประเทศ ทำให้พนักงานมักจะมีโอกาสเติบโต มีส่วนร่วมในโปรเจกต์สำคัญ รวมถึงได้ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย  ผลตอบแทนและสวัสดิการ: บริษัทจีนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในไทยเป็นลักษณะของการขยายกิจการ มีต้นทุนเป็นองค์กรใหญ่ตั้งแต่แรก จึงมีประสิทธิภาพในการผลิต ผลประกอบการดี ประกอบกับปัจจัยอื่นๆ เช่น นโยบายด้านทรัพยากรบุคคลที่พยายามสร้างความเชื่อมั่น เพื่อดึงดูดพนักงานเข้าสู่องค์กร ทำให้มีกำลังจ่ายสูงกว่าบริษัททั่วไป ทิ้งท้ายกับข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเริ่มมองหางานในบริษัทจีน บริษัทจีนในไทยมาพร้อมกับเพดานเงินเดือนและผลตอบแทนที่น่าดึงดูดจริง แต่ในขณะเดียวกันความคาดหวังที่ผู้ประกอบการมีต่อลูกจ้างเองก็สูงเช่นกัน ดังนั้นหากสามารถเรียนรู้งาน บริหารจัดการตัวเอง รวมถึงรับมือกับแรงกดดันได้ดี การทำงานในบริษัทก็เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างอนาคตที่สดใสได้ดีมากๆ ทางหนึ่ง ตำแหน่งงานใช้ภาษาจีน ที่กำลังเปิดรับสมัครบน Reeracoen Sales Manager (HSK 4 ขึ้นไป) Sales staff (ภาษาจีนระดับสื่อสารทั่วไป) Sales (สามารถภาษาจีนได้ในระดับดี) Influencer Manager (Native level) Supplier Quality Engineer (Business level) Interpreter (HSK 4 ขึ้นไป) Operation Manager (Native level) Business Development (Business level) Purchase (HSK 5) ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/ppdua https://shorturl.at/WWPB9 https://shorturl.at/aCQNA https://shorturl.at/xSWUk ### ทำอย่างไรในตลาดแรงงานไทยช่วงขาลง 3 วิธีเพิ่มโอกาสงานในภาวะ Tight labor market ทำอย่างไรในตลาดแรงงานไทยช่วงขาลง 3 วิธีเพิ่มโอกาสงานในภาวะ Tight labor market ตั้งแต่ปีที่แล้วหลายบริษัทน่าจะประสบปัญหาในการดำเนินกิจการ ซึ่งเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และพิษเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้บริษัทกำไรลดลง หลายธุรกิจไปไม่รอดจนต้องปิดตัวไป ทางด้านของคนทำงานเองก็เผชิญความท้าทายหลายด้าน จำนวนคนตกงานก็เยอะ แถมจะหางานใหม่ก็ทำได้ยาก เพราะนอกจากการแข่งขันระหว่างผู้สมัครในช่วงนี้จะสูงขึ้นแล้วยังต้องต่อสู้พิสูจน์ตัวเองให้องค์กรเห็นว่าเหนือกว่า AI ด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นนับว่าส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานในไทยเมื่อข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจภาวะการทำงานของประชากร รายงานอัตราว่างงานในไทยพุ่งแตะ 4.29 แสนคนในไตรมาสที่ 2 ปี 2024 ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา พบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กจบใหม่และผู้ที่ไม่เคยทำงานถึง 2.44 แสนคน และกลุ่มผู้ที่เคยทำงานมาก่อนอีก 1.85 แสนคน โดยมีเหตุผลเป็นการตัดสินใจ “ลาออก” มากถึง 57% สามารถแบ่งแยกย่อยกลุ่มที่สองตามลักษณะงานได้แก่ 1) การค้าและบริการ - 1.22 แสนคน 2) การผลิต - 5.1 หมื่นคน 3) การเกษตร - 1.2 หมื่นคน นอกจากนี้สถิติชั่วโมงการทำงานของพนักงานภาคเอกชนยังมีตัวเลขค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 46.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (วันละ 9.3 ชั่วโมง) จาก 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (วันละ 8.8 ชั่วโมง) เมื่อคนตกงานมากขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทก็เปิดรับสมัครพนักงานน้อยลง แถมภาพรวมยังดูเหมือนกับว่าเราต้องทำงานหนักกว่าที่ผ่านมาตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดแรงงานในไทยกำลังอยู่ในช่วงขาลง ดังนั้นใครที่กำลังมองหางานในช่วงนี้อาจต้องทำการบ้านให้มากขึ้นว่าในฐานะคนทำงานจะมีวิธีเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์ดังกล่าว และนี่คือ 3 คำแนะนำที่เราอยากจะบอกในฐานะบริษัทจัดหางานที่มีประสบการณ์ในไทยกว่า 11 ปี Work hard กับการพัฒนาตัวเองมากขึ้น จากปัญหาที่เราหยิบยกมาพูดถึงกันก่อนหน้านี้ ทุกคนน่าจะเห็นเหมือนกันตลาดงานที่มีการจ้างงานลดลงได้บังคับให้ทุกคนจำเป็นต้องเข้าสู่โหมดการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น คนที่เพียบพร้อมที่สุดก็จะเป็นฝ่ายคว้าโอกาสที่มีอยู่จำกัดได้ก่อน  ดังนั้นการ Work hard เพื่อพัฒนาตัวเองต่อเนื่องจึงเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้ ลักษณะงานที่เปลี่ยนไปต้องอาศัย Skill set ใหม่ๆ เข้ามาทดแทนของเดิม หมั่นพัฒนาทักษะที่ทันสมัยมาปรับใช้กับการทำงาน เช่น ทักษะสาย Tech หรือความรู้อื่นๆ ที่จำเป็นต่ออนาคตของโลกธุรกิจในระยะยาว รวมถึงศึกษาเทรนด์ความต้องการของตลาดสม่ำเสมอเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตัวเองในตลาดที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง  สร้างช่องทางเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ตลาดแรงงานในไทยมีอัตราการจ้างงานน้อยลงในช่วงนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช่องว่างของโอกาสให้เข้าถึงไปเสียทีเดียว เพราะความต้องการพนักงานในแต่ละตำแหน่งยังคงมีอยู่เรื่อยๆเพียงแค่เปลี่ยนกลยุทธ์และรูปแบบการจ้างที่เหมาะกับองค์กร เช่น กลุ่ม Hidden Job Market ที่ไม่ได้ลงประกาศทั่วไป  เมื่อองค์กรดำเนินการจ้างงานด้วยความรัดกุมมากๆ จึงพยายามหาวิธีลดภาระงานให้กับพนักงานจนเหลือน้อยที่สุด เช่น บางตำแหน่งอาจใช้วิธี Referral จากคนภายในหรือใช้วิธีการ Sourcing เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่ตรงจุดมากขึ้นและเสียเวลากับทรัพยากรอื่นๆ น้อยลง  ดังนั้นการใช้ Networking จึงเป็นหนึ่งในช่องทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะในช่วง Tight labor market ที่มีปริมาณงานว่างน้อย ซึ่งจะทำให้ผู้สมัครที่มาจากการแนะนำโดยคนที่รู้จักกันอยู่แล้วมีโอกาสประสบความสำเร็จกับการสมัครงานมากขึ้น  ลดทอนภาระ กระจายหน้าที่ออกจากตัว ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกสมัครงานสักหนึ่งตำแหน่ง เชื่อว่าทุกคนมีการศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างละเอียดทั้งลักษณะงาน ข้อมูลองค์กร โครงสร้างเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ซึ่งกว่าจะได้ “งานที่ใช่” ก็กินเวลาและทรัพยากรของเราไปไม่น้อย  แทนที่จะเสียเวลาค้นหาและนั่งอ่านอ่านรายละเอียดบนเว็บประกาศ เราสามารถใช้เวลาเหล่านี้ให้เกิดความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น อาทิ ใช้ทำงานเสริม ลงเรียนเพิ่มเติม หรือให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงแค่รู้จัก “กระจายหน้าที่” ออกจากตัวเอง  ต้องขออธิบายถึงรูปแบบที่องค์กรมักจะใช้ในการรับสมัครพนักงานกันก่อน วิธีการหลักก็คือลงประกาศงานตามช่องทางต่างๆ ซึ่งเรียกว่าการรับสมัครแบบ Passive Recruitment ที่ให้ผู้สมัครเห็นข้อมูลแล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายยื่นสมัครเข้ามาก่อนจะเข้าระบบคัดกรองและพิจารณาตามกระบวนการของบริษัท  อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งรูปแบบรับสมัครงานที่ดำเนินการผ่าน “ตัวแทน” อาจติดต่อจากบริษัทโดยตรง หรือจากบริษัทเอเจนซีจัดหางานที่มีวิธีการทำงานแบบเน้น “เข้าหาผู้สมัคร” และแนะนำงานที่เหมาะสม  ความแตกต่างจึงอยู่ที่เราไม่จำเป็นเสียพลังงานไปดำเนินการเองอยู่เฉยๆ ก็มีโอกาสได้รับติดต่อเสนอตำแหน่งงานที่น่าสนใจ มีข้อมูล Insight เกี่ยวกับองค์กรเป็นไกด์ไลน์ประกอบการสัมภาษณ์ ช่วยประหยัดทั้งเวลา และเพิ่มโอกาสได้งานแบบไม่ต้องเหนื่อย ตอบโจทย์ยุคสมัยที่การแข่งขันสูง แถมเวลามีค่ายิ่งกว่าทอง รู้แบบนี้แล้ว วันนี้เพื่อนๆ ได้ปูทางสำหรับโอกาสใหม่ให้อนาคตของตัวเองกันแล้วหรือยัง ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ ลงทะเบียนกับ Reeracoen Thailand ตอนนี้เลย แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/yrl18 ### ทำอย่างไรในตลาดแรงงานไทยช่วงขาลง 3 วิธีเพิ่มโอกาสงานในภาวะ Tight labor market ทำอย่างไรในตลาดแรงงานไทยช่วงขาลง 3 วิธีเพิ่มโอกาสงานในภาวะ Tight labor market ตั้งแต่ปีที่แล้วหลายบริษัทน่าจะประสบปัญหาในการดำเนินกิจการ ซึ่งเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และพิษเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้บริษัทกำไรลดลง หลายธุรกิจไปไม่รอดจนต้องปิดตัวไป ทางด้านของคนทำงานเองก็เผชิญความท้าทายหลายด้าน จำนวนคนตกงานก็เยอะ แถมจะหางานใหม่ก็ทำได้ยาก เพราะนอกจากการแข่งขันระหว่างผู้สมัครในช่วงนี้จะสูงขึ้นแล้วยังต้องต่อสู้พิสูจน์ตัวเองให้องค์กรเห็นว่าเหนือกว่า AI ด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นนับว่าส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานในไทยเมื่อข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจภาวะการทำงานของประชากร รายงานอัตราว่างงานในไทยพุ่งแตะ 4.29 แสนคนในไตรมาสที่ 2 ปี 2024 ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา พบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กจบใหม่และผู้ที่ไม่เคยทำงานถึง 2.44 แสนคน และกลุ่มผู้ที่เคยทำงานมาก่อนอีก 1.85 แสนคน โดยมีเหตุผลเป็นการตัดสินใจ “ลาออก” มากถึง 57% สามารถแบ่งแยกย่อยกลุ่มที่สองตามลักษณะงานได้แก่ 1) การค้าและบริการ - 1.22 แสนคน 2) การผลิต - 5.1 หมื่นคน 3) การเกษตร - 1.2 หมื่นคน นอกจากนี้สถิติชั่วโมงการทำงานของพนักงานภาคเอกชนยังมีตัวเลขค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 46.6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (วันละ 9.3 ชั่วโมง) จาก 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (วันละ 8.8 ชั่วโมง) เมื่อคนตกงานมากขึ้น ในขณะเดียวกันบริษัทก็เปิดรับสมัครพนักงานน้อยลง แถมภาพรวมยังดูเหมือนกับว่าเราต้องทำงานหนักกว่าที่ผ่านมาตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดแรงงานในไทยกำลังอยู่ในช่วงขาลง ดังนั้นใครที่กำลังมองหางานในช่วงนี้อาจต้องทำการบ้านให้มากขึ้นว่าในฐานะคนทำงานจะมีวิธีเอาตัวรอดอย่างไรในสถานการณ์ดังกล่าว และนี่คือ 3 คำแนะนำที่เราอยากจะบอกในฐานะบริษัทจัดหางานที่มีประสบการณ์ในไทยกว่า 11 ปี Work hard กับการพัฒนาตัวเองมากขึ้น จากปัญหาที่เราหยิบยกมาพูดถึงกันก่อนหน้านี้ ทุกคนน่าจะเห็นเหมือนกันตลาดงานที่มีการจ้างงานลดลงได้บังคับให้ทุกคนจำเป็นต้องเข้าสู่โหมดการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น คนที่เพียบพร้อมที่สุดก็จะเป็นฝ่ายคว้าโอกาสที่มีอยู่จำกัดได้ก่อน  ดังนั้นการ Work hard เพื่อพัฒนาตัวเองต่อเนื่องจึงเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาเช่นนี้ ลักษณะงานที่เปลี่ยนไปต้องอาศัย Skill set ใหม่ๆ เข้ามาทดแทนของเดิม หมั่นพัฒนาทักษะที่ทันสมัยมาปรับใช้กับการทำงาน เช่น ทักษะสาย Tech หรือความรู้อื่นๆ ที่จำเป็นต่ออนาคตของโลกธุรกิจในระยะยาว รวมถึงศึกษาเทรนด์ความต้องการของตลาดสม่ำเสมอเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตัวเองในตลาดที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง  สร้างช่องทางเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ตลาดแรงงานในไทยมีอัตราการจ้างงานน้อยลงในช่วงนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช่องว่างของโอกาสให้เข้าถึงไปเสียทีเดียว เพราะความต้องการพนักงานในแต่ละตำแหน่งยังคงมีอยู่เรื่อยๆเพียงแค่เปลี่ยนกลยุทธ์และรูปแบบการจ้างที่เหมาะกับองค์กร เช่น กลุ่ม Hidden Job Market ที่ไม่ได้ลงประกาศทั่วไป  เมื่อองค์กรดำเนินการจ้างงานด้วยความรัดกุมมากๆ จึงพยายามหาวิธีลดภาระงานให้กับพนักงานจนเหลือน้อยที่สุด เช่น บางตำแหน่งอาจใช้วิธี Referral จากคนภายในหรือใช้วิธีการ Sourcing เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่ตรงจุดมากขึ้นและเสียเวลากับทรัพยากรอื่นๆ น้อยลง  ดังนั้นการใช้ Networking จึงเป็นหนึ่งในช่องทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งโดยเฉพาะในช่วง Tight labor market ที่มีปริมาณงานว่างน้อย ซึ่งจะทำให้ผู้สมัครที่มาจากการแนะนำโดยคนที่รู้จักกันอยู่แล้วมีโอกาสประสบความสำเร็จกับการสมัครงานมากขึ้น  ลดทอนภาระ กระจายหน้าที่ออกจากตัว ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกสมัครงานสักหนึ่งตำแหน่ง เชื่อว่าทุกคนมีการศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างละเอียดทั้งลักษณะงาน ข้อมูลองค์กร โครงสร้างเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ซึ่งกว่าจะได้ “งานที่ใช่” ก็กินเวลาและทรัพยากรของเราไปไม่น้อย  แทนที่จะเสียเวลาค้นหาและนั่งอ่านอ่านรายละเอียดบนเว็บประกาศ เราสามารถใช้เวลาเหล่านี้ให้เกิดความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น อาทิ ใช้ทำงานเสริม ลงเรียนเพิ่มเติม หรือให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงแค่รู้จัก “กระจายหน้าที่” ออกจากตัวเอง  ต้องขออธิบายถึงรูปแบบที่องค์กรมักจะใช้ในการรับสมัครพนักงานกันก่อน วิธีการหลักก็คือลงประกาศงานตามช่องทางต่างๆ ซึ่งเรียกว่าการรับสมัครแบบ Passive Recruitment ที่ให้ผู้สมัครเห็นข้อมูลแล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายยื่นสมัครเข้ามาก่อนจะเข้าระบบคัดกรองและพิจารณาตามกระบวนการของบริษัท  อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งรูปแบบรับสมัครงานที่ดำเนินการผ่าน “ตัวแทน” อาจติดต่อจากบริษัทโดยตรง หรือจากบริษัทเอเจนซีจัดหางานที่มีวิธีการทำงานแบบเน้น “เข้าหาผู้สมัคร” และแนะนำงานที่เหมาะสม  ความแตกต่างจึงอยู่ที่เราไม่จำเป็นเสียพลังงานไปดำเนินการเองอยู่เฉยๆ ก็มีโอกาสได้รับติดต่อเสนอตำแหน่งงานที่น่าสนใจ มีข้อมูล Insight เกี่ยวกับองค์กรเป็นไกด์ไลน์ประกอบการสัมภาษณ์ ช่วยประหยัดทั้งเวลา และเพิ่มโอกาสได้งานแบบไม่ต้องเหนื่อย ตอบโจทย์ยุคสมัยที่การแข่งขันสูง แถมเวลามีค่ายิ่งกว่าทอง รู้แบบนี้แล้ว วันนี้เพื่อนๆ ได้ปูทางสำหรับโอกาสใหม่ให้อนาคตของตัวเองกันแล้วหรือยัง ฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และให้โอกาสงานเป็นฝ่ายวิ่งหาคุณ ลงทะเบียนกับ Reeracoen Thailand ตอนนี้เลย แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/yrl18 ### เปิดรับสมัครงานชื่อตำแหน่งยาว เนื้องานท้าทาย รายได้ 80K ขึ้นไป เปิดรับสมัครงานชื่อตำแหน่งยาว เนื้องานท้าทาย รายได้ 80k ขึ้นไป เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่งหลายคนอาจต้องการ “ความท้าทาย” ที่มากขึ้นจากเดิม ถ้าการเลื่อนขั้นในบริษัทยังทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นไม่มากพอ เรามีตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครซึ่งแค่เห็นชื่อก็คงจะสัมผัสได้ถึงความท้าทาย นอกจากชื่อตำแหน่งจะยาวแล้ว เนื้องานเองก็มีความท้าทายสูงและแน่นอนว่างานลักษณะนี้ย่อมมาพร้อมผลตอบแทนที่คุ้มค่า ถ้าสนใจอยากพิสูจน์ความสามารถกับตำแหน่งงานเหล่านี้ เข้ามาเช็กตำแหน่งต่างๆ ได้ที่นี่เลย มองหางานที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ตำแหน่ง Investment Consultant ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire Purchase - Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67471 ตำแหน่ง Operation Development Senior Director ฐานเงินเดือน 180,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน 10-15 ปีในสายงานการผลิต รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70219 ตำแหน่ง Operation Manager (Digital Marketing & E-commerce) ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไปในสายงานเอเจนซีโฆษณา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69729 ตำแหน่ง HR Manager / Senior HR Manager ฐานเงินเดือน 90,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 12 ปีขึ้นไปในสายงาน HR รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70162 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 190,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงานระดับ Senior ในด้านการเงิน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70329 ตำแหน่ง Global Business Development (Automotive Logistics) ฐานเงินเดือน 90,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69613 ตำแหน่ง QC General Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: สระบุรี ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไปในสายงาน Quality Control รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70300 ตำแหน่ง Country Head (Chemical and Textile) ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food & Chemicals) สถานที่ทำงาน: สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70288 ตำแหน่ง Research and Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: พระรามสอง - พระประแดง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นในด้าน Flexible Packaging product development รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66834   ตำแหน่ง Country Manager - Business Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไปในด้าน Cutting tools รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70254 ตำแหน่ง Senior Manager - Investment Banking ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68570 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70093 ตำแหน่ง GM of Accounting and Regional IT Support ฐานเงินเดือน 120,000 - 160,000 บาท สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68577 ตำแหน่ง Global Financial Planning and Business Analyst ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป (เน้นมีประสบการณ์ทำงานบริษัทต่างชาติ) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69883 ตำแหน่ง Business Strategy Deputy GM ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางปู ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70038 ตำแหน่ง Regional Manager (Sales and Service) ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70226 ตำแหน่ง Chief Project Development Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting - Real estate - construction สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69765 ตำแหน่ง Trading Manager (Skincare) ฐานเงินเดือน 130,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69409 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 180,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สระบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70206  ตำแหน่ง M&A Senior Lawyer - Head of the Thailand Branch ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69258 ตำแหน่ง IT Infrastructure Engineer ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: อยุธยา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69911 ตำแหน่ง Manager of HR Department ฐานเงินเดือน 90,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70069  ตำแหน่ง Assistant - Vice President (Issuing Department) ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69778 ตำแหน่ง Legal Manager (Retail/FMCG) ฐานเงินเดือน 130,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67808  ตำแหน่ง Plant Project Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66048 ตำแหน่ง VP of Sales and Marketing (Commodity and Energy) ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ป้อมปราบศัตรูพ่าย ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69947 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707  ตำแหน่ง Operation Manager (Retail) ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Cosmetics - Healthcare) สถานที่ทำงาน: ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69841  ตำแหน่ง Executive Secretary to CEO ฐานเงินเดือน 110,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69858 ตำแหน่ง Sales Manager (Sweets Department) ฐานเงินเดือน 80,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69846 ตำแหน่ง Senior Manager - Sales & Accounting ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69496 ตำแหน่ง Injection Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65172 ตำแหน่ง Product Manager (Data Center) ฐานเงินเดือน 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69349 ตำแหน่ง IT Regional Department Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/59679 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำแนะนำคน – แนะนำงานบนแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ### เปิดรับสมัครงานชื่อตำแหน่งยาว เนื้องานท้าทาย รายได้ 80K ขึ้นไป เปิดรับสมัครงานชื่อตำแหน่งยาว เนื้องานท้าทาย รายได้ 80k ขึ้นไป เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่งหลายคนอาจต้องการ “ความท้าทาย” ที่มากขึ้นจากเดิม ถ้าการเลื่อนขั้นในบริษัทยังทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นไม่มากพอ เรามีตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครซึ่งแค่เห็นชื่อก็คงจะสัมผัสได้ถึงความท้าทาย นอกจากชื่อตำแหน่งจะยาวแล้ว เนื้องานเองก็มีความท้าทายสูงและแน่นอนว่างานลักษณะนี้ย่อมมาพร้อมผลตอบแทนที่คุ้มค่า ถ้าสนใจอยากพิสูจน์ความสามารถกับตำแหน่งงานเหล่านี้ เข้ามาเช็กตำแหน่งต่างๆ ได้ที่นี่เลย มองหางานที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ตำแหน่ง Investment Consultant ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire Purchase - Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67471 ตำแหน่ง Operation Development Senior Director ฐานเงินเดือน 180,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน 10-15 ปีในสายงานการผลิต รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70219 ตำแหน่ง Operation Manager (Digital Marketing & E-commerce) ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไปในสายงานเอเจนซีโฆษณา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69729 ตำแหน่ง HR Manager / Senior HR Manager ฐานเงินเดือน 90,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT ประสบการณ์ทำงาน 12 ปีขึ้นไปในสายงาน HR รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70162 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 190,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงานระดับ Senior ในด้านการเงิน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70329 ตำแหน่ง Global Business Development (Automotive Logistics) ฐานเงินเดือน 90,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69613 ตำแหน่ง QC General Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: สระบุรี ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไปในสายงาน Quality Control รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70300 ตำแหน่ง Country Head (Chemical and Textile) ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food & Chemicals) สถานที่ทำงาน: สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70288 ตำแหน่ง Research and Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: พระรามสอง - พระประแดง ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นในด้าน Flexible Packaging product development รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66834   ตำแหน่ง Country Manager - Business Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS - MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไปในด้าน Cutting tools รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70254 ตำแหน่ง Senior Manager - Investment Banking ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68570 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70093 ตำแหน่ง GM of Accounting and Regional IT Support ฐานเงินเดือน 120,000 - 160,000 บาท สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68577 ตำแหน่ง Global Financial Planning and Business Analyst ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป (เน้นมีประสบการณ์ทำงานบริษัทต่างชาติ) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69883 ตำแหน่ง Business Strategy Deputy GM ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางปู ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70038 ตำแหน่ง Regional Manager (Sales and Service) ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70226 ตำแหน่ง Chief Project Development Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting - Real estate - construction สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69765 ตำแหน่ง Trading Manager (Skincare) ฐานเงินเดือน 130,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 4-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69409 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 180,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สระบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70206  ตำแหน่ง M&A Senior Lawyer - Head of the Thailand Branch ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69258 ตำแหน่ง IT Infrastructure Engineer ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: อยุธยา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69911 ตำแหน่ง Manager of HR Department ฐานเงินเดือน 90,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70069  ตำแหน่ง Assistant - Vice President (Issuing Department) ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69778 ตำแหน่ง Legal Manager (Retail/FMCG) ฐานเงินเดือน 130,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67808  ตำแหน่ง Plant Project Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66048 ตำแหน่ง VP of Sales and Marketing (Commodity and Energy) ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ป้อมปราบศัตรูพ่าย ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69947 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707  ตำแหน่ง Operation Manager (Retail) ฐานเงินเดือน 80,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Cosmetics - Healthcare) สถานที่ทำงาน: ปทุมวัน ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69841  ตำแหน่ง Executive Secretary to CEO ฐานเงินเดือน 110,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69858 ตำแหน่ง Sales Manager (Sweets Department) ฐานเงินเดือน 80,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69846 ตำแหน่ง Senior Manager - Sales & Accounting ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69496 ตำแหน่ง Injection Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65172 ตำแหน่ง Product Manager (Data Center) ฐานเงินเดือน 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69349 ตำแหน่ง IT Regional Department Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/59679 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำแนะนำคน – แนะนำงานบนแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ### เรียกเงินเดือนเพิ่มด้วย 7 ทักษะการทำงานแห่งปี 2024 เรียกเงินเดือนเพิ่มด้วย 7 ทักษะการทำงานแห่งปี 2024 ชีวิตการทำงานใครๆ ก็อยากได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ทุกคนต่างต้องการอยู่ในองค์กรที่ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ได้เห็นความเหนื่อยออกดอกออกผลเป็นบ้าน ทรัพย์สินและความสำเร็จในรูปแบบต่างๆ อย่างที่ตั้งเป้าไว้ แต่การจะไปถึงจุดนั้นเราจำเป็นต้องหางานที่ให้ฐานเงินเดือนสูงหรืออยู่ในเกณฑ์ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ ซึ่งบางส่วนอาจคว้างานลักษณะนี้ไว้ได้สำเร็จแล้ว แต่ก็มีอีกส่วนที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกสักหน่อย ในบทความนี้เรามาร่วมกันใช้ความพยายามให้ถูกจุด ทำอย่างไรถึงจะสามารถคว้างานเงินเดือนสูงได้ในยุคนี้ ทักษะแบบไหนที่องค์กรพร้อมลงทุนแลกเพื่อให้ได้มา Reeracoen Thailand มีคำแนะนำสำหรับเรียกเงินเดือนเพิ่มด้วย 7 ทักษะการทำงานแห่งปี 2024 มาฝากกัน ทักษะความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ (Data Analytics) ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analysis นับเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบันและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับเกือบทุกสายงานอาชีพ ตั้งแต่พนักงานระดับ Entry ไปจนถึงเลเวลผู้บริหาร สาเหตุเนื่องจากบริษัทในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนลักษณะหันมาใช้ข้อมูลประกอบการทำธุรกิจ (Data-driven organization) โดยอาศัยการจัดเก็บข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อสร้างคลังข้อมูลและนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์หาวิธีพัฒนาปรับปรุงองค์กร ตลอดจนกำหนดกลยุทธ์ วางแผนธุรกิจในอนาคต  คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านทักษะการวิเคราะห์จะสามารถตรวจสอบ ตีความ และดึงข้อมูลออกมาใช้ โดยจัดระเบียบ เรียบเรียงข้อมูลที่มีความซับซ้อน ประเมินปัญหาอย่างมีเหตุผล รวมถึงใช้ตรรกะตัดสินใจได้ด้ มีข้อมูลจาก India Brand Equity Foundation (IBEF) พบว่าในส่วนของปริมาณความต้องการทักษะดังกล่าวกำลังขยายและเติบโตขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ ปีอีกด้วย  ทักษะพัฒนาซอฟต์แวร์ Software Development ทักษะที่มีไว้สำหรับ “พัฒนา” ออกแบบระบบ วางโครงสร้างรากฐานทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลือกในสายงานให้ทำค่อนข้างมากและนำไปใช้ได้ในหลากหลายประเภทธุรกิจ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ประกอบอาชีพ Developer เต็มตัว แต่คนที่มีทักษะด้าน Software Development ติดตัวหรือภาษาโปรแกรม อาทิ C++, Python, Java เบื้องต้น ก็สามารถนำความรู้ที่มีไปต่อยอดในอนาคตได้ไกล เพราะปัจจุบันโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัวดังนั้นธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาทักษะดังกล่าวแน่นอน  ทักษะพัฒนาเว็บไซต์ Web Development ข้อมูลสถิติจาก Statista ระบุว่า ณ ปัจจุบัน โลกนี้มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง 5.3 พันล้านคน ดังนั้นบริษัทจำเป็นต้องมีพื้นที่สื่อบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อรักษาโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจตัวเอง ทำให้ทุกบริษัทจำเป็นต้องมี Web developer หรือผู้ที่มีทักษะด้านการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์สำหรับปรับปรุงคุณภาพและประสบการณ์ใช้งานเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น  ทักษะความคิดสร้างสรรค์ Creative Thinking ทั่วไปคนอาจคิดว่าทักษะความคิดสร้างสรรค์มักจะมีไว้ใช้กับงานด้านศิลปะเป็นส่วนใหญ่ เช่น การเขียน การวาดภาพ และการแต่งเพลง แต่ความจริงแล้วทักษะความคิดสร้างสรรค์สามารถนำมาใช้ได้กับงานทุกแขนง ทุกสาขา หนึ่งในนั้นก็คือการคิดวิธีแก้ปัญหาให้กับธุรกิจด้วยไอเดียใหม่ๆ ซึ่งอาจช่วยพาองค์กรให้รอดออกจากปัญหาในขณะนั้นได้ โดยพื้นฐานของทักษะความคิดสร้างสรรค์ก็คือคุณสมบัติติดตัวอย่าง “ความอยากรู้อยากเห็น” ที่ปัจจุบันบริษัทกำลังคาดหวังจากผู้สมัครมากขึ้น  ทักษะการบริหารโปรเจกต์ Project Management การจัดการ/บริหารโปรเจกต์ให้สำเร็จลุล่วงเป็นชุดทักษะที่มีความต้องการสูงเป็นอันดับต้นๆ ทั่วโลก หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่การจ้างงานลดลง องค์กรทยอยปลดพนักเพื่อลดขนาดกับควบคุมรายจ่าย ทำให้พนักงานที่มีคุณลักษณะเป็นผู้นำทีม กระจายงานเป็น สื่อสารเก่ง จัดการควบคุมงานได้ดี สามารถดูแลได้ทั้งงานและคนครบจบภายในตัวเองก็จะยิ่งมีความสำคัญกับองค์กรมากขึ้น  ทักษะการออกแบบ UX Design ในสังคมที่เทคโนโลยีคือปัจจัยที่ 5 อย่างทุกวันนี้ ธุรกิจทั่วโลกจึงต้องมีการออกแบบหน้าเว็บ/แอปฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานหรือลูกค้า เพราะ Website หรือ Platform ที่ดี นอกจากจะสามารถดึงดูดคนให้เข้ามาใช้งานยังต้องช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจด้วยการออกแบบ User’s journey เพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อส่งเสริมการขาย ให้ข้อมูล หรือเพิ่มการรับรู้ นับเป็นทักษะที่มีคุณค่าและคนทำงานควรมีติดตัว  ทักษะการทำคอนเทนต์ (Content Creation) แม้แต่มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates ก็เคยกล่าวถึงความสำคัญของทักษะนี้ไว้ว่า “Content is King” ซึ่งก็คือการสร้างเนื้อหาเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ คนทำงานด้าน Content มีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์การสื่อสารผ่านเนื้อหาแต่ละรูปแบบทั้งในลักษณะบทความ รูปภาพ และวิดีโอคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม  โดยแต่ละบริษัทจะมีชื่อเรียกตำแหน่งงานลักษณะนี้ต่างกัน และงานด้าน Content เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญสำหรับการตลาดออนไลน์บนโลกยุคดิจิทัล ณ ปัจจุบันที่ผู้คนมีพฤติกรรมใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียอยู่เกือบตลอดเวลา ออกแบบเรซูเม่ให้เตะตา HR ในปี 2024 กับหลักจัดหน้าแบบ F Method เริ่มต้นฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity ให้กับตัวเอง แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/cvQNo ### เรียกเงินเดือนเพิ่มด้วย 7 ทักษะการทำงานแห่งปี 2024 เรียกเงินเดือนเพิ่มด้วย 7 ทักษะการทำงานแห่งปี 2024 ชีวิตการทำงานใครๆ ก็อยากได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม ทุกคนต่างต้องการอยู่ในองค์กรที่ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ได้เห็นความเหนื่อยออกดอกออกผลเป็นบ้าน ทรัพย์สินและความสำเร็จในรูปแบบต่างๆ อย่างที่ตั้งเป้าไว้ แต่การจะไปถึงจุดนั้นเราจำเป็นต้องหางานที่ให้ฐานเงินเดือนสูงหรืออยู่ในเกณฑ์ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ ซึ่งบางส่วนอาจคว้างานลักษณะนี้ไว้ได้สำเร็จแล้ว แต่ก็มีอีกส่วนที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกสักหน่อย ในบทความนี้เรามาร่วมกันใช้ความพยายามให้ถูกจุด ทำอย่างไรถึงจะสามารถคว้างานเงินเดือนสูงได้ในยุคนี้ ทักษะแบบไหนที่องค์กรพร้อมลงทุนแลกเพื่อให้ได้มา Reeracoen Thailand มีคำแนะนำสำหรับเรียกเงินเดือนเพิ่มด้วย 7 ทักษะการทำงานแห่งปี 2024 มาฝากกัน ทักษะความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ (Data Analytics) ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Data Analysis นับเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบันและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับเกือบทุกสายงานอาชีพ ตั้งแต่พนักงานระดับ Entry ไปจนถึงเลเวลผู้บริหาร สาเหตุเนื่องจากบริษัทในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนลักษณะหันมาใช้ข้อมูลประกอบการทำธุรกิจ (Data-driven organization) โดยอาศัยการจัดเก็บข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อสร้างคลังข้อมูลและนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์หาวิธีพัฒนาปรับปรุงองค์กร ตลอดจนกำหนดกลยุทธ์ วางแผนธุรกิจในอนาคต  คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านทักษะการวิเคราะห์จะสามารถตรวจสอบ ตีความ และดึงข้อมูลออกมาใช้ โดยจัดระเบียบ เรียบเรียงข้อมูลที่มีความซับซ้อน ประเมินปัญหาอย่างมีเหตุผล รวมถึงใช้ตรรกะตัดสินใจได้ด้ มีข้อมูลจาก India Brand Equity Foundation (IBEF) พบว่าในส่วนของปริมาณความต้องการทักษะดังกล่าวกำลังขยายและเติบโตขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ ปีอีกด้วย  ทักษะพัฒนาซอฟต์แวร์ Software Development ทักษะที่มีไว้สำหรับ “พัฒนา” ออกแบบระบบ วางโครงสร้างรากฐานทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลือกในสายงานให้ทำค่อนข้างมากและนำไปใช้ได้ในหลากหลายประเภทธุรกิจ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ประกอบอาชีพ Developer เต็มตัว แต่คนที่มีทักษะด้าน Software Development ติดตัวหรือภาษาโปรแกรม อาทิ C++, Python, Java เบื้องต้น ก็สามารถนำความรู้ที่มีไปต่อยอดในอนาคตได้ไกล เพราะปัจจุบันโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัวดังนั้นธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาทักษะดังกล่าวแน่นอน  ทักษะพัฒนาเว็บไซต์ Web Development ข้อมูลสถิติจาก Statista ระบุว่า ณ ปัจจุบัน โลกนี้มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง 5.3 พันล้านคน ดังนั้นบริษัทจำเป็นต้องมีพื้นที่สื่อบนหน้าเว็บไซต์ เพื่อรักษาโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจตัวเอง ทำให้ทุกบริษัทจำเป็นต้องมี Web developer หรือผู้ที่มีทักษะด้านการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์สำหรับปรับปรุงคุณภาพและประสบการณ์ใช้งานเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น  ทักษะความคิดสร้างสรรค์ Creative Thinking ทั่วไปคนอาจคิดว่าทักษะความคิดสร้างสรรค์มักจะมีไว้ใช้กับงานด้านศิลปะเป็นส่วนใหญ่ เช่น การเขียน การวาดภาพ และการแต่งเพลง แต่ความจริงแล้วทักษะความคิดสร้างสรรค์สามารถนำมาใช้ได้กับงานทุกแขนง ทุกสาขา หนึ่งในนั้นก็คือการคิดวิธีแก้ปัญหาให้กับธุรกิจด้วยไอเดียใหม่ๆ ซึ่งอาจช่วยพาองค์กรให้รอดออกจากปัญหาในขณะนั้นได้ โดยพื้นฐานของทักษะความคิดสร้างสรรค์ก็คือคุณสมบัติติดตัวอย่าง “ความอยากรู้อยากเห็น” ที่ปัจจุบันบริษัทกำลังคาดหวังจากผู้สมัครมากขึ้น  ทักษะการบริหารโปรเจกต์ Project Management การจัดการ/บริหารโปรเจกต์ให้สำเร็จลุล่วงเป็นชุดทักษะที่มีความต้องการสูงเป็นอันดับต้นๆ ทั่วโลก หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่การจ้างงานลดลง องค์กรทยอยปลดพนักเพื่อลดขนาดกับควบคุมรายจ่าย ทำให้พนักงานที่มีคุณลักษณะเป็นผู้นำทีม กระจายงานเป็น สื่อสารเก่ง จัดการควบคุมงานได้ดี สามารถดูแลได้ทั้งงานและคนครบจบภายในตัวเองก็จะยิ่งมีความสำคัญกับองค์กรมากขึ้น  ทักษะการออกแบบ UX Design ในสังคมที่เทคโนโลยีคือปัจจัยที่ 5 อย่างทุกวันนี้ ธุรกิจทั่วโลกจึงต้องมีการออกแบบหน้าเว็บ/แอปฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานหรือลูกค้า เพราะ Website หรือ Platform ที่ดี นอกจากจะสามารถดึงดูดคนให้เข้ามาใช้งานยังต้องช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจด้วยการออกแบบ User’s journey เพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อส่งเสริมการขาย ให้ข้อมูล หรือเพิ่มการรับรู้ นับเป็นทักษะที่มีคุณค่าและคนทำงานควรมีติดตัว  ทักษะการทำคอนเทนต์ (Content Creation) แม้แต่มหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Bill Gates ก็เคยกล่าวถึงความสำคัญของทักษะนี้ไว้ว่า “Content is King” ซึ่งก็คือการสร้างเนื้อหาเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ คนทำงานด้าน Content มีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์การสื่อสารผ่านเนื้อหาแต่ละรูปแบบทั้งในลักษณะบทความ รูปภาพ และวิดีโอคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์มโดยแต่ละบริษัทจะมีชื่อเรียกตำแหน่งงานลักษณะนี้ต่างกัน และงานด้าน Content เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญสำหรับการตลาดออนไลน์บนโลกยุคดิจิทัล ณ ปัจจุบันที่ผู้คนมีพฤติกรรมใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียอยู่เกือบตลอดเวลา ออกแบบเรซูเม่ให้เตะตา HR ในปี 2024 กับหลักจัดหน้าแบบ F Method เริ่มต้นฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity ให้กับตัวเอง แหล่งที่มาข้อมูล: https://shorturl.at/cvQNo ### เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง Sales ย่านรถไฟฟ้า BTS - MRT เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง Sales ย่านรถไฟฟ้า BTS - MRT ตำแหน่ง Sales หรือพนักงานขายถือเป็นตำแหน่งสำคัญมากในทุกประเภทธุรกิจ เพราะมีหน้าที่เสมือนตัวแทนของบริษัทในการนำเสนอสินค้าและบริการ สร้างรายได้และกำไรให้กับองค์กร รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า มีส่วนต่อการพัฒนามุมมอง และภาพลักษณ์ที่มีต่อองค์กร ดังนั้นในทุกบริษัทจะขาดตำแหน่ง Sales ไปไม่ได้ แถมพนักงานขายยังถือเป็นตำแหน่งที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นงานที่รายได้ดี มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูง นอกจากเงินเดือนแล้วยังมี Commission หรือ Incentive ในกรณีที่สามารถทำผลงานได้ตามเป้า วันนี้ Reeracoen Thailand ได้รวบรวมตำแหน่งงาน Sales ในหลากหลายประเภทธุรกิจที่กำลังเปิดรับสมัครคนด่วน ฐานเงินเดือนเริ่มต้นตั้งแต่ 30k ไปจนถึง 100k มองหางานที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity         ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 30,000 บาท ตำแหน่ง Sales and Interpreter (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Air freshener - Pet products) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70180 ตำแหน่ง Sales Executive (Flavor and Fragrance) ฐานเงินเดือน 30,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Agriculture สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69737 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69753 ตำแหน่ง Sales Representative (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Non ferrous trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รัชดาภิเษก - เพชรบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69943 ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69942 ตำแหน่ง Sales Representative (Chinese Business Level) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68279 ตำแหน่ง Sales Executive (มีค่าภาษาเพิ่มเติม) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive OEM Products สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/48926 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาท ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รัชดาภิเษก - เพชรบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/64674 ตำแหน่ง Sales (Chemical Materials) ฐานเงินเดือน 40,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69918 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68954 ตำแหน่ง Mid - Senior Sales Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66009 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63649 ตำแหน่ง Sales (Chemicals and Ingredients) ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/62133         ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 50,000 บาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automation Solution สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66456 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Personal Protective Equipment สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69829 ตำแหน่ง Business Development Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Fintech สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT (Work from home เป็นหลัก) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68788 ตำแหน่ง Digital Account Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68434         ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 60,000 บาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Chemicals - Materials สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69846 ตำแหน่ง Sales and Planning (Assistant Manager) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69447 ตำแหน่ง Sales Key Account Manager ฐานเงินเดือน 66,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68706 ตำแหน่ง Key Account Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70220 ตำแหน่ง Country Manager (BD) ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics - Semiconductors สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - ชลบุรี/ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70254 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ แนะนำคน - แนะนำงานบนแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ### เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง Sales ย่านรถไฟฟ้า BTS - MRT เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง Sales ย่านรถไฟฟ้า BTS - MRT ตำแหน่ง Sales หรือพนักงานขายถือเป็นตำแหน่งสำคัญมากในทุกประเภทธุรกิจ เพราะมีหน้าที่เสมือนตัวแทนของบริษัทในการนำเสนอสินค้าและบริการ สร้างรายได้และกำไรให้กับองค์กร รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า มีส่วนต่อการพัฒนามุมมอง และภาพลักษณ์ที่มีต่อองค์กร ดังนั้นในทุกบริษัทจะขาดตำแหน่ง Sales ไปไม่ได้ แถมพนักงานขายยังถือเป็นตำแหน่งที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นงานที่รายได้ดี มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูง นอกจากเงินเดือนแล้วยังมี Commission หรือ Incentive ในกรณีที่สามารถทำผลงานได้ตามเป้า วันนี้ Reeracoen Thailand ได้รวบรวมตำแหน่งงาน Sales ในหลากหลายประเภทธุรกิจที่กำลังเปิดรับสมัครคนด่วน ฐานเงินเดือนเริ่มต้นตั้งแต่ 30k ไปจนถึง 100k มองหางานที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity         ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 30,000 บาท ตำแหน่ง Sales and Interpreter (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Air freshener - Pet products) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70180 ตำแหน่ง Sales Executive (Flavor and Fragrance) ฐานเงินเดือน 30,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Agriculture สถานที่ทำงาน: รัชดาภิเษก - ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69737 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69753 ตำแหน่ง Sales Representative (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Non ferrous trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รัชดาภิเษก - เพชรบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69943 ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69942 ตำแหน่ง Sales Representative (Chinese Business Level) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68279 ตำแหน่ง Sales Executive (มีค่าภาษาเพิ่มเติม) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive OEM Products สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/48926 ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 40,000 บาท ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รัชดาภิเษก - เพชรบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/64674 ตำแหน่ง Sales (Chemical Materials) ฐานเงินเดือน 40,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69918 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Machinery) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68954 ตำแหน่ง Mid - Senior Sales Executive ฐานเงินเดือน 40,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66009 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63649 ตำแหน่ง Sales (Chemicals and Ingredients) ฐานเงินเดือน 45,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/62133         ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 50,000 บาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automation Solution สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66456 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Personal Protective Equipment สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69829 ตำแหน่ง Business Development Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Fintech สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - MRT (Work from home เป็นหลัก) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68788 ตำแหน่ง Digital Account Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68434         ฐานเงินเดือนเริ่มต้น 60,000 บาทขึ้นไป ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Chemicals - Materials สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69846 ตำแหน่ง Sales and Planning (Assistant Manager) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69447 ตำแหน่ง Sales Key Account Manager ฐานเงินเดือน 66,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68706 ตำแหน่ง Key Account Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70220 ตำแหน่ง Country Manager (BD) ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Electronics - Semiconductors สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - ชลบุรี/ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70254 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ แนะนำคน - แนะนำงานบนแพลตฟอร์ม Freelance Recruiter ### รวมพิกัดตำแหน่งงานเปิดรับสมัคร Manager หน้าใหม่ รวมพิกัดตำแหน่งงานเปิดรับสมัคร Manager หน้าใหม่ ใครกำลังมองหางานใหม่เพื่อเลื่อนขั้น หรือเติบโตในสายอาชีพของตัวเอง เข้ามาเช็กตำแหน่งงานเปิดรับสมัคร Manager ถึงประสบการณ์ไม่มาก แต่ก็พร้อมให้โอกาสพิสูจน์ความสามารถได้เสมอ! ตำแหน่ง Product Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Industry สถานที่ทำงาน: ปทุมวัน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63460 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Cosmetics - Healthcare สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70119  ตำแหน่ง Key Account Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - สีลม - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70220 ตำแหน่ง Assistant Manager / Manager (Finance Due Diligence) ฐานเงินเดือน 75,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70230 ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Cosmetics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69709   ตำแหน่ง HR Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69847 ตำแหน่ง QC Director ฐานเงินเดือน 60,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: จังหวัดสงขลา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70049 ตำแหน่ง Senior Legal Associate ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consultant สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68944  ตำแหน่ง Compensation & Benefit Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70151 ตำแหน่ง HR Business Partner ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70149 ตำแหน่ง IT Infrastructure Engineer ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: อยุธยา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69911  ตำแหน่ง Pre-Sales Consultant ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Digital Marketing Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69697  ตำแหน่ง Purchasing (Assistant - Manager) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70001 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 130,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: FMCG Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67808  ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Livestock industries รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67404  ตำแหน่ง Sales Manager (Sweets ingredient) ฐานเงินเดือน 80,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69846  ตำแหน่ง Business Development Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Fintech สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68788 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 90,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Education Services สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69419  ตำแหน่ง Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70263 ตำแหน่ง CRM Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69833  ตำแหน่ง Project Manager (ERP Software) ฐานเงินเดือน 65,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70235 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Cosmetics - Healthcare สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70199  ตำแหน่ง Marketing Director ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Education Institue สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70197  ตำแหน่ง Business Development ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Skincare retail สถานที่ทำงาน: รามคำแหง - บางกะปิ - บึงกุ่ม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65884 ตำแหน่ง Laboratory Manager (Industrial fan) ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68991 ตำแหน่ง Deputy Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Solutions สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70054 ตำแหน่ง Plant Project Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66048 ตำแหน่ง Service Engineer (IVD) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รามคำแหง - บางกะปิ - บึงกุ่ม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69641   ตำแหน่ง IT Project Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69597 ตำแหน่ง Personal Loan Product Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68533  ตำแหน่ง Consultant ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT สถานีลุมพินี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69205 ตำแหน่ง Pricing Team lead of Tender Centre ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67834 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69420  ตำแหน่ง Export Business Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70251 ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69597 มองหางานอื่นๆ ที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ### รวมพิกัดตำแหน่งงานเปิดรับสมัคร Manager หน้าใหม่ รวมพิกัดตำแหน่งงานเปิดรับสมัคร Manager หน้าใหม่ ใครกำลังมองหางานใหม่เพื่อเลื่อนขั้น หรือเติบโตในสายอาชีพของตัวเอง เข้ามาเช็กตำแหน่งงานเปิดรับสมัคร Manager ถึงประสบการณ์ไม่มาก แต่ก็พร้อมให้โอกาสพิสูจน์ความสามารถได้เสมอ! ตำแหน่ง Product Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Industry สถานที่ทำงาน: ปทุมวัน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63460 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Cosmetics - Healthcare สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70119  ตำแหน่ง Key Account Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - สีลม - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70220 ตำแหน่ง Assistant Manager / Manager (Finance Due Diligence) ฐานเงินเดือน 75,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70230 ตำแหน่ง Assistant Marketing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Cosmetics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69709   ตำแหน่ง HR Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69847 ตำแหน่ง QC Director ฐานเงินเดือน 60,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: จังหวัดสงขลา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70049 ตำแหน่ง Senior Legal Associate ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consultant สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68944  ตำแหน่ง Compensation & Benefit Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70151 ตำแหน่ง HR Business Partner ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70149 ตำแหน่ง IT Infrastructure Engineer ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: อยุธยา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69911  ตำแหน่ง Pre-Sales Consultant ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Digital Marketing Agency สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69697  ตำแหน่ง Purchasing (Assistant - Manager) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70001 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 130,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: FMCG Retail สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67808  ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Livestock industries รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67404  ตำแหน่ง Sales Manager (Sweets ingredient) ฐานเงินเดือน 80,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food & Beverage สถานที่ทำงาน: ตลิ่งชัน - ปิ่นเกล้า รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69846  ตำแหน่ง Business Development Specialist ฐานเงินเดือน 50,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Fintech สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - สุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68788 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 90,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Education Services สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69419  ตำแหน่ง Marketing Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Banking สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70263 ตำแหน่ง CRM Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69833  ตำแหน่ง Project Manager (ERP Software) ฐานเงินเดือน 65,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70235 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Cosmetics - Healthcare สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70199  ตำแหน่ง Marketing Director ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Education Institue สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70197  ตำแหน่ง Business Development ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Skincare retail สถานที่ทำงาน: รามคำแหง - บางกะปิ - บึงกุ่ม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65884 ตำแหน่ง Laboratory Manager (Industrial fan) ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail สถานที่ทำงาน: สมุทรสาคร - สมุทรสงคราม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68991 ตำแหน่ง Deputy Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Solutions สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70054 ตำแหน่ง Plant Project Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66048 ตำแหน่ง Service Engineer (IVD) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Medical สถานที่ทำงาน: รามคำแหง - บางกะปิ - บึงกุ่ม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69641   ตำแหน่ง IT Project Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69597 ตำแหน่ง Personal Loan Product Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Leasing - Hire Purchase สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68533  ตำแหน่ง Consultant ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT สถานีลุมพินี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69205 ตำแหน่ง Pricing Team lead of Tender Centre ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67834 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69420  ตำแหน่ง Export Business Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70251 ตำแหน่ง Project Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - ห้วยขวาง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69597 มองหางานอื่นๆ ที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ### 6 ข้อสังเกตสำหรับองค์กร เมื่อการทำ Recruitment แบบเดิมๆ ด้วยตัวเองอาจไม่พอ 6 ข้อสังเกตสำหรับองค์กร เมื่อการทำ Recruitment แบบเดิมๆ ด้วยตัวเองอาจไม่พอ ความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การพัฒนาของเทคโนโลยีและความคาดหวังของผู้สมัครที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันระหว่างองค์กรเพื่อดึงดูดคนทำงานระดับแนวหน้า บ่อยครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่องค์กรจะเข้าถึงแคนดิเดทที่ตั้งเป้าไว้ได้ ในแต่ละปี บริษัททั่วโลกพัฒนากลยุทธ์การจ้างงานเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของการทำ Hiring สม่ำเสมอ ทั้งการสร้าง Employer Branding จนเป็นที่ดึงดูด ออกแบบ Journey เพื่อประสบการณ์ของผู้สมัครที่ดีขึ้น ไปจนถึงหาเครื่องมือช่วยพัฒนาการทำงานให้กับทีมหลังบ้าน ศาสตร์ของกระบวนการสรรหาพนักงาน (Recruitment) นับว่ามีความละเอียดอ่อนและต้องใช้ความรอบคอบในการทำงาน เพราะไม่ใช่แค่ตอบสนองความคาดหวังขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสามารถวางกลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้สมัครให้ได้ด้วย ดังนั้นวิธีการทำ Recruitment แบบที่เป็นภาพจำโดยทั่วไป เช่น ลงประกาศรับสมัครงานเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถเข้าถึงแคนดิเดทได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคนี้ นอกจากนั้น หากกระบวนการสรรหาพนักงานไม่แข็งแรงพอก็กลายมาเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่างในองค์กรได้เช่นกัน วิธีสังเกตเมื่อกระบวนการ Recruitment ควรได้รับการปรับปรุง มีอัตราการลาออกสูงในช่วงต้น หากพนักงานที่ถูกจ้างมาใหม่มักลาออกในช่วงแรก หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ อาจบ่งบอกว่าวิธีการคัดสรรบุคลากรในปัจจุบันกำลังล้มเหลวในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับองค์กร ขาดแคลนผู้สมัครที่มีคุณภาพ หลังจาก Screen เรซูเม่และใบสมัครที่ส่งเข้ามาแล้วถ้าพบว่าไม่มีผู้สมัครที่จัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีศักยภาพมากพอ หรือใบสมัครส่วนใหญ่ไม่ตรงกับคุณสมบัติที่ตามหา อาจหมายความว่าองค์กรไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มแคนดิเดทตามโจทย์ที่ตั้งไว้ได้ กระบวนการคัดเลือกใช้เวลานานเกินไป หากกระบวนการคัดเลือกในองค์กรใช้เวลานานเกินไปอาจส่งผลให้ผู้สมัครที่มีความสามารถหลุดมือไปได้ เนื่องจากได้รับข้อเสนอและตัดสินใจไปกับบริษัทอื่นก่อนทำให้องค์กรพลาดโอกาสที่จะได้บุคลากรที่เหมาะสม ตำแหน่งงานว่างเปิดรับสมัครเป็นเวลานาน การมีตำแหน่งว่างเป็นระยะเวลานานบ่งบอกถึงปัญหาในกระบวนการสรรหา ไม่ว่าจะเป็นในด้านการดึงดูดผู้สมัคร หรือการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร รวมถึงการตั้งคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับตลาดผู้สมัครในตำแหน่งนั้นๆ เช่น กำหนด Requirement ที่เฉพาะเจาะจงเกินไป ผู้สมัครปฏิเสธข้อเสนอ (Offer Rejection) หากผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกปฏิเสธข้อเสนอขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อาจแสดงถึงปัญหาในด้านค่าตอบแทน วัฒนธรรมองค์กร หรือภาพลักษณ์ขององค์กร พนักงานไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวัง หากพบว่าพนักงานใหม่มีปัญหาในการปฏิบัติงานหรือไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ บ่งบอกถึงคุณภาพในกระบวนการคัดเลือกที่ไม่สามารถประเมินความสามารถที่แท้จริงของผู้สมัครได้ ถ้าองค์กรของคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่ก็ถึงเวลาที่ควรพิจารณาปรับปรุงกระบวนการ Recruitment เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไปของตลาดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการหาบุคลากรที่เหมาะสม แก้ปัญหาการจ้างงานในองค์กรด้วยกลยุทธ์และ HR Solutions ที่ตอบโจทย์ Employer Branding หากลองสังเกตจากผลการสำรวจอันดับบริษัทที่น่าทำงานด้วยในแต่ละปีจะเห็นว่าหลายบริษัทที่ติดอันดับก็มักจะมีชื่ออยู่ในสื่ออย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่ในภาพขององค์กรเท่านั้น แต่ Personal Branding ของผู้บริหารเองก็เป็นตัวที่ช่วยดึงดูด Talent จากวิสัยทัศน์ มุมมองต่อการทำงาน และเป้าหมายขององค์กร ออกแบบ Candidate Journey ที่ดี ปัจจุบันองค์กรไม่ได้แข่งขันกันในภาคธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ คุณภาพสูงซึ่งส่งผลต่อ Journey ของผู้สมัครในแต่ละองค์กรโดยตรง หากขั้นตอนใช้เวลานาน กระบวนการดูไม่มีประสิทธิภาพก็มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตัดสินใจถอนตัวจากตำแหน่งนั้นๆ ดังนั้นประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบวนการสมัครงานก็นับเป็นปัจจัยที่ผู้สมัครนำมาใช้ตัดสินใจเลือกองค์กรได้เช่นกันแถมปัจจุบันหลายธุรกิจเริ่มสร้าง Journey ในรูปแบบใหม่ๆโดยผู้สมัครสามารถเข้าถึงองค์กรได้ตั้งแต่ต้นทาง เช่น การออกบูธรับสมัครเด็กฝึกงานตั้งแต่มหาวิทยาลัย และกลายเป็น Top of mind สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เข้าถึง Source และวิธีใหม่ๆ ในการสรรหาผู้สมัคร จากที่บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มีโอกาสติดต่อองค์กรเข้าไปสอบถามองค์กรต่างๆ พบว่า 70% ยังใช้เฉพาะวิธีการหาผู้สมัครผ่านการประกาศงาน ถือเป็นรูปแบบ Passive Recruitment ที่อาจจะได้ผลในบางตำแหน่งแต่ไม่ใช่สำหรับทุกตำแหน่งที่เปิดหาอย่างแน่นอนดังนั้นการเพิ่มช่องทาง รวมถึงปรับมุมมองต่อการพิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ควรถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนตาม เพราะรูปแบบปัญหาที่เจอในปัจจุบันก็อาจจะไม่สามารถถูกแก้ด้วยวิธีการเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เช่น ลดความสำคัญของปัจจัยด้านอายุ และเน้นทักษะที่ใช้ได้จริงให้มากขึ้น การใช้นวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา สุดท้ายแล้วเมื่อโลกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสร้างความแตกต่างในโลกการทำงาน องค์กรก็ต้องปรับตัวเข้ากับนวัตกรรมใหม่เหล่านั้นด้วยเช่นกัน สำหรับการจ้างงาน ปัจจุบันหลายองค์กรมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ระบบ ATS ใช้จัดระเบียบข้อมูลที่มีความกระจัดกระจาย ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของทีมงานอย่างเป็นระบบนวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงลดโอกาสผิดพลาดของทีมงานหลังบ้าน แต่ยังมีส่วนพัฒนาประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากองค์กรให้ดีขึ้น กระบวนการต่างๆ มีความทันสมัย รวดเร็ว และแม่นยำ ### 6 ข้อสังเกตสำหรับองค์กร เมื่อการทำ Recruitment แบบเดิมๆ ด้วยตัวเองอาจไม่พอ 6 ข้อสังเกตสำหรับองค์กร เมื่อการทำ Recruitment แบบเดิมๆ ด้วยตัวเองอาจไม่พอ ความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การพัฒนาของเทคโนโลยีและความคาดหวังของผู้สมัครที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันระหว่างองค์กรเพื่อดึงดูดคนทำงานระดับแนวหน้า บ่อยครั้งจึงเป็นเรื่องยากที่องค์กรจะเข้าถึงแคนดิเดทที่ตั้งเป้าไว้ได้ ในแต่ละปี บริษัททั่วโลกพัฒนากลยุทธ์การจ้างงานเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของการทำ Hiring สม่ำเสมอ ทั้งการสร้าง Employer Branding จนเป็นที่ดึงดูด ออกแบบ Journey เพื่อประสบการณ์ของผู้สมัครที่ดีขึ้น ไปจนถึงหาเครื่องมือช่วยพัฒนาการทำงานให้กับทีมหลังบ้าน ศาสตร์ของกระบวนการสรรหาพนักงาน (Recruitment) นับว่ามีความละเอียดอ่อนและต้องใช้ความรอบคอบในการทำงาน เพราะไม่ใช่แค่ตอบสนองความคาดหวังขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสามารถวางกลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้สมัครให้ได้ด้วย ดังนั้นวิธีการทำ Recruitment แบบที่เป็นภาพจำโดยทั่วไป เช่น ลงประกาศรับสมัครงานเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถเข้าถึงแคนดิเดทได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคนี้ นอกจากนั้น หากกระบวนการสรรหาพนักงานไม่แข็งแรงพอก็กลายมาเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่างในองค์กรได้เช่นกัน วิธีสังเกตเมื่อกระบวนการ Recruitment ควรได้รับการปรับปรุง มีอัตราการลาออกสูงในช่วงต้น หากพนักงานที่ถูกจ้างมาใหม่มักลาออกในช่วงแรก หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ อาจบ่งบอกว่าวิธีการคัดสรรบุคลากรในปัจจุบันกำลังล้มเหลวในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับองค์กร ขาดแคลนผู้สมัครที่มีคุณภาพ หลังจาก Screen เรซูเม่และใบสมัครที่ส่งเข้ามาแล้วถ้าพบว่าไม่มีผู้สมัครที่จัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีศักยภาพมากพอ หรือใบสมัครส่วนใหญ่ไม่ตรงกับคุณสมบัติที่ตามหา อาจหมายความว่าองค์กรไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มแคนดิเดทตามโจทย์ที่ตั้งไว้ได้ กระบวนการคัดเลือกใช้เวลานานเกินไป หากกระบวนการคัดเลือกในองค์กรใช้เวลานานเกินไปอาจส่งผลให้ผู้สมัครที่มีความสามารถหลุดมือไปได้ เนื่องจากได้รับข้อเสนอและตัดสินใจไปกับบริษัทอื่นก่อนทำให้องค์กรพลาดโอกาสที่จะได้บุคลากรที่เหมาะสม ตำแหน่งงานว่างเปิดรับสมัครเป็นเวลานาน การมีตำแหน่งว่างเป็นระยะเวลานานบ่งบอกถึงปัญหาในกระบวนการสรรหา ไม่ว่าจะเป็นในด้านการดึงดูดผู้สมัคร หรือการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร รวมถึงการตั้งคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับตลาดผู้สมัครในตำแหน่งนั้นๆ เช่น กำหนด Requirement ที่เฉพาะเจาะจงเกินไป ผู้สมัครปฏิเสธข้อเสนอ (Offer Rejection) หากผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกปฏิเสธข้อเสนอขององค์กรอย่างต่อเนื่อง อาจแสดงถึงปัญหาในด้านค่าตอบแทน วัฒนธรรมองค์กร หรือภาพลักษณ์ขององค์กร พนักงานไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวัง หากพบว่าพนักงานใหม่มีปัญหาในการปฏิบัติงานหรือไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ บ่งบอกถึงคุณภาพในกระบวนการคัดเลือกที่ไม่สามารถประเมินความสามารถที่แท้จริงของผู้สมัครได้ ถ้าองค์กรของคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่ก็ถึงเวลาที่ควรพิจารณาปรับปรุงกระบวนการ Recruitment เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไปของตลาดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการหาบุคลากรที่เหมาะสม แก้ปัญหาการจ้างงานในองค์กรด้วยกลยุทธ์และ HR Solutions ที่ตอบโจทย์ Employer Branding หากลองสังเกตจากผลการสำรวจอันดับบริษัทที่น่าทำงานด้วยในแต่ละปีจะเห็นว่าหลายบริษัทที่ติดอันดับก็มักจะมีชื่ออยู่ในสื่ออย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่ในภาพขององค์กรเท่านั้น แต่ Personal Branding ของผู้บริหารเองก็เป็นตัวที่ช่วยดึงดูด Talent จากวิสัยทัศน์ มุมมองต่อการทำงาน และเป้าหมายขององค์กร ออกแบบ Candidate Journey ที่ดี ปัจจุบันองค์กรไม่ได้แข่งขันกันในภาคธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ คุณภาพสูงซึ่งส่งผลต่อ Journey ของผู้สมัครในแต่ละองค์กรโดยตรง หากขั้นตอนใช้เวลานาน กระบวนการดูไม่มีประสิทธิภาพก็มีโอกาสทำให้ผู้สมัครตัดสินใจถอนตัวจากตำแหน่งนั้นๆ ดังนั้นประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบวนการสมัครงานก็นับเป็นปัจจัยที่ผู้สมัครนำมาใช้ตัดสินใจเลือกองค์กรได้เช่นกัน แถมปัจจุบันหลายธุรกิจเริ่มสร้าง Journey ในรูปแบบใหม่ๆโดยผู้สมัครสามารถเข้าถึงองค์กรได้ตั้งแต่ต้นทาง เช่น การออกบูธรับสมัครเด็กฝึกงานตั้งแต่มหาวิทยาลัย และกลายเป็น Top of mind สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เข้าถึง Source และวิธีใหม่ๆ ในการสรรหาผู้สมัคร จากที่บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand มีโอกาสติดต่อองค์กรเข้าไปสอบถามองค์กรต่างๆ พบว่า 70% ยังใช้เฉพาะวิธีการหาผู้สมัครผ่านการประกาศงาน ถือเป็นรูปแบบ Passive Recruitment ที่อาจจะได้ผลในบางตำแหน่งแต่ไม่ใช่สำหรับทุกตำแหน่งที่เปิดหาอย่างแน่นอน ดังนั้นการเพิ่มช่องทาง รวมถึงปรับมุมมองต่อการพิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ควรถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนตาม เพราะรูปแบบปัญหาที่เจอในปัจจุบันก็อาจจะไม่สามารถถูกแก้ด้วยวิธีการเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เช่น ลดความสำคัญของปัจจัยด้านอายุ และเน้นทักษะที่ใช้ได้จริงให้มากขึ้น การใช้นวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา สุดท้ายแล้วเมื่อโลกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสร้างความแตกต่างในโลกการทำงาน องค์กรก็ต้องปรับตัวเข้ากับนวัตกรรมใหม่เหล่านั้นด้วยเช่นกัน สำหรับการจ้างงาน ปัจจุบันหลายองค์กรมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ระบบ ATS ใช้จัดระเบียบข้อมูลที่มีความกระจัดกระจาย ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านของทีมงานอย่างเป็นระบบ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงลดโอกาสผิดพลาดของทีมงานหลังบ้าน แต่ยังมีส่วนพัฒนาประสบการณ์ที่ผู้สมัครได้รับจากองค์กรให้ดีขึ้น กระบวนการต่างๆ มีความทันสมัย รวดเร็ว และแม่นยำ ### วิธี Shortlist Candidate คัดสรรคนที่ใช่เข้ามาสัมภาษณ์งาน วิธี Shortlist Candidate คัดสรรคนที่ใช่เข้ามาสัมภาษณ์งาน สิ่งที่ HR ฝ่ายคัดกรองจะต้องรับมือทุกครั้งเมื่อเปิดรับสมัครงานก็คือการจัดการกับผู้สมัครที่มีจำนวนหลักสิบ หรือหลักร้อยคน ซึ่งต่างก็มีคุณสมบัติ ประสบการณ์และผลงานโดดเด่นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโปรไฟล์ผู้สมัครที่น่าสนใจหลายคน แต่ข้อจำกัดในมุมของฝ่ายคัดกรองก็คือ “เวลา” ทำให้ไม่สามารถเลือกผู้สมัครทั้งหมดเข้ามาสัมภาษณ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคัดเอาเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มว่าจะจ้างงานได้สำเร็จจริงๆ เป็นหลัก เพื่อไม่ต้องย้อนกลับไปเปิดรับสมัครใหม่อีกรอบ แล้วจากผู้สมัครจำนวนหลักสิบ หรือหลักร้อยเหล่านี้องค์กรจะมีวิธีคัดเลือกคนอย่างไรให้ได้ Shortlist แคนดิเดทที่เหมาะสมจะเข้ามาสัมภาษณ์ในรอบถัดไปมากที่สุด Reeracoen Thailand มีทริคสำหรับวิธีคัดเลือกสร้าง Shortlist แคนดิเดทที่มีศักยภาพสำหรับการจ้างงานมาฝากกัน อะไรคือการทำ Shortlist แคนดิเดท Shortlist คือการแยกผู้สมัครส่วนหนึ่งออกมาจากรายชื่อทั้งหมด โดยคัดเอาเฉพาะกลุ่มที่มีโปรไฟล์น่าสนใจจากแต่ละรอบเพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดภาระงานให้กับฝ่ายคัดกรอง ยกตัวอย่าง งานที่มีผู้สมัครยื่นโปรไฟล์เข้ามา 50 คน Shortlist แรกอาจเลือกเรซูเม่ที่ตรงกับ Requirement ไว้เบื้องต้น 20 ใบ จากนั้นจึงไปหาข้อมูลแต่ละด้านเพิ่มเติมจากช่องทางอื่นแล้วคัดออกอีกจำนวนหนึ่งให้เหลือเฉพาะที่จะนัดสัมภาษณ์จริง และสุดท้ายคือการ Shortlist หลังสัมภาษณ์จบว่ามีผู้สมัครท่านใดบ้างที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก เพื่อจัดเรียงลำดับไว้สำหรับออก Job offer ในขั้นตอนถัดไป นอกจาก Shortlist จะมีไว้เพื่อเลือกกลุ่มผู้สมัครในตำแหน่งงานนั้นๆ ยังสามารถเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับโอกาสงานอื่นในอนาคตด้วย Shortlist อย่างไรให้ได้ผู้สมัครที่มีคุณภาพ จำแนกประเภทคุณสมบัติของตำแหน่งงาน หนึ่งในสาเหตุของความล้มเหลวในการรับสมัครงาน เกิดจากเกณฑ์พิจารณาผู้สมัครที่ไม่มีความชัดเจนมากพอ เมื่อองค์กรไม่มีเป้าหมายการจ้างงานที่แน่ชัดก็มักจะใช้วิธีกำหนดคุณสมบัติกว้างๆ ไว้ก่อน แล้วเมื่อได้ผู้สมัครเข้ามาแล้วก็ไม่รู้จะจัดการต่ออย่างไร ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถตัดสินใจเลือกใครเข้ามาเริ่มงานได้เลยจาก Requirement ทั้งหมดของตำแหน่งงาน นำคุณสมบัติที่ระบุไว้มาจัดแยกไว้เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ “จำเป็นต้องมี” และ “ควรมี” เพื่อกำหนดเกณฑ์พื้นฐานไว้พิจารณาผู้สมัครทั้งหมด โดยที่คุณสมบัติในกลุ่ม “จำเป็นต้องมี” จะเป็นเกณฑ์ความสามารถขั้นต่ำที่ต้องใช้ทำงานโดยตรง ซึ่งกลุ่ม “ควรมี” จะเป็นคะแนนพิเศษบวกเพิ่มเข้าไปจากเดิม ลดจำนวนให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพ วัตถุประสงค์ของการทำ Shortlist ก็คือ “ลดจำนวน” ผู้สมัครในแต่ละรอบเพื่อประหยัดเวลา และลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของฝ่ายคัดกรอง แล้วไปโฟกัสกับการพิจารณากลุ่มคนที่มีศักยภาพจริงๆ ให้มากขึ้น ดังนั้นจำนวนโปรไฟล์ที่จะถูกคัดเลือกเข้ามาอาจไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่เน้นคุณภาพของผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตาม Requirement ให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงอคติส่วนตัวขณะคัดเลือก เมื่อจำแนกคุณสมบัติเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน รวมถึงคนตามจำนวนลิสต์ที่แยกไว้แล้ว สำหรับขั้นตอนถัดไปก็คือการคัดเลือกคนเข้ามาสัมภาษณ์ซึ่งยากที่สุดเพราะจะต้องต่อสู้กับ “อคติ” ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์พยายามลดอคตินั้นลงโดยเน้นที่เป้าหมายที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข อะไรก็ตามที่คิดว่าน่าสนใจ หรือดูดีในความคิดเห็นส่วนตัวก็ให้วางไว้ก่อนเพื่อลดความผิดพลาดในการคัดเลือกคนเข้าทีม สนใจองค์ประกอบอื่นๆ ของผู้สมัคร นอกเหนือกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับพิจารณาไว้แล้วก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะได้ผู้สมัครที่เก่งเข้ามาทำงานก็จริง แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าความเก่งนั้นจะเข้ากับการทำงานในองค์กรของเรา ดังนั้นควรพิจารณาจากทัศนคติ สไตล์การทำงาน เป้าหมาย ความคาดหวัง ประสบการณ์และอื่นๆ ให้ครบทุกมิติ ให้คะแนนผู้สมัครหลังสิ้นสุดการพิจารณา สร้างระบบการให้คะแนนโปรไฟล์ของผู้สมัครแต่ละคนโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในตอนต้น ซึ่งการจัดอันดับผู้สมัครจากคะแนนที่ตรงกับ Requirement จะช่วยให้สามารถจำแนกแคนดิเดทที่โดดเด่นในแต่ละด้าน และตัดสินใจเลือกคนที่ใช่เข้ามาสู่องค์กรได้อย่างเหมาะสม สุดท้ายคือการประเมินสภาพแวดล้อมและความสามารถในการทำงานของทีม อย่าลืมประเมินสภาพแวดล้อมและภาระหน้าที่ทั้งหมดของทีม เพราะในบางองค์กรทีม HR อาจมี Task ที่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 1 อย่าง ทำให้ไม่สามารถโฟกัสงาน Hiring ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลาการรับสมัครงานและคัดเลือกผู้สมัครจึงต้องดำเนินการด้วยความแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น นอกจากทำ Shortlist ผู้สมัครในแต่ละตำแหน่งแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานได้โดยตรงก็คือเครื่องมือจัดเก็บและติดตามข้อมูลผู้สมัคร (ระบบ ATS) ที่เป็นแพลตฟอร์มส่วนกลางไว้แชร์ Process การ Hiring ตั้งแต่เปิดรับสมัครตำแหน่งต่างๆ รีวิวฟีดแบคการสัมภาษณ์ไปจนถึงอัปโหลดไฟล์เอกสารไว้ในระบบ Cloud หลังบ้าน อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: รับสมัครงานอย่างมีประสิทธิภาพกับ 5 เรื่องที่ต้องเคลียร์ก่อนลงประกาศ Job Post ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน Applicant Tracking System จาก Reeracoen Thailand ฟรี ### วิธี Shortlist Candidate คัดสรรคนที่ใช่เข้ามาสัมภาษณ์งาน วิธี Shortlist Candidate คัดสรรคนที่ใช่เข้ามาสัมภาษณ์งาน สิ่งที่ HR ฝ่ายคัดกรองจะต้องรับมือทุกครั้งเมื่อเปิดรับสมัครงานก็คือการจัดการกับผู้สมัครที่มีจำนวนหลักสิบ หรือหลักร้อยคน ซึ่งต่างก็มีคุณสมบัติ ประสบการณ์และผลงานโดดเด่นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโปรไฟล์ผู้สมัครที่น่าสนใจหลายคน แต่ข้อจำกัดในมุมของฝ่ายคัดกรองก็คือ “เวลา” ทำให้ไม่สามารถเลือกผู้สมัครทั้งหมดเข้ามาสัมภาษณ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคัดเอาเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มว่าจะจ้างงานได้สำเร็จจริงๆ เป็นหลัก เพื่อไม่ต้องย้อนกลับไปเปิดรับสมัครใหม่อีกรอบ แล้วจากผู้สมัครจำนวนหลักสิบ หรือหลักร้อยเหล่านี้องค์กรจะมีวิธีคัดเลือกคนอย่างไรให้ได้ Shortlist แคนดิเดทที่เหมาะสมจะเข้ามาสัมภาษณ์ในรอบถัดไปมากที่สุด Reeracoen Thailand มีทริคสำหรับวิธีคัดเลือกสร้าง Shortlist แคนดิเดทที่มีศักยภาพสำหรับการจ้างงานมาฝากกัน อะไรคือการทำ Shortlist แคนดิเดท Shortlist คือการแยกผู้สมัครส่วนหนึ่งออกมาจากรายชื่อทั้งหมด โดยคัดเอาเฉพาะกลุ่มที่มีโปรไฟล์น่าสนใจจากแต่ละรอบเพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดภาระงานให้กับฝ่ายคัดกรอง ยกตัวอย่าง งานที่มีผู้สมัครยื่นโปรไฟล์เข้ามา 50 คน Shortlist แรกอาจเลือกเรซูเม่ที่ตรงกับ Requirement ไว้เบื้องต้น 20 ใบ จากนั้นจึงไปหาข้อมูลแต่ละด้านเพิ่มเติมจากช่องทางอื่นแล้วคัดออกอีกจำนวนหนึ่งให้เหลือเฉพาะที่จะนัดสัมภาษณ์จริง และสุดท้ายคือการ Shortlist หลังสัมภาษณ์จบว่ามีผู้สมัครท่านใดบ้างที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก เพื่อจัดเรียงลำดับไว้สำหรับออก Job offer ในขั้นตอนถัดไป นอกจาก Shortlist จะมีไว้เพื่อเลือกกลุ่มผู้สมัครในตำแหน่งงานนั้นๆ ยังสามารถเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลสำหรับโอกาสงานอื่นในอนาคตด้วย Shortlist อย่างไรให้ได้ผู้สมัครที่มีคุณภาพ จำแนกประเภทคุณสมบัติของตำแหน่งงาน หนึ่งในสาเหตุของความล้มเหลวในการรับสมัครงาน เกิดจากเกณฑ์พิจารณาผู้สมัครที่ไม่มีความชัดเจนมากพอ เมื่อองค์กรไม่มีเป้าหมายการจ้างงานที่แน่ชัดก็มักจะใช้วิธีกำหนดคุณสมบัติกว้างๆ ไว้ก่อน แล้วเมื่อได้ผู้สมัครเข้ามาแล้วก็ไม่รู้จะจัดการต่ออย่างไร ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถตัดสินใจเลือกใครเข้ามาเริ่มงานได้เลยจาก Requirement ทั้งหมดของตำแหน่งงาน นำคุณสมบัติที่ระบุไว้มาจัดแยกไว้เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ “จำเป็นต้องมี” และ “ควรมี” เพื่อกำหนดเกณฑ์พื้นฐานไว้พิจารณาผู้สมัครทั้งหมด โดยที่คุณสมบัติในกลุ่ม “จำเป็นต้องมี” จะเป็นเกณฑ์ความสามารถขั้นต่ำที่ต้องใช้ทำงานโดยตรง ซึ่งกลุ่ม “ควรมี” จะเป็นคะแนนพิเศษบวกเพิ่มเข้าไปจากเดิม ลดจำนวนให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพ วัตถุประสงค์ของการทำ Shortlist ก็คือ “ลดจำนวน” ผู้สมัครในแต่ละรอบเพื่อประหยัดเวลา และลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของฝ่ายคัดกรอง แล้วไปโฟกัสกับการพิจารณากลุ่มคนที่มีศักยภาพจริงๆ ให้มากขึ้น ดังนั้นจำนวนโปรไฟล์ที่จะถูกคัดเลือกเข้ามาอาจไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่เน้นคุณภาพของผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตาม Requirement ให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงอคติส่วนตัวขณะคัดเลือก เมื่อจำแนกคุณสมบัติเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน รวมถึงคนตามจำนวนลิสต์ที่แยกไว้แล้ว สำหรับขั้นตอนถัดไปก็คือการคัดเลือกคนเข้ามาสัมภาษณ์ซึ่งยากที่สุดเพราะจะต้องต่อสู้กับ “อคติ” ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์พยายามลดอคตินั้นลงโดยเน้นที่เป้าหมายที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข อะไรก็ตามที่คิดว่าน่าสนใจ หรือดูดีในความคิดเห็นส่วนตัวก็ให้วางไว้ก่อนเพื่อลดความผิดพลาดในการคัดเลือกคนเข้าทีม สนใจองค์ประกอบอื่นๆ ของผู้สมัคร นอกเหนือกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับพิจารณาไว้แล้วก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะได้ผู้สมัครที่เก่งเข้ามาทำงานก็จริง แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าความเก่งนั้นจะเข้ากับการทำงานในองค์กรของเรา ดังนั้นควรพิจารณาจากทัศนคติ สไตล์การทำงาน เป้าหมาย ความคาดหวัง ประสบการณ์และอื่นๆ ให้ครบทุกมิติ ให้คะแนนผู้สมัครหลังสิ้นสุดการพิจารณา สร้างระบบการให้คะแนนโปรไฟล์ของผู้สมัครแต่ละคนโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในตอนต้น ซึ่งการจัดอันดับผู้สมัครจากคะแนนที่ตรงกับ Requirement จะช่วยให้สามารถจำแนกแคนดิเดทที่โดดเด่นในแต่ละด้าน และตัดสินใจเลือกคนที่ใช่เข้ามาสู่องค์กรได้อย่างเหมาะสม สุดท้ายคือการประเมินสภาพแวดล้อมและความสามารถในการทำงานของทีม อย่าลืมประเมินสภาพแวดล้อมและภาระหน้าที่ทั้งหมดของทีม เพราะในบางองค์กรทีม HR อาจมี Task ที่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 1 อย่าง ทำให้ไม่สามารถโฟกัสงาน Hiring ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลาการรับสมัครงานและคัดเลือกผู้สมัครจึงต้องดำเนินการด้วยความแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น นอกจากทำ Shortlist ผู้สมัครในแต่ละตำแหน่งแล้ว อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานได้โดยตรงก็คือเครื่องมือจัดเก็บและติดตามข้อมูลผู้สมัคร (ระบบ ATS) ที่เป็นแพลตฟอร์มส่วนกลางไว้แชร์ Process การ Hiring ตั้งแต่เปิดรับสมัครตำแหน่งต่างๆ รีวิวฟีดแบคการสัมภาษณ์ไปจนถึงอัปโหลดไฟล์เอกสารไว้ในระบบ Cloud หลังบ้าน อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: รับสมัครงานอย่างมีประสิทธิภาพกับ 5 เรื่องที่ต้องเคลียร์ก่อนลงประกาศ Job Post ลงทะเบียนรับสิทธิใช้งาน Applicant Tracking System จาก Reeracoen Thailand ฟรี ### เปิดรับสมัครเด็กจบใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ เงินเดือนสูง เปิดรับสมัครเด็กจบใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ เงินเดือนสูง เรียนจบแล้วสถานีต่อไป..เข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว ก่อนอื่นบริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand ขอแสดงความยินดีสำหรับน้องๆ ที่เรียนจบ ทั้งกลุ่มที่ได้งานแล้ว และกลุ่มที่ยังกำลังมองหางานที่ตรงใจอยู่ทุกคน ต้องบอกว่าปัจจุบันเด็กจบใหม่งานได้ยากขึ้นจริงๆ ด้วยเศรษฐกิจและสถานการณ์ต่างๆ ทำให้หลายบริษัทไม่กล้าจ้างพนักงานในช่วงนี้ ดังนั้นในส่วนคนที่ยังไม่เจองานตรงใจก็อย่าเพิ่งท้อ สามารถเข้ามาดูตำแหน่งเปิดรับสมัครฐานเงินเดือนสูงและที่สำคัญคือ “ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์” หมดปัญหาเพิ่งเรียนจบแต่ต้องมีประสบการณ์ เช็กตำแหน่งงานทั้งหมดได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Sales Staff (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63911 ตำแหน่ง Admin Support Executive ฐานเงินเดือน 22,000 - 28,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69973  ตำแหน่ง Mechanical Design Engineer ฐานเงินเดือน 25,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70160 ตำแหน่ง Marketing and Sales Representative ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63700 ตำแหน่ง IT Support Staff ฐานเงินเดือน 20,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70093  ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 20,000 - 32,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Water Treatment) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/54603 ตำแหน่ง General affair and HR ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT *หมายเหตุ สวัสดิการดี (โบนัสเฉลี่ย 4 เดือนต่อปี) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69506 ตำแหน่ง Sales Support (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Agriculture สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีเอกมัย รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70026  ตำแหน่ง Sales Support (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69907 ตำแหน่ง Junior Consultant ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70106 ตำแหน่ง Interpreter and Marketing (Japanese N1) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65633 ตำแหน่ง Japanese Coordinator (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - พระรามสาม - รัชดาภิเษก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69572 ตำแหน่ง Sales Representative (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Products สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า Airport Link รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/60875  ตำแหน่ง Sales Representative (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Non Ferrous trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม - รัชดาภิเษก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69943 ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 20,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Non Ferrous trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม - รัชดาภิเษก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69592  ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 25,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Printing - Packaging สถานที่ทำงาน: พระรามสาม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70185 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 25,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70244 ตำแหน่ง Sales Assistant (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 31,000 - 38,500 บาท ประเภทธุรกิจ: Utilities สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68064 ตำแหน่ง Production Control (Japanese JLPT2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: นนทบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/51245 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70016 ตำแหน่ง Production Control (Japanese N2 ขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ลำพูน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69992  ตำแหน่ง Application Engineer ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ (เขตประเวศ) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69454  ตำแหน่ง Junior Sales Representative ฐานเงินเดือน 20,000 - 28,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Metal Scrap) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/60693 ตำแหน่ง Business Analyst (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/56369 ตำแหน่ง Sales Executive (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 39,500 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69142 ตำแหน่ง Associate Consultant (Sales) ฐานเงินเดือน 24,000 - 38,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Education Institute สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/64133 ตำแหน่ง Engineer (Japanese Speaking) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70125 ตำแหน่ง Junior - Mid Sales Executive ฐานเงินเดือน 24,000 - 29,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีม - สายสุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69822  ตำแหน่ง Trading & Supply (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 22,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Plastic Packaging) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70009 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ เพียงแนะนำคน - แนะนำงาน และรับ Incentive ได้ง่ายๆ จากที่บ้าน ### เปิดรับสมัครเด็กจบใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ เงินเดือนสูง เปิดรับสมัครเด็กจบใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ เงินเดือนสูง เรียนจบแล้วสถานีต่อไป..เข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว ก่อนอื่นบริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand ขอแสดงความยินดีสำหรับน้องๆ ที่เรียนจบ ทั้งกลุ่มที่ได้งานแล้ว และกลุ่มที่ยังกำลังมองหางานที่ตรงใจอยู่ทุกคน ต้องบอกว่าปัจจุบันเด็กจบใหม่งานได้ยากขึ้นจริงๆ ด้วยเศรษฐกิจและสถานการณ์ต่างๆ ทำให้หลายบริษัทไม่กล้าจ้างพนักงานในช่วงนี้ ดังนั้นในส่วนคนที่ยังไม่เจองานตรงใจก็อย่าเพิ่งท้อ สามารถเข้ามาดูตำแหน่งเปิดรับสมัครฐานเงินเดือนสูงและที่สำคัญคือ “ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์” หมดปัญหาเพิ่งเรียนจบแต่ต้องมีประสบการณ์ เช็กตำแหน่งงานทั้งหมดได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Sales Staff (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: บางนา รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63911 ตำแหน่ง Admin Support Executive ฐานเงินเดือน 22,000 - 28,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69973  ตำแหน่ง Mechanical Design Engineer ฐานเงินเดือน 25,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Pharmaceutical - Medical Equipment) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70160 ตำแหน่ง Marketing and Sales Representative ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/63700 ตำแหน่ง IT Support Staff ฐานเงินเดือน 20,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70093  ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 20,000 - 32,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Water Treatment) สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/54603 ตำแหน่ง General affair and HR ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT *หมายเหตุ สวัสดิการดี (โบนัสเฉลี่ย 4 เดือนต่อปี) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69506 ตำแหน่ง Sales Support (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Agriculture สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สถานีเอกมัย รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70026  ตำแหน่ง Sales Support (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69907 ตำแหน่ง Junior Consultant ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70106 ตำแหน่ง Interpreter and Marketing (Japanese N1) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65633 ตำแหน่ง Japanese Coordinator (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - พระรามสาม - รัชดาภิเษก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69572 ตำแหน่ง Sales Representative (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: IT Products สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า Airport Link รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/60875  ตำแหน่ง Sales Representative (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Non Ferrous trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม - รัชดาภิเษก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69943 ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 20,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Non Ferrous trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม - รัชดาภิเษก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69592  ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 25,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Printing - Packaging สถานที่ทำงาน: พระรามสาม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70185 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 25,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70244 ตำแหน่ง Sales Assistant (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 31,000 - 38,500 บาท ประเภทธุรกิจ: Utilities สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68064 ตำแหน่ง Production Control (Japanese JLPT2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: นนทบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/51245 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70016 ตำแหน่ง Production Control (Japanese N2 ขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ลำพูน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69992  ตำแหน่ง Application Engineer ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ศรีนครินทร์ - พัฒนาการ (เขตประเวศ) รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69454  ตำแหน่ง Junior Sales Representative ฐานเงินเดือน 20,000 - 28,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Metal Scrap) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT - พระรามสาม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/60693 ตำแหน่ง Business Analyst (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/56369 ตำแหน่ง Sales Executive (Japanese N3) ฐานเงินเดือน 39,500 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69142 ตำแหน่ง Associate Consultant (Sales) ฐานเงินเดือน 24,000 - 38,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Education Institute สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/64133 ตำแหน่ง Engineer (Japanese Speaking) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70125 ตำแหน่ง Junior - Mid Sales Executive ฐานเงินเดือน 24,000 - 29,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีม - สายสุขุมวิท - MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69822  ตำแหน่ง Trading & Supply (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 22,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Plastic Packaging) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70009 สร้างรายได้เสริมแบบไม่กระทบงานประจำ เพียงแนะนำคน - แนะนำงาน และรับ Incentive ได้ง่ายๆ จากที่บ้าน ### รวมตำแหน่งงานเน้นประสบการณ์ อายุ 35 ขึ้นไปก็สมัครได้ รวมตำแหน่งงานเน้นประสบการณ์ อายุ 35 ขึ้นไปก็สมัครได้ สำหรับบางตำแหน่งงานอาจมีเงื่อนไขด้านอายุเข้ามาเป็นอุปสรรคในการสมัครสำหรับหลายคน เพราะองค์กรมองว่าจ้างคนอายุน้อยคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งปรับตัวง่าย มีพื้นที่ให้เรียนรู้เยอะ และมีทักษะที่ทันสมัยตอบโจทย์โลกยุคใหม่มากกว่า ทั้งที่ความจริงคนที่ย้ายงานตอนอายุเยอะถือว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีประสบการณ์ คอนเนกชันที่หลากหลายตลอดจนทักษะที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร ดังนั้นอย่าเอา “อายุ” มาเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน Reeracoen Thailand รวมตำแหน่งงานเน้นประสบการณ์ อายุ 35 ขึ้นไปก็สามารถสมัครได้ งานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ สร้างอีกหนึ่งช่องรายได้ด้วยคอนเนกชันที่มีในมือ เข้าร่วมเครือข่ายแนะนำคน-แนะนำงาน ตำแหน่ง QC Section Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Pharmaceutical - Medical Equipment สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70168 ตำแหน่ง Assistant Accounting Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69620 ตำแหน่ง Account Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไปในสายงานบัญชี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70055 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69861 ตำแหน่ง Senior Manager - M&A Execution ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68570 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70093 ตำแหน่ง GM of Accounting & Regional IT Support ฐานเงินเดือน 120,000 - 160,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Other สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68577 ตำแหน่ง Accounting & Finance Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 180,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สระบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70206 ตำแหน่ง Business Strategy Deputy GM ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางปู - สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70038 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: พระราม 3 ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70234 ตำแหน่ง Operation Development Senior Director ฐานเงินเดือน 180,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69778 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 190,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงานตำแหน่ง CFO 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70221 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70129 ตำแหน่ง Account Manager ฐานเงินเดือน 65,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70130 ตำแหน่ง Chief Project Development Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting - Real Estate สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69765 ตำแหน่ง Mechanical Engineer (Contract) ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69690 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70145 ตำแหน่ง Sourcing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing (Shoes & Garment) สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66565 ตำแหน่ง Manager of HR Department ฐานเงินเดือน 90,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70069 ตำแหน่ง Manager of Shipping Agency ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70114 ตำแหน่ง Finance & Accounting Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไปในระดับ Manager รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69895 ตำแหน่ง Sales Manage (Japanese N2 ขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 75,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Automotive) สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70039 ตำแหน่ง Research and Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: พระราม 2 - พระประแดง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66834 ตำแหน่ง Project Manager (Civil Engineer) ฐานเงินเดือน 70,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: ราชบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70063 ตำแหน่ง Assistant Environment Manager ฐานเงินเดือน 67,500 - 77,500 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: นนทบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69487 ตำแหน่ง Assistant - Vice President ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69778 ตำแหน่ง Retail Area Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail (Garment) สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นในระดับผู้จัดการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69965 ตำแหน่ง Executive Secretary to CEO ฐานเงินเดือน 110,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน: 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69858 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707 ตำแหน่ง Injection Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Plastic Packaging) สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไปในระดับผู้จัดการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65172 ตำแหน่ง Vice President ฐานเงินเดือน 150,000 - 180,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Plastic Packaging) สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69610 มองหางานอื่นๆ ที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ### รวมตำแหน่งงานเน้นประสบการณ์ อายุ 35 ขึ้นไปก็สมัครได้ รวมตำแหน่งงานเน้นประสบการณ์ อายุ 35 ขึ้นไปก็สมัครได้ สำหรับบางตำแหน่งงานอาจมีเงื่อนไขด้านอายุเข้ามาเป็นอุปสรรคในการสมัครสำหรับหลายคน เพราะองค์กรมองว่าจ้างคนอายุน้อยคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งปรับตัวง่าย มีพื้นที่ให้เรียนรู้เยอะ และมีทักษะที่ทันสมัยตอบโจทย์โลกยุคใหม่มากกว่า ทั้งที่ความจริงคนที่ย้ายงานตอนอายุเยอะถือว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีประสบการณ์ คอนเนกชันที่หลากหลายตลอดจนทักษะที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร ดังนั้นอย่าเอา “อายุ” มาเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน Reeracoen Thailand รวมตำแหน่งงานเน้นประสบการณ์ อายุ 35 ขึ้นไปก็สามารถสมัครได้ งานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำ สร้างอีกหนึ่งช่องรายได้ด้วยคอนเนกชันที่มีในมือ เข้าร่วมเครือข่ายแนะนำคน-แนะนำงาน ตำแหน่ง QC Section Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Pharmaceutical - Medical Equipment สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70168 ตำแหน่ง Assistant Accounting Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69620 ตำแหน่ง Account Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - บางนา ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไปในสายงานบัญชี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70055 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69861 ตำแหน่ง Senior Manager - M&A Execution ฐานเงินเดือน 200,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68570 ตำแหน่ง Accounting and Finance Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Food Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70093 ตำแหน่ง GM of Accounting & Regional IT Support ฐานเงินเดือน 120,000 - 160,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Other สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68577 ตำแหน่ง Accounting & Finance Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 180,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: สระบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70206 ตำแหน่ง Business Strategy Deputy GM ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: บางปู - สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70038 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: พระราม 3 ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70234 ตำแหน่ง Operation Development Senior Director ฐานเงินเดือน 180,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69778 ตำแหน่ง Chief Financial Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 190,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Advertising Agency สถานที่ทำงาน: ห้วยขวาง ประสบการณ์ทำงานตำแหน่ง CFO 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70221 ตำแหน่ง Legal Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 95,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70129 ตำแหน่ง Account Manager ฐานเงินเดือน 65,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70130 ตำแหน่ง Chief Project Development Officer ฐานเงินเดือน 150,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting - Real Estate สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69765 ตำแหน่ง Mechanical Engineer (Contract) ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69690 ตำแหน่ง Sales Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70145 ตำแหน่ง Sourcing Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing (Shoes & Garment) สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66565 ตำแหน่ง Manager of HR Department ฐานเงินเดือน 90,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70069 ตำแหน่ง Manager of Shipping Agency ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70114 ตำแหน่ง Finance & Accounting Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไปในระดับ Manager รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69895 ตำแหน่ง Sales Manage (Japanese N2 ขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 75,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Automotive) สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70039 ตำแหน่ง Research and Development Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: พระราม 2 - พระประแดง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66834 ตำแหน่ง Project Manager (Civil Engineer) ฐานเงินเดือน 70,000 - 85,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: ราชบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70063 ตำแหน่ง Assistant Environment Manager ฐานเงินเดือน 67,500 - 77,500 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: นนทบุรี ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69487 ตำแหน่ง Assistant - Vice President ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69778 ตำแหน่ง Retail Area Manager ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail (Garment) สถานที่ทำงาน: ใกล้รถไฟฟ้า BTS - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นในระดับผู้จัดการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69965 ตำแหน่ง Executive Secretary to CEO ฐานเงินเดือน 110,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อยุธยา ประสบการณ์ทำงาน: 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69858 ตำแหน่ง Business Development Senior Manager ฐานเงินเดือน 180,000 - 220,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69707 ตำแหน่ง Injection Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Plastic Packaging) สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไปในระดับผู้จัดการ รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/65172 ตำแหน่ง Vice President ฐานเงินเดือน 150,000 - 180,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Plastic Packaging) สถานที่ทำงาน: บางขุนเทียน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69610 มองหางานอื่นๆ ที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ### รวมงานชลบุรี - ระยอง เงินเดือนเริ่มต้น 30k รวมงานชลบุรี - ระยอง เงินเดือนเริ่มต้น 30k เบื่องานในกรุงเทพ มาเปลี่ยนบรรยากาศกันกับตำแหน่งงานเปิดรับสมัครแถบชลบุรี - ระยอง โดย Reeracoen Thailand ได้คัดงานเด็ดๆ มาให้ทั้งล่ามแปลภาษา, ตำแหน่ง Sales หรืองานวิศวกรรมการผลิตก็มีให้เลือกสมัคร เงินเดือนเริ่มต้น 30k สูงสุดไปจนถึงหลักหลายแสน ใครถนัดสายไหนก็สามารถเลือกได้ตามที่สนใจ เข้ามาเช็กตำแหน่งงานต่างๆ ได้ที่นี่เลย สายงานล่ามแปลภาษา ตำแหน่ง Chinese Interpreter (HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70192 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N1) - 6 months contract ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69313 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N1) - 6 months contract ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70173 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N1) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70083 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Machinery) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70068 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (JLPT3) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70065 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี อมตะนคร ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/62264 ตำแหน่ง Japanese Interpreter and Sales Coordinator (N2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive - Electronics) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69952  ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/61270 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N3) ฐานเงินเดือน 32,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68770  ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N3) เพศหญิงเท่านั้น ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69702   สายงาน Sales ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 35,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive - Electronics) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70011 ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 30,000 - 38,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (บรรจุภัณฑ์) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70170 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70132 ตำแหน่ง Senior Sales Engineer ฐานเงินเดือน 45,000 - 48,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68278  ตำแหน่ง Sales Assistant Manager (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 50,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70030 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67732 ตำแหน่ง Sales and Marketing Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68122 ตำแหน่ง Sales (Wastewater) ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68283 ตำแหน่ง Sales Officer (Chinese Speaking) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68312  ตำแหน่ง Logistics Solution Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี อายุ 35 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69236 ตำแหน่ง Sales - Assistant (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66152 ตำแหน่ง Sales Chemical Department ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69875 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69203 ตำแหน่ง Sales Engineer (Machine & Automation) ฐานเงินเดือน 30,000 - 33,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69586 ตำแหน่ง Sales Engineer (Press & Mold) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69754 ตำแหน่ง Sales & Production Control Supervisor ฐานเงินเดือน 30,000 - 42,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69724 ตำแหน่ง Sales Engineer (Work from home) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66575 ตำแหน่ง Sales and Marketing (JLPT3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68959 ตำแหน่ง Sales (Chinese Speaking) ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69614 ตำแหน่ง Business Development / Sales Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Mold - Plastic Injection) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69540 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี - ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69577 ตำแหน่ง IoT Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive สถานที่ทำงาน: ศรีราชา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68890 ตำแหน่ง Warehouse and Distribution Sales Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ชลบุรี อายุ 35 - 45 ปีเท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66976 ตำแหน่ง Sales Engineer Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงานระดับ Management 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68205 ตำแหน่ง Sales Coordinator (JLPT3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69440 ตำแหน่ง Sales Coordinator (Chinese Speaking) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68967 ตำแหน่ง Sales (Chinese Business Level) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68893 ตำแหน่ง Sales Coordinator (JLPT3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/59561  กลุ่มงานการผลิต (Production Line) ตำแหน่ง Production Manager (เพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/62355 ตำแหน่ง Shift Manager (เพศชายอายุ 35 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66110 ตำแหน่ง Forging Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/56831 ตำแหน่ง Die Casting Section Manager (เพศชายอายุ 35 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 42,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69920 ตำแหน่ง Production General Manager (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 200,000 - 300,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/47526 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69861 ตำแหน่ง Production Control Supervisor (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 33,000 - 38,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68479 ตำแหน่ง PLC Engineer (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/58507 ตำแหน่ง CNC Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/47526 ตำแหน่ง Senior Process Engineer ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69979 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/47526 ตำแหน่ง Machining Engineer ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69954 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67285 ตำแหน่ง PMC Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69934 ตำแหน่ง Welding Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69879 ตำแหน่ง Delivery Control (SV Level) ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66899   ตำแหน่ง Assembly Engineer General Manager (เพศชายอายุ 45 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68819   ตำแหน่ง Assistant Manager (Production Control) ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: BTS สายขุมวิท - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69802 ตำแหน่ง Maintenance - Production General Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68753 ตำแหน่ง Injection Manager (Japanese Business Level) ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69684 ตำแหน่ง Production Engineering Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อมตะนคร ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69535 ตำแหน่ง Production Planning Assistant Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67065 ตำแหน่ง Technical Design Manager (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69536  ### รวมงานชลบุรี - ระยอง เงินเดือนเริ่มต้น 30k รวมงานชลบุรี - ระยอง เงินเดือนเริ่มต้น 30k เบื่องานในกรุงเทพ มาเปลี่ยนบรรยากาศกันกับตำแหน่งงานเปิดรับสมัครแถบชลบุรี - ระยอง โดย Reeracoen Thailand ได้คัดงานเด็ดๆ มาให้ทั้งล่ามแปลภาษา, ตำแหน่ง Sales หรืองานวิศวกรรมการผลิตก็มีให้เลือกสมัคร เงินเดือนเริ่มต้น 30k สูงสุดไปจนถึงหลักหลายแสน ใครถนัดสายไหนก็สามารถเลือกได้ตามที่สนใจ เข้ามาเช็กตำแหน่งงานต่างๆ ได้ที่นี่เลย สายงานล่ามแปลภาษา ตำแหน่ง Chinese Interpreter (HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70192 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N1) - 6 months contract ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69313 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N1) - 6 months contract ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70173 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N1) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70083 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Machinery) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70068 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (JLPT3) ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70065 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี อมตะนคร ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/62264 ตำแหน่ง Japanese Interpreter and Sales Coordinator (N2) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive - Electronics) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69952  ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/61270 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N3) ฐานเงินเดือน 32,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68770  ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N3) เพศหญิงเท่านั้น ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69702   สายงาน Sales ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 35,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive - Electronics) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70011 ตำแหน่ง Sales ฐานเงินเดือน 30,000 - 38,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (บรรจุภัณฑ์) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70170 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70132 ตำแหน่ง Senior Sales Engineer ฐานเงินเดือน 45,000 - 48,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68278  ตำแหน่ง Sales Assistant Manager (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 50,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/70030 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager (Japanese N2) ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67732 ตำแหน่ง Sales and Marketing Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68122 ตำแหน่ง Sales (Wastewater) ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68283 ตำแหน่ง Sales Officer (Chinese Speaking) ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery - Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68312  ตำแหน่ง Logistics Solution Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี อายุ 35 ขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69236 ตำแหน่ง Sales - Assistant (Chinese HSK5) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66152 ตำแหน่ง Sales Chemical Department ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69875 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69203 ตำแหน่ง Sales Engineer (Machine & Automation) ฐานเงินเดือน 30,000 - 33,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69586 ตำแหน่ง Sales Engineer (Press & Mold) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69754 ตำแหน่ง Sales & Production Control Supervisor ฐานเงินเดือน 30,000 - 42,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69724 ตำแหน่ง Sales Engineer (Work from home) ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66575 ตำแหน่ง Sales and Marketing (JLPT3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68959 ตำแหน่ง Sales (Chinese Speaking) ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69614 ตำแหน่ง Business Development / Sales Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Mold - Plastic Injection) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69540 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี - ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69577 ตำแหน่ง IoT Sales ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Automotive สถานที่ทำงาน: ศรีราชา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68890 ตำแหน่ง Warehouse and Distribution Sales Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ชลบุรี อายุ 35 - 45 ปีเท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66976 ตำแหน่ง Sales Engineer Assistant Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงานระดับ Management 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68205 ตำแหน่ง Sales Coordinator (JLPT3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69440 ตำแหน่ง Sales Coordinator (Chinese Speaking) ฐานเงินเดือน 40,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Machinery) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68967 ตำแหน่ง Sales (Chinese Business Level) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68893 ตำแหน่ง Sales Coordinator (JLPT3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/59561  กลุ่มงานการผลิต (Production Line) ตำแหน่ง Production Manager (เพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/62355 ตำแหน่ง Shift Manager (เพศชายอายุ 35 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66110 ตำแหน่ง Forging Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/56831 ตำแหน่ง Die Casting Section Manager (เพศชายอายุ 35 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 42,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69920 ตำแหน่ง Production General Manager (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 200,000 - 300,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/47526 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69861 ตำแหน่ง Production Control Supervisor (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 33,000 - 38,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68479 ตำแหน่ง PLC Engineer (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/58507 ตำแหน่ง CNC Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/47526 ตำแหน่ง Senior Process Engineer ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69979 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 70,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/47526 ตำแหน่ง Machining Engineer ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69954 ตำแหน่ง Production Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 110,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67285 ตำแหน่ง PMC Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69934 ตำแหน่ง Welding Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69879 ตำแหน่ง Delivery Control (SV Level) ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/66899   ตำแหน่ง Assembly Engineer General Manager (เพศชายอายุ 45 ปีขึ้นไป) ฐานเงินเดือน 150,000 - 200,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68819   ตำแหน่ง Assistant Manager (Production Control) ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: BTS สายขุมวิท - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69802 ตำแหน่ง Maintenance - Production General Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Chemicals - Materials) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68753 ตำแหน่ง Injection Manager (Japanese Business Level) ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69684 ตำแหน่ง Production Engineering Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Electronics - Semiconductors) สถานที่ทำงาน: อมตะนคร ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69535 ตำแหน่ง Production Planning Assistant Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/67065 ตำแหน่ง Technical Design Manager (เพศชายเท่านั้น) ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69536  ### รวมตำแหน่งงานรับสมัครคนด่วน สัมภาษณ์ผ่านพร้อมเริ่มงานทันที รวมตำแหน่งงานรับสมัครคนด่วน สัมภาษณ์ผ่านพร้อมเริ่มงานทันที ช่วงนี้ใครกำลังร้อนงาน อยากเปลี่ยนงาน หรือมองหาตำแหน่งว่างที่เปิดรับสมัครคนด่วนแบบสัมภาษณ์ผ่านแล้วพร้อมเริ่มงานทันที Reeracoen Thailand ไปคัดมาให้แล้ว 50 กว่าจ็อบเข้ามาเช็ก Job vacancies ได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Business Development (Freight Forwarders) ฐานเงินเดือน 25,000 - 28,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Real Estate สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/7010 ตำแหน่ง Sales Manager (เข้าออฟฟิศ 1 วันต่อสัปดาห์) ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: กิ่งแก้ว - สุวรรณภูมิ มีประสบการณ์ทำงานด้านการตลาด รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/7014 ตำแหน่ง Accounting and HR & GA Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70176 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 25,000 - 33,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70177 ตำแหน่ง Compensation & Benefit Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70151 ตำแหน่ง Recruitment Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70150 ตำแหน่ง HR Business Partner - Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70149 ตำแหน่ง General affair and HR staff (N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69506 ตำแหน่ง Engineering Staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ลำพูน มีประสบการณ์ทำงานด้าน Contruction รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66117   ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/6715 ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69767 ตำแหน่ง Safety Officer ฐานเงินเดือน 28,000 - 32,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70121 ตำแหน่ง Sales Support (N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Agriculture สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS เอกมัย ยินดีรับเด็กจบใหม่เข้าทำงาน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70026 ตำแหน่ง Sales Supervisor ฐานเงินเดือน 30,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: อยุธยา วังน้อย ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/62027 ตำแหน่ง Accounting Section Manager ฐานเงินเดือน 55,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70112 ตำแหน่ง Procurement Staff (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69914 ตำแหน่ง Leader of Design Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70116 ตำแหน่ง Finance Manager ฐานเงินเดือน 55,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70102   ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2-3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: บางปู สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67244 ตำแหน่ง IT Service Operation ฐานเงินเดือน 30,000 - 63,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63495 ตำแหน่ง Business Analysis & IT Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69550 ตำแหน่ง Senior Managerial Accounting Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70088  ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69608 ตำแหน่ง Sales Sub Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/62584 ตำแหน่ง Senior Marketing Researcher ฐานเงินเดือน 70,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/56063 ตำแหน่ง Medical Affair & Clinical Research Manager ฐานเงินเดือน 35,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70072 ตำแหน่ง Senior IT Officer ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70067 ตำแหน่ง Sales Representative (N3) ฐานเงินเดือน 22,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70057 ตำแหน่ง Warehouse Supervisor ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70059 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954 ตำแหน่ง Game Programmer (N3) ฐานเงินเดือน 40,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69881 ตำแหน่ง Game Programmer ฐานเงินเดือน 35,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/18775 ตำแหน่ง HR & Admin Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไปในสายงาน HR รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70043 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67732   ตำแหน่ง Sales Coordinator ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69719   ตำแหน่ง Assistant Vice President / Vice President ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69778 ตำแหน่ง Jigs & Fixtures Design Specialist ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: นครราชสีมา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69996 ตำแหน่ง ABAP Programmer ฐานเงินเดือน 25,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69974  ตำแหน่ง Assistant Vice President / Vice President Position ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69778 ตำแหน่ง Logistic Officer ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69986  ตำแหน่ง Senior HRD Specialist ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68990 ตำแหน่ง Accounting Officer ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Web Service สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69927  ตำแหน่ง Executive staff / Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69910 ตำแหน่ง Assistant Vice President / Vice President Position ฐานเงินเดือน 50,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67360 ตำแหน่ง QC Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Manufacturing) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69891  ตำแหน่ง Welding Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69879 ตำแหน่ง Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69802 ตำแหน่ง Electrical Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67138 ตำแหน่ง Regional Sales Manager Leader ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69692 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี - ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69577  ตำแหน่ง Business Development / Sales ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69540 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 44,500 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/60296 ตำแหน่ง Business Development Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี - ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69578 ตำแหน่ง Inside Sales ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69164 ตำแหน่ง Plant Manager ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69435  ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 25,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69347 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68893 มองหางานอื่นๆ ที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity ได้ที่นี่   ### รวมตำแหน่งงานรับสมัครคนด่วน สัมภาษณ์ผ่านพร้อมเริ่มงานทันที รวมตำแหน่งงานรับสมัครคนด่วน สัมภาษณ์ผ่านพร้อมเริ่มงานทันที ช่วงนี้ใครกำลังร้อนงาน อยากเปลี่ยนงาน หรือมองหาตำแหน่งว่างที่เปิดรับสมัครคนด่วนแบบสัมภาษณ์ผ่านแล้วพร้อมเริ่มงานทันที Reeracoen Thailand ไปคัดมาให้แล้ว 50 กว่าจ็อบเข้ามาเช็ก Job vacancies ได้ที่นี่เลย ตำแหน่ง Business Development (Freight Forwarders) ฐานเงินเดือน 25,000 - 28,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Real Estate สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/7010 ตำแหน่ง Sales Manager (เข้าออฟฟิศ 1 วันต่อสัปดาห์) ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: กิ่งแก้ว - สุวรรณภูมิ มีประสบการณ์ทำงานด้านการตลาด รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/7014 ตำแหน่ง Accounting and HR & GA Manager ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 15 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70176 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 25,000 - 33,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Software สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70177 ตำแหน่ง Compensation & Benefit Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70151 ตำแหน่ง Recruitment Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70150 ตำแหน่ง HR Business Partner - Lead ฐานเงินเดือน 60,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: มีนบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70149 ตำแหน่ง General affair and HR staff (N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69506 ตำแหน่ง Engineering Staff ฐานเงินเดือน 40,000 - 90,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Oil & Gas สถานที่ทำงาน: ลำพูน มีประสบการณ์ทำงานด้าน Contruction รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66117   ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/6715 ตำแหน่ง Sales Representative ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69767 ตำแหน่ง Safety Officer ฐานเงินเดือน 28,000 - 32,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Machinery สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70121 ตำแหน่ง Sales Support (N2) ฐานเงินเดือน 20,000 - 30,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Agriculture สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS เอกมัย ยินดีรับเด็กจบใหม่เข้าทำงาน รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70026 ตำแหน่ง Sales Supervisor ฐานเงินเดือน 30,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: อยุธยา วังน้อย ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/62027 ตำแหน่ง Accounting Section Manager ฐานเงินเดือน 55,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Food) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70112 ตำแหน่ง Procurement Staff (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69914 ตำแหน่ง Leader of Design Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 60,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70116 ตำแหน่ง Finance Manager ฐานเงินเดือน 55,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70102   ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2-3) ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: บางปู สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67244 ตำแหน่ง IT Service Operation ฐานเงินเดือน 30,000 - 63,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63495 ตำแหน่ง Business Analysis & IT Consultant ฐานเงินเดือน 50,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Hardware - Telecommunication สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69550 ตำแหน่ง Senior Managerial Accounting Manager ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70088  ตำแหน่ง Mechanical Engineer ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69608 ตำแหน่ง Sales Sub Manager ฐานเงินเดือน 40,000 - 55,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ลาดกระบัง - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/62584 ตำแหน่ง Senior Marketing Researcher ฐานเงินเดือน 70,000 - 120,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Consulting สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/56063 ตำแหน่ง Medical Affair & Clinical Research Manager ฐานเงินเดือน 35,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70072 ตำแหน่ง Senior IT Officer ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70067 ตำแหน่ง Sales Representative (N3) ฐานเงินเดือน 22,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70057 ตำแหน่ง Warehouse Supervisor ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70059 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68954 ตำแหน่ง Game Programmer (N3) ฐานเงินเดือน 40,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69881 ตำแหน่ง Game Programmer ฐานเงินเดือน 35,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Web Service สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสีลม ประสบการณ์ทำงาน: 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/18775 ตำแหน่ง HR & Admin Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: สมุทรปราการ ประสบการณ์ทำงาน: 7 ปีขึ้นไปในสายงาน HR รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/70043 ตำแหน่ง Sales Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน: 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67732   ตำแหน่ง Sales Coordinator ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: บางนา ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69719   ตำแหน่ง Assistant Vice President / Vice President ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69778 ตำแหน่ง Jigs & Fixtures Design Specialist ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: นครราชสีมา ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69996 ตำแหน่ง ABAP Programmer ฐานเงินเดือน 25,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69974  ตำแหน่ง Assistant Vice President / Vice President Position ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Finance สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69778 ตำแหน่ง Logistic Officer ฐานเงินเดือน 30,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท ประสบการณ์ทำงาน 3-5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69986  ตำแหน่ง Senior HRD Specialist ฐานเงินเดือน 35,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68990 ตำแหน่ง Accounting Officer ฐานเงินเดือน 35,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software - Web Service สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69927  ตำแหน่ง Executive staff / Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69910 ตำแหน่ง Assistant Vice President / Vice President Position ฐานเงินเดือน 50,000 - 150,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Software สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67360 ตำแหน่ง QC Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Manufacturing) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69891  ตำแหน่ง Welding Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 45,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69879 ตำแหน่ง Assistant Manager ฐานเงินเดือน 45,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69802 ตำแหน่ง Electrical Engineer ฐานเงินเดือน 40,000 - 75,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading - Manufacturing สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท - รถไฟฟ้า Airport Link ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67138 ตำแหน่ง Regional Sales Manager Leader ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Retail - Trading สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า MRT ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69692 ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี - ระยอง รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69577  ตำแหน่ง Business Development / Sales ฐานเงินเดือน 30,000 - 50,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 1 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69540 ตำแหน่ง Japanese Interpreter (N2) ฐานเงินเดือน 35,000 - 44,500 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing (Automotive) สถานที่ทำงาน: ปทุมธานี ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/60296 ตำแหน่ง Business Development Manager ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี - ระยอง ประสบการณ์ทำงาน 5 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69578 ตำแหน่ง Inside Sales ฐานเงินเดือน 20,000 - 25,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Construction สถานที่ทำงาน: รถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69164 ตำแหน่ง Plant Manager ฐานเงินเดือน 150,000 - 250,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Manufacturing สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 10 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69435  ตำแหน่ง Sales Engineer ฐานเงินเดือน 25,000 - 35,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Trading สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 4 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/69347 ตำแหน่ง Sales Executive ฐานเงินเดือน 30,000 - 40,000 บาท ประเภทธุรกิจ: Logistics สถานที่ทำงาน: ชลบุรี ประสบการณ์ทำงาน 2 ปีขึ้นไป รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/en/jobs/68893 มองหางานอื่นๆ ที่ตรงใจ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity ได้ที่นี่   ### รับสมัครงานอย่างมีประสิทธิภาพกับ 5 เรื่องที่ต้องเคลียร์ก่อนลงประกาศ Job Post รับสมัครงานอย่างมีประสิทธิภาพกับ 5 เรื่องที่ต้องเคลียร์ก่อนลงประกาศ Job Post การจ้างงานแต่ละครั้งองค์กรส่วนใหญ่มักจะต้องแข่งขันกับเวลา จึงมีโอกาสมองข้ามรายละเอียดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร และแทนที่จะนำทักษะเข้ามากลบจุดอ่อนหรือเสริมจุดแข็งให้กับทีม กลับกลายเป็นได้แค่เพิ่ม “จำนวนคน” และไม่ได้ประโยชน์จากการจ้างงานครั้งนี้เท่าที่ควร การจ้างงานที่ขาดประสิทธิภาพไม่เพียงแค่เสียโควตาพื้นที่ในองค์กร แต่ยังเกิดช่องว่างของทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละส่วนซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำผลงานของทีมนั้นๆ ด้วย ดังนั้นหน้าที่ของ HR ก่อนลงประกาศรับสมัครงานทุกครั้งก็คือการวิเคราะห์ปัญหา ประเมินความต้องการของแต่ละทีมเพื่อคราฟต์ Job description ออกมาให้ตรงกับเงื่อนไขที่มีมากที่สุด 1) กำหนดสเปกให้สอดคล้องกับเป้าหมายบริษัท ก่อนลงประกาศรับสมัครงานในแต่ละช่องทางควรมีการสรุปวัตถุประสงค์ในการจ้างงานครั้งนั้นๆ ให้ครอบคลุมความต้องการของทีมและความคาดหวังของบริษัทเพื่อระบุคุณสมบัติผู้สมัครที่เหมาะสมได้ในระยะยาวด้วย ยกตัวอย่าง หากบริษัทต้องการปรับกลุยทธ์เน้นทำการตลาดแบบ Data driven decision มากขึ้น ก็จำเป็นต้องรับสมัครพนักงานในทีม Marketing เพิ่มเติมและกำหนด Requirement ทักษะด้าน Data analysis หรือทักษะอื่นที่ใกล้เคียงในกลุ่มนั้นๆ เป็นหลัก 2) วางแผนเติมผู้เล่นที่เหมาะกับทีม ประเมินความสามารถโดยรวมของทีมโดยจำแนกทักษะของสมาชิกรายบุคคลทั้ง Hard skill และ soft skill เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์ช่องว่างของทักษะแต่ละด้าน อะไรที่ยังขาด ทักษะแบบไหนจะเข้ามาเติมเต็มและส่งเสริมทีมให้ทำผลงานได้ตรงตามเป้ามากที่สุด และตัดสินใจกำหนดคุณสมบัติเหล่านั้นให้ชัดเจนก่อนเปิดรับสมัครงาน 3) วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ ศึกษาโครงสร้างของทีมในปัจจุบันตั้งแต่ผู้นำไปจนถึงสมาชิกจะได้ทราบว่าสถานการณ์ตอนนี้เอื้อต่อแผนที่วางไว้แค่ไหน บทบาทหน้าที่ของแต่ละคนเหมาะสมกับเป้าหมายของทีมไหม ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานมีสาเหตุจากอะไร เพื่อระบุไทป์ของคนที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด 4) ประเมินสภาพแวดล้อมของทีม การติดสินใจรับผู้สมัครเข้ามาทำงานโดยเน้น “ความสามารถ” เพียงอย่างเดียวอาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการปรับตัวและกลายเป็นความขัดแย้งในองค์กร ดังนั้นนอกจากประเมินว่าทักษะของผู้สมัครจะสร้างผลงานได้แค่ไหนก็ควรใส่ใจเรื่องทัศนคติ วิธีการทำงาน ความเชื่อ หรือปัจจัยอื่นๆ ด้วย วิเคราะห์ว่าลักษณะของทีมปัจจุบันเป็นอย่างไร บุคลิกภาพแบบไหนที่จะสามารถเข้ามาแล้วกลมกลืนไปด้วยกันได้ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น หากทีมเน้นการทำงานแบบ Teamwork แชร์ข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด ก็ควรเลือกผู้สมัครที่มีสไตล์เดียวกันมากกว่าคนที่ชอบทำงานเดี่ยว 5) ทำความเข้าใจความต้องการของสมาชิกเดิม การรับสมัครพนักงานใหม่มักจะมาพร้อมกับอะไรใหม่ๆ เสมอ อาทิ ความคาดหวัง แผนงาน ตลอดจนวิธีการทำงานแบบใหม่และส่งผลให้คนที่อยู่มาก่อนหน้าต้องยอมปรับตัวตาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ดังนั้นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการเติมคนใหม่เข้ามาก็คือ “ความขัดแย้ง” เมื่อเป้าหมายและมุมมองไม่ตรงกัน สำหรับวิธีลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว องค์กรจะต้องเข้าใจความต้องการของสมาชิกปัจจุบันก่อนว่าแต่ละคนมีมุมมองต่องานในตอนนี้อย่างไรบ้าง มีเป้าหมายหรือความคาดหวังในการทำงานเป็นแบบไหนแล้วจึงพยายามชี้ปัญหาและวิธีแก้ไขให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ถือเป็นการเตรียมความพร้อมคนในก่อนจะต้อนรับคนใหม่ให้สามารถทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันได้ตั้งแต่วันแรก อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: สำรวจทิศทางและ 3 เทรนด์ตลาดงานในปี 2024 สนับสนุนการเติบโตขององค์กร ผ่านการคัดสรรบุคลากรที่ใช่ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/im6oH ### รับสมัครงานอย่างมีประสิทธิภาพกับ 5 เรื่องที่ต้องเคลียร์ก่อนลงประกาศ Job Post รับสมัครงานอย่างมีประสิทธิภาพกับ 5 เรื่องที่ต้องเคลียร์ก่อนลงประกาศ Job Post การจ้างงานแต่ละครั้งองค์กรส่วนใหญ่มักจะต้องแข่งขันกับเวลา จึงมีโอกาสมองข้ามรายละเอียดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร และแทนที่จะนำทักษะเข้ามากลบจุดอ่อนหรือเสริมจุดแข็งให้กับทีม กลับกลายเป็นได้แค่เพิ่ม “จำนวนคน” และไม่ได้ประโยชน์จากการจ้างงานครั้งนี้เท่าที่ควร การจ้างงานที่ขาดประสิทธิภาพไม่เพียงแค่เสียโควตาพื้นที่ในองค์กร แต่ยังเกิดช่องว่างของทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละส่วนซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำผลงานของทีมนั้นๆ ด้วย ดังนั้นหน้าที่ของ HR ก่อนลงประกาศรับสมัครงานทุกครั้งก็คือการวิเคราะห์ปัญหา ประเมินความต้องการของแต่ละทีมเพื่อคราฟต์ Job description ออกมาให้ตรงกับเงื่อนไขที่มีมากที่สุด 1) กำหนดสเปกให้สอดคล้องกับเป้าหมายบริษัท ก่อนลงประกาศรับสมัครงานในแต่ละช่องทางควรมีการสรุปวัตถุประสงค์ในการจ้างงานครั้งนั้นๆ ให้ครอบคลุมความต้องการของทีมและความคาดหวังของบริษัทเพื่อระบุคุณสมบัติผู้สมัครที่เหมาะสมได้ในระยะยาวด้วย ยกตัวอย่าง หากบริษัทต้องการปรับกลุยทธ์เน้นทำการตลาดแบบ Data driven decision มากขึ้น ก็จำเป็นต้องรับสมัครพนักงานในทีม Marketing เพิ่มเติมและกำหนด Requirement ทักษะด้าน Data analysis หรือทักษะอื่นที่ใกล้เคียงในกลุ่มนั้นๆ เป็นหลัก 2) วางแผนเติมผู้เล่นที่เหมาะกับทีม ประเมินความสามารถโดยรวมของทีมโดยจำแนกทักษะของสมาชิกรายบุคคลทั้ง Hard skill และ soft skill เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์ช่องว่างของทักษะแต่ละด้าน อะไรที่ยังขาด ทักษะแบบไหนจะเข้ามาเติมเต็มและส่งเสริมทีมให้ทำผลงานได้ตรงตามเป้ามากที่สุด และตัดสินใจกำหนดคุณสมบัติเหล่านั้นให้ชัดเจนก่อนเปิดรับสมัครงาน 3) วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ ศึกษาโครงสร้างของทีมในปัจจุบันตั้งแต่ผู้นำไปจนถึงสมาชิกจะได้ทราบว่าสถานการณ์ตอนนี้เอื้อต่อแผนที่วางไว้แค่ไหน บทบาทหน้าที่ของแต่ละคนเหมาะสมกับเป้าหมายของทีมไหม ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานมีสาเหตุจากอะไร เพื่อระบุไทป์ของคนที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด 4) ประเมินสภาพแวดล้อมของทีม การติดสินใจรับผู้สมัครเข้ามาทำงานโดยเน้น “ความสามารถ” เพียงอย่างเดียวอาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการปรับตัวและกลายเป็นความขัดแย้งในองค์กร ดังนั้นนอกจากประเมินว่าทักษะของผู้สมัครจะสร้างผลงานได้แค่ไหนก็ควรใส่ใจเรื่องทัศนคติ วิธีการทำงาน ความเชื่อ หรือปัจจัยอื่นๆ ด้วย วิเคราะห์ว่าลักษณะของทีมปัจจุบันเป็นอย่างไร บุคลิกภาพแบบไหนที่จะสามารถเข้ามาแล้วกลมกลืนไปด้วยกันได้ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น หากทีมเน้นการทำงานแบบ Teamwork แชร์ข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด ก็ควรเลือกผู้สมัครที่มีสไตล์เดียวกันมากกว่าคนที่ชอบทำงานเดี่ยว 5) ทำความเข้าใจความต้องการของสมาชิกเดิม การรับสมัครพนักงานใหม่มักจะมาพร้อมกับอะไรใหม่ๆ เสมอ อาทิ ความคาดหวัง แผนงาน ตลอดจนวิธีการทำงานแบบใหม่และส่งผลให้คนที่อยู่มาก่อนหน้าต้องยอมปรับตัวตาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ ดังนั้นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการเติมคนใหม่เข้ามาก็คือ “ความขัดแย้ง” เมื่อเป้าหมายและมุมมองไม่ตรงกัน สำหรับวิธีลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว องค์กรจะต้องเข้าใจความต้องการของสมาชิกปัจจุบันก่อนว่าแต่ละคนมีมุมมองต่องานในตอนนี้อย่างไรบ้าง มีเป้าหมายหรือความคาดหวังในการทำงานเป็นแบบไหนแล้วจึงพยายามชี้ปัญหาและวิธีแก้ไขให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ถือเป็นการเตรียมความพร้อมคนในก่อนจะต้อนรับคนใหม่ให้สามารถทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันได้ตั้งแต่วันแรก อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: สำรวจทิศทางและ 3 เทรนด์ตลาดงานในปี 2024 สนับสนุนการเติบโตขององค์กร ผ่านการคัดสรรบุคลากรที่ใช่ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/im6oH ### ค้นหาตัวเองผ่าน Career navigator เข็มทิศไกด์ชีวิตการทำงาน รู้สึกตันแล้วจะหันไปทางไหนดี? ค้นหาตัวเองผ่าน Career navigator "เข็มทิศไกด์ชีวิตการทำงาน" ถ้าหากเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน การ Shift เป้าหมายและสายงานของตัวเองก็นับว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นเยอะแล้วในปัจจุบัน ทั้งมุมมองการจ้างงานที่เน้น “ทักษะ” มากขึ้น (Skill-based hiring) ประกอบกับช่องทางการศึกษาพัฒนาตัวเองที่เข้าถึงง่าย ทำให้ทางเลือกของคนทำงานในยุคนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง นอกเหนือจาก “งานประจำ” ที่ทำจนเชี่ยวชาญ เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันไหมว่าถ้าไม่ได้ทำงานนี้หรือจู่ๆ มีเหตุให้จำเป็นต้องออกจากงานเร่งด่วน "สถานีถัดไปของชีวิตจะมีอะไรให้เลือกทำบ้าง" และการเป็นคนทำงานที่มีคุณสมบัติพร้อมก่อนจะหันไปเดินในทางเลือกที่ 2 หรือ 3 นับว่าเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่เราไม่สามารถมั่นใจได้ 100% ว่าอาชีพการงานจะถึงจุดที่มั่นคงตอนไหน ดังนั้นถ้าเรามี Skill set ที่กว้างกว่าเฉพาะในสายงานก็มีโอกาสโยกย้ายตัวเองไปในเส้นทางอื่นได้ง่าย แต่ปัญหาคือหลายคนตอบไม่ได้ว่าตัวเองเก่งอะไร เชี่ยวชาญเรื่องไหน สามารถทำอะไรบ้าง หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าเป้าหมายจริงๆ อยากทำอะไร ซึ่งอาจเป็นเพราะ "ไม่รู้จักตัวเองมากพอ" สำหรับใครที่กำลังหลงทาง สับสนว่าเอาอย่างไรต่อดี เรามาเริ่มต้นค้นหาตัวเองไปพร้อมกันกับ Career navigator เข็มทิศไกด์ชีวิตการทำงานสู่วันพรุ่งนี้ที่ (อาจจะ) ดีกว่า 1) ทำ Self reflection เริ่มต้นจากสำรวจตัวเองให้ครอบคลุมในทุกแง่มุมเพื่อสร้างลิสต์คุณสมบัติไว้ประเมินจุดอ่อน - จุดแข็ง สรุปภาพรวมตั้งแต่อดีตทั้งประสบการณ์ ความรู้ ความเชื่อ ความชอบ แล้วพิจารณาว่าคุณสมบัติเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ต่อในอนาคตได้อย่างไรบ้าง 2) ศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ เมื่อได้ลิสต์คุณสมบัติที่คิดว่ามี Value สำหรับปัจจุบันและในอนาคต ลองนำชุดข้อมูลที่ได้ไปแมตช์กับตำแหน่งงานอื่นๆ ที่กำลังสนใจไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งโตกว่าแต่อยู่ในสายงานเดิมหรือประเภทธุรกิจ / งานอื่นๆ ที่มีลักษณะงานคล้ายกัน แล้วนำลิสต์คุณสมบัติที่ทำไว้ก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบพิจารณาดูว่ามีความใกล้เคียงกี่เปอร์เซ็นต์ มีอะไรที่ยังขาดอยู่ และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้แค่ไหน 3) กำหนด Action Plan พอได้กลุ่มงานที่ตรงใจและมีแนวโน้มความเป็นไปได้สูง ขั้นตอนถัดไปคือจัดความสำคัญของเป้าหมายเหล่านั้นตามลำดับ โดยระบุ “กรอบเวลา” ที่จะใช้ไปกับการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น งานที่ 1: SEO Specialist เป็นเป้าหมายอันดับแรก แต่ยังขาดทักษะด้านการจับ keyword ก็อาจกำหนดระยะเวลาเพื่อเรียนรู้ในส่วนดังกล่าวให้ตอบรับกับ Requirement มากขึ้น สุดท้ายอย่าลืมติดตาม Process การเติบโตตามลิสต์ที่เราได้ทำไว้เพื่อประเมินว่าทักษะแต่ละด้านมีการพัฒนาขึ้นมาเพียงพอไหม แล้วเก็บรายละเอียดในจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมให้ครบ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ทั้งรู้จักตัวเองมากขึ้นและที่สำคัญคือมีความพร้อมสำหรับ “เส้นทางใหม่” อย่างมั่นใจ ### ค้นหาตัวเองผ่าน Career navigator เข็มทิศไกด์ชีวิตการทำงาน รู้สึกตันแล้วจะหันไปทางไหนดี? ค้นหาตัวเองผ่าน Career navigator "เข็มทิศไกด์ชีวิตการทำงาน" ถ้าหากเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน การ Shift เป้าหมายและสายงานของตัวเองก็นับว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นเยอะแล้วในปัจจุบัน ทั้งมุมมองการจ้างงานที่เน้น “ทักษะ” มากขึ้น (Skill-based hiring) ประกอบกับช่องทางการศึกษาพัฒนาตัวเองที่เข้าถึงง่าย ทำให้ทางเลือกของคนทำงานในยุคนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง นอกเหนือจาก “งานประจำ” ที่ทำจนเชี่ยวชาญ เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันไหมว่าถ้าไม่ได้ทำงานนี้หรือจู่ๆ มีเหตุให้จำเป็นต้องออกจากงานเร่งด่วน "สถานีถัดไปของชีวิตจะมีอะไรให้เลือกทำบ้าง" และการเป็นคนทำงานที่มีคุณสมบัติพร้อมก่อนจะหันไปเดินในทางเลือกที่ 2 หรือ 3 นับว่าเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่เราไม่สามารถมั่นใจได้ 100% ว่าอาชีพการงานจะถึงจุดที่มั่นคงตอนไหน ดังนั้นถ้าเรามี Skill set ที่กว้างกว่าเฉพาะในสายงานก็มีโอกาสโยกย้ายตัวเองไปในเส้นทางอื่นได้ง่าย แต่ปัญหาคือหลายคนตอบไม่ได้ว่าตัวเองเก่งอะไร เชี่ยวชาญเรื่องไหน สามารถทำอะไรบ้าง หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าเป้าหมายจริงๆ อยากทำอะไร ซึ่งอาจเป็นเพราะ "ไม่รู้จักตัวเองมากพอ" สำหรับใครที่กำลังหลงทาง สับสนว่าเอาอย่างไรต่อดี เรามาเริ่มต้นค้นหาตัวเองไปพร้อมกันกับ Career navigator เข็มทิศไกด์ชีวิตการทำงานสู่วันพรุ่งนี้ที่ (อาจจะ) ดีกว่า 1) ทำ Self reflection เริ่มต้นจากสำรวจตัวเองให้ครอบคลุมในทุกแง่มุมเพื่อสร้างลิสต์คุณสมบัติไว้ประเมินจุดอ่อน - จุดแข็ง สรุปภาพรวมตั้งแต่อดีตทั้งประสบการณ์ ความรู้ ความเชื่อ ความชอบ แล้วพิจารณาว่าคุณสมบัติเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ต่อในอนาคตได้อย่างไรบ้าง 2) ศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ เมื่อได้ลิสต์คุณสมบัติที่คิดว่ามี Value สำหรับปัจจุบันและในอนาคต ลองนำชุดข้อมูลที่ได้ไปแมตช์กับตำแหน่งงานอื่นๆ ที่กำลังสนใจไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งโตกว่าแต่อยู่ในสายงานเดิมหรือประเภทธุรกิจ / งานอื่นๆ ที่มีลักษณะงานคล้ายกัน แล้วนำลิสต์คุณสมบัติที่ทำไว้ก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบพิจารณาดูว่ามีความใกล้เคียงกี่เปอร์เซ็นต์ มีอะไรที่ยังขาดอยู่ และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้แค่ไหน 3) กำหนด Action Plan พอได้กลุ่มงานที่ตรงใจและมีแนวโน้มความเป็นไปได้สูง ขั้นตอนถัดไปคือจัดความสำคัญของเป้าหมายเหล่านั้นตามลำดับ โดยระบุ “กรอบเวลา” ที่จะใช้ไปกับการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น งานที่ 1: SEO Specialist เป็นเป้าหมายอันดับแรก แต่ยังขาดทักษะด้านการจับ keyword ก็อาจกำหนดระยะเวลาเพื่อเรียนรู้ในส่วนดังกล่าวให้ตอบรับกับ Requirement มากขึ้น สุดท้ายอย่าลืมติดตาม Process การเติบโตตามลิสต์ที่เราได้ทำไว้เพื่อประเมินว่าทักษะแต่ละด้านมีการพัฒนาขึ้นมาเพียงพอไหม แล้วเก็บรายละเอียดในจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมให้ครบ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ทั้งรู้จักตัวเองมากขึ้นและที่สำคัญคือมีความพร้อมสำหรับ “เส้นทางใหม่” อย่างมั่นใจ ### ไม่ใช่ทุกโอกาสงานที่เข้ามาจะดีเสมอไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งไหนถึงจะดี ไม่ใช่ทุกโอกาสงานที่เข้ามาจะดีเสมอไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งไหนถึงจะดี เชื่อว่าทุกครั้งที่จะย้ายงานหรือเริ่มต้นใหม่กับบริษัทสักแห่ง เราต้องตั้งความหวังว่าจะมีอนาคตที่ดีขึ้นไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีจุดเด่นในแต่ละด้านแตกต่างกันไป เช่น เงินเดือน สวัสดิการ สังคม รูปแบบการทำงานและ Career path ในกรณีโชคดีได้เจอบริษัทที่ใช่ ตอบโจทย์กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ชีวิตก็นับว่าสดใสพร้อมพัฒนายกระดับไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น กลับกันถ้าตั้งเป้าไว้แล้ว แต่สุดท้ายกลายเป็นความล้มเหลว ซึ่งมีรายงานว่าคนส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อนเมื่องานใหม่พาวนกลับไปเจอปัญหาเก่า (หรืออาจจะหนักกว่าเดิม) กรณีนี้อาจไม่ใช่แค่เสียเวลา แต่ยังรวมถึงโอกาสอื่นๆ ที่มากกว่านั้น เช่น สุขภาพจิต งานใหม่ที่ตรงใจมากกว่า ความมั่นใจจนอาจส่งผลถึงขั้น “หมดไฟ” เพราะได้แต่ผิดหวังซ้ำไปซ้ำมา แล้วเราจะเช็กเบื้องต้นได้อย่างไรว่าโอกาสครั้งไหนที่ใช่สำหรับเรา จากข้อมูลต่างๆ ที่มีสามารถพิจารณาจากอะไรได้บ้าง มาสำรวจไปพร้อมกันกับ Reeracoen Thailand ได้เลย ฐานเงินเดือน เพดานเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้นๆ อยู่ที่เท่าไร มีโอที โบนัส หรือคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมไหม ข้อกำหนดและนโยบายของบริษัทเป็นอย่างไรปัจจัยอย่างลักษณะ “โครงสร้างองค์กร” ก็น่าพิจารณา เพราะขนาดขององค์กรมักจะมีผลต่อโครงสร้างเงินเดือนและองค์กรที่มีโครงสร้างแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็มีโอกาสที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานได้แบบไม่ขัดสน สวัสดิการอื่นๆ สวัสดิการมักจะเป็นส่วนที่หลายคนมองข้ามไปเสมอ เนื่องจากเทน้ำหนักไปให้ความสำคัญกับ “เงินเดือน” มากกว่า แต่ถ้าใส่ใจกับรายละเอียดสวัสดิการในแต่ละด้านอีกสักหน่อยอาจได้ผลตอบแทนโดยรวมกลับมาน่าพอใจไม่แพ้เงินเดือน ซึ่งแต่ละบริษัทมีรูปแบบของสวัสดิการโดดเด่นแตกต่างกัน เช่น วันลา: ลาป่วย, ลากิจ, ลาพักร้อน, หรือวันลาในกรณีอื่นๆ (ถ้ามี) กองทุนออมทรัพย์: มีประเภทไหนให้เลือกบ้าง แผนเป็นอย่างไร ประกัน: สุขภาพ, อุบัติเหตุ มีลักษณะเป็นแบบไหน มีเงื่อนไขไหม การศึกษา: งบสำหรับเรียนเสริมทักษะเพิ่มเติม เครื่องมือและทรัพยากร ต้นทุนทรัพยากรที่บริษัทเตรียมให้ใช้ในการทำงาน เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ รถประจำแหน่ง จำนวนสมาชิกในทีมที่แบ่งกันดูแลงานในส่วนต่างๆตลอดจนเครื่องมือและทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้ทีมสามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้ตามแผนปัจจัยเหล่านี้มีความแตกต่างกันในแต่ละบริษัทแม้จะเป็นธุรกิจประเภทเดียวกันก็ตาม ดังนั้นอย่าลืมเคลียร์ให้ชัดก่อนว่ามีอะไรรองรับบ้าง และมีอะไรที่เราควรเตรียมพร้อมทำความคุ้นเคยก่อนล่วงหน้าเมื่อถึงหน้างานจะได้ไม่ติดขัดเวลาต้องใช้งานจริง ตำแหน่ง ความรับผิดชอบ รูปแบบการทำงาน การหางานที่ “ไม่ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์” ถือเป็นภารกิจที่ไม่เคยง่าย ด้วยเหตุนี้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงไม่ว่าจะเป็นความน่าสนใจ ความท้าทาย ตลอดจนข้อจำกัดที่ต้องรู้เบื้องต้น จากข้อมูลที่ได้ลองชั่งน้ำหนักดูว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้างแล้วในระยะยาวจะมีความสุขกับการทำงานนี้ได้นานขนาดไหนนอกจากลักษณะหน้าที่แล้วอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจต้องคำนึงถึงก็คือ “ตำแหน่ง” ที่ควรมีความชัดเจนว่าตัวเองอยู่จุดไหนในองค์กร สถานะที่ได้รับเป็นการยกระดับอาชีพไปข้างหน้าหรือว่าถอยหลัง เช่น Junior -> Senior / Senior -> Manager เพราะความก้าวหน้าจากการย้ายงานแต่ละครั้งก็ถือว่ามีผลต่ออนาคตและสำคัญต่อชีวิตการทำงานไม่น้อย ส่วนรูปแบบการทำงานเองก็นับว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าตัวเองชอบอิสระ หรือติดเงื่อนไขไม่สะดวกเดินทางก็อาจต้องพิจารณางานแบบ Remote working เป็นหลัก พยายามหาบริษัทที่มีรูปแบบเข้ากับตัวเองและปรับหา “ตรงกลาง” ที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายโดยปกติแล้วงานใหม่จะส่งผลต่ออาชีพของเราใน 3 ด้านได้แก่ เลื่อนตำแหน่ พัฒนาชุดทักษะต่างๆ หรือมอบประสบการณ์ใหม่ เพราะมีคนไม่น้อยที่เลือกตัดสินใจออกจากบริษัท เพราะงานที่ทำไม่สามารถช่วยให้พวกเขาพัฒนาได้มากกว่านี้ดังนั้นหากคาดหวังการเติบโตของอาชีพในระยะยาวควรมองหาองค์กรที่มี "พื้นที่รองรับอนาคต" ได้มากพอ วัฒนธรรมองค์กร เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เราจำเป็นต้องเรียนรู้สภาพแวดล้อมและปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ ซึ่งประกอบด้วยเพื่อนในทีม หัวหน้างาน คนในแผนกอื่นๆ รวมถึงวิถีปฏิบัติที่ทุกคนยึดถือเป็นวัฒนธรรมในองค์กร เพราะการทำงานในที่ที่มีสิ่งรอบข้างคล้ายกับความชอบส่วนตัว เช่น เป้าหมายของบริษัท ตรงกับเป้าหมายในการทำงานมีเพื่อนที่คุยรู้เรื่อง หัวหน้าที่มีวิสัยทัศน์ช่วยกันผลักดันพัฒนา ก็จะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่คอยกระตุ้นให้เรามีไฟ มีความสุขที่จะทำงานเต็มที่เพื่อเป้าหมายเหล่านั้น  สถานการณ์และทิศทางของบริษัท บริษัทที่เราจะเข้าไปทำงานด้วยมีความมั่นคงไหม ลองหาข้อมูลจากงบการเงิน รายงานผลกำไรขาดทุน วิธีนี้จะทำให้เราพอเดาออกว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไร มีโอกาสที่จะได้ไปต่อยาวๆ หรือตั้งอยู่บนความเสี่ยง การขึ้นเงินเดือน โปรโมตเลื่อนขั้น ขยายทีมหรือลงทุนจัดซื้อเครื่องมือไว้ใช้ทำงานเพิ่มเติมจะติดขัดตรงไหนหรือไม่ จากปัจจัยแต่ละข้อ สามารถหาข้อมูลได้จากที่ไหนบ้าง Insight ภายในองค์กรเหล่านี้ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน อาจไม่ได้หาได้โดยตรงจากเว็บไซต์หรือแหล่งข้อมูลทั่วไป แต่เราสามารถอาศัยการ “สืบ” รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายวิธี เช่น บางบริษัทอาจมีบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร หรือถูกกล่าวถึงในที่ต่างๆ สำหรับวิธีที่ Reeracoen Thailand ไม่อยากให้เพื่อนๆ มองข้ามก็คือการพยายามเคลียร์ข้อสงสัยที่มีให้จบตั้งแต่การสัมภาษณ์งานด้วยคำถามสัมภาษณ์งานที่บอกใบ้ถึงปัจจัยภายในองค์กรนั้นๆ เช่น คนแบบไหนที่จะก้าวหน้า และไม่ก้าวหน้ากับการทำงานที่นี่ หรือเช็กว่าบริษัทนี้ “ใช่” สำหรับเราไหมกับ 32 คำถามเช็กลิสต์สำรวจตัวเอง อีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนสมัครคือการหาผู้ช่วยที่รู้ว่าเป้าหมายในการทำงานของเราคืออะไร ทักษะ ประสบการณ์ คุณสมบัติเหมาะกับงานแบบไหนและปัจจุบันกำลังคาดหวังอะไรถ้าจะต้องย้ายงานแต่ละครั้งที่สำคัญนอกจากจะรู้ใจจากฝั่งความคาดหวังของเราแล้ว ยังรู้จักบริษัทที่เราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร ภาพรวมของทีม ความคาดหวังที่มีต่อพนักงาน ตลอดจนเกณฑ์การคัดเลือกต่างๆ เพื่อให้การจ้างงานลงตัวและประสบผลสำเร็จทั้งสองฝ่าย แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/Nncq5 https://shorturl.at/swkfO ### แนะนำฟังก์ชัน My Page ตัวช่วยหางานใหม่บนเว็บไซต์ Reeracoen Thailand แนะนำฟังก์ชัน My Page ตัวช่วยหางานใหม่บนเว็บไซต์ Reeracoen Thailand สำหรับใครที่ยังไม่เคยลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้กับ Reeracoen Thailand สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการคลิก Sign up ที่มุมบนขวามือของหน้า Home page แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลย เมื่อเข้ามาที่หน้า My page จุดแรกที่เราจะเห็นก็คือ Checkpoint ที่จะคอยแจ้งเตือนว่ามีข้อมูลส่วนไหนขาดหายไปบ้าง คะแนนโปรไฟล์ของเราอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสร้างโปรไฟล์กับฐานระบบของ Reeracoen Thailand จะแบ่งออกเป็น 4 หมวดได้แก่ ข้อมูลส่วนตัว, ประวัติการทำงาน, ชุดทักษะและ Preference ตำแหน่งงานหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ในความสนใจของเรา Tips แนะนำให้ทุกคนพยายามกรอกรายละเอียดแต่ละจุดให้ครบ เพราะยิ่งโปรไฟล์ของเรามีข้อมูลที่ชัดเจนมากเท่าไร ทีม Recruiter ก็จะสามารถวิเคราะห์ Background และแนะนำตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้ตรงความต้องการมากขึ้น อย่าลืมระบุ Contact ได้แก่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล เพื่อให้ทีม Recruiter มีช่องทางไว้ติดต่อเข้าไปแนะนำตำแหน่งงาน รวมถึงแนบเรซูเม่สำหรับการส่งโปรไฟล์ไปเสนอให้กับบริษัทต่างๆ ส่วนท้ายสุดของ Personal Info ที่ถือเป็น 2 ไฮไลท์ฟังก์ชัน Job Opportunity Status ที่สามารถเลือกปรับได้ โดยจะเป็นการเลือกสถานะการมองหางาน ณ ปัจจุบันเพื่อแสดงความจำนงค์ให้ชัดเจนว่ากำลังต้องการงานด่วน พร้อมพิจารณาโอกาสใหม่ๆ ที่น่าสนใจ หรือยังไม่พร้อมหางานใหม่ในตอนนี้ Mail Notification เพื่อเปิดรับข่าวสารผ่านอีเมล ทั้งตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครใหม่ และตำแหน่งงานแมตช์กับ Career preferences ที่ตั้งไว้ อนุญาตให้แชร์ข้อมูลโปรไฟล์ระหว่างแพลตฟอร์ม เช่น SourcedOut ที่เป็นบริการจัดหางานในเครือ Reeracoen Thailand เพื่อเพิ่มช่องทางให้บริษัทต่างๆ มองเห็นโปรไฟล์ของเราได้มากขึ้น (เป็นไปตามนโยบายความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว PDPA) Tips หากมีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในแต่ละส่วน อย่าลืมเข้ามาอัปเดตโปรไฟล์ให้ตรงกับปัจจุบันเพื่อให้ได้รับการเสนองานที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่เสมอ ประวัติการทำงาน สามารถระบุข้อมูลงานต่างๆ ที่เคยทำให้ตั้งแต่ลักษณะงาน ประเภทงานแยกย่อย รายละเอียดหน้าที่หลัก หน้าที่รอง ความรับผิดชอบอื่นๆ ไปจนถึงชื่อบริษัท ขนาดองค์กร และประเภทธุรกิจ เพื่อให้ Recruiter ทำความเข้าใจ Professional Background จากภาพรวมการทำงานทั้งหมดได้อย่างละเอียด “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างไร” เริ่มต้นตอบคำถามนี้และโชว์ทักษะต่างๆ ได้ด้วยการระบุทักษะเด่นในส่วน Skill tag โดยแยกย่อยประเภท รวมถึงระยะเวลาประสบการณ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ Technical skill, soft skill รวมถึงระดับภาษา ถ้าคุณมีของดี อย่าลังเลที่จะโชว์มันออกมาให้ Recruiter ของเราได้เห็นในส่วนนี้! คุณกำลังมองหางานแบบไหน คาดหวังเงินเดือนเท่าไร ประเภทธุรกิจที่ใช่สำหรับตัวเองเป็นอย่างไร จะดีไหมถ้าเราสามารถลดโอกาสเสียเวลาจากงานที่ไม่ใช่ด้วยการระบุ “ลักษณะงานที่ชอบ” ให้ตรงกับความสนใจ ให้ทุกงานที่เสนอเข้ามาผ่านการคัดกรองโดยมืออาชีพ ไม่เสียเวลา ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยฟรี ก็มีงานที่ดีเข้ามาหาได้ กรอกข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว สามารถเริ่มต้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบกับตำแหน่งงานดีๆ ในฐานระบบ Reeracoen Thailand ได้เลยทันที! ติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับทริคการสมัครงานอื่นๆ สัมภาษณ์งานต้องเตรียมตัวยังไง อ่านคู่มือแนะนำได้ที่นี่ ### ยุคแห่ง Affiliate Marketing รู้ไหมสาย HR ก็มีให้ทำ ยุคแห่ง Affiliate Marketing รู้ไหมสาย HR ก็มีให้ทำ ในยุคที่ใครๆ ก็มีรายได้มากกว่า 1 ทาง มนุษย์เงินเดือนแบบเราต้องพยายามมองหางานเสริมไว้ทำเงิน นอกเหนือจากงานประจำ งานฟรีแลนซ์ หรืองานพาร์ทไทม์ อีกหนึ่งรูปแบบงานที่ได้รับความนิยมสูงก็คืองาน Affiliate Marketing ที่เป็นเครื่องมือทางการตลาดยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยลักษณะงาน Affiliate ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ก็คือสามารถสร้างเงินได้จริง งานไม่ยาก อยู่ที่บ้านก็ทำได้ ให้เรารับบทเป็น “ตัวแทนขาย” แต่ไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าเอง เพียงหาแนวทางการขายด้วยวิธีต่างๆ ตามความถนัดส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์รูปภาพ วิดีโอ ข้อความไดเรกต์ที่มีช่องทางสั่งซื้อแล้วรับผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่ง (commission) ตามที่ได้ตกลงไว้ วันนี้เรามีอีกหนึ่งตัวเลือกมาแนะนำให้เพื่อนๆ ชาว HR และคนที่สนใจเสริมทักษะด้านงานบุคคล ซึ่งมีลักษณะงานคล้ายกับ Affiliate Marketing กับงาน Freelance Recruiter ที่ SourcedOut แพลตฟอร์มจัดหางานบริการใหม่จาก Reeracoen Thailand SourcedOut คืออะไร Sourcedout คือแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเป็น HR Solution อีกหนึ่งทางเลือกในด้านการสรรหาบุคลกร โดยอาศัยเครือข่าย Freelance Recruiter ขนาดใหญ่มาทำหน้าที่ค้นหาและส่งผู้สมัคร (sourcing & screening) ให้กับองค์กรและได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบ Incentive หากผู้สมัครผ่านเข้าไปเริ่มงาน ทำความรู้จัก SourcedOut ต่อได้ที่นี่ ดังนั้นการทำงานบนแพลตฟอร์ม SourcedOut จึงเปรียบได้กับงาน Affiliate Marketing ที่มี “ตำแหน่งงานของแต่ละบริษัท” เป็นสินค้าที่นำไปแนะนำให้กับคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้เลือกสมัครลักษณะเด่นของ SourcedOut ที่เหมาะกับการเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมจนปัจจุบันมีผู้ใช้งานในระบบแล้วกว่า 900+ คน ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ลงทะเบียนสมัครฟรีผ่านลิงก์ https://www.sourcedout.asia/recruiter เมื่อได้รับอีเมล confirmation จากระบบก็สามารถล็อกอินและเริ่มต้นทำงานเป็น Freelance Recruiter กับ SourcedOut ได้เลย สำหรับใครที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ต้องกังวล ที่ SourcedOut เรามีทีมรีครูทเตอร์คอยซัพพอร์ตการทำงาน รวมถึงวิดีโอเทรนนิ่ง เทคนิคคำแนะนำ ตลอดจนเวิร์กชอปเดือนละครั้งเพื่อเพิ่มทักษะและอัปสกิลให้กับ User อย่างสม่ำเสมอ เลือกโฟกัสสายงานได้ตามความถนัด จากตำแหน่งงานหลากหลายที่กำลังเปิดรับสมัครผ่านแพลตฟอร์ม SourcedOut เราสามารถเลือกโฟกัสสายงานที่ถนัด หรือมีคอนเนกชันได้ด้วยตัวเอง เพราะความเข้าใจในตัวงานคือส่วนผสมสำคัญสำหรับการแนะนำ Job ให้ผู้สมัครและเพิ่มโอกาส Employed ได้ง่ายขึ้น ไม่กระทบงานหลัก แบ่งเวลาได้เองการทำงาน ที่ SourcedOut ไม่มีกำหนดระยะเวลาหรือสถานที่ในการทำงาน ซึ่งทำให้ Recruiter บนแพลตฟอร์มสามารถจัดสรรเวลาได้เอง จึงไม่กระทบกับงานหลัก เป็นงานเสริมที่ไม่มีเดดไลน์มาทำให้กังวลใจ ความท้าทายเพียงอย่างเดียวก็คือ “ขีดจำกัด” และความสามารถของเราเท่านั้น เพียง Sourcing และ Refer ก็รับ Incentive ได้เลย ยิ่งทำมาก ยิ่งได้มาก โดยหัวใจสำคัญคือคุณภาพของผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงกับ Job requirement ที่บริษัทตั้งไว้ หากคุณมีทั้งความเร็ว และความแม่นยำในการส่งโปรไฟล์ผู้สมัคร การสร้างรายได้เสริมที่ไม่แพ้งานประจำก็ไม่ยากเกินเอื้อมแอบกระซิบว่าสถิติสูงสุดของ Top earner บนแพลตฟอร์มภายในปีสามารถทำรายได้สูงถึงหลักแสนบาท!เข้าร่วมเครือข่าย Freelance Recruiter กับ SourcedOut ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมEmail: Suchawat@reeracoen.co.thTel: +66 970030683 (K. Bright) ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน คุณคาดหวังอะไรจากการทำงานที่นี่ วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน คุณคาดหวังอะไรจากการทำงานที่นี่ คนเรามักเข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานคือการ “ออดิชัน” เพื่อคัดเลือกคนที่ดีที่สุดให้ผ่านเข้าไปทำงานในองค์กร แต่จริงๆ แล้วการสัมภาษณ์ถือเป็นขั้นตอนที่ให้สองฝ่ายมาพูดคุยแลกเปลี่ยน (give & take) ทำความรู้จักกันเพิ่มเติม ก่อนที่จะตัดสินใจไปกันต่อหรือว่าพอแค่นี้ ดังนั้นเราจะเจอคำถามมากมายที่มาจากคู่สนทนา ซึ่งคำถามที่เรามีโอกาสเจอบ่อยนอกจากทำไมเราต้องจ้างคุณหรือทำไมถึงสมัครงานกับบริษัทของเราก็คือ “คุณคาดหวังอะไรกับการทำงานที่นี่” ซึ่งจุดเด่นของคำถามนี้ในมุมขององค์กรก็เพื่อเป็นตัวช่วยชี้วัดทำให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าผู้สมัครกำลังมองหาอะไร มีการกำหนดเป้าหมายในอนาคตไว้แบบไหนบ้าง รวมถึงองค์กรจะมีส่วนเติมเต็มความคาดหวังเหล่านั้นอย่างไรและช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าใครเหมาะสมกับงานนี้มากที่สุด ในฐานะผู้สมัคร เราจะตอบคำถามลักษณะนี้ยังไงให้ได้ไปต่อ Reeracoen Thailand มีแนวทางให้เพื่อนๆ ได้ลองนำไปปรับใช้มาฝากกัน สำหรับคนที่นึกไม่ออกจริงๆ เวลาต้องเจอกับคำถามประมาณนี้ ซึ่งเข้าใจว่าหลายคนเป็นเพราะอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเรายังสามารถเตรียมตัวได้! คำแนะนำข้อแรกอยากให้ลองทบทวนถึงงานในอดีตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างผลงานที่เรารู้สึกภูมิใจมากที่สุดมากสักสามข้อแล้ววิเคราะห์ว่าในงานนั้นๆ ประสบความสำเร็จได้ด้วยอะไร อาจจะเป็นเพราะทักษะการทำงานของตัวเราเองหรือเพราะได้ร่วมทำโปรเจกต์กับทีมหลายๆ ฝ่าย คำตอบที่ได้จากการทบทวนนี้จะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นว่าจริงๆ แล้วสไตล์การทำงานที่เราชอบเป็นแบบไหน ความสำเร็จอะไรที่กำลังคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต อะไรที่จะทำให้รู้สึกมีความสุขและสนุกกับการทำงาน นับเป็นบันไดขั้นแรกสำหรับการเตรียมคำตอบเบื้องต้นที่ดี สิ่งที่ต้องระวังก็คือถ้าคำตอบที่เราแชร์ออกไปในห้องสัมภาษณ์เกิดไม่ตรงกับความคาดหวังหรือแนวทางการทำงานขององค์กร ก็อาจมีส่วนชี้นำให้บริษัทได้ย้อนกลับมาพิจารณาแง่มุมต่างๆ แล้วเกิดมุมมองว่าเรายังไม่เหมาะกับการทำงานที่นี่ได้เช่นกัน ดังนั้นนอกจากรู้จักเป้าหมายและเข้าใจแบคกราวน์ของตัวเองแล้ว อย่าลืมทำการบ้านในส่วนขององค์กรจากประกาศรับสมัครงานหรือจากเว็บไซต์บริษัทให้ความคาดหวังทั้งสองแมตช์กันมากขึ้น อ่านบทความการวิเคราะห์ Job description ต่อได้ที่นี่ ตัวอย่าง 7 แนวทางพัฒนาคำตอบจับคู่จุดแข็งเข้ากับการวางเป้าหมายในองค์กร ทักษะการทำงาน - อยากแสดงศักยภาพให้มากขึ้น ประสบการณ์ - นำมาปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จต่อเนื่อง บุคลิกภาพ - ช่วยสร้างบรรยากาศในองค์กรให้ดีขึ้น ทักษะ Social Skill - การรับมือกับความหลากหลายในองค์กร การให้คุณค่า - แรงจูงใจที่คอยผลักดัน สไตล์การทำงาน - เป็นผู้นำ ผู้ตาม หรือรันงานด้วยตัวเอง เป้าหมายที่คาดหวัง - อยากมีผลงานแบบไหนติดหน้าโปรไฟล์ ตัวอย่างการคำตอบถามโดยใช้หัวข้อที่ 2 ตั้งต้น คุณคาดหวังอะไรจากการทำงานที่นี่ [สรุปภาพรวม Background] จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานในตำแหน่ง ___ เป็นระยะเวลา ___ ซึ่งได้ช่วยสร้าง ____ ให้กับองค์กร [ระบุความคาดหวังในปัจจุบัน] ปัจจุบันกำลังมองหาความท้าทายใหม่ๆ ที่สามารถนำเอาประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดได้มากขึ้นและเติบโตใน career path ไปพร้อมกับช่วยพัฒนาองค์กร คำถามนี้สำคัญอย่างไร คำถามเกี่ยวกับ “ความต้องการในอนาคต” นับว่าสำคัญมากในกระบวนการพิจารณาจ้างงานขององค์กร เนื่องจากช่วยให้บริษัททำความเข้าใจภาพรวมแบคกราวน์ผู้สมัคร สามารถวางแผนงานและ Career path ให้ตรงกับความคาดหวัง รวมถึงประเมินส่วนอื่นที่อยู่นอกจากแค่ในด้านของผลงานส่วนตัว เช่น เป้าหมายในอนาคต มุมมองต่อปัญหา การให้ความร่วมมือ ภาวะผู้นำ ความทะเยอทะยาน ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์งานก็คือการรู้จักตัวเองให้มากพอ และนำเอาเวอร์ชันที่ดีที่สุดมาแสดงให้องค์กรเห็นผ่านการพูดคุยในแต่ละหัวข้อ อย่าพยายามฝืนความเป็นตัวเองเพราะกังวลว่าจะสัมภาษณ์ไม่ผ่านเพราะอย่างน้อยเมื่อเราหนักแน่นในความต้องการของตัวเอง สุดท้ายสิ่งที่จะได้รับก็คือคำตอบว่างานนี้เหมาะกับเราจริงๆ ไหม เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment ### แจ้งลาออก ต้องบอกล่วงหน้าก่อน 30 เท่านั้นจริงไหม? แจ้งลาออก ต้องบอกล่วงหน้าก่อน 30 เท่านั้นจริงไหม สำหรับพนักงานประจำที่ไม่ได้มีกำหนดสิ้นสุดสัญญาจ้าง เรามักจะคุ้นเคยกับระเบียบขององค์กรมักจะมีระบุเงื่อนไขการลาออกว่าพนักงานจะต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนออก 30 วัน แต่คำถามคือถ้าจู่ๆ วันหนึ่งเราเกิดรู้สึกว่าไม่อยากทำงานแล้ว หรือได้งานที่ใหม่แล้วบริษัทอยากให้ไปเริ่มงานทันทีทั้งที่เรายังไม่ได้แจ้งลาออกกับบริษัทปัจจุบัน ในกรณีแบบนี้เราจำเป็นต้องยอมทิ้งโอกาสนั้นไปแล้วยึดตามระเบียบที่บริษัทเดิมระบุไว้เท่านั้น หรือความจริงเราสามารถปล่อยจอยแล้วออกได้เลยทันที เรามาเคลียร์ข้อสงสัยกัน! ข้อกำหนดบริษัท - ข้อกฎหมายเรื่องการแจ้งลาออก รายละเอียดสัญญาจ้างงานของบริษัทระบุว่าพนักงานต้องแจ้งลาออกก่อน 30 วัน ตรงตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ในมาตรา 17 ที่บอกว่าถ้าลูกจ้างลาออกจะต้องมีการบอกล่วงหน้า ดังนั้นในกรณีที่ออกโดยไม่ได้บอกก่อน นายจ้างก็จะสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพียงแต่การลาออกนั้นจะต้องก่อให้เกิดความเสียหายและนายจ้างต้องพิสูจน์ได้ว่าบริษัทเสียหายอย่างไร หมายความว่าแม้ลูกจ้างจะออกก่อนที่กำหนดไว้ 30 วัน แต่ถ้าไม่ได้ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย (ที่สามารถพิสูจน์ได้) ก็จะไม่มีผลทางกฎหมายเป็นปัญหาตามมาภายหลัง ดังนั้นถ้ามีความจำเป็นต้องลาออกก่อนช่วงเวลาที่กำหนดไว้ก็ควรประเมินลักษณะงานและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัท ถ้ายังมีภาระงานผูกพัน หรือหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนหรือไม่ เช่น วิศวกรโยธาได้รับโปรเจกต์ดูแลการก่อสร้างอาคาร แต่ระหว่างนั้นกลับลาออกแล้วทิ้งงานไว้กลางคันเป็นเหตุให้บริษัทเสียหาย กรณีนี้ก็เข้าข่ายที่จะถูกฟ้องได้ ข้อควรระวังที่อยากให้พิจารณาเพิ่มเติมกรณีแจ้งลาออกก่อนกำหนด 30 วัน พออ้างอิงจากข้อกฎหมายที่ปรากฎข้างต้น บางคนอาจเห็นว่ามีช่องทางที่สามารถออกได้เลยไม่ต้องรอ 30 วัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่านี่คือ “ช่องโหว่” ให้ทิ้งความรับผิดชอบแล้วจะทำตามใจตัวเองยังไง แบบไหนก็ได้ เพราะเราไม่รู้เลยว่ามีผลกระทบอะไรที่จะตามมาบ้างข้อมูลจะถูกแชร์ต่อไปที่ไหน เขาพูดถึงเราไว้อย่างไร บางเคสอาจถึงขั้นติด blacklist จนหางานใหม่ได้ยาก ดังนั้นนอกจากให้ความสนใจกับผลทางกฎหมายแล้ว พยายามใส่ใจรักษาความสัมพันธ์กับบริษัทปัจจุบันด้วยการแสดงพฤติกรรมที่ดีในฐานะสมาชิกองค์กร อย่าลืมว่า “คอนเนกชัน” เองก็สำคัญในชีวิตการทำงานเช่นกัน สรุป ในกรณีลาออกซึ่งผ่านการคิดอย่างรอบคอบมาแล้วและมีความจำเป็นต้องออกก่อน 30 วันจริงๆ อย่างเช่น ได้งานใหม่แล้วต้องไปเริ่มงานเร่งด่วน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ติดงานสำคัญอะไรไว้กับที่เดิม รวมถึงออกแล้วไม่สร้างปัญหาให้บริษัทเสียหายหรือโยนภาระให้บริษัทต้องไปเดือดร้อนทีหลัง ก็สามารถตกลงกับนายจ้างก่อนกำหนดได้ ไม่ใช่ทุกโอกาสงานที่เข้ามาจะดีเสมอไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งไหนคือ "โอกาสที่ดี" แหล่งข้อมูล: https://shorturl.at/of5vj https://shorturl.at/Aq3rs ### 6 ข้อผิดพลาดในการสัมภาษณ์งาน onsite 6 ข้อผิดพลาดในการสัมภาษณ์งาน onsite ที่อาจทำให้องค์กรไม่มั่นใจที่จะจ้างคุณ 2024 นับเป็นปีที่โลกการทำงานย้อนกลับสู่วิถีดั้งเดิมในหลายด้าน ไม่เพียงแต่พนักงานจะถูกเรียกกลับเข้าออฟฟิศกันมากขึ้นแล้ว การสัมภาษณ์เองก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากรูปแบบออนไลน์มาเป็นการสัมภาษณ์งาน onsite ที่บริษัทเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งความแตกต่างระหว่างพูดคุยผ่านวิดีโอคอลกับการใช้เวลาสัมภาษณ์ตัวเป็นๆ ในสถานที่จริงก็นับว่าเป็นความท้าทายอีกขั้นสำหรับผู้สมัครเนื่องจากมีปัจจัยให้เราต้องเตรียมตัวมากขึ้น โดยการสัมภาษณ์ออนไลน์เรามักจะมีเวลาเตรียมจดโน้ต บางคนมีเครื่องมือช่วยหาข้อมูลไว้คอยตอบคำถาม ทำให้ความกังวลส่วนใหญ่ก็จะอยู่แค่ “ในจอ” เท่านั้น ถือว่าลดความประหม่าจากปัจจัยอื่นๆ ได้มาก แต่กรณีสัมภาษณ์งาน onsite เราไม่มีพื้นที่ “นอกจอ” ไว้คอยหาข้อมูลเพิ่มเติมและนอกเหนือจากเนื้อหาที่พูดคุยกันในห้อง ยังมีความกดดันและอุปสรรคอื่นๆ ที่ควบคุมได้ยาก เช่น “การเดินทางมาสัมภาษณ์งาน” เราก็ต้องทำการบ้านศึกษาเส้นทางเพิ่มเติมเพื่อพาตัวเองมาบริษัทได้ถูกที่และตรงเวลา แถมยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่บริษัทอาจพิจารณา อาทิ การแต่งกาย ความน่าประทับใจ ไหวพริบและบุคลิกภาพในสถานการณ์จริง จากปัจจัยเหล่านี้ที่ทำให้การสัมภาษณ์ดูยากขึ้น จึงมีโอกาสที่เราจะทำพลาดได้ง่ายกว่ารูปแบบออนไลน์ สำหรับใครที่มีคิวนัดหมายสัมภาษณ์งานที่บริษัทเร็วๆ นี้ Reeracoen Thailand มี 6 ข้อผิดพลาดให้ระวังไว้เป็นแนวทางเตรียมความพร้อมในยุค onsite มาฝากกัน 1) ไม่ได้ใช้เวลาพรีเซนต์ตัวเองดีๆ ในช่วงต้น ด่านแรกที่เราจะต้องทำตอนสัมภาษณ์งานก็คือ “แนะนำตัว” ซึ่งการวางแผนกำหนดประเด็นที่ดีก่อนเริ่ม ก็จะช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างให้เรากับผู้สมัครคนอื่นโดยเพิ่มความน่าสนใจ ทำให้บริษัทอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ช่วยคลายข้อสงสัยที่องค์กรอาจจะมีในตอนต้น ตลอดจนรับมือกับคำถามในข้อถัดๆ ไปได้ง่ายขึ้น ประเด็นที่ควรหยิบยกมากล่าวถึงระหว่างแนะนำตัว ประสบการณ์และผลงานที่เกี่ยวกับตำแหน่งที่สมัคร ความใกล้เคียงของงานเทียบกับที่ทำก่อนหน้านี้ อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จกับที่นี่ 2) ตอบคำถามเชิง “ยกตัวอย่าง” ไม่ได้ มีหลายคำถามสัมภาษณ์งานที่องค์กรนำมาใช้ทำความเข้าใจวิธีทำงานของผู้สมัคร และมักจะอยู่ในลักษณะของการให้ “ยกตัวอย่างสถานการณ์” เช่น อะไรคือผลงานที่คุณภูมิใจมากที่สุด ซึ่งการจะเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ผู้ฟังเข้าใจ ผู้เล่าจำเป็นต้องมีวิธีการลำดับเนื้อหา ประกอบกับทักษะการเล่าเรื่องที่ดีในระดับหนึ่ง วิธีแก้ไขปัญหาแบบครบจบในประเด็นและไม่ออกทะเล คือเทคนิคการตอบคำถามด้วยหลักการ S.T.A.R ที่เป็นการกำหนดโครงสร้างคำตอบโดยเริ่มเลือกจากสถานการณ์ที่น่าสนใจ ลำดับหน้าที่ที่เรามีส่วนในสถานการณ์นั้นๆ และปิดท้ายด้วยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง 3) ไม่ลงรายละเอียดการทำงานให้เห็นภาพ นอกเหนือจากระบุทักษะที่มีลงไปในหน้าเรซูเม่ เราจะแสดงให้บริษัทเห็นด้วยวิธีการอื่นๆ แบบไหนได้อีกบ้าง? มีคนไม่น้อยเข้าไปในห้องสัมภาษณ์นั่งตอบคำถาม โดยที่ไม่สามารถแสดงให้องค์กรเห็นได้เลยว่าพวกเขามีทักษะอะไรจะนำมาใช้กับการทำงานไม่มีการขาย “ผลงาน” ที่เคยสร้างให้กับบริษัทก่อนหน้านี้ ไม่ได้ลงรายละเอียดให้องค์กรเข้าใจว่าเรามีวิธีการตั้งเป้าหมาย และทำงานอย่างไร ดังนั้นอยากแนะนำให้ผู้สมัครเลี่ยงการตอบแบบกว้างๆ และพยายามพูดถึงผลงานที่เคยทำให้มากขึ้น โดยลงรายละเอียดให้บริษัทได้รู้ว่าเราทำงานยังไง มีสกิลแบบไหนที่นำมาใช้ในการทำงานเป็นประจำ จะได้มีข้อมูลไว้พิจารณาต่อว่าจากทักษะที่เรามีนั้นสามารถใช้กับการทำงานในองค์กรในส่วนไหนได้บ้าง 4) ไม่รู้จักองค์กรให้มากพอก่อนมาสัมภาษณ์ ผู้สมัครหลายคนพลาดเพราะไม่ทำการบ้านศึกษาข้อมูลจึงไม่เข้าใจ “ความคาดหวัง” ที่มีต่อผู้สมัคร และกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่แมตช์กับเป้าหมายของบริษัท  ยิ่งผู้สมัครมีข้อมูลเชิงลึกไว้ในมือมากเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นประเภทสินค้า/บริการ เป้าหมายองค์กร จุดยืนของบริษัท ภาพรวมตลาด ตลอดจนคู่แข่งธุรกิจ ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจสถานการณ์และความต้องการของบริษัทและนำเสนอสิ่งที่องค์กรมองหาได้ตรงอย่างจุด อีกหนึ่งเหตุผลที่ควรศึกษาองค์กรให้มากๆ ก่อนสัมภาษณ์ก็เพื่อเซฟอนาคตของตัวเองด้วยในระดับหนึ่ง เพราะบางครั้งเราอาจเข้าไปในช่วงกำลัง Layoffs การหาข้อมูลล่วงหน้าก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง 5) ภาพลักษณ์ดูไม่น่าประทับใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมเราพยายามรณรงค์ให้หยุดตัดสินกันด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ก็อยากให้ใส่ใจเรื่อง “ความประทับใจแรก” กันสักหน่อย เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและในมุมมองในแง่ของความเป็น “มืออาชีพ” ก็เริ่มต้นจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ปรากฎออกมาเสมอ เมื่อโอกาสมาถึงก็แสดงความพร้อมให้มากที่สุด ทำให้องค์กรเกิดภาพจำว่าเราเป็นผู้สมัครที่ดูดีทั้งคุณสมบัติการทำภายในและยังใส่ใจภายนอก 6) ขาดความมั่นใจ ถ้าแม้แต่ตัวเรายังไม่มั่นใจในตัวเองมากพอ ก็ไม่แปลกถ้านายจ้างจะไม่แน่ใจว่าตกลงสามารถฝากงานสำคัญให้คนคนนี้ดูแลได้จริงไหม อยากฝากทุกคนให้มั่นใจในความสามารถของกันมากขึ้นเพราะผลงานที่ผ่านมาคือเครื่องพิสูจน์ว่า “เราทำได้” จากผู้สมัครเป็นสิบหรือเป็นร้อยคนที่มีอยู่ในลิสต์รายชื่อทำไมองค์กรถึงเลือกให้เราได้เข้ามาสัมภาษณ์ ออกไปแสดงตัวตนให้องค์กรได้เห็น เพราะสุดท้ายแล้วงานที่ใช่ย่อมอยู่ในมือของคนที่คู่ควร อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมบริษัทถึงต้องจ้างเรา” และที่สำคัญ “ทำไมเราถึงอยากทำงานที่บริษัทนี้ สำรวจความพร้อมวิธีเตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์งานฉบับปี 2024 แหล่งข้อมูล: https://shorturl.at/ZsnNa ### 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงมีโอกาสถูกบริษัทเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงมีโอกาสถูกบริษัทเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น เคยสงสัยไหมว่าทำไมบนโลกนี้ถึงมี “บริษัทจัดหางาน” หรือ Recruitment Agency เปิดขึ้นมาให้บริการเต็มไปหมด แม้แต่ในประเทศไทยเองก็มีจำนวนมากเกินหลักร้อยแห่ง ทั้งๆ ที่ปัจจุบันการสมัครงานมีความสะดวกสบายมากขึ้นเยอะ สามารถสมัครได้ทั้งบนเว็บไซต์บริษัท เว็บประกาศงาน รวมถึงยื่นสมัครงานด้วยช่องทางอีเมลกับฝ่าย HR โดยตรงแล้วการสมัครงานผ่าน Recruitment Agency ดียังไง แตกต่างจากการสมัครด้วยตัวเองในจุดไหนบ้าง ทำไมหลายคนหันมาเลือกหางานผ่านบริษัทจัดหางานมากขึ้น เรามาทำความเข้าใจและเริ่มต้นฝากโปรไฟล์ไปพร้อมๆ กันเลย ประวัติความเป็นมาของ “บริษัทจัดหางาน” ไอเดียแรกเริ่มที่เป็นจุดเริ่มต้นของ “บริษัทจัดหางาน” เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคนจำนวนมากทิ้งงานเพื่อไปเข้าร่วมการสู้รบส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานทดแทนอย่างเร่งด่วน และในเวลาต่อมาความจำเป็นของบริษัทจัดหางานยังคงมีต่อเนื่องเพื่อเติมเต็มช่องว่างตำแหน่งงานที่กำลังขาดแคลนกำลังคน เนื่องจากโลกเราได้สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ไปเป็นจำนวนมากในช่วงแรก การทำงานของ Recruitment Agency มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อ “คน” เข้าสู่ “งาน” ตามประกาศบนหนังสือพิมพ์ คอยดูแลกระตุ้นให้ผู้คนรู้จักการทำเรซูเม่ไว้ยื่นสมัครงาน จนกระทั่งบริษัทจัดหางานแห่งแรกของโลกได้ก่อตั้งขึ้นโดยนักธุรกิจชาวอังกฤษ Henry Robinson ร่วมกับ Edwin Miller ในช่วงปี 1650ดังนั้น เป้าหมายแรกเริ่มของการก่อตั้งบริษัทจัดหางานก็คือการเป็น “คนกลาง” เติมเต็มช่องว่างของงานที่ต้องการคน ด้วยคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและกำลังมองหางาน สาเหตุที่ผู้คนนิยมหางานผ่าน Recruitment Agency ในปัจจุบันแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป การหางานทำไม่ได้ยากเหมือนสมัยก่อนเพราะทุกวันนี้มีทั้งเว็บประกาศงานที่มีตำแหน่งงานมากมายให้เลือก รวมถึงสามารถส่งสมัครด้วยตัวเองได้โดยตรงกับ HR บริษัท แต่เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้การหางานผ่านบริษัทจัดหางานแตกต่างกับตัวเลือกทั้งสองข้อด้านบน ก็คือปัจจัย 4 ข้อต่อไปนี้ ข้อมูล Insight ที่ไม่สามารถหาได้ด้วยตัวเอง เอเจนซีมักจะได้ข้อมูล Insight ประกอบการสมัครงาน เช่น ความคาดหวังจากการจ้างงานในตำแหน่งนั้นๆ สาเหตุของการเปิดรับสมัครงาน ข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่ควรต้องรู้ก่อนตัดสินใจรับงาน เหตุผลที่ผู้สมัครคนอื่นไม่ผ่านการสัมภาษณ์รวมถึงรายละเอียดข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรพลาดโดยเฉพาะรายละเอียดของงานที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในเรซูเม่ ซึ่งจะทำให้เรารู้ภาพรวมและทำความเข้าใจได้เร็วขึ้นดังนั้นผู้สมัครจะมีความพร้อมสูงสุดก่อนสัมภาษณ์งานเสมอ ช่วยเตรียมความพร้อมให้ก่อนสัมภาษณ์งาน สาเหตุหลักที่เราสัมภาษณ์งานไม่ผ่านไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง แต่เป็นเพราะเตรียมตัวได้ไม่ดีพอ เนื่องจากกำแพงด่านแรกของการสมัครงานคือการ Screen เรซูเม่ หากเราผ่านรอบนี้เข้ามาได้ก็เป็นเครื่องหมายยืนยันว่าเรามีคุณสมบัติที่ดีพอจะทำงานนี้ได้แต่อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์งานก็เป็นความท้าทายอีกขั้น เราจะพรีเซนต์ตัวเองอย่างไรให้บริษัทประทับใจจนกล้าตัดสินใจที่จะเลือกเรามากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ นี่คือเหตุผลใหญ่ที่หลายคนเลือกสมัครงานผ่านบริษัทจัดหางาน ที่มี Recruiter คอยดูแลให้ข้อมูลสำคัญก่อนวันสัมภาษณ์ เช่น รูปแบบธุรกิจ ความคาดหวังองค์กร แนะนำการตอบคำถาม รวมถึงช่วยสร้าง “ความมั่นใจ” ให้เรารู้จักคุณค่าตัวเองมากขึ้น  แจ้งเตือนตำแหน่งงานใหม่ที่ตรงกับความคาดหวัง การสมัครงานแต่ละครั้งมีรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนค่อนข้างมาก ตั้งแต่ตอนเริ่มค้นหาบริษัทที่สนใจผ่านเว็บประกาศงานที่มีตำแหน่งงานตั้งแต่หลักสิบ ไปจนถึงหลักร้อยให้เลือกสมัคร ยังไม่นับการเขียนเรซูเม่ที่ต้องหาคราฟต์ให้เข้ากับตำแหน่งงานนั้นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วน “กินเวลา” และอาศัยความอดทน โดยเฉพาะกับคนที่มีงานประจำอยู่แล้ว แต่อยากหางานใหม่ก็ยิ่งยากเมื่อพลังงานและเวลาถูกใช้ไปกับภาระในแต่ละวันจนหมดทำให้หลายคนเลือกฝากโปรไฟล์หางานผ่าน Recruitment Agency ที่มีลักษณะการทำงานแบบ Active recruitment รวมถึงมีอีเมลอัปเดตตำแหน่งงานที่ตรงกับ Job preference แม้จะนอนเฉยๆ ก็ไม่พลาดโอกาสงานที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ  ช่วยเจรจาต่อรองหาข้อตกลงที่ดีที่สุด มีหลายเคสที่ขั้นตอนทุกอย่างดำเนินมาด้วยดีหมดแล้วแต่กลับมาติดที่โค้งสุดท้ายอย่างการสรุปข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน สวัสดิการ รูปแบบการทำงาน ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและแม้จะตั้งเป้าความคาดหวังไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่พอถึงเวลาจริงก็ยังลำบากใจที่ต่อรองด้วยตัวเองคนส่วนใหญ่จึงเลือกตัดใจรับ Offer ไปก่อน โดยไม่ได้ต่อรองประเด็นต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับความคาดหวัง ผลสุดท้ายก็คือไม่มีความสุขกับงานและต้องหางานใหม่อีกครั้ง ซึ่งอีกหนึ่งข้อดีที่โดดเด่นของการหางานผ่านบริษัทจัดหางานก็คือ Recruiter ที่เข้ามามีบทบาทช่วย “เจรจา” แทนผู้สมัคร เนื่องจากเป็นฝ่ายติดต่อกับบริษัทโดยตรงตั้งแต่ต้นก็จะได้รับข้อมูลฟีดแบคเสมอว่ามีส่วนไหนที่ยืดหยุ่นได้ เพื่อให้ผู้สมัครได้ Offer ที่ตรงใจมากที่สุด ฝากโปรไฟล์เพื่อไม่พลาดทุกโอกาสงาน อ่านจบแล้ว ทุกคนคงพอจะเห็นถึงความสำคัญและโอกาสงานมากมายที่จะได้รับจากบริษัทจัดหางานกันแล้ว สำหรับใครที่สนใจอยากหางาน หรือเปิดโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง สามารถลงทะเบียนสร้างโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand ที่มีประสบการณ์จัดหางานในไทยถึง 11 ปี โดดเด่นด้วยทีม Recruiter มืออาชีพขนาดใหญ่พร้อมงานที่น่าสนใจให้เลือกสรรกันกว่า 4 พันตำแหน่งไม่ว่าจะสายงานไหน ตำแหน่งอะไร งานใกล้บ้าน หรือไกลบ้านก็หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม: ถูกเลิกจ้าง - โดนไล่ออก จะบอก HR ตอนสัมภาษณ์ว่าอะไร? แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:https://shorturl.at/biluEhttps://shorturl.at/abdJ1 ### มีประวัติย้ายงานบ่อย พรีเซนต์ตัวเองยังไงให้ไม่ดูเป็น Job Hopper มีประวัติย้ายงานบ่อย พรีเซนต์ตัวเองยังไงให้ไม่ดูเป็น Job Hopper สาเหตุที่ทำให้คนเราตัดสินใจย้ายงานมีอยู่หลายข้อด้วยกัน ตั้งแต่เหตุผลส่วนตัว อย่างปัญหาในที่ทำงาน ความไม่พึงพอใจในตัวงาน ต้องการเงินเดือนเพิ่ม รวมถึงออกมาเพื่อมองหาโอกาสก้าวหน้ามากขึ้น แถมยังมีปัจจัยทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมหรือคนรอบข้าง อย่างความจำเป็นทางครอบครัว หรือการย้ายที่อยู่ใหม่ สำหรับการย้ายงานเพื่อตอบโจทย์เหตุผลเหล่านี้นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีหากสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีประวัติ “ย้ายงานบ่อย” ก็เป็นที่น่ากังวลสำหรับการหางานในอนาคตได้เช่นกัน เนื่องจากบริษัทอาจมองว่าเราจัดอยู่ในกลุ่ม Job Hopper และมีแนวโน้มที่จะไม่รับพิจารณาเข้าทำงาน แล้ว Job Hopper คืออะไร ทำไมการย้ายงานบ่อยถึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล เราจะมีวิธีเริ่มต้นพรีเซนต์ตัวเองอย่างไรให้ได้งาน ติดตามอ่านต่อได้ในบทความนี้เลย Job Hopper คืออะไร หมายถึงคนที่มีประวัติการย้ายงานบ่อยในระยะเวลาสั้นๆ เช่น เปลี่ยนงานมากกว่า 1 - 2 บริษัทภายในหนึ่งปี ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่พูดถึงกันมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรง มีความทะเยอทะยาน พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้มีอนาคตที่ดีขึ้น แม้ว่ามุมมองสมัยก่อนจะมองว่าดูไม่มีความมุ่งมั่น แต่กับปัจจุบันการย้ายงานบ่อยถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งวัฒนธรรมโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป รวมถึงเหตุผลจากปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องหาความมั่นคงด้วยงานที่ลงตัวกับเป้าหมายส่วนตัวให้มากที่สุด ความจริงแล้วการย้ายงานบ่อยแบบ Job Hopping ก็มีข้อดีสำหรับคนทำงานในหลายด้าน อาทิ ขึ้นเงินเดือนอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาทางอาชีพสูง เก็บเกี่ยวทักษะที่หลากหลาย ปรับตัวเข้ากับบริษัทใหม่ได้ง่าย ได้รับคอนเนกชันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม แต่ละองค์กรก็มีมุมมองต่อ Job Hopper แตกต่างกัน บางบริษัทอาจเข้าใจว่าการเปลี่ยนงานเพื่อสิ่งที่ดีกว่าคือเรื่องปกติ แต่ในบางองค์กรก็ยังมีมุมมองต่อ Job Hopper ในแง่ลบ และปัจจัยที่ HR มักจะระวังจากผู้สมัครที่มีประวัติย้ายงานบ่อยก็คือแนวโน้มที่จะร่วมงานกันได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อเกิด Turnover สูง HR ก็ต้องเตรียมตัวหาคนเข้ามาแทนและส่งผลให้บริษัทไม่พิจารณารับเข้าทำงานตั้งแต่ต้น ซึ่งข้อเสียโดยสรุปของ Job Hopping ได้แก่ ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี มีโอกาสหางานใหม่ได้ยากขึ้น ขาดความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ไม่คงที่ ระยะเวลาพิสูจน์ผลงานน้อยเกินไป ไม่ได้ฝึกตัวเองให้พยายามแก้ปัญห วิธีพรีเซนต์ตัวเองสำหรับการสมัครงานใหม่ สำหรับคนย้ายงานบ่อย แต่ไม่อยากให้ประวัติที่ผ่านมาเกิดภาพลักษณ์สุ่มเสี่ยงจะเข้าข่าย Job Hopper อย่างที่กล่าวมา Reeracoen Thailand มีวิธีการปรับวิธีนำเสนอตัวเองในการสมัครงานด้วยการสรุปภาพรวม และชูจุดเด่นของตัวเองให้น่าสนใจดังนี้ครับ เน้นโฟกัส “เป้าหมายในการทำงาน” และสรุปภาพรวมที่ผ่านมา อันดับแรกคือการสรุปที่มาที่ไปของตัวเองให้กระชับ โดยเรียบเรียงเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น “ส่วนสรุป” ด้านบนของเรซูเม่ควรใช้เพื่ออธิบายภาพรวมว่าเราเป็นใครในโลกการทำงาน มีประสบการณ์ในด้านไหน และเป้าหมายคืออะไร สำหรับข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยๆ ในการพรีเซนต์ตัวเองก็คือการใส่รายละเอียดประวัติการทำงานมากเกินไป ที่หลายคนมักจะชอบทำขึ้นมาเป็น Bullet list ซึ่งทำให้อ่านรายละเอียดต่างๆ ง่ายก็จริง แต่ก็จะยิ่งย้ำภาพลักษณ์ของการย้ายงานบ่อยและอาจทำให้ HR มองว่าไม่ชัดเจนในเป้าหมาย รวมถึงเลือกที่จะไม่พิจารณารับเข้าทำงานได้เช่นกัน ทางที่ดีคือพยายามรวบรวมประสบการณ์ในแต่ละจุดมาสรุปเป็น “ประสบการณ์ในภาพรวม” ว่าเคยทำสายงานไหน มีหน้าที่เกี่ยวกับอะไร และที่สำคัญคือ “อิมแพค” ที่สร้างไว้ ซึ่งถ้าองค์กรเริ่มมีความสนใจก็จะพยายามถามมากขึ้นและนั่นคือโอกาสที่เราจะได้ขายของให้เต็มที่ เท่านี้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ที่หลากหลายให้เกิดประโยชน์กับการสมัครงานครั้งต่อไป เลือกเฉพาะประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าทุกประสบการณ์จะช่วยหล่อหลอมให้เรามีทุกวันนี้ แต่กับการสมัครงานเราควรมีความเป็นมืออาชีพให้มากที่สุด รู้จักเป้าหมายของตัวเอง เข้าใจความคาดหวังขององค์กร แล้วเอาประสบการณ์ที่มีไปช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ เนื่องจากการมีประวัติการทำงานที่ดูเยอะมากๆ อาจทำให้เราถูกองค์กรมองว่า Overqualified หรือพูดเป็นภาษาง่ายๆ ว่า “เก่งเกินไปที่จะมาทำงานนี้” อ่านต่อที่ได้ที่บทความ 4 เหตุผลทำไมไม่ควรระบุประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่มากเกินไป การย้ายงานบ่อยไม่ใช่เรื่องที่ผิดหากสามารถช่วยให้เรามีอนาคตที่ดีขึ้นได้ ก่อนจะย้ายงาน ชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดี - ข้อเสีย ชัดเจนในเป้าหมายการย้ายงานของตัวเองและศึกษาองค์กรว่าตอบโจทย์ในเรื่องนั้นได้ไหมเพื่อให้เราได้เจองานที่ใช่และประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/gkvMW ### คำถามสัมภาษณ์งาน “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นยังไง” ตอบยังไงให้ได้งานและไม่ดิสเครดิตคู่แข่ง คำถามสัมภาษณ์งาน “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นยังไง” ตอบยังไงให้ได้งานและไม่ดิสเครดิตคู่แข่ง หนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานที่ผู้สมัครมีโอกาสเจอบ่อยๆ ก็คือ “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นยังไง” เพราะแน่นอนว่าเราไม่ใช่คนเดียวที่บริษัทเรียกสัมภาษณ์ และวิธีตอบให้ตรงประเด็นก็คือพยายามพูดถึงข้อดีของตัวเอง เพียงแต่บางครั้งคำตอบเหล่านั้นก็อาจไปดิสเครดิตคู่แข่งซึ่งมีส่วนสร้างความรู้สึกเชิงลบต่อคนที่ได้รับฟัง นอกจากนี้ ถึงแม้จะมั่นใจในความสามารถของตัวเอง แต่ถ้าเราไม่รู้จัก “คู่แข่ง” คนอื่นว่าเป็นแบบไหนก็คงไม่มีทางที่จะสามารถบอกว่าตัวเองดีที่สุดได้เต็มปาก แต่ความจริงจุดประสงค์ของคำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่าเราจะเป็นแคนดิเดทหมายเลขหนึ่งที่ดีพร้อมในทุกด้าน เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือเพื่อวัดทัศนคติ รวมถึงมุมมองความคิดที่เรามีต่องานที่สมัครเข้ามาและที่สำคัญที่สุดคือ “เราแตกต่างจากคนอื่น” อย่างไร Reeracoen Thailand มีคำแนะนำวิธีการตอบคำถามเพื่อเพิ่มความโดดเด่น แบบไม่ดิสเครดิตใครและมีโอกาสได้งานมากขึ้น มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้เลย สิ่งที่องค์กรอยากรู้ผ่านคำถามนี้ นอกจากพิจารณาว่าคุณสมบัติเราเหมาะกับตำแหน่งนี้แค่ไหน อีกมุมหนึ่งบริษัทเองก็อยากเห็นว่าเรามีความเข้าใจในตัวงานที่ดี รู้ว่าองค์กรกำลังคาดหวังอะไรจากการจ้างงานในครั้งนี้แล้วเราสามารถใช้ไหวพริบชิงความได้เปรียบด้วยข้อมูลจาก Job description มาสร้างจุดขายให้ตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นในการสัมภาษณ์ได้ไหม อีกหนึ่งเหตุผลคือวัด “ทัศนคติ” ว่าเรามั่นใจในความสามารถไหม เพราะคนที่มีความมั่นใจเวลาอยู่หน้างาน หรือเจอสถานการณ์ยากๆ จะสามารถทำการตัดสินใจด้วยตัวเลือกต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แนวทางการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นยังไง” ศึกษาตำแหน่งงาน และภาพรวมองค์กร การจะตอบคำถามที่ต้องอาศัยความเข้าใจในระดับสูงแบบนี้ อันดับแรกคือกำหนดภาพจำลองโปรไฟล์ในหัวว่าคนที่คู่ควรกับงานและบริษัทนี้ต้องมีลักษณะแบบไหนโดยอ่านรายละเอียด Job description แล้ววิเคราะห์ข้อมูลต่อไปนี้ คุณสมบัติที่บริษัทต้องกา ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับงาน ทักษะที่จะช่วยให้ทำงานนี้ได้ดี Background การศึกษา มีสไตล์ที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร หัวใจสำคัญสำหรับตำแหน่งงานที่สมัคร เมื่อเราได้ 4 ปัจจัยหลักที่องค์กรจะมองหาจากผู้สมัคร ถัดมาคือหาคำตอบว่าอะไรที่ “สำคัญที่สุด” จากหมวดหมู่นั้นซึ่งสามารถสังเกตได้จาก 2 วิธี หนึ่งคือดูจากสิ่งที่องค์กร “เน้นย้ำ” ใน Job Description ให้สังเกตสิ่งที่องค์กรแอบปักธงไว้เป็นพิเศษ ซึ่งนี่คือคำบอกใบ้ว่าพวกเขามองหาอะไรและคนแบบไหนที่เหมาะสม อันดับต่อมาคือการเรียงลำดับความสำคัญของงานในแต่ละด้าน ซึ่งอันดับแรกๆ มักจะ “สำคัญที่สุด” เสมอ เช่น ลิสต์งาน ก็จะเริ่มต้นจากเป้าหมายที่องค์กรคาดหวังจากนั้นถึงจะเป็นงานปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องตามลำดับ แมตช์จุดแข็งเข้ากับความคาดหวังของบริษัท เมื่อเราได้ข้อมูลที่ช่วยให้มั่นใจมากพอว่าบริษัทต้องการอะไร ต่อมาคือดูคุณสมบัติ ประสบการณ์ และผลงานว่ามีความใกล้เคียงกับสิ่งที่องค์กรมองหามากพอไหม ลองจินตนาการว่าถ้าได้เข้าไปร่วมงานที่นี่จริงๆ อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จกับงานนี้ พร้อมหลีกเลี่ยงคำตอบที่ฟังดู “เป็นเรื่องทั่วไป” สำหรับอีกฝ่าย เช่น เพราะเรามีทักษะที่ดี หรือเพราะเรามีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ เนื่องจากคำพูดในลักษณะนี้ใครๆ ก็พูดได้ ใช้คำตอบที่ผสมผสานระหว่างทักษะเฉพาะทาง ความสำเร็จอย่างผลงานที่เราปั้นขึ้นมาจริงๆ และส่วนที่จะทำให้แตกต่างคือ “แพชชัน” ที่เป็นของเราเอง หรือลองตอบตัวเองให้ได้ด้วยคำถามต่อไปนี้ สามารถช่วยแก้ปัญหาให้องค์กรในด้านไหน อะไรคือสิ่งที่เรามอบให้ได้เกินความคาดหวังขององค์กร เราจะไปได้ดีกับแนวทางและเป้าหมายของบริษัทไหม เตรียมผลงานสำหรับยกตัวอย่าง เรามักจะให้ความสำคัญกับการกระทำมากกว่าคำพูดเสมอ ดังนั้นวิธีแสดงออกว่าทำไมเราถึงเป็นตัวเลือกที่ดีก็คงหนีไม่พ้น “ผลงาน” ที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผลงานที่นำมาใช้ควรมีวิธีการวัดผลหรือตัวเลขชัดเจนพร้อมอธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากงานนั้นๆ ด้วยโครงสร้างการเล่าเรื่องจากหลักการ S.T.A.R เพื่อให้องค์กรได้เข้าใจตรรกะวิธีคิด แนวทางการทำงานและตัดสินใจได้ว่าเราใช่คือคนที่ใช่สำหรับงานนี้ไหม หรือถ้าเมื่อไม่อยาก Hard sell ตัวเองจนเกินไป ก็สามารถเล่าถึงมุมมองและความคาดหวังที่คนอื่นมักจะมีต่อตัวเรา เช่น หัวหน้ามักจะฝากให้เราเป็นตัวแทนดูแลงานให้กับทีมหรือเพื่อนร่วมงานชอบเข้ามาขอความช่วยเหลือเป็นประจำ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำและความสามารถที่ได้รับการยอมรับจากคนในทีม แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/defiS ### สัมภาษณ์งานต้องเตรียมตัวยังไง คู่มือเตรียมตัวสำหรับผู้สมัคร อัปเดต 2024 สัมภาษณ์งานต้องเตรียมตัวยังไง คู่มือเตรียมตัวสำหรับผู้สมัคร อัปเดต 2024 หลายคนสงสัยว่าการเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์งาน เราควรจะต้องหาข้อมูลหรือจัดการตัวเองอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่และกลุ่ม First jobber ที่อาจยังไม่ค่อยมีประสบการณ์สัมภาษณ์งานมากนัก ทำให้มักจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเป็นประจำ Reeracoen Thailand จะพาทุกคนไปปูพื้นฐานกับแนวทางการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานแบบแน่นๆ ให้เพื่อนๆ ไม่พลาดโอกาสคว้างานไปพร้อมกันเลย เตรียมความพร้อมก่อนวันสัมภาษณ์ เตรียมตัวศึกษาข้อมูลองค์กรไว้ล่วงหน้าก่อนสัมภาษณ์งานเราควรมีความเข้าใจในภาพรวมองค์กรให้ได้มากที่สุด รูปแบบธุรกิจเป็นยังไง มีสินค้าหรือบริการแบบไหนที่โดดเด่น วิสัยทัศน์และพันธกิจ (Vision & Mission) ขององค์กรคืออะไรโดยหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์บริษัท โซเชียลมีเดีย ฯลฯ หรือวิเคราะห์จากรายละเอียดเนื้อหาบน Job description จัดการตัวเองให้พร้อมในวันสัมภาษณ์ ใส่ใจภาพลักษณ์ สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ความประทับใจแรกเริ่มนับว่าสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งมุมมองการรับรู้และความคิดที่อีกฝ่ายมีต่อเราก็จะมาจากภาพลักษณ์ที่ปรากฎออกไปไม่ว่าจะด้วยท่าทาง สีหน้า การแต่งตัว ดังนั้นจุดเริ่มต้นเล็กๆ อยากให้ทุกคนดูแลตัวเอง แต่งกายให้สุภาพ แต่งหน้า ทำผมให้เรียบร้อย และแสดงความพร้อมต่อผู้สัมภาษณ์ให้มากที่สุดเพื่อที่จะเริ่มต้นทำงานในฐานะ “มืออาชีพ” ที่ดูดีทั้งคุณสมบัติภายใน และการใส่ใจภายนอก ไปให้ถึงก่อนเวลานัดสัมภาษณ์ 5-10 นาที ในวันสำคัญแบบการสัมภาษณ์งานสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการแสดงออกว่าเรา “ไม่พร้อม” เราคงไม่อยากให้บริษัทเห็นเราวิ่งหาห้องสัมภาษณ์หรือมาสายด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าเราหลงทาง ดังนั้นถ้าไม่คุ้นเคยกับสถานที่และคิดว่าต้องใช้เวลาก็อย่าลืมวางแผนให้ดี เดินทางด้วยอะไร ติดต่อกับใคร และเผื่อเวลามาก่อนนัดหมายสัก 5-10 นาที จะได้มีเวลาเตรียมตัวรอบสุดท้ายก่อนสัมภาษณ์จริง ระหว่างสัมภาษณ์ รักษามารยาทและความประทับใจ ควรสบตาคู่สนทนาและตั้งใจรับฟังอย่างมีสมาธิ เพราะบางครั้งการหลุดโฟกัสไปในเพียงชั่วขณะอาจทำให้เราไม่สามารถจับประเด็นจากอีกฝ่ายได้ซึ่งบางครั้งมีโอกาสมาในรูปแบบของ “คำถาม” และหากผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราไม่สนใจในการพูดคุยก็จะถือเป็นการเสียมารยาท และเลือกตัดออกจากลิสต์ไปได้ รายละเอียดที่ต้องพูดคุย จุดประสงค์ที่บริษัทต้องการก็คือทำความรู้จักกับผู้สมัครในแต่ละแง่มุม พิจารณาว่าโปรไฟล์และความคาดหวังสอดคล้องกันไหม ทำให้อาจมีการโยนคำถามเพื่อดูว่าเรามีบุคลิกเป็นยังไง ทักษะการสื่อสารอยู่ในระดับไหน รวมถึงภาษากายและวิธีการตอบสนอง ดังนั้นเตรียมตัวตอบคำถามในประเด็นที่บริษัทอาจอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม อาทิ ประวัติการศึกษาประสบการณ์ทำงานกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องความสนใจในองค์กรเป้าหมายและความคาดหวังในการทำงาน อ่านบทความ แนะนำวิธีตอบ 7 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิตที่ตอบได้ยากที่สุด แนะนำคำถามสำหรับผู้สมัคร นอกจากพรีเซนต์จุดเด่น และให้องค์กรได้ทำความรู้กับตัวเราแล้ว เราเองก็สามารถใช้เวลาในห้องสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักกับองค์กรได้เช่นกัน และ “คำถามที่ดี” ก็เหมือนกับการเดินสำรวจส่วนต่างๆ ของบริษัทที่หากเข้าไปได้ตรงจุดก็จะยิ่งช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าเหมาะกับเราไหม หากเข้าไปอยู่ด้วยแล้วจะรอดหรือเปล่า รวมถึงเดาได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรนอกจากนี้ยังเป็นการลองเชิงว่าเราให้ความสนใจมากแค่ไหน ซึ่งคำถามที่ดีก็จะยิ่งช่วยทำแต้มให้เหนือคู่แข่งด้วยเช่นกัน เรามีคำถามแนะนำให้ไปใช้กับการสัมภาษณ์ครั้งต่อไปโดยแบ่งตัวอย่างออกเป็นสองหัวข้อหลักได้แก่ ความคาดหวังและการตั้งเป้าหมาย ช่วยอธิบายภาพรวมหน้าที่ของตำแหน่งงานนี้ได้ไหม ตัวอย่างลักษณะของโปรเจกต์ในอนาคต นิยาม “ความสำเร็จ” ของตำแหน่งนี้ควรจะเป็นแบบไหน โดยทั่วไปงานในแต่ละสัปดาห์มีอะไรบ้าง วัฒนธรรมองค์กรและ Career path วัฒนธรรมของบริษัทนี้เป็นอย่างไร โครงสร้างภายในองค์กร - จำนวนสมาชิกภายในทีม โปรแกรมการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในบริษัท คนแบบไหนที่จะก้าวหน้า และไม่ก้าวหน้าที่นี่ วิธีสนับสนุนให้พนักงานกล้าฟีดแบคเรื่องงานกันตรงๆ หลังจบการสัมภาษณ์ ก่อนก้าวขาเดินออกจากห้องสัมภาษณ์งาน สามารถทิ้งท้ายด้วยการแสดงความมุ่งมั่นอยากร่วมงานกับองค์กร เช่น คาดหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการติดต่อกลับจากบริษัท หรือสอบถามเพิ่มเติมว่าถ้าตัวเราได้ผ่านการคัดเลือกมีอะไรที่สามารถทำได้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมเริ่มงานตั้งแต่เนิ่นๆ ไหมอ่านจบแล้วหวังว่าเพื่อนๆ จะได้ไอเดียและเทคนิคไปปรับใช้กับการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น ### เริ่มต้นมองหางานกรุงเทพ กับคำแนะนำที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจย้ายเข้ามาทำงาน เริ่มต้นมองหางานกรุงเทพ กับคำแนะนำที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจย้ายเข้ามาทำงาน การหางานในกรุงเทพถือเป็นจุดหมายของหลายคน เนื่องจากความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การเดินทาง การศึกษา มีโอกาสทางธุรกิจมากมายซึ่งดึงดูดทั้งบริษัทไทยและต่างชาติให้เข้ามาลงทุน จึงกลายเป็น “ศูนย์รวม” ของงานที่น่าสนใจสำหรับชาวไทย เมื่อกรุงเทพเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทำให้ไม่ใช่แค่ฝั่งคนทำงานที่มีความต้องการสูง ฝ่ายบริษัทเองก็ต้องแข่งขันกันพัฒนาองค์กรและพยายามดึงดูดด้วยฐานเงินเดือน รวมถึงผลตอบแทนที่ล่อตาล่อใจมากขึ้น กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้งานในกรุงเทพมักจะให้เงินเดือนสูงกว่าที่อื่นๆ และถึงแม้ว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจะเริ่มถอดใจกับการเข้ามาต่อสู้ใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่มีแต่ความแออัด รถติด ต้องดิ้นรนกับการแข่งขันตลอดเวลา แถมยังต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงกว่าที่อื่นพอสมควร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหางานกรุงเทพมักจะมีโอกาสที่นำไปต่อยอดสู่อนาคตได้มากขึ้นทั้งในแง่ของฐานรายได้และการเติบโตทางอาชีพ ดังนั้นการจะเข้ามาหางานในกรุงเทพทันทีแบบไม่เตรียมตัวอะไรเลยก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่ไม่มีทุนเลี้ยงชีพและขาดประสบการณ์เพราะอุปสรรคกับการแข่งขันก็เยอะไม่แพ้โอกาสที่รองรับ Reeracoen Thailand รวบรวมคำแนะนำสำหรับคนที่อยากหางานกรุงเทพซึ่งจะมีการบ้านด้านไหนที่ต้องศึกษาก่อนตัดสินใจย้ายเข้ามาทำงาน ไปเช็กความพร้อมและจดเป็นลิสต์กันพลาดไว้ได้เลย เป้าหมายการทำงาน อันดับแรกก่อนที่จะย้ายเข้ามาหางานกรุงเทพเราต้องรู้ก่อนว่ากำลังมองหาอะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ ซึ่ง Reeracoen Thailand ได้ลองสำรวจผู้สมัครในฐานระบบและสามารถแบ่งเหตุผลออกเป็นสามปัจจัยหลักๆ ได้แก่ Career advancement มองหาการเติบโตในสายอาชีพ เพิ่มความมั่นคงทางรายได้ด้วยฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น โอกาสนำความรู้และทักษะมาต่อยอดธุรกิจที่บ้าน ผู้ที่อยากหางานกรุงเทพควรศึกษาทั้งตำแหน่งงานและองค์กรที่สนใจสมัครว่าสามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่ตั้งไว้ในด้านไหนได้บ้าง เพราะแต่ละบริษัทอาจมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เช่น บางที่สามารถให้โอกาสพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด แต่มีข้อจำกัดเรื่องฐานเงินเดือนที่อาจจะไม่สูงมาก ถือเป็นการบ้านที่เราจะต้องตัดสินใจเลือกทางที่เหมาะกับเป้าหมายของเรามากที่สุด เช็กลิสต์ปัจจัยแวดล้อมที่ควรศึกษานอกเหนือจากตัวงาน โซนออฟฟิศและสถานที่ที่เราจะไปทำงาน ระยะทางจากที่พักไปสถานที่ทำงาน ใช้เวลาเดินทางนานไหม ใช้วิธีไหนได้บ้าง แถวออฟฟิศมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับไหม ความครบครันของร้านค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล คลินิกรักษาสุขภาพ การวางแผนค่าใช้จ่าย ค่าที่อยู่อาศัยคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ค่าเดินทางรายวัน ไป - กลับด้วยอะไรได้บ้าง ค่าครองชีพ อาหาร เครื่องดื่ม และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ หักลบค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเก็บเป็นสัดส่วนเท่าไร ต้นทุนสำหรับลงเรียนคอร์สต่างๆ เพิ่มเติม ฐานเงินเดือนที่ได้เพียงพอต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ เงินทุนสำรองกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเช่น ตกงาน รูปแบบสังคมในที่ทำงาน รับมือกับความกดดันในสังคมแข่งขันสูงได้ไหม สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้ดีแค่ไหน สภาพแวดล้อมที่แออัดและเคร่งเครียดในกรุงเทพฯ อาจทำให้คนที่มาใหม่เกิดภาวะเครียดสะสมได้ คำถามคือเรามีแผนรองรับหาก “อยู่ไม่ไหว” หรือเปล่า สามารถหางานจากที่ไหนได้บ้าง ความสนใจหางานในกรุงเทพที่มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ไม่หวังดีหรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสจากความต้องการของคน ล่อลวงด้วยงานแชร์ลูกโซ่หรือหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งบางเคสอันตรายถึงขั้นถูกขนย้ายไปเป็นแรงงานข้ามประเทศดังนั้นก่อนที่จะย้ายเข้ามาก็ควรศึกษา “แหล่งหางาน” ที่เชื่อถือได้ไว้ด้วย 1) บริษัทจัดหางาน รูปแบบของธุรกิจบริษัทจัดหางาน (Recruitment agency) นับเป็น “สื่อกลาง” เชื่อมต่อตำแหน่งงานว่างและกำลังต้องการคนเข้าหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตรงตามสเปกขององค์กร โดยมี Recruiter ช่วยดำเนินการเป็นตัวแทนระหว่างสองฝ่าย เพียงแค่ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ และกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน อาทิ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ทักษะ รวมถึงระบุลักษณะงานที่มองหาพร้อมฐานเงินเดือนที่คาดหวังก็สามารถรอการติดต่อนำเสนองานที่เหมาะสมจากทีม Recruiter ได้เลย ข้อดี ได้รับข้อเสนองานที่ตรงกับประสบการณ์และความคาดหวัง ไม่พลาดทุกโอกาสงานด้วยฟังก์ชัน Hot jobs alert ปิดโอกาสเสี่ยงเจองานในลักษณะเข้าข่ายหลอกลวง เข้าถึงข้อมูล Insight ที่ไม่สามารถหาได้ด้วยตัวเอง มีรีครูทเตอร์ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนสัมภาษณ์งาน สะดวกสบาย ไม่ต้องยุ่งยากเสียเวลามาจัดการเองทุกขั้นตอน ต่อรองผลประโยชน์และเงินเดือนได้แบบสะดวกใจมากขึ้น ได้งานดี ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย ข้อควรพิจารณา มีขั้นตอนสกรีนคุณสมบัติเบื้องต้น ทำให้ต้องสัมภาษณ์มากกว่า 1 รอบ ควรหมั่นอัปเดตโปรไฟล์สม่ำเสมอ เพื่องานที่ตรงใจมากที่สุด บางตำแหน่งที่ต้องการคนเร่งด่วน อาจต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว งานที่เปิดรับสมัครอาจมีไม่เยอะเมื่อเทียบกับเว็บประกาศงานทั่วไป 2) เว็บประกาศงาน เป็นช่องทางยอดนิยมสำหรับการสมัครงานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะหางานกรุงเทพ หรือหางานประจำจังหวัดก็มีตำแหน่งงานหลากหลายในแทบจะทุกสายงานให้เลือกสรร พร้อมรายละเอียดงาน ข้อมูลองค์กรให้พิจารณาอย่างครบถ้วนตั้งแต่ระดับ Entry ไปจนถึงตำแหน่งระดับสูงแบบหัวหน้าหรือผู้บริหาร ข้อดี มีตำแหน่งงานให้เลือกสมัครเยอะ รายละเอียดข้อมูลตำแหน่งงานครบถ้วน ได้เป็นคนเลือกงานด้วยตัวเอง ติดต่อกับบริษัทเองโดยตรง ใช้งานฟรี ข้อควรพิจารณา อาจจะสมัครและไม่ได้รับการติดต่อกลับ รับมือกับการแข่งขันอย่างเข้มข้น ต้องขยันและมีเวลาอ่าน Job description มีโอกาสลืมว่าสมัครบริษัทอะไร ถึงขั้นตอนไหนแล้วบ้าง ไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิจารณามากพอ นอกเหนือจากบริษัทจัดหางาน และเว็บประกาศงาน ยังสามารถได้โอกาสจาก “คอนเนกชัน” ภายในองค์กร ถ้าเป็นการแนะนำต่อกันจากคนที่รู้จักกันโดยตรง หลังจากส่งเอกสารและใบสมัครเข้าไปเรียบร้อยแล้วก็จะมีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว ส่วนอีกหนึ่งช่องทางที่นิยมใช้ในปัจจุบันก็คือโซเชียลมีเดีย เช่น Linkedin หรือกลุ่มหางานใน Facebook แต่ด้วยรูปแบบการใช้งานแพลตฟอร์มก็อาจไม่สะดวกสบายหรือเหมาะกับการใช้หางานโดยตรงมากเท่าไร สำหรับใครที่สนใจ หรือได้เข้ามาเริ่มหางานในกรุงเทพแล้วและกำลังอยู่ในช่วงของการสมัครงาน บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้งานอย่างที่ตั้งใจไว้ สามารถอ่านเทคนิคและคำแนะนำการตอบ 7 คำถามสัมภาษณ์งานที่มีโอกาสเจอบ่อย เพื่อเสริมทักษะการสัมภาษณ์และเพิ่มโอกาสสำเร็จ ไม่ว่าจะหางานกรุงเทพหรือหางานแบบไหน ก็อย่าลืมฝากโปรไฟล์เพื่องานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ ### งานใหม่จะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน แนะนำให้ถามเกี่ยวกับ “การพัฒนาคนในองค์กรนั้นๆ” งานใหม่จะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน แนะนำให้ถามเกี่ยวกับ “การพัฒนาคนในองค์กรนั้นๆ” มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจออกจากงานเดิมทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งจนทำให้อยู่ไม่ไหว แต่ออกเพราะมองหา “ความท้าทาย” ครั้งใหม่ และโอกาสพัฒนาตัวเองเพื่อเติบโตในอาชีพมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลายบริษัทไม่สามารถแก้ให้กับพนักงานได้ ทำให้การเลือกเดินจากไปกลายเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามักจะนิยมมองหางานและรอให้บริษัทใหม่คอนเฟิร์มผล ก่อนจะแจ้งลาออกกับที่เก่าเพื่อไม่ให้เสียโอกาส รวมถึงรายได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเคลียร์ก่อนระหว่างนั้นก็คือ “แน่ใจได้อย่างไรว่างานใหม่จะตอบโจทย์” สำหรับวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองเจอเหตุการณ์ Shift shock ก็ทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งานผ่านการตั้งคำถามที่สามารถให้ข้อมูลกับเราได้อย่างครบถ้วนเท่าที่เป็นไปได้ และ Reeracoen Thailand มีตัวอย่างมาแนะนำดังนี้ครับ Career path ของตำแหน่งนี้มีลำดับขั้นเป็นอย่างไร มีวิธีหรือกระบวนการพัฒนาคนในบริษัทในรูปแบบไหน มีโอกาสเติบโตรองรับในลักษณะไหนบ้าง องค์กรมีเกณฑ์ชี้วัดผลงานก่อนจะโปรโมตจากอะไร ตัวอย่างเป้าหมายที่เราจะมีส่วนร่วมในอนาคต สาเหตุที่เราควรถามเกี่ยวกับ Career advancement เสมอ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองเข้าไปเจอกับ Dead-end job ยังทำให้เรารู้ว่าถ้าอยากจะเติบโตขึ้นไปในองค์กรนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง ได้เตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า กำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนว่าทักษะแบบไหนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม รวมถึงทำให้เราสามารถเติบโตและพร้อมสำหรับโอกาสได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราได้รู้จักกับองค์กรในแง่มุมอื่นๆ ทางอ้อม อาทิ โอกาสที่รองรับในแต่ละรูปแบบ การพัฒนาตัวเองในแต่ละบริษัทสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี ตั้งแต่การลงคอร์สฝึกทักษะ หรือ Training program ที่บริษัทส่วนใหญ่มักจะมีจัดให้กับพนักงานตามความเหมาะสมหรือเรียนรู้ผ่านการลงมือทำงานจริง (on the job training) เช่น ผลักดันให้ทดลองรับผิดชอบงานในสโคปที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นคำถามปลายเปิดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคคลก็จะทำให้เรามีข้อมูลสำหรับพิจารณาในหลายๆ แง่มุม ทัศนคติขององค์กรต่อ “ความล้มเหลว” นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีแบบยกธงเขียวตัวโตๆ หากบริษัทพูดถึงการผลักดันให้พนักงานมีความกล้าที่จะลอง ก็หมายความว่าองค์กรให้ความสำคัญกับ Growth mindset และพร้อมจะเปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ๆ ของพนักงาน แม้ว่าล้มเหลวก็สามารถนำบทเรียนไปพัฒนาแก้ไขต่อได้ซึ่งถ้าเราไปร่วมงานด้วยก็จะมีพื้นที่ของการเรียนรู้ได้เยอะ  ทางเลือกการเติบโตตามความสนใจส่วนตัว Career path แบบที่หลายคนคุ้นเคยมักจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง เริ่มจากตำแหน่ง Junior ขยับไป Senior แล้วขึ้นเป็น Manager ซึ่งลักษณะของงานก็จะมีรูปแบบคล้ายๆ เดิมแล้วเพิ่มเติมด้วยความรับผิดชอบในภาพรวมของทีมมากขึ้น แต่กับปัจจุบันรูปแบบอาจจะเปลี่ยนไปพอสมควร เนื่องจากยุคนี้มีแหล่งข้อมูลมากมาย แถมยังเข้าถึงง่าย ทำให้ทักษะความรู้ต่างๆ กระจายไปหากันได้ง่ายขึ้น Career path จึงไม่ใช่แค่เส้นตรงแบบเมื่อก่อนแต่สามารถพัฒนาไปได้หลากหลายกว่าเดิมเพื่อหาความลงตัวและตรงกับเป้าหมายการทำงานมากที่สุด คำถามเกี่ยวกับการพัฒนาคน หรือ Career path จึงทำให้เรารู้จักวัฒนธรรมองค์กรว่ามีมุมมองแบบไหน และทางเลือกต่างๆ ที่องค์กรมีนั้นใช่สิ่งที่ตามหาหรือเปล่า ทัศนคติการเป็นผู้สอนของหัวหน้า หัวหน้างานถือเป็นคนที่มีส่วนกับการพัฒนาของพนักงานโดยตรง เพราะลักษณะของคนเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช่แค่ทำงานเก่งแต่ต้องสามารถ “สร้างคน” ให้เก่งเหมือนตัวเองได้ด้วย สังเกตคำตอบขององค์กรว่าหัวหน้างานเข้ามามีบทบาทอย่างไร วิธีที่หัวหน้าใช้เพื่อเสริมความแกร่งให้พนักงานเป็นแบบไหน อีกหนึ่งเหตุผลคือ "ความเป็นอยู่ของพนักงาน" ก็มักจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้างานเป็นส่วนใหญ่ ถ้าบริษัทมีระบบ Coaching ที่แข็งแรงประกอบกับหัวหน้าที่พร้อมถ่ายทอดวิชา พนักงานก็จะสามารถเติบโตได้ไกล และอยู่กับองค์กรได้นาน แนะนำ 9 คำถามสำภาษณ์งานถ้าไม่อยากรู้สึก Fail กับงานใหม่ ### อะไรคือนิยามของคำว่าความสำเร็จสำหรับคุณ คำถามสัมภาษณ์งานนี้ต้องตอบยังไง อะไรคือนิยามของคำว่าความสำเร็จสำหรับคุณ คำถามสัมภาษณ์งานนี้ต้องตอบยังไง มุมมองที่เรามีต่อคำว่า “ความสำเร็จ” นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งเป้าหมาย การลำดับความสำคัญในแต่ละเรื่อง รวมถึงจัดระเบียบวิธีการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ดังนั้น “คำถามปลายเปิด” ที่สะท้อนถึงนิยามความสำเร็จจึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่บริษัทมักจะเลือกใช้ขณะสัมภาษณ์งาน เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและสไตล์ของผู้สมัครแต่ละคนว่าสามารถปรับเข้ากับแนวทางขององค์กรได้มากน้อยแค่ไหน สรุปเหตุผลที่องค์กรมักจะถามถึง “นิยามความสำเร็จ” ทำความรู้จักลักษณะนิสัยของผู้สมัครในเชิงลึก เข้าใจวิธีการตั้งเป้าหมายและแรงผลักดันส่วนตัว ทดสอบระดับทักษะการสื่อสาร ความจริงแล้วการทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามความสำเร็จ ไม่ได้สำคัญแค่กับเฉพาะในฝั่งขององค์กรเท่านั้น เพราะในรายงานการสำรวจของ McKinsey ในปี 2021 พบว่า 70% ของคนทำงานระบุว่างานที่ทำมีส่วนสำคัญกับจุดมุ่งหมายในชีวิต และยิ่งพนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับเป้าหมายขององค์กรมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ Productive และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ดังนั้นแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้เจอคำถามนี้จากบริษัท แต่ถ้าตอบตัวเองได้ว่าปัจจุบันมองความสำเร็จไว้แบบไหนก็แปลว่าเรามีเป้าหมายและวิธีการที่ชัดเจนเป็นระบบ ซึ่งไม่ว่าจะสมัครงานที่ไหน หรือทำงานอะไรก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก วิธีตอบคำถามเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อคำว่า “ความสำเร็จ” ใช้เวลาทำ Self reflection หนึ่งในวิธีง่ายที่สุดที่จะรู้จักตัวเองให้มากขึ้น ลองเลือกจากผลงานที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจมากที่สุดสัก 2-3 ชิ้น แล้ววิเคราะห์รูปแบบงานแต่ละจุดว่ามีส่วนไหนคล้ายกันบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้จะบ่งบอก “คุณค่า” ที่เป็นคุณลักษณะส่วนตัว เช่น เราอาจพบว่าตัวเองเก่งเรื่องบริหารงานและดึงศักยภาพของทีมและถ้าหากตรงกับคุณสมบัติที่องค์กรมองหาก็จะยิ่งมีแนวโน้มมากขึ้น สกิลที่หาใครเทียบได้ยาก ในยุคที่ใครๆ ต่างก็พึ่งพาเครื่องมือ AI ให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น คุณสมบัติ “ความเป็นมนุษย์” จึงยิ่งมีคุณค่าสำหรับองค์กร ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทให้ความสำคัญกับ Soft skills ไม่แพ้ทักษะเฉพาะทาง ดังนั้นถ้าเรามีคุณสมบัติที่สำคัญต่อผลงานโดยตรงก็ควรหยิบมาพูดถึง เช่น ความสำเร็จจากการทำหน้าที่ผู้นำในช่วงเวลาต่างๆ และยกตัวอย่างการใช้งานให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าทักษะความเป็นผู้นำช่วยให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ถามตัวเองว่า “บริษัทมองความสำเร็จไว้แบบไหน” ก่อนไปสัมภาษณ์ควรศึกษาข้อมูลองค์กรให้พร้อมทั้งรูปแบบธุรกิจ กลยุทธ์ วิธีการทำงาน ข่าวสารอัปเดตล่าสุด และที่สำคัญคือเข้าใจใน “เป้าหมาย” กับแนวทางของบริษัท เพื่อตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจากทักษะและประสบการณ์ที่มีเราจะมีส่วนช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างไร สังเกตได้จากวิธีการเขียน Job description เช่น ข้อความที่เน้นย้ำบ่อยๆ หรือการจัดลำดับความสำคัญ เพียงกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับความคาดหวังที่บริษัทตั้งไว้และยกตัวอย่างให้ชัดเจน เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละองค์กร เพราะคำว่า “ความสำเร็จ” มีลักษณะเป็นนามธรรม ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าตีความอย่างไร เช่นเดียวกับองค์กรที่มีหลากหลายรูปแบบ หลายขนาด ก็ย่อมมีความคาดหวังต่อพนักงานและความสำเร็จแตกต่างกันไป อ่านบทความด้านการตอบคำถามสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม: คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างไร ตอบยังไงให้ไม่ดูดิสเครดิตคู่แข่ง ถูกเลิกจ้าง - โดนไล่ออก จะบอก HR ตอนสัมภาษณ์งานใหม่ว่าอะไร แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/2n3Nm ### เพิ่มประสิทธิภาพการจ้างงานด้วย ATS จัดการข้อมูลผู้สมัครอย่างเป็นระบบ ติดตาม Process ครบจบทุกขั้นตอน! เพิ่มประสิทธิภาพการจ้างงานด้วย ATS จัดการข้อมูลผู้สมัครอย่างเป็นระบบ ติดตาม Process ครบจบทุกขั้นตอน! เปิดรับสมัครงานแต่ละครั้งทำไมต้องนั่งจัดเก็บข้อมูลลงเอกสารด้วยตัวเอง ยิ่งมีจำนวนผู้สมัครส่งเข้ามาจำนวนมากจากหลายช่องทางก็ยิ่งมีโอกาสที่ไฟล์เรซูเม่จะหล่นหาย แถมจำไม่ได้ว่าผู้สมัครแต่ละคนผ่านขั้นตอนอะไรมาแล้วบ้าง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีระบบการจัดการหรือเครื่องมือที่ดีมาช่วยเหลือ Reeracoen Thailand ขอชวนเพื่อนๆ ชาว HR มาทำความรู้จักและเริ่มต้นใช้งานระบบ ATS พลิกโฉมให้การจัดการข้อมูลผู้สมัครอย่างเป็นระเบียบแบบครบจบในแพลตฟอร์มเดียวไปพร้อมกันเลย! รู้จักระบบ ATS และความสำคัญในกระบวนการจ้างงาน ระบบ ATS (Applicant Tracking System) คือโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาใช้ในกระบวนการจ้างงาน โดยมีหน้าที่หลักเพื่อรวบรวมข้อมูลผู้สมัครจำนวนมากที่เข้ามาจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียว ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการและติดตามแต่ละขั้นตอนได้ง่าย แก้ปัญหาข้อมูลหล่นหาย ช่วยประหยัดเวลาคัดกรอง เนื่องจากปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับกระบวนการจ้างงานก็คือ “การเก็บข้อมูล” และติดตามอัปเดตผลในแต่ละขั้นตอน เพราะองค์กรส่วนใหญ่มักจะมองว่างานด้านทรัพยากรบุคคลอาจจะไม่ได้สร้างผลกำไรให้บริษัทได้แบบแผนกอื่นๆ จึงถูกจัดลำดับสำคัญไว้ท้ายๆ และลงทุนในส่วนนี้ค่อนข้างน้อย ทำให้ฝ่าย Hiring ไม่มีเครื่องมือที่ดีไว้ใช้สำหรับทำงาน จำเป็นต้องลงข้อมูลแบบ Manual ผ่านเอกสารต่างๆ ซึ่งมีโอกาสที่ข้อมูลจะหล่นหาย เก็บรวบรวมได้ยาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาดังกล่าวไม่เพียงทำให้ทีมงานต้องเจอภาระซ้ำซ้อนเพราะขาดระบบจัดการ องค์กรเองก็มีโอกาสสูงที่จะทำแคนดิเดทหลุดมือไปด้วย และการสมัครงานนับเป็นจุดแรกที่คนจะได้ทำความรู้จักกับองค์กร ดังนั้นหากองค์กรไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัคร เช่น ดำเนินการช้า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะจนดูไม่มืออาชีพ ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ผู้สมัครไม่ประทับใจและเลือกปฏิเสธ Offer จากบริษัทในตอนท้ายได้เช่นกัน นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการจ้างงาน ผลพลอยได้ที่จะตามมาเมื่อองค์กรมีการคัดกรองที่ดีขึ้นจาก ATS ก็คือ “คุณภาพในการจ้างงาน” ทีม Hiring สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครได้ง่าย ลดอคติ (Bias) ในการพิจารณาด้วยชุดข้อมูลที่ชัดเจน ทำให้ได้พนักงานที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุดและมีส่วนช่วยลดอัตรา Turnover rate ไปในตัวกัน การใช้งานระบบ ATS ขององค์กรในปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการสมัครงานในปัจจุบันที่อิงกับระบบออนไลน์เป็นหลัก ทำให้อาจมีจำนวนผู้สมัครหลักสิบไปจนถึงหลักร้อยคนต่องาน 1 ตำแหน่ง หลายบริษัทจึงมองหาเครื่องมือที่ช่วยจัดการระบบให้เรียบร้อย ตั้งแต่จัดเก็บข้อมูล ติดตามขั้นตอน จำแนกกลุ่มผู้สมัคร ตลอดจนวางแผนกระจายหน้าที่รับผิดชอบให้กับทีม Hiring อย่างไรก็ตาม แม้ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะมีให้ใช้ก็ต่อเมื่อ “จ่ายเงินซื้อ” เท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าระบบ ATS จะเป็นเครื่องมือที่บริษัทควรมีก็ไม่ได้แปลว่าทุกองค์กรจะสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ จัดการ ติดตาม และเพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการรับสมัครงานกับระบบ ATS จาก Reeracoen Thailand ฟรี! จะดีกว่าไหมถ้าแผนก HR หรือทีม Hiring ของคุณมีตัวช่วยที่สามารถเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก และยกระดับประสิทธิภาพในกระบวนการจ้างงานโดยสามารถใช้งานได้ฟรี ไม่จำเป็นต้องเสียเงินก็มีเครื่องมือที่ดีไว้ใช้งาน ความโดดเด่นของระบบ ATS จาก Reeracoen Thailand จากประสบการณ์ดูแลฐานข้อมูลผู้สมัครกว่า 100,000 คน ทำให้ Reeracoen Thailand รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการจ้างงานแบบเชิงลึก และเป็นสาเหตุให้เราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สามารถจัดการปัญหาให้กับองค์กรได้จริง จึงออกแบบระบบ ATS (Applicant Tracking System) ขึ้นมาให้ใช้งานได้ฟรี 1) แผงแดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย 2) พื้นที่จัดเก็บข้อมูล Cloud storage แบบไม่จำกัด! 3) เพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ใช้งานได้ไม่จำกัด ตัวอย่างการใช้งาน ATS จาก Reeracoen Thailand เหมาะกับใคร บริษัทที่สนใจอยากเริ่มต้นใช้งานระบบ ATS มีประสบการณ์ใช้ ATS มาแล้วแต่อยากมองหาตัวเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น ต้องการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์กร สนใจเริ่มต้นใช้งานระบบ ATS จาก Reeracoen Thailand ### วิธีแนะนำตัวตอนสัมภาษณ์งาน เทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้องค์กรสนใจเรามากขึ้น วิธีแนะนำตัวตอนสัมภาษณ์งาน เทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้องค์กรสนใจเรามากขึ้น ก่อนเริ่มต้นการสัมภาษณ์งานทุกครั้ง สิ่งที่ HR จะให้เราทำเป็นอันดับแรกก็คือ “พูดแนะนำตัว” ให้ฟังเพื่อทำความรู้จัก Background เบื้องต้นก่อนลงรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นส่วนที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แค่แนะนำชื่อ ประวัติการศึกษา งานที่ทำในปัจจุบันและประสบการณ์ที่ผ่านมาพอสังเขป ถ้าเราเริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยการแนะนำตัวที่ดี ก็จะสามารถคลายข้อสงสัยที่องค์กรอาจมีต่อตัวเราไปได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เรารับมือกับคำถามที่ยากขึ้นในข้อถัดๆ ไปได้ง่ายและมีโอกาสที่จะโดดเด่นในสายตาองค์กรมากกว่าคนอื่นๆ รู้ว่าควรพูดเรื่องอะไรบ้าง ระยะเวลานับเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งในการสัมภาษณ์งาน ดังนั้นถ้าสามารถสรุปจบทุกประเด็นที่น่าสนใจได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมก็จะเสริมความโดดเด่นด้าน “ทักษะการสื่อสาร” ให้องค์กรได้เห็นไปในตัว เทคนิคที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนลองไปปรับใช้ก็คือการวาง “โครงสร้างเนื้อหา” ทำอย่างไรให้อีกฝ่ายอยากรู้จักเราในแต่ละแง่มุมมากขึ้น เช่น ทักษะที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ประสบการณ์ที่น่าสนใจ เหตุผลที่ตัดสินใจย้ายงาน รวมถึงเป้าหมายไว้ ณ ตอนนี้ นอกจากชื่อ ประวัติการศึกษา งานอดิเรกและเรื่องพื้นฐานทั่วไป ส่วนที่เราควรจะตอบตัวเองให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงองค์กรเองก็ให้ความสำคัญ ได้แก่ ประสบการณ์และผลงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งงาน สังเกตได้จาก Job description ว่าตำแหน่งนี้ต้องการคนแบบไหน คุณสมบัติอะไรที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษโดยมี “ผลงาน” ที่มีวิธีการวัดผลได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าหากสอดคล้องหรือใกล้เคียงกับจุดประสงค์หลักของตัวงานนั้นๆ ก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้โปรไฟล์ของเราด้วย งานล่าสุดมีความคล้ายหรือแตกต่างกับตำแหน่งนี้อย่างไร อธิบายภาพรวมการทำงานในปัจจุบัน หน้าที่หลัก หน้าที่เสริม สรุปส่วนสำคัญของแต่ละงาน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ วิธีการทำงาน และแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะบางเคสในอดีตที่เรานำมาแชร์ให้กับบริษัทใหม่ได้ฟังก็อาจถูกมองว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีและนำมาปรับใช้กับที่ใหม่ได้เช่นกัน  อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำงานที่นี่ การทำงานในแต่ละตำแหน่งย่อมอาศัยทักษะต่างกัน เช่น ตำแหน่งผู้จัดการก็อาจชูจุดเด่นเรื่อง “การบริหาร” ทั้งงานและคนเป็นหลัก ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ Requirement ขององค์กรให้ดีก่อนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำงานในตำแหน่งนั้นๆ คืออะไร เราจึงจะสามารถตอบได้ว่าคุณสมบัติของเราส่วนไหนที่แมตช์บ้างและจัดวาง “ลำดับความสำคัญ” จากส่วนที่ตอบโจทย์องค์กรมากที่สุด แนวทางกำหนดเส้นเรื่องแต่ละรูปแบบ ปัจจุบัน - อดีต - อนาคต เริ่มจากแนะนำตัว ชื่อ-นามสกุล ประวัติการศึกษาและอธิบายตัวงานที่ทำอยู่ล่าสุด (หรือ ณ ปัจจุบัน) หน้าที่คืออะไร วัตถุประสงค์แบบไหน ช่วยเหลือบริษัทยังไง มีประสบการณ์งานที่เคยผ่านมาในด้านไหนบ้างแล้วมีเป้าหมายในอนาคตเป็นอย่างไร อดีต - ปัจจุบัน - อนาคต ต่างจากแบบแรกที่เราจะสรุปตั้งแต่ “อดีต” ว่าผ่านงานอะไรมาบ้าง อุตสาหกรรมแบบไหน ธุรกิจประเภทอะไร ไล่มาจนถึงปัจจุบันว่า ณ ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ แล้วสรุปความคาดหวังต่ออนาคต หรือเหตุผลที่ตัดสินใจมองหางานใหม่ ทั้งสองแบบมีรูปแบบการเล่าเรื่องแตกต่างกัน วิธีการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าจุดไหนที่ “โดดเด่น” และมีแนวโน้มว่าน่าจะดึงดูดความสนใจได้มากกว่ากัน สรุป การเริ่มต้นแนะนำตัวที่มีประสิทธิภาพช่วยสร้างความแตกต่างให้เรากับผู้สมัครคนอื่นๆ สะท้อนถึงความสามารถในการสื่อสาร และทักษะการนำเสนอที่ดี รวมถึงช่วยทำให้ผู้สัมภาษณ์ได้เข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับตัวเราได้โดยง่าย ที่สำคัญคือการเป็นเครื่องมือเปิดประเด็นให้บริษัทมีหัวข้อในการถามต่อ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้นำเสนอจุดเด่นของตัวเองในแต่ละด้านได้มากขึ้นด้วย อยากรู้ว่างานใหม่จะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน แนะนำให้ถามเกี่ยวกับการพัฒนาคนในองค์กรนั้นๆ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/SnCs1 https://shorturl.at/CJYwQ ### ถูกเลิกจ้าง - โดนไล่ออก จะบอก HR ตอนสัมภาษณ์งานใหม่ว่าอะไร? ถูกเลิกจ้าง - โดนไล่ออก จะบอก HR ตอนสัมภาษณ์งานใหม่ว่าอะไร? การออกจากงาน ไม่เพียงแต่ทำให้เราขาดรายได้ สูญเสียความมั่นคง และทำลายความมั่นใจ แต่ยังสามารถเป็นอุปสรรคกับการหางานในอนาคตได้อีกด้วย เนื่องจากเวลาไปสัมภาษณ์งานใหม่ HR จะต้องมีการสอบถามถึงสาเหตุในการย้ายงาน ซึ่งคำตอบอย่างเช่น “ถูกเลิกจ้าง” หรือ “โดนไล่ออก” ก็คงจะเป็นเหตุผลที่บริษัทใหม่ไม่ต้องการจะได้ยินเท่าไร แล้วในกรณีที่ถ้าเราถูกเลิกจ้าง หรือโดนไล่ออกจริงๆ แต่มั่นใจว่าตัวเองดีพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ควรตอบยังไงให้บริษัทใหม่ก็ “มั่นใจ” ในตัวเราได้เช่นกัน Reeracoen Thailand มีแนวทางมาฝากกันครับ ทำอย่างไรให้บริษัทมั่นใจในตัวเราและกล้ารับเข้าทำงาน ก่อนอื่นขอย้ำเตือนตรงนี้ว่าการโกหกไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะแม้เราจะปั้นสตอรี่ด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความจริง สุดท้ายก็อาจจะไปหลุดโป๊ะแตกเมื่อบริษัทตรวจสอบประวัติจากการทำ Reference check กับที่ทำงานเก่าของเราในภายหลัง ถ้าพบว่าข้อมูลที่เราอธิบายไปตอนต้นไม่ตรงกับความจริงที่ได้ก็จะกลายเป็นว่ามีสิทธิที่จะเสี่ยงโดนขึ้นบัญชี Blacklist แถมเรื่องอาจไม่ได้จบแค่กับบริษัทนี้เพียงบริษัทเดียว เพราะถ้าหากว่า HR มีการแชร์ข้อมูลกันกับบริษัทอื่นๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้หางานยากขึ้นในระยะยาวด้วย เราสามารถให้เหตุผลด้วย “ความจริง” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณีได้แก่ กรณีที่ 1 เลิกจ้างเพราะ Layoffs หากเป็นการเลิกจ้างเพราะบริษัทต้องการปรับโครงสร้างองค์กร ก็สามารถอธิบายเหตุผลนี้ตรงๆ ได้เลย เพราะเป็นเหตุผลที่นายจ้างส่วนใหญ่เข้าใจได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม รวมถึงมีหลายคนได้รับผลกระทบและที่สำคัญคือไม่ได้เกิดจาก “ความผิดพลาด” ส่วนตัว โดยสามารถให้เหตุผลเกี่ยวกับการตัดสินใจของบริษัทเก่าให้ไม่เกิดมุมมองแง่ลบต่อตัวเราระหว่างกระบวนการพิจารณา สำหรับคนที่รอดจากการเลิกถูกจ้างมาแล้วหลายรอบ ก็ยิ่งควรอธิบายกับบริษัทใหม่ในประเด็นนี้ด้วยว่าความจริงแล้วกรณีของเราถือเป็นการเลิกจ้างรอบท้ายๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญว่าทำไมบริษัทถึงเลือกรักษาเราไว้ให้นานที่สุด กรณีที่ 2 ถูกเชิญออก ในเคสที่ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงชนิดที่ให้อภัยไม่ได้ เช่น ความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน ไม่มีใครยอมใคร สิ่งแรกที่ควรทำก็คือพยายามต่อรองกับนายจ้างคนเดิมว่าถ้าบริษัทใหม่ติดต่อเข้ามา Reference check จะให้ข้อมูลว่าอะไร หรือสร้างข้อตกลงว่าเป็น “การตัดสินใจจากทั้งสองฝ่าย” สำหรับการอธิบายเหตุผลถ้าหากว่า HR อยากรู้เพิ่มเติม ทางที่ดีคือสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นให้กระชับ เคลียร์ชัดๆ ไม่ต้องลงรายละเอียดให้เกิดคำถามต่อเนื่องไปมากกว่านี้ เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ "เหตุผลที่ทำให้เราสมัครเข้ามา" ดังนั้นเป้าหมายคือพยายามดึงความสนใจกลับมาที่ปัจจุบัน ตอบตัวเองให้ได้ว่าทำไมบริษัทถึงเลือกให้เรามาสัมภาษณ์ แสดงให้บริษัทเห็นว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ “เป้าหมาย” ในปัจจุบัน เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ความล้มเหลว 1 ครั้งไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเดินมาถึงจุดจบ แต่ยังเป็นโอกาสให้เราได้ “เริ่มต้น” การเติบโตในเวอร์ชันใหม่ หลังจากที่เกิดเรื่องผิดพลาดไปแล้ว เราถอดบทเรียนออกมาแบบไหน บทเรียนนั้นช่วยให้เราเป็นตัวเองที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร สามารถสร้างอะไรให้กับบริษัทใหม่ได้บ้าง เมื่อเคลียร์ข้อสงสัยต่างๆ ที่บริษัทใหม่มีต่อเราได้แล้วก็ต้องย้อนกลับมาที่ปัจจุบันคือทำอย่างไรให้อีกฝ่ายมั่นใจในตัวเรา เพราะการที่ได้นัดเข้ามาสัมภาษณ์ถือเป็นสัญญาณที่ดี หมายความว่าโปรไฟล์ของเราได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพ โจทย์สุดท้ายจึงอยู่ที่ว่าเราจะพรีเซนต์ตัวเองได้ดีแค่ไหน ประสบการณ์ที่อยู่มีช่วยเหลือบริษัทได้อย่างไร ผลงานโดดเด่นชิ้นไหนที่จะทำให้ HR สนใจในตัวเรามากขึ้น อย่างที่บริษัทมักจะใช้คำถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” ถ้าเราสามารถตอบตัวเองในคำถามข้อนี้ได้ตั้งแต่ต้นก็จะทำให้ข้อดีของเรามีราคามากพอที่จะลบรอยด่างให้จางลงไปได้ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/oDELN https://shorturl.at/lqxHY https://shorturl.at/qzLN9 ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน อะไรคือผลงานที่ดีที่สุดของคุณ วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน อะไรคือผลงานที่ดีที่สุดของคุณ ที่ผ่านมาเคยมีใครถามเกี่ยวกับ “เพลงโปรด” หรือ “หนังเรื่องโปรด” ในดวงใจไหม ตอนนั้นคุณให้คำตอบไปแบบเด็ดขาดในทันที หรือว่าต้องใช้เวลาตัดสินใจสักพักถึงจะเลือกได้ “ความลังเล” ถือเป็นธรรมชาติที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่แรกและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวินาทีที่ใช้ชีวิตในแต่ละวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการตัดสินใจว่า “มื้อนี้กินอะไรดี” ซึ่งเราจะลังเลมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพและพื้นฐานนิสัยที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน กับการสัมภาษณ์งาน มีโอกาสสูงที่เราจะเจอคำถามในลักษณะเช่น “ผลงานที่ดีที่สุดของคุณคืออะไร” ซึ่งหน้าที่ของเราคือตัดสินใจเลือกแค่หนึ่งอย่างจากคลังประสบการณ์ที่มีผลงานอยู่มากมาย ถ้ามองผิวเผินอาจรู้สึกว่าคำถามนี้ก็ไม่น่าจะตอบยากอะไร ก็แค่เลือกผลงานสักชิ้นที่เรารู้สึกว่านี่แหละเจ๋งที่สุดแล้ว แต่ถ้าลองวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้นจะเกิดคำถามตัวโตๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ที่สุด” ของเรา จะเป็นคำตอบที่ “เข้าเป้า” และน่าประทับใจมากที่สุดสำหรับนายจ้าง ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จึงมีแนวทางช่วยพัฒนาคำตอบให้เข้าเป้าและเพิ่มโอกาสได้งานมาฝากกันครับ ทำไมนายจ้างถึงถามคำถามนี้ ทุกคำถามสัมภาษณ์งานที่บริษัทเลือกนำมาใช้ ล้วนมีความหมายและวัตถุประสงค์ในตัวของมันเองเสมอ เวลาที่องค์กรจะตัดสินใจจ้างใครสักคน พวกเขาต้องมั่นใจว่าผู้สมัครคนนั้น “เข้ากันได้” ทั้งกับตัวงาน และในระดับภาพรวมขององค์กรด้วย ทำให้ “ผลงาน” ที่เราเลือกนำมาตอบจะแสดงออกว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร และวิธีการที่ทำให้ผลงานชิ้นนั้นๆ สำเร็จขึ้นมาได้จะตอบถึงสไตล์การทำงาน วิธีการตั้งเป้าหมาย รวมถึงเรานิยามคำว่า “ความสำเร็จ” ไว้แบบไหน เลือกผลงานอย่างไรให้คู่ควรกับคำว่า “ที่สุด” วิเคราะห์เป้าหมายขององค์กร วิธีเลือกควรเป็นผลงานที่เจาะไปยังความคาดหวังขององค์กร สอดคล้องกับเป้าหมายที่บริษัทกำลังต้องการ โดยอิงจากการวิเคราะห์เหตุผลในการจ้างงานตำแหน่งนั้นๆ ซึ่งสามารถถอดรหัสได้ตั้งแต่ Job description รวมถึงทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับวิสัยทัศน์องค์กร ไม่ว่าจะด้วยเว็บไซต์บริษัท บทสัมภาษณ์ผู้บริหารในคลิปวิดีโอ ในกรณีที่หางานผ่านตัวแทนอย่างเอเจนซีจัดหางาน เราสามารถสอบถามกับทาง Recruiter ที่มักจะมีข้อมูล Insight เป็นคำแนะนำให้กับผู้สมัครเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายขององค์กรได้โดยตรง ผลงานที่ใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้องกับองค์กรมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใน Job description หรือข้อมูลที่ไปทำการบ้านมาระบุว่าองค์กรให้ความสำคัญกับ “การมีภาวะผู้นำ” ผลงานที่นำมาตอบ ก็ควรมีเราเป็นคนริเริ่มให้เกิดโปรเจกต์นั้นๆ หรือถ้ามีประสบการณ์ในลักษณะของผลงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง สามารถวัดผลได้ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กรได้ชัดเจนก็นับว่าเป็นคะแนนโบนัสเพิ่มความน่าสนใจได้อย่างดี ในกรณีผู้สมัครที่อาจไม่มีผลงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง สามารถใช้วิธีทดแทนด้วยผลงานที่น่าสนใจ ผลงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ เลือกความสำเร็จที่มีอิมแพคต่อองค์กรในเชิงบวก สามารถจับต้องได้ หรือมีเกณฑ์ชี้วัดในเชิงตัวเลข บทบาทการมีส่วนร่วมกับทีม ถ้ามีประสบการณ์ช่วยให้คำแนะนำกับเพื่อนร่วมงาน หรือเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล onboard พนักงานใหม่ก็เป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจในสายตาขององค์กรเช่นกัน  ช่วยพัฒนาระบบในองค์กรให้ดีขึ้น อาจฟังดูเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เรากำลังพูดถึงไม่มากแต่ถือว่ามีคุณค่าสำหรับองค์กรอย่างยิ่ง เพราะการมองเห็นปัญหาและพยายามที่จะแก้ไขแสดงออกถึงคุณสมบัติการทำงานเชิงรุก (Proactive) ที่ไม่ได้เป็นแค่พนักงานที่ “รอคำสั่ง” อย่างเดียว แต่เป็นคนที่มองหาวิธีการพัฒนางานให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นทัศนคติเชิงบวกที่บริษัทไหนก็ต้องการ เล่าให้เรื่องทัชใจด้วยหลักการ S.T.A.R หลังจากที่เราเลือก “หัวข้อ” ของเรื่องที่ดีได้เรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อมาคือการเรียบเรียงด้วยทักษะการสื่อสาร เนื่องจากบรรยากาศที่กดดันอาจทำให้หลายคนเกร็งและเมื่อเราคุมสติไม่อยู่ ก็จะลำดับความคิดออกมาได้ไม่ดี ดังนั้นการถ่ายทอดเรื่องราวที่มีใจความครบถ้วนสมบูรณ์จะต้องเริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้น และไล่เรียงปัญหา รวมถึงวิธีแก้และผลลัพธ์ ซึ่งเคล็ดลับคือในทุกๆ เรื่องราวควรจะมี “จุดต่ำสุด” และ “จุดสูงสุด” เพื่อทำให้เรื่องราวของเราน่าติดตามไปจนถึงตอนจบ โดยหลักการ S.T.A.R คือการกำหนด “โครงสร้างการตอบคำถาม” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนที่พูดไม่เก่ง สามารถตอบคำถามสัมภาษณ์งานได้ดีขึ้น มาจาก 4 ตัวอักษรได้แก่ S: Situation (สถานการณ์) T: Task (หน้าที่ที่รับผิดชอบ) A: Action (ทำวิธีไหน อย่างไร) R: Result (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) ติดตามอ่านเทคนิคการตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้กระชับ ตรงประเด็น ไม่ออกทะเลด้วยหลักการ S.T.A.R ต่อได้ที่นี่ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/evDNO ### Job Relocation ได้งานใหม่แต่ไกลบ้าน ควรพิจารณาอะไรบ้าง Job Relocation ได้งานใหม่แต่ไกลบ้าน ควรพิจารณาอะไรบ้าง การเลือกเปลี่ยนงานไปบริษัทใหม่เพื่อเติบโตในเส้นทางอาชีพบางครั้งอาจมาพร้อมเงื่อนไข Job Relocation ที่ให้เราต้อง “ย้ายที่อยู่” ไปประจำสถานที่ทำงานนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะไปต่างเขต ต่างเมือง ไปจนถึงต่างประเทศ และแม้ว่าโอกาสที่เสนอเข้ามาจะเร้าใจมากขนาดไหน เช่น เงินเดือนสูงขึ้น ได้โปรโมตเลื่อนขั้น ฯลฯ แต่ถ้าลองย้อนนึกถึงสิ่งที่ต้องแลกอย่างการเป็นคนไกลบ้าน ไม่ได้เจอเพื่อน อยู่ห่างจากครอบครัว แถมยังมีหน้าที่รีบจัดการธุระที่ค้างคาให้เรียบร้อย และที่สำคัญต้องไปเริ่มต้นใหม่คนเดียวกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยก็คงทำเอาตัดสินใจได้ยากอยู่เหมือนกัน แล้วถ้าสถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกจริงๆ ระหว่างปล่อยโอกาสทองที่ไม่รู้ว่าจะเข้ามาอีกเมื่อไร กับการยอมห่างบ้านเพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนที่ดีขึ้นคำถามคือถ้าคิดดูให้ดีข้อเสนอนี้ “ได้คุ้มเสีย” หรือเปล่า แล้วมีวิธีพิจารณาปัจจัยต่างๆ เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุดอย่างไร Reeracoen Thailand มีแนวทางมาฝากกันครับ มีปัจจัยด้านไหนให้ต้องพิจารณาบ้าง ลักษณะของงาน เนื้องานที่ทำเหมาะกับทักษะ และตอบสนองเป้าหมายของเราไหม รวมถึงอย่าลืมมองในระยะยาวว่าถ้าหากทำต่อไปได้สักระยะ ในอนาคตเราจะยังให้ความสนใจกับงานนี้อยู่อีกนานแค่ไหน ต่อมาคืองานที่กำลังจะเอาสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไปแลกนั้นสามารถพาเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพได้ไกลมากพอไหมจะได้ไม่เสียดายโอกาสอื่นๆ ที่อาจเข้ามาในอนาคต ค่าใช้จ่าย เงินเดือน และเป้าหมายทางการเงิน โอกาสงานครั้งนี้มาพร้อมการขึ้นเงินเดือนกี่เปอร์เซ็นต์ มีค่าครองชีพ การเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมาเท่าไร จำนวนเงินนี้สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นได้ไหม มีผลกระทบต่อเป้าหมายด้านการเงิน หรือการลงทุนหรือไม่ เพราะโดยทั่วไปการย้ายงานแต่ละครั้งจะมาพร้อมรายได้ที่เพิ่มขึ้น 10-20% แต่ตัวเลขเท่านี้อาจไม่พอในกรณีที่ต้องมีการย้ายที่อยู่อาศัย เนื่องจากค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ในกรณีดังกล่าวส่วนใหญ่บริษัทจะมีสวัสดิการจัดหาที่อยู่ใหม่ รวมถึงเพิ่มส่วนของ Cost of living allowance (COLA) ให้ด้วย  สภาพแวดล้อมของที่อยู่ใหม่ นอกจากตัวงานแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ควรศึกษาเพิ่มเติมก็คือสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ควรจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ หรือความคาดหวังที่มีต่อการย้ายงานใหม่ด้วย เพราะบางครั้งแม้ว่างานจะดี แต่ปัจจัยรอบข้างไม่เอื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีก็สามารถกลายเป็นสาเหตุให้ไม่มีความสุขได้เช่นกัน  เหตุผลของการย้าย เป็นการ “เข้าหา” หรือ “ถอยห่าง” จากอะไรหรือไม่ เพราะเหตุผลที่จะทำให้เราตัดสินใจเลือกย้ายงานใหม่ถ้าไม่ใช่เพื่อหนีจากบางสิ่ง ก็เพราะต้องการเดินเข้าหาบางอย่าง ซึ่งการพยายามพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์แย่ๆ คือไอเดียที่ดีและจะยิ่งดีขึ้นอีก ถ้าเจอทางเลือกใหม่ที่ตอบสนองความคาดหวังของเราด้วยที่สำคัญ เมื่อเราตัดสินใจเลือกที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแล้วไม่ได้มีแค่เราในปัจจุบันที่จะได้รับผลกระทบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นรากฐานของชีวิตในอนาคตด้วย ดังนั้นควรจะมั่นใจในระดับหนึ่งว่าเส้นทางข้างหน้าแม้จะต้องเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่าสำหรับการลงทุนแรงกาย แรงใจ มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บทสรุปถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงระหว่างการพิจารณาเปลี่ยนงานที่มาพร้อมกับเงื่อนไขว่าต้องย้ายที่อยู่ไปต่างพื้นที่ พยายามมองภาพรวมให้กว้าง ทั้งข้อดี ข้อเสียที่จะตามมา หรือเลือกเปิดโอกาสใหม่ในแบบที่ตรงโจทย์และตรงใจ ไม่ว่าจะอยากทำงานใกล้บ้าน หรือมองหาความท้าทายใหม่ก็หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand ### งาน Marketing เรียนการตลาดทำงานอะไรได้บ้าง สำรวจแนวทางและตำแหน่งงานได้ที่นี่ งาน Marketing เรียนการตลาดทำงานอะไรได้บ้าง สำรวจแนวทางและตำแหน่งงานได้ที่นี่ การแข่งขันของภาคธุรกิจในปัจจุบันนอกจากคุณภาพของสินค้า / บริการที่ดีแล้ว ยังต้องอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดที่เฉียบคมเพื่อให้แบรนด์โดดเด่น เป็นที่จดจำเหนือคู่แข่งและประสบความสำเร็จต่อไปได้ในระยะยาว ซึ่งโจทย์ใหญ่ของงาน Marketingก็คือทำอย่างไรให้สินค้า / บริการจากบริษัท สามารถเจาะเข้าไปยึดพื้นที่ในใจกลุ่มลูกค้า ไม่ใช่แค่ซื้อแล้วจบไป แต่ยังตัดสินใจซื้อซ้ำและกลายมาเป็น Brand loyalty ในที่สุด ด้วยลักษณะงานที่ดูคล้ายการหาวิธีทลาย ‘กำแพง’ และหว่านล้อมเป้าหมายให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ทำให้อาชีพนักการตลาด หรือสายงาน Marketing เป็นอีกหนึ่งสายอาชีพที่น่าสนุก มีหลายคนให้ความสนใจ ไปจนถึงอยากรู้ว่าประกอบไปด้วยงานแบบไหนบ้าง ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพาไปสำรวจพร้อมๆ กันว่าสถานีถัดไปหลังเรียนจบสายการตลาดจะสามารถทำงานแบบไหน น่าสนใจอย่างไร โดยเริ่มจากการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักได้แก่ 1) บริษัทเอเจนซีโฆษณา (Advertising Agency) เริ่มด้วยงาน Marketing สายเอเจนซี มีหน้าที่ดูแลแคมเปญการตลาด ตามแต่ละวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่อาจจะมาจากฝั่ง Corporate อีกที เช่น กระตุ้นยอดขาย โปรโมตสินค้า เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การหาข้อมูล คิดแผน กำหนดกลยุทธ์ ผลิตชิ้นงาน ติดต่อภายนอก อาทิ ดีลงานกับ KOLs, Production House, เช่าสถานที่ นับเป็นสายงานที่ว่ากันว่า ‘งานหนัก’ มากถึงมากที่สุด ตารางงานไม่ค่อยแน่นอน มีเวลาส่วนตัวน้อย เนื่องจากลูกค้าบางเจ้าอาจเป็นบริษัทต่างชาติที่ Time zone ต่างกัน แต่ก็แลกมากับประสบการณ์เนื้อๆ ที่อาจหาไม่ได้จากที่ไหนเช่นกัน สำหรับจุดเด่นของการทำงานในสายเอเจนซีโฆษณาก็จะมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ที่หลากหลาย ได้ใช้ความสามารถลงมือทำงานจริงแบบเต็มที่ซึ่งแม้จะมีความกดดันสูงแต่ก็ช่วยให้เติบโตได้เร็ว หมายเหตุ เอเจนซีแต่ละแห่งจะมีจุดเด่นที่ต่างกัน เช่น บางที่ถนัด Production บางที่อาจจะเน้น Digital Marketing เป็นหลัก สังเกตได้จากรางวัล หรือ Achievement ของแต่ละบริษัท ด้านโครงสร้างองค์กร บริษัทเอเจนซีจะแบ่งเป็นแผนกชัดเจน เช่น ทีม Account Executive, ทีม Graphic Designer, ทีม Media Planner ซึ่งแต่ละแผนกก็จะมีพนักงานหลายคนและใช้วิธีสร้าง ‘ทีมเฉพาะกิจ’ ดึงเอาคนมาจากแต่ละส่วนมาทำงานร่วมกันเป็นโปรเจกต์ 2) บริษัท Corporate งาน Marketing ฝั่ง Corporate จะต่างจากสายเอเจนซีตรงที่ลักษณะงานจะระบุชัดเจนว่าดูแลสินค้าประเภทไหน ส่วนใหญ่แผนการตลาดก็จะล้อไปกับแนวทางธุรกิจของบริษัทด้วย วัตถุประสงค์ของการทำ Marketing ในบริษัท Corporate ก็จะมีทั้ง Business to Business (B2B) และ Business to Consumer (B2C) ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีช่องทางและเครื่องมือทำแคมเปญที่ต่างกัน เช่น บางบริษัทอาจเน้นใช้ Digital marketing เป็นสื่อกลาง ในขณะที่บางธุรกิจต้องอาศัย Out of home media ค่อนข้างมากจึงอาศัยทักษะความรู้ที่มีความเฉพาะทางในแต่ละด้านด้วย ส่วนโครงสร้างองค์กรจะต่างจากบริษัทเอเจนซี ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กร รวมถึงการให้ความสำคัญกับฝ่ายการตลาด สำหรับคนที่สนใจก็อาจจะต้องทำการบ้านเพิ่มเติม หาข้อมูลว่าฝ่าย Marketing ในบริษัทที่เรากำลังสนใจอยู่มีขนาดทีมใหญ่แค่ไหน แต่ละตำแหน่งมีทำอยู่กี่คนและมีรูปแบบการทำงานอย่างไรบ้าง ตัวอย่างตำแหน่งงานในสายงาน Marketing มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft อย่าง Bill Gates เคยกล่าววลีอันโด่งดังไว้ว่า “Content is King” ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อแบรนด์และเปลี่ยนจาก ‘ผู้อ่าน’ เป็นคนที่เชื่อมั่นและกลายเป็น ‘ผู้ซื้อ’ ในที่สุด อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทจะมีชื่อเรียกตำแหน่งงานลักษณะนี้ต่างกันไม่ว่าจะเป็น Content Creator, Content Writer, Creative Content ซึ่งงาน Content Marketing เป็นหนึ่งในตำแหน่งสำคัญสำหรับการตลาดออนไลน์บนโลกยุคดิจิทัล ณ ปัจจุบันที่ผู้คนมีพฤติกรรมใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียอยู่เกือบตลอดเวลา ตั้งแต่ค้นหาข้อมูล ทำงาน รวมถึงซื้อสินค้าออนไลน์ (E-commerce) ทำให้ Content Marketing มีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์การสื่อสารผ่านเนื้อหาแต่ละรูปแบบทั้งในลักษณะบทความ รูปภาพ และวิดีโอคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่แตกต่างกัน เช่น กระตุ้นยอดขาย สร้าง Brand awareness เป็นต้น คุณสมบัติพื้นฐานของคนที่จะทำงานสาย Content คือสามารถค้นหาข้อมูลเพื่อนำมาเรียบเรียง และสื่อสารได้อย่างเข้าใจ รู้จักจุดเด่น กับพฤติกรรมของผู้ใช้ในแต่ละแพลตฟอร์ม อาทิ Facebook, Instagram, Google รวมถึงเว็บอื่นๆ เพื่อกำหนดรูปแบบคอนเทนต์กับเนื้อหาในการสื่อสารได้ดีขึ้น เป็นผู้จัดซื้อพื้นที่สื่อทั้งในรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ เช่น โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Youtube รวมถึงเว็บไซต์ ตลอดจนขึ้นป้ายในสถานที่ต่างๆ เพื่อทำการโฆษณาตามแคมเปญที่ทีมได้กำหนดไว้ โดยหัวใจสำคัญของ Media Buyer คือการ ‘ต่อรอง’ นำชิ้นงานไปโชว์บนพื้นที่ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมหาจุดคุ้มทุนของการโฆษณาภายใต้งบประมาณที่จ่าย จัดการกับตัวเลขได้ดี สามารถดึงข้อมูลทำรีพอร์ตต่อได้ นอกจากนี้ ควรมีความรู้ในการใช้งานสื่อต่างๆ อย่างดีเยี่ยม เพราะบางครั้งอาจต้องมีการแก้ปัญหาหน้างาน เช่น โฆษณาโดนแบน หรือมีการปรับงบสำหรับซื้อพื้นที่สื่อเมื่อเกิดกรณีดังกล่าว Media Buyer ก็จะเป็นคนที่เข้ามาจัดการ SEO Specialist (Search Engine Optimization) Content Marketing คือเครื่องมือทางการตลาดที่ใช้การสื่อสารด้วยเนื้อหาที่สร้างมุมมองเชิงบวกต่อแบรนด์ แต่ในเทรนด์ปัจจุบันซึ่งแบรนด์ไหนๆ ก็หันมาแข่งขันด้วยคอนเทนต์ แต่ละแพลตฟอร์มจึงมีคอนเทนต์ฟีดเข้ามาในแต่ละวันเยอะมาก ทำให้ SEO เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่องค์กรจะขาดไปไม่ได้ ความสำคัญของตำแหน่งด้าน SEO มีอยู่หลายด้าน เริ่มจากการเพิ่มความโดดเด่นของเนื้อหา และแบรนด์ ปกติแล้วถ้าจะค้นหาข้อมูลสักเรื่องส่วนใหญ่ก็จะใช้ Google ซึ่ง Google ถือเป็นเครื่องมือค้นหาอัจฉริยะที่นำข้อมูลบนเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียมาเทียบกับคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานต้องการค้นหา แล้วแสดงผลลัพธ์เนื้อหาที่ตรงกับคีย์เวิร์ดนั้นๆ ดังนั้นหน้าที่ของ SEO Specialist ก็คือวางแผนสร้างเนื้อหาให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง กำหนดคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ หรือสินค้าและบริการเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเราเจอก่อนเจ้าอื่นๆ ผู้จัดการโซเชียลมีเดีย (Social Media Manager) ด้วยรูปแบบการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในปัจจุบันที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต นับเป็นพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ ข้อมูลในปี 2021 พบว่าจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลทั่วโลกมีมากถึง 4.48 พันล้านคน (มากกว่าครึ่งของประชากรทั้งโลก) จากปริมาณผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประกอบการก็ยิ่งเห็นโอกาสในการเข้าไปทำธุรกิจมากขึ้น เช่น สร้างเพจประชาสัมพันธ์ข้อมูล สร้างฐานลูกค้า ทำโฆษณา โซเชียลมีเดียจึงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับงาน Marketing ในฐานะ ‘ตัวแทนของแบรนด์’ และเจาะเข้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสกลายเป็นลูกค้าในอนาคต ตำแหน่ง Social Media Manager อาศัยความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเลือกใช้คำ ออกแบบภาพและวิดีโอที่น่าสนใจ ประกอบกับความเข้าใจในแต่ละแพลตฟอร์มอย่างลึกซึ้ง สามารถบริหารจัดการรักษาความพันธ์ที่ดีกับลูกเพจโดยกำหนดรูปแบบเนื้อหาของแต่ละวันอย่างเหมาะสม อัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ และความเป็นไปบนโลกโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ ผู้จัดการแบรนด์ (Brand Manager) ดูแลแคมเปญการตลาด และงาน Marketing ทั้งหมดของสินค้า/บริการ โดยประสานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทีมคอนเทนต์ ทีมกราฟิก ทีมมีเดียเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงคุณค่าของแบรนด์ไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสม จึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีไหวพริบที่ดี มีทักษะการนำเสนอกับโน้มน้าวใจเป็นจุดแข็ง เนื่องจากต้องซื้อใจผู้บริหารให้เชื่อมั่นในกลยุทธ์ รู้จักวิเคราะห์ตลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค นักวิเคราะห์การตลาด (Market Research Analyst) การที่แคมเปญโฆษณาจะประสบผลสำเร็จ ต้องเริ่มจากกระบวยการคิดตั้งแต่ต้นนำ เมื่อมีข้อมูลที่มากพอก็จะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะพฤติกรรมผู้บริโภค ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ สถานการณ์แวดล้อม โอกาส-อุปสรรค และสามารถวางแผนกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างเฉียบขาด สำหรับนักวิจัยการตลาด จะต้องมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในเชิงการวิจัยคุณภาพ (Qualitative) และเชิงปริมาณ (Quantitative) เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาวางกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (Public Relation) การทำ Marketing เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว องค์กรยังจำเป็นต้องมีทีม PR ด้วยเช่นกัน เพราะแม้จะมีลักษณะการทำงานคล้ายกัน แต่มี "เป้าหมาย" ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ถ้างาน Marketing มีไว้เพื่อเน้นเพิ่มการรับรู้สินค้า กระตุ้นยอดขาย งาน PR ก็มีไว้เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์แบรนด์ กล่าวคือนอกจากจะมีสินค้า/บริการที่ดี ยังมีภาพลักษณ์ที่น่าสนับสนุนอีกด้วย หน้าที่ของฝ่าย PR จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานสามข้อได้แก่ "ก่อ-กัน-แก้" หรือหมายถึงก่อสร้างความพันธ์ที่ดี ป้องกันมุมมองเชิงลบ และแก้ไขความเข้าใจผิด โดยมีเป้าหมนยเป็นการสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับแบรนด์ ทั้งกับลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงานในองค์กรอีกด้วย ปัจจุบันหลายบริษัทไม่ได้แข่งขันกันในด้าน Marketing เพียงอย่างเดียว แต่ยังแข่งกันในแง่ของภาพลักษณ์องค์กรด้วย เห็นได้จากแคมเปญ CSR หรืองานการกุศลเพื่อสังคมจำนวนมาก เพราะปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัว ไม่ใช่แค่สินค้า ดังนั้นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ "ถูกจริต" กลุ่มลูกค้า ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นนั่นเอง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: จบวิศวะทำงานอะไรได้บ้าง? สำรวจตำแหน่งต่างๆ ได้ที่นี่ ### เขียนประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่เยอะเกินไป อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่คิด เขียนประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่เยอะเกินไป อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่คิด หลายคนมีมุมมองและยึดถือความเชื่อเกี่ยวกับการเขียนข้อมูลของตัวเองลงในเรซูเม่ ด้วยแนวคิดที่ว่ายิ่งมีประสบการณ์ทำงานเยอะเท่าไรก็จะยิ่งเป็นผู้สมัครที่น่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น จึงพยายามที่จะยัดประสบการณ์ลงไปเยอะๆ ชนิดที่ว่าชีวิตนี้เคยทำอะไรก็เขียนลงไปให้หมด เพื่อพยายามเพิ่มมูลค่าโปรไฟล์ด้วยประวัติการทำงาน และผลที่ได้คือเรซูเม่สมัครงานของบางคนแทบจะไม่ต่างจากหนังสือชีวประวัติส่วนตัวซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้โปรไฟล์ของเราถูกปัดตกไป คำถามคือแล้วเราควรเขียนประสบการณ์ทำงานอย่างไร แค่ไหนถึงเรียกว่าเหมาะสม Reeracoen Thailand มีคำแนะนำมาฝากกันดังนี้ครับ ทำไมเราไม่ควรบอกเล่าประสบการณ์ทำงานทุกอย่างลงในเรซูเม่ ดูไม่มีทิศทาง/เป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน ในชีวิตการทำงาน แต่ละคนมักจะมีเป้าหมายเป็นขั้นบันไดที่เรียกว่า Career path ในแบบของตัวเอง ดังนั้นคนที่มีจุดหมายในแต่ละขั้นที่ชัดเจน รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เป้าหมายต่อไปคือที่ไหน ก็จะทำให้องค์กรเข้าใจภาพรวมตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเป้าหมายในอนาคตที่ผู้สมัครอยากจะเป็น และสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ง่าย อาจเป็น Red Flag ในสายตาองค์กร การมีประวัติทำงานหลายบริษัทภายในระยะเวลาสั้นๆ อาจสื่อถึงการเป็นคนย้ายงานบ่อย และตีความได้ว่าเป็น Job hopper ที่มีเป้าหมายเข้ามาเพื่อเก็บโปรไฟล์ มีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่เคยอยู่บริษัทไหนได้นาน ซึ่งในแง่ของงานบริหารบุคคลในองค์กร หน้าที่หลักคือต้องพยายามลดอัตราการลาออกหรือจำกัด Turnover rate ให้มีตัวเลขน้อยที่สุด ดังนั้นการรับผู้สมัครที่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าวเข้ามาจึงเป็นตัวเลือกลำดับท้ายๆ ที่จะนำมาพิจารณา เยอะไป ไม่อ่าน วิธีแก้ปัญหาข้อมูลประวัติการทำงานที่มีมากเกินไป แบบแรกคือ เพิ่มหน้าเอกสารเป็น 2-3 แผ่น ส่วนวิธีที่สองคือย่อขนาดตัวอักษรให้เล็กลง ซึ่งทั้งสองวิธีล้วนเพิ่มความยากให้งานของฝ่ายคัดกรองและเป็นสาเหตุให้ “ไม่อ่าน” และพร้อมปัดตกทันที เนื่องจากการเปิดรับสมัครงานหนึ่งตำแหน่งอาจมีคนสมัครเข้ามาตั้งแต่หลักสิบ ไปจนถึงหลักร้อย แน่นอนว่าฝ่ายคัดกรองไม่สามารถอ่านทุกตัวอักษรหลังจากอ่านไปสักพักถ้าไม่เจอจุดที่น่าสนใจก็สามารถเก็บใบสมัครของเราทิ้งลงใต้โต๊ะได้เลย ถูกจัดในกลุ่ม Overqualified การมีชั่วโมงบินในการทำงานสูงเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งการมีโปรไฟล์ที่ “หรู” เกินกว่าตำแหน่งที่สมัครอาจกลายเป็นการลดโอกาสได้งานด้วยเหตุผลต่อไปนี้ โปรไฟล์หรูมักจะแลกมาด้วยราคาค่าตัวที่สูงขึ้น ไม่ค่อยเหลือพื้นที่ให้เรียนรู้หรือเติบโตในองค์กรต่อไป ถ้างานไม่ท้าทาย อาจเบื่อง่ายและย้ายงานเร็ว ทำอย่างไรให้ประสบการณ์สูงไม่กลายมาเป็นอุปสรรคในการสมัครงาน เลือกเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัคร หากว่ากันตามตรรกะพื้นฐาน ยิ่งมีข้อมูลเยอะ เรายิ่งตัดสินใจได้ง่าย เช่นเดียวกัน ยิ่งองค์กรรู้ถึง Background เกี่ยวกับผู้สมัครได้มากเท่าไร การคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทั้งเวลาและกำลังคนทำให้องค์กรไม่สามารถใช้เวลาคัดกรองได้ละเอียดขนาดนั้น แต่จะแทนที่ด้วยวิธีการอ่านเอกสารด้วยความรวดเร็วแล้วจับคีย์เวิร์ดที่ตรงตาม Requirement ได้กำหนดไว้ เราจึงต้องรู้จักเลือกใช้ข้อมูลให้เป็นเน้นคัดเฉพาะที่ใกล้เคียงกับงานที่สมัครไม่เกิน 4 อย่างโดยจัดลำดับให้ “งานล่าสุด” ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เนื่องจากองค์กรจะดูที่งานปัจจุบันหรืองานล่าสุดก่อนเสมอ เพราะเป็นส่วนที่บ่งบอกถึงตัวตนของเราในตอนนี้ทั้งหมดทั้งตำแหน่งงาน ลักษณะงาน รวมถึงทักษะที่ใช้งานบ่อย ถ้าส่วนแรกนี้ผ่าน ก็จะย้อนลงไปดูประวัติส่วนอื่นเพิ่มเติมว่ามีส่วนไหนสอดคล้องกับการทำงานในตำแหน่งนั้นๆ บ้าง สำหรับคนที่ “เสียดาย” และคิดประวัติส่วนอื่นยังสำคัญก็มีวิธีการแก้ปัญหา 3 วิธี จัดส่วน Early career ที่สรุปช่วงต้นของชีวิตการทำงานเปลี่ยนรูปแบบเป็นลิสต์ที่ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดเยอะ เท่านี้ก็จะไม่ต้องเปลืองพื้นที่ หรือย่อขนาดตัวอักษรแถมยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับประกอบการตัดสินใจด้วย อธิบายลงในจดหมายสมัครงานตั้งแต่ต้น Cover letter หรือจดหมายสมัครงานเป็นเครื่องมือที่ดีที่เราจะได้ใช้โอกาสอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยที่อาจจะเกิดขึ้น เป้าหมายคือสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนว่าทำไมถึงสมัครงานตำแหน่งนี้เรากำลังคาดหวังเรื่องอะไร สามารถสร้างอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง ซึ่งจะทำให้ฝ่ายคัดกรองเกิดมุมมองที่ดีและเพิ่มโอกาสสัมภาษณ์งาน พร้อมระบุความคาดหวังเงินเดือนให้ชัดเจน ส่วนสุดท้ายคือพยายามลดความกังวลของฝ่ายคัดกรองเกี่ยวกับ “ค่าตัว” เพราะคุณสมบัติที่สูงเกินไปอาจทำให้องค์กรรู้สึกว่าจ่ายเงินเดือนไม่ไหว จึงควรชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดไปเอง ที่สำคัญคือต้องรู้ตัวเลขพื้นฐานก่อนว่าในตำแหน่งงานเดียวกันนี้บริษัทอื่นๆ เขาจ่ายกันเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไรเพื่อหาตัวเลขเหมาะสมที่สุด อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม: สรุปทุกเรื่องที่ควรรู้และการใช้ประโยชน์จาก Job Description ในทุกขั้นตอนสมัครงาน แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/krGW8 https://shorturl.at/bqFP7 https://shorturl.at/rEZ18 https://shorturl.at/kpBH9 ### จบวิศวะทำงานอะไรได้บ้าง สำรวจตำแหน่งงานในสาย Engineer ได้ที่นี่ จบวิศวะทำงานอะไรได้บ้าง สำรวจตำแหน่งงานในสาย Engineer ได้ที่นี่ คณะวิศวกรรมศาสตร์นับว่าเป็นหนึ่งในคณะยอดนิยมของชาวไทย และหากเทียบสัดส่วนจำนวนนักศึกษากับแต่ละคณะจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก็ถือว่ามีจำนวนค่อนข้างเยอะกว่าสาขาวิชาอื่นๆ ทั้งนี้เพราะสาขาวิชาด้านวิศวกรรมศาสตร์มักจะถูกมองว่าสามารถการันตีความมั่นคงทางอาชีพได้ เรียนจบวิศวะมาแล้วมีโอกาสตกงานค่อนข้างน้อย แถมยังได้รับเรทเงินเดือนที่ดีกว่าสายงานอื่นๆ โดยมีหลักสูตรให้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย เช่น วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมอุตสาหการ ฯลฯ สำหรับปลายทางหลังเรียนจบก็มีหลายคนที่สงสัยว่าจบวิศวะแล้วทำงานอะไรดี Reeracoen Thailand มีตัวอย่างตำแหน่งงานมาแนะนำเป็นแนวทางกันครับ 1) Production Planning ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพ บริหารจัดระเบียบการทำงาน ควบคู่กับประเมินทรัพยากรภายในองค์กรทั้งแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร และกระบวนการผลิต (4M) สาขาวิชา: จบวิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineer) ที่เน้นเรียนในด้านการควบคุมการผลิตโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ 2)  Production Engineer มีหน้าที่ดูแลสายการผลิตให้ทำงานได้ตามเป้า คอยแก้ไขและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับหน้างาน โดยทำงานร่วมกับฝ่ายปฏิบัติการในไลน์การผลิตและคิดหาวิธีเพิ่มทั้งผลผลิต และประสิทธิภาพด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด สาขาวิชา: วิศวกรรมการผลิต หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) Maintenance Engineer (วิศวกรซ่อมบำรุง) มีหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต วางแผนการซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ป้องกันการชำรุด และความเสื่อมที่เกิดขึ้นจากอายุการใช้งาน ซึ่งส่วนมากจะเป็นระบบเครื่องกลหรือระบบไฟฟ้าเป็นหลัก จึงมักจะกำหนด Requirement เป็นคนที่จบวิศวะเครื่องกลและวิศวะไฟฟ้า สาขาวิชา: วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineer), วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineer) 4) Project Engineer / New Model Engineer เป็นวิศวกรที่มีระดับประสบการณ์สูง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานที่เข้ามาในรูปแบบของโปรเจกต์ เช่น เมื่อบริษัทมีแผนปรับการผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ ทีม Project / New model ก็จะเข้ามามีบทบาททดสอบการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา วางแผนบริหารแรงงานคนและเครื่องจักร รวมถึงตรวจสอบคุณภาพและกำหนดกระบวนการก่อนเริ่มผลิตจริงให้ไลน์การผลิตมีประสิทธิภาพ สาขาวิชา: วิศวกรรมศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง 5) R&D Engineer ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ ทดลองปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้ทักษะเชิงวิศวกรรมเฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น R&D Engineer ในโรงงานผลิตรถยนต์ ก็อาจอาศัยทักษะวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า เป็นต้น สาขาวิชา: วิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงาน 6) Sales Engineer สำหรับคนที่เรียนจบวิศวะแต่ไม่ได้อยากทำโรงงานหรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสายพานอุตสาหกรรมการผลิต ตำแหน่ง Sales Engineer ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกโดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายสินค้า/ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่จบมา เนื่องจากบางอย่างจำเป็นต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น การจะขายเทคโนโลยีด้าน Automation ก็ต้องมีความเข้าใจระบบโรงงานเพื่อนำเสนอสินค้าว่ามีจุดเด่นอะไร เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในด้านไหน สาขาวิชา: วิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงาน 7) Structural Engineer (วิศวกรโครงสร้าง) มีหน้าที่วิเคราะห์ อ่านแปลน ออกแบบและปรับปรุงโครงสร้างอาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ ยานพาหนะ อาศัยทักษะการคำนวณขั้นสูง มีความละเอียดรอบคอบในระดับสูงสุด โดยทำงานร่วมกับวิศวกรจากสาขาอื่นๆ ให้การออกแบบราบรื่นและมีความปลอดภัยต่อการใช้งานมากที่สุด สาขาวิชา: วิศวกรรมโยธา (Civil Engineer) 8) Site Engineer/ Project Engineer ศึกษาแบบแปลนเพื่อวางแผนควบคุมงานก่อสร้างกำกับดูแลไซต์งาน จัดการทรัพยากร บริหารงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดและตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ สาขาวิชา: วิศวกรรมโยธา (Civil Engineer) ค้นหาตำแหน่งงานสายวิศวะ (Engineering Jobs) ### สัมภาษณ์งานไม่ผ่าน เพราะพยายาม “ปิดบังข้อเสีย” ของตัวเองมากเกินไป สัมภาษณ์งานไม่ผ่าน เพราะพยายาม “ปิดบังข้อเสีย” ของตัวเองมากเกินไป ในมุมมองทั่วไปการสัมภาษณ์งานคือการที่องค์กร (นายจ้าง) และผู้สมัคร (ลูกจ้าง) มานั่งพูดคุยทำความรู้จัก พร้อมหาข้อสรุปในแต่ละประเด็น ทั้งหน้าที่ ความคาดหวัง เป้าหมาย ตลอดจนผลตอบแทนก่อนจะตัดสินใจ “ไปต่อ” หรือควรพอแค่นี้ สำหรับข้อมูลที่ผู้สมัครต้องการจากการสัมภาษณ์หลักๆ คือ ตำแหน่งงานนี้ “ต้องทำอะไรบ้าง” รูปแบบการทำงานที่นี่เป็นอย่างไร คุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้นหลังจากนั้น มี Career path รองรับในระดับไหน ในส่วนขององค์กรอาจต่างไปเล็กน้อยซึ่งมีเนื้อหาสาระหลักๆ อยู่ 4 ด้านด้วยกัน ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ “บุคลิกนิสัย” สไตล์เข้ากับองค์กรได้ มีความมุ่งมั่นและแพชชันที่น่าสนใจ จะเป็นการตัดสินใจที่ “คุ้มค่า” ในอนาคต เมื่อเข้าใจเป้าหมายที่องค์กรมองหาแล้วผู้สมัครก็จะใช้เวลาเตรียมตัวได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหนึ่งในข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายคนสัมภาษณ์งานไม่ผ่านอยู่บ่อยๆ ก็คือการตั้งเป้าเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะพยายามปิดบังตำหนิหรือข้อเสียของตัวเองเพราะเชื่อว่ายิ่ง “ไร้ที่ติ” ก็จะยิ่งมีโอกาสได้งานสูง ยกตัวอย่าง เมื่อองค์กรอยากรู้จักผู้สมัครมากขึ้นก็อาจใช้คำถามที่ให้บอกเล่าเกี่ยวกับความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น กลุ่มที่มีทัศนคติว่าตัวเราต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้น ก็จะพยายามเลี่ยงการเปิดเผยจุดอ่อนและเบี่ยงประเด็นไปพูดถึงเรื่องอื่นแทน เช่น "ไม่เคยมีประวัติทำงานแล้วผิดพลาด" เพราะหมั่นเช็กความเรียบร้อยก่อนเสมอ ถ้าลองเอาตัวเองไปนั่งอยู่ในสถานการณ์นั้นก็จะพบว่ามันดูจะเกินจริงไปสักหน่อย เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะไม่เคยทำพลาดเลย ดังนั้นแทนที่คำตอบนี้จะช่วย “สร้างเครดิต” กลับกลายเป็นการ “ดิสเครดิต” ให้ตัวเองดูไม่น่าเชื่อถือแทนเสียอย่างนั้น นอกจากนี้หากย้อนกลับไปที่เป้าหมายการสัมภาษณ์ขององค์กรข้อที่ 4 คือการพิจารณาว่า “คุ้มค่า” ต่ออนาคตหรือไม่ แสดงว่าเกณฑ์การคัดเลือกจะไม่ใช่แค่ทำงานตอนนี้ได้ดี แต่ยังต้องมีพื้นที่ให้พัฒนาสำหรับอนาคตขององค์กรด้วย ดังนั้นการพยายามปกปิดข้อผิดพลาดในอดีต จึงเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่องค์กรมองหาอย่าง Growth Mindset ที่เป็นคุณสมบัติพื้นฐาน ทำให้เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ กล้าออกนอกกรอบและมอง “ความล้มเหลว” เป็นขั้นบันไดของความสำเร็จ การที่ใครสักคนจะมีตำหนิบ้าง ไม่ใช่อาชญากรรมเลวร้าย เพราะองค์กรเองก็อยากทำความเข้าใจตัวตนของผู้สมัครให้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการมีข้อเสียหรือความผิดพลาดคือความกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียนรู้เพื่อก้าวข้ามกำแพงเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าทุกปัญหาควรถูกขุดขึ้นมาพูดถึง กุญแจสำคัญอันดับแรกคือเลือกจากสิ่งที่กำลังพัฒนาหรือแก้ไขแล้ว โดยไม่ใช่จุดอ่อนที่ “แก้ยาก” จนมองไม่เห็นหนทางและถ้าให้ดีที่สุดคือใช้สิ่งที่เคยเป็นปัญหาจริงๆ แต่ปัจจุบันสามารถเอาชนะได้จนกลายเป็น “จุดเด่น” ในที่สุด อ่านบทความเสริมทักษะการสัมภาษณ์งาน: รู้จักสไตล์และจุดเด่นตัวเองให้มากขึ้น ผ่าน 4 รูปแบบหลักของการสัมภาษณ์งาน กฎ 3 ข้อในการแสดงทักษะ "การทำงานเป็นทีม" ระหว่างสัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/dijT6 ### 5 ทักษะสายงานไอที ที่นายจ้างกำลังต้องการในปี 2024 5 ทักษะสายงานไอที ที่นายจ้างกำลังต้องการในปี 2024 เทคโนโลยี คือสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงพลังและมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในอัตราที่รวดเร็วมากๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ "โทรศัพท์มือถือ" ที่มีรุ่นใหม่ออกมาให้ได้ตามซื้อกันทุกๆ ปี แต่แน่นอนคำว่า "ของใหม่" ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นจากอากาศ เพราะเครดิตทั้งหมดต้องยกให้กับทีมงานเบื้องหลังอย่าง Programmer, Software Engineer, Developer และบุคคลที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม IT ทั้งหลายที่ทุ่มเทพัฒนาโปรแกรมและซอฟต์แวร์ให้กับผู้ใช้ ซึ่งการจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างในปัจจุบันก็จำเป็นต้องอาศัย ‘ชุดทักษะ’ ที่เหมาะสม ข้อมูลการจ้างงานจากบริษัท Magnit พบ 5 ทักษะการทำงานสาย IT ที่นายจ้างกำลังตามหาในปี 2024 1) Microsoft Azure Microsoft Azure คือบริการ Cloud Computing ที่มีรูปแบบเป็นการเช่าใช้งานเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีฟังก์ชันที่หลากหลายให้เลือกใช้กว่า 100 บริการ เช่น เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ให้บริการเน็ตเวิร์ก จัดการแอปพลิเคชัน พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งข้อดีของระบบ “คลาวด์” คือการลดปัญหายุ่งยาก ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่อาจเสี่ยงต่อการชำรุด หรือสูญหายได้ จึงสามารถปรับโครงสร้างด้านงานไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น 2) Analytical Skills หลักการทำงานของทักษะคิดวิเคราะห์คือการรวบรวม และตีความข้อมูลที่มีปริมาณมากสำหรับนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจขั้นต่อไป ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติสำคัญของทุกสายงานและเป็นรากฐานแนวคิดแบบ Growth Mindset ที่ช่วยเปิดโอกาสพัฒนาตัวเองจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ พร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถใช้ประเมินหาข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ 3) AWS (Amazon Web Services) เป็นบริการด้านงาน IT บนระบบคลาวด์ (Cloud Computing) ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีเครื่องมือให้เลือกใช้งานมากกว่า 200 รูปแบบคล้ายกับ Microsoft Azure ที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น แต่มีความแตกต่างในแง่ของราคา ความยืดหยุ่น และการใช้งานสามารถใช้ครอบคลุมงาน IT ได้ทุกประเภท ตั้งแต่การให้บริการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน บริการ Server เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล และอื่นๆ 4) Jira Jira เป็นหนึ่งในเครื่องมือติดตามสถานะการทำงานหรือ Task Management Software เพื่อช่วยด้านการบริหารทีม และกระจายงานกันง่ายขึ้น เพราะงานด้าน IT อาจมีรายละเอียดที่ต้องอัปเดตกันอยู่เสมอ ทำให้ต้องมี ‘พื้นที่ตรงกลาง’ ที่สามารถเช็กความคืบหน้าได้ ซึ่งแต่ละคนจะรู้หน้าที่ที่ชัดเจน แก้ปัญหาสั่งงานแล้วไม่คืบหน้า 5) Cybersecurity สถิติในปี 2023 ที่ผ่านมาพบค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายจากการถูกเจาะข้อมูลต่อครั้งอยู่ที่ 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นโดยเฉพาะยุคปัจจุบันเมื่อธุรกิจปรับตัวสู่ Hybrid working ที่เน้น ‘ทางไกล’ มากขึ้น โดยพนักงานสามารถทำงานร่วมกันบนระบบคลาวด์จากที่บ้าน ความเสี่ยงที่ ‘ข้อมูลสำคัญ’ จะรั่วไหลจึงง่ายขึ้นด้วย องค์กรจึงต้องเพิ่มมาตรการและพยายามหนักขึ้นเพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจเจอกับภัยคุกคามภายนอก อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ชี้เป้า 20 สายงานกำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุดในปี 2024 8 ทักษะสร้างงาน พร้อมฐานรายได้สูง อ้างอิงจาก: https://shorturl.at/lpwDU แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/deqw7 https://shorturl.at/eqyH4 https://shorturl.at/dmptz ### แนะนำ 9 คำถามสำหรับผู้สมัครถ้าไม่อยากเข้าไปเฟลกับงานใหม่ แนะนำ 9 คำถามสำหรับผู้สมัครถ้าไม่อยากเข้าไปเฟลกับงานใหม่ รอมาตั้งนานในที่สุดก็มี HR โทรมานัดเข้าสัมภาษณ์ แต่จะให้เราเข้าไปเป็นฝ่ายคอยตอบอย่างเดียวคงไม่ใช่ เพราะหัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์งานก็คือการ ‘แลกเปลี่ยนข้อมูล’ ระหว่างสองฝ่ายเพื่อทำความรู้จักกันทั้งบริษัทนายจ้างและฝั่งผู้สมัคร ดังนั้นนอกจากจะเข้าไปให้ HR ได้รู้จักเรามากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งเราก็ควรได้ทำความรู้จักกับองค์กรด้วยเช่นกันและการเตรียม ‘คำถามที่ดี’ เข้าห้องสัมภาษณ์ไปด้วยก็จะทำให้เราได้ข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก-ใหญ่ หรืออะไรที่ยังค้างคาใจอยู่ รวมถึงเป็นการ ‘ต่อเวลาพิเศษ’ ให้ได้พรีเซนต์ตัวเองอีกด้วย Reeracoen Thailand ขอแนะนำ 9 คำถามสำหรับผู้สมัครถ้าไม่อยากเข้าไปเฟลกับงานใหม่ 1) ลักษณะของทีมที่จะไปร่วมงานเป็นอย่างไร ในการทำงานเราไม่สามารถเป็นฮีโร่ฉายเดี่ยวที่จะสำเร็จงานโปรเจกต์ใหญ่ๆ ได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นจึงต้องรู้ว่าคนที่เราจะต้องใกล้ชิดนั้นเป็นอย่างไรมีวิธีการทำงานหรือมีวัฒนธรรมเป็นแบบไหนเพื่อปรับตัวเบื้องต้นก่อนจะเข้าไปร่วมงานจริง นอกจากนี้การแสดงออกว่าให้ความสำคัญต่อ ‘ทีม’ สื่อถึงการเป็น Team player ที่จะทำงานกับคนอื่นได้ดี รวมถึงภาวะความเป็นผู้นำที่รู้จักการบริหารคนหมู่มากให้ทุกส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น 2) เป้าหมายสำคัญที่วางไว้ในปีนี้คืออะไร ในฐานะพนักงานใหม่ เรามีโอกาสที่จะย้ายงานไปเจอกับความเปลี่ยนแปลงแบบพอดิบพอดี เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่การเปิดรับสมัครงานนี้อาจเกิดขึ้นบน ‘แผนงานใหม่’ ขององค์กร ดังนั้นการรู้ถึงเป้าหมายอันชัดเจนภายในปีนั้นๆ จะทำให้เรามองสถานการณ์ ตลอดจนเป้าหมายและอุปสรรคที่ตำแหน่งงานนี้อาจจะต้องรับมือได้ตั้งแต่เนิ่นๆ 3) เห็นภาพองค์กรนี้เป็นอย่างไรในอีก 3 ปี ปกติเรามักจะเป็นฝ่ายถูกถามด้วยคำถามดังกล่าว ซึ่งสำหรับบางคนเป็นอะไรที่ตอบยากมากๆ โดยเฉพาะปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาได้ แต่สำหรับองค์กร ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องตอบได้เพราะเป็นหลักประกัน ‘ความมั่นคง’ ของพนักงานดังนั้นองค์กรที่ดีจึงต้องเตรียมแผนงานไว้รองรับ นอกจากนี้ การสอบถามถึงอนาคตที่มากกว่าแค่ 1-2 ปี ยังเป็นการสื่อสารว่าเรามองหาที่ทำงาน ‘ระยะยาว’ สอดคล้องกับเป้าหมายของนายจ้างที่ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนคนทำงานบ่อยๆ ด้วย 4) มีความคาดหวังต่อเราภายใน 120 วันแรกยังไงบ้าง ส่วนใหญ่ 120 วันแรกคือช่วงเวลา ‘ระยะทดลองงาน (probation)’ ซึ่งถ้าทำผลได้งานน่าประทับใจก็สามารถไปต่อได้ยาวๆ แต่ในทางตรงกันข้าม หากทำได้ไม่ตรงกับความคาดหวัง ก็เก็บกระเป๋าแล้วเริ่มสมัครงานใหม่ได้ทันที ดังนั้นการรู้ถึงความคาดหวังในช่วง 120 วันนี้จึงสำคัญต่อจุดเริ่มต้นของพนักงานใหม่ทุกคนและทางที่ดีคือขอความชัดเจนจากองค์กรตรงๆ เพื่อวางแผนงานให้เหมาะกับเป้าหมายมากที่สุด 5) สิ่งแรกที่อยากให้สำเร็จภายใน 6 เดือนคืออะไร หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน 120 วันแรก อีกหนึ่งจุดปักธงก็คือระยะเวลา 6 เดือนต่อมาซึ่งถือว่าได้ ‘ทำงานจริง’ มาเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อคุ้นชินกับงานตามหน้าที่ก็ควรเริ่มมีผลงานอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาด้วย เช่นเดียวกับความคาดหวังในช่วง 120 วันแรก สิ่งองค์กรคาดหวังไว้นั่นแหละคือเป้าหมายอันดับหนึ่งหรือถ้างานที่ได้รับเริ่มเข้ามืออย่างเต็มที่แล้วก็อาจเสนอตัวเลือกอื่นๆ จากมุมมองใหม่ๆ ได้เช่นกัน 6) มีวิธีชี้วัดความสำเร็จจากอะไร บริษัทแต่ละที่ย่อมมีมุมมองและวิธีการวัดผลที่ต่างกัน บางบริษัทอาจใช้ ‘ตัวเลข’ ชี้วัดผลงาน บางแห่งอาจพิจารณาจาก ‘อิมแพค’ ต่อองค์กร ซึ่งเราจำเป็นต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้ก่อนเข้าไปเริ่มงานเพื่อวางแผนทำผลงานให้สอดคล้องกับแนวทางนั้นๆ รวมถึงช่วยให้ปรับตัวเข้ากับระบบได้ง่ายขึ้นด้วย 7) มีวิธีการพัฒนาผู้นำองค์กรอย่างไร นอกเหนือจากเงินและผลตอบแทนอื่นๆ สิ่งที่เราจะได้จากการทำงานคือ ‘การเติบโต’ ดังนั้นเราต้องพยายามเลี่ยง dead-end job ซึ่งดูออกได้จากแนวทางการพัฒนาบุคคลในบริษัทนั้นๆ ว่าให้ความสำคัญหรือมีพื้นที่ให้ได้ก้าวหน้าหรือไม่ ถือเป็นหน้าที่ที่องค์กรต้องสร้างคนให้มีคุณภาพ ให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรต่อไปได้ในอนาคตเราจึงควรถามถึง ‘อัตราการโปรโมตพนักงาน’ วิธีการสืบทอดตำแหน่ง (succession planning) รวมถึงโปรแกรมเทรนนิ่งพนักงาน เพื่อดูว่าเราจะได้เติบโตแบบไหน อย่างไร เมื่อไร 8) บริษัทช่วยบริหาร work-life balance ให้พนักงานยังไง แน่นอนว่าไม่มีบริษัทไหนไม่ทำงานหนัก เพียงแต่องค์กรที่น่าอยู่จะรู้วิธีบริหารจัดการภาระงานที่ดี นอกจากถามถึง ‘วิธีการ’ ที่เป็นคอนเซปต์ของการบริหาร อาจขอตัวอย่างสถานการณ์ที่ได้นำวิธีการเหล่านั้นมาปรับใช้ให้รู้ว่านอกจากจะมีแนวทางแล้ว ยังสามารถใช้ได้จริงด้วย เช่น บริษัทเลือกใช้นโยบาย hybrid working เพื่อให้พนักงานมีเวลาได้จัดการตัวเองมากขึ้น 9) ตำแหน่งงานนี้เปิดรับสมัครมานานหรือยัง ถ้ายัง มีอะไรที่อยากให้สานต่อหรือเปลี่ยนแปลงจากคนก่อนไหม เพราะข้อมูลที่แชร์จากการทำงานจริงที่ผ่านมาเช่นนี้มีประโยชน์โดยตรงต่อการวางแผนก่อนเริ่มงานจริงจะได้กำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับความคาดหวังให้ดีที่สุด แต่ถ้าผ่านมาสักพักแล้ว อะไรคือเหตุผลที่ยังไม่ได้คนใหม่ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราได้รู้ถึงสาเหตุเบื้องหลังที่ทำไมงานนี้เปิดรับมานานก็ยังไม่ได้คนใหม่สักที เช่น เพราะเนื้องานมีความท้าทายที่ค่อนข้างยากหรือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจของเราต่อจากนี้ เพื่อคำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนถึงวันนัดหมายสัมภาษณ์งานควรมีการศึกษาข้อมูลองค์กรอย่างละเอียดแล้วหาว่าจุดไหนบ้างที่อยากได้ข้อมูลมากกว่านี้ แต่ละคำถามจะได้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนข้อควรระวังคือไม่ควรถามนายจ้างซ้ำอีกครั้งในกรณีที่เรื่องนั้นๆ มีข้อมูลชัดเจนหรือเคยแจ้งไว้แล้วเพราะจะเป็นการบ่งบอกถึงความไม่ใส่ใจได้เช่นกัน อ่านบทความเพิ่มเติม: สถิติการเลือกใช้ 'คำพูด' ที่แยกระหว่างผู้สมัครที่ดี และคนที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ Bonus and Bounce! คิดย้ายงานหลังได้โบนัส เป็นไอเดียที่ดีหรือมีอะไรต้องระวังบ้าง? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3ScrG53 ### 4 เหตุผลทำไมไม่ควรสมัครงานด้วย ‘เรซูเม่สำเร็จรูป’ ที่ได้จาก AI 4 เหตุผลทำไมไม่ควรสมัครงานด้วย ‘เรซูเม่สำเร็จรูป’ ที่ได้จาก AI ปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มฝึกใช้เครื่องมือ AI ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการทำงานมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงใช้เป็นตัวช่วยสำหรับสมัครงาน อย่างการให้ Generative AI ช่วยเขียนเรซูเม่, cover letter ที่ทั้งประหยัดเวลาแถมยังได้ความเป๊ะของเนื้อหาอีกด้วย หากอ้างอิงการทดลองจาก MIT Sloan เราจะพบว่าเรซูเม่ที่สร้างขึ้นจากเครื่องมือ AI มีการใช้หลักภาษาที่ดีกว่า และหากเทียบระหว่างคนที่คุณสมบัติเหมือนกันทุกอย่าง คนที่ ‘เขียนได้ดีกว่า’ ก็จะดูมีภาษีดีกว่าอีกคนแบบชัดเจน ดังนั้นเครื่องมือ AI จึงอาจมีส่วนสำคัญต่อโอกาสได้งานโดยลักษณะเครื่องมือที่ผู้คนนิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ ChatGPT รวมถึง LazyApply, SimplifyJobs เพื่อประหยัดเวลาให้กับขั้นตอนการค้นหางานจากช่องทางต่างๆ นอกจากนี้หากไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะจะทำงานอะไรก็ยังมี Pyjama Jobs และ Talentprise ที่ช่วยจับคู่ “ทักษะ” และแนะนำตำแหน่งที่เหมาะสมให้อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้อาจให้ความ ‘สะดวก’ ก็จริง แต่ในบางทีก็อาจต้องแลกมาด้วยโอกาสได้งานของตัวเราเองเช่นกัน โดยเฉพาะในแง่การใช้ AI ช่วยทำเรซูเม่สำหรับส่งสมัครงานซึ่งคุณ Bryan Robinson จาก Forbes ได้ให้เหตุผลจากการสรุปข้อมูลของ Resume Genius ไว้ดังนี้ 1) ไม่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจำเป็นในหลายงานเรซูเม่สำเร็จรูปที่สร้างขึ้นจากเครื่องมือ AI มักไม่สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องอาศัยทักษะนี้เป็นหลักอย่าง สายงานการตลาด การสื่อสาร ศิลปะที่ถือเป็นความละเอียดอ่อนทางความคิดของมนุษย์และเป็นข้อจำกัดที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ 2) เนื้อหาดี แต่ไม่มีเอกลักษณ์ เครื่องมือ Generative AI สามารถสร้างลิสต์ ‘คุณสมบัติ’ และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับตัวเราได้ อาจได้ความถูกต้องของหลักภาษาที่มีคุณภาพก็จริง แต่อย่างไรก็ตามปัญหาคือมันยังไม่สามารถนำลิสต์เหล่านี้ มาประกอบกันและสะท้อนเรื่องราวของแต่ละคนได้เนื่องจากเครื่องมือ AI ไม่สามารถคราฟต์เรซูเม่ให้เป็นแบบ ‘เฉพาะตัว’ ไม่ว่าจะประสบการณ์ ความสามารถ หรือทัศนคติที่แต่ละคนโดดเด่นแตกต่างกัน ทำให้ยังมีข้อด้อยที่ AI ยังไปไม่ถึงอยู่ซึ่งก็คือความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ในการถ่ายทอด 3) ข้อมูลส่วนเกินที่ไม่เกี่ยวข้อง จากการทดลองสำรวจพบข้อมูลที่อาจต้องปักธงแดงไว้ตัวใหญ่ๆ เนื่องจากบ่อยครั้งที่ AI สร้างเรซูเม่โดยมีข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาด้วย สาเหตุเพราะเกิดปัญหาในการรับข้อมูลตั้งต้น จนทำให้ตีความและถ่ายทอดเนื้อหาผิดเพี้ยนไปซึ่งความผิดพลาดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ ‘ยอมรับได้’ ในมุมของนายจ้าง ยิ่งกับความประทับใจแรกตั้งแต่ยังไม่เจอหน้ากันยิ่งสำคัญและความผิดพลาดในลักษณะนี้สะท้อนถึงความสะเพร่าไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญ 4) ไม่ได้โชว์ทักษะการสื่อสาร ในการศึกษาจาก Resume Genius ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้ความสำคัญมากๆ คือคำถามที่มีต่อ ‘ขอบเขต’ การใช้ AI ของผู้สมัคร ซึ่งได้ข้อสรุปคือไม่เกี่ยวว่าจะใช้หรือไม่ใช้ AI ช่วยทุ่นแรงเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘วิธีการใช้’และที่แน่ๆ จากเหตุผลสองข้อที่กล่าวมาข้างต้น เราจะพบว่าเครื่องมือเหล่านี้ ‘สอบตก’ ในการสะท้อนทักษะการสื่อสารของผู้สมัครเราคงรู้กันดีว่าเรซูเม่คือ ‘ใบเบิกทาง’ ของผู้สมัครดังนั้นโอกาสที่จะรุ่ง หรือจะร่วงก็วัดกันตั้งแต่ตรงนี้ โดยปัจจัยที่จะชี้วัดระหว่างคนที่รุ่งกับคนที่ร่วงนับตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนสัมภาษณ์งานก็คือ ความโดดเด่นในด้านต่างๆ ที่มีอยู่บนเรซูเม่ ซึ่งหากนำผู้สมัครสองคนมาเปรียบเทียบกัน ในแง่ของ Technical skill อาจไม่ต่างกันเท่าไรแต่ส่วนต่อไปที่จะเข้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสินก็คือ Soft skill ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ทักษะการสื่อสาร’ ที่นายจ้างสามารถมองเห็นความแตกต่างได้ทันที ทำให้การใช้เรซูเม่สำเร็จรูปจาก AI จึงไปขัดกับจุประสงค์ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานขององค์กร ซึ่งต้องการรู้จักกับตัวตนผู้สมัครให้ดีที่สุดในทุกๆ แง่มุม (เท่าที่จะทำได้)สรุปเครื่องมือ AI จะช่วย ‘ทุ่นแรง’ และเพิ่มประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อผู้สมัครรู้จังหวะและวิธีการใช้งานที่เหมาะสม ซึ่งจุดเด่นคือสามารถลัดขั้นตอน ลิสต์เนื้อหาที่น่าสนใจให้เราได้เลือกใช้ แต่จุดด้อยคือไม่สามารถสะท้อนความเป็นตัวเองลงไปได้ ดังนั้น AI อาจจะช่วยเริ่มขึ้นโครงสร้างของตึกได้ก็จริง แต่หากจะทำให้เสร็จสมบูรณ์นั่นคือหน้าที่ของตัวเราเอง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3OdqDRa ### จับตา 8 ทักษะสร้างงาน สร้างรายได้สูงในปี 2024 จับตา 8 ทักษะสร้างงาน สร้างรายได้สูงในปี 2024 เคยคิดเล่นๆ ไหมว่าตัวเราในอีก 5 ปี 10 ปีจะเป็นอย่างไร และหากมองกลับมามองตัวเองกับงานที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน ทักษะ ความเชี่ยวชาญ ประกอบกับประสบการณ์ที่มีจะเพียงพอให้ประสบความสำเร็จจนถึงอนาคตนั้นไหม เชื่อว่ารูปแบบของโลกที่เห็นกันในทุกวันนี้ทำให้เราตระหนักถึงการ Upskill - Reskill กันอยู่แล้ว เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทักษะที่เราเคยใช้มาตลอดก็อาจถึงวันล้าสมัยหรือ ‘หมดอายุ’ เมื่อมีสิ่งใหม่เข้ามาแทน และเพื่ออนาคตในอีก 5 ปี 10 ปีต่อจากนี้ แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องรับเอาทักษะใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ให้เป็นหนึ่งในความสามารถที่มีติดตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรายังมีเครื่องมือไว้พาเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้รวมถึงเพื่อเพิ่มโอกาสต่อยอดไปสู่เส้นทางใหม่ๆ ด้วย แล้วทักษะแบบไหนที่เราควรรู้จักไว้ Reeracoen Thailand ได้นำ 8 ทักษะสร้างงานพร้อมสร้างรายได้สูงในปี 2024 มาฝากกันครับ 1) Data Analysis ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เป็นสกิลที่ถือว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งในยุคนี้ โดยสามารถนำไปใช้ได้กับแทบจะทุกอาชีพตั้งแต่ Entry level ไปจนถึงระดับผู้บริหาร สาเหตุเนื่องจากธุรกิจจำนวนมากในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนลักษณะเป็น Data-driven organization ที่มักจะมีการเก็บข้อมูลจากการทำงานอย่างละเอียดและนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาแก้ใช้ไขปรับปรุงองค์กรตลอดจนวางกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ การจะนำทักษะนี้ไปต่อยอดให้เป็นอาชีพอย่าง Data Analyst จำเป็นต้องสามารถวิเคราะห์ เรียบเรียงสร้างแบบจำลองและถ่ายทอดข้อมูลที่ซับซ้อนจากคลังที่มีขนาดมหาศาลได้ 2) Project Management การจัดการ/บริหารโปรเจกต์เป็นชุดทักษะที่มีความต้องการสูงเป็นอันดับต้นๆ ทั่วโลกซึ่งรายงานจาก U.S. Bureau คาดว่างานด้าน Project Management จะมีอัตราการเติบโตขึ้น 6% ไปจนถึงปี 2032 โดยดูแลรับผิดชอบในส่วนของการบริหาร สร้างความพันธ์ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในมือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจ 3) UX/UI Design อ้างอิงข้อมูลจาก Statista (ตุลาคม 2023) พบว่ามีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนถึง 5.3 พันล้านคน ดังนั้นในสังคมที่มีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างในทุกวันนี้ ธุรกิจจะต้องออกแบบหน้าเว็บ/แอปฯ ให้ดีเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานหรือลูกค้า จึงถือเป็นทักษะที่มีคุณค่าและคนทำงานควรมีติดตัวไว้ 4) Digital Marketing อาชีพนักการตลาดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจเปรียบเสมือนการออกแบบ UX/UI ในสายงานเทคฯ โดยเน้นสร้างประสบการณ์ผ่านสื่อออนไลน์และดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตามวัตถุประสงค์ของแคมเปญการตลาด เช่น โปรโมตแบรนด์ กระตุ้นยอดขาย ฯลฯ สำหรับทักษะ Digital Marketing ของนักการตลาดออนไลน์จะประกอบด้วยการเขียนคอนเทนต์ ออกแบบชิ้นงานกราฟิก ชื่นชอบการมีส่วนร่วมตามช่องทางโซเชียลมีเดีย เจาะกลุ่มเป้าหมายทำการตลาดด้วย Influencer และที่สำคัญทักษะเหล่านี้สามารถถูก ‘ตีบวก’ เพิ่มมูลค่าได้ด้วยคอร์สเรียนจากสถาบันต่างๆ ที่มีใบ Certification อาทิ มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงจาก Google เป็นต้น 5) Artificial Intelligence (AI) หากพูดถึงทักษะที่ ‘ร้อนแรง’ ในช่วงนี้แล้วจะไม่พูดถึงการใช้งานเทคโนโลยี AI ก็คงเหมือนกินไก่ทอดแบบลอกหนังทิ้งทั้งๆ ที่เห็นชัด แถมมีแรงดึงดูดสูง เนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง และได้เข้ามามีส่วนในแทบจะทุกๆ สายงาน นอกจากเราจะเห็นบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ทั่วโลกเร่งพัฒนา AI จากค่ายตัวเองมาแข่งกันในตลาดมากขึ้นแล้ว หนึ่งในเหตุผลที่ทักษะด้าน AI ถูกคาดว่าจะมาแรงต่อเนื่องคือข้อมูลที่คาดการณ์ว่าจะมีส่วนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจาก 2.6 ล้านล้าน สู่ 4.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (อ้างอิงข้อมูลจาก McKinsey) ที่สำคัญคือ การเริ่มต้นเรียนรู้ทักษะด้าน AI ไม่ได้หมายความว่าต้องเอาเวลาลงเรียนในสถาบันเป็นปีๆ เพื่อจะเป็นวิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์แบบ ‘นักพัฒนา’ แค่เริ่มรู้จักนำมาใช้กับชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ก็ช่วยให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ไปแล้วหนึ่งก้าว 6) Leadership คำว่า ‘ความเป็นผู้นำ’ อาจฟังดูมีความหมายที่กว้างมากๆ อาจครอบคลุมถึงความสามารถในหลายๆ ด้าน เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ ความอยากรู้อยากเห็น การมีทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว มีแรงจูงใจที่ดี ตลอดจนเก่งด้านการบริหารคน สอดคล้องกับรายงานจาก World Economic Forum 2023 ระบุว่าทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership) ที่มีองค์ประกอบย่อยๆ เป็นทักษะเหล่านี้รวมอยู่ในนั้นกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นในหมู่บริษัททั่วโลก 7) Web Development ข้อมูลสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตจาก Statista ที่ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ใช้มากถึง 5.3 พันล้านคน ทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องมี Web developer เข้ามาปรับปรุงคุณภาพและประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์เพื่อตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสำนักสถิติแรงงาน (U.S. Bureau) คาดว่างานสาย Web development จะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 16% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ 8) Sales คุณสมบัติที่เป็นพื้นฐานสำคัญของ Sales คือทักษะการเข้าสังคม และสร้างสัมพันธ์ที่ดีชอบออกงานพบปะผู้คน มีความยืดหยุ่น กระตือรือร้นที่จะไล่ล่าเป้าหมายให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ เราจะเห็นได้ว่าลักษณะของความเป็น Sales ไม่ต่างอะไรจากคุณสมบัติพื้นฐานที่ดีของคนทำงานที่มีทั้งความรับผิดชอบ เข้าสังคม ออกงานเก่ง สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในหลายๆ ด้านโดยเฉพาะการสร้าง ‘รายได้’ หรือคอนเนกชันให้กับบริษัทจากทักษะด้านการขายและเข้าสังคมที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม การเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาตัวเองคือ Long-life learning ที่ไม่มีวันสิ้นสุดเมื่อเราได้เริ่มนำทักษะเหล่านี้ไปปรับใช้กับการทำงานแล้ว ไม่แน่ว่าเราอาจจะค้นพบตัวเองในเวอร์ชันใหม่ที่มีเป้าหมายแตกต่างออกไปจาก ณ ตอนนี้จับคู่งานกับทักษะอย่างตรงจุดเพื่อพบกับชีวิตการทำงานที่ตรงใจ อ่านบทความเพิ่มเติม: 4 เหตุผลทำไมไม่ควรสมัครงานด้วย 'เรซูเม่สำเร็จรูป' จาก AI รู้จักและรับมือ 'เทคนิค' ที่องค์กรชอบใช้ดึงดูดผู้สมัคร แหล่งที่มาจาก: https://bit.ly/4bfQDVE https://bit.ly/483pF0Y https://bit.ly/47UVatN https://bit.ly/3ubAgJe https://bit.ly/3vOaEm0 ### ชี้เป้า 20 สายงานกำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุดในสิงคโปร์ 2024 ชี้เป้า 20 สายงานกำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุดในสิงคโปร์ 2024 หากลองนึกย้อนกลับไปตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน คุณคิดว่าโลกนี้เปลี่ยนไปมากขนาดไหน บางคนอาจมองว่าเปลี่ยนไปมากแบบชัดเจน แต่บางคนก็อาจไม่เคยรู้ตัวหรือสัมผัสได้เลย แต่ข้อมูลสถิติจาก LinkedIn ที่ได้เผยแพร่ในปี 2023 ระบุว่า ‘ชุดทักษะการทำงาน’ ในแต่ละตำแหน่งอาชีพมีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 25% ตั้งแต่ปี 2015 และหากคิดเป็นสัดส่วนก็คือ 1 ใน 4 สำหรับคุณคิดว่าตัวเลขดังกล่าวถือว่าเยอะหรือน้อย ถ้าคิดว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในเกณฑ์เปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อย เรามาลองเจาะลึกลงไปมากขึ้นในระดับภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกับเรา มีการเปลี่ยนแปลงของชุดทักษะการทำงานแล้ว 36% และคาดว่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนถึง 50% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิงคโปร์ตั้งเป้าที่จะเป็น AI hub ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดอาชีพและธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้เทรนด์โลกการทำงานในปี 2024 นี้ยังมีการคาดว่าคนทำงานต่างต้องการเปิดโอกาสมองหางานหรือทางเลือกอาชีพใหม่ๆ มากขึ้น Reeracoen Thailand จะพาเพื่อนๆ ไปสำรวจตลาดงานในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ว่ากำลังเปลี่ยนไปในทิศทางไหน และตำแหน่งงานด้านไหนกำลังเป็นที่ต้องการบ้าง เพื่อเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งต่อมาถึงประเทศไทยรวมถึงเผื่อวางแผนโยกย้ายไปหาโอกาสใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ 1) Quantitative Developer ลักษณะงาน: ตำแหน่ง Quantitative Developer โฟกัสไปที่การพัฒนาและติดตั้งระบบจัดการข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในด้านการเงินเป็นหลัก เช่น สถาบันการเงิน การลงทุน ทักษะที่จำเป็น: Algorithmic trading, Machine learning, การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, Data Scientist 2) Sustainability Consultant ลักษณะงาน: รับผิดชอบด้านการออกแบบและนำเอานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้เพื่อรักษาความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ทักษะที่จำเป็น: คาร์บอนฟุตปรินท์, ประเมินผลกระทบจากการผลิต, งาน CSR ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Environment, health and safety manager, Strategy Consultant 3) Security Operations Center Analyst ลักษณะงาน: มีหน้าที่ดูแลรักษาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร โดยสอดส่องเพื่อจำแนกและตอบโต้กับภัยคุกคาม รวมถึงตรวจสอบแก้ไขช่องโหว่ในระบบ ทักษะที่จำเป็น: Incident response, Network security, Penetration testing ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer,Security Analyst, Security Supervisor 4) Real Estate Agent ลักษณะงาน: ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงเจรจาต่อรองให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด ทักษะที่จำเป็น: Real Estate Transactions, Sales, Property Management ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Business Development Manager, Sales Manager, Account Manager 5) Sales Development Representative ลักษณะงาน: สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายและสร้างคอนเนกชันกับลูกค้า จำแนกกลุ่มที่มีแนวโน้มจะตัดสินใจซื้อ เพื่อส่งต่อให้ฝ่ายขายดำเนินการต่อ ทักษะที่จำเป็น: Cold calling, Lead generation, Sales Prospecting ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Account Manager, Sales, Business Development Specialist 6) Business Development Representative ลักษณะงาน: มีหน้าที่ดูแลการขยายธุรกิจผ่านการค้นหาและพัฒนาคอนเนกชันทางธุรกิจ รวมถึงวางแผนกำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ทักษะที่จำเป็น: Business Development, Cold calling, งาน CRM ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Sales Specialist, Inside Sales Representative, Sales Development Representative 7) Infrastructure Engineer ลักษณะงาน: รับผิดชอบในการออกแบบปรับปรุงและดูแลรักษาโครงสร้างของระบบ ทักษะที่จำเป็น: Amazon Web Services, Microsoft Azure, Cloud Computing ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: System Engineer, Software Engineer, Network Engineer 8) Cyber Security Engineer ลักษณะงาน: รักษาความปลอดภัยของระบบโครงสร้าง IT และพัฒนาวิธีรับมือกับการจู่โจมทางไซเบอร์ เช่น การแฮค ทักษะที่จำเป็น: Vulnerability Assessment, Security Information and Event Management, Penetration Testing ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, Cyber Security Specialist, System Engineer 9) Site Reliability Engineer ลักษณะงาน: ติดตั้งเครื่องมืออัตโนมัติเพื่อรักษาความยั่งยืนของการทำงาน รวมถึงทำให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด ทักษะที่จำเป็น: Kubernetes, Terraform, Grafana ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, DevOps Engineer, System Engineer 10) Back end Developer ลักษณะงาน: เขียนโปรแกรมและออกแบบระบบจัดการฐานข้อมูลที่เป็นกระดูกสันหลังของเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ ทักษะที่จำเป็น: Redis, Amazon Web Services ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, Data Scientist 11) Cloud Engineer ลักษณะงาน: จัดการระบบคลาวด์ฐานข้อมูลขององค์กร ตั้งค่าการดูแลรักษา และอัปเดตให้เกิดความสเถียร ตลอดจนปรับแต่งการใช้งานให้ตอบสนองต่อความต้องการของบริษัท ทักษะที่จำเป็น: Amazon Web Services, Terraform, Microsoft Azure ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, System Engineer, DevOps Engineer 12) Data Science Specialist ลักษณะงาน: รับผิดชอบเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจขององค์กร ทักษะที่จำเป็น: Machine Learning, Data Science, NLP ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Data Science Specialist, Data Consultant, Analytics 13) SEO Specialist ลักษณะงาน: ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพหน้าเว็บไซต์ของบริษัทให้เกิดการมองเห็นมากขึ้นจากเครื่องมือ Search engine อย่าง Google ผ่านคอนเทนต์บทความต่างๆ ตามกลยุทธ์ที่วางแผนไว้ ทักษะที่จำเป็น: Keyword Research, Google Analytics, SEO Copywriting ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Digital Marketing Specialist, Copywriter, Marketing Manager 14) Investment Specialist ลักษณะงาน: พัฒนาและดำเนินกลยุทธ์การลงทุนโดยวิเคราะห์จากข้อมูลการลงทุน สถานการณ์ในตลาด และข้อมูลเชิงลึกในแต่ละธุรกิจ ทักษะที่จำเป็น: Financial Modelling, Due Diligence, Valuation ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Investment Analyst, Investment Manager, Investment Banking Associate 15) Chief of Staff ลักษณะงาน: ดูแลภาพรวมการทำงานและหน้าที่ประจำวัน ระหว่างระดับผู้บริหารและพนักงานทั่วไป เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดจนวางแผนขั้นตอนการทำงาน และมีช่วยเหลือในแต่ละโปรเจกต์ ทักษะที่จำเป็น: Stakeholder Management, Business Strategy, Program Management ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Project Manager, Strategy Manager, Program Manager 16) Trading Analyst ลักษณะงาน: วิเคราะห์การซื้อขาย มีความความเชี่ยวชาญในการศึกษาตลาดหุ้นและส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทักษะที่จำเป็น: Financial Modelling, Data Visualisation, Market Research ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Market Analyst, Business Analyst, Energy Analyst 17) Growth Specialist ลักษณะงาน: เชี่ยวชาญในการพัฒนาและปรับใช้กลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและขยายองค์กร ด้วยเครื่องมือทางการตลาด, การขายและการพัฒนาธุรกิจ ทักษะที่จำเป็น: Digital Marketing, Business Development, Growth Hacking ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Marketing Specialist, Business Development Specialist, Operational Specialist 18) Partnerships Manager ลักษณะงาน: ทำหน้าที่บริหารดูแลรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ หรือลูกค้า ทักษะที่จำเป็น: Digital Strategy, Account Management, Go-to-Market Strategy ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Business Development Manager, Sales Director, Account Manager 19) Legal Consultant ลักษณะงาน: ให้คำปรึกษาและแนะนำด้านกฎหมายให้กับธุรกิจและบุคคลทั่วไป ทักษะที่จำเป็น: Commercial Contracts, Legal Writing, Due Diligence ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Legal Counsel, Lawyer, Solicitor 20) Environment, Health and Safety Manager ลักษณะงาน: จัดการดูแลนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และจัดการขั้นตอนปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน EHS ทักษะที่จำเป็น: Incident Investigation, Safety Management Systems, Workplace Safety ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Safety Manager, Environment Specialist, Health Officer อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: 8 ทักษะสร้างงาน พร้อมสร้างรายได้สูงในปี 2024 4 เหตุผลทำไมไม่ควรสมัครงานด้วย 'เรซูเม่สำเร็จรูป' จาก AI แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3ufBmUg ### โอกาสงานที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV ในประเทศไทย โอกาสงานที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV ในประเทศไทย ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยได้ชื่อว่า ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ด้วยการเป็นศูนย์อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) รวมถึงติด 1 ใน 10 อันดับศูนย์การผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแกนหลักต่อการพัฒนาตัวเลข GDP ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ระยะหลังตลาดยานยนต์ทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากรถยนต์สันดาปที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งถูกใช้กันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1886 ด้วยเหตุผลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเผาไหม้ รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายอย่างราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมา จนปีค.ศ. 2008 ที่รถยนต์ไฟฟ้าโมเดล Roadster จากค่าย Tesla ได้ถูกนำมาใช้บนถนนอย่าง ‘ถูกกฎหมาย’ เป็นครั้งแรกของโลก นับเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก แต่ปัญหาในช่วงแรกๆ ที่มีการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในตลาดก็คือเรื่องของ ‘ราคา’ ที่ค่อนข้างสูงและจับต้องได้ยากสำหรับคนทั่วไป รวมถึงด้วยความที่ยังไม่แพร่หลาย ทำให้ความรู้ในด้านเทคโนโลยีและการบำรุงรักษาเป็นเรื่องที่อาจจะไกลตัวสำหรับผู้ใช้งาน จึงยังไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้รถใช้ถนน กระแสความนิยมและโอกาสงานที่มากขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่ารถ EV กลับกลายเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลก และทุกส่วนมองข้ามไม่ได้ทั้งในภาคธุรกิจผู้ผลิตยานยนต์ บุคคลทั่วไป รวมถึงภาครัฐในหลายประเทศ เนื่องจากตลาดรถ EV กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีผู้ผลิตหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดจำนวนมากส่งผลให้ ‘ราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น’ และเมื่อมีราคาค่าตัวถูกลงอย่างชัดเจน จึงมีแนวโน้มจะเข้ามาแทนที่รถยนต์สันดาปแบบถาวรในอนาคต แถมภูมิภาคยุโรป (EU) ยังได้นำร่องยกเลิกการใช้รถสันดาปอย่างเต็มตัวหลังจากที่โหวตผ่านบัญญัติยุติการจำหน่ายรถยนต์น้ำมันภายในปี 2035สำหรับประเทศไทย ภาครัฐก็ได้กำหนดนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า EV แบบก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าให้มีรถ EV ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือพ.ศ. 2573 รวมถึงเล็งที่จะครองศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคและชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม EV ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาค ASEAN กำลังแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากบรรดาค่ายผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมากสอดคล้องกับบรรดาค่ายรถยนต์ EV เองก็ได้ตัดสินใจวางแผนเข้ามาลงทุนไทยมากขึ้น อาทิ GWM ที่เราคุ้นเคยกับรถไฟฟ้าของเขาอย่างเจ้าเหมียวไฟฟ้า Ora Goodcat BYD แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่ได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตด้วยพื้นที่กว่า 600 ไร่ FoxConn ร่วมกับปตท. สร้างโรงงานรับจ้างผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ชลบุรี NETA V ผลิตโดยจับมือกับโรงงานประกอบรถยนต์บางชันฯ Aiways มีแผนตั้งโรงงานผลิตแท็กซี่ไฟฟ้าบริเวณโครงการเขตพิเศษภาคตะวันออก (EEC) Changan สร้างผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบนพื้นที่ 1500 ไร่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด GAC AION มีแผนลงทุนสร้างโรงงานในไทยด้วยมูลค่า 6 พันล้านบาท SAIC Motor ร่วมมือกับเจริญโภคภัณฑ์ตั้งโรงงานในไทยบนพื้นที่ 437.5 ไร่ ในขณะที่ Tesla ก็รุกตลาดไทยมากขึ้นด้วยการเปิดศูนย์บริการเพิ่มขึ้นสองแห่ง นอกจากนี้การประชุม ASEAN-Japan เมื่อ 14-18 ธันวาคม 2023 ที่ผ่านมาก็ได้ข้อสรุปว่าจะมีค่ายผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น 4 ราย ได้แก่ Toyota, Honda, Isuzu และ Mitsubishi ที่พร้อมเข้ามาขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าภายใน 5 ปีจากนี้ รวมถึง MG ที่มีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้วก็ประกาศแผนที่จะผลิตรถไฟฟ้าด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองสำหรับโอกาสงานใหม่ๆ ในอนาคต กลุ่มประเภทงานที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม EV ในอุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับหลายส่วนไล่ตั้งแต่ต้นสายอย่างนักออกแบบ วิศวกร ไปจนฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ซึ่งในแง่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ เราอาจจำแนกออกมาได้เป็น 4 กลุ่มได้แก่ บริษัทผู้รับจ้างผลิต (OEMs) บริษัทผู้ผลิตส่วนประกอบ (Component Manufacturing) ผู้ให้บริการด้านงานวิศวกรรม (ESPs)กลุ่มหน่วยงานทดสอบและออกใบรับรอง ตำแหน่งงานที่อาศัยทักษะเชิง Technical ด้านการผลิตแบ่งออกได้เป็น วิศกรไฟฟ้า (Electrical Engineer) ผู้ออกแบบและพัฒนาระบบจ่ายไฟของรถไฟฟ้า วิศวกรยานยนต์ (Automotive Engineer) ผู้ควบคุมภาพรวมการทำงานของยานยนต์ วิศกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer) ผู้เขียนชุดคำสั่งการควบคุมไฟฟ้าภายในรถยนต์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ / วิศวกรเคมีเซลล์ สำหรับพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง ตัวอย่าง 25 ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EVที่กำลังเปิดรับสมัครในประเทศไทย Technical Support Engineer Operation and Maintenance Engineer New Business Development Functional Materials Division Business Analyst Finance Manager Engineer (Software and IoT) Operation Officer - Client Relations Product Manager Quantity Surveyor (EV Business) Infrastructure Advisory - Consultant Sales Executive (Junior) - Battery for EVs Passenger and Commercial Vehicle MuvMi Business Manager PDI Technician After Sales Service Engineer Sales Manager (EV Charging Business) Field Support Engineer Marketing Strategy & Planning (Junior to Senior level) Commissioning & Service Engineer EV Strategic Planning staff Product Engineer (EV) Design Engineer (EV Powertrain) Project Coordinator (EV Charger) Engineering Team lead - DC EV Charger Sales Engineer For EV Market Warranty Executive (EV Car) ### Software Engineer - Developer - Programmer 3 อาชีพสาย Tech นี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร Software Engineer - Developer - Programmer 3 อาชีพสาย TECH นี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ประเภทงานด้านเทคโนโลยี หรือบางคนอาจเรียกว่า Tech Industry เป็นหนึ่งในสายงานที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันมากๆ เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูง และสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ และหากพูดถึงอาชีพสาย Tech ที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน เราก็คงคุ้นกับตำแหน่งงาน Software Engineer, Programmer หรือ Developer แต่รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งงานเหล่านี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพราะหากมองจากรายละเอียดงานก็อาจจะดูคล้ายๆ กัน แต่ทำไมบางตำแหน่งกลับได้เงินฐานเดือนสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ลองไปทำความเข้าใจกันมากขึ้นในแต่ละประเด็นตั้งแต่ลักษณะงาน ความเชี่ยวชาญ และทักษะที่ต้องใช้พร้อมๆ กันได้ในบทความนี้เลยครับ 1) วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer) วิศวกรซอฟต์แวร์ จำกัดอยู่ในกลุ่มของศาสตร์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์โดยนำเอาหลักวิศวกรรมและการเขียนโค้ดมาวางแผนสร้างระบบ มีความเข้าใจและรับผิดชอบดูแลโปรเจกต์ใน ‘ภาพรวมทั้งหมด’ ตั้งแต่เลือกภาษาคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับการเขียนโค้ด ตีความวัตถุประสงค์การใช้งานของแอปพลิเคชัน ออกแบบการใช้งาน ทดสอบการทำงาน และวิธีบำรุงรักษาระบบ มีความเข้าใจเชิงลึกถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ต่างๆ เช่น เกมคอมพิวเตอร์ เครื่องมือบริหารงานเชิงธุรกิจ ระบบปฏิบัติการ ระบบควบคุมเครือข่ายเน็ตเวิร์ก เป็นต้น กลุ่มสายงาน ถ้าคุณพบว่าตัวเองสนุกกับการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต รวมถึงชอบพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น อาชีพ Software Engineer อาจเป็นหนึ่งในอาชีพที่เหมาะกับคุณ โดยมีเส้นทางให้เลือก 2 เส้นทางได้แก่ System Engineer มีหน้าที่สร้างระบบคอมพิวเตอร์และเน็ตเวิร์คที่แอปพลิเคชันต่างๆ จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน ตรวจสอบการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์มต่างๆ ดูแลข้อมูลเอกสารทั้งหลายของระบบไอที สร้างมาตรฐานและข้อบังคับให้สอดคล้องกันภายในเครือข่าย อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ รวมถึงทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละโปรเจกต Application Developer เนื้องานจะเน้นที่ปลายทางหรือ ‘ลูกค้า’ เป็นหลัก ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งในส่วนของเบื้องหน้า (Frontend) และเบื้องหลัง (Backend) โดยออกแบบซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้สามารถเข้ามาใช้งานด้วย เช่น แอปพลิเคชันสำหรับ iOS, Android, Windows หรือระบบปฏิบัติการอื่นๆ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อกำหนดและปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้เหมาะสม คอยอัปเดตเวอร์ชันซอฟต์แวร์ให้กับผู้ใช้งาน และทำงานร่วมกับทีมฝ่ายผลิตที่เกี่ยวข้อง เช่น Graphic designer ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Customer service) หรือฝ่ายขายที่ต้องพบปะลูกค้า ฐานเงินเดือน อ้างอิงจากสำนักงานสถิติการจ้างงานสหรัฐฯ ค่าเฉลี่ยฐานเงินเดือนของ Software Engineer อยู่ที่ 124,000 U$D ต่อปี 2) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developer) หากเปรียบแอปพลิกเคชันหรือโปรแกรมเป็นสินค้า Developer ก็คือ ‘ผู้ผลิต’ ที่ไม่จำเป็นต้องลงมือเขียนโค้ดเองทั้งหมด เพราะเป้าหมายการทำงานที่สำคัญที่สุดของ Developer คือโปรแกรมที่ดูแลนั้นต้องสามารถใช้งานได้ตามที่วางแผนไว้ เช่น ฟังก์ต่างๆ ชันทำงานได้ดี ไม่มีช่องโหว่ข้อผิดพลาดในระบบ ดังนั้นหน้าที่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่แค่การเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องช่วยคิด วางแผน ออกแบบ และปรับปรุงร่วมกับทีมอื่นๆ นอกจากความสามารถเชิงเทคนิคแล้วจึงต้องมีทักษะการสื่อสารประกอบกับความรู้เชิงธุรกิจด้วยเช่นกัน กลุ่มสายงาน Mobile Developer ออกแบบแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมที่มีไว้สำหรับทำงานบนอุปกรณ์มือถือ เช่น สมาร์ทโฟน หรือแทปเลท Full-Stack Developer มีความเข้าใจทั้งวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์และบริหารงานทั้งในส่วนของ Frontend และ backend ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถช่วยออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน รวมถึงการเขียนโค้ดของระบบเพื่อให้โปรแกรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ UX/UI Developer โฟกัสที่ประสบการณ์ที่ User ได้รับจากการใช้งานหน้าเว็บหรือแอปพลิเคชันต่างๆ จึงมีหน้าที่ออกแบบระบบซอฟต์แวร์ให้สามารถใช้งานได้ง่าย รวมถึงทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อหาแนวทางพัฒนาต่อ ฐานเงินเดือน อ้างอิงจากสำนักสถิติการจ้างงานสหรัฐฯ (BLS) ค่าเฉลี่ยฐานเงินเดือนอยู่ที่ 110,000 U$D ต่อปี 3) โปรแกรมเมอร์ (Programmer) โปรแกรมเมอร์มักจะมีขอบเขตงานที่แคบกว่า Developer ลักษณะงานคือการพัฒนาโปรแกรม ‘เฉพาะส่วน’ ทำงานด้วยความชำนาญด้านการเขียนโค้ดเป็นหลัก หรือพูดภาษาง่ายๆ ก็คือฝ่าย ‘ปฏิบัติ’ ที่เอางานมาทำต่อโดยมี Developer เป็นคนออกแบบโครงสร้างขึ้นมาให้ก่อน ดังนั้นหน้าที่ของโปรแกรมเมอร์คือนำเอาชุดคำสั่ง (โค้ด) มาเขียนให้โปรแกรมสามารถทำงานได้จริง รวมถึงทดสอบการทำงานของระบบและระบุข้อผิดพลาดให้โปรแกรมทำงานได้อย่างราบรื่น กลุ่มสายงาน Application Programmer ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้านให้เกิดผลสำเร็จ เช่น โปรแกรมวิเคราะห์และคำนวนที่ใช้ในสถานบันการเงิน System Programmer เชี่ยวชาญในซอฟต์แวร์ที่ทำงานสำหรับดูแลรักษาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบฐานข้อมูล ระบบปฏิบัติการ Game Programmer เขียนโค้ดฟังก์ชันการทำงานของเกมทั้งในรูปแบบเกมคอนโซล เว็บไซต์ หรือชนิดอื่นๆ ฐานเงินเดือน ค่าเฉลี่ยจากสำนักสถิติการจ้างงานสหรัฐฯ (BLS) อยู่ที่ราว 56,000 U$D ต่อปี โดยสรุป แม้ลักษณะงานจะมีความทับซ้อนกันในบางแง่มุม แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ‘ขอบเขตการมีส่วนร่วม’ ในแต่ขั้นตอน เราจะเห็นว่า Software Engineer รับหน้าที่ดูแลภาพกว้างตั้งแต่ต้นจนจบโดยมี Developer เข้ามามีส่วนร่วมระหว่างทางในด้านการวางระบบ จากนั้น Programmer จึงรับช่วงต่อในการนำไกด์ไลน์หรือโครงสร้างที่วางไว้ไปเขียนคำสั่งโค้ดให้ซอฟต์แวร์เหล่านั้นสามารถทำงานได้ อย่างไรก็ตามในบางบริษัทตำแหน่งงานเหล่านี้อาจถูกเรียกแทนกันได้ ดังนั้นก่อนที่จะสมัครก็อย่าลืมศึกษารายละเอียด Job description ให้ละเอียดจะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิดหลังจากที่เริ่มงานไปแล้ว ต้องบอกว่าอาชีพสาย Tech ที่เราได้หยิบยกมาพูดถึงในบทความนี้กำลังเป็นที่ร้อนแรงในโลกยุคปัจจุบันจริงๆ สามารถฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand และค้นหาตำแหน่งงานสาย Tech ที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ แหล่งที่มาข้อมูล: https://bit.ly/3OHTaP0 https://bit.ly/3OAwtMj https://bit.ly/3wa2lkB https://bit.ly/4bA1Pwz https://bit.ly/4brc7z0 ### รู้จัก Gold-Collar Worker กลุ่มคนทำงานเป็นที่ต้องการสูงในองค์กร รู้จัก Gold-Collar Worker กลุ่มคนทำงานเป็นที่ต้องการสูงในองค์กร ในการแบ่งประเภทของ “กลุ่มคนทำงาน” เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า Blue - Collar และ White - Collar ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่มีไว้เรียกแทนคนทำงานสองประเภท ได้แก่ กลุ่มคนที่ทำงานภาคสนาม ตามร้านค้า และกลุ่มคนที่ทำงานในออฟฟิศอย่าง 'มนุษย์เงินเดือน' โดยแบ่งออกเป็น White - Collar Worker สื่อถึง “การใส่เสื้อเชิ้ตขาว” เรียกแทนกลุ่มคนทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในออฟฟิศหรือก็คือ ‘มนุษย์เงินเดือน’ ตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไป จนถึง Executive level เช่น พนักงาน Accounting, marketing, consulting, IT เป็นต้น Blue - Collar Worker เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นมาตั้งแต่ยุค 1920 มีไว้ใช้เรียกกลุ่มคนงานที่พื้นที่ปฏิบัติงานไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ เช่น Retail, manufacturing, food service, construction ซึ่งในสมัยก่อนมักจะสวม Workwear สีฟ้าอย่างกางเกงยีนส์ แต่ยังมีอีกหนึ่งคำจำกัดความของกลุ่มคนทำงานอย่าง Gold - Collar ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยความหมายของคำว่า Gold - Collar สื่อถึงกลุ่มอาชีพที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ยกตัวอย่างเช่น การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยี การเงิน ด้วยความนิยมของเทคโนโลยี Generative AI ในตลาดงาน ทำให้ตำแหน่งงานที่มาพร้อมกับ ‘ความเป็นมนุษย์’ อาทิ การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์มีคุณค่าต่อองค์กรมากขึ้นเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา รู้จักความหมายของ Gold - Collar คำว่า Gold - Collar ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกในปี 1985 โดยคุณโรเบิร์ต เอิร์ล เคลลี่ ซึ่งนอกจากจะเป็นลักษณะของตำแหน่งงานแบบเฉพาะทางแล้วยังหมายถึง ‘กลุ่มคน’ ที่มีทักษะในระดับสูงในสายงานนั้นๆ ด้วย เช่น คุณหมอ ทนายความ วิศวกร นักบิน และนักวิทยาศาสตร์ จากตัวอย่าง แม้ว่าจะดูเป็น "งานนั่งโต๊ะ" คล้ายกับพนักงานออฟฟิศ แต่ด้วยลักษณะงานที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ลึกซึ้งมากกว่า รวมถึงได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอาชีพอื่นๆ จึงถูกแยกออกมาให้ชัดเจน โดยเฉพาะ Computer engineers, technicians, technologists อันเป็นกลุ่มงานที่มีคุณค่าอย่างสูงสำหรับหลายๆ องค์กร การเข้าสู่สายงานในกลุ่ม Gold - Collar อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นที่ต้องการสูง และหาบุคลากรได้ยาก ก็ยังมีข้อจำกัดเป็น ‘กำแพงการคัดเลือก’ ที่สูงเช่นกัน ดังนั้นคุณสมบัติแรกที่ต้องมีก็คือ ‘ความเชี่ยวชาญขั้นสูง’ ในสายงานตัวเอง มีวุฒิปริญญา หรือใบรับรองจากสถาบันต่างๆ เป็นใบเบิกทางเบื้องต้น จากนั้นก็ให้ประสบการณ์ขัดเกลาทักษะให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสำคัญที่สุดคือการหมั่นพัฒนาตัวเองให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะกลุ่มสายงาน IT ที่เทคโนโลยีไม่เคยหยุดพัฒนาอย่างทุกวันนี้ ตัวอย่างตำแหน่งงานในหมวดหมู่ Gold - Collar 1) Specialized Engineer ได้แก่ วิศวกรที่มีประสบการณ์สูง และชำนาญงานเฉพาะด้าน เช่น วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรไฟฟ้า วิศวเครื่องกล 2) Data Scientist นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญในการนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับการวิเคราะห์ 3) Quantitative Analyst เป็นคนที่ใช้โมเดลวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบบ่อยในสถาบันการเงิน - การลงทุน 4) Specialized Developer มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละด้าน 5) Neurosurgeon คือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในระดับสูง อาชีพเหล่านี้เป็นเพียง "ตัวอย่างตำแหน่งงาน" ในกลุ่ม Gold-Collar Job ซึ่งปัจจุบันมีเปิดรับสมัครอยู่มากมาย ฝากโปรไฟล์และเริ่มต้นค้นหางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบกับ Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/49zFai2 https://bit.ly/3uDdPwA ### สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน ง่ายๆ เพียงเข้าใจ 3 หัวใจสำคัญนี้ สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน ง่ายๆ เพียงเข้าใจ 3 หัวใจสำคัญนี้ เราจะฉายแววเด่นในการสัมภาษณ์งานได้อย่างไร เมื่อความสามารถก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร แถมประสบการณ์ที่ติดตัวมาก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่สุดท้ายก็เป็นผู้ถูกเลือกให้ “ผิดหวัง” ทุกครั้งไป หลังจากผ่านด่านแรกของการพิจารณาเรซูเม่และได้เข้าสู่การสัมภาษณ์งานอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการยืนยันขั้นต้นว่าเรามีทั้งคุณภาพ ประกอบกับความสามารถที่ดีพอจะทำงานที่นี่ได้ เหลือแค่ต้องเอาชนะคู่แข่งและมัดใจกรรมการเท่านั้น เพียงแต่คำถามสำคัญก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ก็คือ “ในเมื่อทุกคนดีพอแล้วทำไมบริษัทต้องเลือกเรา” ถ้าความสามารถใกล้เคียงกัน ประสบการณ์เยอะพอกัน แล้วบริษัทตัดสินใจเลือกรับคนเข้าทำงานจากอะไร? บทความจาก Forbes โดยคุณ Caroline Ceniza-Levine กล่าวถึงหัวใจสำคัญ 3 ข้อที่จะทำให้เราคว้าโอกาสได้ก่อนใครๆ เริ่มจาก 1) เข้าใจโจทย์ที่อยู่นอกเหนือ Job description วัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์งานคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่าง 2 ฝ่าย ในขณะที่นายจ้างชั่งใจว่าเราเหมาะกับงานแค่ไหน เราเองก็เรียนรู้เกี่ยวกับหน้าที่รวมถึงภาพรวมองค์กรไปพร้อมๆ กัน และจากประสบการณ์ทำงานของหลายๆ คนคงพอเข้าใจว่า Job description คือหน้าที่โดยรวมแต่อาจไม่ครอบคลุมถึงข้อจำกัดหรือ “โจทย์ที่แท้จริง” ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องไปพูดคุยกันในขั้นตอนสัมภาษณ์ เช่น Job description อาจระบุแค่ “หน้าที่” ที่ต้องรับผิดชอบ จากนั้นเราอาจได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์ว่างานเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านเวลาที่เร่งด่วนหรือกำลังติดปัญหาเรื่องใดก็แล้วแต่ ข้อมูลเหล่านี้ที่ได้รับจากการสัมภาษณ์คือวัตถุดิบชั้นดีที่ช่วยให้เราสามารถนำมาคิดต่อยอดจากความรู้ที่มี เพื่อหา “วิธีการ” ที่ช่วยตีโจทย์ขององค์กรให้สำเร็จได้ จะว่าไปก็อาจคล้ายกับภาพยนตร์ The Wolf of Wall Street ที่ตัวเอกอย่าง Jordan Belfort ทดลองให้คนรอบข้าง “ขายปากกา” ให้กับตัวเขาเองจะทำด้วยวิธีการอะไรก็ได้ แต่ต้องขายให้ได้ 1 ด้าม จนมีคนทำสำเร็จเมื่อขอให้เขา “เขียนชื่อลงกระดาษ” ซึ่งแน่นอนว่าเขาทำไม่ได้เพราะไม่มีปากกาเขาจึงจำเป็นต้องซื้อปากกาจากคนคนนั้น ดังนั้นหัวใจสำคัญจากเรื่องนี้ก็คือการตีโจทย์ให้แตกเพื่อนำเสนอสิ่งที่อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิเสธได้ 2) กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งไปกับองค์กร การจะพิจารณารับคนเข้าทำงานในแต่ละครั้งถ้าตัดเรื่องความสามารถที่แน่นอนว่าสำคัญอยู่แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยก็คือ “ความเข้ากัน” ต่อส่วนรวม พนักงานใหม่จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะปรับตัวทั้งเรื่องเรียนรู้งานและอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งจะมาคัดกันที่ขั้นตอน “สัมภาษณ์งาน” อันดับแรกต้องคิดเสมอว่าเราไม่ใช่แค่เข้าไปเพื่อทำงาน แต่ต้องการเข้าไปเป็น “ส่วนหนึ่งขององค์กร” ซึ่งนั่นรวมไปถึงหลักการ ความเชื่อ แนวทางการทำงานหรือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในที่ทำงานนั้นๆ เทคนิคง่ายๆ เช่น หากบริษัทเน้นทำงานอิงจากตัวเลขสถิติก็ควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบในแต่ละคำถาม สิ่งสำคัญคือต้องทำให้นายจ้างมั่นใจว่าเราจะเข้ากันกับที่นี่ได้โดยไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวมาก หรือดีมากๆ ก็ไม่ต้องปรับตัวเลย (ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้) 3) แสดงออกว่าอยากได้งานมากแค่ไหน เมื่อต้องเลือกระหว่างกลุ่มคนที่มีความสามารถคล้ายๆ กัน ตัวตัดสินจึงต้องไปชี้วัดกันที่เรื่องของ “แพชชัน” และแน่นอนใครๆ ก็อยากได้คนที่มีความกระตือรือร้น คนที่ตื่นเต้นที่จะได้เข้ามาทำงานร่วมกับเพื่อนใหม่ คนที่แสดงความสนใจในบริษัทอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ได้แปลว่าให้ไปประจบผู้สัมภาษณ์แต่มันมาจากการแสดงออกถึงความกระหายและถ้าหากคิดว่าการประกาศว่า “ฉันรักบริษัท” จะทำให้เราสูญเสียอำนาจต่อรองก่อนเริ่มงาน เช่น เพิ่มเงินเดือน สวัสดิการ วันหยุด วันลา ต้องบอกเลยว่าคิดผิดถนัด! เพราะยิ่งนายจ้างเล็งเห็นว่าเรามีใจให้กับบริษัทแค่ไหนก็ยิ่งเพิ่มความต้องการที่จะ “ลงทุน” กับตัวเรามากขึ้น สิ่งสำคัญคือการพยายามรักษา “ระดับพลังงาน” เนื่องจากกระบวนการสมัครงานมักกินเวลานานและเราอาจเสียแรงจูงใจหรือเริ่มเหนื่อยระหว่างทางไปได้ ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหาโอกาสใหม่ที่ช่วยให้ความมั่นคงมากขึ้น อ่านบทความเพิ่มเติม: เริ่มงานให้ปังกับการตั้งเป้าหมายด้วยหลัก 30-60-90 5 คำถามเช็กลิสต์ระหว่างสัมภาษณ์ รู้ได้ทันทีว่าองค์กรไหนที่เราควร "หนีไป" แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/40IZpqz ### วิธีเล่าเรื่องความล้มเหลวให้ HR ฟังระหว่างสัมภาษณ์งาน วิธีเล่าเรื่องความล้มเหลวให้ HR ฟังระหว่างสัมภาษณ์งาน ในการสัมภาษณ์งานที่ชี้วัดอนาคต แน่นอนว่าเราอยากสร้างความประทับใจให้ได้มากๆ และทุกอย่างก็กำลังดำเนินไปตามแผนแบบสวยๆ จนกระทั่งอีกฝ่ายให้เล่าเกี่ยวกับ “ความล้มเหลว” ให้ฟัง กลายเป็นว่าความมั่นใจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเริ่มสั่นคลอน เมื่อต้องนึกย้อนไปถึง “ข้อผิดพลาด” ที่เคยประสบพบเจอกับความล้มเหลวในอดีต บางคนนึกไม่ออกหรือแม้แต่ไม่กล้าพูดแบบเปิดอก คิดหาทางว่าจะพูดถึง “ด้านไม่ดี” ของตัวเองอย่างไรให้ไม่ฟังดูแย่เกินไป ยิ่งไปกว่านั้นคือกลัวว่าเหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดท้ายแล้วทำให้บริษัทไม่อยากรับเข้าทำงาน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากขุดหลุมฝังตัวเองไปเสียอย่างนั้น แม้ว่าความล้มเหลว ผิดพลาด ไม่สมบูรณ์แบบคือธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปกับทุกคนบนโลก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ค่อยมีใครอยาก “จดจำ” สักเท่าไร หรือแม้กระทั่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ “เกลียด” ความรู้สึกแย่ๆ อันเกิดขึ้นมาจากความล้มเหลวเหล่านั้นจนอยากลบมันออกไปจากสมองให้ได้เร็วๆ แต่แล้วเมื่อสถานการณ์คับขันของการสัมภาษณ์งาน นายจ้างเกิดถามถึง “ความล้มเหลว” ที่ผ่านมา เราควรจะตอบอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ในบทความนี้ Reeracoen Thailand มีเทคนิคมาฝากกันครับ อับดับแรกคือวิธีเลือก “เรื่อง” มาเล่าโดยพยายามหลีกเลี่ยงสองกรณีต่อไปนี้ สิ่งที่ทำแล้วสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งคือการหยิบยกเอาประสบการณ์ล้มเหลวจาก “หน้าที่หลัก” ที่ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานในตำแหน่งที่กำลังสัมภาษณ์ เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความกังวลได้ง่ายๆ อย่าเลือกพูดถึงเรื่องที่ “เล็กน้อย” จนเกินไป เส้นกั้นบางๆ ระหว่าง “ความผิดพลาด” ที่อาจเกิดขึ้นได้บ้างซึ่งไม่ได้มีผลหรือนัยยะสำคัญอะไรให้ต้องพูดถึงเป็นพิเศษ กับ “ความล้มเหลว” ที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลถึงความสำเร็จโดยตรงคือแรงกระแทกต่อส่วนรวม ไม่ว่าจะภายในทีมหรือระดับองค์กร Tips สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์อยากรู้จากคำถามนี้ไม่ใช่เราทำผิดอะไร แต่เป็นได้ “เรียนรู้อะไร” จากเหตุการณ์นั้นแล้วมีทัศนคติ วิธีคิด แนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร เทคนิคก็คือภายในเรื่องที่เลือกมาอาจไม่จำเป็นต้องเล่าทั้งหมด แต่ให้หยิบเอาเฉพาะ “บางจุด” ที่สำคัญมาพูดถึงก็เพียงพอ ต่อมาคือการนิยามคำว่า “ล้มเหลว” ในแบบตัวเอง สืบเนื่องจากก่อนหน้าที่บอกว่าไม่ต้องเล่าทั้งหมดก็ได้ เนื่องจากเราต้องอธิบายต่อว่าเพราะอะไรถึงคิดว่าเหตุการณ์ที่นำมาเล่าคือความล้มเหลวสำหรับตัวเราเอง เช่น สำหรับผมความล้มเหลวคือการไม่สามารถทำได้ตามคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้าง (และจากนั้นก็หยิบยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเล่า) เมื่อเราได้เรื่องที่ “กำลังดี” ประกอบกับนิยามเหตุผลได้แล้ว คำว่าความล้มเหลวก็ไม่จำเป็นจะต้อง “ใหญ่” อีกต่อไป ดังนั้นเหตุการณ์ที่เล่าจะดูไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งช่วยลดความกังวลว่าจะถูกคัดออกเนื่องจากคำตอบนั้นฟังดูแย่จนเกินจะรับได้ สิ่งที่เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น ความล้มเหลวไม่ได้นิยามว่าเราเป็นคนแบบไหนแต่เป็นวิธีการมองและจัดการตัวเองหลังจากนั้น สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เราทำอะไรผิด แต่เป็นการดึงตัวเองกลับมาจากความผิดหวังแล้วเรียนรู้จากมันเพื่อพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก อย่างที่บอกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ บริษัทไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องไม่มีจุดด่างพร้อย แต่ทัศนคติของคนที่ “ไม่ยอมแพ้” และกล้ายอมรับความผิดพลาดเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เติบโตต่างหากคือสิ่งที่นายจ้างมองหา ดังนั้นความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ โลกไม่ได้แตกทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางของการเรียนรู้และเรายังมีวันพรุ่งนี้ที่จะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นเสมอ อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ผลสำรวจ 8 เหตุผลยอดฮิตที่ทำให้คนลาออกจากงานในปี 2023 6 ขั้นของการเติบโตในอาชีพการงาน ปัจจุบันคุณอยู่ระดับไหน? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/47tRQGJ แหล่งที่มาเพิ่มเติม: https://bit.ly/3uBB4qB ### 4 วิธีสังเกตและป้องกันอนาคตเมื่อบริษัทคุณอาจมีแผน Layoff พนักงาน 4 วิธีสังเกตและป้องกันอนาคตเมื่อบริษัทคุณอาจมีแผน Layoff พนักงาน ช่วงปลายปี - ต้นปีเป็นเวลาที่ดีของการมองหางานก็จริง แต่ในอีกมุมสำหรับองค์กรก็อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เลวหากต้องการจะ “เปลี่ยนแปลงทีมงาน” ด้วยสถิติในปี 2023 พบว่า เดือนมกราคมครองตัวเลขจำนวน “คนตกงาน” มากที่สุดที่เกือบๆ 60,000 คนเมื่อเทียบกับแต่ละเดือนในปี 2022 ทั้งหมดที่ผ่านมา (อ้างอิงข้อมูลจากสำนัก Layoffs.fyi) ทำให้อนาคตกลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เพราะด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเราได้เห็นการปลดพนักงานในหลายบริษัทใหญ่กันมาตลอดทั้งปี รวมถึงการเข้ามาของ AI ที่ก่อให้เกิดคำถามมากมาย คนทำงานจึงยากที่จะเชื่อมั่นในความมั่นคงของตัวเอง วันดีคืนดีอาจตื่นขึ้นมากลายเป็นคนตกงานได้ทุกเมื่อ ถึงแม้อนาคตจะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่การรู้จักสังเกตสถานการณ์ปัจจุบันก็ทำให้เราสามารถเตรียมรับมือได้อย่างทันเวลา คุณ Mark Murphy ผู้ก่อตั้ง Leadership IQ ได้พูดถึง 4 สัญญาณเตือนภัยที่อยู่นอกเหนือจากปัจจัยหลักๆ อย่างงบการเงิน ผู้นำทยอยลาออก มีการปรับโครงสร้างองค์กรว่ามีข้อสังเกตอะไรอีกบ้างก่อนที่หายนะครั้งใหญ่จะมาเยือน สถานการณ์ภาพรวมขององค์กร เมื่ออ้างอิงผลสำรวจโดย Leadership IQ พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าองค์กรสื่อสารกับพวกเขาแบบตรงไปตรงมาในทุกๆ เรื่อง (โดยมีเพียง 15% จาก 27,000 คนเท่านั้นที่เชื่อ) ดังนั้นหากมีสถานการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นภายในองค์กร เช่น รายได้ไม่ตามเป้า บัญชีเริ่มติดลบ ฯลฯ พนักงานก็จะไม่ค่อยมีสิทธิได้รับรู้และเมื่อเรื่องร้ายๆ กลายเป็น “ความลับ” จึงหมดสิทธิที่จะเตรียมตัวรับแรงกระแทก อย่างไรก็ตามแม้มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอย่างเราๆ จะไม่ค่อยมีสิทธิได้เข้าถึงความลับสำคัญชิ้นใหญ่ แต่ก็มีอีกหนึ่งวิธีจับสังเกตจาก “การสื่อสาร” และ “การจัดการ” จากบรรดาทีมผู้บริหารข้างบนที่มีข้อมูลในมือเยอะกว่า เช่น เปลี่ยนแนวทางไปรัดเข็มขัดมากขึ้น ประหยัดเงิน ตัดงบ ลดต้นทุน หรืออื่นๆ ที่บ่งบอกถึงสภาพคล่องที่ไม่สู้ดี ท่าทีของหัวหน้าที่เปลี่ยนไป โดยทั่วไป หัวหน้าราวๆ 50% มักมีวิธีการทำงานที่เน้นไปกับการสร้างสัมพันธ์ในทีมให้ใกล้ชิดกันทั้งด้านการทำงานและความสนิทสนม ดังนั้นสังเกตได้ง่ายๆ หากเมื่อก่อนหัวหน้าของเราเคยสนุกสนาน แต่ปัจจุบันดูเงียบๆ และเฉยชาโดยที่ไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าได้รับรู้บางอย่างแต่บอกใครไม่ได้ เมื่อก่อนทำแล้วดี แต่ตอนนี้กลับแย่ จากสิ่งที่เมื่อก่อนทำแล้วได้รับคำชมสม่ำเสมอแต่ปัจจุบันผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงกันข้ามแม้จะทำเหมือนเดิม นี่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณว่ามีบางอย่างในกอไผ่เกิดขึ้นซึ่งเป็นการ “ปูทาง” ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อผลงานเราไม่ดี ได้รับแต่ Feedback แย่ๆ ก็หมายความว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้สร้างประโยชน์ให้องค์กรอีกต่อไป เปลี่ยน “หัวเรือ” และรูปแบบการบริหาร การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร ก็เปรียบเสมือนการผ่าตัดใหญ่ขององค์กร เนื่องจากผู้นำคนใหม่อาจเข้ามาทำให้ทิศทางของธุรกิจเปลี่ยนไป แนวทางการทำงานจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วยเช่นกัน ซึ่งบางครั้งอาจรวมไปถึง “ทีมงาน” ที่ต้องถูกรีเซตใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานในอนาคตมากที่สุด เมื่อรู้จักสัญญาณแล้วต่อมาคือ “วิธีป้องกัน” รวมถึงแก้ไข หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นจริงๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเล อัปเดตชุดทักษะใหม่ๆ ให้ตัวเอง หนึ่งในสาเหตุที่พนักงานจำนวนมากไม่ได้ไปต่อกับองค์กร นอกเหนือจากปัญหาด้านโครงสร้างเงินเดือน (เงินไม่พอจ้าง) คือการถูกพิจารณาว่าคุณสมบัติเข้าข่าย “ไปต่อไม่ได้” กับทิศทางใหม่ ไม่คุ้มเสี่ยงที่องค์กรจะแบกรับและให้เวลาเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม ดังนั้นสิ่งสำคัญอันดับแรกคือการหมั่นพัฒนาตัวเอง ศึกษาเทรนด์ใหม่ๆ และทิศทางของบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกเพื่อจับจุดให้เจอว่าหากจะไปต่อในอนาคต เรายังขาดส่วนไหนอยู่ มีทักษะอะไรที่จำเป็นต้องเรียนรู้ รวมถึงกล้าที่จะบอกลาทักษะที่ “ตกยุค” ไปแล้วด้วย จับมือกับคอนเนกชันของตัวเองไว้ให้แน่น คอนเนกชันเบื้องต้นที่ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกลก็คือ “เพื่อนร่วมงาน” ณ ตอนนี้ ซึ่งนอกจากทำงานร่วมกัน มิตรภาพที่ดียังอาจสามารถให้ความช่วยเหลือเราได้ในอนาคต เชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีอดีตเพื่อนร่วมงาน ที่ติดต่อมาเชิญชวนให้ไปทำงานร่วมกันบ้างไม่มากก็น้อยเนื่องจากรู้มือกันดี ทำงานด้วยกันได้ ไม่ต้องเสียเวลาปรับตัว หากได้มาร่วมงานกันอีกครั้งก็เป็นผลดีกับทุกฝ่าย ซึ่งนี่แหละคือพลังของคำว่า “คอนเนกชัน” นอกจากเพื่อนร่วมงานแล้วอีกหนึ่งวิธีก็คือ “บริษัทจัดหางาน” ที่มักจะเป็นผู้เล่นอันดับแรกๆ ที่องค์กรมองหาหากต้องการจ้างงาน ดังนั้นการมีคอนเนกชันที่ดีกับบริษัทจัดหางานชั้นนำก็สามารถดึงโอกาสเหล่านั้นเข้ามาหาตัวได้เร็วกว่าคนอื่นๆ รักษาทัศนคติที่เป็นบวก นอกจากทักษะการทำงาน สิ่งที่องค์กรไม่เคยลดลำดับความสำคัญคือ “ทัศนคติที่ดี” ของพนักงาน ซึ่งเป็นรากฐานของความสำเร็จ ตลอดจนผลงานที่ดีและวัฒนธรรมที่เป็นมิตร นอกจากนี้แม้ว่าการ layoff จะเป็นสถานการณ์ที่ใครๆ ก็ต้องเครียด แต่ทัศนคติที่ดีนี่แหละที่จะคอยทำให้เรามองเห็นด้านดี หาลู่ทางอื่นๆ เพื่อไปต่อให้ได้แบบคนที่ไม่ยอมแพ้และพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ คว้าโอกาสจากช่วงเวลาวิกฤติ ในทุกช่วงเวลาวิกฤติ เรามักจะต้องการแสงสว่างมาชี้ทาง ซึ่งองค์กรเองก็ต้องการผู้นำมาฝ่าช่วงเวลาร้ายๆ นี้เช่นกัน และดีที่สุดก็คือทำให้คนคนนั้นคือ “ตัวเราเอง” ดังนั้นคนทำงานที่มีคุณสมบัติผู้นำ สามารถชักจูงคนรอบข้างให้เดินตามได้ รวมถึงวางวิสัยทัศน์ในทิศทางใหม่ๆ ที่เป็นผลดีต่อองค์กร ก็มักจะได้รับการมองว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าและยากที่จะสูญเสียอาชีพการงานไปในช่วงเวลาดังกล่าว สรุป จากสถานการณ์ปัจจุบันเราจะพบการ layoffs ที่เกิดบ่อยขึ้น ซึ่งก็เป็นผลมาจากการ “ปรับตัว” ขององค์กรในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นในฐานะคนทำงานที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เราเองก็ต้องรู้จักเรียนรู้และปรับตัวตามเช่นกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “ความยืดหยุ่น” ประกอบกับทัศนคติที่ดีและกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เรามีเส้นทางให้ไปต่อไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3TlPup3 https://bit.ly/3TlLy7P แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3zYts14 https://bit.ly/3zW9PqH https://bit.ly/41kNcsv ### Fintech คืออะไร ทำความรู้จักกับหนึ่งในสายธุรกิจที่มาแรงที่สุดในโลก Fintech คืออะไร ทำความรู้จักกับหนึ่งในสายธุรกิจที่มาแรงที่สุดในโลก ถ้าคุณเคยสแกนคิวอาร์โค้ดเวลาจ่ายเงินซื้อของหรือเข้าแอปธนาคารเพื่อโอนเงินให้คนรู้จัก รวมถึงลงทุนในตลาดสกุลเงินดิจิทัล Cryptocurrency แปลว่าคุณคือหนึ่งในคนที่กำลังนำเทคโนโลยี Fintech มาใช้งานเพิ่มความสะสบายให้ตัวเองในชีวิตประจำวัน หากพูดถึงอาชีพและสายงานที่กำลังมาแรงที่สุด ณ ตอนนี้คงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรม Fintech หรือ Financial Technology ซึ่งเป็น “เทคโนโลยีด้านการเงิน” ที่มีบทบาทอย่างยิ่งกับชีวิตเราในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Mobile Banking ที่แทบจะใช้กันแทนเงินสดไปแล้ว รวมถึงระบบ Payment Gateway, Insurtech, ระบบทำจ่ายเงินในองค์กร ตลอดจนสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency ตระกูลต่างๆ โดยทั้งหมดนี้คือตัวอย่างเบื้องต้นของความร้อนแรงในสายงาน Fintech ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ จากอุตสาหกรรม Fintech คือหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพในแต่ละวันของมนุษย์ ซึ่งมีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ และขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อพิจารณาจากสถิติการใช้งานในสหรัฐฯ พบว่าอัตราการเติบโตของผู้ใช้เทคโนโลยีในกลุ่ม Fintech เพิ่มขึ้นจาก 58% ในปี 2020 เป็น 80% ในปี 2022 ถือว่าแซงหน้าอัตราการใช้งาน Social Media โดยเป็นรองแค่ “อินเทอร์เน็ต” ในแง่ของเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางมากที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัตราการใช้งานเทคโนโลยี Fintech ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและทิศทางที่โลกกำลังจะเดินไป ซึ่งเข้าถึงเรื่องการเงินรวมถึงจัดการได้ง่ายขึ้นไม่น้อย ไม่ว่าจะเพื่อเก็บออม ลงทุน วางแผนการเงิน บริหารจัดการ ก็สามารถทำได้เพียงอาศัยแค่ “มือถือเครื่องเดียว” Fintech คืออะไร ความหมายตามตัวอักษร Fintech คือคำที่เกิดขึ้นจากการผสมระหว่าง Financial และ Technology หมายถึงแอปพลิเคชัน เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ที่ช่วยให้ผู้คนหรือธุรกิจสามารถเข้าถึง จัดการ รับข้อมูลด้านการเงินของตัวเอง รวมถึงดำเนินการธุรกรรมทางการเงินได้ผ่านระบบดิจิทัลซึ่ง Fintech ได้กลายเป็นช่องทางในการให้ความสะดวกสบาย ด้วยการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมทั้งฝาก ถอน โอน จ่าย ไปจนถึงวางแผนการเงินการลงทุนและกู้ยืมให้ง่ายยิ่งขึ้น อ้างอิงรายงานผลกระทบจากการใช้งานเทคโนโลยี Fintech โดย Plaid พบว่านอกจากช่วยประหยัดเวลา บริหารการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น ยังช่วยป้องกันความผิดพลาด รวมถึง “ลดความกังวล” ด้านสถานะการเงินอีกด้วย สำรวจภาพรวมอุตสาหกรรม Fintech เมื่อย้อนดูอัตราการเติบโตในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่าอุตสาหกรรม Fintech อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างน่าประทับใจ หากนับจากแค่ในสหรัฐฯ พบว่ามีธุรกิจสตาร์ทอัปเกิดขึ้นใหม่กว่า 5,000 บริษัทภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี (2018-2023) แม้จะมีธุรกิจเกิดใหม่ในสาย Fintech มากมาย แต่ถึงอย่างนั้นภาพรวมอุตสาหกรรม Fintech เริ่มชะลอตัวลงด้วยการหดตัวของตัวเลขการระดมทุนจากสูงสุด 132 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2021 นับเป็น 21% ของเงินการลงทุนทั้งหมดทั่วโลกจนลดลงเหลือ 75.2 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2022 (หดตัว 46%) อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวไม่ได้แปลว่าสายงาน Fintech จะเป็นที่ต้องการน้อยลง เนื่องจากหากนับจริงๆ ปี 2022 ก็ยังคงระดมทุนได้มากกว่าปี 2020 ถึง 52% อยู่ดี แสดงให้เห็นว่า “ความต้องการ” นั้นไม่ได้ลดลง เพียงแต่ตลาดภาพรวมกำลังอยู่ในช่วง “ปรับตัว” ให้คงที่มากขึ้น ประเภทของเทคโนโลยี Fintech ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี วัตถุประสงค์การให้บริการของเทคโนโลยี Fintech มีอยู่อย่างกว้างขวางตั้งแต่ B2B, B2C รวมถึงผู้คนสู่ผู้คน (P2P) ด้วยเช่นกัน โดยแบ่งประเภทที่คุ้นเคยกันในชีวิตประจำวัน 3 รูปแบบดังนี้ 1) Banking หนึ่งในเทคโนโลยี Fintech ที่คนนึกถึงมากที่สุดเนื่องจากเป็นเครื่องมือเกี่ยวกับ “การเงิน” ผ่าน “เทคโนโลยี” โดยตรง สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ทุกรูปแบบผ่านอุปกรณ์อย่างแอปฯ ธนาคาร ที่เราติดใช้งานกันเป็นประจำในทุกวันนี้ 2) Cryptocurrency หากพูดถึงเทคโนโลยีที่อาจจะพลิกโฉมโลกคงไม่อาจมองข้ามคำว่า “คริปโต” หรือ Cryptocurrency ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มี “มูลค่า” เสมือนหรือมากกว่าเงินจริงเพื่อลดกำแพงของค่าเงินที่ถูกควบคุม (Centralized) เช่น Bitcoin ที่เคยมีมูลค่าขึ้นไปแตะเกินหลัก 2 ล้านบาทมาแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บางส่วนมองว่าเป็นข้อดีที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการเงินในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าอาจเป็นภัยต่อระบบการเงินโลกได้ 3) Digital Payments คือระบบการจ่ายเงิน ชำระค่าสินค้า/บริการผ่านเทคโนโลยี ตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกัน ได้แก่ E-Wallet ในแอปฯ ต่างๆ ที่เราต้องดาวน์โหลดและลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้ก่อน ซึ่งสามารถใช้จ่ายผ่านแอปฯ ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านแอปฯ ธนาคาร ตัวอย่างผู้ให้บริการและการเติบโตของ Fintech ในไทย อันดับแรกๆ ที่ต้องพูดถึงคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกลุ่ม Mobile Banking และ Digital Payments อาทิ KPlus, SCB Easy, TrueMoney Wallet รวมถึง Cryptocurrency ที่มีแพลตฟอร์มซื้อขายอย่าง Bitcub เป็นต้น หากจะพูดถึงรายเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นมาในช่วงระยะหลังๆ มานี้ก็มีรายงานในปี 2023 จาก Fintech Singapore ที่ได้รายงานสถานการณ์ในประเทศไทยว่ามีบริษัทสตาร์ทอัปเกิดใหม่ในกลุ่มสายงาน Fintech อยู่ที่จำนวนราวๆ 107 บริษัท โดยจัดอยู่ในกลุ่ม Payment เป็นส่วนใหญ่ ตำแหน่งงานที่รองรับ จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Fintech ทำให้มีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก รวมถึงการปรับตัวของธุรกิจดั้งเดิม ที่ต้องหันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีและ Digitalization มากขึ้นทำให้ “ทรัพยากรบุคคล” เป็นอาวุธสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่อนาคตซึ่ง emeritus ได้แนะนำ 8 อาชีพเป็นที่ต้องการสูงในสายงาน Fintech ได้แก่ Blockchain Expert/Developer App Developer Product Owner/Manager Financial Analyst Cybersecurity Expert Quantitative Analysts and Data Scientists Risk Control Managers Compliance Experts เริ่มต้นค้นหางานด้าน Fintech หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: ผลกระทบจาก AI เมื่อการสมัครงาน "ง่าย" แต่กลับได้งาน "ยาก" รู้จัก Quiet Firing กลยุทธ์ความเงียบที่มีไว้ทำให้พนักงานอยากลาออก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3H7XcMs https://bit.ly/48AI6KS แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3H6DZdT ### 4 ข้อผิดพลาดบนใบสมัครงานที่มักทำให้เราโดน "คัดออก" ตั้งแต่ต้น 4 ข้อผิดพลาดบนใบสมัครงานที่มักทำให้เราโดน "คัดออก" ตั้งแต่ต้น Recruiter มืออาชีพที่มีความชำนาญมักใช้เวลาอย่างรวดเร็วในการรีวิวจดหมายสมัครงาน (cover letter) ของผู้สมัครแต่ละคนด้วยการอ่าน “คีย์เวิร์ดสำคัญ” ที่ตรงกับ Requirement ของตำแหน่งงานเพื่อจำแนกอย่างรวดเร็วว่าใครบ้างที่เข้าข่ายจะเป็นเป้าหมายของบริษัท ดังนั้นจากลักษณะการทำงานที่รวดเร็วและแม่นยำ จึงแปลว่า Recruiter ส่วนใหญ่มักจะมีเทคนิคและประสบการณ์ที่ทำให้สามารถรู้ทันทีว่าพวกเขากำลังมองหาอะไร รวมถึงบอกได้ว่าคนแบบไหนที่ “ใช่” และใครบ้างที่ควรถูก “คัดออก” ในบทความนี้ Reeracoen Thailand ได้เรียบเรียงข้อผิดพลาด 5 จุดบนจดหมายสมัครงานที่ผู้สมัครทุกคนควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลให้คุณถูกคัดออกจากการพิจารณาโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เข้าสัมภาษณ์ตั้งแต่แรก 1) ความเรียบร้อยและความเหมาะสม เริ่มตั้งแต่จุดแรกอย่าง “ชื่ออีเมล” ที่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงมีผล เพราะการตั้งชื่อดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับผลงานหรือความสามารถ ดังนั้นแค่พิจารณาจากคุณสมบัติและประสบการณ์ก็น่าจะพอแล้ว ต้องบอกว่าหลักการพิจารณารับเข้าทำงานของบริษัทนอกจากคุณสมบัติที่สอดคล้องกับ Requirement การใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ในฐานะ “มืออาชีพ” ก็สำคัญเช่นกัน ทางที่ดีควรใช้เป็นอีเมลชื่อ-นามสกุล (อาจเป็นตัวย่อเพื่อจำกัดความยาว) โดยไม่มีสัญลักษณ์แปลกๆ หรืออื่นๆ ที่ดูไม่เหมาะสมเนื่องจากชื่ออีเมลที่ใช้สามารถสะท้อนภาพลักษณ์และบ่งบอกถึงความจริงจังในอาชีพการทำงานได้ นอกจากนี้การตรวจทานความถูกต้องของข้อมูล เช่น “คำผิด” ทั้งในส่วนของการสะกดและหลักภาษา รวมถึงรูปแบบเอกสาร การจัดหน้าเรซูเม่ต่างๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ไม่ควรปล่อยผ่านเช่นกัน ก่อนส่งจดหมายหรือใบสมัครงานอย่าลืมตรวจทานซ้ำทุกครั้งอย่าสะดุดขาตัวเองเพราะลืมใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ 2) เขียนสมัครงานแบบ Copy-Paste หลังจากที่ได้อ่านรายละเอียดทั้งในส่วนของประวัติและคุณสมบัติ Recruiter มืออาชีพสามารถบอกได้ทันทีว่าเราอยู่ในกลุ่มคนแบบไหน ระหว่างตั้งใจใช้เวลาเขียนจดหมายเพื่อสมัครงานนี้โดยเฉพาะหรือ “ก็อปแล้ววาง” สำหรับหว่านสมัครงานในหลายๆ บริษัท เมื่อคุณสมบัติส่วนใหญ่ของผู้สมัครอาจมีความใกล้เคียงกัน ปัจจัยถัดไปที่จะเข้ามาเป็นเกณฑ์ชี้วัดก็คือ “แพชชัน” หรือเหตุผลที่ทำให้ต้องการเข้ามาทำงานในบริษัทนั้นๆ เช่น ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ อยากเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จองค์กร ซึ่งวิธีการเขียน ภาษาที่ใช้ก็มักจะสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมา 3) ช่วงว่างงานที่ไม่มีคำอธิบาย เราล้วนมีเหตุผลมากมายที่ทำให้มีช่วงเวลา Gap year จนเกิดการเว้นว่างจากชีวิตการทำงานไปสักช่วงระยะหนึ่ง เช่น ต้องใช้เวลาดูแลครอบครัว พักเบรคค้นหาตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่ในสายตาของนายจ้างอาจเกิดความสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ช่วงนั้นเรา “ว่างงาน” และกระทบต่อการพิจารณารับเข้าทำงานในภายหลัง หน้าที่ของเราคือคลายข้อสงสัยเหล่านั้นให้ดีที่สุดด้วยการอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนในประวัติการทำงาน หรือระบุตั้งแต่ต้นในส่วนของภาพรวมโปรไฟล์เพื่อไม่ให้มี “รอยด่าง” ที่ส่งผลต่อการสมัครงาน เรายังสามารถเสริมจุดแข็งให้ตัวเองมากขึ้นว่าในช่วงที่ผ่านมาได้ใช้เวลาไปกับอะไร มีทักษะไหนที่ได้ฝึกเพิ่มเติมหรือได้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานในตอนนี้บ้าง 4) ไม่โชว์ความสำเร็จที่น่าสนใจ ไม่ว่าโปรไฟล์จะดูดีแค่ไหน มีความสามารถล้นเหลืออย่างไร แม้แต่มีประวัติการทำงานอันยาวนานจนน่าตกใจก็ไม่อาจทำให้เราดูน่าสนใจในสายตาของนายจ้างหากไม่มีส่วนไหนบ่งบอกถึง “ความสำเร็จ” ที่ได้รับจากการทำงาน การระบุถึงความสำเร็จในจดหมายสมัครงานและเรซูเม่คือหนึ่งในข้อผิดพลาดที่น่าเสียดายมากที่สุดของหลายคน เพราะการเขียนแค่ “หน้าที่ความรับผิดชอบ” นั้นยังไม่พอ เราต้องบอกได้ว่าเรามีตัวอย่างผลงานอะไรที่โดดเด่นบ้าง เช่น ตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรืออื่นๆ ที่ชี้วัดจับต้องได้เป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ Recruiter หรือฝ่าย HR กวาดสายตามาแล้วต้องหยุดที่เรา อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม 3 หัวข้อที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้ "อายุ" มีผลต่อการสมัครงาน 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงมีโอกาสได้งานมากกว่าสมัครด้วยตัวเอง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Q2yLnt ### หางานเด็กจบใหม่ 6 สิ่งที่ทำแล้วช่วยให้มีโอกาสได้งานมากขึ้น หางานเด็กจบใหม่ 6 สิ่งที่ทำแล้วช่วยให้มีโอกาสได้งานมากขึ้น หลังจากเรียนจบใหม่ๆ จะเริ่มมองหาหรือใช้วิธีไหนเพื่อให้ได้งาน นี่คือประเด็นสำคัญก่อนเข้าสู่วัยทำงานที่ 4 ปีของมหาวิทยาลัยไม่เคยสอน ซึ่งความไม่เข้าใจในกระบวนการสมัครงานที่ทั้งซับซ้อนและละเอียดอ่อนก็นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่เด็กจบใหม่จำนวนมากเข้าไม่ถึงโอกาสในการทำงาน ในบทความนี้ Reeracoen Thailand ได้สรุปสิ่งที่เด็กจบใหม่สามารถเรียนรู้เพื่อเพิ่มโอกาสได้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ปัญหาหนึ่งของการหางานเด็กจบใหม่คือเรียนจบมาโดยที่ “ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร” ทำให้จับต้นชนปลายไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องเข้าสู่โลกของการทำงาน โดยเราสามารถประเมินตัวเองหรือลองทำแบบทดสอบความถนัดเพื่อหาข้อสรุปว่า “เราเหมาะจะทำอะไร” และช่วยเป็นแนวทางตัดสินใจว่าควรเริ่มต้นนับหนึ่งในชีวิตวัยทำงานกับอาชีพอะไรในสายงานไหน กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน หลังเรียนจบมาใหม่ๆ หลายคนอาจต้องเร่งหางานทำ โดยเพิ่มโอกาสหวังผลด้วยการสมัครงานหลายตำแหน่ง หลายบริษัทหรือที่เรียกกันว่า “หว่านใบสมัคร” แบบไม่มีเป้าหมายแน่ชัด ทำให้คุณสมบัติในเรซูเม่อาจจะตรงและไม่ตรงกับงานบ้าง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดีเนื่องจากมีโอกาสที่เราจะไม่ถูกติดต่อกลับจนเป็นเหตุบั่นทอนความมั่นใจให้หมดไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน ลองเริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้นตอบคำถามตัวเองให้แน่ใจว่าอยากทำงานอะไร ในบริษัทแบบไหนและมีทักษะหรืออะไรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อ “คราฟต์เรซูเม่” ที่เหมาะสมสำหรับการส่งสมัครงาน ใช้ประโยชน์จาก Cover letter ความท้าทายของการเป็นคนหางานเด็กจบใหม่ที่ต้องการมองหางานคือการ “แข่งขัน” กับบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นที่มีจำนวนหลายแสนคนในแต่ละปี (อ้างอิงข้อมูลจาก กรมจัดหางาน 2566) ซึ่งกลุ่มคนหน้าใหม่ไฟแรงเหล่านี้อาจไม่ได้มีข้อแตกต่างทางด้านคุณสมบัติ ความรู้ ประสบการณ์ทำงานมากมายนัก ทำให้โจทย์สำคัญที่ต้องตีให้แตกคือ “ทำอย่างไรให้ตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ” แม้สิ่งที่เรียนมารวมถึงทักษะที่มีบนหน้าเรซูเม่จะคล้ายกันแต่สิ่งที่ทำให้แต่ละคนแตกต่างกันคือ เป้าหมาย ประสบการณ์ ความสนใจและแรงกระตุ้นหรือ “แพชชัน” ในการทำงานซึ่งเราสามารถนำเสนอสิ่งเหล่านั้นผ่าน Cover Letter หรือจดหมายสมัครงานที่เป็นการเรียบเรียงคุณสมบัติรวมถึงเป้าหมายในการทำงาน ทำให้บริษัทได้ข้อมูลใช้พิจารณาอย่างครบถ้วนมากกว่าจากเรซูเม่เพียงอย่างเดียว ผลสำรวจจาก Arcadia University พบว่า 72% ของนายจ้างคาดหวังจะได้รับ Cover Letter ในการสมัครงาน 77% เลือกให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มี Cover Letter มากกว่าคนที่ไม่มี 88% ของ Recruiter ระบุว่าหากเราทำเรซูเม่ได้ไม่ดีพอ Cover Letter ก็จะเป็นตัวช่วยให้เรามีโอกาสมากขึ้น นำเสนอ “คุณค่า” ที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ก่อนที่จะคาดหวังว่าบริษัทต้องรับเข้าทำงานเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าถ้าเราได้เข้าไปทำงานแล้วบริษัทสามารถคาดหวังอะไรจากเราได้บ้าง เราจะใช้ความรู้ ทักษะประสบการณ์ส่วนไหนมาตอบสนองความคาดหวังหรือช่วยพัฒนาองค์กร ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องหา “จุดเด่น” ที่น่าสนใจกว่าคนอื่นในการแข่งขันที่มีคนจำนวนมากต้องการงานในตำแหน่งเดียวกัน แล้วนำเสนอสิ่งเหล่านั้นในทุกขั้นตอนของการสมัครงาน อาทิ ทักษะการทำงาน ประสบการณ์ฝึกงาน ความสนใจตั้งแต่หน้าเรซูเม่ไปจนถึงระหว่างการสัมภาษณ์งาน เสริมจุดแข็งด้วย Certification หนึ่งในวิธีเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวเองเหนือกว่าคู่แข่งด้วย “ใบรับรอง” การฝึกอบรมทักษะสำคัญที่จำเป็นในสายงาน ซึ่งปัจจุบันมีคอร์สจากสถาบันต่างๆ มากมายที่เราสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนอกจากจะทำให้เรซูเม่มีความน่าสนใจยังช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือด้วย ฝากโปรไฟล์กับบริษัทจัดหางาน นอกจากเว็บประกาศงาน หรือโซเชียลมีเดีย อีกหนึ่งช่องทางสมัครงานที่มีประสิทธิภาพก็คือ “บริษัทจัดหางาน” ที่มี Recruiter มืออาชีพคอยจับคู่งานที่เหมาะสมและช่วยปรับปรุงเรซูเม่รวมถึงแนะนำเทคนิคการตอบคำถามยากๆ ระหว่างการสัมภาษณ์ เพียงใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีในการสร้างโปรไฟล์บนหน้าเว็บก็สามารถสร้างโอกาสได้งานที่มากขึ้น แถมยังได้งานที่เหมาะสมโดยที่ไม่ต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ด้วยตัวเอง ### อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ หากยังไม่ได้ข้อมูล 3 เรื่องนี้ อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ หากยังไม่ได้ข้อมูล 3 เรื่องนี้ ปัจจัยที่เราต้องคิดก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการทำงานไม่ได้อาศัยมีเพียงบทบาทหน้าที่ ผลตอบแทน เงินเดือน แต่ต้องคำนึงถึง “โอกาสเติบโต” ในอนาคตด้วย เนื่องจากคำว่าความก้าวหน้าในหลายบริษัทนั้นไม่ต่างอะไรกับนโยบายที่ใช้เพื่อการโฆษณาเท่านั้น ผลสำรวจจาก Leadership IQ พบว่ามีเพียง 19% ของคนทำงานที่สามารถมองเห็นโอกาสความก้าวหน้าของตัวเองในบริษัท โดยมีแค่ 82% เท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้นที่กับการเติบโตในที่ทำงาน จึงอาจหมายความว่าปัจจุบันคนทำงานกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ “เอาตัวรอดไปวันๆ” หรือที่เรียกว่า Dead-End Job ซึ่งไม่สามารถคาดเดาหรือตั้งเป้าหมายให้อนาคตตัวเองได้ สำหรับคนที่แสวงหาความก้าวหน้า เราต้องชัดเจนกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเราโดยตรงด้วยการปักธงไว้และถามตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งาน หากองค์กรสามารถให้คำตอบได้ชัดเจน มีขั้นตอนแบบแผนที่อธิบายได้ก็เป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าได้คำตอบกลับมาแบบกว้างๆ ว่าต้องการให้ทุกคนได้เติบโต เราอาจต้องอาศัยการถามแบบ “เจาะลึก” ถึง 3 สิ่งต่อไปนี้ 1) อัตราการเลื่อนขั้นพนักงาน (Promotion Rate) Promotion Rate คืออัตราการเติบโตของพนักงานในองค์กรโดยเราอาจใช้คำถาม เช่น จำนวนพนักงานที่ได้รับการโปรโมตคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพิจารณาของทีมผู้บริหาร ค่าเฉลี่ยของ “ระยะเวลา” ที่ต้องใช้ก่อนที่จะได้โปรโมต โดยนำมาเทียบความเหมาะสมกับโจทย์ที่เราต้องการ ซึ่งนอกจากจะทำให้มองเห็นอนาคตและโอกาสก้าวหน้า ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและเลือกตัดสินใจง่ายขึ้นด้วย 2) การทำ Succession Planning ความเปลี่ยนแปลงของทีมงานถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ เมื่อมีคนลาออก ก็จำเป็นต้องมีคนเข้ามาทดแทนซึ่งอาจมาในรูปแบบของการเปิดรับพนักงานใหม่หรือในบางตำแหน่งที่ไม่ใช่ “ใครก็ได้” จะเข้ามาทำก็ต้องมีการเฟ้นหาคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ ในบางองค์กรจึงมักมีการวางแผน “ถ่ายเลือด” ด้วยผู้สืบทอดตำแหน่งจากคนในซึ่งช่วยลดปัญหาการขาดคนในตำแหน่งงานระดับสูง จึงไม่ทำให้องค์กรต้องสะดุดระหว่างช่วงเวลารอพนักงานใหม่รวมถึงมอบโอกาสให้พนักงานได้เติบโตขึ้นสู่ตำแหน่งงานที่สำคัญมากขึ้น 3) ทักษะพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการ Training ของบริษัท นอกจากตำแหน่งงาน หรือผลตอบแทนที่ขยับขยายขึ้นอีกหนึ่งด้านที่สำคัญของการเติบโตคือ “ทักษะ” ที่ได้จากการทำงาน เราอาจถามถึงการฝึกอบรมที่จัดโดยองค์กร ชุดทักษะแบบไหนที่องค์กรต้องการปลูกฝังให้กับพนักงาน มีการให้โอกาสได้ทดลองทำงานโปรเจกต์ที่ท้าทายความสามารถหรือไม่ หรือมีวัฒนธรรมในการให้คำแนะนำช่วยเหลือผลักดันกันอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้สามารถใช้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตของพนักงานแค่ไหน อย่างไรก็ตามแม้บางบริษัทอาจจะไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจน แต่เราก็ควรแสดงถึงความจริงจังในการแสวงหาโอกาสเติบโตที่มากขึ้นและเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะพยายามตอบสนองความคาดหวังเหล่านั้นก่อนจะตัดสินใจตอบรับงานในแต่ละครั้ง อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยให้รอบด้าน เพราะการย้ายงานถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ เช็กด่วน! สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกว่าเรากำลังมีโอกาสที่จะไม่ผ่านโปรฯ 6 เรื่องสำคัญที่ต้องทำหลังจากเริ่มงานใหม่ภายใน 30 วันแรก แหล่งที่มา: https://bit.ly/45k8win ### “ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า” ควรตอบอย่างไร เมื่อเจอคำถามสัมภาษณ์งานในลักษณะนี้ “ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า” ควรตอบอย่างไร เมื่อเจอคำถามสัมภาษณ์งานในลักษณะนี้ หลายครั้งเราอาจเจอคำถามประมาณว่า “ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า” ซึ่งบางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องถามหาเหตุผล ในฐานะ Recruitment Agency ที่ทำงานประสานระหว่างองค์กรและคนทำงานมากว่า 10 ปี อาจตอบได้ว่าสาเหตุเพราะองค์กรต้องการที่จะรู้เหตุผลเบื้องลึก เพราะบางทีผู้สมัครอาจมีความต้องการบางอย่าง ซึ่งบริษัทก็อยากเช็กให้แน่ใจว่าสามารถตอบโจทย์ได้ รวมถึงเพื่อเข้าใจทัศนคติและความคาดหวังจากการทำงานด้วย โดยแนวทางการตอบความจริงก็ไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะประมาทหรือตอบอะไรไปก็ได้ เพราะคำตอบที่ผู้สมัครมักจะใช้บ่อยๆ ก็คือการพูดความจริง แต่เป็นในมุมมองด้าน “ข้อเสีย” ของบริษัทเก่า เช่น งานน่าเบื่อ บริษัทไม่มีวิสัยทัศน์ ระบบจัดการภายในไม่ดี เพื่อนไม่โอเค ให้เงินเดือนน้อย ไม่พอใช้ แม้คำตอบเหล่านี้บางอย่างอาจจะเป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่ควรนำมาพูดใน “แง่ลบ” ให้บุคคลภายนอกฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสัมภาษณ์งาน ซึ่งทำให้อีกฝ่ายมองได้ว่าเราขาดวุฒิภาวะ ไม่เป็นมืออาชีพ และหากรับเข้ามาก็อาจนำเรื่องภายในองค์กรไปพูดเสียๆ หายๆ ที่อื่นได้เช่นกัน ดังนั้นเราอาจต้องเปลี่ยนมุมมองในการพูดสักหน่อย โดยเปลี่ยนเป็นการมองหาความเปลี่ยนแปลง “แง่บวก” จากการย้ายงานในครั้งนี้ โดยไม่ต้องโยนความผิดให้ใคร เช่น ต้องการหางานที่สร้างรายได้มากขึ้น อยากเติบโตและทำงานในที่ที่เหมาะกับตัวเอง ต้องการเรียนรู้งานและมองหาความท้าทายใหม่ การตอบในลักษณะนี้นอกจากจะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแง่ลบ ยังบอกถึงความคาดหวังจากการย้ายงานให้อีกฝ่ายเข้าใจมากขึ้นด้วย อีกหนึ่งแนวทางหากเจอคำถามลักษณะนี้คือการแสดงออกถึงความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองหากได้เข้ามาทำงานในบริษัทนั้นๆ ดังนั้นใจความสำคัญสำหรับการตอบคำถามคือ ตอบตามจริงได้โดยไม่ต้อง “ดิสเครดิต” ใคร สื่อสารความต้องการจากการย้ายงานให้ชัดเจน ไม่ควรใช้ข้อความแง่ลบกับที่ทำงานเก่า สำหรับใครที่กำลังจะได้เข้าสัมภาษณ์งานตามที่หวังไว้ก็ถือว่ามีโอกาสสูงที่อาจจะต้องเจอกับคำถามลักษณะดังกล่าว ลองนำแนวทางการตอบนี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง หาเหตุผลที่ทำให้เราอยากเข้าไปทำงานในบริษัทนั้นๆแล้วสื่อสารออกมาอย่างจริงใจ อ่านเทคนิคการตอบคำถามสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม: "ข้อเสียของคุณคืออะไร" ตอบอย่างไรให้ได้งาน 3 เทคนิคตอบคำถาม "ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่" ### วิธีทำ Cover Letter สิ่งสำคัญที่หลายคนมักมองข้าม รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Cover Letter ที่คนมักไม่ค่อยเห็นถึงความสำคัญ หากพูดถึงสิ่งที่จำเป็นต่อการสมัครงานในแต่ละครั้ง อันดับแรกที่คนทำงานอาจนึกถึงคงเป็น “เรซูเม่” หรือถ้าละเอียดมากขึ้นอีกระดับก็คงเป็น “Curriculum Vitae” รวมถึง Portfolio ที่ขาดไม่ได้สำหรับอาชีพที่เน้นการโชว์ผลงาน เชื่อว่าน้อยคนที่จะนึกถึง Cover Letter ซึ่งถ้าถามตอนนี้ไม่ต้องเด็กจบใหม่หรือ First Jobber คนที่ผ่านงานมาหลายที่ก็อาจตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร ดังนั้น Reeracoen Thailand จะอธิบายให้ฟังแบบครบๆ ทั้งความสำคัญและวิธีการเขียน อ่านบทความนี้จบแล้วก็สามารถนำไปเป็นแนวทางทำต่อได้เลย Cover Letter คืออะไร Cover Letter คือเนื้อหาที่ใช้อธิบายแทนตัวเองทั้งด้านความสามารถ ประสบการณ์ และเป้าหมายการทำงานทำให้นายจ้างหรือฝ่าย HR ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเราได้ง่ายกว่าการอ่านจากเรซูเม่เพียงอย่างเดียว และนอกเหนือจากที่กล่าวมา Cover Letter ยังสามารถทำหน้าที่แสดง “ทักษะการสื่อสาร” ซึ่งเป็นหนึ่งใน Soft Skill ที่หลายบริษัทมองว่าสำคัญและถูกมองหามากที่สุดจากคนทำงาน โดยผลสำรวจจาก Arcadia University พบว่า 72% ของนายจ้างคาดหวังจะได้รับ Cover Letter ในการสมัครงาน 77% เลือกให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มี Cover Letter มากกว่าคนที่ไม่มี 88% ของ Recruiter ระบุว่ากรณีที่เรซูเม่สู้คนอื่นไม่ได้ Cover Letter จะเป็นตัวช่วยให้เรามีโอกาสมากขึ้น ดังนั้นความสำคัญของเรซูเม่จึงเป็นการทำให้นายจ้างเข้าใจเกี่ยวกับตัวเราได้ง่ายขึ้น และสามารถใช้แสดงทักษะในฐานะ “ไพ่ลับ” ที่มีไว้เพิ่มโอกาสให้ตัวเองเหนือกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ การแนบ Cover Letter ทุกครั้งที่สมัครงานส่งผลอย่างไร นอกจากการเป็นการแนะนำตัวให้อีกฝ่ายรู้จักเรามากขึ้นและตอบรับกับความคาดหวังจากฝั่งนายจ้างตามผลสำรวจข้างต้น อีกเหตุผลคือการช่วยตอบคำถามที่นายจ้างอาจสงสัย โดยเฉพาะคนที่มีช่วง “ว่างงาน” หรือต้องการที่จะ “เปลี่ยนสายงาน” ไปทำอย่างอื่น เพราะหากเราตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน นายจ้างก็ย่อมต้องถามถึงสาเหตุ การมี Cover Letter จึงช่วยให้เราได้ใช้เวลาเรียบเรียงเหตุผลเพื่อ “อธิบายเหตุผล” ให้อีกฝ่ายเข้าใจตั้งแต่ต้น ควรเขียนอะไรลงบน Cover Letter บ้าง เราควรใช้ Cover Letter เพื่อ “เติมเต็ม” เนื้อหาในส่วนที่เรซูเม่อธิบายได้ไม่หมดและตามหลักการสมัครงานที่เรามักจะรู้กันดีว่าเอกสารอะไรก็แล้วแต่ไม่ควร “ยาวเกินไป” เพราะจะทำให้อีกฝ่ายปัดตกได้ทันที ดังนั้นโดยทั่วไปจึงนิยมที่ความยาวไม่เกิน “2 หน้ากระดาษ” (ถ้าให้ดีก็ควรจบได้ตั้งแต่หน้าเดียว) เนื่องจากมีผลสำรวจพบว่านายจ้างส่วนใหญ่มักเลือกไม่อ่านหน้าที่สอง โดย Cover Letter ที่ดีจะต้องตอบคำถามได้ทันทีว่าเราคือใคร มีความสนใจกับสิ่งไหน ทำไมเราถึงเหมาะกับงานนี้ อะไรทำให้อยากทำงานที่นี่และอย่าลืมที่จะแนบช่องทางการติดต่อทิ้งไว้ด้วย ซึ่งเราสามารถกำหนดโครงสร้างเนื้อหาตามตัวอย่างได้ดังนี้ ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าตามตัวอย่างรายละเอียดของเนื้อหาที่ควรระบุจะมีตั้งแต่ ช่องทางการติดต่อ กล่าวทักทาย ส่วนเปิด (ย่อหน้าที่ 1) ย่อหน้าที่ 2 ส่วนปิด (ย่อหน้าสุดท้าย) แสดงความนับถือ สรุปทิ้งท้าย Cover Letter ที่ดีสามารถช่วยฉายแสงให้เราโดดเด่นมากขึ้น ในขณะเดียวกันหากเราไม่ตั้งใจใช้เวลาลงทุนทำให้เต็มที่จากประโยชน์ที่ควรจะได้รับก็ย้อนกลับมาดับตัวเราเองได้เช่นกัน และก่อนที่จะเขียนอะไรลงไปควรศึกษาข้อมูลให้เรียบร้อย อาทิ รายละเอียดงาน ทิศทางบริษัท รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ให้รอบด้าน เพราะจะทำให้เรารู้ว่า “ควรทำอะไร” ในทิศทางไหนต่อไป อ่านบทความเพิ่มเติม: คำแนะนำวิธีการใช้ Linkedin หางานโดย 100 ผู้เชี่ยวชาญด้าน Recruitment S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์งานยากๆ ให้เป็นเรื่องง่าย แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/46oB7og แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://indeedhi.re/43W4NY7 ### 7 เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลยในทุกๆ ครั้งที่จะไปสัมภาษณ์งาน 7 เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลยในทุกๆ ครั้งที่จะไปสัมภาษณ์งาน ส่วนหนึ่งที่จะต้องพบเจอในการสัมภาษณ์งานคือการถูก “ตัดสิน” จากบุคคลภายนอกในทุกแง่มุม ทั้งความเป็นตัวเอง บุคลิภาพ ทัศนคติ รวมถึงความเชื่อ และหากเราตัดสินใจว่าอยากได้งานนี้จริงๆ ก็ถือเป็นหน้าที่ที่เราต้อง “สู้” เพื่อทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจเลือกเราเช่นกัน ดังนั้นการมีพื้นฐานทักษะการสัมภาษณ์งานที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดย 7 เรื่องต่อไปนี้ถือได้ว่าเป็นแนวทางปฏิบัติและไม่ควรละเลย 1) เตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์งาน หนึ่งในส่วนสำคัญของความสำเร็จเกิดจากการเตรียมตัวที่ดี ในทางกลับกันถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับการเตรียมตัว เรามักพบว่าตัวเองจะ “ขาดความมั่นใจ” จนแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้สัมภาษณ์สามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านคำพูดและภาษากาย สิ่งที่ทำได้ทันทีคือทำความเข้าใจ “รายละเอียดของงาน” เพื่อที่จะสามารถพูดคุยถึงเป้าหมายและแนวทางการทำงานให้ตรงกับความคาดหวังใน Job Description มากที่สุด นอกจากนี้อีกหนึ่งอย่างที่สามารถทำได้คือศึกษารูปแบบของคำถามที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์งานเพื่อเตรียมคำตอบที่ดีที่สุดโดยไม่เกิดอาการประหม่าหรือก่อความผิดพลาดเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์กดดัน 2) ศึกษาทำความรู้จักองค์กร นอกจากต้องรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีแล้วเราควรรู้จักองค์กรที่จะเข้าไปร่วมงานด้วย เพราะหนึ่งในคำถามที่มักจะต้องเจอในการสัมภาษณ์ก็คือ “ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่” หากเราไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์กร ไม่รู้จักรูปแบบธุรกิจ ไม่เข้าใจวิสัยทัศน์ เราก็คงไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ ซึ่งส่งผลต่อความประทับใจและอาจทำให้อีกฝ่ายต้องพิจารณาใหม่ว่าเราอยากเข้ามาทำงานที่นี่จริงๆ หรือไม่ เราสามารถทำการบ้านทำความรู้จักองค์กรก่อนสัมภาษณ์งานได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์องค์กร หรือการพูดถึงบนอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่าบริษัทอะไร ทำเกี่ยวกับเรื่องไหนแล้วมีชื่อเสียงเป็นอย่างไรบ้าง 3) ฝึกทักษะการสื่อสาร การสัมภาษณ์งานเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่กดดันสำหรับหลายคน โดยเฉพาะคนที่ประสบการณ์น้อย หรือขาดเวลาเตรียมตัวจึงมักมีปัญหาเรื่อง “การสื่อสาร” บ่อยครั้ง อาทิ เรียบเรียงเนื้อหาได้ไม่ดี ถามตอบกันคนละประเด็น รวมถึงการใช้ภาษาที่บางตำแหน่งงานอาจจะมีการชี้วัดในส่วนนี้ สำหรับคนที่ขาดความมั่นใจในการพูดคุยกับคนแปลกหน้า ไปจนถึงคนที่กังวลว่าอาจประหม่าจนตอบคำถามได้ไม่ดีสามารถใช้เทคนิค S.T.A.R เป็นโครงสร้างของคำตอบอันได้แก่ S: Situation (สถานการณ์) T: Task (หน้าที่ที่รับผิดชอบ) A: Action (ทำวิธีไหน อย่างไร) R: Result (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) เนื่องจากส่วนมากผู้สัมภาษณ์มักถามถึงเหตุการณ์หรือสถานการณ์จากประสบการณ์ของเรา เช่น “งานไหนที่คุณทำแล้วภูมิใจมากที่สุด” ซึ่งเราก็ควรตอบได้ทุกมิติตั้งแต่งานไหน-ทำอะไร-ทำไม-ผลลัพธ์ และจะทำให้ได้คำตอบที่ครบถ้วน ตรงประเด็นรวมถึงมองเห็นชัดขึ้นว่าเราเหมาะกับงานแค่ไหน คลิกอ่านบทความเพิ่มเติมที่: S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามยากๆ ให้เป็นเรื่องง่าย 4) คิดก่อนพูดในทุกครั้ง บางครั้งเราอาจคิดว่าการรีบตอบคำถามจะทำให้เราดูเป็น “ผู้รู้” หรือเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งการได้ใช้เวลารวบรวมความคิด ก่อนที่จะพูดหรือตอบอะไรไปในการสัมภาษณ์งาน ซึ่งนอกจากจะป้องกันข้อผิดพลาดในคำตอบแล้วยังช่วยรวบรวมสมาธิไม่ให้ “ฟุ้งซ่าน” ในบรรยากาศที่กดดันด้วย 5) เป็นผู้ฟังที่ดี ทักษะการฟังที่ดีบ่งบอกถึง “ความรอบคอบ” และความสามารถในการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้หากเราขาดทักษะการฟังที่ดีเรามักมีโอกาสที่จะหลุดไปจากวงสนทนาหรือพลาดประเด็นสำคัญที่อีกฝ่ายต้องการนำเสนอ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและนำไปสู่ความผิดพลาดในการสื่อสาร เราควรจดจ่ออยู่กับบทสนทนา ให้เกียรติผู้พูดด้วยการแสดงความสนใจตลอดการสัมภาษณ์ ที่สำคัญคือต้องแน่ใจว่า “เข้าใจ” ในสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อสารออกมาจริงๆ โดยไม่ต้องอายที่จะถามคำถามซ้ำหรือขอให้อธิบายเพิ่มเติมเพราะนั่นถือเป็นการแสดงออกว่าเราสนใจในบทสนทนานั้นๆ 6) แสดงออกถึงพลังบวก เมื่อเจอกับความผิดหวังจากการสมัครงานบ่อยๆ เราก็มีโอกาสที่จะสูญเสียความมั่นใจไปได้ จนบางครั้งอาจแสดงออกในการสัมภาษณ์ครั้งถัดๆ ไป รวมถึงบางคนที่กำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากและจำเป็นต้องได้งานก็อาจเกิด “พลังด้านลบ” ทั้งความหดหู่ เศร้าหมอง ไม่เชื่อมั่นในตัวเองซึ่งแน่นอนว่านายจ้างคงไม่ต้องการอะไรแบบนั้น ดังนั้นการประสบความสำเร็จในการสัมภาษณ์งานจึงเกิดจากการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ตั้งแต่แสดงความกระตือรือร้น สนใจที่จะทำงานและเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ โดยพิสูจน์ว่าความสามารถที่มีนั้นเหมาะสมและคู่ควร เพราะนายจ้างต้องการจ้างคนที่ “เหมาะที่สุด” ไม่ใช่คนที่ “น่าสงสาร” มากที่สุด 7) รู้จักแสดงความขอบคุณ นอกเหนือจากความสามารถที่เหมาะสมอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ “ความประทับใจ” ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยทัศนคติที่ดีทั้งคำพูด ความคิด การแสดงออกใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มการแสดงความขอบคุณสำหรับการสละเวลารวมถึงโอกาสที่อีกฝ่ายมอบให้ และทุกครั้งที่จบสัมภาษณ์งาน เราต้องสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายจะจดจำ ไปจนถึงมองว่าเราเป็นคนที่น่ารับเข้ามาทำงานเป็นอันดับต้นๆ อ่านบทความเพิ่มเติมที่: สังเกต 7 สัญญาณเมื่อเรามีแนวโน้มที่จะผ่านการสัมภาษณ์งาน 5 คำถามสัมภาษณ์งาน รู้ทันทีว่าองค์กรไหนที่เราควร "หนีไป" แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3r1Bx3r ### เปลี่ยนงานกลางปีเป็นไอเดียที่ดีไหม หรือมีอะไรที่เราควรต้องรู้ เปลี่ยนงานกลางปีเป็นไอเดียที่ดีไหม หรือมีอะไรที่เราควรต้องรู้ เป็นที่เข้าใจว่าช่วงเวลาที่เหมาะกับการมองหางานใหม่คือช่วง “ต้นปี” ตั้งแต่มกราคมจนถึงมีนาคม ซึ่งบริษัทเริ่มดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้เมื่อปลายปีและอาจมีการเปิดแผนกใหม่ หรือขยายทีมตามแผนงาน จึงมีตำแหน่งงานที่ต้องการทรัพยากรบุคคลจำนวนมาก ทำให้เป็นช่วงนาทีทองของคนที่กำลังมองหาโอกาสย้ายงานและเมื่อพ้นช่วงนี้ไปตลาดแรงงานก็จะค่อยๆ เงียบลง แต่จากประสบการณ์ Recruitment Agency ในไทยกว่า 10 ปี เราอยากนำเสนอในอีกมุมมองหนึ่งว่าความจริงแล้ว “ตำแหน่งงานว่าง” อาจไม่ได้มีลักษณะที่ขึ้นลงตายตัวแบบนั้นและตลาดการจ้างงานทั้งหมดก็ไม่ได้แบ่งเป็น “ฤดู” แบบที่เข้าใจกัน เพราะปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการจ้างงานเกิดจากหลายส่วน อาทิ การขยายองค์กร การปรับเปลี่ยนแผนงานของบริษัท สถานการณ์แวดล้อมที่ส่งผลต่อธุรกิจที่ทำให้มีตำแหน่งงานเกิดขึ้นหรือลดลง ดังนั้นจึงแปลว่าตำแหน่งงานว่างสามารถเกิดขึ้นได้ “ตลอดทั้งปี” ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา สถานการณ์และโอกาสว่าเราจะหาเจอหรือไม่ จากฐานข้อมูลในระบบของ Reeracoen Thailand พบว่าช่วงเวลา “กลางปี” ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวะที่เรายังสามารถหางานได้ เมื่อเทียบความต้องการจัดหาพนักงานเมื่อเทียบไตรมาสที่ 1 (ม.ค.-มี.ค.) ซึ่งว่ากันว่าดีที่สุด กับไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย.) ในจำนวน 1,550 ตำแหน่งต่อ 1,330 ตำแหน่งตามลำดับ ก็ถือว่าเป็นอัตราความต้องการที่มีจำนวนใกล้เคียงกัน ทำไมช่วงกลางปีถึงเป็นอีกหนึ่งช่วงที่น่าสนใจสำหรับการย้ายงาน เนื่องจากโดยทั่วไปบริษัทมักจะกำหนดเป้าหมายใหม่ในทุกๆ ปี หรือบางแห่งอาจแบ่งย่อยออกมาเป็นไตรมาส (ทุกๆ 3 เดือน) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานและทำให้พนักงานต้องมีการปรับตัว หลายคนจึงพิจารณามองหาทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น รวมถึงช่วง “กลางปี” บริษัทหลายแห่งก็มีการจ่ายโบนัสและปรับฐานเงินเดือน จึงเป็นอีกหนึ่งจังหวะเวลาที่คนทำงานจำนวนไม่น้อยคิดอยาก “ย้ายงาน” เพื่อหาความท้าทายหรือโอกาสการเติบโตในทิศทางใหม่ๆ ดังนั้นบริษัทที่มีประสบการณ์หรือมีความเข้าใจด้านทรัพยากรบุคคลก็จะพอทราบว่าช่วงเวลาดังกล่าวคือ “นาทีทอง” สำหรับบริษัทในการเปิดรับคนที่มีความสามารถ และกำลังความกระหายต่อความท้าทายเข้ามาทำงานและสร้างผลประโยชน์ในองค์กร ทำให้เมื่อพิจารณาจากตัวเลขแล้วอัตราการจ้างงานช่วงกลางปีอาจมีไม่แพ้ช่วงต้นปีด้วยซ้ำ ทิ้งท้าย บางตำแหน่งงานอาจไม่ได้มีการเปิดรับสมัครให้บุคคลทั่วไปเห็นแต่จะเกิดจากกระบวนการ Internal Hiring ขององค์กร ซึ่งจะติดต่อเข้าหาเฉพาะเป้าหมายที่ถูกคัดกรองมาแล้ว หมายความว่าหากเราอยากได้รับโอกาสนั้นสิ่งที่ต้องทำคือพยายาม “อัปโปรไฟล์” ให้ตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการ Active บน Linkedin มากขึ้น หรืออัปเดตเรซูเม่บ่อยๆ รวมถึงการฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทจัดหางานก็ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางานในทุกๆ ช่วงเวลาเช่นกัน อ่านบทความเพิ่มเติมที่: สัญญาณของ Dead-End Job ที่ไม่มีโอกาสให้เราได้เติบโต 7 เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลยทุกครั้งที่ไปสัมภาษณ์งาน ### 4 ขั้นตอนต่อรองเงินเดือนเมื่อถึงเวลาปรับฐานเงินเดือนกลางปี 4 ขั้นตอนต่อรองเงินเดือนเมื่อถึงเวลาปรับฐานเงินเดือนกลางปี เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปีที่บริษัทหลายแห่งมีการจ่ายโบนัสรวมถึงปรับฐานเงินเดือนให้กับพนักงานตามผลงานที่ปรากฏ และยังเป็นรางวัลตอบแทนในความทุ่มเทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตามหลักทั่วไปการปรับขึ้นอัตราฐานเงินเดือนมักมีพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 3 - 5% (แล้วแต่บริษัท) แต่บางกรณีก็อาจไปไกลได้มากกว่านั้นขึ้นอยู่กับผลงานและการต่อรอง แน่นอนว่าเราอาจมีจำนวนตัวเลขที่แอบหวังไว้ในใจอยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อเราอยากได้บางสิ่งจากนายจ้าง ก็จำเป็นต้องแลกมาด้วยบางอย่าง เช่น ผลงานที่มากขึ้น ดังนั้นเราไม่สามารถพูดขึ้นมาลอยๆ ได้ว่า “ขอเงินเดือนเพิ่มหน่อย” โดยบริษัทจะไม่ตั้งคำถามกลับว่า “ให้ไปแล้วได้อะไร” ดังนั้นการขอปรับฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้นในอัตราที่เกินกว่าระดับพื้นฐานจะต้องเกิดจากการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ระหว่างสองฝ่าย บทความจาก Business News Daily ได้อธิบายถึงวิธีการต่อรองปรับขึ้นฐานเงินเดือนโดยอาศัยเทคนิคการต่อรองเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ดังนี้ 1) รวบรวมผลงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา การที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานคนใดคนหนึ่งนอกเหนือจากข้อกำหนดตามกฎหมายแล้วอีกส่วนต้องเกิดจากผลงาน หรือการสร้างคุณประโยชน์ต่อองค์กรในรูปแบบต่างๆ ซึ่งหมายความว่าเราสามารถสร้าง “คุณค่า” ให้แก่บริษัทได้ ในการพูดคุยต่อรองปรับฐานเงินเดือนครั้งต่อไปที่กำลังจะถึงนี้จุดสำคัญคือการรวบรวม “ผลงานที่จับต้องได้” ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยข้อมูลที่นำมาเสนอควรเป็น “ตัวเลข” หรือสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ทำยอดขาย 200,000.- ต่อเดือน ถือว่าสำเร็จเกินเป้าที่กำหนดไว้ถึง 200% หากเรามีหลักฐานผลงานที่ชัดเจนมากพอการที่อีกฝ่ายจะปิดหูปิดตาและปฏิเสธความต้องการก็จะทำได้ยากขึ้น เพราะบริษัทเองก็ไม่อยากที่จะเสียพนักงานที่มีทั้งคุณค่าและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้มหาศาลไปง่ายๆ อย่างแน่นอน 2) สำรวจฐานเงินเดือนในสายงานเดียวกัน การสำรวจฐานเงินเดือนในตำแหน่งงานเดียวกันหรือสายอาชีพที่ใกล้เคียงจะทำให้เรารู้ว่าปกติแล้วอัตราเงินเดือนควรได้รับอยู่ที่เท่าไร ปัจจุบันเราได้รับมาก-น้อย กว่าที่อื่นขนาดไหน ซึ่งช่วยให้เราตัดสินใจขอ “ตัวเลข” ที่ต้องการได้เหมาะสมมากขึ้นโดยไม่ลืมว่าแม้จะเป็นตำแหน่งงานเดียวกันแต่อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกันในแต่ละบริษัทด้วย หากพบว่าปัจจุบันเราได้ “เกินกว่าค่าเฉลี่ย” ก็อาจไม่จำเป็นต้องขอปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากจนบริษัทให้ไม่ไหว แต่ถ้าได้ “น้อยกว่าค่าเฉลี่ย” ก็ควรพิจารณาว่าสามารถต่อรองได้ขนาดไหน เกินกำลังจ่ายของบริษัทหรือไม่ ทางออกไหนถึงจะวิน - วินทั้งสองฝ่าย 3) ตอบให้ได้ว่าบริษัทจะได้อะไรมากขึ้น อย่างที่บอกว่ากลไกการปรับขึ้นเงินเดือนคือการแลกเปลี่ยนจากสองฝ่ายเมื่อเรามองหา “เงิน” หรือคิดว่าควรได้รับผลตอบแทนมากขึ้น  บริษัทเองก็ต้องคาดหวัง “งาน” ที่มากขึ้นจากลูกจ้างเช่นเดียวกัน เราควรวางแผนงานระยะยาวในองค์กรโดยมีวิธีการวัดผลที่ชัดเจนซึ่งจะทำให้นายจ้างมองว่าเราคือ “การลงทุนระยะยาว” ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้องค์กรได้มากขึ้นในอนาคต 4) เชื่อมั่นว่าตัวเองคู่ควรกับการปรับขึ้นฐานเงินเดือน เมื่อเราทำการบ้านศึกษาข้อมูลฐานเงินเดือนมาเป็นอย่างดีแถมยังมีทั้ง “ผลงาน” และ “แผนงาน” ที่ได้เตรียมไว้ประกอบการต่อรอง อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไปไม่ได้คือ “ใจ” ที่ต้องเชื่อมั่นว่ากำลังต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดโดยที่รู้คุณค่าของความสามารถของตัวเอง ซึ่งความมั่นใจนี้จะทำให้บริษัทกล้าตัดสินใจลงทุนกับเรามากขึ้น สุดท้ายแล้วการปรับฐานเงินเดือนแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการตกลงแลกเปลี่ยนเงื่อนไขกันทั้งสองฝ่าย ยิ่งเราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเองได้ว่าคู่ควรและสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่องค์กรได้ดีไม่แพ้กัน อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: 4 บทเรียนด้านการสมัครงานจากบุคลากรในบริษัทชั้นนำระดับโลก นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจ "เปลี่ยนงานกลางปี" แหล่งข้อมูลจาก: Business News Daily, How to Ask Your Boss for a Raise: 5 Tips for Success ### “คุณเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” ทำไม HR ถึงต้องถามแล้วคำตอบแบบไหนที่นายจ้างไม่อยากได้ยิน “คุณเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” ทำไม HR ถึงต้องถาม แล้วคำตอบแบบไหนที่นายจ้างไม่อยากได้ยิน คุณเคยไปสัมภาษณ์งานแล้วเจอคำถามในลักษณะนี้หรือไม่ ในมุมมองของคุณคิดว่าสาเหตุอะไรที่อีกฝ่ายต้องถาม แล้วตอนนั้นคุณคิดว่าคำตอบของคุณ “ดีพอแล้วหรือยัง” ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะช่วยไขข้อสงสัยถึงสาเหตุที่นายจ้างมักจะเลือกใช้คำถามนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์งานรวมถึงแนวทางที่แม้ว่าเราจะไม่รู้อนาคตก็สามารถตอบได้ สาเหตุที่หลายบริษัทเลือกใช้คำถามนี้ 1) เช็กความคาดหวังในการทำงานว่าสอดคล้องกับองค์กรไหม เราคงได้ยินกันบ่อยๆ ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในคืนเดียว” เช่นเดียวกับเป้าหมายใหญ่ที่ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว การทำงานในฐานะ “องค์กร” จำเป็นต้องอาศัยกำลังคนในหลายส่วนเพื่อสร้างระบบที่ช่วยกันทำหน้าที่พาทุกคนไปถึงเป้าหมายส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่านายจ้างต้องอยากให้ส่วนรวมมีเป้าหมายที่ตรงกันและมั่นใจได้ว่าคนที่จะเข้ามาใหม่นั้นจะตอบโจทย์ในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นการถามว่า “คุณเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” คือการหาคำตอบว่าผู้สมัครต้องการอะไรจากการทำงานและในอนาคตจะยังตอบโจทย์สิ่งที่องค์กรต้องการมากหรือไม่ 2) แน่ใจว่าเราจะสามารถร่วมงานกับบริษัทได้ในระยะยาว จากสถิติพบว่าค่าเฉลี่ยคนมักใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีไปกับงาน 1 ที่ซึ่งเมื่อมีคนลาออกหรือการเกิดเปลี่ยนแปลงพนักงาน องค์กรก็อาจจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจัดจ้างคนใหม่เข้ามาแทนที่โดยเฉพาะในตำแหน่งงานสำคัญที่ยิ่งสูง ก็อาจจะยิ่งหาคนได้ยาก ทำให้การจะรับใครสักคนเข้าทำงานบริษัทจึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบส่วนใหญ่บริษัทจึงเลือกมองหาคนที่ต้องการทำงานใน “ระยะยาว” มากกว่า 3) มองหา “ความทะเยอทะยาน” การถามถึงอนาคตเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัว หากเป็น 1-2 ปีก็พอเห็นภาพตัวเองบ้างเพราะยังถือว่าไม่ห่างจากปัจจุบันจนเกินไป แต่เมื่อคำถามเป็นการพูดถึงระยะเวลาอีก 5 ปี (ซึ่งถือว่านาน) จึงทำให้ตอบได้ยากเพราะหลายคนก็อาจไม่ได้วางแผนไกลขนาดนั้นและด้วยสถานการณ์ต่างๆ ก็ทำให้ยากที่จะคาดเดาอนาคต แต่ในมุมของนายจ้าง ย่อมอยากได้คนที่มีความชัดเจน มีความทะเยอทะยานและมีสามารถแผนอนาคตได้ด้วยตัวเอง รวมถึงในการสัมภาษณ์งานคือการทำความรู้จักกันระหว่างสองฝ่าย จึงไม่แปลกที่นายจ้างจะอยากรู้จักตัวตนของว่าที่พนักงานให้มากที่สุดซึ่ง “แพชชัน” ในการทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญ คำตอบแบบไหนที่นายจ้าง “อยากได้ยิน” เมื่อคำถามดังกล่าวเป็น 1 ในเรื่องที่ตอบได้ยากที่สุดในการสัมภาษณ์งาน ดังนั้นคำตอบควรทำให้อีกฝ่ายมั่นใจได้ว่าเราคือการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่ทำให้คิดว่า “คนนี้เข้ามาทำงานอีกแปปเดียวแล้วก็ลาออก” โดยอิงจากหลักการต่อไปนี้ 1) กำหนดเป้าหมายในการทำงานโดยสอดคล้องไปกับ Job Description ก่อนจะตอบอะไร ลองนึกย้อนไปก่อนว่า “บริษัทต้องการอะไร” เพราะหน้าที่ในฐานะคนทำงานคือตอบสนองความต้องการเหล่านั้นให้ดีที่สุด อาจอิงจากหน้าที่รับผิดชอบบน Job Description รวมถึงศึกษาข้อมูลองค์กรเพื่อทำความคุ้นเคยกับตัวธุรกิจ หากเราสามารถวางแผนอนาคตโดยที่สอดคล้องไปกับเป้าหมายของบริษัทได้ โดยไม่ลืมที่จะมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาตัวเองและบรรลุเป้าหมายส่วนตัว ก็มีแนวโน้มที่นายจ้างจะพิจารณาเราเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ 2) จินตนาการว่าอีก 5 ปีจากนี้อยากมี “ผลงาน” แบบไหนโชว์บนหน้าเรซูเม่บ้าง การทำงาน 1 ที่นอกจากเงินและสวัสดิการที่ได้รับเป็นการตอบแทนอีกหนึ่งสิ่งที่ถือเป็นผลประโยชน์คือ “ความรู้และประสบการณ์ทำงาน” ซึ่งสำหรับบางคนอาจมีเรื่องที่อยาก “เน้น” เป็นพิเศษ ลองนึกภาพว่าอยากออกจากบริษัทนี้ไปด้วยภาพจำแบบไหน มีผลงานอะไรที่ติดตัวไปโชว์บนหน้าเรซูเม่หรือมีพัฒนาการด้านทักษะในแง่ใดบ้าง ทิ้งท้ายกับสิ่งที่นายจ้าง “ไม่อยากได้ยิน” มองว่าการมาทำงานที่นี่เป็น “ทางผ่าน” คิดว่าตัวเอง “เก่งเกินงาน” และมีแนวโน้มที่จะเบื่อง่าย ยังไม่มีภาพหรือเป้าหมายที่ต้องการในอนาคต 4 ขั้นตอนและเทคนิคต่อรอง "ปรับฐานเงินเดือน" HR ถามว่า "ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า" เราควรตอบแบบไหน? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3rpq4ev ### รู้ได้ไงว่าเราจะได้งาน? สังเกตได้จาก 7 สัญญาณต่อไปนี้ รู้ได้ไงว่าเราจะได้งาน? สังเกตได้จาก 7 สัญญาณต่อไปนี้ มีข้อสังเกตอะไรบ้างว่าหลังจากสัมภาษณ์งานจบแล้วจะมีคนโทรเข้ามาแจ้งข่าวดี หรือรู้ทันทีว่านี่แหละสัญญานว่าเรากำลังจะ “ได้งาน” สาเหตุที่เราต้องสังเกตความเป็นไปได้หลังสัมภาษณ์งานเนื่องจากป็นส่วนสำคัญที่จะกำหนด Next step ของตัวเองว่าควรสมัครที่ใหม่ หรือตัดสินใจรอฟังข่าวดี เพราะหากเราเคลียร์ตัวเองไม่ได้ก็อาจมีปัญหาและเสียเครดิตในภายหลัง บทความจาก indeed ได้ระบุถึง 12 ข้อสังเกตว่าเรามีแนวโน้มที่จะผ่านการสัมภาษณ์ ซึ่งเราคัดมาให้เหลือ 7 ข้อที่สังเกตได้ง่ายๆ ว่าอนาคตของเราจะไปในทิศทางไหนดังนี้ 1) ผู้สัมภาษณ์ใช้ “เมื่อ” แทน “ถ้า” ถ้าอีกฝ่ายมีการระบุถึงวัน-เวลา ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เช่น “เมื่อคุณได้เจอเพื่อนร่วมทีม” ก็ให้ความรู้สึกต่างจาก “ถ้าคุณได้เจอเพื่อนร่วมทีม” ดังนั้นภาษากับคำพูดที่ใช้ระหว่างการสัมภาษณ์ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตที่เรามองหาได้ เมื่ออีกฝ่ายมีการชี้เฉพาะหรือแสดงความชัดเจน ทั้งวัน เวลา หรือตัวอย่างสถานการณ์ต่างๆ ก็อาจหมายถึงแนวโน้มที่เรากำลังจะได้งาน 2) แสดงออกว่า “ชื่นชม” โปรไฟล์ของเรา ทันทีที่เข้าสัมภาษณ์เราอาจได้ยิน “คำชม” ถึงประสบการณ์ ความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงคำอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเราเหมาะสมกับตำแหน่งนี้อย่างไรบ้าง หากเรามีคุณสมบัติที่องค์กรมองหาอย่างครบถ้วนโอกาสที่งานจะหลุดมือไปก็เหลือน้อยมากแล้ว 3) สังเกตท่าทาง “ภาษากาย” เชื่อว่าผู้อ่านในที่นี้คงผ่านการสัมภาษณ์มาไม่น้อย ดังนั้นจึงพอจะรู้ว่า “ภาษากาย” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตว่าจบสัมภาษณ์ครั้งนี้เราจะได้หรือไม่ได้งาน ถ้าผู้สัมภาษณ์มีปฏิกริยาแสดงออกถึงความ “สนใจ” เช่น การสบตา ยิ้มแย้ม ผ่อนคลาย ดูเป็นมิตร ก็แปลว่ามีสิทธิที่เราจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ 4) ลักษณะน้ำเสียงที่ใช้ โดยปกติผู้สัมภาษณ์มักจะยิง “คำถามสำคัญ” ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตำแหน่งงานด้วยความจริงจังเพื่อคัดกรองว่าเรา “เหมาะสม” กับงานนี้แค่ไหน หากน้ำเสียงของผู้สัมภาษณ์ “ผ่อนคลาย” มากขึ้นหลังจากที่เราตอบคำถามสำคัญเหล่านั้นไปแล้วก็แปลว่าหลังเราได้ “ผ่านด่านแรก” ซึ่งต่อไปคือการทำความรู้จักตัวตนกันและกัน รวมถึงสร้างความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น 5) พยายาม “ขาย” ข้อดีขององค์กรมากขึ้น หากองค์กรเห็นแววและมั่นใจว่าเราเป็นคนที่ใช่ก็คงไม่แปลกที่จะพยายามดึงความสนใจโดยการขายข้อดีต่างๆ อาทิ สวัสดิการ วัฒนธรรมองค์กร หรือแผนงานในอนาคต ซึ่งจะถูกระบุมาอย่างชัดเจนมากขึ้นในขั้นตอนการเสนอตำแหน่งงาน (Job Offer) 6) ใช้เวลาสัมภาษณ์นาน ข้อระวังคืออย่าเข้าใจผิดคิดไปเองว่าอีกฝ่ายสนใจเพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การสัมภาษณ์นานจะหมายถึงสัญญานว่าเรากำลังจะได้งาน โดยสาเหตุหลักมีอยู่ 2 ข้อได้แก่ อีกฝ่ายให้ความสนใจมากๆ หรือไม่ก็เป็นเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง ข้อสังเกตง่ายๆ ว่าเราเข้าข่ายกรณีแรกหรือไม่ ถูกถามในประเด็นสำคัญที่หลากหลาย ไม่ถูกถามลักษณะเดิม ซ้ำหลายครั้ง อีกฝ่ายมีปฏิกริยาโต้ตอบที่ดี 7) ถามถึงบุคคลอ้างอิง หรือวันเริ่มงาน สุดท้ายนี้ถ้าผู้สัมภาษณ์อยากได้เราแบบ “จริงจัง” ก็อาจถามถึงบุคคลอ้างอิงเพิ่มเติมเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย รวมถึงสาเหตุที่ขอกำหนดวันเริ่มงานที่แน่นอนเนื่องจากองค์กรต้องการที่จะรู้ว่า “เร็วที่สุด” ที่เราจะย้ายมาเริ่มงานได้คือเมื่อไรและใช้เวลาวางแผนเตรียมต้อนรับให้ดีที่สุด 1 คำถามต้องห้าม ที่อาจทำให้เราตกม้าตายตั้งแต่สัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/458PKvd ### 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่ "ใช่" สำหรับเรา 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่ "ใช่" สำหรับเรา การสัมภาษณ์งานคือการ “ขายของ” ผู้สมัครเองก็ต้องการขายทักษะ ความสามารถ ในขณะที่นายจ้างก็อยากนำเสนอว่าองค์กรตัวเองดีอย่างไร และจากประสบการณ์ที่คุณผู้อ่านได้ผ่านกันมาก็คงจะพอรู้ว่า “ไม่มีที่ไหนเพอร์เฟกต์” เพราะทุกที่ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีแต่ที่ที่ “เหมาะสม” ที่สุดเท่านั้นที่เราจะเลือกฝากชีวิตเข้าไปทำงานด้วย แต่เมื่อการสัมภาษณ์งานคือการ “ขาย” ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงพูดถึงเฉพาะด้านดีของกันและกัน ความท้าทายคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ไหน “ดี” หรือ “เหมาะ” กับตัวเราก่อนที่จะตอบตกลงเริ่มงาน หนึ่งในวิธีดมกลิ่นหาความผิดปกติจากองค์กร มาหัดสังเกตงานที่ใช่ได้ง่ายๆ กับ 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่ "ใช่" สำหรับเรา 1) วัฒนธรรมองค์กรที่นี่เป็นอย่างไร เป็นคำถามสัมภาษณ์งานที่ทั้งเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นการเปิดประเด็นให้ได้ข้อมูลกว้างๆ ช่วยให้เราสังเกตว่าอีกฝ่ายเน้นตอบด้านไหนเป็นพิเศษ นอกจากนี้หากเรามีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือจุดที่คิดว่าสามารถ “ขุด” ให้ลึกกว่าเดิมเพื่อให้ตัวเองได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นก็ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไป และอย่างที่เราคุ้นเคยกันดีบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบ “ครอบครัว” เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานเราจะพบว่าที่นั่นมักจะเป็น “สนามรบ” ของการทำงานในอนาคตด้วยการแบกความคาดหวังที่มากเกินตัว จนขาดขอบเขตของการทำงานและชีวิตส่วนตัว ถ้าเจอแบบนี้ก็อาจตีความได้ง่ายๆ ว่า “หนีไป” เพราะงานไม่ควรถูกนำมาปนกับชีวิตส่วนตัว (โดยไม่ได้เต็มใจ) ตั้งแต่แรก 2) ผู้นำแบบไหนที่จะก้าวหน้า และไม่ก้าวหน้าในการทำงานที่นี่ หากมีผู้นำที่ดีองค์กรจะก้าวหน้าได้ไว เพราะวัฒนธรรมองค์กรส่วนหนึ่งมักได้รับอิทธิพลจาก “ผู้นำ” ทั้งทัศนคติ ความเชื่อ วิธีการทำงาน ดังนั้นเมื่อเราได้คำตอบจากคำถามดังกล่าว เช่น ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ มีส่วนร่วมกับผู้อื่น พร้อมรับฟังปัญหา ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ทริคเล็กๆ ที่สามารถนำไปใช้เพิ่มเติมก็คือนายจ้างควรอธิบายหรือยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นอาจหมายความว่าทั้งหมดที่ได้กล่าวมาอาจเป็นแค่ภาพ “อุดมคติ” แต่ไม่ได้มีอยู่จริงในองค์กรนั้นๆ 3) องค์กรสนับสนุนความเท่าเทียมหรือความเสมอภาคให้กับทุกคนอย่างไร ทุกวันนี้เรามีการตระหนักถึงความหลากหลายการสร้างกลุ่ม และความเท่าเทียมกันมากขึ้น ทั้งด้านเพศ เชื้อชาติ ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ หรือที่เรียกว่า DEI (Diversity, equity, inclusion) ซึ่งหน้าที่ขององค์กรคือทำให้สมาชิกทุกคนรู้สึกว่า “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ให้ได้ แม้สังคมจะตระหนักและองค์กรรู้ว่าเป็นหน้าที่สำคัญแต่บางแห่งอาจยังขาด “วิธีการ” ที่จะทำให้เกิดขึ้น ซึ่งประเด็นสำคัญคือคำว่า “อย่างไร” โดยคำตอบของคำถามสัมภาษณ์งานนี้ควรเป็นลักษณะของการกระทำที่ชัดเจน เพราะหากองค์กรไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้พนักงานทุกคนรู้สึกเป็นที่ยอมรับและเท่าเทียมก็น่าเป็นที่สงสัยว่าถ้าเข้าไปแล้วแล้วเรารวมถึงคนอื่นๆ จะได้รับการปฏิบัติแบบไหนกันแน่ 4) องค์กรมีวิธีช่วยให้คนกล้าพูดอย่าง "ตรงไปตรงมา" โดยไม่กลัวว่าจะมีปัญหาตามมาทีหลังอย่างไรบ้าง สัมภาษณ์งานทุกครั้งควรถามแนวทางการจัดในองค์กร เพราะหนึ่งในวัฒนธรรม toxic ที่เป็นแผลใหญ่ขององค์กรคือการมีปัญหา แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงเนื่องจากกลัวผลลัพธ์ที่อาจตามมาจนทำให้ปัญหาไม่มีวันถูกแก้และฝังรากลึกจนถอนออกยาก ในทางกลับกัน องค์กรที่ดีควรสามารถช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถยืนหยัดเพื่อพูดถึงความจริงอย่างตรงไปตรงมาโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าถ้าพูดอะไรไปแล้วจะถูกหัวหน้าหมั่นไส้หรือโดนเพื่อนร่วมงานแอนตี้ 5) คุณสามารถแนะนำบุคคลที่จะให้ข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้ไหม ไม่ว่าเราจะตั้งคำถามสัมภาษณ์งานไปสักกี่ข้อก็ไม่มีอะไรที่สามารถอธิบายว่าองค์กรนั้นเป็นอย่างไรได้ดีเท่ากับการรับฟัง “ประสบการณ์ตรง” จากคนที่ทำงานอยู่ แน่นอนว่าการที่คนแปลกหน้าสองคนพูดคุยกันคงเป็นเรื่องยากที่จะ “ใส่หมดเปลือก” ในทุกเรื่อง ดังนั้นเมื่อเราได้ข้อมูลที่ต้องการ ถ้าเป็นไปได้อาจลองขอช่องทางการติดต่อพนักงานคนอื่นๆ เพิ่มเติม ถามถึงข้อดี - ข้อเสียของการทำงานที่นี่ ซึ่งถ้าเราเห็นได้ว่าคนเหล่านี้ไม่กล้าที่จะพูดหรือมีท่าทีแปลกๆ ที่ผิดสังเกตไปก็อาจแปลว่านี่คือสัญญาณที่กำลังบอกให้คุณ “หนีไป” แบบอ้อมๆ อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 3 ผลกระทบจากการ WFH ที่หัวหน้างานต้องรับมือ เริ่มงานใหม่ให้ปังตั้งแต่ 3 เดือนแรกด้วยการกำหนดเป้าหมายแบบ 30-60-90 ### 6 สัญญาณที่บอกว่างานปัจจุบันเล็กเกินไปสำหรับคุณ 6 สัญญาณที่บอกว่างานปัจจุบันเล็กเกินไปสำหรับคุณ ถ้าพูดถึงสาเหตุที่จะทำให้คนตัดสินใจย้ายงาน หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้ความ Toxic ต่างๆ ก็คือการตกอยู่ในภาวะ "ถึงทางตัน" มองไม่เห็นอนาคตที่ดี ซึ่งผลสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่กว่า 74% พร้อมที่จะลาออกทันทีเมื่อรู้สึกว่างานปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้พวกเขาเติบโตไปกว่านี้ เราสามารถสังเกตได้จากสิ่งรอบตัวและการทำงานในแต่ละวันว่ามีสัญญาณอะไรบ้าง ที่กำลังบอกใบ้ว่าเราต้องการความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่เพื่อเติบโตในอนาคตต่อไป 1) คอย "แบกงาน" อยู่คนเดียว ถ้าการทำงานทำให้เรารู้สึกว่า “อยู่ตัวคนเดียว” เหนื่อยมากกว่าชาวบ้าน มีเพื่อนร่วมงานก็เหมือนไม่มี เหมือนเป็นคนเดียวที่อยากให้องค์กรพัฒนาไปต่อ ในขณะที่คนอื่นยังคงอยู่กับที่จนไม่มีใครเข้าใจหรือตามทัน อาจเป็นสัญญาณที่หมายถึงระดับของความสามารถและความทะเยอทะยานกำลังขยายตัวจนมากเกินขนาดองค์กร 2) Career Path ถึงทางตัน ปัญหา “งานงอก” จนล้นมือ แม้จะผลงานดีและอยู่มานานแต่ตำแหน่งไม่ขยับ อาจไม่ได้เกิดจากความสามารถเราไม่ยังไม่ถึง แต่เป็นเพราะองค์กรไม่มีพื้นที่ให้เราได้ “ฉายแสง” มากกว่านี้แล้ว เมื่อทักษะของเราพัฒนาไปไกลเกินหน้าที่แต่ยังไม่ได้รับโอกาสที่ควรจะได้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องพิจารณาตัวเลือกใหม่ๆ เพื่ออนาคตข้างหน้า 3) ไม่ได้เก่งขึ้นจากการทำงาน ปกติคนเรามักจะได้พัฒนาตัวเองควบคู่ไปกับการทำงานทั้งความเชี่ยวชาญที่มากขึ้นและประสบการณ์ที่ได้จากการแก้ปัญหา ซึ่งล้วนสอนให้เรา “เก่งขึ้น” อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าถึงจุดที่เราคิดว่าตัวเอง “จมอยู่กับที่” ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้เติบโตหรือเก่งขึ้นจากการทำงานเลย อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสู่ตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่จะเพิ่มความท้าทายพร้อมโอกาสเรียนรู้ที่มากกว่าเดิม 4) รู้สึก "เบื่อ" เหมือนทำงานไปวันๆ นอกจากความเหนื่อยล้า สิ่งที่กัดกินความสุขในการทำงาน อีกหนึ่งอย่างก็คือ “ความเบื่อหน่าย” ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากขาดความตื่นเต้น เป็นปกติที่เราจะเบื่อเมื่อถึงจุดที่คุ้นเคยกับงานทั้งหมดแล้ว ลองนึกภาพว่าเราทำงานเดิมๆ มาเป็นปีๆ จะให้รู้สึกสนุกเหมือนเดิมก็คงยาก ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายใหม่ๆ ก็คือเครื่องมือที่ควรสร้างขึ้นมาร่วมกันระหว่างองค์กรและคนทำงานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้รู้สึกถึงความท้าทายอยู่ตลอด 5) ไม่ภูมิใจกับงานที่ทำอีกต่อไป ฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกถึงคุณค่าของงานที่ทำและใช้มันในฐานะเครื่องมือบ่งบอก “ตัวตน” ผ่านความรับผิดชอบที่มี ไม่ว่างานนั้นจะน่าเบื่อแค่ไหน แต่สุดท้ายถ้าเราทำมันออกมาเต็มที่ เราจะเกิดความภูมิใจและอยากทำต่อไปในที่สุด แต่กลับกันถ้าหาความภูมิใจไม่เจอ มองไม่เห็นถึงเหตุผลและความสำคัญก็อย่าลืมหาจุดเปลี่ยนเพื่อกู้มันคืนกลับมา อ่านบทความเพิ่มเติม: ผลกระทบจากการ LAYOFFS ในบริษัท TECH ยักษ์ใหญ่ มีอะไรบ้างที่เราต้องปรับตัว ### 5 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกใช้ Recruitment agency 5 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกใช้ Recruitment agency ในยุคที่ “คน” อาจจะหายากกว่างาน รู้หรือไม่ว่าทำไมการใช้บริการ Recruitment agency ถึงเป็นทางออกที่หลายองค์กรมองหา สาเหตุเป็นเพราะในยุคปัจจุบันการแข่งขันเพื่อแย่งชิง “บุคลากรฝีมือ” กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ หากจะอาศัยแค่การเปิดรับสมัครแบบสมัยก่อนอาจไม่เพียงพอ องค์กรจึงต้องรู้จัก “เข้าหาผู้สมัคร” จากแต่ละช่องทางอย่างมีประสิทธิภาพด้วย แต่ปัญหาคือไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะสามารถใช้กลยุทธ์การ Hiring ได้ครบทั้ง Passive และ Active Recruitment ทำให้ตัวกลางอย่างบริษัทจัดหางานกลายเป็นทางออกที่เข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ และคำถามถัดมาคือหากอยากจะเริ่มใช้บริการสรรหาพนักงาน องค์กรควรคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริษัทจัดหางาน ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญอยู่ 5 ข้อที่ต้องพิจารณาดังนี้ อัตราค่าบริการ บริษัทจัดหางานแต่ละเจ้าจะมีอัตราค่าบริการที่แตกต่างกัน โดยตัวเลขมักกำหนดจาก Operation Cost ที่แตกต่างกันไปตามขนาดขององค์กรรและต้นทุนอื่นๆ ที่ต้องจ่าย อาทิ เครื่องมือ Sourcing ผู้สมัคร โปรแกรม CRM หรือสถานที่ตั้งของบริษัทเพื่อความสะดวกในการเข้าหาผู้สมัคร รวมถึงง่ายสำหรับบริษัทพาร์ทเนอร์เช่นกัน ระยะเวลาในการค้นหา ‘เวลา’ คือปัจจัยที่องค์กรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เพราะบางตำแหน่งไม่สามารถรอได้ และจำเป็นต้องหาคนที่เหมาะสมในเวลาที่เร่งด่วนซึ่งบริษัทจัดหางานมักจะตอบโจทย์ด้วยบริการแบบครบวงจร ทั้งช่องทาง Passive ได้แก่ เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย กลุ่มหางาน และ Active Recruitment โดยทีมรีครูทเตอร์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงาน โดยทั่วไปถ้าอาศัยเพียงการทำ Passive Recruitment การรับสมัครงาน 1 ตำแหน่งอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 1-2 สัปดาห์ แต่สำหรับบริษัทจัดหางานอย่าง Reeracoen Thailand ที่มีทั้งฐานข้อมูลผู้สมัครในระบบและการค้นหาเชิง Active ทำให้เราสามารถการันตีที่จะส่งผู้สมัครให้พิจารณาภายใน 3 วันทำการ (สำหรับตำแหน่งงานทั่วไป) ขนาดฐานข้อมูลผู้สมัคร (Candidates’ Pool) หนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้การ Recruit เป็นเรื่องยากสำหรับองค์กรก็คือ “ระยะเวลาที่จำกัด” ลองนึกภาพว่าเกิดเหตุการณ์พนักงานลา โดย HR ต้องหาคนมาแทนให้ได้ภายในสิ้นเดือน กว่าจะเริ่มเปิดรับ รอให้คนสมัคร แล้วยังเผื่อเวลาสำหรับคัดกรองอีกพอสมควร แต่การใช้บริษัทจัดหางาน ซึ่งปกติมักจะมี “ฐานข้อมูลผู้สมัคร” ที่ผ่านการคัดกรองทั้งประวัติทำงาน ทักษะระดับภาษา สถานที่ทำงาน หรือแม้แต่ฐานเงินเดือน ก็จะทำให้เกิดการ Match ได้ง่ายและตรงโจทย์มากขึ้น ขนาดของทีม Recruiter ในบริษัท ในแต่ละวัน HR หนึ่งคนอาจคัดโปรไฟล์ผู้สมัครได้อย่างมาก 10-20 คน แต่ใน Reeracoen Thailand เรามีทีมงานทำหน้าที่ช่วยหาอีก 50 คน โอกาสในการเจอผู้สมัครก็ยิ่งเร็วขึ้นตามจำนวนของทีมงานที่มี รวมถึงด้านประสิทธิภาพในการทำ Active Recruitment เพราะแต่ละสายงานก็ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน ดังนั้น agency ที่มีคุณภาพโดยส่วนใหญ่ มักจะมี Recruiter ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน การช่วยลดภาระงานของ HR หน้าที่ของ HR หรืองานในแต่ละวันไม่ได้มีแค่ 1 หรือ 2 อย่าง แต่ยังมีเรื่องของเอกสารการแก้ปัญหาต่างๆ ให้คนในองค์กร ซึ่งต่างคนต่างความต้องการ ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อน ในขณะที่การทำ Recruitment เองก็เป็นงานที่ต้องใช้เวลาเพื่อคัดกรองคนที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด ดังนั้นงานส่วนอื่นๆ ก็อาจจะถูกเบียดและประสิทธิภาพลดลงซึ่งไม่เป็นผลดีต่อองค์กรอย่างแน่นอน ในส่วนนี้หลายองค์กรจึงมองหา Partner อย่าง agency ที่เข้ามาช่วยงานเป็นแขนขาให้กับฝ่าย HR อุดช่องว่างในเรื่องของภาระงานรวมถึงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการหาผู้สมัคร เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีที่ Reeracoen Thailand ได้รับความไว้วางใจจาก Partner และบริษัทชั้นนำกว่า 13,000 องค์กรในการค้นหาผู้สมัครที่ตรงตามโจทย์และมีคุณภาพภายใต้การทำงานโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ พร้อมเครื่องมือที่จะทำให้การ Recruit กลายเป็นเรื่องง่าย ติดต่อเราพร้อมให้คำปรึกษาโดย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความ 5 ข้อผิดพลาดของการสัมภาษณ์ที่อาจทำให้คุณทำผู้สมัครหลุดมือไปโดยไม่รู้ตัว ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ข้อเสียของคุณคืออะไร วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ข้อเสียของคุณคืออะไร ว่ากันว่าหนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานที่ทำเอาผู้สมัครงานตอบยากที่สุดก็คือคำถามว่า “ข้อเสียของคุณคืออะไร" เพราะบางครั้งคำตอบที่เราเลือกบอกไปนั้นก็ดันกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้นายจ้างตัดสินใจไม่เลือกเราเสียเอง ดังนั้นการตอบคำถามที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้ก็ต้องมีการเตรียมตัวอย่างดีซึ่งบทความใน Forbes.com ได้ค้นพบเทคนิคที่จะใช้ข้อเสียให้เป็นจุดแข็ง และเพิ่มโอกาสได้งานในฝันกับ 2 ขั้นตอนง่ายๆ 1) เลี่ยงคำตอบที่อาจดูส่งผลต่อการทำงานโดยตรง จุดเริ่มต้นของคำตอบที่ดีจะต้องไม่ไปสะกิดต่อมเอ๊ะให้ HR รู้สึกระแวงในความสามารถของเรา โดยวิธีการคือเลี่ยงคำตอบที่ฟังดูแล้วจะกระทบกับการทำงานหลักโดยตรง แล้วเลือกเป็นจุดด้อยอื่นๆ ที่ไม่ได้มีผลเป็นนัยยะสำคัญ เช่น ทักษะที่ไม่ค่อยได้ใช้หรืออยากปรับปรุง พร้อมระบุไอเดียแก้ไขเป็นโรดแมปให้เห็นว่าเรามีความกระตือรือร้นที่อยากจะพัฒนาตัวเองเพื่อลดช่องว่างที่ทำให้นายจ้างคิดว่าเราจะทำงานไม่ได้ 2) ทำให้ข้อเสียเป็น “จุดแข็ง” เมื่อเรามองหาและได้ข้อเสีย (ที่ไม่กระทบต่อหน้าที่หลัก) เช่น สมัครงานตำแหน่ง Sales โดยที่จุดด้อยคือทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล อันดับต่อมาคือทำความเข้าใจว่าความยากของมันคืออะไร ทำไมถึงเป็นทักษะสำคัญต่องานที่เราควรต้องพัฒนา และสำคัญคือเรามีการวางแผนกำจัดจุดอ่อนของตัวเองอย่างไรบ้าง ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หาก "ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล" คือจุดที่อยากจะพัฒนาตัวเอง เนื่องจากปัญหาที่พบก็คือการจัดการกับชุดข้อมูลจำนวนมากที่ต้องใช้เวลาเยอะแต่อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ควบคู่กับทักษะการขายก็จะทำให้ Product หรือ Service นั้นๆ ดูน่าสนใจ มีโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น แต่เทคนิคสำคัญคือต้องพยายามอธิบายให้ละเอียด เพราะยิ่งอธิบายให้ผู้สัมภาษณ์เห็นภาพชัดเท่าไร เราก็ยิ่งดูมีความเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นๆ มากขึ้นตามไปด้วย อย่างที่เขาว่า “การอธิบายจะเป็นเรื่องง่าย ถ้าเราเข้าใจมันมากพอ” อย่าลืมว่าการเตรียมตัวสำคัญที่สุด เพราะการสัมภาษณ์เรามักจะมีโอกาสแค่ครั้งเดียว พลิกจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งด้วยการตอบอย่างจริงใจขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้งานในฝันกันนะครับ สัมภาษณ์งานนานแปลว่ามีโอกาสได้งานสูงจริงไหม? 5 จุดผิดพลาดของการสัมภาษณ์ ที่มักทำให้การสมัครงานล้มเหลว! แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3Yw8Eb4 ### ทำเรซูเม่สมัครงานแบบไหนดี สำรวจข้อผิดพลาดที่จะทำให้เราไม่ได้งาน เรซูเม่สมัครงานทำแบบไหนดี สำรวจข้อผิดพลาดที่จะทำให้เราไม่ได้งาน ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนไม่เข้าใจเลยสักครั้ง สมัครงานไปตั้งหลายที่อัดประวัติการทำงานแน่นๆ ลงในเรซูเม่ก็ยังไม่ได้งานสักที ปัญหาเป็นเพราะเราดวงไม่ดี ไม่มีความสามารถ เอ๊ะหรือว่ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับ “เรซูเม่” ของเรากันแน่ ทุกคนคงรู้กันดีว่าเรซูเม่คือใบเบิกทางให้องค์กรสนใจเวลาที่เราต้องการสมัครงานสักแห่งหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นด่านแรกที่ชี้ชะตาได้เลยว่าเราจะมีโอกาสคว้างานนั้นไว้หรือต้องอกหักแล้วมองหางานใหม่ในอนาคตต่อไป เชื่อไหมจากประสบการณ์ที่ Reeracoen Thailand เป็นตัวกลางระหว่างองค์กรกับผู้สมัครมากว่า 10 ปีจนได้เห็นข้อผิดพลาดที่ผู้สมัคร “เข้าใจว่าดี” แต่ไม่ใช่กับสายตาของ HR หรือคนอ่านใบสมัคร ดังนั้นเราจึงรวมจุดบอดยอดฮิตที่ผู้สมัครมองข้ามและคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ (ทั้งๆ ที่ความจริงสำคัญมาก) 1) รูปถ่าย แม้ว่าปัจจุบันจะมีหลายคนเริ่มเลิกใส่รูปภาพลงในเรซูเม่ด้วยเหตุผลว่า “รูปลักษณ์ภายนอก” ไม่ได้มีผลต่อการทำงาน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อดีของการใส่รูปในเรซูเม่คือการ “แสดงตัวตน” ให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักในเบื้องต้นว่าเราคือใครก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสัมภาษณ์ โดยข้อผิดพลาดที่พบเจอบ่อยก็คือการเลือกใช้รูปที่ผู้สมัครมองว่า “ดูดี” แต่ความจริงอาจไม่เหมาะสมในสายตาของ HR ซึ่งบางครั้งอาจถึงขั้น ไม่พิจารณาอ่านใบสมัครไปเลยก็มี ดังนั้นในกรณีที่ใส่รูปภาพลงในเรซูเม่ควรใช้เป็นรูปถ่ายหน้าตรง ชุดสภาพ ฉากหลังเรียบ แสดงออกถึงความพร้อมในการทำงานแทนที่ของการใช้รูปอะไรก็ได้ตามใจชอบ (ปล. อย่าลืมตรวจสอบความเหมาะกับงานที่สมัครด้วยนะ) 2) ภาพรวม Profile ข้อนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับปัจจุบันที่การแข่งขันสูง การสมัครงาน 1 ตำแหน่งอาจมีคู่แข่งมากถึง 10 - 100 คนทำให้ HR ต้องสแกนอ่านแบบเร็วๆ ซึ่งจุดที่จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็คือภาพรวม Profile (Professional Summary) เพื่อทำการคัดกรองคุณลักษณะเบื้องต้นและอาจชี้ชะตาได้เลยว่าเราใช่หรือไม่ใช่ ข้อมูลที่ควรจะต้องมีก็คือความชัดเจนและความโดดเด่น ตอบให้ได้ตั้งแต่ 1 ย่อหน้าว่าทำไมเราถึงเหมาะกับตำแหน่งงาน วางเป้าหมายที่ต้องการสำเร็จ รวมถึงเลือกใช้ Keywords ชุดทักษะที่ตรงกับการทำงานตาม Job Description เพื่อง่ายต่อการทำงานของ HR มากที่สุดโดยเฉพาะบริษัทที่มีระบบ AI คอยช่วยตรวจจับคีย์เวิร์ดเหล่านี้ด้วย 3) รายละเอียดทักษะ (Skills) จุดที่บ่งบอกถึงความสามารถของตัวเองและควรอธิบายให้เข้าใจมากที่สุดแต่หลายคนเลือกใส่ “ค่าพลัง” มาเป็นแท่ง ทำให้ฝ่ายคนอ่านไม่สามารถรับรู้ได้ว่าค่าพลังมาก-น้อยที่ว่ามาใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด เราสามารถใช้การอธิบายชุดทักษะด้วยลักษณะของเนื้องานว่าทำอะไรได้บ้างเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจมากขึ้น แต่ข้อควรระวังก็คือไม่จำเป็นต้องระบุถึงทักษะทุกอย่างที่มีเลือกที่จำเป็นต้องมีหรือเกี่ยวข้องกับงานที่สมัครก็เพียงพอ 4) ประวัติการทำงาน เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งใส่เยอะๆ ยิ่งดี รวมถึงทำแบบกลางๆ ไว้เผื่อสมัครได้หลายที่ แต่ความจริงควรเน้นเฉพาะเรื่องที่ตรงจุดถึงจะยิ่งน่าสนใจในสายตาขององค์กร นอกจากนี้แทนที่จะอธิบายถึงเนื้องานที่รับผิดชอบเปลี่ยนเป็นระบุถึง “ความสำเร็จ” จากงานที่ทำ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพปลายทางของสิ่งที่จะได้จากตัวเรา และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 5) การใช้ Keywords ที่สำคัญ เมื่อต้องพิจารณารับสมัครพนักงานสิ่งที่ HR หรือ Recruiter จะมองหาเป็นอันดับแรกก็คือ Keywords ต่างๆ ที่สอดคล้องกับหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ ทั้งชุดทักษะที่จำเป็นและชื่อตำแหน่งงาน เพื่อง่ายต่อการมองเห็นของผู้อ่าน เช่น เราต้องการสมัครงานในตำแหน่ง Content Writer ก็ควรใส่ทักษะอย่างการเขียน การอ่าน การสื่อสารหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและสำคัญกับหน้าที่หลักลงไปด้วย โดยเราสามารถระบุให้ชัดเจน ยังตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ อาทิ คำอธิบายใต้ชื่อ ประวัติการทำงาน หรือภาพรวมโปรไฟล์ที่ HR หรือ Recruiter จะต้องอ่านอยู่ตลอด กล่าวโดยสรุป สิ่งที่ไม่ควรทำในเรซูเม่ ได้แก่ ทำ Resume แบบกลางๆ เผื่อสมัครหลายที่ ข้อมูลที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” เยอะเกินไป ใช้ “ค่าพลัง” กับระดับ Skill ที่มี และสิ่งที่ควรทำ ได้แก่ กำหนดเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจน ตรวจสอบความถูกต้องและการสะกดคำ บ่งบอกถึง “ความสำเร็จ” ที่โดดเด่น นอกจากเทคนิคที่เราได้นำมาฝากกันข้างต้นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำเป็นประจำก็คือการ “อัปเดต” เรซูเม่ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลายังใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 6 เหตุผลทำไมเราควร “อัปเดตเรซูเม่” เป็นประจำ ### 5 จุดผิดพลาดของการสัมภาษณ์ที่ทำให้การสมัครงานล้มเหลว 5 จุดผิดพลาดของการสัมภาษณ์ที่ทำให้การสมัครงานล้มเหลว ทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์ “สัมภาษณ์” มาไม่มากก็น้อยซึ่งผลลัพธ์ก็สำเร็จบ้างพลาดบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่รู้ไหมว่าในความผิดพลาดนั้นจริงๆ แล้วเราพลาดตรงไหน หลายคนอาจมองว่าเป็นเพราะตัวเองไม่ดีพอ คนอื่นเก่งกว่าหรือไม่ก็เพราะยังไม่แมตช์กับความต้องการขององค์กร ซึ่งคำตอบเหล่านี้ถือว่าเป็นไปได้ทุกข้อ แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีจุดเล็กๆ ซึ่งเกิดจาก “การสัมภาษณ์งาน” ที่แม้จะโปรไฟล์ดีแค่ไหน ทำการบ้านมาเท่าไร แต่ถ้าตกม้าตายตรงนี้ก็ทำให้เราพลาดโอกาสดีๆ ไป หรือแม้แต่องค์กรเองก็สามารถทำพลาดได้ เมื่อได้ผู้สมัครดีๆ เข้ามาสัมภาษณ์แต่กลับไม่สามารถดึงความสนใจไว้ได้ บทความนี้ Reeracoen Thailand ได้รวบรวมข้อผิดพลาดของการสัมภาษณ์ ที่ทั้งผู้สมัครและองค์กรควรต้องรู้มาให้แล้วครับ 1) การสัมภาษณ์ควรเป็นการ “แลกเปลี่ยนข้อมูล” โดยทำความรู้จักกัน พูดคุยกันให้ชัดเจนในทุกประเด็นที่ส่งผลต่อกันและกัน ไม่ใช่การนำเสนอเฉพาะด้านดี เพื่อหวังให้อีกฝ่ายสนใจเท่านั้น เพราะหลายครั้งผู้สมัครมักจะมองว่าการสัมภาษณ์คือการขายตัวเองให้องค์กรเลือก ในขณะที่องค์กรก็นำเสนอจุดเด่นๆ ให้คนสนใจ แต่กลับมองข้ามเรื่องความคาดหวังหรือปัญหาที่เขาต้องเจอ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เช่นได้ฟังประสบการณ์ของผู้สมัครแล้วคิดว่าเขาจะแก้ปัญหาหรือทำงานในองค์กรเราได้ทันที แต่ลืมนึกถึงปัจจัยอื่นๆ อย่างสภาพแวดล้อม ทรัพยากร เพื่อนร่วมทีม จนทำให้เมื่อผู้สมัครเข้ามาโดยขาดข้อมูลในจุดดังกล่าวอาจลาออกเร็วได้ 2) สัมภาษณ์อย่างเดียวอาจไม่พอ การมีแบบทดสอบร่วมกับการสัมภาษณ์จะช่วยให้เห็นวิธีแก้ปัญหาหรือทักษะของผู้สมัครก่อนเริ่มงานจริงได้ชัดขึ้น เพราะบางครั้งบางคนอาจมีประสบการณ์จากที่เก่าก็จริง แต่ถ้าสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่างกันก็ต้องอาศัยวิธีการที่เปลี่ยนไป ซึ่งจุดนี้จะทำให้องค์กรเห็นได้ชัดและตัดสินใจได้ง่ายกว่าเดิม เช่น ตั้งคำถามจากปัญหาที่บริษัทกำลังเจอเพื่อดูตรรกะ วิธีคิดแก้ปัญหาว่าใช่สำหรับองค์กรไหม 3) การให้เกียรติกันสำคัญเสมอ อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เชื่อไหมว่าเป็นจุดผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยมาก เคยเจอนัดแล้วไม่มาตามเวลาไหม หรือแม้แต่สัมภาษณ์แบบคุยไปด้วย เที่ยวไปด้วย ทำธุระไปด้วย เรื่องเหล่านี้คือประเด็นที่ละเอียดอ่อน แต่สำคัญกับการสร้างความประทับใจมากๆ ซึ่งการกระทำมักจะสะท้อนตัวตน ถ้าไม่ให้เกียรติกันก็พอสรุปได้ง่ายๆ แล้วว่าควรไปต่อกับอีกฝ่ายหรือเปล่า 4) ทำความเข้าใจความต้องการของฝ่ายตรงข้าม การรู้ถึงสาเหตุที่ผู้สมัครอยากย้ายงาน เช่น ต้องการเงินเดือนเพิ่ม มองหาความท้าทายใหม่ๆ หรือวิเคราะห์ว่าทำไมองค์กรถึงเปิดรับสมัครจะช่วยให้เราสามารถนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ต่างๆ ให้ตรงจุด สร้างความน่าสนใจให้ฝ่ายเราได้ง่ายขึ้น 5) ด่วนตัดสินแค่จากประสบการณ์ทำงาน การมีทักษะและประสบการณ์ทำงานเป็นสิ่งที่ทำให้ได้เปรียบขึ้นมากก็จริง แต่อาจไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับบางตำแหน่ง เพราะบางลักษณะงานขอแค่มีลักษณะบุคลิกที่ใช่ สามารถเข้ามาเติมเต็มองค์กรได้ก็เพียงพอ เพราะทัศนคติที่ดีก็สำคัญไม่แพ้ประสบการณ์ทำงาน ความเก่งพัฒนากันได้ผ่านระบบการฝึกอบรม แต่ทัศนคติคือสิ่งที่ปลูกฝังกันยาก อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: ทำไมเราต้องจ้างคุณ? 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน สัมภาษณ์งานนาน มีโอกาสได้งานสูงจริงไหม? ### ต้อนรับงานใหม่ ส่งท้ายงานเก่า เช็กลิสต์คำถาม 7 ข้อก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานช่วงสิ้นปี ต้อนรับงานใหม่ ส่งท้ายงานเก่า เช็กลิสต์คำถาม 7 ข้อก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานช่วงสิ้นปี สิ้นปีแบบนี้มองหางานใหม่ดีไหม ต้องบอกว่าช่วงส่งท้ายปีเก่าเริ่มต้นปีใหม่แบบนี้เป็นเวลาที่หลายคนน่าจะต้องคิดวางแผนกำหนดเป้าหมายในด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชีวิตในปีหน้า ทั้งการเงิน ครอบครัว สุขภาพ และที่สำคัญคือการงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนงานช่วงสิ้นปี สำหรับบางคน 1 ปีของการทำงานถือว่ามากพอที่จะชี้ให้เห็นถึงความต้องการสำหรับอนาคต บางคนรู้สึกอิ่มตัวกับงานที่ทำ รู้สึกว่าองค์กรเดิมไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ลึกๆ ก็อยากลองออกไปหาอะไรใหม่ๆ แต่อีกใจก็ยังลังเลว่าจะเอายังไงดี วันนี้ Reeracoen Thailand มีคำแนะนำจาก Forbes.com มาฝากกันครับ ก่อนอื่นต้องถามว่าทำไมถึงมองหางานใหม่ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้อยากเปลี่ยนงานช่วงสิ้นปี แล้วเป็นความต้องการที่ผ่านการไตร่ตรองอย่างดีหรือเป็นเพียงความคิดที่เข้ามาแค่ชั่วคราวกันแน่สำหรับคนที่ผ่านการคิดมาในระดับหนึ่งแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ ลองมองจุดอื่นๆ ให้รอบด้านผ่านคำถาม 7 ข้อนี้ก็อาจช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เริ่มจาก องค์กรมองเห็นคุณค่าของเรามากแค่ไหน รู้สึกว่าได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสมไหม ได้รับโอกาสสำหรับการเติบโตมากพอหรือเปล่า ยังรู้สึกถึงความหมายและแรงจูงใจในการทำงาน รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะต้องไปทำงานไหม มีสังคม มิตรภาพ หรือใครในที่ทำงานที่ดีหรือเปล่า มีความสุขไหม? ถ้าคำตอบที่ได้ออกมาในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่ก็อาจแปลว่าถึงคิดถูกแล้วที่จะอยากเปลี่ยนงานช่วงสิ้นปี ต่อมาเราลองดูภาพรวมของตลาดการจ้างงานกันว่าโอกาสและอุปสรรคสำหรับการย้ายงานในช่วงสิ้นปีหรือปีใหม่แบบนี้จะมีอะไรบ้าง เริ่มกันที่ “โอกาส” ได้แก่ ปีใหม่ เป้าหมายใหม่ ความต้องการใหม่ ช่วงเริ่มต้นปีเป็นเวลาที่หลายองค์กรกลับมาดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้เมื่อปลายปีที่ผ่านมาซึ่งเมื่อมีแผนงานใหม่ๆ ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะมองหาพนักงานเข้ามาเติมในส่วนต่างๆ คนเก่าออก คนใหม่เข้า แน่นอนเมื่อเราคิดจะมองหางานใหม่ เป็นไปได้ว่าคนอื่นๆ ก็อาจคิดเหมือนกันเป็นวงจร “เราออก อีกคนเข้า คนอื่นออก เราเข้า” ทำให้เกิดการสลับสับเปลี่ยนตัวพนักงานค่อนข้างเยอะ แต่ในโอกาสก็มี “อุปสรรค” ที่ทำให้เราต้องเหนื่อยเพิ่มสำหรับการเปลี่ยนงานช่วงสิ้นปี อาทิ การแข่งขันสูง คนส่วนมากเลือกลาออกช่วงต้นปีเพราะรอโบนัสก่อน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นในตำแหน่งงานและบริษัทที่มีความน่าสนใจ บริษัทขยับตัวปิดช่องว่างของการลาออก หลังจากโบนัสออกมักจะมาพร้อมกับการ “ปรับตำแหน่ง” และฐานเงินเดือน ซึ่งเป็นวิธีที่องค์กรใช้เพื่อจูงใจให้พนักงานเก่าเลือกอยู่กับองค์กรต่อไป เมื่อช่องว่างน้อยลง การแทรกตัวเข้าไปสำหรับคนที่มองหางานใหม่ก็เป็นไปได้ยากขึ้น สำหรับการเปลี่ยนงานช่วงปีใหม่ก็เป็นเวลาที่มีทั้งโอกาสและอุปสรรคซึ่งด้านไหนจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการวางแผน เตรียมตัวเองให้พร้อม รวมถึงได้รับคำแนะนำที่ดีจาก Recruiters ที่มีประสบการณ์ดูแลผู้สมัครให้ได้งานที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ### สัมภาษณ์งานนาน มีโอกาสได้งานสูงจริงไหม? สัมภาษณ์งานนาน มีโอกาสได้งานสูงจริงไหม? จากประสบการณ์สัมภาษณ์งาน คุณเคยใช้เวลานานที่สุดหรือสั้นที่สุดแค่ไหน เพราะบางคนอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงในขณะที่บางคนไม่ถึงสามสิบนาที แล้วคิดว่าระหว่างคุยสั้นๆ กับคุยนานๆ แบบไหนมีโอกาสได้งานมากกว่ากัน จากการให้คำปรึกษาด้านการสัมภาษณ์งาน เราพบว่ามีผู้สมัครหลายคนที่เชื่อว่า “ระยะเวลา” ของการสัมภาษณ์มีส่วนสำคัญกับโอกาสที่จะได้งาน โดยยิ่งใช้เวลามากเท่าไรก็ยิ่งมีสิทธิสมหวังมากเท่านั้น ซึ่งถือว่าจริง (แต่แค่เสี้ยวเดียว) เพราะอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การสัมภาษณ์ต้องใช้เวลานานก็คือ “คุยไม่รู้เรื่อง” เมื่อเข้าสัมภาษณ์บางคนมักมีอาการเรียบเรียงคำพูดหรือเนื้อหาไม่ถูก อาจด้วยความกดดันและตื่นเต้นจนทำให้ตัวเองรวน ทั้งๆ ที่เตรียมตัวมาแล้ว เช่น ถามนก ตอบไม้ อธิบายทีมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ ซึ่งทำให้ผู้สัมภาษณ์จับประเด็นไม่ถูกและต้องใช้เวลานานเพื่อทำความเข้าใจ แต่บางคนกลับเข้าใจไปว่าที่คุยนานแปลว่าอีกฝ่ายกำลังให้ความสนใจ แม้ว่าในความจริงจะเป็นเพราะเราพูดไม่รู้เรื่อง แถมติดไปเป็นความเชื่อและหวังว่าการคุยนานๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้งานมากขึ้น ความจริงแล้วนอกจาก “คุยไม่รู้เรื่อง” ยังมีเหตุผลอื่นๆ เช่น รูปแบบของการสัมภาษณ์ มีผู้สัมภาษณ์หลายคน (Board Interview) บางองค์กรอาจใช้รูปแบบการสัมภาษณ์โดยทีมงานหลายคน หรือแม้แต่หลายรอบ เพื่อทำความรู้จักและช่วยกันประเมินผู้สมัครอย่างละเอียด สัมภาษณ์พร้อมผู้สมัครคนอื่นๆ (Group Interview) วิธีการสัมภาษณ์ที่ต้องชิงไหวพริบกันระหว่างผู้สมัคร โดยทำให้เห็นถึงวิธีการคิด การวางตัวในสถานการณ์ที่ทุกคนคือคู่แข่งซึ่งสามารถสร้างความกดดัน และทุกคนต้องงัดไม้เด็ดออกมาอย่างเต็มที่ที่สุด สิ่งที่ผู้สมัครควรทำคือเตรียมตัวให้พร้อมทั้งชุดข้อมูล บุคลิกภาพ หมั่นฝึกซ้อมและทำการบ้านให้เยอะ "เน้นเนื้อไม่เอาน้ำ" แสดงความเป็นตัวเองให้ชัดเจนและตรงประเด็นมากที่สุดและเมื่อเราพร้อม อีกหนึ่งสิ่งที่ควรพกไปให้เยอะๆ คือ “ความมั่นใจ” ที่จะช่วยให้เราฉายแสงจากภายในได้ตลอดการสัมภาษณ์งาน ### “หว่านใบสมัครงาน” ยิ่งส่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งมีโอกาสได้งานจริงเหรอ “หว่านใบสมัครงาน” ยิ่งส่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งมีโอกาสได้งานจริงเหรอ การหว่านเรซูเม่โดยยื่นใบสมัครงานไปหลายตำแหน่ง หลายบริษัท แบบมีที่ไหนไหนเปิดรับสมัครก็ลองส่งเข้าไปก่อน ตามหลักแล้วควรจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้งานเร็วขึ้น เพราะเมื่อสมัครเยอะก็ควรมีโอกาสเยอะขึ้นตามไปด้วย แต่การคัดเลือกคนเข้าทำงานมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาและละเอียดอ่อนมากกว่านั้น หลายคนที่อยากได้งานมักคิดว่าลองสมัครไปก่อน ผลจะได้ไม่ได้ เอาไม่เอาก็ค่อยมาคิดทีหลัง แต่ปัญหาคือถึงจะสมัครเยอะจริงแต่ไม่ค่อยมีองค์กรไหนติดต่อกลับมา ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะเรา “หว่านใบสมัครงาน” เยอะเกินไป ทำให้สิ่งที่ควรจะระบุเฉพาะเจาะจง เช่นประสบการณ์ ทักษะที่สอดคล้องกับตำแหน่งงานกลับขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากไม่มีเวลามากพอที่จะคราฟต์เรซูเม่ให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่งงานได้ จึงต้องทำแบบ “กลางๆ” เพื่อให้สามารถส่งสมัครได้หลายที่ แต่ลองนึกว่าเราเป็น HR หรือ Recruiter ที่ต้องอ่านใบสมัครวันหนึ่งเป็นสิบๆ ฉบับ ก็คงต้องมองหาเฉพาะใบที่ “โดดเด่นที่สุด” ดังนั้นการทำเรซูเม่หรือจดหมายสมัครงานแบบกลางๆ โดยเฉพาะการสมัครหลายตำแหน่งในบริษัทเดียว HR ก็จะไม่รู้ว่าสรุปแล้วเราสนใจตำแหน่งไหน ทักษะคืออะไร จนเป็นสาเหตุให้ใบสมัครของเราถูกมองข้ามไปตั้งแต่ต้น แถมนอกจากใบสมัครถูกมองข้ามแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่อาจจะตามมา อาทิ ลืมว่าเคยสมัคร ยิ่งเราสมัครไปเยอะเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะลืมว่าสมัครที่ไหนไปบ้าง ถ้าบริษัทติดต่อกลับมาแล้วเราจำไม่ได้ HR ก็คงเสียความประทับใจไปตั้งแต่ตอนเริ่มคุย เสียเวลาและดูไม่โปร ถ้าบริษัทติดต่อกลับมาแล้วเป็นตำแหน่งที่เราไม่ได้ต้องการ ก็เป็นการเสียเวลากับทั้งสองฝ่าย เราเองก็ต้องมองหางานใหม่จนพลาดตำแหน่งงานที่สนใจจริงๆ ไปได้ ถ้ากำลังเร่งมองหางานให้เร็วที่สุดและจำเป็นต้องส่งใบสมัครหลายที่เพื่อให้ได้งานเร็วๆ ทางที่ดีอย่างน้อยเราควรกำหนดขอบเขตของงานที่สนใจ เช่นประเภทของงาน สายงานที่ชอบรวมถึงจดว่าเราได้สมัครงานไปที่ไหนบ้าง เพื่ออุดช่องโหว่และลดโอกาสเกิดปัญหาที่กล่าวมา อย่างไร Reeracoen Thailand ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้งานที่ชอบในบริษัทที่ใช่นะครับ ### 6 เหตุผลที่เราควรหมั่นอัปเดตเรซูเม่เป็นประจำ 6 เหตุผลที่เราควรหมั่นอัปเดตเรซูเม่เป็นประจำ การอัปเดตเรซูเม่บ่อยๆ อาจดูไม่มีความจำเป็นสำหรับบางคน เพราะคิดว่าหน้าที่ของเรซูเม่จะสิ้นสุดลงก็ตอนส่งสมัครงาน จากนั้นก็เก็บเข้ากรุและจะขุดขึ้นมาใหม่อีกครั้งก็ตอน “มองหางานใหม่” เมื่อถึงตอนนั้นก็มาเหนื่อยย้อนประวัติกันยาว ใช้เวลากันเป็นวัน ไหนจะรีบจนลืมรายละเอียดสำคัญต่างๆ ไปอีก ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเรามีวินัยอัปเดตเรซูเม่อยู่เสมอ การมีวินัยหมั่นอัปเดตเรซูเม่ นอกจากช่วยให้เราไม่เสียเวลาแล้วยังมีข้อดีที่คาดไม่ถึงตามมาอีกเพียบยกตัวอย่างง่ายๆ หนึ่งในนั้นคือการช่วยให้เรา “รู้จักตัวเองมากขึ้น” ผ่านการบันทึกความสำเร็จลงในเรซูเม่ทั้งประวัติการทำงาน ความเชี่ยวชาญและความก้าวหน้าในอาชีพถ้าพอจะเห็นภาพคร่าวๆ ถึงความสำคัญแล้ว วันนี้เรามี 6 เหตุผลว่าทำไมเราถึงควรหมั่นขยันอัปเดตเรซูเม่พร้อมเคล็ดลับ 3 ข้อ ที่จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับใบเบิกทางของเรากันครับทำไมเราควรหมั่นอัปเดตเรซูเม่ 1) รู้จักตัวเองมากขึ้นการหมั่นอัปเดตเรซูเม่จะช่วยให้เราสามารถเก็บรายละเอียดของการทำงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ทักษะความเชี่ยวชาญ ผลงานความสำเร็จรวมถึงภาพรวมเส้นทางอาชีพเพื่อตั้งเป้าหมายในอนาคตด้วย 2) ประหยัดเวลาโดยทั่วไปเรามักจะขุดเรซูเม่ขึ้นมาอัปเดตก็ต่อเมื่อ “มองหางานใหม่” หรือได้ข้อเสนอตำแหน่งงานจาก Recruiter เข้ามาคำถามคือ ณ ตอนนั้นเราจะมีเรซูเม่พร้อมส่งหรือมีเวลาทำมากพอไหม?ยิ่งไม่ได้อัปเดตนานแค่ไหน ก็ต้องใช้เวลามากขึ้นนานเท่านั้น และ “เวลาไม่เคยรอใคร”ด้วยเวลาที่จำกัดมีโอกาสสูงมากที่เราจะพลาดรายละเอียดสำคัญไปจนสุดท้ายพลาดโอกาสดีๆ ไปแบบน่าเสียดาย 3) พร้อมสำหรับโอกาสใหม่ๆ เสมอ‘โอกาส’ สามารถมาได้ทั้งข้อเสนองานใหม่ ความก้าวหน้าในองค์กรหรือแม้แต่งานเสริมแบบ Freelance ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อไรแต่การอัปเดตเรซูเม่จะช่วยแสดงถึงทักษะความสามารถและหน้าที่ของเรา ณ ปัจจุบันให้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ทำให้เมื่อไรก็ตามที่มีโอกาสเข้ามาเราก็พร้อมที่จะคว้าไว้ 4) พัฒนาตัวเองได้ตรงจุดการหมั่นอัปเดตเรซูเม่นอกจากจะทำให้รู้ว่าทักษะความสามารถของตัวเองแล้วยังช่วยให้มองหาจุดที่ยังสามารถพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือตำแหน่งงานที่สนใจได้ง่าย ชัดเจนและตรงจุดมากขึ้น 5) ใช้ประเมินตัวเองเรซูเม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะเครื่องมือบันทึกความสำเร็จและการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอจะทำให้มองเห็นถึงการเติบโตผ่านความสำเร็จ ทักษะที่เพิ่มขึ้นและจุดเด่นจุดด้อยที่มี ซึ่งสามารถเป็นหลักฐานอ้างอิงสำหรับการประเมินผลงานประจำปีด้วย 6) แสดงความเป็นมืออาชีพการมีวินัยขยันอัปเดตเรซูเม่เปรียบเหมือนการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองสำหรับโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีและยืนยันถึงความเป็น “มืออาชีพ” แถมทิ้งท้ายกับ เคล็ดลับในการอัปเดตเรซูเม่ให้ตรงจุด และวิธีที่จะทำให้โปรไฟล์ของเราโดดเด่นเข้าตา Recruiter มากขึ้น 1) รวบรัด กระชับ เข้าใจง่ายสำหรับ HR หรือ Recruiter การต้องอ่านเรซูเม่วันละหลายฉบับ ทำให้ต้องใช้เทคนิคการ ‘สแกน’ แทนที่จะอ่านทุกรายละเอียด ทุกตัวอักษรดังนั้นอย่าลืมที่จะเน้นความกระชับและตรงประเด็นมากที่สุด อาทิ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงาน คุณสมบัติเด่นที่ตอบโจทย์นายจ้าง 2) ใช้ ‘คีย์เวิร์ด’ ให้เป็นประโยชน์ปัจจุบัน HR หรือ Recruiter มักใช้ช่องทางออนไลน์ในการค้นหาผู้สมัคร ซึ่งมักจะมีฐานข้อมูล พร้อมคีย์เวิร์ดเพื่อง่ายต่อการค้นหาและตรงกับความต้องการมากขึ้น ดังนั้นการใช้ข้อความเฉพาะในเรซูเม่หรือคำอธิบายที่ตรงกับคุณสมบัติใน Job Description ก็จะช่วยให้โปรไฟล์ของเราถูกค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น 3) ปรับตัวให้ตามทันเทรนด์เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เทรนด์ต่างๆ จะเปลี่ยนไป การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานจะขาดไม่ได้ ในขณะที่ค่านิยมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเรายึดติดอยู่กับสิ่งเดิมไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นคนที่ถูกลืมไปตามกาลเวลา การออกแบบเรซูเม่ให้เหมาะสมกับสายงานทั้งดีไซน์และรายละเอียดข้อมูลก็จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้มากขึ้น และแสดงถึงความสามารถในการปรับตัวพัฒนาตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีกว่าด้วย ### 12 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงปี 2024 12 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงปี 2024 มาถึงโค้งสุดท้ายของปี 2023 ปีแห่งการสูญเสียงานของใครหลายคน และเป็นปีที่ถูกพิษภัยเงินเฟ้อเล่นงานกันไปทั่วโลก ซึ่งเราคงได้เรียนรู้กันมาพอสมควรว่าควรปรับตัวอย่างไร บางคนรีบเร่งเรื่องการ Upskill, Reskill ให้ตัวเอง สำหรับบางส่วนอาจมองหาทางเลือกใหม่ๆ อย่างการ “ย้ายงาน” เปลี่ยนสายอาชีพเพื่อหางานที่ตอบโจทย์ชีวิตได้มากขึ้นเพื่อประกัน “ความมั่นคง” และสถานะทางการเงินและที่สำคัญต้องสามารถไปต่อในอนาคตได้ยาวๆ ในบทความนี้ Reeracoen Thailand ได้รวบรวม 12 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงจากตลาดภาพรวมระดับโลกมาฝากกันครับ (อ้างอิงจาก emeritus และค่าเฉลี่ยเงินเดือนจาก Glassdoor และ Comparably) 1) Software Developer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,670,000 บาทหน้าที่ตามชื่อคือการ “พัฒนา” ออกแบบระบบไอที วางโครงสร้างรากฐานทั้งสำหรับธุรกิจ B2B (business to business)และ B2C (business to consumer) ซึ่งมีตัวเลือกงานให้ค่อนข้างมากในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรมคุณสมบัติที่จำเป็น เชี่ยวชาญการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น  C++, Python, Java เชี่ยวชาญภาษา SQL รวมถึงอ่านและป้องกันฐานข้อมูลในระบบต่างๆ รู้จักโครงสร้างและอัลกอริธึมต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูล สามารถแก้บักเพื่อลบการทำงานที่ผิดพลาดออก ทักษะการใช้งาน Atom, TextMate, Notepad++ หรืออื่นๆ การเข้ารหัสข้อมูลและคุ้นเคยกับ Cloud platforms 2) AI Engineer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 5,570,000 บาทเทคโนโลยีคือการพัฒนาซึ่งสามารถงอกเงยได้ในหลายแง่มุมซึ่ง AI ก็ถือเป็นหนึ่งในประเภทเทคโนโลยีที่มนุษย์เราให้ความสนใจและมีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุดอาชีพหนึ่งในโลก จากความสามารถในการพลิกธุรกิจให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเลขคาดการณ์ที่ AI สามารถนำรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573โดยวิศวกรออกแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI engineer) มีหน้าที่ออกแบบ พัฒนา และตั้งโปรแกรม กำหนดอัลกอริธึมให้เครื่องจักรหรือโปรแกรมนั้นๆ สามารถ “คิด” ได้แบบมนุษย์คุณสมบัติที่จำเป็น สามารถโปรแกรมด้วยภาษา Python, C++ และอื่นๆ เข้าใจกระบวนการ Deep learning ในรูปแบบต่างๆ จัดการและวิเคราะห์ข้อมูสำหรับสร้างแบบจำลอง AI ได้ดี เชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ สถิติ พีชคณิต ฯลฯ เชี่ยวชาญ Machine learning เช่น TensorFlow, PyTorch 3) Data Analyst/Scientist เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,330,000 บาทข้อมูลคือ “เชื้อเพลิง” ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนโลกดิจิทัล ดังนั้นธุรกิจมากมายจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์ ศึกษา ควบคุมฐานข้อมูลใหญ่ๆ เพื่อนำไปใช้ต่อได้สำหรับความร้อนแรงของอาชีพนี้ถ้าไม่พูดถึงผลสำรวจจาก Statista, Bernard Marr & Co. ก็คงไม่ได้เพราะมีการคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นภายในปี 24 ถึง 147 zettabytes (ราวๆ 147,000,000,000 terabytes)ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมต่างๆคุณสมบัติที่จำเป็น การเก็บข้อมูล สร้างภาพจำลอง และดึงข้อมูลสำคัญจากฐานข้อมูลใหญ่ ทำเหมืองข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบความเชื่อมโยงกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อแยกข้อมูล ศึกษาและอธิบายให้เข้าใจได้ดี มีความเข้าใจในระบบอัลกอริธึมที่ซับซ้อน สถิติ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ 4) Data or Information Broker เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,425,000 บาทถือเป็นอาชีพที่แตกออกมาจากตำแหน่ง Data Analyst ก่อนหน้านี้เมื่อธุรกิจมีความต้องการด้าน “ข้อมูล” ที่มากขึ้นทำให้ต้องมีบุคคลที่สามารถเป็น “นายหน้า” คอยรวบรวม วิเคราะห์ อธิบาย และจัดระเบียบข้อมูลพร้อมออกใบ license ให้กับคู่ค้าเช่น ธุรกิจที่เน้นดำเนินการโดยยึดจากลูกค้าเป็นหลัก อาจติดต่อกับ Data Brokerเพื่อให้ช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพสินค้า / บริการในอนาคตสำหรับอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่อาชีพ Data Broker จะมีบทบาทสำคัญอย่างถาวรเมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดทั่วโลกพบว่าในปี 2021 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯและคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 5.4 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2028 ถือเป็นส่วนต่างที่มากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญในเวลาเพียงไม่กี่ปีคุณสมบัติที่จำเป็น ความสนใจและเชี่ยวชาญในการค้นคว้าข้อมูล มีความรู้ครอบคลุมเกี่ยวกับเครื่องมือและโปรแกรมวิจัยข้อมูล สื่อสารและสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างดีเยี่ยม เข้าใจพื้นฐานกฎหมายและนโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล 5) Cybersecurity/Information Security Expert เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,356,00 บาทเนื่องจากทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งของวันไปกับการอยู่กับคอมพิวเตอร์เครืองมือสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จึงสำคัญที่จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแรงเพื่อป้องกันการโจรกรรมทางไซเบอร์สถิติในปี 2023 ที่ผ่านมาพบค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายจากการถูกเจาะข้อมูลอยู่ที่ราวๆ 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับองค์กรที่จะหันมาให้ความสำคัญและสร้างระบบป้องกันภัยที่มั่นคงจึงเป็นสาเหตุที่ทำไมอาชีพนี้ถึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในปัจจุบันโดยสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS สหรัฐฯ) คาดว่าจะเติบโตขึ้น 35% ภายในปี 2031คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการอย่างลึกซึ้ง ทักษะด้านการโปรแกรมและค้นหาจุดบอดล่วงหน้า คาดการณ์ปัญหาและประเมินความเสี่ยงได้ อัปเดตเทรนด์และพัฒนาโครงสร้างระบบให้ทันสมัยเสมอ 6) Blockchain Developer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,530,000 บาทมีหน้าที่กำหนดโครงสร้างบล็อกเชน วางโปรโตคอลและรับผิดชอบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นหนึ่งในสาเหตุที่เทคโนโลยีบล็อกเชนเกิดขึ้นมาก็เพื่ออุดช่องโหว่ในระบบจากความไม่มั่นคงของโลกเป็นวิธีบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ซึ่งรวมถึงการโจรกรรมข้อมูลผ่านการ “แฮ็ก” ด้วยนอกจากนี้มีการคาดว่าจะมี 40 ล้านตำแหน่งที่ได้รับผลจากเทคโนโลยีดังกล่าวภายในปี 2030คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านการทำงานของระบบสถาปัตยกรรมบล็อกเชน ความเข้าใจพื้นฐานที่จำเป็นในระบบ cryptographic คุ้นเคยกับรูปแบบโครงสร้างข้อมูลต่างๆ ความรู้ในภาษาคอมพิวเตอร์ที่หลากหลาย 7) Digital Media Content Creator เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,130,000 บาทอาชีพด้านการตลาดถือเป็นหนึ่งในงานที่ถูกมองว่าสนุกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่และไม่มีทางที่โลกนี้จะหมดความต้องการลงไปได้ง่ายๆอ้างอิงจากรายงาน State of Content โดย Linkedin คอนเทนต์ครีเอเตอร์ทุกคนสามารถ “โล่งใจ” กันได้ยาวๆเนื่องจากพบว่าเป็นอาชีพที่ไม่อยู่ในขั้น “อันตราย” แม้เศรษฐกิจและสถานกาณ์โลกจะทำให้หลายๆ คนเจอปัญหาซึ่งการสำรวจบุคลากรในสายงานดังกล่าวกว่า 1,200 คนได้ข้อสรุปว่าแบรนด์ต่างๆ ยังคงลงทุนในการสร้างสรรค์ผลิตเนื้อหาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางสำหรับกระตุ้นการขายต่อไปคุณสมบัติที่จำเป็น ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจในหลัก SEO และนำมาปรับใช้กับงาน ทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศ สามารถใช้เครื่องมือสำหรับเขียน ตัดต่อ ตกแต่งสื่อต่างๆ ได้ บริหารจัดการวางกลยุทธ์เนื้อหาให้เหมาะสมในแต่ละช่องทาง 8) Nurse Practitioner เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,320,000 บาทมีอีกชื่อหนึ่งว่า “พยาบาลวิชาชีพ” ซึ่งเป็นลำดับที่สูงกว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาล”โดยมีอำนาจสั่งการรักษาและจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้ สำหรับอัตราการเติบโตของอาชีพค่อนข้างเป็นไปในทิศทางบวกต่อเนื่องคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้มากถึง 40% ภายในปี 2031คุณสมบัติที่จำเป็น ให้คำแนะนำและดำเนินการวิจัยเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้ผู้คน ความสามารถการคิดวิเคราะห์และสื่อสารได้อย่างดีเยี่ยม อัปเดตองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นประจำ พัฒนาหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้การรักษาได้ดียิ่งขึ้น 9) Health and Medical Manager เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,500,000 บาททำหน้าที่ติดตามกำกับดูแลกิจกรรมให้แก่ผู้ให้บริการรักษา เช่น โรงพยาบาล คลินิก หรือศูนย์ปฏิบัติงานทางการแพทย์รวมถึงรับผิดชอบด้านการเงิน และจดบันทึกการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากธุรกิจด้านสุขภาพกำลังมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆโดยในปี 2021 มีงานในระบบที่ 4.8 แสนตำแหน่งซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้น 28% ไปจนถึงปี 2031คุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการสื่อสารเป็นเลิศ เข้าใจภาพรวมของงานบริการด้านสุขภาพและการบริหารธุรกิจ บริหารจัดการเวลาได้ดี 10) Financial Manager เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 6,430,000 บาทการลงทุนคือสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะในฐานะบุคคลหรือองค์กรโดยช่วยสร้างประโยชน์สูงสุดให้การลงทุนบริหารจัดการด้วยความรอบคอบ ลดความเสี่ยงในจุดต่างๆ เพื่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคงซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจและศาสตร์ของการลงทุนอย่างลึกซึ้งคุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ ความเข้าใจในการทำธุรกิจ การสื่อสารและนำเสนอระดับดีเยี่ยม จัดการตัวเลขได้อย่างรวดเร็ว สามารถบริหารความเสี่ยงให้องค์กร 11) Web Developer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,860,000 บาทการสร้างและบำรุงรักษาเว็บไซต์ รวมถึงซอฟต์แวร์ต่างๆ มักจะอยู่ภายใต้การทำงานของ Web Developerทั้งในรูปแบบ Back-end, Front-end และ Full-stack ซึ่งทุกวันนี้ธุรกิจปรับตัวโดยการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่รูปแบบ digital มากขึ้นจึงต้องมีเว็บไซต์หรือโปรแกรมที่แข็งแกร่งทำให้ตำแหน่งงาน Web Developer ถูกคาดว่าจะโตขึ้น 23% ไปจนถึงปี 2031คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านการ coding อย่างรอบด้าน คุ้นเคยกับการออกแบบ UX/UI เป็นอย่างดี รู้จักภาษา HTML เช่นเดียวกับ CSS ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล รับผิดชอบในการออกแบบเว็บไซต์ให้เข้ากับแต่ละอุปกรณ์ 12) Business Management Analyst เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,910,000 บาทลักษณะเบื้องต้นคือคนที่ชอบหาวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพโดยหน้าที่คือการจัดการ ดูแลพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเติบโตและพัฒนาธุรกิจในทิศทางที่เหมาะสมคุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูล รู้เท่าทันเทรนด์และวิธีการใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม แก้ปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม สามารถบริหารจัดการเวลาได้ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะการสื่อสารและการเข้าสังคม แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3v7HqhQ ### 8 ข้อควรทำก่อนที่จะขอขึ้นเงินเดือน 8 ข้อควรทำก่อนที่จะขอขึ้นเงินเดือน ผลสำรวจของ Payscale ในปีค.ศ. 2015 พบว่าจากตัวอย่าง 30,000 คน มีเพียง 43% ที่กล้าขอขึ้นเงินเดือน โดยสำเร็จแค่ 5,600 คนหรือคิดเป็น 18.6% จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แล้วทำไมมนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องลำบากใจและผิดหวังเสมอเมื่อต้องพูดคุยเรื่องเงินเดือน ทั้งๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการครองชีพ? การขอขึ้นเงินเดือนคงเป็นสิ่งที่คนทำงานแทบทุกคนคงจะรู้สึกคล้ายๆ กันว่าพูดยาก ขอยากและมีโอกาสสูงมากที่จะถูกบ่ายเบี่ยง ซึ่งจะเป็นปมฝังใจว่า “ตัวเราไม่ดีพอ” แต่ความจริงบริษัทควรมีการหมั่นปรับฐานเงินเดือนให้กับพนักงาน โดยอิงจากเรทเงินเดือนสายอาชีพ อายุงาน ผลประกอบการและผลงานที่ได้ทำ เพื่อรักษาประโยชน์ทั้งสองฝ่าย พนักงานไม่หนีหายและองค์กรอาจได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น เมื่อลูกจ้างอยากได้แต่ก็ไม่กล้าขอ ส่วนนายจ้างก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องให้ อัตราเงินเดือนจึงกลายเป็นประเด็นที่หาตรงกลางได้ยาก มนุษย์เงินเดือนหลายคนเลยตกอยู่ในสถานะ ‘ดอง’ ตัวงานดี สังคมโอเค เลยอยู่ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เงินไม่ขยับ (หรือขยับนิดหน่อย) เมื่อใจไม่ได้อยากย้ายงาน แค่ต้องการผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อมากขึ้น เราจึงต้องอุดช่องโหว่ระหว่างพนักงาน-นายจ้างด้วยเหตุผลที่ดีทำให้นายจ้างเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกที่ ‘วิน-วิน’ ทั้งสองฝ่าย รวมเทคนิค 8 ข้อควรทำก่อนที่จะขอขึ้นเงินเดือน สิ่งที่ควรทำ 1) สำรวจฐานเงินเดือน การสำรวจฐานเงินเดือนจะทำให้เรารู้ว่าในอาชีพเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกันนี้ได้แค่ไหน ซึ่งต้องดูความสมน้ำสมเนื้อของเงินและงานด้วย ความยาก ความท้าทายต่างกันยังไงเพื่อกำหนดตัวเลขในใจไว้ก่อน 2) มีตัวเลขในใจ การมีตัวเลขในใจจะทำให้เรามี ‘เป้า’ ที่ชัดเจนโดยที่ต้องไม่เยอะจนเกินไป แต่ก็ควรตอบสนองความพึงพอใจมากที่สุดเพราะไม่สามารถขอได้บ่อยๆ 3) รวบรวมผลงาน ตั้งแต่ทำงานที่นี่อะไรที่เป็นผลงานชัดๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทีมหรือองค์กรในทางที่ดีขึ้นบ้างเพื่อประเมินตัวเองว่า ‘ดีพอ’ จะไปขอผลตอบแทนที่มากขึ้นหรือยัง 4) รู้คุณค่าตัวเอง จุดเด่นของเราคืออะไร สามารถทำอะไรให้ทีมและองค์กรซึ่งคนอื่นทำไม่ได้ การรู้ข้อนี้จะทำให้เรามีน้ำหนักมากพอที่จะให้องค์กรจะกล้าลงทุนเพิ่มขึ้น 5) วางแผนอนาคต การเติบโตในระยะยาว เมื่อเรากล้าที่จะขอผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น เราก็ต้องมีอะไรให้องค์กรกลับไปเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน วางแผนให้ดีทั้งโปรเจกต์ใหม่ๆ โอกาสเติบโตในอนาคต 6) มองไกลกว่าตัวเงิน หากสุดท้ายไม่ได้สิ่งที่คาดหวังแต่ก็ไม่ได้อยากย้ายไปไหน ลองนึกถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากเงิน เช่น งบสำหรับลงเรียนคอร์ส วันหยุดพิเศษหรืออื่นๆ ที่องค์กรมอบให้ได้และเป็นผลดีกับองค์กรด้วย 7) นัดคุยจริงจัง เมื่อเรื่องเงินนั้นสำคัญเราจึงต้องทำให้หนักแน่น ควรนัดหมายอย่างชัดเจน แสดงความจริงจังให้หัวหน้ารับรู้มากกว่าพูดคุยตอนกินข้าวหรือเดินผ่านไปมา 8) มั่นใจในตัวเอง เมื่อรู้สิ่งที่ควรเตรียมตัวเราก็สามารถปรับใช้ตามความถนัดด้วยหลัก G.I.M.M.E Give Background: ประวัติการทำงาน ผลงาน Introduce: คุณสมบัติความสามารถ Make Your Case Research-based: ชี้ให้เห็นฐานงานเดือนในตลาด Make the ask: ขอผลตอบแทนในฐานะรางวัลและแรงกระตุ้น Ending: จบด้วยความจริงจังและมั่นใจ สรุปขั้นตอนเตรียมตัวแบบง่ายๆ สเต็ปที่ 1 “การเตรียมตัว” สำรวจฐานเงินเดือนในตลาดเพื่อหาตัวเลขในใจ รวบรวมผลงาน ความสำเร็จ ดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม (อารมณ์ สถานการณ์ เวลา) นัดหมายอย่างจริงจัง (เช่นคุย One on one) สเต็ปที่ 2 “พูดคุย” พูดถึงความสำเร็จและผลงานที่ผ่านมา เกริ่นถึงคุณค่าและความโดดเด่นของตัวเอง นำเสนอแผนในอนาคต ความท้าทายใหม่ๆ และความต้องการที่ต้องการเติบโตในองค์กร ขอขึ้นเงินเดือน เพื่อเป็นกำลังใจให้ความทุ่มเทและกระตุ้นสู่เป้าหมายที่วางไว้ สเต็ปที่ 3 “รอผล” เมื่ออธิบายหมดแล้วเราควรหยุดพูดเพื่อแสดงความหนักแน่นและมั่นใจ โดยทั่วไปหัวหน้ามักขอเวลาคิด และจะนัดมาพูดคุยอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุป หากคำตอบคือไม่ แต่เราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นจริงๆ อาจลองมองหาในรูปแบบอื่น เช่นวันหยุดพิเศษ สวัสดิการที่เพิ่มขึ้นหรืองบสำหรับลงเรียนคอร์สต่างๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะได้ง่ายกว่า 5 กลุ่มทักษะและอาชีพที่จะไม่มีวันถูกยึดครองด้วยเทคโนโลยี AI 8 ข้อดีสุดเหลือเชื่อจากความขี้เกียจ (อย่างพอดี) แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://we.co/3eqJ0mG https://bit.ly/3T4qJdE https://bit.ly/3rFwlzw https://bit.ly/3yu1kCo ### Quiet Quitting เทรนด์ทำงานประคองตัว เพราะไม่รู้จะเหนื่อยไปทำไม Quiet Quitting เทรนด์ทำงานประคองตัว เพราะไม่รู้จะเหนื่อยไปทำไม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ Great Resignation ในช่วง Covid-19 หลายคนตระหนักถึงความต้องการของตัวเองกันมากขึ้นจนมีอัตราการลาออกสูงถึง 4 ล้านคนต่อเดือนในสหรัฐฯ ซึ่งบางองค์กรต้องเสียคนไปแบบไม่สามารถหาใครมาแทน และดูเหมือนว่าปัจจุบันการลาออกของพนักงานอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่นายจ้างและองค์กรต้องรับมือ หลังจาก Great Resignation ยังมีอีกหนึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเทรนด์ Quiet Quitting (การลาออกเงียบๆ) เมื่อคนทำงานเลิกทุ่มเท ทำงานแค่เสมอตัว ไม่อยากมีส่วนร่วมกับเป้าหมายยิ่งใหญ่อะไรทั้งนั้นเพราะมองว่า “ทุ่มเทไปก็เหนื่อยฟรี” และแม้การทำแบบนี้จะไม่ช่วยให้เราได้เติบโต แต่หลายคนก็รับได้และเลือกที่จะ ‘ชิล’ ดีกว่าทนเหนื่อย สาเหตุเป็นเพราะ ‘ความโหด’ ของการทำงานในปัจจุบัน เราหันมา Work From Home คุยงานผ่านแอปฯ ทำให้หลายคนไม่สามารถแยกงานออกจากชีวิตได้ เมื่อก่อนเราอาจมีเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจน แต่ปัจจุบันไม่ว่าที่ไหน เมื่อไร เราก็หนีงานไม่พ้น เพราะการ ‘ส่งข้อความ’ มันง่ายกว่านัดเจอที่ออฟฟิศ เทคโนโลยีทำให้โลกการทำงานเปลี่ยนไป ติดต่องานกันง่ายขึ้น พื้นที่ส่วนตัวลดน้อยลงจนหลายคนมองว่า ‘ไม่คุ้ม’ ที่จะทำงานหนัก ซึ่งบางคนก็ถึงขั้น Burnout จนต้องลาออก ดังนั้นการทำงานแบบประคองตัวก็คือการ ‘ปกป้องตัวเอง’ จนถูกมองว่าขี้เกียจ ไม่พัฒนาตัวเองและไม่ทุ่มเทเพื่อองค์กร ในขณะเดียวกันองค์กรก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเมื่อต้องการขยับไปในทิศทางใหม่ๆ แต่ถ้าพนักงานไม่ยอมปรับตามก็จะขัดแย้งกันจนพังไปทั้งระบบ เมื่อบางคนไม่ให้ความร่วมมือตามความคาดหวังองค์กร คนอื่นก็อาจต้องรับภาระแทนในจุดนั้นๆ ลองคิดเล่นๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนหนึ่งทุ่มเททำงาน 3 เท่า ในขณะที่อีกคนทำงานเท่าเดิม แต่ทั้งคู่ก็ทำงานด้วยกัน? คำตอบคือถ้าทีมไม่พัง ก็ต้องมีใครสักคนที่ ‘ลาออก’ เพราะทนอยู่แบบนี้ไม่ไหว ทำไมคนหนึ่งทำแทบตาย ส่วนอีกคนอยู่ชิลๆ ก็ได้เงินเหมือนกัน กลายเป็นทุกคนเริ่มเกิดคำถาม จนสุดท้ายพังไปทั้งองค์กร ความจริงเทรนด์ Quiet Quitting ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งจะเคยเกิดขึ้น แต่เป็นวงจรที่มีอยู่ตลอดเวลา แค่เราอาจไม่เคยสังเกตหากเปรียบเทียบการทำงานเป็นการขับรถ ถ้าเราเหยียบคันเร่งนานๆ แล้วรู้สึกเหนื่อยเกินไป บางคนก็จะหาทางออกด้วยการจอดพัก บางคนก็เลือกผ่อนคันเร่งเพื่อลดความเมื่อยล้า Quiet Quitting ก็คือการผ่อนคันเร่งของคนทำงาน ไม่ได้หยุดวิ่ง แต่ลดความเร็วให้พอประคองไปได้โดยไม่คว่ำหรือพังไปก่อนเมื่อมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด ถึงเวลาที่ทั้งคนทำงานและองค์กรต้องตั้งคำถามกับตัวเองถึงปัจจัยต่างๆ เช่นตัวงาน และความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้สอดคล้องกันไปอย่างสม่ำเสมอ เราปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากงาน องค์กรมักคาดหวังบางสิ่งบางอย่างนอกเหนือจากหน้าที่ไม่ว่าจะการมีส่วนร่วม กิจกรรมสังคม หรือไอเดียใหม่ๆ ที่ทำให้นายจ้างและเพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าคนคนนี้ ‘ทุ่มเท’ เหลือเกิน ซึ่งก็มีหลายคนก็พร้อมจะผลักดันตัวเองเพื่อองค์กรและเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยอยู่ในสถานะ ‘นอกเหนือจากหน้าที่’ ก็กลายเป็นหนึ่งในงานหลักไปโดยปริยาย และมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมคนทำงานก็อาจไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย ดังนั้นองค์กรและคนทำงานต้องตกลงกันอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเนื้องาน ความคาดหวัง และผลตอบแทน สร้างพื้นที่ที่เปิดกว้างทางความคิดและปลอดภัยสำหรับทุกคน อย่ามองข้ามปัญหาเล็กๆ เพราะมันอาจเป็นเนื้อร้ายที่ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ จนสุดท้ายต้องสูญเสียทุกอย่าง อ่านบทความที่น่าสนใจ: ย้ายงานใหม่ แต่ทุกข์ใจกว่าเดิม 3 เครื่องมือบริหารเวลา จัดการงานง่ายๆ ฉบับมือใหม่ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3BjTvQ8 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3RW4HcP ### 3 เครื่องมือบริหารเวลา จัดการงานง่ายๆ ฉบับมือใหม่ 3 เครื่องมือบริหารเวลา จัดการงานง่ายๆ ฉบับมือใหม่ เชื่อว่าหลายคนมักเจอปัญหา ‘ทำงานไม่ทัน’ ไปจนถึง ‘ลืม’ ว่ามีงานไปเลย เนื่องจากทำงานแบบ Multitasking ที่อาศัยวิธีการทำงานที่ต่างกันซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดี ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเสียเวลาไปฟรีๆ รวมถึงทำงานไม่เสร็จตามกำหนดได้ง่ายมากเช่น ทำงานลงรายละเอียด แล้วจู่ๆ ก็สลับไปตอบอีเมล แทนที่เราจะได้โฟกัสไปทีละงาน กลับต้องเสียเวลาปรับโหมดตัวเองบ่อยๆด้วยปริมาณ และวิธีการทำงานแบบ Multitasking ทำให้ ‘เวลา’ คือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดสำหรับคนทำงานคงไม่มีใครอยากทนถ่างตาทำงานดึก เพราะทำงานไม่ทันหรือลืมเชื่อไหมว่าราสามารถทำงานให้เสร็จได้ โดยไม่ต้องลากเลือดอยู่จนดึกดื่น แถมเก็บงานได้หมดจดด้วยการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพจาก 3 เครื่องมือง่ายๆ แต่ได้เรื่อง! Eisenhower Matrix หลายคนน่าจะคุ้นเคยดีกับตาราง 4 ช่องจากประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ที่ช่วยแบ่งการทำงานให้มีประสิทธิภาพและบริหารเวลาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการจัดลำดับ ‘ความสำคัญ’ และ ‘ความเร่งด่วน’ โดย Urgent Tasks คืองานที่รีบใช้และจำเป็นต้องลงมือทำทันที ในขณะที่ Important Tasks สามารถใช้เวลาค่อยๆ ทำและมีผลต่อความสำเร็จในระยะยาวมากกว่างานประเภทอื่นๆ แต่ข้อระวังคือถ้าไม่วางแผนจัดการให้ดีก็จะเข้าข่าย "งานเร่งด่วน" ในที่สุด เมื่อรู้จักลักษณะงานทั้งสองประเภทแล้ว ทีนี้เรามาฝึกวิธีการวางแผนการทำงานด้วยตาราง Eisenhower Matrix ด้วยการแบ่งออกเป็น 4 ช่องตามความสัมพันธ์ของ ‘ความเร่ง’ และ ‘ความสำคัญ’ ดังนี้ 1) ลงมือทำ = เร่งด่วนและสำคัญเป็นงานที่เห็นผลกระทบชัดเจนและต้องทำทันที โดยมีผลต่อเป้าหมายระยะยาวด้วยซึ่งตัวเราเองจะรับรู้ได้ทันทีว่างานไหนบ้างที่จัดอยู่ในประเภทนี้ เพราะมันจะคอยกวนใจเราอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา ถ้ายังไม่เสร็จ 2) วางแผน = สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนงานสำคัญที่ยังมีเวลาให้ค่อยๆ จัดการได้ ซึ่งเราสามารถจัดสรรเวลาตามความถนัด เช่น งานโปรเจกต์ที่ต้องนำเสนอในสัปดาห์หน้าเราอาจค่อยๆ ทำไปทีละจุดเพื่อความสมบูรณ์ ครบถ้วนมากขึ้น 3) หาคนช่วย = ด่วนแต่ไม่สำคัญงานที่ต้องอาศัยการลงมือทำทันที แต่ไม่ได้ความสำคัญพอจะให้เราทำด้วยตัวเองอาจลองกระจายงานออกไปให้คนอื่นๆ ในทีม เพื่อเพิ่มทักษะและเรียนรู้งานใหม่ๆ 4) ไม่ต้องทำ = ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญสุดท้ายคืองานที่เราไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะไม่ได้สำคัญพอให้วางแผน และไม่ได้เร่งด่วนพอให้เสียเวลาไปลงมือทำดังนั้นจึงหมายความว่ามันคือ ‘งานเสียเวลา’ ที่ไม่จำเป็นต้องทำ เช่น หมกมุ่นกับสถานะในแอปฯ ตลอดเวลา To-Do List ยิ่งจดยิ่งจำ ยิ่งทำได้ดี และช่วยลดโอกาสที่จะลืม! นี่คือนิยามของการใช้เครื่องมือ To-Do List ที่จะคอยบอกและย้ำเตือนว่า “มีอะไรต้องทำบ้าง” ตามลำดับความสำคัญ เป็นได้ทั้งเช็กลิสต์การทำงานและการใช้ชีวิตสำหรับคนที่ภาระหน้าที่เยอะไปหมด เทคนิค 6 ข้อที่จะทำให้ To-Do List ของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1) กางงานทุกอย่างออกมาดูไม่สำคัญว่าจะทำในไหน แต่ต้องแน่ใจว่าเราจะเห็นได้ง่าย รวมไว้ที่เดียวและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อไม่ทำให้หลงลืมหรือสับสนกว่าเดิม!ซึ่งเราอาจจดลงในกระดาษ หรือทำลิสต์ในแอปฯ ที่ปัจจุบันมีให้ใช้มากมายโดยที่จดทุกอย่างออกมาเพื่อให้เห็นภาพรวมของงานทั้งหมด ป้องกันการหลงลืม และทำให้เราจัดลำดับความสำคัญได้ง่ายขึ้น 2) แยกหมวดหมู่ และจัดลำดับความสำคัญงานที่สำคัญและเร่งด่วน เรามักจะรู้อยู่แล้วตามความร้อนรนของจิตใจ อะไรด่วนสำคัญ ก็ต้องทำก่อน ส่วนที่เหลือค่อยโยกไปทำทีหลังและอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยบริหารเวลาให้ดีขึ้นคือการ ‘จัดหมวดหมู่’เคลียร์งานทีละประเภท จัดระเบียบการทำงานให้ดี โฟกัสไปทีละอย่าง จะช่วยให้เราสมาธิดีขึ้น ไม่ต้องปรับโหมดตัวเองจนเสียเวลาไปฟรีๆ 3) กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนการบริหารเวลางานที่ดี ต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะถ้าเราทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่กำหนดเวลาเราจะติดอยู่ในกับดักที่หลอกให้คิดว่า “ยังมีเวลาอยู่” และรู้ตัวอีกทีงานก็ไม่เสร็จตามกำหนด เป็นปัญหาให้ตามเก็บเพิ่มอีกนอกจากนี้การวางกรอบเวลาเป็นประจำจะช่วยให้เราเรียนรู้ว่า งานแบบไหนควรใช้เวลาเท่าไรในการลงมือทำ ซึ่งเมื่อชินแล้วจากงานที่เคยต้องใช้เวลา เราก็สามารถทำได้คล่องและเร็วขึ้นด้วย 4) ขึ้นต้นด้วย ‘วิธีการ’ จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้นTo-Do List ที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย ควรเริ่มต้นด้วย ‘วิธีการ’ ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น รู้ว่าต้องทำอะไร ด้วยวิธีการไหนเปรียบเหมือนการป้อนโปรแกรมให้ร่างกายพร้อมทันทีตั้งแต่เห็น Task สามารถลงมือทำได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาตีความ เช่น ออกแบบภาพกราฟิก 3 รูป ส่งอีเมลให้หัวหน้าตรวจงาน อัปโหลดไฟล์ ส่งงานตาม Deadline 5) ซอยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็กๆทุกเป้าหมายใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญ กระจายงานออกมาให้เห็นองค์ประกอบที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมทำให้เราวางแผน หรือติดตามขั้นตอนต่างๆ ได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ยังทำให้เรารู้ว่าแต่ละโปรเจกต์ขาดเหลืออะไรอีกบ้าง ทำให้เรามองภาพรวมออก และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันรวมถึงยังช่วยให้เราเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งด้วย 6) วางแผนล่วงหน้าหากเราเสียเวลาระหว่างวัน หรือก่อนเริ่มงานไปกับการ ‘วางแผน’ ทั้งๆ ที่งานบนมือก็เยอะพอแล้วการทำ To-Do List ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ แถมจะเป็นการเสียเวลาซ้ำซ้อนยิ่งไปกว่านั้นด้วยความกดดัน เราอาจรีบเกินจนหลงลืมบางอย่างไปจนพลาดในที่สุดดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการ ‘เตรียมล่วงหน้า’ ใช้เวลาช่วงใกล้เลิกงาน วางแผนงานของวันถัดไปให้ชัดเจนเมื่อเรามีเวลาทำ To-Do List อย่างรอบคอบมากขึ้น ความผิดพลาดก็จะน้อยลงไปด้วย Time Boxing เครื่องมือฝึกความ Productive ขั้นสุด ต่อยอดมาจาก To-Do List และใช้เทคนิค Eisenhower Matrix ร่วมจัดความสำคัญด้วยได้โดย Time Boxing คือการเพิ่มความชัดเจนของรายละเอียดงานให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาที่จำกัดและทำให้เราบริหารจัดการได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น Time Boxing คือการแก้ปัญหาความหลงลืม ทำงานไม่ทัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเวลาด้วยการแตกรายละเอียดของงานอย่างมีแบบแผน ขั้นตอน ป้องกันการไม่เสียเวลาเปล่านอกจากฝึกให้เราใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังช่วยชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของเราได้ด้วยเช่น จากเมื่อก่อนเคยใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปก็ควรใช้เวลาน้อยลง เนื่องจากมีประสบการณ์แล้ว แต่ถ้าหากใช้เวลาเพิ่มขึ้น ก็ต้องหาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไขฝึก Time Boxing ง่ายๆ ด้วยการสร้าง To-Do List บนปฏิทินรายสัปดาห์ แบ่งลำดับตามความสำคัญและเร่งด่วนกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน เหมาะสม พยายามทำตามเป้าหมายไปทีละชิ้นตามลิสต์ที่วางไว้โดยไม่ลืมที่จะกำหนดเวลาพักเพื่อรักษาพลังในการทำงานของตัวเองด้วย บทความที่สนใจ:INTROVERT เข้าสังคมอย่างไร โดยไม่สูญเสีย ‘พื้นที่ส่วนตัว’ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3xfVwfk https://bit.ly/3L6bdet https://bit.ly/3L8ylJfh ttps://bit.ly/3DgfHxc ### Build-Break-Build ทักษะการชื่นชมเพื่อพัฒนา Build-Break-Build ทักษะการชื่นชมเพื่อพัฒนา Reeracoen Thailand ขอแชร์ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อการทำงานอย่างราบรื่น ผ่านทักษะ Build-Break-Build ที่ฝึก 1 ได้ถึง 3 ได้ทั้งไอเดีย บรรยากาศไม่เสีย และยังช่วยสร้างความมั่นใจ เอาอยู่ทุกงานไม่ว่าจะประชุม ประเมินผล โดยไม่ต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่เพราะคนเราจะเติบโตได้ ไม่จำเป็นต้องตำหนิเพียงอย่างเดียว เบื่อไหมกับการประชุมที่ไม่เคยได้ข้อสรุป งานที่ยังไม่ดีพอ ลูกน้องทำงานไม่ได้ตามความคาดหวัง แต่ “ไม่รู้จะบอกยังไง” ถ้าตำหนิก็คงเสียบรรยากาศ และความมั่นใจ เลยเลือกที่จะเงียบเพราะไม่อยากทำให้รู้สึกแย่ต่อกันสุดท้ายเลยต้องเหนื่อยใจกว่าเดิมเพราะงานไม่เดิน บรรยากาศก็ตึง ทนอึดอัดใจต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับลูกโป่งที่รอวันระเบิด แต่ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย “ทักษะการสื่อสารที่ดี” หลายคนอาจคิดว่าการบอกตรงๆ ก็ไม่คงไม่เสียหาย เพราะงานคืองาน มืออาชีพควรแยกแยะได้ แต่เคยได้ยินไหมว่า “เมื่อมั่นใจ ทำอะไรก็ดี” ความมั่นใจคือแรงขับเคลื่อนภายในที่กระตุ้นให้เราไปถึงความสำเร็จที่วางไว้ เหมือนกับความเชื่อ หากเราเชื่อในความสามารถ เชื่อในวิธีการและเป้าหมาย เราจะเดินหน้าทำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งเราควรรักษาเอาไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้ความมั่นใจถูกทำลายลงไปง่ายๆ กับการทำงานก็เช่นกัน แม้เราจะหวังดี อยากให้งานออกมาเรียบร้อย แต่หากเราไม่รู้จักฝึกวิธีการสื่อสาร ใช้คำพูดแรงๆ ไปทำลายความมั่นใจคนอื่น ก็ควรปรับแก้ไข อย่าลืมว่าความหวังดีก็สามารถมาคู่กับการใช้คำพูดดีๆ ได้ด้วย เพราะเราเองก็คงไม่ชอบที่จะถูกตำหนิ ดุด่า ทำลายความมั่นใจ จริงไหม? ฝึกทักษะ Build-Break-Build ชื่นชมเพื่อพัฒนา ง่ายๆ 3 ขั้นตอน เริ่มต้นด้วยคำชม หาจุดพัฒนา และชื่นชมอีกครั้งเมื่อจบงาน ดังนี้ Build: “ไอเดียนี้ดีนะ!” เมื่อมีใครนำเสนอไอเดียที่อาจจะยังสามารถพัฒนาได้อีก สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การสวนกลับไปว่า ห่วย ใช้ไม่ได้ หรือตำหนิให้เขาเสียความมั่นใจ แต่ควรเริ่มต้นการพูดคุย เข้าหาด้วยทัศนคติเชิงบวก ซึ่งจะช่วยให้คู่สนทนารู้สึกดี เหมือนว่าเรายืนอยู่ฝั่งเดียวกัน และพร้อมเปิดใจรับฟังมากขึ้น แต่หากเราเข้าหาด้วยคอมเมนต์เชิงลบในทันที จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปิดกั้นและเป็นการผลักให้เขาออกไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม จนบรรยากาศเสียในที่สุด Break: “จากตรงนี้เราลองปรับไปแบบไหนได้บ้าง” เมื่อเราสามารถมีพื้นที่ในใจของอีกฝ่าย เข้าไปยืนในฝั่งเดียวกันกับเขาได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการจับจุดที่สามารถต่อยอดได้ ใช้วิธีการสื่อสาร แสดงความสนใจ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราไม่ได้มาตำหนิแต่ต้องการมีส่วนร่วมให้ไอเดียนั้นๆ พัฒนาไปในทิศทางที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น Build: “ดีมากเลย ขอบคุณนะ” ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้สองข้อแรก คือการ “ชื่นชม” อีกครั้งสำหรับไอเดียและความพยายามที่อีกฝ่ายมอบให้ ซึ่งเป็นการปิดท้ายเชิงบวกให้อีกฝ่ายรู้สึกดี มีกำลังใจ และมั่นใจที่จะทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ โดยเทคนิค Build-Break-Build สามารถปรับใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะการประชุมหาไอเดียจากคนจำนวนมาก (Brainstorming) และการประเมินผลงานของลูกทีม (Performance Feedback) ทำให้รู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางในการทำงานต่อในอนาคตหากเรามีทักษะการสื่อสารที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดปัญหาขัดแย้งได้ ฝึก 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป จบปัญหาบรรยากาศตึงเครียด งานไม่ราบรื่น พลิกวิกฤติเป็นโอกาสผ่านคำพูดดีๆ แค่ “ชื่นชม ให้คำแนะนำ และขอบคุณ” เมื่อสิ่งที่สำคัญของคนทำงานคือความมั่นใจ เราจึงต้องทำความเข้าใจ และรู้จักวิธีการเข้าหาที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ตำหนิ ดุด่าแรงๆ คนเราก็พัฒนาได้ เพราะต้นไม้ไม่ได้เติบโตจากน้ำกรด แต่เกิดจากการรดน้ำและให้ปุ๋ยด้วยความเข้าใจ ติดตามบทความที่น่าสนใจ: จากสำคัญ แต่ปัจจุบันไร้ตัวตน! รู้จัก Stealth Demotion เมื่อเราไม่ได้รับ “ความไว้ใจ” อีกต่อไป ถ้าไม่อยากทำงาน ก็คิดซะว่าทำเพื่อเงิน! ลอง 6 วิธีจุดไฟการทำงานให้ลุกโชนในช่วง Burnout แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3AzTaZs https://bit.ly/3B1Cqvm ### รู้จัก Stealth Demotion เมื่อเราไม่ได้รับ “ความไว้ใจ” อีกต่อไป รู้จัก Stealth Demotion เมื่อเราไม่ได้รับ “ความไว้ใจ” อีกต่อไป ทำอย่างไรเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือน “อำนาจลดลง” ทั้งๆ ที่ตำแหน่งงานก็คงเดิม จากที่เมื่อก่อนมีสิทธิตัดสินใจ ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับ ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันบทบาทเหล่านี้กลับค่อยๆ ถูกถอดออกไปจนต้องตั้งคำถามในใจว่าเกิดอะไรขึ้น หากคุณกำลังเจอกับปัญหานี้ ถึงเวลารู้จักกับ Stealth Demotion กลไกการ “ลดบทบาท” ถูกยึดอำนาจ มีความสำคัญน้อยลงโดยที่ตำแหน่งคงเดิม ซึ่งเรามักจะไม่รู้ตัว และเป็นสัญญานอันตรายที่หมายถึงหัวหน้าเริ่มไม่ไว้ใจ หากเราไม่สามารถมีสิทธิตัดสินใจอะไรเองได้ หรือสูญเสียบทบาทของเราไปให้กับคนอื่น ก็เหมือนกับการถูกแช่แข็ง ดองไว้ที่เดิมหรือแม้แต่ฉุดความก้าวหน้าทางอาชีพให้ถอยหลังลง เป็นการทำลายความมั่นใจอย่างหนัก รวมถึงพรากโอกาสในการทำงาน กลายเป็นคนไร้ตัวตน พูดแล้วไม่มีใครฟัง และหากไม่รีบจัดการก็จะกระทบต่ออนาคตของเราด้วย การถูกลดบทบาทลงกับบางคนอาจไม่มีปัญหา เพราะยังพอใจที่ได้เงินเหมือนเดิม งานน้อยลง ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมายเหมือนเมื่อก่อน แต่สำหรับคนที่มุ่งมั่นมองหาโอกาสเติบโตและต้องการความสำเร็จ การถูกลดบทบาทคงไม่ต่างอะไรกับการ “บีบให้ออก” เพราะเหมือนเป็นคนที่ทำงานไปวันๆ รอรับเงินเดือน โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพอีกไหม ดังนั้นเราต้องรู้จักวิธีรับมือ ไม่ควรปล่อยเลยตามเลยจนรู้ตัวอีกทีอนาคตที่สดใสก็อาจไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว บทความจาก Psychologytoday ได้แนะนำขั้นตอนรับมือ เมื่อเราต้องเผชิญกับ Stealth Demotion เช็กบทบาทของตัวเอง ถามตัวเองง่ายๆ ว่าทุกวันนี้ยังมีสิทธิตัดสินใจทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบได้เหมือนเดิมไหม หากคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ” อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังค่อยๆ ถูกลดบทบาทไปโดยไม่รู้ตัว ต้องมีการพูดคุยกับหัวหน้าอย่างจริงจังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และหากไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนก็เป็นไปได้สูงว่าเราถูกลดบทบาท ซึ่งต้องหาสาเหตุเพื่อแก้ไขต่อไป อาจเกิดจากผลงาน ความประพฤติ หรือคุณสมบัติต่างๆ ของเราที่ไม่ตรงกับความคาดหวังขององค์กร ทำความเข้าใจสาเหตุที่เกิดขึ้น หากคุณรู้สึกว่าไม่เข้าใจหรือไม่โอเคกับการตัดสินใจของหัวหน้า ก็ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อหาทางออกร่วมกันซึ่งปัญหานี้อาจเกิดจากตัวเราเอง ไม่ว่าจะคุณสมบัติ ประสิทธิภาพการทำงาน ทัศนคติ แนวทางที่ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังขององค์กร ย้อนกลับไปดูว่าเราทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีพอหรือยัง เรามีภาวะผู้นำ หรือเป็นตัวอย่างที่ดีให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ มากน้อยแค่ไหน เคยมีส่วนร่วมปรับปรุงพัฒนาองค์กรไปในทิศทางใหม่ๆ อย่างไรบ้าง เพียงแค่ไม่กี่ข้อเราก็จะเห็นว่าตัวเองดีพอ เหมาะสมแค่ไหนกับโอกาสที่ได้รับ หรือถ้าเรามั่นใจในความสามารถ เป็นแบบอย่างที่ดีทำงานเต็มที่มาตลอด และไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของหัวหน้า ก็ต้องพูดคุยถึงสาเหตุที่แท้จริงอย่างตรงไปตรงมา อย่าปล่อยให้เป็นความสงสัยที่ติดอยู่ข้างในจนความเชื่อใจกระทบต่องานในอนาคต พิจารณาหา “ทางออก” หากพูดคุยถึงสาเหตุแล้วเราไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจลดบทบาทที่เกิดขึ้น ขั้นตอนถัดมาคือการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเราไม่โอเค เพราะคนส่วนมากแม้ในใจจะไม่เห็นด้วย แต่ก็มักจะไม่กล้าพูดคุย เพราะด้วยตำแหน่งหน้าที่ อำนาจการตัดสินใจที่ต่างกัน สุดท้ายก็ยอมปล่อยเลยตามเลย โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อยอมหนึ่งครั้งก็จะติดนิสัยยอมไปตลอด กลายเป็นคนรักษาสิทธิของตัวเองไม่เป็น เราต้องรักษาคุณค่าในตัวเองด้วยการแสดงออกให้ชัดเจน มั่นใจในคุณค่าของตัวเอง ฝึกต่อรอง เรียกร้องข้อเสนออื่นๆ เพื่อรักษาสิทธิของเรา และสุดท้ายหากตกลงร่วมกันไม่ได้ อาจถึงเวลาวางแผนย้ายไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในที่ที่สามารถผลักดันเราได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น ติดตามบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ทุ่มเทแค่ไหน ก็ไม่เติบโต? รู้จัก Professional Blind Spot และกับดัก 3 ข้อที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้าสักที ไม่ลองไม่รู้ และถ้าไม่สู้ก็ไม่ชนะ บทเรียนเจ้าสังเวียน “โคตะ มิอุระ” แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Ath0px ### รู้จัก Professional Blind Spot กับดัก 3 ข้อที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า รู้จัก Professional Blind Spot กับดัก 3 ข้อที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า หากทุกวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าแม้เราจะทำงานหนักแค่ไหน ทุ่มหมดใจใส่หมดตัวเพื่อบริษัทเท่าไรก็ยังไม่เคยได้โอกาสเลื่อนตำแหน่ง หรือสิ่งตอบแทนดีดีกลับมาเลย ถึงเวลารู้จักและจัดการกับ “Professional Blind Spot” จุดบอดที่เป็นกับดักฉุดรั้งความก้าวหน้าของคนทำงาน แม้จะทุ่มเทแค่ไหนก็ตามก็ยังไม่ดีพอในสายตาคนอื่นๆ อยู่ดี บทความเรื่อง Do You Have Any of These Professional Blind Spots จาก Psychologytoday ได้อธิบายถึง กับดัก 3 ข้อ ของคนทำงาน ที่เรามักจะพลาดหรือมองข้ามไป จนไม่สามารถก้าวหน้าในเส้นทางการทำงาน ได้แก่ การเชื่อมั่นทำแต่สิ่งเดิมๆ อะไรที่คิดว่าดีอยู่แล้วก็อาจสามารถดีขึ้นได้อีก แค่เพียงเรากล้าคิด กล้าเสนอ นอกจากทำงานตามหน้าที่ได้ดีเราควรพลิกบทบาทตัวเองมาเป็น “ผู้นำ” ที่คอยเสนอไอเดียใหม่ๆ หรือภาพใหญ่ที่สร้างความแตกต่างให้องค์กรและเพื่อนร่วมทีมไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการเป็น “ผู้ตาม” คอยทำงานที่ได้รับมอบหมายเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นนักคิดในเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และสามารถพาทุกคนไปสู่ความสำเร็จ พัฒนาทักษะผู้นำ ซื้อใจคนรอบข้างไปพร้อมกับการรักษามาตราฐานการทำงาน เพื่อเปิดโอกาสความก้าวหน้าให้ตัวเองมากขึ้น คาดหวังให้ทุกคน “เก่ง” เหมือนกันหมด การทำงานเร็ว ทำงานดี คือหนึ่งในคุณสมบัติที่ดี และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีได้ แต่ไม่ควร “คาดหวัง” ว่าทุกคนจะสามารถทำได้เหมือนตัวเอง เพราะผู้นำที่ดีจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่จะพาทุกคนเข้าเส้นชัยไปพร้อมกันด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสม จงเป็นคนที่เก่ง และเป็นหัวหน้าที่ดีด้วย เพราะเป้าหมายส่วนรวมก็มีค่าไม่น้อยไปกว่าความสำเร็จส่วนตัว หากทุกวันนี้เราเป็นผู้นำที่ “เร่ง” ทุกอย่างมากเกินไป ให้เวลาทำงานเพียงน้อยนิดและคาดหวังผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบเพราะ “ตัวเองทำได้” ถึงเวลาหยุดสักพักแล้วมองดูคนรอบข้าง งานจะดีอย่างยั่งยืน เราและเพื่อนร่วมทีมต้องมีความสุขในการทำงานด้วย ถ้าทุกงานเริ่มต้นด้วยความกดดัน เร่งด่วน เวลาน้อยแต่หวังผลเลิศตลอดเวลา สุดท้ายปลายทางก็คือการหมดไฟ สร้างความสมดุลให้กับ Work life balance ทั้งทำงานดีและบริหารเวลาของตัวเองกับทีมอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กัน คอยรับบท “ตัวร้าย” ด้วยความหวังดี “ไอนั่นก็ไม่ดี ไอนี่ก็ใช้ไม่ได้” หากคุณคอยรับบทตัวร้าย คอยขัดขาคนอื่นในทุกการประชุม อาจเป็นจุดที่ทำให้คนอื่นๆ ไม่ว่าจะลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หัวหน้า มองเราในฐานะคนที่ไม่น่าร่วมงานด้วย แม้ความจริงแล้วเราจะทำไปด้วยความหวังดีอยากให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุดก็ตาม ถ้าเราทำงานเก่ง แต่เป็นแหล่งพลังงานลบในองค์กร คอยทำลายความสัมพันธ์ระหว่างทีม ไม่มีความสามารถในการบริหารคน โอกาสในการเติบโตก็คงลดน้อยตามไปด้วย ในฐานะคนทำงาน แน่นอนว่าทุกคนก็ย่อมอยากให้งานออกมาดีที่สุด แต่ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องรับบทตัวร้ายคอยยกธงแดงให้กับทุกๆ คน เราต้องรู้จัก “จังหวะที่เหมาะสม” รู้ว่าเมื่อไรควรรุก ตอนไหนควรถอยและเรียนรู้ที่จะใช้ทักษะโน้มน้าวใจ ไม่ใช่โต้เถียง เมื่อรู้จักกับกับดักทั้ง 3 ข้อแล้ว ถึงเวลาหันมาทบทวนกับตัวเองให้มากขึ้น สังเกตตัวเอง ถามจากคนรอบข้างถึงวิธีการ แนวทาง และพฤติกรรมที่เราเป็น เพราะการจะแก้ไขปัญหาใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องเริ่มที่ความเข้าใจในสิ่งนั้นก่อน แม้ว่าการเป็นตัวของตัวเองจะเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าลืมว่าอะไรที่ดีแล้ว ก็สามารถดีขึ้นได้อีก อยู่ที่ว่าเรากล้าเปิดใจ ออกจากกรอบเดิมๆ เพื่อคว้าโอกาสใหม่ๆ นั้นไว้หรือเปล่า ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 3 เทคนิคตอบคำถาม "ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่" ในโลกอันกว้างใหญ่ การตามหา “คนที่ใช่” จึงเป็นความท้าทายสำหรับองค์กร แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Re5mWi ### 6 วิธีจุดไฟในช่วง Burnout เมื่อเราทำงานมานานๆ จนถึงช่วง “หมดไฟ” จากความรู้สึกตื่นเต้น ท้าทาย ก็เปลี่ยนไปเป็นความเบื่อหน่าย ไม่อยากทำงาน ไปจนถึงขั้นเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเส้นทางอาชีพ ไม่อยากอยู่ในสายงานนั้นๆ  ปัญหาที่จะตามมาจากภาวะ Burnout คือ “ความเสี่ยงต่ออนาคต” ที่เกิดขึ้นจากหน้าที่การงาน บทความนี้ Reeracoen Thailand จะมาแชร์วิธีในการจุดไฟ ดึงตัวเองขึ้นมาจากหลุมแห่งความ Burnout! “โอย ไม่อยากทำงาน ลาออกเลยดีไหม!?” หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในภาวะ Burnout หมดไฟในการทำงาน แต่ยังมีภาระค่าใช้จ่าย ต้องหาเงินมาเลี้ยงชีพ ถึงเวลาดึงตัวเองกลับขึ้นมาจากหลุมแห่งความเหนื่อยล้า ด้วย 6 วิธีจุดไฟในการทำงาน ปลุกใจหาเงินไปใช้ชีวิต! Burnout Syndrome หรือโรคหมดไฟในการทำงาน เกิดจากความเครียดที่สะสมเรื้อรัง ไม่ว่าจะปริมาณงาน สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน โดนบีบด้วยเวลา งานที่ทำไม่น่าภูมิใจ ผลตอบแทนไม่สมน้ำสมเนื้อ ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็น “โรค” ชนิดหนึ่งอย่างเป็นทางการโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยกระทบต่อการทำงาน 3 ด้าน หลักๆ อาทิ 1) เหนื่อยล้า ขาดแรงจูงใจ ไม่มีอารมณ์ทำงาน 2) มีทัศนคติแง่ลบต่องานที่ทำอยู่ 3) ประสิทธิภาพลดลง เริ่มออกห่างจากสังคมที่ทำงาน ปัญหาที่จะตามมาจากภาวะ Burnout คือ ความเสี่ยงต่ออนาคต ที่เกิดขึ้นจากหน้าที่การงาน เมื่อไรก็ตามที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ซ้ำยังไม่สามารถดึงตัวเองขึ้นมาจากทัศนคติลบๆ ได้ และหากไม่รีบแก้ไข ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เราถูกตักเตือน พักงาน หรือแม้กระทั่ง “เชิญออก” ซึ่งปัญหาจากการว่างงาน นอกจากจะทำลายกำลังใจ ยังรวมถึงภาระการเงินที่ต้องรับผิดชอบอีกสารพัด ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกเริ่มที่จะ “หมดไฟ” ในการทำงาน ต้องรู้จักวิธีในการจุดไฟ ดึงตัวเองขึ้นมาให้ได้! บทความเรื่อง 6 Ways to Ease Yourself Back Into Work After Burnout จากเว็บไซต์ Psychologytoday ได้แนะนำวิธีที่น่าสนใจในการจุดไฟในการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งหลังผ่านพ้นภาวะ Burnout ดังนี้ 1) รู้จัก “รับฟังตัวเอง” ให้มากขึ้น ทุกครั้งที่เราเริ่มจะหมดไฟ ร่างกายมักมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพียงแต่ถูกมองข้ามไปง่ายๆ เหมือนกับเส้นผมบังภูเขา เช่นการที่เรารู้สึกว่า “เหนื่อย” แต่มีงานให้ทำอีกเยอะเหลือเกิน ซึ่งจุดนี้บ่งบอกถึงสภาพร่างกาย และจิตใจของเราที่อาจจะขาดการพักผ่อน หรือเกิดความไม่สมดุลระหว่างการพักผ่อน - การทำงาน เราควรรับฟังตัวเองให้มากขึ้น ทั้งสภาพร่างกาย และสิ่งที่กำลังคิดอยู่ในใจ อย่าปล่อยผ่านไปเหมือนว่าไม่มีความหมาย เพราะสุดท้ายแล้วกว่าเราจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินแก้ 2) จดจำวิธีกระตุ้น “อะดรีนาลีน” ในการทำงาน! ยังจำความรู้สึกตื่นเต้น ท้าทายจากงานในช่วงแรกๆ ได้อยู่ไหม อะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้น? เมื่อเราเจอความท้าทาย อะดรีนาลีนในร่างกายจะหลั่ง ซึ่งทำให้เรารู้สึกดี สนุก ตื่นเต้น แถมยังปลดล็อกพลังแฝงในตัวเองให้ทำงานได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ หากเราสามารถจดจำ “เงื่อนไข” ที่จะทำให้ตัวเองปลดปล่อยอะดรีนาลีน ดึงความรู้สึก “สนุก” ในการทำงานกลับมาได้ ก็จะช่วยให้ตัวเองมีท้าทายไปตลอดชีวิตการทำงาน เช่น เราอาจจะต้องมีโปรเจกต์ใหม่นอกเหนือจากงานเดิมๆ เข้ามาเป็นระยะ เพื่อพัฒนากรอบทักษะที่เคยมี กระตุ้นการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา 3) อย่าเพิ่ง “รับปาก” ว่าทำได้ เมื่อเราเริ่มหลุดออกมาจากช่วงเวลาของความเหนื่อยล้า เป็นปกติที่เราจะมีความกระหายในการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจุดนี้แหละที่หลายๆ คนมักจะพลาดไป “ขุดหลุมฝังตัวเอง” เพราะความจริงตัวเรายังไม่หายเหนื่อยจริงๆ แต่กลับไปรับงานเข้ามาเพิ่ม ซึ่งส่งผลให้เราต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง โดยที่มีเวลาพักน้อย ยิ่งตอกย้ำอาการ Burnout ด้วยปริมาณงานที่ไม่เคยลดลงไปสักที! 4) ฝึกวิธีจัดการความเครียดในวันทำงาน หลายคนมักคิดว่าการพักผ่อนจำกัดอยู่แค่ในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เรา Burnout เพราะรู้สึก “พักผ่อนไม่เพียงพอ” ได้หยุดแป๊บเดียว กะพริบตาสองทีพรุ่งนี้วันจันทร์อีกแล้ว! ลองเปลี่ยนมาทำให้วันทำงาน ก็สามารถพักผ่อนได้ เช่นการใช้เวลาพักช่วงเที่ยงคลายเครียดจากงานในช่วงเช้า หาอะไรที่ชอบทำ คุยกับเพื่อน ให้พาตัวเองออกมาจากงานบ้าง 5) สร้างกฎสำหรับตัวเอง “ถ้ายังมีงานในมือ อย่ารับงานเร่ง” “หยุดทำงานเมื่อถึงเวลาเลิกงาน” และ “อย่าตอบอีเมลในวันหยุด” หัดตั้งกฎที่จะรักษาสมดุล Work life balance ของตัวเองให้ได้ อย่าปล่อยให้ชีวิตทั้งหมดถูกตีกรอบด้วยการทำงาน โดยเริ่มต้นจากความเหมาะสมของเป้าหมายที่ต้องทำในแต่ละวัน (Daily Tasks) จากนั้นค่อยๆ ขยายขอบเขตเป็นต่อสัปดาห์ เดือน และปี จะทำให้เราเห็นภาพกว้าง โดยที่รักษาสมดุลชีวิตรายวันไปพร้อมกัน 6) เรียนรู้ที่จะ “ยืดหยุ่น” หลังจากที่มีการตั้งกฎในการทำงานแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อก็คือการรู้จักความยืดหยุ่น เพราะการเคร่งทำตามกฎตลอดเวลา ก็สามารถพาเราเข้าไปหาความเครียดได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเราจัดการสมดุล Work life balance ให้เข้าที่ได้แล้ว ลองถอยออกมาดูว่ามีช่วงเวลาไหนที่เราสามารถทำอะไรเพิ่มได้หรือเปล่า และถามใจตัวเองว่า “ต้องการที่จะทำไหม” เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปอยู่ในวงจรของความ Burnout อีกครั้ง และหากวิธีที่กล่าวมายังไม่เวิร์ก ก็จะเหลือวิธีสุดท้ายอย่าง “แรงกระตุ้น” หาอะไรก็ได้ที่จะทำให้เรามีแรงฮึดไปทำงานได้ทุกวัน เช่นตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จำเป็นต้องอาศัย “เงิน” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ก่อหนี้” เพราะไฟที่ร้อนแรงที่สุด คือหนี้ที่ต้องจ่ายในทุกๆ เดือน อย่างที่เรารู้กันว่ามีงาน = มีเงิน บทความที่น่าสนใจ กับดักของ PEOPLE PLEASER ในที่ทำงาน ยอมไปเรื่อย รับปากไปงั้น แต่งานไม่เดิน! ไม่ได้เปลี่ยนไป แค่ไม่มีเวลา! วิธีดูแลความสัมพันธ์ ในวันที่งานล้นมือ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3vfs7AL แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3zaesfy #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### ทำไมเราต้องจ้างคุณ? 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน ทำไมเราต้องจ้างคุณ? ฝึก 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน อะไรคือส่วนที่ยากที่สุดในการสัมภาษณ์งาน? หนึ่งในนั้นต้องมีคำถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” หรือการให้นำเสนอข้อดีของตัวเองที่ทำให้เราโดดเด่น และน่าสนใจกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ซึ่งรูปแบบของคำถามอาจจะต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันซึ่งก็คือ “การขายตัวเอง” ให้นายจ้าง หรือ HR ได้ตัดสินใจว่าเราใช่คนที่เขาตามหาอยู่หรือไม่ บทความนี้ Reeracoen Thailand จะมาดูข้อห้าม และข้อควรทำในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ขายตัวเองให้เป็น ซื้อใจคนให้ได้ ติดตามได้เลยครับ “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” “เล่าเรื่องตัวเองให้ฟังหน่อย” “คุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ยังไง” “ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเหมาะกับตำแหน่งนี้” หลายคนมักประสบปัญหาเมื่อกับคำถามในลักษณะดังกล่าว ทั้งคิดไม่ทัน ตกใจ ตื่นเต้น ประหม่า ไปจนถึงพูดไม่ออก ซึ่งหากไม่มีการเตรียมตัวที่ละเอียดรอบคอบ จากการสัมภาษณ์ที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็สามารถเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้งานเช่นกัน ทำไมนายจ้างถึงต้องถาม ก่อนที่เราจะวางแผนการนำเสนอตัวเอง หรือตอบคำถามอย่าง “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” เราต้องทำความเข้าใจถึงเหตุผล และสิ่งที่นายจ้างมองหาก่อนว่าเขาอยากเห็นอะไรจากคำตอบของเราบ้าง ซึ่งส่วนมากผู้สมัครที่ได้นัดสัมภาษณ์ ล้วนมีคุณสมบัติในตำแหน่งนั้นๆ มากพอกันอยู่แล้ว ดังนั้นในเมื่อพื้นฐานมีความใกล้เคียงกัน สิ่งถัดมาที่นายจ้าง หรือ HR จะมองหาก็คือ “ความโดดเด่น” และ “ทักษะอื่นๆ” รวมถึงบุคลิกภาพ ความเป็นผู้นำ การรับมือกับความกดดันในสถานการณ์ไม่คาดฝัน ว่าเราจะมีการตอบสนองกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร และมีการทำการบ้าน ศึกษาองค์กรมามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นการถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” ซึ่งเป็นการถามคำถามแบบปลายเปิด จึงเป็นคำถามที่นายจ้างและ HR มักจะใช้ เพื่อให้ผู้สมัครใช้ทักษะในการนำเสนอ ซึ่งเกิดขึ้นบนความกดดันเพราะเวลาอันจำกัด รวมถึงเป็นหลักประกันขั้นต้นในฐานะ “คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากที่สุด” และมีทักษะที่จำเป็นขั้นพื้นฐานอย่างการนำเสนอ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสามารถรับมือความกดดันได้ เมื่อเข้าใจถึงเหตุผลของนายจ้าง หรือ HR แล้ว ต่อมาหน้าที่ของเราก็คือ “ซื้อใจ” พวกเขาด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในทักษะ ความสามารถ ทำให้รู้ว่าเราคือ “คนที่ใช่” ซึ่งพร้อมพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น โดยที่สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน และยิ่งเราขายตัวเองได้น่าสนใจมากเท่าไร โอกาสได้งานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย จุดผิดพลาดส่วนใหญ่ที่อาจทำให้เราไม่ได้งาน ได้แก่ 1. เตรียมตัวไม่ดีพอ หากเราเข้าไปสัมภาษณ์แล้วไม่สามารถตอบคำถาม หรือพูดอะไรได้เลย ก็คงหมดโอกาสได้งานอย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนสัมภาษณ์เราควรมีการเตรียมตัว ฝึกซ้อม เรียบเรียงสิ่งสำคัญที่ควรจะพูด รวมถึงวางแผนในการตอบคำถามต่างๆ ซึ่งช่วยลดอาการประหม่าและทำให้เรามีคลังเนื้อหาที่จะใช้ในการสัมภาษณ์ด้วย 2. ขาดความมั่นใจ เจียมเนื้อเจียมตัว ความมั่นใจ คือพลังที่จะทำให้เราทำอะไรได้ดี ดังนั้นการพกความมั่นใจไปในวันสัมภาษณ์ ก็จะช่วยให้เราสามารถโชว์ความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับเนื้อหาที่เราได้มีการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี หากเราเข้าไปแล้วไม่กล้าพูด ไม่กล้าตอบคำถาม เพราะกลัวความผิดพลาด ก็เป็นจุดที่ทำให้เราดูขาดภาวะความเป็นผู้นำ ซึ่งอาจทำให้เราดูด้อยกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ได้ 3. ไม่แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ในการสัมภาษณ์งาน สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจากการคุยงาน ก็คือการทำความรู้จักกันระหว่างผู้สมัคร และบริษัท หากเราไม่สามารถแสดงออกถึงบุคลิกนิสัย ความเป็นตัวเอง ก็ทำให้นายจ้างมองไม่ออกว่าจะสามารถเข้ากับพนักงานคนอื่นๆ หรือวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ 4. พูดเยอะเกินไป สาเหตุที่การพูดเยอะเกินไปสามารถกลายเป็นข้อเสียได้ เพราะในการตอบคำถามที่ดี เราควรกำหนดประเด็นสำคัญ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เอาเนื้อ ไม่เอาน้ำ” เพราะหากยาวหรือเยอะเกินไป ก็ทำให้เราดูเป็นคนที่เรียบเรียงประเด็นไม่เป็น และส่งผลให้ผู้สัมภาษณ์หลุดความสนใจไปได้ ป้องกันข้อผิดพลาดด้วยเช็กลิสต์ควรเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์ และเทคนิคขายตัวเองให้ได้งาน 1. ทำความรู้จักคุ้นเคยกับบริษัท การศึกษาทำการบ้านให้เข้าใจถึงลักษณะขององค์กร ประเภทธุรกิจ เนื้องานที่ต้องทำ รวมถึงความคาดหวังและความท้าทาย จะช่วยให้เราสามารถดึงจุดเด่นในทักษะและประสบการณ์ที่มี เพื่อใช้นำเสนอในระหว่างการสัมภาษณ์งานได้ 2. ประเมินเนื้องานและทักษะที่สำคัญ ยิ่งเรา “รู้ลึก” ถึงเนื้องานมากเท่าไรเราจะยิ่ง “รู้จริง” ด้วยทักษะที่เรามีมากเท่านั้น เช่นในสายงานด้าน Social Media ทักษะอะไรบ้างที่จำเป็น นอกจากการทำคอนเทนต์ ภาพประกอบ วิดีโอ แต่ยังมีส่วนประกอบอีกมาก อาทิ ระบบ Algorithm ของแต่ละช่องทาง การใช้เงินยิงโฆษณาเพื่อเพิ่มการรับรู้ แล้วในกลุ่มทักษะที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ เรามีอะไรเป็นจุดแข็ง ก็สามารถหยิบขึ้นมาเป็นไพ่ตาย ในการซื้อใจนายจ้างได้เช่นกัน 3. สร้างลิสต์ “ข้อดี” ของตัวเอง เทคนิคการซื้อใจ สร้างความโดดเด่นด้วยการนำเสนอ “ข้อดี” ที่ดีที่สุดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์งานที่เคยทำ ความสามารถอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทักษะ Soft Skills และความสำเร็จที่สำคัญ รางวัลที่เคยได้รับ รวมถึงใบรับรองจากคอร์สเรียนต่างๆ ซึ่งเราสามารถอิงจาก Job Description เพื่อนำมาจับคู่กับทักษะสำคัญที่เรามี และเก็บทักษะสำคัญที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงไว้เสริมความน่าสนใจให้กับตัวเองเหนือคู่แข่ง 4. ฝึกซ้อม หนทางที่จะทำให้การสัมภาษณ์ราบรื่นไปได้ด้วยดี นอกจากจะมีคลังในสมองแล้วยังต้องอาศัยความคล่องแคล่ว และ “ความเป็นธรรมชาติ” ในการสื่อสารด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ควรละเลยการฝึกซ้อม และนี่ก็คือเทคนิคง่ายๆ และข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายคนไม่ได้งาน ลองนำไปปรับใช้ พัฒนาทักษะให้ตัวเอง เพิ่มโอกาสที่จะได้งานที่ชอบ ในบริษัทที่ใช่ ซึ่งที่ Reeracoen เรามี Career Advisor พร้อมให้คำแนะนำตลอดการสมัคร ไปจนถึงก่อนสัมภาษณ์ ส่งโปรไฟล์เข้ามาได้เลย คลิก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3IHar6x แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3AWQ1ot ### ระวัง Toxic Superstar ในที่ทำงาน คนทำงานเก่ง แต่ “ฝีปากแซ่บ” พอๆ กับฝีมือ ระวัง Toxic Superstar ในที่ทำงาน คนทำงานเก่ง แต่ “ฝีปากแซ่บ” พอๆ กับฝีมือ Toxic Superstar ลักษณะของพนักงานที่พฤติกรรมแย่ แต่ทำงานเก่ง ซึ่งสามารถสร้างปัญหาให้องค์กรในระยะยาว หากขาดการจัดการที่ดี Reeracoen Thailand จะพามาดูวิธีการรับมือ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะในด้านการทำงาน ความสัมพันธ์และวัฒนธรรมองค์กร ในสังคมการทำงาน แน่นอนว่าเราต้องพบเจอกับคนหลายแบบ ซึ่งแต่ละคนก็มาจากต่างที่ ต่างสังคม ต่างวัฒนธรรม และถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วย “การทำงาน” ทั้งในฐานะทีมและองค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมายไปด้วยกัน ความหลากหลายของคนสามารถเป็น “ข้อดี” ที่สร้างจุดแข็งให้กับองค์กรได้ เพราะเราจะได้มุมมองที่หลากหลายมากขึ้น โดยงานแต่ละชิ้นก็จะผ่านการช่วยกันคิด ช่วยกันไตร่ตรองอย่างรอบด้าน ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ในบางกรณีความหลากหลายเหล่านี้ก็มี “ข้อเสีย” ที่แอบซ่อนอยู่ อาทิ ความคิดเห็นไม่ตรงกันแล้วเกิดปัญหา หรือแม้กระทั่งเรื่องนิสัยส่วนตัวที่แน่นอนว่าโตมาคนละแบบนิสัยก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งบางครั้งเราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอ “คนนิสัยเสีย” ในที่ทำงาน แล้วจะยิ่งปวดหัวมากขึ้นถ้าเจอคนนิสัยเสียที่ดัน “ทำงานเก่ง” อย่างเหลือเชื่อ โดยคนลักษณะนี้ถูกเรียกว่า Toxic Superstar หรือ Toxic Rock Star ซึ่งสรุปสั้นๆ ได้ว่า “พนักงานฝีมือดี แต่มีฝีปากแซ่บพอๆ กัน” ทำอย่างไรเมื่อพนักงานดีเด่น เป็นคนนิสัยเสียเข้าขั้น “Toxic” แต่ผลงานดีจนไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะ? ลองนึกภาพว่าในออฟฟิศของเรามีคนที่หัวร้อนง่าย ไม่เกรงใจใคร ทำตัวเป็นศูนย์กลาง ตัดสินทุกอย่างจากมุมมองตัวเอง หรือก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ซึ่งทุกคนรู้แต่ไม่มีใครกล้ายุ่ง เพราะคนคนนั้นเป็น “พนักงานผลงานดี” ที่มักจะได้รับคำชมหรือรางวัลอยู่เสมอ ปัญหาจึงมีอยู่ว่าแม้พฤติกรรมจะแย่จริง แต่อีกมุมหนึ่งก็สร้างผลตอบแทนให้บริษัทได้มากกว่าคนอื่น ดังนั้นคงไม่มีนายจ้างหรือหัวหน้าที่ไหนกล้าไล่ออก สมาชิกคนอื่นๆ ก็เลยต้องยอมทนอึดอัดใจอยู่กับคนลักษณะนี้สุดก็องค์กรก็กลายเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม Toxic คนดีอยู่ไม่ได้ คนร้ายยิ่งเติบโตราวกับ “มะเร็ง” Toxic Superstar สามารถมาได้ทั้งรูปแบบของ “เพื่อนร่วมงาน” ไปจนถึง “หัวหน้า” ที่ไม่สนใจอะไรเลยนอกจากผลลัพธ์ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งล้วนสร้างความร้าวฉานในการทำงานและส่งผลเสียต่อองค์กรในระยะยาว บทความเรื่อง Leaders, Stop Rewarding Toxic Rock Stars จาก Harvard Business Review ได้ระบุว่า “เราควรเลิกยกย่องพนักงานที่ทำงานดีแต่มีนิสัยแย่ และหันมาให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนขององค์กร” เพราะเมื่อปัญหาความ Toxic ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไข พนักงานที่ผลงานดี (แต่อาจไม่ถึงขั้น Superstar) ก็อาจเลือกที่จะเดินจากไปจนสุดท้ายเหลือแต่คน Toxic ที่สร้างวัฒนธรรมแย่ๆ จนไม่มีใครอยากเข้ามาร่วมงานด้วยในที่สุด แล้วองค์กรจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร? ดังนั้นหัวหน้า หรือผู้บริหารควรหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาความ Toxic ในองค์กร ไม่ใช่สนใจเฉพาะผลงาน ณ ปัจจุบัน จนลืมมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว หากยังเก็บเหล่า Toxic Superstar ไว้โดยไม่มีการจัดการที่ดี อาทิ กำหนดจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดขาด การกำหนดข้อตกลงร่วมกันระหว่างพนักงาน และจุดยืนที่ชัดเจนขององค์กร ในการต่อต้านพฤติกรรม Toxic ต่างๆ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานได้ว่าพวกเขาจะสามารถได้รับการปกป้องจากปัญหาต่างๆ และเป็นเครื่องมือใช้เตือนสติให้แก่คนที่กำลังจะสร้างความ Toxic ในองค์กรได้ สำรวจภาพรวมองค์กร และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดกว้าง วัฒนธรรมองค์กรที่มีปัญหา ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติของพนักงาน และอีกส่วนเกิดจากการ “ละเลย” ของผู้มีอำนาจมีการดูแล สังเกตจาก “พฤติกรรม” ที่ถือว่าแย่ที่สุด แต่องค์กรสามารถยอมรับได้ ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่าองค์กรนั้นๆ มีวัฒนธรรมเป็นอย่างไร ให้ค่ากับการจัดการพฤติกรรม Toxic มากแค่ไหน ในฐานะผู้บริหาร หัวหน้า หรือคนที่มีอำนาจดูแลรับผิดชอบ ลองสังเกตดูว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อถูกพูดถึงแล้วได้รับการจัดการแก้ไขหรือไม่ ถูกปล่อยปละละเลยหรือเปล่า หากใช่ อาจหมายถึงวัฒนธรรมในองค์กรของคุณกำลังมีปัญหา ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่ เข้าไปพูดคุยกับผู้ที่หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาด้วยใจที่เปิดกว้าง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สร้างความโปร่งใสในการแก้ไขปัญหา เมื่อปัญหาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง สิ่งถัดไปที่องค์กรควรลงมือจัดการคือ “ความโปร่งใส” ของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการ Feedback กลับไปยังผู้เสียหายถึงขั้นตอนที่บริษัทได้ลงมือดำเนินการ หรือวิธีการอื่นๆ เพราะหากพนักงานรู้สึกได้ว่า “พูดไปก็ไม่มีประโยชน์” ไม่รู้ว่าปัญหาต่างๆ จะถูกแก้ไขด้วยวิธีการไหน หรือแม้กระทั่งจะมีใครลงแก้อย่างจริงจัง ก็ทำให้สุดท้ายองค์กรขาดความน่าไว้ใจ และคนๆ ก็ทยอยหนีออกไปในที่สุด ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม การที่องค์กรให้ความสนใจเฉพาะผลงาน หรือผลประโยชน์ขององค์กรเพียงอย่างเดียว เป็นจุดที่ยิ่งทำให้พนักงานประเภท Toxic Superstar มีที่ยืนในสังคมการทำงาน เพราะเขาไม่จำเป็นต้องสนใจอย่างอื่น ขอแค่ทำผลงานได้ตามเป้า ก็ได้รับคำชม ได้เป็นคนที่โดดเด่น ไปจนถึงได้รางวัลพิเศษ ซึ่งมีผลทำให้พนักงานคนอื่นๆ ที่อาจผลงานดี พฤติกรรมดี แต่อาจจะไม่ได้โดดเด่นเท่า Toxic Superstar เกิดคำถามและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อองค์กรได้ ลองเปลี่ยนจากให้คุณค่ากับ “ผลงาน” เป็นให้คุณค่ากับ “ทุกคนที่ทำงาน” เพราะความแตกต่างเหล่านี้เป็นส่วนที่เติมเต็มให้องค์กรสมบูรณ์ และช่วยกันส่งเสริมองค์กรให้ดียิ่งขึ้น หากองค์กรมีแต่คนทำงานเก่ง แต่ไม่มีใครที่มีทักษะการเชื่อมทีม หรือเข้าสังคมที่ดี บรรยากาศในการทำงาน หรือแม้กระทั่งการทำโปรเจกต์ที่ต้องอาศัยทีมก็คงขาดประสิทธิภาพไปเช่นกัน แม้จะทำงานเก่งแค่ไหน สร้างผลตอบแทนให้องค์กรอย่างไร แต่หากมีพฤติกรรมและนิสัยที่คอยบั่นทอนคนอื่นๆ ในองค์กร ก็ถึงเวลาที่หัวหน้า หรือผู้บริหารควรจัดการอย่างจริงจัง เพราะความก้าวหน้าขององค์กรนอกจากผลตอบแทน ก็ควรที่จะมาควบคู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีด้วย เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความสุขในการทำงาน บทความที่น่าสนใจ: “ถูกเลิกจ้าง” ต้องได้เงินชดเชยเท่าไร?! เช็กสิทธิพื้นฐานและเงื่อนไขที่คนทำงานต้องรู้ FEEDBACK ที่ดีพัฒนาทีมได้เยอะ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3nsVZFF https://bit.ly/3a4dEAb ขอบคุณรูปภาพจาก: https://bit.ly/3NKCYcs ### “ถูกเลิกจ้าง” ต้องได้เงินชดเชยเท่าไร?! เช็กสิทธิพื้นฐานและเงื่อนไขที่คนทำงานต้องรู้ อัปเดตปี 2024 “ถูกเลิกจ้าง” ต้องได้เงินชดเชยเท่าไร เช็กสิทธิพื้นฐานและเงื่อนไขที่คนทำงานต้องรู้ อัปเดตปี 2024 รู้หรือไม่ หากจู่ๆ เราถูกบริษัทเลิกจ้างโดยไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า มนุษย์เงินเดือนแบบเรามีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน มีอัตราขั้นต่ำเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน (กรณีทำงานยังไม่ครบ 1 ปี) โดยจะยิ่งได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นตาม “อายุงาน” ตั้งแต่ 120 วัน ไปจนถึง 10 ปี สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วการถูกเลิกจ้างทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด คงเป็นเรื่องที่ชวนให้เครียดและสำหรับบางคนอาจถึงขั้นหาทางออกไม่ได้ เพราะคงไม่มีใครคาดคิดว่าวันตัวเองจะกลายเป็นคนว่างงาน ไหนจะการหางานใหม่ แถมมีภาระค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นแรงงานจึงจำเป็นต้องมี “หลักประกัน” หรือ “ค่าชดเชย” เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งมีเงื่อนไขในการคุ้มครองหลายรูปแบบ ในระยะ 2-3 ปีให้หลังเราคงเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกการทำงานกันมาไม่น้อย อาทิ การปลดพนักงานของบริษัทใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ซึ่งมีศักยภาพมากพอจะเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ในบางส่วนถือเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์ “คนตกงาน” ในปัจจุบัน นอกจากเก็บข้าวของเดินคอตกออกจากออฟฟิศแล้ว มนุษย์เงินเดือนสามารถทำอะไรได้อีกบ้างหากถูกบริษัทเลิกจ้าง Reeracoen Thailand จะพามารู้จักสิทธิพื้นฐาน รวมถึงเงื่อนไขที่คนทำงานต้องรู้ในกรณีถูกเลิกจ้างเพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ และรักษาผลประโยชน์ของตัวเองตามที่ควรจะได้รับ เงื่อนไขการเลิกจ้างที่พนักงานต้องได้รับเงินชดเชย ตามพรบ. คุ้มครองแรงงานฉบับปี พ.ศ. 2562 ระบุว่าพนักงานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยในกรณีที่ถูก “เลิกจ้างแบบไม่เป็นธรรม” หมายถึงตัวเราไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า โดยลูกจ้างต้องได้รับค่าชดเชยเท่ากับฐานเงินเดือนล่าสุดและจำแนกเป็นขั้นบันไดตามอายุงานดังนี้ ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี : ได้รับเงินชดเชย 30 วัน ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี : ได้รับเงินชดเชย 90 วัน ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี : ได้รับเงินชดเชย 180 วัน ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี : ได้รับเงินชดเชย 240 วัน ทำงาน 10 ปีขึ้นไป : ได้รับเงินชดเชย 300 วัน นอกจากนี้ พรบ. คุ้มครองแรงงาน (พ.ศ.2541) ฉบับเดียวกันนี้ก็ได้มีระบุถึง “เงื่อนไข” ที่นายจ้างไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินชดเชยไว้ว่ากรณีปรับปรุงหน่วยงานหรือเปลี่ยนแปลงกิจการ ซึ่งส่งผลให้ต้องลดจำนวนพนักงาน และยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินชดเชยดังนี้ ถูกไล่ออกเนื่องจากมีความผิด ซึ่งมีจดหมายตักเตือนแล้ว (หากร้ายแรงไม่จำเป็นต้องตักเตือน) ทิ้งงานติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่มีเหตุจำเป็น พนักงานเป็นฝ่ายลาออกเอง ทุจริตต่อหน้าที่ ทำผิดกฎหมายอาญา จงใจทำให้เกิดความเสียหายต่อนายจ้าง / บริษัท ลูกจ้างได้รับโทษจำคุก การยกเลิกจ้างตามสัญญาที่มีกำหนดเวลาแน่นอน กรณีการเลิกจ้างในช่วงระยะเวลาทดลองงาน (Probation) มีหลายคนสงสัยและถามเข้ามาว่าถ้าหากบริษัทเลิกจ้างภายในช่วงทดลองงาน พนักงานจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชย หรือเข้าข่ายพรบ. คุ้มครองแรงงานข้างต้นไหม ต้องเริ่มจากแยกให้เห็นเป็นกรณีชัดเจน เมื่อกฎหมายได้ระบุไว้ว่าต้องมีการ “แจ้งล่วงหน้า” อย่างน้อย 30 วัน หากบริษัททำตามเงื่อนไขดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องให้เงินชดเชย แต่ถ้าหากแจ้งวันสุดท้ายของการปฏิบัติงานแล้วให้ออกทันทีก็จำเป็นต้องให้เงินชดเชยในอัตราขั้นต่ำ 30 วันตามฐานเงินเดือนล่าสุด กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างที่คนทำงานต้องรู้ นอกจากรูปแบบการจ้างพนักงานประจำ หรือพาร์ทไทม์ ยังมีอีกการจ้างงานอีกหนึ่งประเภทอย่าง “พนักงานสัญญาจ้าง” ที่มีกำหนดระยะเวลาทำงานเป็นหนังสือลงลายลักษณ์อักษรชัดเจนซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ บริษัทเลิกจ้างเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ กรณีการเลิกจ้างที่เป็นธรรมอันเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการเลิกจ้างที่บริษัทไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงาน โดยมีหลักการพิจารณาจากสองปัจจัย ได้แก่ มีความเป็นธรรมทางเนื้อหา (ความจำเป็นที่ต้องเลิกจ้าง)อย่างสถานการณ์ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สะสม สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ จนเป็นให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ มีความเป็นธรรมทางกระบวนการ (ไม่มีทางออกอื่นแล้ว)กล่าวคือก่อนที่จะตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน บริษัทต้องพยายามหามาตรการอื่นๆ ที่สามารถทำได้ก่อน สิทธิประโยชน์ในช่วงที่ยังไม่มีงานใหม่ นอกเหนือจากได้รับเงินชดเชยจากบริษัทกรณีถูกเลิกจ้าง ยังมีสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ม.33 รองรับอยู่ ซึ่งเป็นการจ่ายให้ “ทุกกรณี” ไม่ว่าจะลาออกเอง หรือถูกเลิกจ้าง โดยสามารถขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานได้ตามขั้นตอน ผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือจุดบริการสำนักงานประกันสังคม สำหรับเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน ได้แก่ เป็นผู้ประกันตน ม.33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน (ภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน) ว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ขึ้นทะเบียนว่างงานผ่านเว็บไซต์ภายใน 30 วันเพื่อรักษาสิทธิ รายงานตัวผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน เดือนละ 1 ครั้ง มีความพร้อม สามารถทำงานที่จัดหาให้ได้ ไม่ปฏิเสธการฝึกงาน ไม่ใช่การถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุต่อไปนี้ทุจริต, ทำผิดกฎหมายอาญา, จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย, ฝ่าฝืนระเบียบขาดงาน 7 วันโดยไร้สาเหตุ, ประมาทจนทำให้นายจ้างเสียหายร้ายแรง, ติดคุก ไม่เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีแก่ชรา ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 สิทธิประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน ม.33 จะแบ่งออกได้เป็นสองกรณี ได้แก่ ถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงิน 50% ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน/ปี ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงิน 30% ของค่าจ้างรายวัน สูงสุด 90 วัน/ปี โดยสำนักงานประกันสังคมจะโอนเงินรายเดือนผ่านทางบัญชีที่ระบุไว้ตอนขึ้นทะเบียนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ในชีวิตเรามักจะเจอกับเหตุไม่คาดฝันอยู่เสมอ งานที่ทำอยู่ดีๆ วันหนึ่งเราก็อาจไม่ได้ไปต่อ ในฐานะคนทำงานเราไม่ควรประมาทและเตรียมความพร้อมแผนสำรองไว้เผื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงศึกษาข้อมูลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเราเองด้วย ฝากโปรไฟล์กับบริษัท Recruitment Agency เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ที่ใช่มากกว่าเดิม และพร้อมเป็น “เปล” รองรับในวันที่คุณสะดุดล้มเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เล็กลงด้วยผู้ช่วยที่ใช่ อ้างอิงจาก: https://bit.ly/3nFEW3a https://bit.ly/3R5OjGZ https://shorturl.at/bdsvC ### 7 วันอันตรายชี้ชะตาพนักงานใหม่ และ 5 เรื่องสำคัญที่หัวหน้าไม่ควรละเลย 7 วันอันตรายชี้ชะตาพนักงานใหม่ และ 5 เรื่องสำคัญที่หัวหน้าไม่ควรละเลย หากกล่าวว่าเด็กแรกเกิดเปรียบเสมือนผ้าขาว 7 วันแรกในการทำงานของพนักงานใหม่ก็เช่นกัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เขาสามารถเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ซึ่งบ่อยครั้งที่เกิดเหตุการณ์ชนิดที่ว่ามาทำงานวันเดียว "ลาออก" ทั้งนี้อาจเกิดจากหัวหน้า หรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลไม่ได้ให้ความใส่ใจ หรือละเลยสิ่งสำคัญไป วันนี้ Reeracoen Thailand จะพาไปดูว่าในช่วงเวลา 7 วันชี้ชะตาพนักงานใหม่ มีอะไรต้องระวังและควรกระทำบ้าง? ในฐานะหัวหน้าหรือนายจ้างเคยเจอกรณีแบบนี้กันบ้างไหมครับ เช่น พนักงานใหม่เข้ามาทำงานได้สัปดาห์เดียวก็ลาออก ตอนสัมภาษณ์งานก็ดูโอเค แต่พอมาทำจริงกลับเป็นหนังคนละม้วน สาเหตุของปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้ผิดที่ตัวพนักงานใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวเราเองที่ ละเลยสิ่งสำคัญในการดูแลให้คำแนะนำอย่างถูกต้องครบถ้วนและรอบด้าน เพราะการย้ายงานไปอยู่ในสังคมใหม่ การทำงานแบบใหม่ สภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากเดิมเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และบางบริษัทก็ไม่สามารถให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้สมาชิกใหม่ปรับตัวได้ ยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นฝั่งภายในองค์กรเองที่ส่งมอบ “พลังงานลบ” เข้าหาพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่คอยนินทาคนอื่น ตำหนิปัญหาต่างๆ ที่องค์กรกำลังหาทางแก้ไขอยู่ นอกจากพลังงานแง่ลบที่พนักงานใหม่ได้รับ ยังมีปัญหาในด้านการทำงาน หากพนักงานใหม่มีคำถามแต่หัวหน้าไม่สามารถให้คำตอบได้ หรือระบบการสอนงานที่ไม่ชัดเจน ปล่อยให้คนมาใหม่เกิดแต่คำถามก็เป็นจุดที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจหนีได้ไม่ยากเลย เมื่อเรารู้แล้วว่าสัปดาห์แรกของพนักงานใหม่ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้ชะตาของพวกเขาและองค์กร มีเรื่องอะไรบ้างที่หัวหน้าควรจะทำ เพื่อป้องกันการสูญเสียชิ้นส่วนสำคัญที่จะมาเติมเต็มองค์กรให้ดีขึ้น วันนี้ Reeracoen Thailand นำเช็กลิสต์ 5 ขั้นตอนดูแลพนักงานใหม่สำหรับหัวหน้ามาแชร์กันดังนี้ครับ Step ที่ 1 “เคลียร์ทุกข้อสงสัย” ไม่แปลกที่พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเริ่มงานในช่วงแรก จะมีคำถามมากมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับงาน เพื่อนร่วมทีม ภาพรวมองค์กร วิถีปฏิบัติไปจนถึงวัฒนธรรม ซึ่งคำถามเหล่านี้ อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่อยู่มาก่อน แต่แน่นอนว่าสำหรับคนใหม่ สิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างที่เขาต้องเผชิญเมื่อมีการตั้งคำถามขึ้นมา แต่ไม่มีใครให้คำอธิบาย หรือแม้แต่ปล่อยให้พนักงานใหม่หาตอบด้วยตัวเอง อาจจะทำให้เค้ามีมุมมองหรือทัศนคติที่ผิดไปได้ หน้าที่ของหัวหน้าคือการสร้างความเข้าใจ และสร้างมุมมองที่มีต่อองค์กรในด้านต่างๆ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนให้กับเขา Step ที่ 2 “สร้างมาตรฐานที่ดีร่วมกันก่อนเริ่มงาน” แน่นอนว่าช่วงอาทิตย์แรกเป็นช่วงที่มีความสำคัญสำหรับการทำงานของพนักงานใหม่ เพราะเขาจะคอยสังเกตทุกอย่างรอบตัว ซึ่งรวมถึง “มาตรฐานการทำงาน” ที่คนในองค์กรมี เพื่อปรับตัวให้ทำงานร่วมกับทีมได้ และหากปล่อยให้สมาชิกใหม่ที่กำลังจะเข้ามาร่วมทีมเห็นถึงมาตรฐานหรือพฤติกรรมการทำงานที่ไม่ดีของคนในทีม ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเขาลดลงไปด้วยได้ Step ที่ 3 “เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันพลังงานแง่ลบ” พลังงานในแง่ลบเป็นอีกหนึ่งตัวอันตรายที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งแม้จะแก้ยากแต่ก็สามารถป้องกันได้ ในช่วงแรกของการทำงาน พนักงานใหม่มักจะมีคำถามกับสิ่งต่างๆ ในองค์กร รวมถึงคำถามต่อปัญหาต่างๆ ที่อาจได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึง ซึ่งในฐานะหัวหน้าการให้คำอธิบายกับปัญหาที่เขาได้ยินมา หรือมุมมองในแง่ลบเหล่านี้ จะช่วยให้เขามีความเข้าใจและเพิ่มภูมิคุ้มกันกับพลังงานแง่ลบได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีคือการพาสมาชิกใหม่ไปรู้จักกับพนักงานที่ดี มีความคิดในแง่บวก ก็สามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีได้ Step ที่ 4 “อธิบายความคาดหวังและเป้าสำเร็จให้ชัดเจน” การปล่อยให้พนักงานใหม่ทำงานอย่างเคว้งคว้าง ไม่รู้เป้าหมาย หรือทำงานด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน รวมถึงหากขาดตัวชี้วัดหรือเป้าสำเร็จ ก็มีส่วนให้เขาทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การเข้าใจในความคาดหวัง และเป้าหมายชัดเจนที่สามารถวัดผลได้เป็นรูปธรรม จะช่วยให้พนักงานใหม่สามารถวางแผนการทำงานว่าเขาควรจะทำแบบไหน วิธีการใด เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนตามเป้าหมายขององค์กร Step ที่ 5 “วางแผนการสอนงานอย่างรอบคอบ” “การสอนงานที่ดี” ไม่จำเป็นว่าหัวหน้าจะต้องอธิบายงานทั้งหมดภายในวันแรกเท่านั้น เพราะการป้อนข้อมูลที่เยอะเกินไป ทั้งๆ ที่พนักงานใหม่ยังตามไม่ทัน หรือไม่เห็นภาพร่วมกัน จะยิ่งทำให้เขาปรับตัวได้ยาก ดังนั้นการสอนงาน หรือให้แนะนำอาจจะเริ่มจากอธิบายภาพรวมของตัวงาน และค่อยๆ เพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็น ตามลำดับความสำคัญไปทีละจุด เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาค่อยๆ ปรับตัว หรือถ้าอยากให้พนักงานใหม่ศึกษางานผ่านการสังเกต ก็ควรจะมีการแนะนำหรือไกด์ไลน์ว่าควรดูจุดไหน ก็จะช่วยให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้น สรุปสั้นๆ  สำหรับคนเป็นหัวหน้า เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับพนักงานใหม่ “อย่าปล่อยให้สงสัย ให้เวลาปรับตัว ตั้งเป้าหมายและมาตรฐานที่ชัดเจน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ค่อยๆ ให้คำแนะนำ และวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ” ### เช็กลิสต์ 5 ข้อควรระวังก่อนสมัครงาน องค์กรแบบไหนที่ควรเลี่ยง เช็กลิสต์ 5 ข้อควรระวังก่อนสมัครงาน องค์กรแบบไหนที่ควร “เลี่ยง” สมัครงาน ย้ายงาน จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่สามารถพาไปทั้งอนาคตที่สดใสและฝันร้ายบนโลกแห่งความเป็นจริง เพราะเลือกผิด = ชีวิตเปลี่ยน แล้วคนทำงานควรรู้อะไรบ้างเพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคต วันนี้ Reeracoen Thailand นำ 5 ข้อควรระวังก่อนสมัครงาน ที่คนทำงานต้องคิดให้รอบคอบมาฝากกันครับ เคยไหม ที่สมัครงานหรือย้ายงานไปด้วย “ความหวัง” แต่พอได้เข้าไปทำงานจริงๆ กลับเจอแต่ “ความพัง” ทั้งปัญหาวัฒนธรรมองค์กร เนื้องาน เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพาเสียทั้งเวลา สุขภาพจิต และโอกาสที่เราอาจได้ไปอยู่ในที่ที่ดีกว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ เพราะถูกดึงดูดด้วย “ด้านดี” ที่องค์กรเสนอให้จนลืมเช็กข้อมูลสำคัญให้รอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจสมัครงาน หรือย้ายงาน เรามี 5 ข้อควรระวังก่อนสมัครงานที่ควรรู้และพิจารณาก่อนตัดสินใจมาฝากกันครับ 1. ข้อมูลและชื่อเสียงองค์กร ข้อควรระวังก่อนสมัครงาน หรือเริ่มงานในบริษัทใดก็ตามควรทำความรู้จักกับบริษัท หรือตัวงานก่อน เพื่อศึกษาทำความคุ้นเคยล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นจากโซเชียลมีเดียขององค์กร เว็บไซต์หรือมุมมองของคนที่เคยมีประสบการณ์ว่าพูดถึงบริษัทนี้อย่างไร แต่ถ้าหากองค์กรนั้น “ไม่มีข้อมูล” หรือ “ถูกพูดถึงในแง่ลบเป็นประจำ” ก็เป็นจุดที่ควรระวังและให้ความสนใจเพราะอาจเกิดปัญหากับตัวเราได้ในอนาคต ไม่ว่าจะในทางการทำงาน หรือร้ายแรงกว่านั้น เราสามารถตรวจสอบและศึกษาประวัติองค์กร ลักษณะงาน ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และช่องทางต่างๆ ว่าเป็นธุรกิจแบบไหนดำเนินการอย่างไร รวมถึงชื่อเสียงของบริษัทตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อความถูกต้อง ของข้อมูลและความชัดเจนก่อนตัดสินใจเริ่มงาน พร้อมป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 2. วัฒนธรรม และการปฏิบัติต่อพนักงาน ชีวิตการทำงาน นอกจากงานและค่าตอบแทน อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนๆ มักจะให้ความสำคัญและคนทำงานควรพิจารณาก่อนสมัครงานและเริ่มงานก็คือ “วัฒนธรรมองค์กร” เคยไหม เมื่อถึงวันนัดสัมภาษณ์แต่จู่ๆ นายจ้างก็แจ้งว่าไม่ว่างเข้าสัมภาษณ์ หรือกำลังสัมภาษณ์อยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ลุกออกไปคุยโทรศัพท์ ปล่อยเรานั่งอยู่ในห้องแบบงงๆ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง “ความเคารพ” และการให้ความสำคัญที่นายจ้างมีต่อพนักงาน ซึ่งในอนาคตก็คงเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้อีกเช่นกัน แน่นอนว่าถ้าหากงานดี เงินดี แต่วัฒนธรรม Toxic ก็ย่อมส่งผลต่อความสุขในการทำงาน และเมื่อนานไปสุขภาพจิตก็ยิ่งทรุดโทรม ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดน้อยถอยลงทั้งทางตรงและทางอ้อม จนสุดท้ายความ Toxic ก็จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราอย่างไม่ทันตั้งตัว ข้อควรระวังก่อนสมัครงาน ลองสังเกตพฤติกรรมทั้งคำพูด น้ำเสียง หรือการปฏิบัติของคนในองค์กรนั้นๆ ที่มีต่อกัน และการให้ความสำคัญของวัน เวลา ความชัดเจนในการประสานงานเพื่อนัดสัมภาษณ์ ว่าองค์กรนั้นๆ ให้ความสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหน 3. ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนในเรื่องสำคัญ ในการสัมภาษณ์หรือการพูดคุยก่อนที่จะตกลงสมัครงาน และทำงานร่วมกัน เราควรที่จะสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานและตัวเราให้ชัดเจน และหากองค์กรมีทีท่าว่าไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลสำคัญทั้งที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือกระทบต่อตัวเรา อาจหมายความว่าพวกเขาต้องการ “ปกปิดปัญหาบางอย่าง” ซึ่งก็เป็นข้อควรระวังก่อนสมัครงานที่อาจจะกระทบต่อเราในอนาคต ยกตัวอย่างกรณีผู้สมัครถามว่า “ทำไมตำแหน่งนี้ถึงเปิดรับเพิ่ม” องค์กรทั่วไปก็น่าจะสามารถตอบได้ทันที เช่น “มีงานเข้ามาเยอะขึ้น" หรือ "ต้องการขยายทีม” หรือ “เพราะคนเก่าย้ายออกไป จึงต้องหาคนมาแทน" เพื่อให้ผู้สมัครหรือพนักงานใหม่ได้ทำความเข้าใจเหตุผล รวมถึงวางแผนการทำงานของตัวเองให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะในฐานะที่กำลังจะร่วมงานกันทั้งองค์กรและพนักงานควรเปิดกว้างกันในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องเพื่อความชัดเจนและประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองฝ่าย 4. พยายาม “ขายฝัน” แบบเกินจริง เป็นธรรมดาที่นายจ้างที่อยากได้พนักงานที่มีความสามารถเข้ามาสมัครงาน จึงต้องพยายามผลักดัน ดึงดูดคนทำงานด้วยข้อดีของบริษัทตัวเอง แต่ในฐานะคนทำงานสิ่งที่เราควรตระหนักคือการนึกถึง “ความเป็นจริง” ว่านอกเหนือจากสิ่งที่องค์กรพยายาม “ขาย” ยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้างที่เราควรรู้ อาทิ ความกดดัน วัฒนธรรมองค์กร เพื่อนร่วมงาน หน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งไม่ควรถูกมองข้ามเช่นกัน อาจหาคำตอบด้วยคำถามเจาะจงเพื่อให้ได้ความชัดเจนจากองค์กรมากที่สุด เช่น ปริมาณงานต่อสัปดาห์ที่ต้องรับผิดชอบ ชี้วัดประสิทธิภาพ หรือผลการทำงานด้วยอะไร แผนในการขยายทีมเป็นอย่างไร 5. ไม่สามารถช่วยให้พนักงานมีโอกาสเติบโต ก่อนตัดสินใจย้ายงาน หรือเซ็นสัญญากับองค์กร ควรศึกษาและสอบถามให้แน่ชัดถึงการภาพรวมของการทำงานจริงและโอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเองควบคู่ไปกับเป้าหมายขององค์กร อาทิ ลักษณะงาน ความท้าทาย แผนงานในอนาคต โอกาสเติบโต คงไม่ดีแน่ถ้าเราจะต้องทำงานไปวันๆ โดยที่ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น หรือพาองค์กรประสบความสำเร็จ เพราะหากสุดท้ายทั้งเราและองค์กรไม่พัฒนา วันหนึ่งก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในตลาดการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้นทุกวินาที สุดท้ายลองสำรวจตัวเองกันก่อนที่จะตัดสินใจสมัครงาน ย้ายงาน หรือเซ็นสัญญาเริ่มงานกับบริษัทใดก็แล้วแต่ วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และนึกถึงโอกาสที่จะเสียไปหากไม่คิดอย่างรอบคอบ ### 5 ทักษะที่ควรเร่งพัฒนาเมื่อได้รับโอกาสขึ้นเป็น Manager 5 ทักษะที่ควรเร่งพัฒนาเมื่อได้รับโอกาสขึ้นเป็น Manager อยากก้าวหน้าในงานที่ทำต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ศึกษาเทรนด์โลกแล้วหาแหล่งเพิ่มพูนความรู้ ไม่ว่าจะในด้านที่เกี่ยวกับสายงานโดยตรง หรือด้านอื่น ๆ ที่ดูแล้วสามารถนำมาปรับใช้กับงานได้ ไม่มีใครแก่เกินเรียน คำนี้ยังใช้ได้จริงอยู่เสมอ และด้วยความชำนาญในสายงานที่คุณสั่งสมมาเป็นเวลานานประกอบกับความรู้ใหม่ที่คุณแสดงให้บริษัทเห็นว่าคุณมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ หากบริษัทต้องการหาพนักงานสักคนที่มีคุณสมบัติคู่ควรในการขึ้นรับตำแหน่ง Manager มั่นใจได้เลยว่าชื่อของคุณต้องเป็นชื่อแรกที่อยู่ในใจผู้บริหารเป็นแน่ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 ทักษะที่คุณควรเร่งพัฒนาตนเอง เมื่อได้รับโอกาสความไว้วางใจมอบตำแหน่งพิเศษนี้ให้คุณได้ดูแลรับผิดชอบ จะมีทักษะสำคัญด้านใดบ้างไปดูกัน 1. ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะนี้น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คุณถูกเลือกในการเลื่อนตำแหน่งมาเป็น Manager เพราะทักษะการแก้ปัญหาได้ดีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ปัจจุบันรูปแบบสังคมเปลี่ยนไป ระบบการทำงานก็เปลี่ยนตามเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการดำเนินธุรกิจ การหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติมหรือการเข้าคอร์สฝึกเทคนิคการแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณควรเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมเป็นประจำอยู่เสมอเพื่อให้คุณรู้เท่าทันปัญหา และมีเทคนิคในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา 2. ทักษะการจัดลำดับความสำคัญ ข้อควรระวังของ Manager มือใหม่ ทักษะที่หลาย ๆ คนมองข้าม เพราะคิดว่าสิ่งที่ตนคิดถูกต้องแล้วแต่กลับกลายเป็นเกิดข้อผิดพลาดในภายหลัง ลำดับความสำคัญและชั้นความเร็วของงานถูกแบ่งออกเป็น 4 แบบง่าย ๆ ตามลำดับดังนี้ สำคัญเร่งด่วน สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน และไม่สำคัญไม่เร่งด่วนปัญหา อยู่ที่ว่าคุณพิจารณาความสำคัญของสิ่งนั้น ๆ ถูกต้องตามลำดับหรือไม่ ซึ่งวิธีแก้ปัญหานี้สามารถทำได้หากคุณเป็น Manager ที่รู้จักงานทุกชิ้น ทุกประเภทในแผนกที่คุณดูแลเป็นอย่างดี รู้ต้นทางและปลายทางของงาน รู้กระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ครบวงจรของงานนั้น ๆ นั่นหมายถึงคุณต้องทุ่มเทแรงใจและแรงกายเป็นอย่างมากในการเรียนรู้งานเพื่อพัฒนทักษะด้านนี้ แต่เชื่อเถอะว่าผลแห่งความทุ่มเทของคุณจะต้องออกมาคุ้มค่าแน่นอน 3. ทักษะการคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และตัดสินใจได้เร็ว  Manager ที่ดีควรมีทักษะด้านนี้อย่างชาญฉลาด รอบคอบ คิดวิเคราะห์งานอย่างมีเหตุและผล ปัจจุบันการหาข้อมูลประกอบการคิดวิเคราะห์หรือพิจารณาไม่ใช่เรื่องยากอะไรทุกอย่างรอบตัวมีให้ค้นคว้าเพิ่มเติมผ่านอินเตอร์เน็ต รวมถึงสถิติข้อมูลที่รวบรวมไว้ภายในบริษัทก็นำมาเป็นปัจจัยสำคัญในการคิดไตร่ตรองและตัดสินใจได้ในเวลาอันสั้น หากการตัดสินใจในงานแต่ละชิ้น ถูกอ้างอิงมาจากข้อมูลที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณ โอกาสในการเกิดความผิดพลาดก็จะน้อยลงด้วย 4. ทักษะด้านการเลือกคนให้เหมาะกับงาน พนักงานหรือบุคลากรถือเป็นส่วนสำคัญในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ หากคุณไม่มั่นใจหรือคิดว่าตัวเองยังมีความชำนาญไม่มากพอ การหา Outsource อย่างบริษัทจัดหาพนักงานมาเป็นผู้ช่วยในการคัดคนเข้าทำงานที่เหมาะกับงานน่าจะเป็นเรื่องดี ทักษะการเลือกคนให้เหมาะกับงานเป็นทักษะที่ Manager ทุกฝ่ายควรมี ไม่ใช่แค่ Manager ฝ่ายบุคคล เพราะ Manager เองหลังจากที่ได้คนที่เหมาะสมเข้ามาทำงานในฝ่ายของตนแล้ว ก็ต้องฝึกเป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้และทำความรู้จักกับลูกน้องทุกคนว่าเขาถนัดและไม่ถนัดสิ่งใด ให้ความไว้วางใจเมื่อมอบหมายงานสำคัญให้เขาได้ทำ ไม่จับผิดหรือสั่งงานจนลูกน้องรู้สึกอึดอัด และไม่กล้าที่จะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา 5. ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ เลี่ยงไม่ได้เลยว่าภาษาไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการทำงานยุคโลกไร้พรมแดนอย่างปัจจุบันนี้เพราะทุกวันนี้หากคุณมีทักษะภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียวก็คงไม่เพียงพอที่จะแข่งขันกับบริษัทอื่น ด้วยโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น ธุรกิจระหว่างประเทศมีความสำคัญและเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยการเป็น Manager ที่ดีในยุคสมัยที่ทุกอย่างทำได้ออนไลน์ สามารถติดต่อกันข้ามทวีปได้อย่างอิสระ คุณควรรู้อย่างน้อย 3 ภาษา ยืนพื้นที่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และควรเพิ่มทักษะภาษาจีน หรือภาษาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณอีกหนึ่งภาษาเป็นอย่างน้อยเพื่อประโยชน์ในการพัฒนางานให้เติบโตเท่าทันกระแสโลก เป็นอย่างไรบ้างกับ 5 ทักษะสำคัญที่ Manager ทุกท่านควรเร่งพัฒนา เพื่อให้คุณเป็น Manager ที่มีศักยภาพสมกับที่ได้รับความไว้วางใจ ให้บริษัทมั่นใจว่าหาพนักงานมารับตำแหน่งนี้ได้อย่างเหมาะสมแล้วจงคิดและทำงานแบบเจ้าของกิจการ เลิกป้อนข้อมูลใส่ตัวเองว่าเราเป็นเพียงแค่ลูกจ้างเท่านั้น หากคุณปรับทัศนคติตรงนี้ได้ เรามั่นใจว่าคุณจะเป็น Manager ที่อนาคตใกล้แน่นอน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### รู้หรือไม่? ลาป่วยบ่อยอาจโดนให้ออกจากงานแบบไม่ทันตั้งตัวได้ รู้หรือไม่ ลาป่วยบ่อยอาจโดนให้ออกจากงานแบบไม่ทันตั้งตัวได้ ทุกครั้งก่อนที่จะสมัครงานกับองค์กรใด ๆ ควรศึกษากฎระเบียบข้อบังคับที่นอกเหนือจากที่กฎหมายแรงงานกำหนดอยู่เสมอ เพื่อทำความเข้าใจและใช้เป็นข้อมูลหากถูกเรียกสัมภาษณ์ เพราะในทุก ๆ องค์กรย่อมกำหนดกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ และเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการหรือเอกชน ก็ล้วนแต่มีกฎเป็นของตัวเองทั้งสิ้น แต่ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของลูกจ้างและนายจ้างให้ไม่ต่างฝ่ายถูกเอารัดเอาเปรียบโดยให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคมากที่สุด สิทธิวันลาป่วยที่ลูกจ้างควรรู้ ลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนมีสิทธิ์การลาป่วย พรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 สรุปได้ดังนี้ 1. สามารถลาป่วยได้ตามจริง และได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ทั้งนี้ภายในหนึ่งปีต้องไม่เกินกว่า 30 วัน 2. หากลาป่วยติดต่อกันเกิน 3 วัน ลูกจ้างต้องแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลของทางราชการ กรณีศึกษาคำเตือนจากเฟซบุ๊กเพจ “กฎหมายแรงงาน” เฟซบุ๊กเพจ “กฎหมายแรงงาน” ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่1836/2561กรณีการเลิกจ้างงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินด้วยเหตุผลที่ว่าลูกจ้างขาดงานบ่อยโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และให้เหตุผลในการขาดงานภายหลังว่าป่วย โดยมีพฤติกรรมการลาป่วยเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทางนายจ้างเห็นว่าการลาป่วยอยู่บ่อยครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าลูกจ้างมีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ขาดสมรรถภาพในการทำงานประกอบกับงานที่ลูกจ้างรับผิดชอบเป็นงานด้านบริการและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ผู้ที่มีความพร้อมที่สามารถทำงานบริการภายใต้ความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งตรวจสอบพบหลายครั้งว่าลูกจ้างไม่ได้ป่วยจริงตามที่อ้างถึง นายจ้างจึงพิจารณาเลิกจ้างลูกจ้างรายดังกล่าวด้วยเหตุที่สมควร และไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ลาป่วยถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน ทำไมยังถูกให้ออกจากงานอีก หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อก็ลาป่วยถูกต้องตามกฎหมาย ทำไมยังถูกให้ออกจากงานได้อีก แล้วนายจ้างมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่สามารถทำแบบนี้ได้จริงหรือ? จากกรณีศึกษาดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถึงแม้ลูกจ้างรายนี้จะไม่ได้ลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่การลาบ่อยครั้ง และเป็นการลาที่เป็นเท็จส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร ลูกจ้างก็สามารถถูกให้ออกโดยชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลิกจ้างในกรณีศึกษาข้างต้น นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้กับลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนดหลังจากที่คุณสมัครงานแล้ว ก่อนที่จะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มตัวควรศึกษากฎหมายแรงงานและสิทธิต่าง ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายของลูกจ้างให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลังและเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองอีกด้วยหรือหากคุณเลือกใช้บริการหางานจากบริษัทจัดหางานชั้นนำที่มีการจดทะเบียนชัดเจนนอกเหนือจากข้อมูลเรื่องตำแหน่งงานแล้ว องค์กรเหล่านี้ยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน สวัสดิการสิทธิประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างให้กับคุณอีกด้วย ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### เคล็ดลับขจัดอาการ Burnout ปลุกไฟที่มอดดับให้ลุกโชนอีกครั้ง เคล็ดลับขจัดอาการ Burnout ปลุกไฟที่มอดดับให้ลุกโชนอีกครั้ง หลาย ๆ คนคงเคยเป็น หรือกำลังประสบอาการแบบนี้อยู่ “ไม่อยากตื่นนอนไปทำงาน ทำกิจวัตรช่วงเช้าอย่างเฉื่อยชา เข้างานสายหรือพอดีเป๊ะไม่ขาดไม่เกินเป็นประจำทุกวัน นั่งมองนาฬิการอเวลาพักกลางวันและเวลาเลิกงาน ระหว่างวันมีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่อยากเสนองานที่จะทำให้ตนเองทำงานมากกว่าสิ่งที่เป็น ไม่กระตือรือร้นในการทำงานเหมือนช่วงแรก ๆ ใจคิดแต่จะหางานใหม่อยู่ตลอดเวลา หมดความศรัทธาในองค์กร อาการมากมายเหล่านี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าคุณกำลังมีภาวะ Burnout Syndrome หรือที่เรียกกันว่า “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” Burnout Syndrome คืออะไร ภาวะหมดไฟในการทำงาน มีสาเหตุมาจากความเครียดสะสมเป็นเวลานาน พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกในเรื่องของการทำงานอยู่ตลอดเวลา อาการหลัก ๆ ที่เห็นได้ชัด คือ เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ ดูถูกตัวเอง ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่กระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ มีทัศนคติในแง่ลบกับที่ทำงานหรือเพื่อนร่วมงาน และคิดแต่จะแก้ปัญหาด้วยการลาออก เปลี่ยนงาน มองหาแต่ประกาศเปิดรับสมัครงานใหม่อยู่เสมอ โดยจะพบมากในกลุ่มผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใด ๆ พนักงานสายปฏิบัติการที่ทำงานหนักแต่กลับได้รับผลตอบแทนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือผู้ที่อยู่อย่างไร้ตัวตน และรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกินขององค์กรอยู่เสมอ ซึ่งอาการ Burn out หากไม่รีบหาทางรับมืออาจทวีความรุนแรงมากขึ้นและนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ จะขจัดอาการ Burn out จากงานประจำได้อย่างไร? 1. ศึกษาและตรวจสอบตัวเอง ว่าตอนนี้คุณมีอาการ Burn out อยู่ในระดับไหนแล้ว โดยต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ หากพบว่าวันใดหรือช่วงใดมีอาการดำดิ่งมากเกินไป ให้รีบหาวิธีบำบัดหรือปรึกษาจิตแพทย์ เพราะหากละเลยอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ 2. ค้นหาสิ่งที่ชอบและลงมือทำอยู่เสมอ หากในแต่ละวันของคุณช่างแสนน่าเบื่อ ขอแนะนำให้คุณค้นหาสิ่งที่คุณชื่นชอบ และรู้สึกเพลิดเพลินเวลาได้ทำในสิ่ง ๆ นั้น เพื่อเป็นการปลดปล่อยและระบายความเครียด ไม่ให้สะสมมากจนเกินไป 3. เริ่มงานในแต่ละวันด้วยการกำหนดเป้าหมายของวัน อย่าปล่อยให้หนึ่งวันทำงานของคุณเป็นเพียงแค่การทำให้มันผ่านพ้นไปโดยไม่มีเป้าหมาย หากการตั้งเป้าหมายการทำงานทั้งชีวิตมันยาก หันมาเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการตั้งเป้าไว้แค่เพียงในแต่ละวัน และหาวิธีที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้น ๆ ได้ เพียงเท่านี้หนึ่งวันของคุณก็จะกลายเป็นวันที่มีคุณค่าทั้งกับตัวงาน และตัวคุณเอง 4. หากิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ บางทีการจัดการกับปมบางอย่างภายในตัวเองเพียงลำพังอาจเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับบางคนอาจจะต้องใช้ตัวช่วยเพื่อให้สามารถแก้ไขอาการได้เร็ว และเห็นผลได้ชัดมากขึ้น อาทิ ดูหนังที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน การเข้าคอร์สอบรมสร้างแรงจูงใจหรือพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ การอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยาหรืออัตชีวประวัติคนดังที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป จะเห็นได้ว่าเคล็ดลับที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ ล้วนเป็นสิ่งใกล้ตัวและไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิดหากคิดจะทำอย่าให้ความเหนื่อยหรือความเครียดจากงานมาทำลายความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณ หยุดความคิดเบื่องานเลยต้องหางานใหม่ อย่าปล่อยให้อาการ Burn out เข้าครอบงำ ปลุกไฟที่มอดของคุณให้กลับมาลุกโชนและแสดงศักยภาพที่คุณมีให้องค์กรเห็นอีกครั้ง ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### อยากก้าวหน้าในวัยทำงาน ต้องรู้กี่ภาษา อยากก้าวหน้าในวัยทำงาน ต้องรู้กี่ภาษา ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าล้ำสมัย ส่งผลให้การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องง่ายไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล กลายเป็นยุคการสื่อสารไร้พรมแดนเต็มรูปแบบ ส่งผลให้มีการใช้ภาษาต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในองค์กรต่าง ๆ นั่นหมายถึงองค์กรต้องหาพนักงานที่มีทักษะความรู้ด้านภาษาที่หลากหลายมาเป็นกำลังขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้าและเติบโตในระดับนานาชาติ ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เก่งแค่ภาษาอังกฤษภาษาเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว คุณควรมีทักษะทางภาษาเพิ่มขึ้นอีก 2, 3, 4 หรือ 5 ภาษากันเลยทีเดียว เพื่อให้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาต่างประเทศที่โดดเด่น โดยวันนี้เราจะมาบอกถึงภาษาต่างประเทศที่เป็นที่นิยมในตลาดงานของไทยว่ามีภาษาอะไรบ้างที่คนวัยทำงานควรเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เท่าทันการทำงานในยุคไร้พรมแดนอย่างในปัจจุบัน อันดับ 1 ภาษาอังกฤษ ภาษาสากล หรือภาษาราชการของหลาย ๆ ประเทศ โดยในปี 2019 นี้ Babbel Magazine ได้จัดอันดับภาษาที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ซึ่งภาษาอังกฤษอยู่ในอันดับที่ 1 และมีผู้ใช้มากถึง 1.121 พันล้านคน หากคุณต้องการเป็นผู้ที่เท่าทันโลก และมีโอกาสในด้านต่าง ๆ มากกว่าคนอื่น คุณควรมีทักษะทางภาษาอังกฤษในระดับดีเทียบเท่าภาษาแม่ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ใช่แค่พอพูดได้ฟังได้อย่างแต่ก่อน อันดับ 2 ภาษาจีน ภาษาที่กำลังมาแรงและมีบทบาทด้านเศรษฐกิจในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนเป็นอย่างมาก โดย Babbel Magazine ได้เผยข้อมูลไว้ว่า ภาษาจีน เป็นภาษาที่มีผู้ใช้งานมากเป็นอันดับที่ 2 ในปี 2019 รองลงมาจากภาษาอังกฤษโดยมีจำนวนต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าตลาดงานของไทย โดยเฉพาะการหางาน กทม.นั้นมีกลุ่มตลาดงานภาษาจีนค่อนข้างเยอะ ด้วยปัจจัยด้านการลงทุนทำการค้ากับประเทศจีนที่เติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหรือส่งออก หรือไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจการท่องเที่ยวไทยที่ได้รับความนิยมจากคนจีนในการเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี อันดับ 3 ภาษาญี่ปุ่น ภาษาที่มีความสำคัญกับวงการอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ว่ามีบริษัท/โรงงานญี่ปุ่นที่เปิดกิจการในไทยมากมายหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชลบุรีและระยองที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง และมีบริษัท/โรงงานญี่ปุ่นให้เห็นกันในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆอย่างแพร่หลาย ทำให้อัตราการหางานชลบุรีและระยองมีปริมาณที่ค่อนข้างมากพอสมควรและล้วนแต่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะทางภาษาญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น อันดับที่ 4 ภาษาฝรั่งเศส ภาษายอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่คนไทยนิยมเรียนกันมาอย่างช้านาน ด้วยความงดงามของประเทศ ผู้นำด้านศิลปะที่ทั่วโลกยอมรับ มีสุนทรียะด้านต่าง ๆ ที่ดึงดูดและน่าหลงใหล โดยในปี 2019 มีสถิติผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสจากทั่วโลกมากถึง 284.9 ล้านคน สูงเป็นอันดับที่ 5 จึงสามารถการันตีได้ว่าภาษาฝรั่งเศสควรเป็นอีกหนึ่งภาษาสำคัญที่ควรรู้ไว้ติดตัว นอกจาก 4 ภาษาที่กล่าวมานั้น ปัจจุบันประเทศไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับ AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) มากพอสมควร หากคุณเลือกเรียนภาษาอาเซียนเพิ่มเติมอีกซัก 1 – 2 ภาษา เหล่าบรรดาองค์กรที่กำลังต้องการหาพนักงานมาช่วยพัฒนาองค์กรให้ก้าวสู่ระดับอาเซียน หรือนานาชาติคงเปิดศึกแย่งชิงตัวคุณในอัตราเงินเดือนที่สูงลิบเป็นแน่ ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### ทำความรู้จักงานไอที สายงานที่ได้รับความนิยมในโลกยุคดิจิตอล ทำความรู้จักงาน IT สายงานที่ได้รับความนิยมในโลกยุคดิจิตอล งานไอที สายงานที่ถูกจับตามองในโลกยุคดิจิตอล ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ เรื่องราวของการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี หากคุณเรียนจบด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือสารสนเทศที่เป็นความรู้ที่สามารถต่อยอดมางาน IT ได้โดยตรงนั้น จะทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่น เพราะมีพื้นความรู้ที่ถูกต้องและเฉพาะทางมากกว่า ประเด็นสำคัญที่งานไอที เป็นกลุ่มตลาดงานที่ได้รับความนิยมในโลกยุคดิจิตอล คงหนีไม่พ้นเรื่องตำแหน่งและอัตรางานที่เพิ่มมากขึ้น เพราะแทบจะเรียกได้ว่าทุกอย่างรอบตัวเราในทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ IT เกือบทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดตำแหน่งงานรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นในทุกองค์กร ตามมาด้วยประเด็นเรื่องเงินเดือน เนื่องจากงาน IT เป็นงานเฉพาะทาง ต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะในการปฏิบัติงาน จึงส่งผลให้มีค่าตอบแทนที่สูงกว่าสายงานอื่น ๆ งานไอทีที่กำลังเป็นที่นิยมมีอะไร และต้องทำอะไรบ้าง มาทำความรู้จักกัน งาน IT Support เป็นงานเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดี และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยรวมถึงการดูแลระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Software หรือ Hardware ก็จัดเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของตำแหน่งนี้ ซึ่งปกติการวัดความสามารถของตำแหน่งนี้จะอยู่ที่การซ่อมอุปกรณ์หรือแก้ไขระบบ IT ต่างๆให้กลับมาใช้งานได้ภายในเวลาที่กำหนด ยิ่งเราได้ภาษาอังกฤษด้วยแล้ว มีโอกาสที่เราจะได้งานในบริษัทต่างชาติในระดับเงินเดือนที่น่าสนใจอีกด้วย เพราะสามารถสื่อสารกับผู้บริหารต่างชาติได้ งาน Webmaster หรือผู้ดูแลบนเว็บไซต์ขององค์กร สายงาน IT ที่มีหน้าที่ออกแบบ กำหนด และดูแลเว็บไซต์ให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้งานได้ตลอดเวลา และทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนั้น งานด้าน Webmaster อาจจะต้องดูถึง Experiences ของคนที่มาใช้บริการหน้าเว็บแล้วปรับแต่งให้มันสามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงตอบโจทย์การใช้งานของ user มากที่สุด ซึ่งปกติการคัดเลือก Webmaster จะเน้นสกิล 2 ด้าน คือ Web Programming ซึ่งจะเน้นภาษาที่ใช้หน้าเว็บ รวมถึง Databased ด้านหลังบ้านอีกด้วย อีกส่วนนึงที่ถ้า Webmaster จะต้องมีคือความเข้าใจการใช้งานของผู้ใช้บริการเว็บและ Creativity ที่สามารถคิดอะไรใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานให้ได้ งาน System Admin หรือผู้ดูแลระบบสารสนเทศขององค์กร โดยขอบเขตของงานคือดูแลตั้งแต่ระบบเครือข่าย ระบบอินเตอร์เน็ต เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงแก้ปัญหาการใช้งานระบบที่ไม่เสถียร ถือเป็นงาน IT ที่มีความสำคัญพอสมควร สำหรับให้การทำงานในองค์กรดำเนินไปได้อย่างราบรื่น งาน Digital Marketing หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดออนไลน์ เป็นตำแหน่งงาน IT ที่มีบทบาทเยอะมากในยุคปัจจุบัน ยุคที่สื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค หากบริษัทใดมีจุดแข็งและบุคลากรที่ชำนาญในด้านนี้ การก้าวไปยืนอยู่แถวหน้าของธุรกิจของคุณ คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร งานด้าน Digital Marketing นั้น อาจจะไม่ได้เน้นที่ด้าน Programming มาก แต่จะเน้นในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดในช่องทางออนไลน์ และเอาข้อมูลนั้นๆมาปรับแผนการตลาดให้เหมาะสม และสามารถวางแผนการใช้งบประมาณในการทำ Online Marketing ให้คุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด รวมถึงอาจจะต้องมีความเข้าใจในทฤษฎีการตลาดออนไลน์ต่างๆ เช่น SEO (Search Engine Optimization) หลายคนคงรู้จักการทำ SEO ผ่านตามาบ้างแล้ว SEO คือการทำให้เว็บไซต์บริษัทของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาด้วยคำสำคัญ (Keyword)  ผ่าน Search Engine ต่าง ๆ อาทิ Google , Yahoo , Bing เป็นต้น SEO ถือเป็นการตลาดในยุคดิจิตอลที่เห็นผลชัดเจน และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุด รวดเร็วฉับไว เมื่อโลกพัฒนาเปลี่ยนจากยุคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคดิจิตอล ความสำคัญของงานแต่ละตำแหน่งก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลก งาน IT จึงเป็นสายงานที่ได้รับความสนใจในการสมัครงาน หรือการเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการมีที่ยืนในตลาดงานรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### สัมภาษณ์งาน เตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรให้ได้งานชัวร์ สัมภาษณ์งาน เตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรให้ได้งานชัวร์ สำหรับผู้ที่ต้องการหางานทำหรือใครที่กำลังมองหางานใหม่ที่มีความท้าทายที่มากกว่า นอกจากขั้นตอนการสมัครงานด้วยโปรไฟล์แล้ว ขั้นตอนการสัมภาษณ์งานก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะได้งานนั้น ๆ หรือเปล่าด้วย และจุดนี้เองที่เป็นจุดที่ยากที่สุดในกระบวนการสมัครงาน เพราะต่อให้ทำงานเก่งมากแค่ไหนแต่สกิลการสัมภาษณ์น้อยก็มีโอกาสที่จะไม่ถูกรับเข้าทำงานได้ อย่างนั้นแล้วเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานที่ต้องการก็ควรจะต้องมีการเตรียมตัวให้ดี โปรไฟล์ครบ ทั้งแบบย่อและแบบละเอียด การเขียน Resume หรือ CV ของคนไทยนับว่ายังเป็นเรื่องที่ห่างไกลความสมบูรณ์แบบและยังไม่เป็นที่นิยมมาก แต่หากว่าใครที่สามารถทำได้ดี โอกาสสัมภาษณ์งานแล้วผ่านก็จะมีสูงขึ้น ซึ่งโปรไฟล์ที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยแบบสรุปที่อ่านจบได้ในหน้าเดียวกับรายละเอียดที่แนบมาเผื่อไว้ให้กรรมการอ่าน และนำว่าให้เตรียม Certificate ที่เกี่ยวกับอาชีพไปให้พร้อม ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี การแต่งกายต้อง Formal และ Smart ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนแต่งตัวดีจะมีโอกาสได้งานทำที่มากกว่า ยิ่งในตำแหน่งที่เป็นหน้าเป็นตาหรือเป็นงานที่ต้องติดต่อลูกค้า พนักงานที่แต่งตัวดีทาง HR จะถือว่าเป็นคนที่มีความพร้อมและน่าสนใจมากกว่า เพราะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและความเอาใจใส่ในรายละเอียดได้ในระดับหนึ่งเลย นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นการให้เกียรติกรรมการที่มาทำหน้าที่สัมภาษณ์งานด้วย ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานตำแหน่งอะไรก็ตาม บริษัทที่สัมภาษณ์งานย่อมต้องการบุคลากรที่มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำงานที่มอบหมายให้ได้ เพราะฉะนั้นแล้วเวลาไปสัมภาษณ์งานควรจะต้องพกความมั่นใจไปด้วยเสมอ พยายามอย่าไปกังวลเรื่องคู่แข่งที่มาสัมภาษณ์งานพร้อมกับ เพราะจะทำให้รู้สึกประหม่าและแสดงออกว่าไม่มั่นใจได้ ความอ่อนน้อมและการแสดงออกถึงความเคารพคนที่มีอายุมากกว่าและคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า (รวมถึงกรรมการสัมภาษณ์) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทของไทยหรือต่างประเทศก็ต้องการคนที่ไม่ถือตัวเสมอ พฤติกรรมการแสดงออกถึงความอ่อนน้อมและมีมารยาททางสังคมที่ดี จะทำให้คนอยากได้ไปร่วมงานด้วย รับรองได้เลยว่าหากมีการเตรียมตัวไปอย่างเรียบร้อยและมั่นใจแล้ว โอกาสการได้งานที่ต้องการก็จะมีสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานยากแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวใครเลย และเมื่อได้งานที่ต้องการไปแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ และรักษาตำแหน่งเอาไว้ให้ดีด้วย ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### โบนัสบริษัทญี่ปุ่น หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้คนอยากร่วมองค์กร โบนัสบริษัทญี่ปุ่น หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้คนอยากร่วมองค์กร บริษัทญี่ปุ่น เป็นบริษัทจากอีกหนึ่งชาติที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจ ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมทางรถยนต์ ภาพยนตร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาตลอด ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในโลกก็ตาม ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นเติบโต และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้นก็มาจาก หัวใจขององค์กรที่มีการดูแลพนักงานเป็นอย่างดี มอบหมายงานได้ถูกกับบุคลากร และให้โบนัสตามความเหมาะสมของงานที่พนักงานได้ลงทุน ลงแรงเหนื่อยมาตลอดทั้งปี  จึงไม่แปลกใจเลยที่เมื่อมีคนค้นพบความจริงข้อนี้เข้าแล้ว ก็เกิดอยากเปลี่ยนใจจากงานที่ทำอยู่ เพื่อไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งในหลายๆเว็บมีการแชร์ข้อมูลการจ่ายโบนัสของบริษัทญี่ปุ่นหลายๆที่ออกมา แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆนะครับ เพราะจริงๆแล้วการให้โบนัสก็ขึ้นอยู่กับ performance หรือคะแนนที่แต่ละคนได้จากการประเมินการทำงานอีกด้วย ที่ไหนได้เท่าไหร่กันบ้าง ไปดูกันเลย อย่างในธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นที่ปกติถือว่าเป็นกลุ่มบริษัทที่มีการจ่ายเงินโบนัสให้กับพนักงานมากที่สุด โดยอ้างอิงจาก https://money.kapook.com/view202283.html บริษัท มิตซุบิชิ อิเลคทริค ไทย ออโต้พาร์ท จำกัด (Bonus 8.5 เท่าของเงินเดือน + 10,000 บาท) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด (Bonus 8.3 เท่าของเงินเดือน + 30,000 บาท) บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Bonus 7.5 เท่าของเงินเดือน + 20,000 บาท) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Bonus 6.3 เท่าของเงินเดือน + 25,000 บาท) เป็นไงบ้างครับ น่าอิจฉามากๆเลยใช่มั๊ย จริงๆแล้วนอกเหนือจากการจ่ายโบนัสประจำปีที่น่าสนใจแล้วนั้น บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านอื่นๆที่ครอบคลุมในปัจจัยพื้นฐานอีกด้วย อย่างเช่น การมีค่าอาหารกลางวัน ค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมถึงคนในครอบครัว และการซัพพอร์ทรถรับส่งพนักงาน  แต่ก็ขึ้นรายละเอียดของแต่ละบริษัทนะครับ แต่การที่เราจะได้รับโบนัสหรือสวัสดิการเหล่านี้ ก็ต้องแลกด้วยการทำงานให้เกิดประสิทธิผลให้กับบริษัท ซึ่งส่วนมากก็จะมีการชี้วัดกันด้วย KPI หรือ Evaluation ต่างๆที่แต่ละบริษัทมีการกำหนดขึ้นมานั่นเอง นอกจากนั้นคนญี่ปุ่นอย่างที่เราทราบกันดี เป็นชนชาติที่เคร่งเรื่องระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตัวเองสูง สิ่งที่บริษัทต้องการอาจจะเป็นคนเก่งก็จริงอยู่ แต่หากเก่งแล้วไม่มีระเบียบวินัย ไม่ใส่ใจงานของตนเอง ก็อาจจะได้รับการผลการประเมินที่ไม่ดีบริษัทญี่ปุ่น ดังนั้นก่อนใครก็ตามที่จะเข้าสมัคร  คุณควรที่จะต้องแน่ใจว่าตนเองมีคุณสมบัติมากพอที่จะยอมรับวัฒนธรรมองค์กรของพวกเขาในข้อนี้ได้ แต่อย่างไรก็ดี บริษัทญี่ปุ่น ก็เป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีในอนาคตการทำงานที่มั่นคง เพราะพวกเขาให้ความใส่ใจต่อองค์กร และดูแลพนักงานอย่างดี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งอันชาญฉลาด ที่ทำให้คนในก็ไม่อยากจะออก แต่คนนอกกลับอยากจะเข้า ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### งานภาษาญี่ปุ่นที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดงาน งานภาษาญี่ปุ่นที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดงาน สายงานภาษาญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งสายงานทางด้านภาษาที่ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปีก็ไม่มีทางที่จะเพียงพอต่อตลาดแรงงานเลย กลับกันงานสายนี้ยิ่งเพิ่มความต้องการมากขึ้นด้วยซ้ำ จนตอนนี้ใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมา หรือกำลังอยากทำงานทางด้านภาษานี้โดยเฉพาะ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว เพราะยังไงก็ไม่อดตาย แถมยังจะโดนยื้อยุดฉุดกระชากจากบริษัทอีกหลายแห่งด้วยซ้ำไป แต่นั่นเป็นเพราะอะไร แล้วจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเข้าทำงานในสายงานภาษาญี่ปุ่นได้ บทความนี้เรามีคำตอบ สาเหตุหลักของบริษัทญี่ปุ่นที่เติบโตในไทย  และทำให้สายงานภาษาญี่ปุ่นเป็นที่ต้องการอยู่ตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ทำให้สายงานภาษาญี่ปุ่นในไทยมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น นั่นก็เพราะบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนและเปิดบริษัทในไทยมีเยอะขึ้นนั่นเอง อาจด้วยเพราะเมืองเราก็เรียกได้ว่าเป็นเมืองพี่น้องกับญี่ปุ่นมาช้านาน ทำให้ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบที่จะได้คบค้าสมาคมกับคนไทย อีกทั้งวัฒนธรรม ผู้คน และศาสนาของบ้านเราและบ้านเขาก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ยังผลให้สายงานภาษาญี่ปุ่นไม่ว่าจะผลิตคนมาเพิ่มเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ถือได้ว่าเป็นแรงงานคุณภาพ ที่เขาจ้างในอัตราค่าแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับที่บ้านตัวเอง ด้วยค่าจ้างที่ได้มากกว่าภาคเอกชนของบ้านเรากว่า 1-3 เท่า อีกทั้งยังได้สวัสดิการที่ดี โบนัสยุติธรรม จนเหตุปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เลือกทำงานบริษัทญี่ปุ่น เพราะสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่า เมื่อเทียบกับการทำงานในภาคเอกชน หรือรัฐบาลที่ใช้เวลาในการทำงานเท่ากัน หากอยากเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่น และใฝ่ฝันที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในองค์กร เรามีวิธีการง่ายๆที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณได้งานในสายภาษาญี่ปุ่นมาแชร์กันครับ มีผลการเทสระดับภาษาญี่ปุ่น รวมถึงใส่ keyword นั้นๆ ลงใน resume ของเราด้วย ในงานที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นนั้น มีความต้องการระดับภาษาญี่ปุ่นที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าบริษัทจะวัดความสามารถของเราได้ ก็อาจจะต้องวัดจากระดับเทสภาษาญี่ปุ่นที่เรียกว่า JLPT นั่นเอง ระดับจะไล่ตั้งแต่ระดับ N5 จนถึง N1 ที่ถือว่าสามารถสื่อสาร เขียนและอ่านภาษาญี่ปุ่นได้ดีที่สุด การได้รับ JLPT Certificate ช่วยให้มีโอกาสได้งานภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นแล้ว บางบริษัทยังสามารถพิจารณาให้เงินเดือนมากกว่าแคนดิเดตอื่นๆอยู่พอสมควร ส่วนมากที่บริษัทญี่ปุ่นมีการมองหาพนักงาน ส่วนมากก็จะเป็นตั้งแต่ระดับ N3 ขึ้นไป ซึ่งจะเน้นในตำแหน่งที่อาจจะต้องทำงานร่วมกับผู้บริหารคนญี่ปุ่นหรือ Supplier ที่เป็นบริษัทในเครือ หรืออาจจะช่วยในการแปลให้กับผู้บริหาร ส่วนถ้าเราได้ JLPT Certificate ในระดับ N2 หรือ N1 เราจะมีตัวเลือกในการหาเงินเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย เนื่องจากในงานที่อาจจะต้องใช้ Business Japanese Communication อย่าง Sales Japanese Speaker, งาน Japanese Interpreter, หรือกลุ่ม Project Manager นั้น บริษัทญี่ปุ่นมักจะกำหนด Requirement ของตัวงานไว้ที่ระดับ JPLT N1 หรือ N2 นั่นเอง เป็นเพราะตำแหน่งเหล่านี้ต้องมีการติดต่อทำงานกับบริษัทลูกค้าภายนอกรวมถึงการใส่ Keyword อย่าง Japanese, JLTP N2 หรือ Japanese N3 ไว้ใน Resume ของเรา ช่วยให้ HR สามารถค้นหาโปรไฟล์ของเราเจอได้ง่ายขึ้นอีกด้วย หางานภาษาญี่ปุ่นที่มี demand พนักงานด้านนั้นสูงๆ ในปัจจุบันนี้มีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมาก รับคนที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ซึ่งถ้าเรามองว่าบริษัทญี่ปุ่นส่วนมากเข้ามาเปิดธุรกิจที่ไทยก็จะเน้นสร้างฐานการผลิต หรือเป็น เซลส์ออฟฟิศ ซึ่งในบริษัทกลุ่มนี้ก็จะมีความต้องการพนักงานที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ดี ตำแหน่งที่มักจะมีการเปิดหาพนักงานบ่อยๆ และอาจจะตรงกับ demand ของบริษัทกลุ่มนี้ก็จะเป็นในด้าน Sales ซึ่งแน่นอน Sales เป็นตำแหน่งโดยตรงที่ชี้ผลการเติบโตในยอดขายของบริษัท จึงมีความต้องการในตลาดงานค่อนข้างสูง เราจะเห็นในเว็บหางานว่ามีเปิดรับตำแหน่ง Sales (Japanese Speaker) อยู่มากมาย  วิศวกรเป็นอีกจำแหน่งที่มีการเปิดค่อนข้างเยอะ เนื่องจากในงานที่เป็น technical และต้องใช้สกิลเฉพาะด้าน อย่างการอ่าน Drawing วิธีการลดต้นทุน ลดเวลาในการผลิต รวมถึงศัพท์และความเข้าใจเฉพาะทางในสาขาวิศวกรรมด้านนั้นๆ ยิ่งเราสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว เรามีโอกาสในการเติบโตและรับเงินเดือนที่สูงกว่าคนอื่นด้วย อีกตำแหน่งที่ถือว่ามีความต้องการสูงนั่นคือ ตำแหน่งล่ามภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มักจะเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริหารญี่ปุ่นและพนักงานคนไทย ค้นหางานจากเว็บไซต์ที่เปิดรับสายงานภาษาญี่ปุ่น การหางานในสมัยนี้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเสียอีก เนื่องจากมีบริการและเว็บไซต์ที่ช่วยในการหางานเป็นตัวเลือกให้กับเราเยอะมาก แต่ถ้าหากคุณสนใจงานด้านภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ แล้วล่ะก็ มีเว็บไซต์ที่เปิดให้เราเข้าไปหางานหรือยื่นใบสมัครในบริษัทญี่ปุ่นโดยเฉพาะ แต่ถ้าอยากสะดวกมากขึ้น และได้งานในบริษัทญี่ปุ่นได้เร็วแล้วนั้น เราอาจจะลองใช้บริการจากบริษัทจัดหางานอย่าง REERACOEN ของเราดูได้นะคร๊าบ เพราะนอกเหนือจากจะเราจะรวบรวมงานที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นไว้จากทั่วประเทศแล้ว เรายังมี Consultant คอยแจ้งงานที่ตรงกับความคาดหวัง และระดับภาษาของเราได้เลย รับรองว่าคุณจะได้งานภาษาญี่ปุ่นอย่างที่คุณตั้งใจไว้แน่นอน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### 5 สิ่งควรทำเพื่อพิชิตใจเจ้านายในบริษัทญี่ปุ่น 5 สิ่งควรทำเพื่อพิชิตใจเจ้านายในบริษัทญี่ปุ่น การทำงานในบริษัทญี่ปุ่นอาจเป็นหนึ่งในความฝันของหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัจจัยเรื่องไลฟ์สไตล์ ความก้าวหน้าของบริษัทญี่ปุ่นที่โดดเด่นกว่าบริษัทต่างชาติอื่น หรือเรื่องผลตอบแทนที่ได้มากพอที่จะทำให้ครอบครัวอยู่อย่างสุขสบาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยกับความเหนื่อยยาก และการทำงานกับผู้ที่ต่างวัฒนธรรมกัน โดยนิสัยส่วนตัวของคนญี่ปุ่นมักเป็นคนที่ละเอียด จริงจังกับทุกสิ่งในชีวิต และมีวินัยเป็นอย่างมาก วันนี้เรามีเทคนิคพิชิตใจเจ้านายในบริษัทญี่ปุ่นมาฝาก ทำอย่างไรให้ได้ใจ และกลายเป็นมือขวาที่เจ้านายไว้วางใจ สังเกตและเรียนรู้นิสัยใจคอของเจ้านายในบริษัทญี่ปุ่น สามารถเรียนรู้ได้จากการทำงานร่วมกันกับเจ้านายญี่ปุ่น สิ่งไหนที่เขาชอบหรือไม่ชอบบ้าง เจ้านายญี่ปุ่นบางคนชอบจี้ตามงานทุกกระเบียดทุกขั้นตอน เพียงเพราะกลัวเราจะทำพลาด หรืออาจจะอยากทราบเพื่อความสบายใจส่วนตัว แต่หากเราทำงานจนเจ้านายมั่นใจแล้ว ก็สามารถคลายนิสัยตามจี้นี้ลงได้ ซึ่งนิสัยนี้ไม่ได้เป็นกับเจ้านายญี่ปุ่นทุกคน บางรายจะแค่คอยดูแลและควบคุมอยู่ห่าง ๆ คอยเป็นที่ปรึกษายามมีปัญหา ถือเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้งานนอกจากลักษณะของตำแหน่งงานที่ทำ ซึ่งหากจับจุดได้แล้ว จะทำให้ชีวิตการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นของคุณสดใสราบรื่นแน่นอน โชว์ผลลัพธ์ในการทำงานผ่านตัวเลขที่วัดค่าได้ หากคุณตั้งใจจะทำอะไรซักอย่างในหน้าที่หรือโชว์ผลลัพธ์ในการทำงานของคุณในบริษัทญี่ปุ่น แน่นอนว่าการวัดผลที่สามารถวัดค่าได้ออกมาเป็นตัวเลขสำคัญมาก KPI เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องคอยนึกถึง ซึ่งตัวเลข KPI มักจะตั้งขึ้นมาจากผลลัพธ์ที่บริษัทคาดหวัง รวมถึงเป็นตัวเลขที่วัดความขยันในการทำงานของเราด้วย การเตรียมความพร้อมในงานที่ได้รับมอบหมายอยู่เสมอ ในกรณีที่คุณได้รับมอบหมายงานใด ๆ ก็ตาม คุณจะต้องเตรียมข้อมูล และคำตอบในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ชัดเจน มีแนวทางในการแก้ปัญหา และแนวทางการขยายผลงานให้พัฒนายิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยซื้อใจเจ้านายบริษัทญี่ปุ่นของคุณได้อย่างแน่นอน เพราะนั่นเท่ากับคุณได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความทุ่มเท และความใส่ใจในงาน มากกว่าการนั่งรอเจ้านายป้อนงานให้อยู่เสมอ มีไมตรีและความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกในองค์กร เป็นอีกสึ่งหนึ่งที่บริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การทำงานเป็นทีม มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันภายในองค์กร เพราะองค์กรไม่สามารถขับเคลื่อนให้ประสบผลสำเร็จได้จากคนเพียงคนเดียว แต่หากเรามีความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาองค์กรในด้านที่ตนดูแลรับผิดชอบให้ดี รวมถึงการช่วยกันรักษาผลประโยชน์ขององค์กรด้วย สิ่งเหล่านี้จะสร้างองค์กรที่มีความเข้มแข็งและสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานได้ แสดงความสามารถในการทำงานให้เจ้านายเห็นเป็นที่ประจักษ์ การแสดงฝีมือการทำงานให้เจ้านายในบริษัทญี่ปุ่นของคุณเห็นเป็นที่ประจักษ์นั้น ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เรามักเห็นคนทำงานเก่งฝีมือดีแต่ยังคงทำงานอยู่กับที่ ไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สาเหตุหลัก ๆ ก็เพราะเจ้านายผู้ที่สามารถตัดสินชะตาชีวิตการทำงานของคุณได้ ไม่ได้ทราบว่าคุณนั้นทุ่มเทและทำงานได้ดีแค่ไหน คุณแค่หมั่นรายงานผลการทำงาน และแสดงให้เจ้านายเห็นอย่างเหมาะสม แต่ก็อย่าให้มากจนกลายเป็นอวดตนหรือประจบสอพลอ หากคุณมีทั้งหมดนี้ มั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถพิชิตใจเจ้านายญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน ให้การได้รับโบนัสก้อนโต การได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของชีวิตการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นของคุณไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป Link สำหรับฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th อ่าน Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### คำถามวัดแนวความคิด ตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้ผ่านฉลุย คำถามวัดแนวความคิด ตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้ผ่านฉลุย จะทำอย่างไรหากคุณไปสัมภาษณ์งานแล้วเจอคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการงานหรือที่ทำงาน แต่กลับกลายเป็นคำถามสุดแปลก ที่บางทีดูไร้สาระหรือดูเป็นคำถามที่ยียวนกวนใจด้วยซ้ำ อย่างแรกให้คุณเข้าใจไว้ก่อนเลยว่า ทุกคำถามในการสัมภาษณ์งานไม่มีคำถามใดไร้สาระ เพียงแต่ผู้สัมภาษณ์อาจต้องการทดสอบคุณนอกเหนือจากความรู้เรื่องงานที่คุณเตรียมมา เพื่อให้ได้รู้จักคุณมากขึ้นกว่าการตอบคำถามตามรูปแบบทั่วไปก็เป็นได้ การถูกตั้งคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเลยนั้น อาจทำให้คุณรู้สึกแย่ หรือตื่นตระหนกมากกว่าเดิม แต่หากคุณพิจารณาดูดี ๆ แล้วนั้น คำถามเหล่านี้มักเป็นคำถามปลายเปิด ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด แต่เป็นเพียงการถามเพื่อทดสอบทักษะด้านต่าง ๆ ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะเชิงตรรกศาสตร์ หรือระบบความคิดของคุณว่ามีการจัดเรียงความสำคัญ หรือสามารถนำมาเชื่อมโยงกับงานได้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งบางคำถามอาจช่วยละลายพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดจากความเครียดในขณะถูกสัมภาษณ์ ช่วยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ผ่อนคลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งประเภทคำถามได้ดังนี้ คำถามที่แสดงให้เห็นถึงการมีระบบความคิด หรือกระบวนการทางการคิดวิเคราะห์ที่ดี   ยกตัวอย่างคำถามการสัมภาษณ์งานที่ใช้วัดกระบวนความคิด หรือการคิดวิเคราะห์ คำถามที่คำตอบของคุณจะแสดงให้เห็นระบบความคิด กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน อาทิ ในตลาดสำเพ็งมีร้านขายสินค้าประเภทใดมากที่สุด ซึ่งคำตอบที่ได้อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องแท้จริงก็ได้ แต่ผู้สัมภาษณ์จะดูกระบวนการคิดตั้งแต่เริ่มต้นคำตอบว่าเป็นระบบมากน้อยเพียงใด โดยคุณอาจเริ่มต้นตอบคำถามว่า จากประสบการณ์ตรงในการเดินตลาดสำเพ็ง และข้อมูลจากบุคคลรอบตัว หากต้องการหาซื้อสินค้าประเภทกิ๊ฟช็อปก็มักจะนึกถึงตลาดสำเพ็งเป็นที่แรกเสมอ แบบนี้เป็นต้น เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เห็นหลักการคิดอย่างมีระบบของคุณ มีการอ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัว และจากคนรอบข้าง คำถามที่แสดงความคิดเชิงตรรกศาสตร์ ในส่วนของคำถามการสัมภาษณ์งานที่วัดความคิดเชิงตรรกศาสตร์นั้น จะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถเชื่อมโยงให้สัมพันธ์กับความเป็นจริงได้ใกล้เคียง ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ทราบว่าสิ่งที่คุณตอบนั้นถูกหรือไม่ อาทิ ให้คุณอธิบายสีน้ำเงินให้กับผู้ที่ตาบอดสี หรือมีความพิการทางสายตา ซึ่งคุณอาจจะอธิบายได้ว่าเป็นสีที่ทำให้รู้สึกสุขุม เยือกเย็น เข้มแข็งหนักแน่น เหมือนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล เกลียวคลื่นที่ดูทรงพลัง และบรรยากาศกลางทะเลเงียบลึกสุขุมเยือกเย็น เป็นต้น คำถามเชิงจิตวิทยา   เป็นคำถามประเภทการตั้งสมมติฐาน หรือให้บอกสิ่งที่คุณอยากเป็น เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะบุคลิกภาพส่วนบุคคล ซึ่งหากคุณเจอคำถามประเภทนี้คุณควรตอบและอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนลงไปด้วย อาทิ ให้คุณเลือกเป็นต้นไม้สักต้น คุณจะเป็นต้นอะไร? คำตอบจะแฝงความเป็นตัวคุณโดยไม่รู้ตัว คุณอาจตอบว่าเป็นต้นไผ่ เพราะไผ่ต่อให้สูงและแข็งแรงแค่ไหน แต่ก็ยังอ่อนและลู่ไปตามลมได้เสมอ เปรียบเสมือนตัวคุณที่หากการสัมภาษณ์งานในครั้งนี้ ทำให้คุณได้รับโอกาสเข้าทำงานที่บริษัท คุณก็พร้อมที่จะโอนอ่อนไปตามวัฒนธรรมองค์กร หรือปรับตัวให้สามารถทำงานได้ตามทิศทางของนโยบายบริษัท เป็นต้น จะเห็นได้ว่าคำถามสัมภาษณ์งานแปลก ๆ ที่เมื่อรู้เหตุผลและที่มาที่ไปแล้ว ก็กลายเป็นคำถามที่ไม่ได้แปลกอะไรเลย นอกจากคำถามเหล่านี้จะวัดความคิด ทัศนคติ และความเป็นคุณแล้ว ยังทดสอบไหวพริบปฏิภาณและวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของคุณอีกด้วย ซึ่งวิธีเอาตัวรอดกับคำถามแปลก ๆ ประเภทนี้ เพียงแค่คุณมีสติ ไม่กระโตกกระตาก และคิดทบทวนคำถามอย่างสุขุมใจเย็น ไม่ตื่นตูม ตอบทุกอย่างไปตามที่คุณคิดว่าถูกว่าควร เพราะเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าคำตอบที่เราตอบจะตรงใจผู้สัมภาษณ์หรือไม่ แต่เชื่อเถอะว่าการที่คุณตอบคำถามย่อมดีกว่าการที่คุณส่ายหน้าให้กับคำถาม อึ้ง นิ่ง และพูดได้เพียงว่า “ไม่รู้” แน่นอน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### ไขข้อสงสัย ทำไมคุณถึงหางานไม่ได้สักที? ไขข้อสงสัย ทำไมคุณถึงหางานไม่ได้สักที? เป็นกันไหม เตรียมตัวมาอย่างดี แต่ไปสัมภาษณ์งานกี่ที่ก็ยังไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าหางานที่เหมาะกับตัวเองแล้วแท้ ๆ เป็นอย่างนี้จนรู้สึกท้อใจและพาลโทษทุกสิ่งรอบกาย แต่ลืมย้อนมาดูตัวเอง ว่าเราเองรึเปล่า? ที่เป็นสาเหตุของการพลาดโอกาสในการทำงานหลายต่อหลายครั้ง วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยว่าทำไมคุณถึงหางานไม่ได้สักที สำรวจว่า Resume หรือ CV ของคุณดีพอแล้วหรือยัง? Resume หรือ CV เอกสารสำคัญในการแนะนำตัวคุณเองให้ว่าที่นายจ้างของคุณรู้จัก ถือเป็นใบเบิกทางที่สำคัญในการหางาน เพื่อให้องค์กรที่คุณสนใจ รับพิจารณาและให้โอกาสในการเรียกคุณมาสัมภาษณ์งานต่อไป ตรวจสอบดูว่าเอกสารแนะนำตัวของคุณนั้นน่าอ่านหรือไม่ คุณวางรูปแบบได้น่าสนใจเพียงใด หรือคุณใส่ข้อมูลส่วนตัวของคุณมากหรือน้อยไปขนาดไหน ที่สำคัญตรวจสอบความถูกต้องของการใช้ภาษา คำศัพท์ และการสะกดในแต่ละคำทุกตัวอักษร เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจทำให้คุณเสียโอกาส เพราะสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ก็มีความผิดพลาดให้เห็นมานักต่อนักแล้ว ทำความรู้จักองค์กร และตำแหน่งงานที่สมัครอย่างละเอียดถี่ถ้วน ข้อนี้ถือเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานในการสมัครงานเลยก็ว่าได้ หลังจากคุณหางานที่ชอบที่ใช่ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปหลังจากส่งใบสมัครพร้อมเอกสารแนะนำตัวเรียบร้อย ช่วงเวลาที่คุณรอการนัดหมายให้ไปสัมภาษณ์งานนั้น คุณต้องหาข้อมูลหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องทุกอย่างกับงานใหม่ของคุณให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่เพียงแต่ข้อมูลพื้นฐาน อาทิ ประวัติองค์กร รายนามผู้บริหาร หรือหน้าที่ของตำแหน่งงานที่คุณสมัคร คุณควรศึกษาข้อมูลเหล่านี้มาล่วงหน้า และคุณต้องหาข้อมูลอื่นเพิ่มเติมด้วย เพื่อที่จะทำให้คำตอบของคุณโดดเด่นมากกว่าผู้สมัครรายอื่น จนเป็นที่น่าจดจำแก่ผู้สัมภาษณ์ บุคลิกลักษณะที่เหมาะกับงาน ปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือจากคุณสมบัติและความสามารถที่คุณมี แต่กลับปัจจัยสำคัญในการหางานให้ได้งานที่หลาย ๆ คนมองข้าม นั่นคือ บุคลิกที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ งานบางตำแหน่งต้องการผู้ที่มีบุคลิกภาพดี พูดจาดี อัธยาศัยดี ยิ่งหากคุณไปสัมภาษณ์งานในบริษัทที่ไม่มีชุดยูนิฟอร์ม รสนิยมในการแต่งตัวของคุณแทบจะบ่งบอกถึงผลการสัมภาษณ์งานของคุณได้ตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว บริษัทบางแห่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากพอสมควร เพราะอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรในอนาคตก็เป็นได้ ปัจจุบันมีการเปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพอยู่มากมาย หากคุณไม่มั่นใจ และไม่ต้องการหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ คุณควรลองลงทุนระยะสั้นในการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่แสนจะคุ้มค่าในระยะยาว นี่เป็นเพียง 3 ประเด็นหลัก ๆ ที่หากคุณขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ผลลัพธ์ที่ได้คงหนีไม่พ้นการที่คุณต้องหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ เป็นแน่ ยังไม่รวมถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีกยิบย่อยที่คุณต้องใส่ใจมากกว่าแต่ก่อน ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โลกพัฒนาขึ้นทุกวัน จนปัจจุบันเข้าสู่ยุคสมัยแห่งโลกเทคโนโลยี ยุคที่ AI สามารถทำงานแทนคนได้ ทำให้คนหางานมีมากกว่าตำแหน่งงานที่ตลาดงานรองรับ การสร้างตัวตน สร้างเอกลักษณ์ในแบบของคุณให้เป็นที่น่าสนใจบนพื้นฐานความเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้น ๆ จะช่วยให้โอกาสในการได้งานของคุณมีมากกว่าผู้สมัครรายอื่น ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### 7 เทคนิคสร้างความมั่นใจก่อนสัมภาษณ์งาน 7 เทคนิค สร้างความมั่นใจก่อนสัมภาษณ์งาน เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง หากคุณเป็นอีกหนึ่งคน ที่กำลังมีปัญหาในการจัดการกับความรู้สึกตัวเองที่ห่อเหี่ยว ตึงเครียด และตื่นเต้นในการเข้ารับการสัมภาษณ์งานที่กำลังจะมาถึง วันนี้เรามี 7 เทคนิค การสร้างความมั่นใจให้กับตัวคุณเองก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์ เพราะเราเชื่อว่าการมีการเตรียมตัวที่ดีทำให้คุณมีชัยในการได้งานมากกว่าคู่แข่งรายอื่นแน่นอน สร้างขวัญและกำลังใจให้กับตัวเอง หาเหตุผลในการสร้าง Passion กับงานที่สมัคร ก่อนไปให้สัมภาษณ์งาน ให้คุณลองคุยกับตัวเองให้ขวัญและกำลังใจตัวเองเยอะ ๆ หรือให้คนที่มีอิทธิพลกับคุณ อาทิ ครอบครัวเพื่อให้กำลังใจและชื่นชมคุณ เพื่อให้คุณมีพลังบวกในการตอบคำถาม และที่สำคัญอย่าลืมสร้าง Passion กับงานที่คุณสมัครด้วย เพราะหากคุณมีความรู้สึกกับงานที่ดี มีความรักและหลงใหลในตำแหน่งงานนั้น ๆ จะทำให้การตอบคำถามของคุณมีเสน่ห์ และดูจริงใจมากขึ้นโดยปริยาย จัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ให้ดูดึงดูด น่าสนใจ และแตกต่างจากรายงาน แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เป็นสิ่งที่คุณจะนำไปยื่นให้กับมือผู้สัมภาษณ์งาน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาการเข้ารับทำงานเพิ่มเติม คุณต้องสร้างออกมาให้ดูน่าสนใจตั้งแต่หน้าแรกที่เปิดดู และดึงดูดให้เปิดดูต่อไปเรื่อย ๆ จนจบเล่ม ซึ่งปัจจุบันยังมีเว็บไซต์หรือหลักสูตรสอนการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ให้คุณเลือกใช้บริการมากมาย การศึกษาข้อมูลให้ดีสร้างความมั่นใจให้กับคุณได้ ไม่ว่าคุณจะไปสัมภาษณ์งานที่ใด คุณควรศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวกับองค์กรมาเป็นอย่างดี ให้มีข้อมูลที่ครบ ครอบคลุมรอบด้าน แล้วจึงนำมาปรับใช้กับความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ในการทำงานของคุณ เพื่อให้สามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง และผู้สัมภาษณ์เห็นได้ถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความเอาใจใส่ในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ของคุณ พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมในด้านที่โดดเด่นขององค์กร คุณควรเพิ่มทักษะและศักยภาพให้กับตัวเองก่อนไปสัมภาษณ์งาน ถึงแม้ตำแหน่งงานที่คุณสมัครอาจไม่เกี่ยวข้องกับทักษะที่จะพัฒนา อาทิ หากคุณเลือกสมัครงานในบริษัทที่เกี่ยวกับ IT แม้ว่าจะเป็นในตำแหน่ง นักบัญชี นักประชาสัมพันธ์ หรือนักการตลาดก็ตาม แต่คุณควรมีทักษะความรู้ด้าน IT ติดตัวไว้ด้วย ซักซ้อมการให้สัมภาษณ์ หรือคาดเดาหัวข้อที่คาดว่าคุณจะถูกตั้งคำถาม การมีชุดคำถามไว้ในใจ หรือการซ้อมตอบคำถาม เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นใจก่อนถูกสัมภาษณ์ได้แน่นอน หากเปรียบการสัมภาษณ์งานเหมือนการแสดงดนตรี ก็เหมือนกับเราได้ซ้อมดนตรีก่อนขึ้นแสดงจริง ข้อผิดพลาดที่เกิดย่อมน้อยกว่าไปแสดงสดโดยขาดการซ้อมเป็นแน่ นำเสนอจุดเด่นและข้อดีของตัวเองบนพื้นฐานของความเหมาะสม คุณควรหาและพิจารณาทั้งจุดเด่นและข้อดีของตนเองอย่างรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วน เพราะข้อนี้หากไม่ระวังจะส่งผลทั้งทางบวกและลบให้กับคุณ ไม่บอกเลยบริษัทก็จะไม่รู้ว่าคุณมีอะไรที่โดดเด่นกว่าผู้สมัครรายอื่นบ้าง หรือถ้าบอกมากไปก็จะดูโอ้อวดจนเกินงาม ตอบทุกคำถามที่ถูกถาม บนพื้นฐานของการมองโลกในแง่บวก แน่นอนว่าคงไม่มีองค์กรใดอยากรับคนที่มีพลังลบ หรือเป็นคนมองโลกในแง่ลบอยู่เสมอเข้ามาทำงานในองค์กรของตน เพราะพลังบวกที่พนักงานแต่ละคนมี จะส่งผลต่อการทำงาน ทัศนคติ หรือบรรยากาศในองค์กรให้ดีอีกด้วย หากสังเกตดี ๆ ทั้ง 7 ข้อที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้คุณก่อนสัมภาษณ์งานนั้น นอกจากปัจจัยด้านการเตรียมตัวในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับงานหรือที่ทำงานแล้วซึ่งถือเป็นปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในอย่างปัจจัยด้านสภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก ก็มีผลอย่างมากต่อความมั่นใจของคุณ และในเมื่อปัญหาเรื่องการขาดความมั่นใจเกิดขึ้นที่ใจ คุณก็ควรเริ่มต้นแก้ปัญหานี้ด้วยใจเช่นกัน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### บริษัทจัดหางาน ใช่ตัวช่วยในการหางานจริงหรือไม่? บริษัทจัดหางาน ใช่ตัวช่วยในการหางานจริงหรือไม่? “เรียนจบว่ายากแล้ว การหางานทำนั้นยากยิ่งกว่า” ยิ่งในยุคที่คนตกงานครองเมือง ตลาดงานมีตำแหน่งรองรับน้อยกว่าผู้สมัครงาน ดังนั้นการคัดสรรบุคลากรเข้าทำงานขององค์กรแต่ละแห่ง จึงจำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบและมืออาชีพที่สุด เพื่อให้ได้พนักงานหรือบุคลากรที่เหมาะสมตรงใจ ด้วยเหตุนี้บริษัทจัดหางานจึงเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางระหว่างผู้หางานกับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการคนมาทำงาน ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้งานได้คนตามที่ต้องการอย่างเหมาะสม บทบาทและหน้าที่ของบริษัทจัดหางาน เหตุใดจึงมีความสำคัญในยุคดิจิตอล บริษัทจัดหางานจะมีหน้าที่รับฝากประวัติของผู้ที่ต้องการสมัครงาน และบางทีอาจมีการเรียกมาสัมภาษณ์ก่อนส่งต่อไปยังองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวผู้สมัครงานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาดำเนินการพิจารณาหางานให้เหมาะและตรงตามที่ผู้สมัครต้องการ โดยในยุคสมัยที่ทุกอย่างง่าย สะดวก และรวดเร็ว ยุคแห่งโลกดิจิตอล เทคโนโลยี ใครที่มีช่องทางในการนำเสนอตัวเองกับองค์กรได้ก่อน ผู้นั้นก็จะมีความได้เปรียบในการได้งานก่อนคนอื่น โดยการหางานผ่านบริษัทจัดหางานเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ง่ายและสะดวกมาก คุณไม่ต้องเดินทางไปถึงสำนักงานให้เหนื่อยและสิ้นเปลือง คุณแค่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เพียงไม่นานประวัติของคุณก็จะไปปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของบริษัทจัดหางานเรียบร้อย และรอลุ้นให้องค์กรต่าง ๆ มาช้อปปิ้งคุณไปทำงานยังองค์กรนั้น ๆ ทั้งนี้การใช้บริการบริษัทจัดหางานนั้น ควรศึกษาข้อมูลบริษัทแต่ละที่ให้ดีว่ามีความน่าเชื่อถือ และมีการขึ้นทะเบียนเป็นบริษัทจัดหางานอย่างถูกต้องจากกรมการจัดหาแรงงาน “บริษัทจัดหางาน” ตัวช่วยชั้นเยี่ยมของบรรดาผู้หางาน สาเหตุที่บริษัทจัดหางานกลายเป็นตัวช่วยชั้นเยี่ยมของผู้สมัครงาน เป็นเพราะความเชี่ยวชาญชำนาญในการหางานให้ได้งาน และหางานให้เหมาะกับคน มีความเป็นมืออาชีพมากกว่ามือสมัครเล่นอย่างเรา ฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้ต้องออกมาดีมีคุณภาพ ตรงใจทั้งผู้หางาน และหน่วยงานที่หาแรงงานแน่นอน อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ด้วยความเชี่ยวชาญในการจัดหางาน บริษัทจัดหางานจะสามารถยื่นข้อเสนอ หรือต่อรองเงินเดือนให้กับคุณได้ตามความเหมาะสมของตำแหน่งงานนั้น ๆ ซึ่งถือเป็นผลดีกับผู้หางานแน่นอน เพราะบางทีคุณอาจไม่แน่ใจอัตราเงินเดือนกลางของแต่ละตำแหน่ง เลยอาจทำให้ยื่นข้อเสนอเรื่องเงินเดือนมากไปจนบริษัทไม่รับพิจารณา หรือน้อยไปกว่าที่คุณควรจะได้รับก็เป็นได้ ด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้ สามารถตอบคำถามได้อย่างมั่นใจเลยว่า บริษัทจัดหางานนั้นมีความสำคัญและมีบทบาทที่เด่นชัดในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก ถือเป็นตัวช่วยหลักในการหางาน และมีเปอร์เซ็นต์การได้งานมากกว่าเราเดินไปสมัครงานเองอีกด้วย ช่วยให้คุณมีเวลาเพิ่มขึ้นในการเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อถูกเรียกไปสัมภาษณ์ เพราะทุกวันคือการแข่งขัน สังคมปัจจุบันไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่อ่อนแอกว่า หากคุณพร้อม คุณจงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ และใช้ทุกช่องทาง ทุกโอกาสที่มีเพื่อให้ได้มาซึ่งหน้าที่การงานที่ดีในอนาคต ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### เคล็ดลับการหางานที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อคว้างานที่ใช่ เคล็ดลับการหางานที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อคว้างานที่ใช่ การหางานที่เหมาะกับตัวเองทำไมมันช่างยากจริง ๆ หลายคนคงรู้สึกเช่นนั้นอยู่ในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเองกับงานปัจจุบันที่กำลังทำอยู่ หรือน้อง ๆ นักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ก็รู้สึกเคว้งคว้าง อยากหางานที่เหมาะกับตัวเองแต่ก็ไร้จุดหมาย ไร้คนชี้ทางว่าควรจะไปต่ออย่างไรดี ถึงจะนำตัวเองไปพบกับอาชีพที่ใช่  วันนี้เรามีเคล็ดลับง่าย ๆ มาแชร์ให้ทุกท่านได้ลองนำไปปรับใช้กันดู แล้วจะค้นพบว่างานที่ใช่ไม่ได้หายากอย่างที่คิด ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ รู้จักตัวเองทีละนิด นำคุณไปสู่การหางานที่ใช่ได้ง่ายมากขึ้น การค้นหาสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะนำคุณไปสู่การหางานที่ใช่และตรงใจมากขึ้น เพราะการรู้เรียนรู้ว่าตนเองชอบ หรือไม่ชอบอะไร คือกุญแจสำคัญที่ได้อีกนัยหนึ่งคุณรู้จักตัวเองดีมากแค่ไหน ซึ่งมันเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงมากเหลือเกินสำหรับใครหลายคน เพราะจนถึงตอนนี้อาจยังไม่มีคำตอบเลยว่าตัวเองชอบอะไร โดยการเรียนรู้หรือศึกษาว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไรนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ ตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่ลองทำ นักวิทยาศาสตร์หากไม่ตั้งคำถาม ก็คงไม่นำมาซึ่งการพบเจอทฤษฎีหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ตัวเราเองก็เช่นกัน หากอยากหางานที่เหมาะสมกับตัวเอง ย่อมต้องตั้งคำถามรอบตัวที่ได้เจอะเจอ ว่าเราชอบมันจริงจังมากแค่ไหน ทำได้ดีหรือไม่ หรือทำแล้วไม่ชอบเลยกันแน่ จงซื่อสัตย์ และยอมรับกับผลที่ตัวเองตัดสิน เพราะการหางานที่ใช่มันเริ่มขึ้นได้จากตัวคุณเอง ลงมือทำอย่างจริงจัง การลงมือทำอย่างจริงจัง เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่จะทำให้คุณค้นหางานที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะการลงมือทำสิ่งใดอย่างจริงจัง จะทำให้คุณเห็นข้อดี และข้อเสียของสิ่ง ๆ นั้น และคุณจะรู้จักตัวเองอย่างชัดเจนว่าข้อดีนั้นคุณชอบเพราะอะไร ข้อเสียที่ไม่ชอบเพราะอะไร และเมื่อเรียนรู้อย่างจริงจังแล้ว ค่อยนำมาชั่งน้ำหนักว่าตัวเองเหมาะกับงานนั้นจริง ๆ หรือไม่  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่ทำให้คุณได้เดินทางเข้าใกล้กับอาชีพที่ใช่มากขึ้นอีกนิด อย่ากลัวที่จะริเริ่มลองทำสิ่งใหม่ ๆ เพราะโอกาสการค้นหางานที่ใช่และเหมาะกับตัวเราเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลายคนหวาดกลัวการเริ่มต้น กลัวจนไม่กล้าที่จะริเริ่มลองทำอะไรใหม่ ๆ กลัวการพบเจอสังคมใหม่ ๆ หรือแม้กระทั่งกลัวที่จะต้องเรียนรู้งานใหม่ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผิดมากในที่จะทำให้คุณได้หางานที่เหมาะกับตัวเอง เพราะความหวาดกลัวเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณขังตัวเองอยู่ในกะลา และไม่สามารถที่จะออกไปพบเจอสิ่งใหม่ ๆ ได้ และการที่ไม่ได้เรียนรู้หรือพบเจอสิ่งใหม่ ก็ไม่อาจจะนำพาให้ตัวเองไปสู่อาชีพที่ใช่ได้เช่นกัน ดังนั้นแล้วเคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณค้นหางานเหมาะกับตัวเองได้นั้น จะต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเองให้มากเข้าไว้ ซื่อสัตย์และจริงใจต่อตัวเองคือสิ่งสำคัญที่จะนำคุณไปยังสิ่งที่คุณใฝ่หา  อย่าปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นโอกาสดี ๆ ที่จะเข้ามา เพราะงานที่ใช่ ไม่ได้มีเพียงในฝัน แต่มันเริ่มต้นจากที่คุณเป็นคนสร้างมันขึ้นมาต่างหาก ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### 5 วิธีทำเรซูเม่ให้ตรงใจกรรมการ พร้อมสมัครงานแบบไร้ที่ติ 5 วิธีการทำเรซูเม่ให้ตรงใจกรรมการ พร้อมสมัครงานแบบไร้ที่ติ ใบสมัครงานเปรียบได้กับใบเบิกทางด่านแรกสำหรับผู้สมัคร ใครทำได้ดีก็นำพาโอกาสมาให้ แต่ถ้าใครทำแย่ก็สามารถดับโอกาสได้ด้วยเช่นกัน เพราะใบสมัครหรือเรซูเม่นั้นทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ผู้สมัครให้กับบริษัท สามารถบอกได้ว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติใด เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับบริษัทมากน้อยแค่ไหน โดยวันนี้เราจะแนะนำวิธีการสร้างเรซูเม่คว้าใจกรรมการและเพิ่มโอกาสคว้างานที่เราใฝ่ฝัน เนื้อหาและ keyword สำคัญที่อยากให้บริษัทหาเราเจอ อย่าลืมว่าใบสมัครงาน คือใบเบิกทางสำหรับโอกาสในการทำงานของคุณ สิ่งที่กรรมการอยากเห็นไม่ใช่ดีไซน์โก้หรู แต่เป็นเนื้อหาด้านในที่ควรจะแสดงความชัดเจนโดดเด่น  HR หรือแม้กระทั่ง recruitment agency (บริษัทจัดหางาน) หา Resume เราเจอจาก keyword ในเนื้อหาที่เราใส่ลงไปใน resume ของเรา การที่เราไม่พลาดใส่สกิลพวกนั้นไว้ จะทำให้เรามีโอกาสได้รับการติดต่อจากบริษัทที่เค้ากำลังมองหา talent ที่ตรงกับความต้องการเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น เลือก Format และรูปที่ใช้ให้เหมาะกับการสมัครงานแต่ละด้าน การเลือก Format ของ resume ทำให้การนำเสนอตัวเราและสร้างโอกาสให้เราถูกเรียกไปสัมภาษณ์ได้ง่ายขึ้น เช่น Resume ในการสมัครงานด้าน business consultant ควรจะเป็น format เรียบง่าย มีรายละเอียดงานที่ทำครบถ้วน รวมถึงควรมี section ที่เราสามารถนำเสนอโปรเจคต่างๆที่เราทำมา และ achievement ในงานของเรา ส่วนงานที่ใช้สกิลเฉพาะด้านอย่าง สมัครงาน IT อาจมีแบ่งส่วนที่เรานำเสนอ keyword สกิลเฉพาะด้านต่างๆที่เราสามารถทำได้ รวมถึงระดับความชำนาญของเราด้วย ใน format resume สำหรับสมัครงาน Creative นั้น เราอาจจะนำเสนอความ creative ของเราผ่านการ design resume ของเราได้เลย และอย่าลืมใส่รูปที่เหมาะกับการสมัครงานแต่ละด้านไว้ด้วย เพราะการที่บริษัทเห็นแค่ชื่อของเราหรือเห็นรูปประกอบ สร้างความแตกต่างในการเรียกสัมภาษณ์ได้ด้วยเช่นกัน คัดเลือกเนื้อหาที่เป็นหัวข้อสำคัญ ควรจัดเรียงให้ผู้สัมภาษณ์ง่ายต่อการถามคำถามเรา ในการสัมภาษณ์มันก็ไม่พ้นที่จะขาดคำถามที่ HR ถามถึงประสบการณ์ทำงานของเรา ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรามีการจัดเรียงหัวข้อสำคัญที่ดี ก็ทำให้การถามของ HR ราบรื่นขึ้น รวมถึงสามารถชี้นำให้เค้าถามในสิ่งที่เราอยากนำเสนอได้มากกว่าคำถามที่เราไม่อยากตอบได้ง่ายขึ้นด้วย อย่าลืมว่าเวลาอยู่ในห้องสัมภาษณ์ HR อาจจะไม่ได้มีเวลาอ่านทุกบรรทัดที่เราเขียน แต่การจัดหัวข้อสำคัญ และไฮไลต์จุดเหล่านั้น ทำให้เค้าจับประเด็นที่จะต้องสัมภาษณ์เราได้ง่ายขึ้น อีกอย่างที่ไม่ควรทำเด็ดขาดคือการลงแค่ชื่อบริษัทและตำแหน่งที่เราทำงานมา แต่ควรลงรายละเอียดงานที่เราทำเป็นประเด็นสั้นๆด้วย ทำให้ HR สามารถ pre screen และตรวจสอบคุณสมบัติได้ก่อนที่จะเข้ามาสัมภาษณ์ ตรวจทานคำผิด ตรวจแล้วตรวจอีกจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีพลาด นอกจากเนื้อหาจะสำคัญแล้ว แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่อาจสำคัญยิ่งกว่าเนื้อหาเสียอีก นั่นก็คือการมีคำที่ผิดปะปนอยู่ในใบสมัครงาน ซึ่งจะทำให้เนื้อหา ดีไซน์ เพราะคำผิดสามารถบ่งบอกได้ว่าเรายังบกพร่องในการทำงานหลายอย่าง และอาจส่อแสดงให้บริษัทรู้สึกถึงความไม่ใส่ใจของผู้สมัคร แต่การเขียน Resume ภาษาอังกฤษโดยไม่ให้มีข้อผิดพลาดโดยที่เราไม่ใช่เจ้าของภาษานั้นอาจจะยากสำหรับหลายๆคน Reeracoen อยากแนะนำให้คุณ download plugin ที่ชื่อว่า Grammarly ติดเอาไว้ เพราะมันจะช่วยตรวจทานการเขียน grammar ภาษาอังกฤษของเรา และช่วยปรับให้ถูกต้องในทันที ทำให้เรามั่นใจในการเขียน Resume ขึ้นแน่นอน นอกเหนือจากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา ควรใส่ expectation ในการหางานของเราไว้ด้วย การใส่ expectation ในการหางานหรือสมัครงานแต่ละครั้งสำคัญมาก เพราะนอกจากที่บริษัทอยากจะรู้ประสบการณ์ทำงานของเราแล้วนั้น แน่นอนว่าเค้าก็อยากรู้ถึงสิ่งที่เราคาดหวังจะได้จากงานที่ใหม่ด้วยเช่นกัน การเขียน expectation ทำให้ HR สามารถเห็นคุณสมบัติเบื้องต้นของเราได้ว่า เราเหมาะกับตำแหน่งที่เค้าอยากนำเสนอให้กับเรามั๊ย และตำแหน่งนั้นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของเรามั๊ย ถ้าไม่รู้ว่าควรใส่ตรงไหน ก็สร้าง objective ไว้ด้านบนสุดของ resume เราได้เลย ไม่ใช่แค่ใบสมัครงานเท่านั้นนะที่สำคัญ การแต่งกายก็สำคัญด้วยเช่นกัน เรซูเม่พร้อมแล้ว การแต่งกายเข้าไปสมัครหรือสัมภาษณ์งานก็สำคัญด้วยเช่นกัน ควรเลือกแต่งให้เหมาะสมกับสถานที่ที่เราไปสมัคร หากเป็นแอร์โฮสเตส ก็ควรศึกษาดูว่าเขาแต่งตัวกันไปแบบไหน แต่งหน้าอย่างไร เพราะการแต่งตัวเข้าสมัครงานในบางสถานที่ ก็ถือเป็นรอบ Pre-Screen ไปในตัวด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรศึกษาให้มั่นใจ ว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ต้องการบุคลากรแบบใด เพื่อความมั่นใจในการแต่งกายเวลาไปสัมภาษณ์  ควบคู่ไปกับเรซูเม่ที่ได้เตรียมพร้อมไว้ รู้แบบนี้กันแล้ว สมัครงานครั้งหน้าก็อย่าให้พลาด เตรียมตัว เตรียมเรซูเม่ให้พร้อม โอกาสดี ๆ จะได้ไม่หลุดมือเป็นครั้งที่สอง ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### อยากเปลี่ยนงาน แต่เมื่อไรดี อยากเปลี่ยนงาน แต่เมื่อไรดี ผมว่าคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนงานนี้เกิดขึ้นกับหลายๆ คนที่ทำงานออฟฟิศอยู่ บ่อยครั้งที่เราเจอปัญหาในงานที่ทำ จากเพื่อนร่วมงานหรือแม้กระทั่งคิดว่าทำงานที่บริษัทนี้คงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เราเองก็คงเคยถามตัวเองด้วยคำถามนี้หลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายก็ยังคงทำงานอยู่ที่เดิม แสดงว่าจริงๆ นอกเหนือจากความเบื่อในงานหรือบริษัทที่เราทำงานอยู่นั้นอาจจะมีปัจจัยอื่นที่มีผลทำให้เรายังทำงานต่อไปได้ ผมมีควิซสนุกๆ ให้ทุกคนทำ เพื่อดูว่าจริงๆ ตอนนี้ คุณควรเปลี่ยนงานหรือยัง? ผมอยากให้ทุกคนให้คะแนน 1-5 จากความรู้สึกที่คุณมีต่อบริษัทหรืองานที่คุณทำอยู่ 1. เงินเดือน สวัสดิการ ต่างๆ เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากน้อยขนาดไหน? 2. งานที่เราทำหรือบริษัทที่เราทำงานอยู่ เรามองเห็นความก้าวหน้าในหน้าที่ของเราได้มากน้อยแค่ไหน? 3. งานที่เราทำหรือบริษัทที่เราทำอยู่ให้ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และเหมาะที่เราจะฝากชีวิตการทำงานในระยะยาว ได้มากน้อยแค่ไหน? 4. เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในบริษัท ได้รับความเชื่อมั่นจากคนในทีม และได้รับความสำคัญจากหัวหน้าและผู้บริหาร มากน้อยแค่ไหน? 5. เราได้เรียนรู้สกิลหรือทักษะ ที่สามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้มากน้อยแค่ไหน? 6. การเดินทาง สะดวก และ เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มากน้อยแค่ไหน? 7. ยังเหลือพี้นที่ให้เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมในด้านอื่นๆอีก มากน้อยแค่ไหน? ถ้าให้คะแนนในแต่ละข้อครบแล้ว นำมาบวกกันนะครับ แล้วหารด้วย 7 ถ้าผลลัพท์ค่าเฉลี่ยได้มากกว่า 2.5 แปลว่าในคำว่าเบื่องานของเราอาจจะยังมีปัจจัยอีกหลายๆ อย่างที่เราไม่ได้นำมาประกอบการตัดสินใจก่อนที่จะเปลี่ยนงาน เพราะฉะนั้น ก่อนหุนหันตัดสินใจลาออกด้วยความเบื่อ ลองใช้ควิซนี้ช่วยประกอบการตัดสินใจดูนะครับ หรือแม้แต่ในองค์กรต่างๆ ที่มีปัญหา turn over rate สูงๆ เราก็สามารถทดสอบกับพนักงานของเราได้เช่นกันครับ ว่าจริงๆ แล้วจุดไหนที่บริษัทสามารถปรับเพื่อรักษาพนักงานของเราไว้ได้บ้าง ### เราจะคาดหวังเงินเดือนสูงๆ ในการเปลี่ยนงานได้จากอะไรบ้าง? เราจะคาดหวังเงินเดือนสูงๆ ในการเปลี่ยนงานได้จากอะไรบ้าง? หลายๆ คนคงอยากจะเปลี่ยนงานเพื่อปรับเงินเดือนตัวเองให้สูงขึ้นอยู่ใช่ไหมครับ จริงๆ แล้ว Reeracoen มีสถิติที่น่าสนใจมาแชร์กัน ตรงที่โดยเฉลี่ยแล้วแคนดิเดตที่ได้งานใหม่จากการหางานเองก็ดี หรือหางานผ่าน Recruitment Agency เองก็ดี จะถูกเสนอเงินเดือนปรับอยู่ที่ 5 – 15% โดยประมาณครับ บางคนอาจจะมีการถูกเสนอเงินเดือนสูงกว่านี้หรือบางคนอาจจะถูกเสนอเงินเดือนต่ากว่าที่เคยได้รับ ทีนี้ ถามว่าบริษัทมีเกณฑ์ในการพิจารณายังไงในการเสนอเงินเดือนให้กับเราบ้าง แล้วถ้าเราอยากถูกเสนอเงินเดือนสูงๆ มีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวบ้าง จริงๆ แล้วการเสนอเงินเดือนให้พนักงานที่เข้าใหม่ บริษัทจะมองเปรียบเทียบจากหลากหลายปัจจัยครับ Structure เงินเดือนของบริษัท หลายๆบริษัทที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ รวมถึงเป็นบริษัท Global หรือบริษัทญี่ปุ่นชั้นนำที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย อาจจะมีการคิด Structure เงินเดือนพนักงานในองค์กรที่ชัดเจนอยู่แล้ว บริษัทอาจจะมีแผนก compensation & benefit ที่คอยคิดว่าแผนกไหน หรือส่วนไหนขององค์กรสามารถยืดหยุ่นในเรื่องเงินเดือนได้มากน้อย หรืออาจจะเทียบกับเรตติ้งเงินเดือนใน business เดียวกัน ทำให้ในบางครั้งการเสนอเงินเดือนจะมีสัดส่วนที่ค่อนข้างชัดเจนตามสัดส่วนประสบการณ์ที่เราทำงานมาครับ เทียบกับพนักงานในแผนกเดียวกันที่มี Scope งานใกล้เคียงหรือเหมือนกัน บางครั้งในการเสนอเงินเดือน บริษัทจะเทียบกับพนักงานเก่า ประสบการณ์ของเราเทียบกับสิ่งที่พนักงานเก่าสามารถทำให้กับบริษัทได้ ต้องพัฒนาเราในส่วนไหนเพิ่มเติมบ้าง แล้วถึงจะคิดเป็นเงินเดือนที่เสนอให้กับเรา ปริมาณของตลาดแคนดิเดตที่มีสกิลด้านนั้นๆ ในบางธุรกิจหรือสายงานที่ค่อนข้างเฉพาะทางหรือ มีปริมาณแคนดิเดตที่มีทักษะด้านนั้นๆน้อย บริษัทก็สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นที่จะเสนอเงินเดือนในสัดส่วนที่ยืดหยุ่นได้มากขึ้นครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีประสบการณ์ในสายงานด้านไหนมากๆแล้วละก็ เรามีโอกาสถูกเสนอเงินเดือนในสัดส่วนที่สูง แปรผันกับปริมาณแคนดิเดตที่มีน้อยในด้านนั้นๆครับ บริษัทจะพิจารณาจากสิ่งที่เราสามารถทำให้เกิดผลกำไรโดยตรงกับบริษัทหรือแก้ปัญหาในจุดที่สำคัญกับบริษัท แน่นอนว่าการที่บริษัทจะตัดสินใจรับเราเข้าทำงานในอัตราเงินเดือนที่สูงกว่ามาตรฐาน นั่นตามมาซึ่งความคาดหวังที่สูงของบริษัทเช่นกัน อาจจะเกิดได้กับตำแหน่งที่สร้าง profit ให้กับบริษัทโดยตรง อย่าง Sales, Marketing, Project Manager, IT หรือคนที่ทำในสายงานด้านต่างๆมานาน และสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขได้ทันที เพราะฉะนั้น ในการสัมภาษณ์งานแต่ละครั้ง ก่อนที่เราจะบอก HR ว่าเราคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่ เราต้องเตรียมคัดจุดเด่นของเราที่บริษัทลงทุนในการรับเราเข้าทำงานแล้ว บริษัทจะคุ้มค่ากับสิ่งที่เราสามารถทำให้บริษัทเกิดผลกำไรได้ด้วยนะครับ ทีนี้เราก็สามารถคาดหวังเงินเดือนสูงๆจากการเปลี่ยนงานได้แล้วละครับ อยากได้มืออาชีพคอยดูแลในการหางานให้กับคุณ สะดวกกว่า รวดเร็วกว่า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้เราช่วยดูแลนะครับ เพราะที่ Reeracoen งาน..มองหาคุณครับ ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### สมัครงานเซลยังไงให้ได้งาน เรซูเม่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง!! สมัครงานเซลยังไงให้ได้งาน เรซูเม่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง!! การเขียน Resume มีส่วนสำคัญมากในการสมัครงาน หลายๆ คนมีประสบการณ์ Sales ที่น่าสนใจ แต่ไม่สามารถนำเสนอออกมาผ่าน Resume ได้ทั้งหมด วันนี้ Reeracoen อยากแนะนำว่า คุณควรเตรียม Resume อย่างไรถึงจะมีโอกาสถูกเรียกไปสัมภาษณ์ได้ง่ายที่สุด ประสบการณ์ product ที่ขาย กลุ่มลูกค้า ระบุให้ชัด เวลา HR ในบริษัทพิจารณาเรซูเม่ของคุณ สิ่งที่เค้าจะดูเป็นอันดับแรกคือประสบการณ์ที่คุณทำงานมา การระบุ product ที่คุณขาย และ reference กลุ่มลูกค้าที่คุณดูแล มีส่วนในการตัดสินใจของ HR ที่จะเรียกคุณไปสัมภาษณ์ เนื่องจากเค้าจะรู้ได้ว่าจากประสบการณ์ขายที่คุณมีในการขายสินค้านั้นๆ สามารถดึงจุดไหนมาใช้กับบริษัทได้บ้าง ต้องพัฒนาจุดไหนเพิ่มเติม รวมถึงกลุ่มลูกค้าเก่าที่คุณดูแล สามารถบอกระยะเวลาที่คุณต้องใช้ในการสร้างฐานลูกค้าให้กับบริษัท จุดนี้จะมีผลต่อการพิจารณาเงินเดือนของคุณโดยตรงเลยทีเดียว บอกความสำเร็จ (Achievement) ที่ผ่านมาในทุกงานที่คุณเคยทำ แน่นอนว่างาน Sales เป็นกลุ่มงานนึงที่ยอดขายมีส่วนสำคัญมากในการพิจารณาเข้าทำงาน การที่คุณระบุความสำเร็จที่ผ่านมาในงาน Sales ต่างๆ อย่างรางวัลที่คุณทำได้ สัดส่วนการทำเซลได้ถึงเป้าในแต่ละปี สร้างความน่าสนใจให้กับ HR ที่พิจารณาเรียกสัมภาษณ์คุณแน่นอน อธิบาย Structure และวิธีการบริหารทีมของคุณ ถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งที่บริหารงาน Sales อย่าลืมที่จะใส่ประสบการณ์ในการบริหารทีม จำนวนคนในทีม ยอดขาย และวิธีการที่คุณบริหารแบบคร่าวๆ ข้อมูลเหล่านี้ ช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับเรซูเม่คุณ รวมถึงชี้นำจุดที่ HR ควรตั้งคำถามกับคุณในการสัมภาษณ์งานได้อีกด้วย เป็นยังไงบ้างครับ หวังว่าทุกคนจะเอาไปปรับแก้ไขเรซูเม่ แล้วมีโอกาสให้ทุกคนได้งานเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการเขียนเรซูเม่ได้ดีแล้ว อาจลองให้ recruitment อย่าง Reeracoen ช่วยดูแลในการหางาน ซึ่งจะมี Consultant ที่มีประสบการณ์ช่วยดูแลคุณจนกว่าจะได้งานเลยทีเดียว สะดวกกว่า รวดเร็วกว่า โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ อีกด้วย ที่ Reeracoen งานมองหาคุณครับ.. ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### คำถามที่พบบ่อยในการสมัครงานผ่าน Reeracoen การสมัครงานผ่าน Reeracoen ต้องเสียค่าใช้จ่ายไหม? การสมัครงานผ่าน Reeracoen นั้น เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอนจนได้งานที่เราชอบเลยครับ โดยที่ตลอดเวลาที่เราหางานผ่าน Reeracoen นั้น จะมีที่ปรึกษาคอยช่วยดูแลจนกว่าเราจะได้งานเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสบายใจได้ สมัครงานผ่าน Reeracoen ยุ่งยากไหม? จริงๆ การสมัครงานผ่าน Reeracoen นั้นง่ายมากครับ เพียงแค่เราเตรียม Resume ของเราเองที่พร้อมในการสมัครงาน จากนั้นใช้เวลาแค่เพียง 1 นาทีในการกรอกข้อมูลของคุณเพื่อสะดวกในการติดต่อกลับ จากนั้นจะมีพนักงานติดต่อคุณเพื่อแนะนำในการหางานผ่าน Reeracoen ทำไมถึงต้องสัมภาษณ์เบื้องต้นกับ Reeracoen ก่อนด้วย สู้ไปสมัครที่บริษัทนั้นๆโดยตรงไม่ดีกว่าหรอ? จริงๆแล้ว การสัมภาษณ์งานกับ Reeracoen Consultant ของเราจะเน้นการสอบถามประสบการณ์ทำงาน รวมถึง ความคาดหวังในการหางานของเราเป็นหลักครับ ว่าเราสนใจทำงานในสายงานและธุรกิจประเภทไหน รวมถึงความคาดหวังเรื่องเงินเดือน โลเคชั่นในการทำงาน ลักษณะงานที่สนใจ รวมถึงหลังจากนั้น Consultant จะคอยแนะนำงานที่ตรงกับความต้องการของคุณ นอกเหนือจากงานที่เราสมัครเข้ามาแล้ว อาจจะมีโอกาสจากงานอื่นๆที่น่าสนใจและตรงกับความต้องการของเราด้วยเช่นกันครับ ทำให้เราลดเวลาในการมองหางานไปได้เยอะเลย หางานผ่าน Reeracoen ดีกว่าหางานเองยังไง? สะดวกและรวดเร็วกว่าแน่นอนครับ เพราะเรารวบรวมงานจากทุกธุรกิจและสายอาชีพไว้พร้อมในที่เดียวแล้ว นอกเหนือจากเราสามารถระบุงานที่เราอยากทำได้อย่างละเอียด Consultant ของเราจะช่วยคุณเตรียมตัวในการสมัครงาน เอกสารต่างๆที่จำเป็น รวมถึงให้การช่วยเหลือและไกด้ไลน์ที่จำเป็นในการสัมภาษณ์งานอีกด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าคุณพร้อมในการไปสัมภาษณ์งานแต่ละครั้ง ถ้าเราสมัครงานผ่าน Reeracoen สามารถคาดหวังงานประเภทไหนได้บ้าง? Reeracoen มีบริษัทที่เป็นพาร์ทเนอร์กว่า 3000 บริษัท จากกว่า 30 กลุ่มธุรกิจ และทุกๆปีเรามีงานกว่า 4000 - 5000 งานที่คอยรองรับผู้สมัคร โดยจะเน้นในกลุ่มออฟฟิศและโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ภาคกลาง บริษัทพาร์ทเนอร์ที่มีสัดส่วนมากที่สุด 5 อันดับ จะมาจากกลุ่มธุรกิจประเภท Manufacturing, บริษัท Trading, บริษัทกลุ่มธุรกิจ IT & Telecommunication,  กลุ่มบริษัทด้าน Logistic และบริษัท Consulting ส่วนกลุ่มงานที่มีเปิดมากที่สุดในแต่ละปี จะเป็นประเภทงาน Engineer, Back Office, Sales, IT&Telecommunication และ Accounting แต่นอกเหนือจากทั้งกลุ่มธุรกิจและสายงานที่กล่าวมานั้น เรายังมีงานอื่นๆที่น่าสนใจเพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้สมัครในทุกสายอาชีพเลยทีเดียวครับ ถ้าได้งานผ่าน Reeracoen เราจะเป็นพนักงานของบริษัทนั้นๆ เลยไหม? ถูกต้องแล้วครับ เราจะเป็นพนักงานประจำในบริษัทที่เราสมัครและไปสัมภาษณ์งานผ่าน Reeracoen โดยตรงเลย โดยในช่วงที่มีการออฟเฟอร์งานจากบริษัทนั้นๆ จะมีเอกสารระบุการเสนองาน ตำแหน่ง เงินเดือน สวัสดิการ วันเริ่มงาน รวมถึงชื่อบริษัทที่เราจะเข้าไปเป็นพนักงานอย่างชัดเจน และจะต้องมีการเซ็นต์รับทราบทั้งทางบริษัทที่เราสมัครและตัวเรา เพราะฉะนั้นหายห่วงครับ เป็นไงบ้างครับ สะดวกแถมฟรีอีก ถ้าใครกายพร้อม Resume พร้อม ก็ฝาก profile กับ Reeracoen กันได้เลย Link สำหรับฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th อ่าน Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### New collar worker ผู้ชนะที่แท้จริงบนสงคราม AI ของโลกธุรกิจ New collar worker ผู้ชนะที่แท้จริงบนสงคราม AI ของโลกธุรกิจ หลังจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำอย่าง ChatGPT เปิดตัวสู่สายตาให้ชาวโลกได้สัมผัสขั้นกว่าของคำว่า AI เป็นครั้งแรก ก็ได้กลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าการมีอยู่ของเทคโนโลยีนี้คือคู่แข่งที่จะทำให้คนทำงานจำนวนมากต้องเดือดร้อน แต่ความจริงผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่กับมนุษย์เพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับภาคธุรกิจในบริษัทสายเทคโนโลยีก็ได้รับผลไม่น้อย หากเทียบอัตราความนิยมในด้าน “จำนวนผู้ใช้งาน” เราจะพบรายงานว่าเพียง 5 วัน ChatGPT ก็มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนและทะยานสู่ 100 ล้านคนภายในเวลา 2 เดือนหลังจากเปิดตัว ถือเป็นความสำเร็จที่แซงหน้าบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ทุกเจ้า บ้างก็ว่าผู้ครองตลาดแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอย่าง Google กำลังเจอภัยคุกคามอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน บริษัทด้านเทคโนโลยีจำนวนมากจึงต้องเข้าสู่การแข่งขันและหันมาทุ่มพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ออกสู่ตลาดกันมากขึ้น เช่น Google Bard, Claude, Microsoft Copilot ฯลฯ คำถามก็คือการแข่งขันนี้จะไปจบที่ตรงไหน สุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ หรือการมีอยู่ของ AI จะไม่ใช่แค่ “แย่งงาน” อย่างเดียว แต่ในขณะเดียวก็ช่วยสร้างงานให้คนมากมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีทักษะด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับคำว่า New collar worker ที่อาจเป็น “ผู้ชนะ” ที่แท้จริงบนสงครามเทคโนโลยีของโลกธุรกิจในทุกวันนี้ รู้จัก New collar worker ปกติเรามักจะคุ้นเคยกับ White collar ในฐานะพนักงานออฟฟิศกับ Blue collar ที่จัดอยู่ในกลุ่มสายงานอุตสาหกรรมการผลิต ส่วน New collar worker เป็นคำบัญญัติใหม่ที่เพิ่งมีมาในช่วงหลัง โดยหมายถึงกลุ่มคนที่มีทักษะเฉพาะทางในระดับสูง มีความสามารถโดดเด่นจนเป็นที่ดึงดูดองค์กรและอาจดีจนกระทั่ง “ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษา” เพื่อสมัครงานก็ได้ ส่วนสาเหตุที่ New collar worker มาแรงในปัจจุบัน เพราะการกระโดดเข้ามาร่วมแข่งด้าน AI ของบริษัทสายเทคฯ เมื่อมีตำแหน่งงานว่างเกิดขึ้นมารองรับเป็นจำนวนมากแต่กลับสวนทางกับทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงเป็นโอกาสให้กลุ่ม New collar เข้ามาทดแทนช่องว่างดังกล่าว ตอบรับกับ “มุมมองการจ้างงาน” ของหลายองค์กรในปัจจุบันที่ปรับกลยุทธ์การรับสมัครพนักงานด้วย Skill-based hiring เน้นความสามารถมากกว่าวุฒิการศึกษาในบางตำแหน่งเพื่อทำลายกรอบกำแพงเดิมๆ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงบุคลากรฝีมือ อย่างไรก็ตามแม้บริษัทจะเริ่มหันมาโฟกัสทักษะให้มากขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าวุฒิการศึกษาจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะการมีความสามารถหลากหลายก็ยิ่งดีกับการทำงานในยุคใหม่ที่อาชีพเดียวหรือชุดทักษะเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยลงเรื่อยๆ เวลาที่มีอยู่ในฐานะคนทำงานก็กำลังค่อยๆ นับถอยหลังต่อไป ถามตัวเองกันบ้างไหมทุกวันนี้งานที่ทำตอบโจทย์เป้าหมายหรือยัง ใช้ความสามารถที่มีให้ถูกที่ค้นหางานสาย Tech เปิดรับสมัครด่วน หารายได้อีกหนึ่งช่องทางกับงานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำใช้คอนเนกชันให้เกิดประโยชน์กับแพลตฟอร์มหาคน - หางาน หางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/dLAy0 https://shorturl.at/sJ2sK ### New collar worker ผู้ชนะที่แท้จริงบนสงคราม AI ของโลกธุรกิจ New collar worker ผู้ชนะที่แท้จริงบนสงคราม AI ของโลกธุรกิจ หลังจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำอย่าง ChatGPT เปิดตัวสู่สายตาให้ชาวโลกได้สัมผัสขั้นกว่าของคำว่า AI เป็นครั้งแรก ก็ได้กลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าการมีอยู่ของเทคโนโลยีนี้คือคู่แข่งที่จะทำให้คนทำงานจำนวนมากต้องเดือดร้อน แต่ความจริงผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่กับมนุษย์เพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับภาคธุรกิจในบริษัทสายเทคโนโลยีก็ได้รับผลไม่น้อย หากเทียบอัตราความนิยมในด้าน “จำนวนผู้ใช้งาน” เราจะพบรายงานว่าเพียง 5 วัน ChatGPT ก็มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนและทะยานสู่ 100 ล้านคนภายในเวลา 2 เดือนหลังจากเปิดตัว ถือเป็นความสำเร็จที่แซงหน้าบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ทุกเจ้า บ้างก็ว่าผู้ครองตลาดแพลตฟอร์มค้นหาข้อมูลอย่าง Google กำลังเจอภัยคุกคามอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน บริษัทด้านเทคโนโลยีจำนวนมากจึงต้องเข้าสู่การแข่งขันและหันมาทุ่มพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ออกสู่ตลาดกันมากขึ้น เช่น Google Bard, Claude, Microsoft Copilot ฯลฯ คำถามก็คือการแข่งขันนี้จะไปจบที่ตรงไหน สุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ หรือการมีอยู่ของ AI จะไม่ใช่แค่ “แย่งงาน” อย่างเดียว แต่ในขณะเดียวก็ช่วยสร้างงานให้คนมากมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีทักษะด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับคำว่า New collar worker ที่อาจเป็น “ผู้ชนะ” ที่แท้จริงบนสงครามเทคโนโลยีของโลกธุรกิจในทุกวันนี้ รู้จัก New collar worker ปกติเรามักจะคุ้นเคยกับ White collar ในฐานะพนักงานออฟฟิศกับ Blue collar ที่จัดอยู่ในกลุ่มสายงานอุตสาหกรรมการผลิต ส่วน New collar worker เป็นคำบัญญัติใหม่ที่เพิ่งมีมาในช่วงหลัง โดยหมายถึงกลุ่มคนที่มีทักษะเฉพาะทางในระดับสูง มีความสามารถโดดเด่นจนเป็นที่ดึงดูดองค์กรและอาจดีจนกระทั่ง “ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษา” เพื่อสมัครงานก็ได้ ส่วนสาเหตุที่ New collar worker มาแรงในปัจจุบัน เพราะการกระโดดเข้ามาร่วมแข่งด้าน AI ของบริษัทสายเทคฯ เมื่อมีตำแหน่งงานว่างเกิดขึ้นมารองรับเป็นจำนวนมากแต่กลับสวนทางกับทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงเป็นโอกาสให้กลุ่ม New collar เข้ามาทดแทนช่องว่างดังกล่าว ตอบรับกับ “มุมมองการจ้างงาน” ของหลายองค์กรในปัจจุบันที่ปรับกลยุทธ์การรับสมัครพนักงานด้วย Skill-based hiring เน้นความสามารถมากกว่าวุฒิการศึกษาในบางตำแหน่งเพื่อทำลายกรอบกำแพงเดิมๆ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงบุคลากรฝีมือ อย่างไรก็ตามแม้บริษัทจะเริ่มหันมาโฟกัสทักษะให้มากขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าวุฒิการศึกษาจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะการมีความสามารถหลากหลายก็ยิ่งดีกับการทำงานในยุคใหม่ที่อาชีพเดียวหรือชุดทักษะเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยลงเรื่อยๆ เวลาที่มีอยู่ในฐานะคนทำงานก็กำลังค่อยๆ นับถอยหลังต่อไป ถามตัวเองกันบ้างไหมทุกวันนี้งานที่ทำตอบโจทย์เป้าหมายหรือยัง ใช้ความสามารถที่มีให้ถูกที่ค้นหางานสาย Tech เปิดรับสมัครด่วน หารายได้อีกหนึ่งช่องทางกับงานเสริมที่ไม่กระทบงานประจำใช้คอนเนกชันให้เกิดประโยชน์กับแพลตฟอร์มหาคน - หางาน หางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/dLAy0 https://shorturl.at/sJ2sK ### สร้าง Passive Job Opportunity วิธีหางานโดยไม่ต้องยื่นสมัครด้วยตัวเอง เชื่อว่าชีวิตการทำงานของใครหลายคน ในทุกๆ ปีจะต้องมีความรู้สึก “อยากย้ายงาน” ผุดขึ้นมาเป็นประจำ ไม่ว่าจะด้วยเพราะปัญหาในที่ทำงาน ได้รับเงินเดือนไม่คุ้มเหนื่อย เริ่มมองไม่เห็นอนาคต หรือแม้แต่ถึงจุดอิ่มตัว แต่ด้วยความเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีภาระงานประจำ ทำให้แค่ปัญหาที่ต้องจัดการในแต่ละวันก็เหนื่อยมากพอแล้ว หลายคนจึงไม่มีเวลามาลงทุนกับความต้องการในส่วนนี้ ดังนั้นถ้าจะต้องเข้าเว็บสมัครงาน นั่งอ่าน Job description แบ่งเวลามาทำเรซูเม่ รวมผลงาน เขียนอีเมลส่งหาบริษัท ก็เหมือนจะไปสร้างภาระให้ตัวเองลำบากมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าปัญหาคืออยากได้งานแต่ “ไม่มีเวลา” มานั่งสมัครหรือไม่อยากเหนื่อยกับภาระเพิ่มเติมในช่วงที่อยากพักผ่อน ก็สามารถแก้ปัญหาด้วยการเพิ่ม “ช่องทางหางาน” ที่แม้จะอยู่เฉยๆ ก็มีโอกาสงานยื่นเข้ามาหาเรื่อยๆ ด้วยการสร้าง Passive Job Opportunity ไว้ให้ตัวเอง ซึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้งานแบบตรงใจมากที่สุดก็คือการฝากโปรไฟล์กับบริษัทจัดหางานที่มีลักษณะการทำงานแบบ Active Recruitment เป็นตัวกลางจับคู่ความต้องการระหว่างองค์กรและผู้สมัคร และถ้าพร้อมสำหรับโอกาสงานที่จะเข้ามาในอนาคตแล้ว ก็มาฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และเริ่มต้นหางานกับ Reeracoen Thailand ไปพร้อมกันเลย 1) ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้กับ Reeracoen Thailand สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการคลิก Sign up ที่มุมบนขวามือของหน้า Home page แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลย 2) ปรับ Job Opportunity Status เลือกสถานะ Actively เพื่อแสดงความจำนงค์ว่ากำลังต้องการงานด่วน เพื่อให้ทีม Recruiter ติดต่อเสนองานที่เหมาะกับโปรไฟล์ได้ทันที หรือกรณีที่ยังต้องการโฟกัสกับงานปัจจุบันอย่างเต็มที่และไม่พร้อมสำหรับโอกาสงานใหม่ในตอนนี้ก็สามารถปรับเป็น Not Available ได้ตามความสะดวก 3) เปิดรับ Mail Notification ให้แจ้งผ่านอีเมล ตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครใหม่ ตำแหน่งงานแมตช์กับ Career preferences ที่ตั้งไว้ เพิ่มความสะดวกให้การหางานอย่างตรงจุด ประหยัดเวลามองหางานผ่านหน้าเว็บด้วยตัวเองและไม่พลาดทุกโอกาสงานที่กำลังเปิดรับอยู่ในขณะนั้น 4) อนุญาตให้แชร์ข้อมูลโปรไฟล์ระหว่างแพลตฟอร์ม เพิ่มช่องทางให้บริษัทต่างๆ มองเห็นโปรไฟล์ของเราได้มากขึ้นด้วยการอนุญาตให้แชร์ข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม อาทิ SourcedOut ที่เป็นอีกหนึ่งบริการจัดหางานในเครือ Reeracoen Thailand (เป็นไปตามนโยบายความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว PDPA) เพียงฝากโปรไฟล์และดำเนินการตาม 4 ขั้นตอนง่ายๆ ก็สามารถเพิ่ม Passive Job Opportunity และสร้างโอกาสงานให้ตัวเองได้มากขึ้นถึง 3 เท่า เพราะยุค 2024 ไม่ใช่แค่เราที่ต้องวิ่งหางานอยู่ฝ่ายเดียว หากเรามีของดี เปี่ยมด้วยคุณสมบัติที่บริษัทไหนๆ ก็ต้องการ อย่าลืมสร้างช่องทางหางานไว้ให้ตัวเองกับผู้ช่วยที่รู้ใจ 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment agency ถึงมีโอกาสได้งานมากกว่าการสมัครด้วยตัวเอง ### ออกแบบเรซูเม่ให้เตะตา HR ในปี 2024 ด้วยหลักจัดหน้าแบบ F Method ออกแบบเรซูเม่ให้เตะตา HR ในปี 2024 ด้วยหลักจัดหน้าแบบ F Method ปี 2024 แล้วเราจะออกแบบเรซูเม่อย่างไรดี? ขณะที่โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทักษะและองค์ความรู้ที่ใช้กันก็ถูกพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้น เพื่อเอาตัวรอดและชนะการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการ Reskill - Upskill จึงสำคัญมากในสังคมคนทำงาน แล้วในแง่ของหลักการ ความเชื่อที่เกี่ยวกับการสมัครงาน โดยเฉพาะ “รูปแบบเรซูเม่” ที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตยังคงทันสมัยหรือเหมาะสมหรือไม่ในบริบทปัจจุบัน มาหาคำตอบและอัปสกิลการออกแบบเรซูเม่เพื่อเตะตา HR ไปพร้อมกันได้เลย ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบเรซูเม่ เพราะในการสมัครงานแต่ละตำแหน่งมักจะมีผู้สมัครยื่นโปรไฟล์เข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยค่าเฉลี่ยอาจอยู่ที่หลักสิบ ไปจนถึงหลักร้อยใบ ทำให้ฝ่ายคัดกรองอย่าง HR หรือทีมรีครูทเตอร์มักจะใช้วิธีสแกน (อ่านเร็วๆ) เพื่อความรวดเร็ว เรซูเม่จึงเป็นใบเบิกทางสำหรับการคัดเลือกรอบแรก และนอกเหนือจากพิจารณาด้วยคุณสมบัติบนโปรไฟล์ อีกหนึ่งวิธีช่วยเรียกความสนใจจาก HR ได้เป็นอย่างดีก็คือการออกแบบให้อ่านง่าย มีจุดดึงดูดสายตาและเป็นที่น่าจดจำมากขึ้นสำหรับคนคัดกรอง การออกแบบเรซูเม่ที่พบเจอบ่อยๆ ปฏิเสธไม่ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดบนหน้าเรซูเม่ก็คือ “เนื้อหา” หลายคนเลยมองว่าแค่ใส่คุณสมบัติทักษะที่มีติดตัวและร่ายประวัติการทำงานมาให้ครบก็เป็นอันพร้อมลุย ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือช่วยสร้างเรซูเม่ให้เลือกใช้หลายเจ้า มีการจัดรูปแบบหน้าตา กำหนดตำแหน่งข้อความไว้แล้ว เพียงแก้ไขเนื้อหาให้ตรงกับข้อมูลส่วนตัวก็ใช้งานได้เลย ทำให้รวมๆ แล้วลักษณะการออกแบบเรซูเม่จะดูหน้าตาคล้ายกันไปหมด คือรูปภาพที่อยู่มุมบนฝั่งซ้าย - ขวา มีส่วนสรุปแนะนำตัวไว้ใต้รูปภาพหรือใต้ชื่อ แบ่งส่วนข้อมูลส่วนตัวแยกฝั่งกับประวัติการทำงานชัดเจนดังภาพ ออกแบบเรซูเม่ให้ปังด้วยหลักการจัดหน้าแบบตัว F ข้อมูลหลักฐานการศึกษาจาก Nielsen Norman Group ที่ใช้เทคโนโลยีจับการเคลื่อนที่ของสายตาจนพบ “พฤติกรรมการอ่าน” ที่มักจะเริ่มจากส่วนบนของเนื้อหา แล้วกวาดสายตาอ่านในแนวขวางทีละบรรทัด จบด้วยการลากจากบนลงล่างเป็นเส้นแนวดิ่ง ซึ่งวาดออกมาได้เป็นลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายกับตัว F สำหรับวิธีนำมาปรับใช้กับการออกแบบเรซูเม่ เราสามารถกำหนดตำแหน่งเนื้อหาตามลำดับความสำคัญ อิงตามลักษณะการเคลื่อนที่ของสายตาในแต่ละจุด ลองออกแบบโดยคิดว่าผลงานหรือคุณสมบัติโดนๆ มาวางในจุดแรกๆ ให้ HR เห็นแล้วต้องสนใจและเลือกไว้รอเรียกเข้ามาสัมภาษณ์ในรอบถัดไป เมื่อเรซูเม่ที่เราออกแบบสามารถช่วยไฮไลท์โปรไฟล์ให้องค์กรมองเห็นข้อดี หรือความโดดเด่นของเราได้ง่าย เราก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จกับการสมัครงานได้มากขึ้น สรุป 3 องค์ประกอบที่ร่วมกันทำให้การออกแบบเรซูเม่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากขึ้น จุดที่สายตาจะเลือกไปโฟกัสเป็นอันดับแรก กำหนดเส้นนำสายตา และจุดที่โฟกัสลำดับถัดไป ออกแบบให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามไปกับเนื้อหาที่วางไว้ อีกหนึ่งคำแนะนำสำหรับการออกแบบเรซูเม่ในปี 2024 ปัจจุบันหลายองค์กรมีการใช้เครื่องมือ Applicant tracking system: ATS เข้ามามีส่วนในกระบวนการรับสมัครงานมากขึ้น ซึ่งบางตัวอาจมี AI ช่วยทำหน้าที่คัดกรองใบสมัครแทน HR โดยใช้วิธีแมตช์คีย์เวิร์ดเข้ากับใบประกาศรับสมัครงาน เช่น ชื่อตำแหน่ง คุณสมบัติที่ต้องการ ทักษะประสบการณ์ทำงานและถ้าใบสมัครของเราไม่มีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับ Job description ก็จะมีโอกาสถูก AI ปัดตกไปตั้งแต่แรกได้เช่นกัน ดังนั้นการสมัครงานในยุคนี้การใช้เรซูเม่หนึ่งใบเพื่อส่งสมัครงานได้เป็นสิบๆ บริษัทก็อาจไม่เหมาะอีกต่อไป คำแนะนำที่อยากฝากก็คือพยายามทำเรซูเม่เพื่อสมัคร "งานใดงานหนึ่ง" โดยเฉพาะ เพื่อให้มีคีย์เวิร์ดตรงกับ Job description มากที่สุด อ่านบทความ : ข้อระวังและความผิดพลาดบนเรซูเม่ที่อาจทำให้คุณไม่ได้งาน เริ่มต้นฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ให้กับตัวเอง ### ออกแบบเรซูเม่ให้เตะตา HR ในปี 2024 ด้วยหลักจัดหน้าแบบ F Method ออกแบบเรซูเม่ให้เตะตา HR ในปี 2024 ด้วยหลักจัดหน้าแบบ F Method ปี 2024 แล้วเราจะออกแบบเรซูเม่อย่างไรดี? ขณะที่โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทักษะและองค์ความรู้ที่ใช้กันก็ถูกพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้น เพื่อเอาตัวรอดและชนะการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการ Reskill - Upskill จึงสำคัญมากในสังคมคนทำงาน แล้วในแง่ของหลักการ ความเชื่อที่เกี่ยวกับการสมัครงาน โดยเฉพาะ “รูปแบบเรซูเม่” ที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตยังคงทันสมัยหรือเหมาะสมหรือไม่ในบริบทปัจจุบัน มาหาคำตอบและอัปสกิลการออกแบบเรซูเม่เพื่อเตะตา HR ไปพร้อมกันได้เลย ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบเรซูเม่ เพราะในการสมัครงานแต่ละตำแหน่งมักจะมีผู้สมัครยื่นโปรไฟล์เข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยค่าเฉลี่ยอาจอยู่ที่หลักสิบ ไปจนถึงหลักร้อยใบ ทำให้ฝ่ายคัดกรองอย่าง HR หรือทีมรีครูทเตอร์มักจะใช้วิธีสแกน (อ่านเร็วๆ) เพื่อความรวดเร็ว เรซูเม่จึงเป็นใบเบิกทางสำหรับการคัดเลือกรอบแรก และนอกเหนือจากพิจารณาด้วยคุณสมบัติบนโปรไฟล์ อีกหนึ่งวิธีช่วยเรียกความสนใจจาก HR ได้เป็นอย่างดีก็คือการออกแบบให้อ่านง่าย มีจุดดึงดูดสายตาและเป็นที่น่าจดจำมากขึ้นสำหรับคนคัดกรอง การออกแบบเรซูเม่ที่พบเจอบ่อยๆ ปฏิเสธไม่ได้สิ่งที่สำคัญที่สุดบนหน้าเรซูเม่ก็คือ “เนื้อหา” หลายคนเลยมองว่าแค่ใส่คุณสมบัติทักษะที่มีติดตัวและร่ายประวัติการทำงานมาให้ครบก็เป็นอันพร้อมลุย ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือช่วยสร้างเรซูเม่ให้เลือกใช้หลายเจ้า มีการจัดรูปแบบหน้าตา กำหนดตำแหน่งข้อความไว้แล้ว เพียงแก้ไขเนื้อหาให้ตรงกับข้อมูลส่วนตัวก็ใช้งานได้เลย ทำให้รวมๆ แล้วลักษณะการออกแบบเรซูเม่จะดูหน้าตาคล้ายกันไปหมด คือรูปภาพที่อยู่มุมบนฝั่งซ้าย - ขวา มีส่วนสรุปแนะนำตัวไว้ใต้รูปภาพหรือใต้ชื่อ แบ่งส่วนข้อมูลส่วนตัวแยกฝั่งกับประวัติการทำงานชัดเจนดังภาพ ออกแบบเรซูเม่ให้ปังด้วยหลักการจัดหน้าแบบตัว F ข้อมูลหลักฐานการศึกษาจาก Nielsen Norman Group ที่ใช้เทคโนโลยีจับการเคลื่อนที่ของสายตาจนพบ “พฤติกรรมการอ่าน” ที่มักจะเริ่มจากส่วนบนของเนื้อหา แล้วกวาดสายตาอ่านในแนวขวางทีละบรรทัด จบด้วยการลากจากบนลงล่างเป็นเส้นแนวดิ่ง ซึ่งวาดออกมาได้เป็นลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายกับตัว F สำหรับวิธีนำมาปรับใช้กับการออกแบบเรซูเม่ เราสามารถกำหนดตำแหน่งเนื้อหาตามลำดับความสำคัญ อิงตามลักษณะการเคลื่อนที่ของสายตาในแต่ละจุด ลองออกแบบโดยคิดว่าผลงานหรือคุณสมบัติโดนๆ มาวางในจุดแรกๆ ให้ HR เห็นแล้วต้องสนใจและเลือกไว้รอเรียกเข้ามาสัมภาษณ์ในรอบถัดไป เมื่อเรซูเม่ที่เราออกแบบสามารถช่วยไฮไลท์โปรไฟล์ให้องค์กรมองเห็นข้อดี หรือความโดดเด่นของเราได้ง่าย เราก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จกับการสมัครงานได้มากขึ้น สรุป 3 องค์ประกอบที่ร่วมกันทำให้การออกแบบเรซูเม่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากขึ้น จุดที่สายตาจะเลือกไปโฟกัสเป็นอันดับแรก กำหนดเส้นนำสายตา และจุดที่โฟกัสลำดับถัดไป ออกแบบให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามไปกับเนื้อหาที่วางไว้ อีกหนึ่งคำแนะนำสำหรับการออกแบบเรซูเม่ในปี 2024 ปัจจุบันหลายองค์กรมีการใช้เครื่องมือ Applicant tracking system: ATS เข้ามามีส่วนในกระบวนการรับสมัครงานมากขึ้น ซึ่งบางตัวอาจมี AI ช่วยทำหน้าที่คัดกรองใบสมัครแทน HR โดยใช้วิธีแมตช์คีย์เวิร์ดเข้ากับใบประกาศรับสมัครงาน เช่น ชื่อตำแหน่ง คุณสมบัติที่ต้องการ ทักษะประสบการณ์ทำงานและถ้าใบสมัครของเราไม่มีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับ Job description ก็จะมีโอกาสถูก AI ปัดตกไปตั้งแต่แรกได้เช่นกัน ดังนั้นการสมัครงานในยุคนี้การใช้เรซูเม่หนึ่งใบเพื่อส่งสมัครงานได้เป็นสิบๆ บริษัทก็อาจไม่เหมาะอีกต่อไป คำแนะนำที่อยากฝากก็คือพยายามทำเรซูเม่เพื่อสมัคร "งานใดงานหนึ่ง" โดยเฉพาะ เพื่อให้มีคีย์เวิร์ดตรงกับ Job description มากที่สุด อ่านบทความ : ข้อระวังและความผิดพลาดบนเรซูเม่ที่อาจทำให้คุณไม่ได้งาน เริ่มต้นฝากโปรไฟล์ สร้าง Passive Job Opportunity ให้กับตัวเอง ### สร้าง Passive Job Opportunity วิธีหางานโดยไม่ต้องยื่นสมัครด้วยตัวเอง เชื่อว่าชีวิตการทำงานของใครหลายคน ในทุกๆ ปีจะต้องมีความรู้สึก “อยากย้ายงาน” ผุดขึ้นมาเป็นประจำ ไม่ว่าจะด้วยเพราะปัญหาในที่ทำงาน ได้รับเงินเดือนไม่คุ้มเหนื่อย เริ่มมองไม่เห็นอนาคต หรือแม้แต่ถึงจุดอิ่มตัว แต่ด้วยความเป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีภาระงานประจำ ทำให้แค่ปัญหาที่ต้องจัดการในแต่ละวันก็เหนื่อยมากพอแล้ว หลายคนจึงไม่มีเวลามาลงทุนกับความต้องการในส่วนนี้ ดังนั้นถ้าจะต้องเข้าเว็บสมัครงาน นั่งอ่าน Job description แบ่งเวลามาทำเรซูเม่ รวมผลงาน เขียนอีเมลส่งหาบริษัท ก็เหมือนจะไปสร้างภาระให้ตัวเองลำบากมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าปัญหาคืออยากได้งานแต่ “ไม่มีเวลา” มานั่งสมัครหรือไม่อยากเหนื่อยกับภาระเพิ่มเติมในช่วงที่อยากพักผ่อน ก็สามารถแก้ปัญหาด้วยการเพิ่ม “ช่องทางหางาน” ที่แม้จะอยู่เฉยๆ ก็มีโอกาสงานยื่นเข้ามาหาเรื่อยๆ ด้วยการสร้าง Passive Job Opportunity ไว้ให้ตัวเอง ซึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้งานแบบตรงใจมากที่สุดก็คือการฝากโปรไฟล์กับบริษัทจัดหางานที่มีลักษณะการทำงานแบบ Active Recruitment เป็นตัวกลางจับคู่ความต้องการระหว่างองค์กรและผู้สมัคร และถ้าพร้อมสำหรับโอกาสงานที่จะเข้ามาในอนาคตแล้ว ก็มาฝากโปรไฟล์สร้าง Passive Job Opportunity และเริ่มต้นหางานกับ Reeracoen Thailand ไปพร้อมกันเลย 1) ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ สำหรับใครที่ยังไม่เคยลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้กับ Reeracoen Thailand สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการคลิก Sign up ที่มุมบนขวามือของหน้า Home page แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลย 2) ปรับ Job Opportunity Status เลือกสถานะ Actively เพื่อแสดงความจำนงค์ว่ากำลังต้องการงานด่วน เพื่อให้ทีม Recruiter ติดต่อเสนองานที่เหมาะกับโปรไฟล์ได้ทันที หรือกรณีที่ยังต้องการโฟกัสกับงานปัจจุบันอย่างเต็มที่และไม่พร้อมสำหรับโอกาสงานใหม่ในตอนนี้ก็สามารถปรับเป็น Not Available ได้ตามความสะดวก 3) เปิดรับ Mail Notification ให้แจ้งผ่านอีเมล ตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครใหม่ ตำแหน่งงานแมตช์กับ Career preferences ที่ตั้งไว้ เพิ่มความสะดวกให้การหางานอย่างตรงจุด ประหยัดเวลามองหางานผ่านหน้าเว็บด้วยตัวเองและไม่พลาดทุกโอกาสงานที่กำลังเปิดรับอยู่ในขณะนั้น 4) อนุญาตให้แชร์ข้อมูลโปรไฟล์ระหว่างแพลตฟอร์ม เพิ่มช่องทางให้บริษัทต่างๆ มองเห็นโปรไฟล์ของเราได้มากขึ้นด้วยการอนุญาตให้แชร์ข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์ม อาทิ SourcedOut ที่เป็นอีกหนึ่งบริการจัดหางานในเครือ Reeracoen Thailand (เป็นไปตามนโยบายความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว PDPA) เพียงฝากโปรไฟล์และดำเนินการตาม 4 ขั้นตอนง่ายๆ ก็สามารถเพิ่ม Passive Job Opportunity และสร้างโอกาสงานให้ตัวเองได้มากขึ้นถึง 3 เท่า เพราะยุค 2024 ไม่ใช่แค่เราที่ต้องวิ่งหางานอยู่ฝ่ายเดียว หากเรามีของดี เปี่ยมด้วยคุณสมบัติที่บริษัทไหนๆ ก็ต้องการ อย่าลืมสร้างช่องทางหางานไว้ให้ตัวเองกับผู้ช่วยที่รู้ใจ 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment agency ถึงมีโอกาสได้งานมากกว่าการสมัครด้วยตัวเอง ### 6 ข้อผิดพลาดในการสัมภาษณ์งาน 6 ข้อผิดพลาดในการสัมภาษณ์งาน onsite ที่อาจทำให้องค์กรไม่มั่นใจที่จะจ้างคุณ 2024 นับเป็นปีที่โลกการทำงานย้อนกลับสู่วิถีดั้งเดิมในหลายด้าน ไม่เพียงแต่พนักงานจะถูกเรียกกลับเข้าออฟฟิศกันมากขึ้นแล้ว การสัมภาษณ์เองก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากรูปแบบออนไลน์มาเป็นการสัมภาษณ์งาน onsite ที่บริษัทเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งความแตกต่างระหว่างพูดคุยผ่านวิดีโอคอลกับการใช้เวลาสัมภาษณ์ตัวเป็นๆ ในสถานที่จริงก็นับว่าเป็นความท้าทายอีกขั้นสำหรับผู้สมัครเนื่องจากมีปัจจัยให้เราต้องเตรียมตัวมากขึ้น โดยการสัมภาษณ์ออนไลน์เรามักจะมีเวลาเตรียมจดโน้ต บางคนมีเครื่องมือช่วยหาข้อมูลไว้คอยตอบคำถาม ทำให้ความกังวลส่วนใหญ่ก็จะอยู่แค่ “ในจอ” เท่านั้น ถือว่าลดความประหม่าจากปัจจัยอื่นๆ ได้มาก แต่กรณีสัมภาษณ์งาน onsite เราไม่มีพื้นที่ “นอกจอ” ไว้คอยหาข้อมูลเพิ่มเติมและนอกเหนือจากเนื้อหาที่พูดคุยกันในห้อง ยังมีความกดดันและอุปสรรคอื่นๆ ที่ควบคุมได้ยาก เช่น “การเดินทางมาสัมภาษณ์งาน” เราก็ต้องทำการบ้านศึกษาเส้นทางเพิ่มเติมเพื่อพาตัวเองมาบริษัทได้ถูกที่และตรงเวลา แถมยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่บริษัทอาจพิจารณา อาทิ การแต่งกาย ความน่าประทับใจ ไหวพริบและบุคลิกภาพในสถานการณ์จริง จากปัจจัยเหล่านี้ที่ทำให้การสัมภาษณ์ดูยากขึ้น จึงมีโอกาสที่เราจะทำพลาดได้ง่ายกว่ารูปแบบออนไลน์ สำหรับใครที่มีคิวนัดหมายสัมภาษณ์งานที่บริษัทเร็วๆ นี้ Reeracoen Thailand มี 6 ข้อผิดพลาดให้ระวังไว้เป็นแนวทางเตรียมความพร้อมในยุค onsite มาฝากกัน 1) ไม่ได้ใช้เวลาพรีเซนต์ตัวเองดีๆ ในช่วงต้น ด่านแรกที่เราจะต้องทำตอนสัมภาษณ์งานก็คือ “แนะนำตัว” ซึ่งการวางแผนกำหนดประเด็นที่ดีก่อนเริ่ม ก็จะช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างให้เรากับผู้สมัครคนอื่นโดยเพิ่มความน่าสนใจ ทำให้บริษัทอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ช่วยคลายข้อสงสัยที่องค์กรอาจจะมีในตอนต้น ตลอดจนรับมือกับคำถามในข้อถัดๆ ไปได้ง่ายขึ้น ประเด็นที่ควรหยิบยกมากล่าวถึงระหว่างแนะนำตัว ประสบการณ์และผลงานที่เกี่ยวกับตำแหน่งที่สมัคร ความใกล้เคียงของงานเทียบกับที่ทำก่อนหน้านี้ อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จกับที่นี่ 2) ตอบคำถามเชิง “ยกตัวอย่าง” ไม่ได้ มีหลายคำถามสัมภาษณ์งานที่องค์กรนำมาใช้ทำความเข้าใจวิธีทำงานของผู้สมัคร และมักจะอยู่ในลักษณะของการให้ “ยกตัวอย่างสถานการณ์” เช่น อะไรคือผลงานที่คุณภูมิใจมากที่สุด ซึ่งการจะเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ผู้ฟังเข้าใจ ผู้เล่าจำเป็นต้องมีวิธีการลำดับเนื้อหา ประกอบกับทักษะการเล่าเรื่องที่ดีในระดับหนึ่ง วิธีแก้ไขปัญหาแบบครบจบในประเด็นและไม่ออกทะเล คือเทคนิคการตอบคำถามด้วยหลักการ S.T.A.R ที่เป็นการกำหนดโครงสร้างคำตอบโดยเริ่มเลือกจากสถานการณ์ที่น่าสนใจ ลำดับหน้าที่ที่เรามีส่วนในสถานการณ์นั้นๆ และปิดท้ายด้วยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง 3) ไม่ลงรายละเอียดการทำงานให้เห็นภาพ นอกเหนือจากระบุทักษะที่มีลงไปในหน้าเรซูเม่ เราจะแสดงให้บริษัทเห็นด้วยวิธีการอื่นๆ แบบไหนได้อีกบ้าง? มีคนไม่น้อยเข้าไปในห้องสัมภาษณ์นั่งตอบคำถาม โดยที่ไม่สามารถแสดงให้องค์กรเห็นได้เลยว่าพวกเขามีทักษะอะไรจะนำมาใช้กับการทำงานไม่มีการขาย “ผลงาน” ที่เคยสร้างให้กับบริษัทก่อนหน้านี้ ไม่ได้ลงรายละเอียดให้องค์กรเข้าใจว่าเรามีวิธีการตั้งเป้าหมาย และทำงานอย่างไร ดังนั้นอยากแนะนำให้ผู้สมัครเลี่ยงการตอบแบบกว้างๆ และพยายามพูดถึงผลงานที่เคยทำให้มากขึ้น โดยลงรายละเอียดให้บริษัทได้รู้ว่าเราทำงานยังไง มีสกิลแบบไหนที่นำมาใช้ในการทำงานเป็นประจำ จะได้มีข้อมูลไว้พิจารณาต่อว่าจากทักษะที่เรามีนั้นสามารถใช้กับการทำงานในองค์กรในส่วนไหนได้บ้าง 4) ไม่รู้จักองค์กรให้มากพอก่อนมาสัมภาษณ์ ผู้สมัครหลายคนพลาดเพราะไม่ทำการบ้านศึกษาข้อมูลจึงไม่เข้าใจ “ความคาดหวัง” ที่มีต่อผู้สมัคร และกลายเป็นตัวเลือกที่ไม่แมตช์กับเป้าหมายของบริษัท  ยิ่งผู้สมัครมีข้อมูลเชิงลึกไว้ในมือมากเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นประเภทสินค้า/บริการ เป้าหมายองค์กร จุดยืนของบริษัท ภาพรวมตลาด ตลอดจนคู่แข่งธุรกิจ ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจสถานการณ์และความต้องการของบริษัทและนำเสนอสิ่งที่องค์กรมองหาได้ตรงอย่างจุด อีกหนึ่งเหตุผลที่ควรศึกษาองค์กรให้มากๆ ก่อนสัมภาษณ์ก็เพื่อเซฟอนาคตของตัวเองด้วยในระดับหนึ่ง เพราะบางครั้งเราอาจเข้าไปในช่วงกำลัง Layoffs การหาข้อมูลล่วงหน้าก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง 5) ภาพลักษณ์ดูไม่น่าประทับใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมเราพยายามรณรงค์ให้หยุดตัดสินกันด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ก็อยากให้ใส่ใจเรื่อง “ความประทับใจแรก” กันสักหน่อย เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและในมุมมองในแง่ของความเป็น “มืออาชีพ” ก็เริ่มต้นจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ปรากฎออกมาเสมอ เมื่อโอกาสมาถึงก็แสดงความพร้อมให้มากที่สุด ทำให้องค์กรเกิดภาพจำว่าเราเป็นผู้สมัครที่ดูดีทั้งคุณสมบัติการทำภายในและยังใส่ใจภายนอก 6) ขาดความมั่นใจ ถ้าแม้แต่ตัวเรายังไม่มั่นใจในตัวเองมากพอ ก็ไม่แปลกถ้านายจ้างจะไม่แน่ใจว่าตกลงสามารถฝากงานสำคัญให้คนคนนี้ดูแลได้จริงไหม อยากฝากทุกคนให้มั่นใจในความสามารถของกันมากขึ้นเพราะผลงานที่ผ่านมาคือเครื่องพิสูจน์ว่า “เราทำได้” จากผู้สมัครเป็นสิบหรือเป็นร้อยคนที่มีอยู่ในลิสต์รายชื่อทำไมองค์กรถึงเลือกให้เราได้เข้ามาสัมภาษณ์ ออกไปแสดงตัวตนให้องค์กรได้เห็น เพราะสุดท้ายแล้วงานที่ใช่ย่อมอยู่ในมือของคนที่คู่ควร อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมบริษัทถึงต้องจ้างเรา” และที่สำคัญ “ทำไมเราถึงอยากทำงานที่บริษัทนี้ สำรวจความพร้อมวิธีเตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์งานฉบับปี 2024 แหล่งข้อมูล: https://shorturl.at/ZsnNa ### แจ้งลาออก ต้องบอกล่วงหน้าก่อน 30 เท่านั้นจริงไหม แจ้งลาออก ต้องบอกล่วงหน้าก่อน 30 เท่านั้นจริงไหม สำหรับพนักงานประจำที่ไม่ได้มีกำหนดสิ้นสุดสัญญาจ้าง เรามักจะคุ้นเคยกับระเบียบขององค์กรมักจะมีระบุเงื่อนไขการลาออกว่าพนักงานจะต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนออก 30 วัน แต่คำถามคือถ้าจู่ๆ วันหนึ่งเราเกิดรู้สึกว่าไม่อยากทำงานแล้ว หรือได้งานที่ใหม่แล้วบริษัทอยากให้ไปเริ่มงานทันทีทั้งที่เรายังไม่ได้แจ้งลาออกกับบริษัทปัจจุบัน ในกรณีแบบนี้เราจำเป็นต้องยอมทิ้งโอกาสนั้นไปแล้วยึดตามระเบียบที่บริษัทเดิมระบุไว้เท่านั้น หรือความจริงเราสามารถปล่อยจอยแล้วออกได้เลยทันที เรามาเคลียร์ข้อสงสัยกัน! ข้อกำหนดบริษัท - ข้อกฎหมายเรื่องการแจ้งลาออก รายละเอียดสัญญาจ้างงานของบริษัทระบุว่าพนักงานต้องแจ้งลาออกก่อน 30 วัน ตรงตามพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ในมาตรา 17 ที่บอกว่าถ้าลูกจ้างลาออกจะต้องมีการบอกล่วงหน้า ดังนั้นในกรณีที่ออกโดยไม่ได้บอกก่อน นายจ้างก็จะสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพียงแต่การลาออกนั้นจะต้องก่อให้เกิดความเสียหายและนายจ้างต้องพิสูจน์ได้ว่าบริษัทเสียหายอย่างไร หมายความว่าแม้ลูกจ้างจะออกก่อนที่กำหนดไว้ 30 วัน แต่ถ้าไม่ได้ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย (ที่สามารถพิสูจน์ได้) ก็จะไม่มีผลทางกฎหมายเป็นปัญหาตามมาภายหลัง ดังนั้นถ้ามีความจำเป็นต้องลาออกก่อนช่วงเวลาที่กำหนดไว้ก็ควรประเมินลักษณะงานและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัท ถ้ายังมีภาระงานผูกพัน หรือหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนหรือไม่ เช่น วิศวกรโยธาได้รับโปรเจกต์ดูแลการก่อสร้างอาคาร แต่ระหว่างนั้นกลับลาออกแล้วทิ้งงานไว้กลางคันเป็นเหตุให้บริษัทเสียหาย กรณีนี้ก็เข้าข่ายที่จะถูกฟ้องได้ ข้อควรระวังที่อยากให้พิจารณาเพิ่มเติมกรณีแจ้งลาออกก่อนกำหนด 30 วัน พออ้างอิงจากข้อกฎหมายที่ปรากฎข้างต้น บางคนอาจเห็นว่ามีช่องทางที่สามารถออกได้เลยไม่ต้องรอ 30 วัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่านี่คือ “ช่องโหว่” ให้ทิ้งความรับผิดชอบแล้วจะทำตามใจตัวเองยังไง แบบไหนก็ได้ เพราะเราไม่รู้เลยว่ามีผลกระทบอะไรที่จะตามมาบ้างข้อมูลจะถูกแชร์ต่อไปที่ไหน เขาพูดถึงเราไว้อย่างไร บางเคสอาจถึงขั้นติด blacklist จนหางานใหม่ได้ยาก ดังนั้นนอกจากให้ความสนใจกับผลทางกฎหมายแล้ว พยายามใส่ใจรักษาความสัมพันธ์กับบริษัทปัจจุบันด้วยการแสดงพฤติกรรมที่ดีในฐานะสมาชิกองค์กร อย่าลืมว่า “คอนเนกชัน” เองก็สำคัญในชีวิตการทำงานเช่นกัน สรุป ในกรณีลาออกซึ่งผ่านการคิดอย่างรอบคอบมาแล้วและมีความจำเป็นต้องออกก่อน 30 วันจริงๆ อย่างเช่น ได้งานใหม่แล้วต้องไปเริ่มงานเร่งด่วน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ติดงานสำคัญอะไรไว้กับที่เดิม รวมถึงออกแล้วไม่สร้างปัญหาให้บริษัทเสียหายหรือโยนภาระให้บริษัทต้องไปเดือดร้อนทีหลัง ก็สามารถตกลงกับนายจ้างก่อนกำหนดได้ ไม่ใช่ทุกโอกาสงานที่เข้ามาจะดีเสมอไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งไหนคือ "โอกาสที่ดี" แหล่งข้อมูล: https://shorturl.at/of5vj https://shorturl.at/Aq3rs ### สรุป 4 ปัญหาทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหางานยาก สรุป 4 ปัญหาทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหางานยาก “ปัจจุบันไม่มีบริษัทไหนอยากจ้างงานเด็ก Gen Z” จากประโยคข้างต้นคุณคิดเห็นกันอย่างไร? แม้ว่าคนตกงานเป็นปัญหาที่มีมาทุกยุคสมัย ซึ่งสาเหตุก็ถือว่ามีความซับซ้อนและหลากหลายหลายตั้งแต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การศึกษาเข้าไม่ถึง จนทำให้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่สำหรับปัญหาการว่างงานในปัจจุบันอาจต่างออกไป เนื่องจากยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ทักษะ” ที่ไม่ตอบโจทย์ เพราะยังมีส่วนผสมอื่น อาทิ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่น้อยลงในแต่ปี ความแตกต่างทางช่วงอายุวัย (generation gap) รวมถึงเทคโนโลยีที่มีบทบาททดแทนมนุษย์ในบางส่วน เรียกได้ว่าคนรุ่นใหม่กำลังเจอ “ปัญหารอบด้าน” และหางานยากมากขึ้น แล้วในมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านมาหลายยุคและเป็นหัวเรือใหญ่กำหนดทิศทางองค์กรอย่าง “ผู้บริหาร” มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร อะไรคือสาเหตุของปัญหาที่คนรุ่นใหม่ถึงหางานยาก เราได้สรุปเนื้อหาบทความจาก Forbes มาฝากกัน 1) การแข่งขันเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับ Generative AI ศัตรูทางตรงที่ร้ายกาจที่สุดของคนทำงานรุ่นใหม่ก็คือ Generative AI ที่ถูกโฆษณาว่ามีไว้เพื่อ “ช่วยเหลือ” ให้เราสามารถทำงานง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น - Cosmin Pitigoi, CFO บริษัท Flywire ส่งผลให้บริษัทเลือกตัดตำแหน่งระดับ Junior - Entry ออก (ตามรายงานของ Glassdoor) และใช้ Generative AI คอยทำงานแทนในบางส่วนแม้ความสามารถอาจยังไม่ครอบคลุมทั้งหมดแต่ก็ลดทอนได้บ้าง ดังนั้นคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ก็คือทำตัวให้เหนือกว่า AI เป็นคนที่อยู่ข้างบนคอยควบคุมใช้งานเครื่องมือเหล่านั้นให้ได้ผลลัพธ์เป็นคุณภาพของงานดีขึ้นกว่าที่เคย 2) ภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ หลายคนอาจเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างกับคอมเมนต์ฟีดแบคเชิงลบที่มีต่อคนรุ่นใหม่ เกี่ยวกับภาพลักษณ์ พฤติกรรม ทัศนคติ และความสามารถเช่น ดูไม่เป็นมืออาชีพ ขาดทักษะการเข้าสังคม ไม่สู้งาน ยกตัวอย่างจากรายงานของ ResumeBuilder ที่ได้ทำการสำรวจ Hiring Manager จำนวน 1,000 คนและพบว่ามีถึง 40% พยายามหลีกเลี่ยงการจ้างงานคน Gen Z นอกจากนี้ยังมีรายอื่นๆ ที่ชี้ให้เห็นมุมมองที่มีต่อคนรุ่นใหม่ว่าเป็นกลุ่มคนที่ทำงานด้วยยากที่สุดเมื่อเทียบกับเจเนอเรชันอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่ากลุ่มนี้ไร้ศักยภาพเพราะจุดเด่นที่ชัดเจนของคนรุ่นใหม่ก็คือความมั่นใจ การเติบโตมาพร้อมเทคโนโลยีและข่าวสารเปิดกว้างทำให้มีมุมมองความคิดที่หลากหลาย เป็นตัวของตัวเอง ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและการขับเคลื่อนสังคมรวมถึงมีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าอนาคตของโลกการทำงานสักวันก็ต้องถึงเวลาผลัดเปลี่ยนไปอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นองค์กรเองก็จำเป็นต้องเริ่มทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้แล้วดึงเอาจุดเด่นมาใช้ในธุรกิจในอนาคตต่อไป 3) ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกๆ ปีทำให้ค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องแบกรับมีราคาแพงขึ้น เมื่อของแพงและต้นทุนสูงแต่ผู้ผลิตไม่สามารถขึ้นราคาได้ก็ทำให้จำเป็นต้องหาวิธีอื่นอย่างการ layoffs พนักงานออกแทน ซึ่งปัญหาเชิงเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุมได้และปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกก็นับว่ากำลังเผชิญกับปัญหานี้ หลายธุรกิจชะลอการจ้างงาน มีคนตกงานตากการ layoffs มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสเกลธุรกิจระดับโลก ส่งผลให้ตลาดงานมีภาวะตึงตัว (tight labor market) จนการแข่งขันระหว่างผู้สมัครก็สูงขึ้นตามไปด้วย 4) ระบบการทำงานและความยืดหยุ่น เอกลักษณ์คนรุ่นใหม่คือการเติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นที่มาของไลฟ์สไตล์ Anywhere Anytime คือสามารถทำอะไรที่ไหนเมื่อไรก็ได้ ไม่ว่าจะการเรียน ซื้อสินค้า หรือแม้กระทั่งการทำงานในรูปแบบออนไลน์ พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้ชินความสะดวกสบายและคาดหวังว่าจะคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตแบบเดิมต่อไป ดังนั้นหากรูปแบบการทำงานไม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ปัญหาที่จะเกิดก็คือหมดแพชชันในการทำงานกับองค์กรและมีโอกาสตัดสินใจลาออกจากงานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ แต่ละบริษัทมักจะมีระบบ - ระเบียบการทำงานรวมถึงเครื่องมือต่างๆ ที่พนักงานทุกคนปฏิบัติตาม เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหาและสร้างมาตรฐานในองค์กร ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่นอาจมองว่ายุ่งยากและเริ่มมองหาวิธีการที่เรียบง่ายหรือสะดวกสบายกว่านี้ มุมของคน Gen Z จึงให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์ที่ได้” มากกว่าการทำตามลำดับขั้นตอนที่ซับซ้อน มาตรฐานบางอย่างที่ถูกกำหนดไว้เลยเป็นอุปสรรคที่ชะลอความเร็วของงาน กินระยะเวลานานขึ้น ไม่ตอบโจทย์สไตล์ของโลกยุคใหม่ จากเหตุผลทั้ง 4 ข้อที่คุณ Bryan Robinson ได้เขียนผ่านบทความ 6 Obstables 2024 Gen Z Graduates Face In The Job Market แต่ละคนคิดเห็นกันอย่างไร หรือมีเหตุผลอื่นนอกเหนือจากนี้นับว่าเป็นที่น่าจับตามองว่าทั้งสองด้านจะปรับหาตรงกลางกันได้อย่างไร ระหว่างนี้สามารถเริ่มต้นค้นหางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบกับผู้ช่วยที่รู้ใจ ฝากโปรไฟล์ตอนนี้เพิ่มโอกาสงานมากขึ้น 3 เท่า รวม 48 ตำแหน่งงาน Work From Home & Hybrid Working ลงทะเบียนคลิก แปลและเรียบเรียงจาก: 6 Obstacles 2024 Gen Z Graduates Face In The Job Market ### 5 ทักษะเอาตัวรอดในที่ทำงานในปี 2024 เคยกังวลถึงอนาคตเกี่ยวกับอาชีพการงานของตัวเองกันไหม พอมีเคสที่หลายบริษัทประกาศเลิกจ้างพนักงานทีละมากๆ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสเกลการทำธุรกิจในระดับโลก โดยบทเรียนที่หลายคนน่าจะตระหนักได้เหมือนกันก็คือไม่มีอาชีพไหนมั่นคงถาวรอยู่ได้ตลอดไป แล้วเราจะทำอย่างไรให้ตัวเองสามารถเอาตัวรอดต่อไปได้และไม่กลายเป็นกลุ่ม “คนเสี่ยงตกงาน” ทางออกที่เราทำได้คือพยายามพัฒนาตัวเองด้วยการ Reskill - Upskill เรียนรู้เทรนด์ความต้องการในตลาด ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง วิเคราะห์ทิศทางธุรกิจและประยุกต์ใช้ทักษะต่างๆ ทั้ง Technical skill และ Social skill ให้เหมาะกับยุคสมัย Sho Dewan นักเขียนจาก Forbes ได้ให้มุมมองสำหรับการเอาตัวรอดในที่ทำงานปี 2024 ในบทความ 5 Must-Have skills to Remain Employable in 2024 ซึ่งทั้ง 5 ทักษะต่อไปนี้บอกเลยว่าจะเอามาปรับใช้กับการทำงานก็ได้หรือระบุลงในเรซูเม่สมัครงานก็ดีเช่นกัน Strategic Thinking ในยุคที่ AI รุ่งเรื่องและเป็นที่นิยมในโลกของการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรถึงขั้นมองว่าสามารถทดแทน หรือแม้แต่ทำได้ดีกว่ามนุษย์ จึงถึงเวลาที่เราต้องหันกลับมาตั้งคำถามกันว่า “มีอะไรบ้างที่ AI ยังทำไม่ได้ ถึง AI ในปัจจุบันจะทำได้หลากหลายหน้าที่ตั้งแต่ให้ข้อมูล เขียนเนื้อหาบทความ ทำสคริปต์ ตลอดจนผลิตสื่ออย่างภาพต่างๆ ได้ในระดับสูง แต่เทคโนโลยีดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัดในตัวเองอยู่เช่นกัน เช่น การคิดอย่างมีกลยุทธ์ (strategic thinking) Strategic thinking หมายถึงการคิดอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหาอย่างมีแบบแผนผ่านการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ร่วมกับการดึงข้อมูลที่มีมาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีที่สุด อาจฟังดูเป็นความสามารถที่ AI ก็สามารถทำได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงในแง่ของการ “รวบรวม” และ “วิเคราะห์” แต่การคิดต่อยอดเพื่อให้ได้ Solution ที่สร้างสรรค์ยังคงเป็นคุณสมบัติที่เกิดจากความละเอียดอ่อนของมนุษย์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะการคิดแบบ strategic thinking สามารถฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้นได้ เช่นเดียวกับการฝึกกล้ามเนื้อให้มีความทรงจำ (muscle memory) ที่จะแข็งแรงขึ้น คล่องแคล่วขึ้นเมื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพยายามฝึกคิดอย่างเป็นระบบเป็นนิสัยพื้นฐานติดตัวไว้ Intentional Communication Skills ถ้าอยากให้การทำงานประสบความสำเร็จมากขึ้น “การสื่อสาร” อาจเป็นปัจจัยที่เราต้องพยายามยกระดับขึ้นมา โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถร่วมงานกันได้ แม้จะอยู่กันคนละที่ แต่การเห็นแค่ข้อความ หรือฟังเสียงผ่านหน้าจอก็มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดทางการสื่อสารได้ เพราะประสบการณ์และมุมมองของแต่ละคนนั้นต่างกันเราไม่สามารถเดาได้ว่าแต่ละข้อความที่ส่งออกไป คนฟังจะรับรู้ว่าอะไร รู้สึกแบบไหน ตีความอย่างไร ดังนั้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะต้องกำหนดได้ว่าพูดออกไปแล้วจะได้ “ผลลัพธ์” แบบไหนจากอีกฝ่าย Intentional Communication Skills จึงเป็นทักษะที่จะเพิ่มคุณภาพในการทำงานร่วมกันได้อย่างตรงจุด หลักการใช้งานก็ไม่ได้ยาก แต่ต้องอาศัยประสบการณ์ เริ่มต้นจากการออกแบบข้อความที่เหมาะสำหรับคนฟัง วิเคราะห์ลักษณะนิสัยของอีกฝ่ายว่าจะรับรู้อย่างไร เป้าหมายการสื่อสารคืออะไร และคาดหวังผลลัพธ์แบบไหน ทักษะดังกล่าวถือว่าประโยชน์กับการทำงานในหลายด้าน อาทิ ตั้งใช้ตั้งคำถามไว้ดึงข้อมูลเชิงลึก สร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมกับคู่สนทนาได้มากขึ้น Data Skills การทำงานของธุรกิจในปัจจุบันอิงไปกับ “ข้อมูล” เป็นส่วนใหญ่และหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Data driven decision ที่ใช้หลักการดึงข้อมูลดิบจำนวนมากมาใช้งานต่อให้เป็นตัวเลขสถิติสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจขั้นต่อไป ไม่ว่าจะเพื่อพัฒนาวิธีการทำงานในองค์กร ปรับปรุงกลยุทธ์ กำหนดแคมเปญที่ตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ดึงข้อมูลมาวิเคราะห์หาสินค้าขายดี พัฒนาระบบด้านการสต๊อกสินค้า ป้องกันปัญหาต้นทุนจม ทำให้อาชีพอย่าง Data scientist, data analyst ก็นับว่ามีความต้องการสูงในตลาดงานมากขึ้นในทุกๆ ปี Leadership ปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดงานตั้งแต่ปี 202-23 ที่ผ่านมาคือการตั้งเป้าขยายองค์กรอย่างรวดเร็วมากเกินไป เมื่อผลประกอบการไม่สมดุลกับรายจ่ายที่องค์กรใช้จ้างพนักงานก็เลยส่งผลให้มีการปลดพนักงานครั้งใหญ่อย่างที่เราได้เห็นกัน หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ X (twitter เดิม) ที่หลังจากมีการเทคโอเวอร์และเปลี่ยนบอร์ดบริหารเป็นคุณ Elon musk ก็พยายามปลดพนักงานเอาส่วนที่ไม่ตรงกับทิศทางใหม่ออกไปเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรและควบคุมต้นทุนให้ดีขึ้น ภาวะความเป็นผู้นำเลยเป็นคุณสมบัติที่มีค่ามากๆ สำหรับองค์กรที่มีความ lean และเน้นประสิทธิภาพ จำนวนคนไม่เยอะ แต่พนักงานจะต้องจัดการงานได้ดีสามารถชักจูงและส่งผลกระทบเชิงบวกให้คนรอบข้างเรียกง่ายๆ ว่า “คนน้อยแต่ร้อยเปอร์เซ็นต์” Sense of Humor มาถึงข้อสุดท้ายกับทักษะ “หัวเราะทิพย์” สืบเนื่องต่อจาก Personality Hire หรือการจ้างงานด้วยบุคลิกภาพ ต้องอธิบายว่าคนเรามักจะอยากทำงาน กับคนที่เราชอบและปกติแล้วส่วนใหญ่คนตลกก็มักจะเป็นที่ชื่นชอบได้ไม่ยาก ดังนั้นนอกจากทำงานเก่งแล้ว การมีความฉลาดทางอารมณ์ เช่น การรับมุก ตบมุก โต้ตอบกันระหว่างทำงานโดยเฉพาะในสังคมการทำงานที่เรามักจะเครียดกับปัญหา ถ้ามีใครสักคนสามารถทำให้บรรยากาศดูดีขึ้นได้ ออฟฟิศก็จะเป็นที่ที่ใครก็อยากมาสนุก มาช่วยกันทำงานและเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม แนวทางตอบคำถามสัมภาษณ์งาน: คาดหวังอะไรกับการทำงานที่นี่ เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ้างอิงจาก: https://shorturl.at/TOzzR #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน คุณคาดหวังอะไรจากการทำงานที่นี่ คนเรามักเข้าใจว่าการสัมภาษณ์งานคือการ “ออดิชัน” เพื่อคัดเลือกคนที่ดีที่สุดให้ผ่านเข้าไปทำงานในองค์กร แต่จริงๆ แล้วการสัมภาษณ์ถือเป็นขั้นตอนที่ให้สองฝ่ายมาพูดคุยแลกเปลี่ยน (give & take) ทำความรู้จักกันเพิ่มเติม ก่อนที่จะตัดสินใจไปกันต่อหรือว่าพอแค่นี้ ดังนั้นเราจะเจอคำถามมากมายที่มาจากคู่สนทนา ซึ่งคำถามที่เรามีโอกาสเจอบ่อยนอกจากทำไมเราต้องจ้างคุณหรือทำไมถึงสมัครงานกับบริษัทของเราก็คือ “คุณคาดหวังอะไรกับการทำงานที่นี่” ซึ่งจุดเด่นของคำถามนี้ในมุมขององค์กรก็เพื่อเป็นตัวช่วยชี้วัดทำให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าผู้สมัครกำลังมองหาอะไร มีการกำหนดเป้าหมายในอนาคตไว้แบบไหนบ้าง รวมถึงองค์กรจะมีส่วนเติมเต็มความคาดหวังเหล่านั้นอย่างไรและช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าใครเหมาะสมกับงานนี้มากที่สุด ในฐานะผู้สมัคร เราจะตอบคำถามลักษณะนี้ยังไงให้ได้ไปต่อ Reeracoen Thailand มีแนวทางให้เพื่อนๆ ได้ลองนำไปปรับใช้มาฝากกัน สำหรับคนที่นึกไม่ออกจริงๆ เวลาต้องเจอกับคำถามประมาณนี้ ซึ่งเข้าใจว่าหลายคนเป็นเพราะอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเรายังสามารถเตรียมตัวได้! คำแนะนำข้อแรกอยากให้ลองทบทวนถึงงานในอดีตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างผลงานที่เรารู้สึกภูมิใจมากที่สุดมากสักสามข้อแล้ววิเคราะห์ว่าในงานนั้นๆ ประสบความสำเร็จได้ด้วยอะไร อาจจะเป็นเพราะทักษะการทำงานของตัวเราเองหรือเพราะได้ร่วมทำโปรเจกต์กับทีมหลายๆ ฝ่าย คำตอบที่ได้จากการทบทวนนี้จะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นว่าจริงๆ แล้วสไตล์การทำงานที่เราชอบเป็นแบบไหน ความสำเร็จอะไรที่กำลังคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต อะไรที่จะทำให้รู้สึกมีความสุขและสนุกกับการทำงาน นับเป็นบันไดขั้นแรกสำหรับการเตรียมคำตอบเบื้องต้นที่ดี สิ่งที่ต้องระวังก็คือถ้าคำตอบที่เราแชร์ออกไปในห้องสัมภาษณ์เกิดไม่ตรงกับความคาดหวังหรือแนวทางการทำงานขององค์กร ก็อาจมีส่วนชี้นำให้บริษัทได้ย้อนกลับมาพิจารณาแง่มุมต่างๆ แล้วเกิดมุมมองว่าเรายังไม่เหมาะกับการทำงานที่นี่ได้เช่นกัน ดังนั้นนอกจากรู้จักเป้าหมายและเข้าใจแบคกราวน์ของตัวเองแล้ว อย่าลืมทำการบ้านในส่วนขององค์กรจากประกาศรับสมัครงานหรือจากเว็บไซต์บริษัทให้ความคาดหวังทั้งสองแมตช์กันมากขึ้น อ่านบทความการวิเคราะห์ Job description ต่อได้ที่นี่ ตัวอย่าง 7 แนวทางพัฒนาคำตอบจับคู่จุดแข็งเข้ากับการวางเป้าหมายในองค์กร ทักษะการทำงาน - อยากแสดงศักยภาพให้มากขึ้น ประสบการณ์ - นำมาปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จต่อเนื่อง บุคลิกภาพ - ช่วยสร้างบรรยากาศในองค์กรให้ดีขึ้น ทักษะ Social Skill - การรับมือกับความหลากหลายในองค์กร การให้คุณค่า - แรงจูงใจที่คอยผลักดัน สไตล์การทำงาน - เป็นผู้นำ ผู้ตาม หรือรันงานด้วยตัวเอง เป้าหมายที่คาดหวัง - อยากมีผลงานแบบไหนติดหน้าโปรไฟล์ ตัวอย่างการคำตอบถามโดยใช้หัวข้อที่ 2 ตั้งต้น คุณคาดหวังอะไรจากการทำงานที่นี่ [สรุปภาพรวม Background] จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานในตำแหน่ง ___ เป็นระยะเวลา ___ ซึ่งได้ช่วยสร้าง ____ ให้กับองค์กร [ระบุความคาดหวังในปัจจุบัน] ปัจจุบันกำลังมองหาความท้าทายใหม่ๆ ที่สามารถนำเอาประสบการณ์ที่มีมาต่อยอดได้มากขึ้นและเติบโตใน career path ไปพร้อมกับช่วยพัฒนาองค์กร คำถามนี้สำคัญอย่างไร คำถามเกี่ยวกับ “ความต้องการในอนาคต” นับว่าสำคัญมากในกระบวนการพิจารณาจ้างงานขององค์กร เนื่องจากช่วยให้บริษัททำความเข้าใจภาพรวมแบคกราวน์ผู้สมัคร สามารถวางแผนงานและ Career path ให้ตรงกับความคาดหวัง รวมถึงประเมินส่วนอื่นที่อยู่นอกจากแค่ในด้านของผลงานส่วนตัว เช่น เป้าหมายในอนาคต มุมมองต่อปัญหา การให้ความร่วมมือ ภาวะผู้นำ ความทะเยอทะยาน ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์งานก็คือการรู้จักตัวเองให้มากพอ และนำเอาเวอร์ชันที่ดีที่สุดมาแสดงให้องค์กรเห็นผ่านการพูดคุยในแต่ละหัวข้อ อย่าพยายามฝืนความเป็นตัวเองเพราะกังวลว่าจะสัมภาษณ์ไม่ผ่านเพราะอย่างน้อยเมื่อเราหนักแน่นในความต้องการของตัวเอง สุดท้ายสิ่งที่จะได้รับก็คือคำตอบว่างานนี้เหมาะกับเราจริงๆ ไหม เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ยุคแห่ง Affiliate Marketing รู้ไหมสาย HR ก็มีให้ทำ ในยุคที่ใครๆ ก็มีรายได้มากกว่า 1 ทาง มนุษย์เงินเดือนแบบเราต้องพยายามมองหางานเสริมไว้ทำเงิน นอกเหนือจากงานประจำ งานฟรีแลนซ์ หรืองานพาร์ทไทม์ อีกหนึ่งรูปแบบงานที่ได้รับความนิยมสูงก็คืองาน Affiliate Marketing ที่เป็นเครื่องมือทางการตลาดยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ลักษณะงาน Affiliate ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ก็คือสามารถสร้างเงินได้จริง งานไม่ยาก อยู่ที่บ้านก็ทำได้ ให้เรารับบทเป็น “ตัวแทนขาย” แต่ไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าเอง เพียงหาแนวทางการขายด้วยวิธีต่างๆ ตามความถนัดส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์รูปภาพ วิดีโอ ข้อความไดเรกต์ที่มีช่องทางสั่งซื้อแล้วรับผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่ง (commission) ตามที่ได้ตกลงไว้ วันนี้เรามีอีกหนึ่งตัวเลือกมาแนะนำให้เพื่อนๆ ชาว HR และคนที่สนใจเสริมทักษะด้านงานบุคคล ซึ่งมีลักษณะงานคล้ายกับ Affiliate Marketing กับงาน Freelance Recruiter ที่ SourcedOut แพลตฟอร์มจัดหางานบริการใหม่จาก Reeracoen Thailand SourcedOut คืออะไร Sourcedout คือแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเป็น HR Solution อีกหนึ่งทางเลือกในด้านการสรรหาบุคลกร โดยอาศัยเครือข่าย Freelance Recruiter ขนาดใหญ่มาทำหน้าที่ค้นหาและส่งผู้สมัคร (sourcing & screening) ให้กับองค์กรและได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบ Incentive หากผู้สมัครผ่านเข้าไปเริ่มงาน ทำความรู้จัก SourcedOut ต่อได้ที่นี่ ดังนั้นการทำงานบนแพลตฟอร์ม SourcedOut จึงเปรียบได้กับงาน Affiliate Marketing ที่มี “ตำแหน่งงานของแต่ละบริษัท” เป็นสินค้าที่นำไปแนะนำให้กับคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้เลือกสมัคร ลักษณะเด่นของ SourcedOut ที่เหมาะกับการเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมจนปัจจุบันมีผู้ใช้งานในระบบแล้วกว่า 900+ คน 1) ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ลงทะเบียนสมัครฟรีผ่านลิงก์ https://www.sourcedout.asia/recruiter เมื่อได้รับอีเมล confirmation จากระบบก็สามารถล็อกอินและเริ่มต้นทำงานเป็น Freelance Recruiter กับ SourcedOut ได้เลย สำหรับใครที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ต้องกังวล ที่ SourcedOut เรามีทีมรีครูทเตอร์คอยซัพพอร์ตการทำงาน รวมถึงวิดีโอเทรนนิ่ง เทคนิคคำแนะนำ ตลอดจนเวิร์กชอปเดือนละครั้งเพื่อเพิ่มทักษะและอัปสกิลให้กับ User อย่างสม่ำเสมอ 2) เลือกโฟกัสสายงานได้ตามความถนัด จากตำแหน่งงานหลากหลายที่กำลังเปิดรับสมัครผ่านแพลตฟอร์ม SourcedOut เราสามารถเลือกโฟกัสสายงานที่ถนัด หรือมีคอนเนกชันได้ด้วยตัวเอง เพราะความเข้าใจในตัวงานคือส่วนผสมสำคัญสำหรับการแนะนำ Job ให้ผู้สมัครและเพิ่มโอกาส Employed ได้ง่ายขึ้น! 3) ไม่กระทบงานหลัก แบ่งเวลาได้เอง การทำงานที่ SourcedOut ไม่มีกำหนดระยะเวลาหรือสถานที่ในการทำงาน ซึ่งทำให้ Recruiter บนแพลตฟอร์มสามารถจัดสรรเวลาได้เอง จึงไม่กระทบกับงานหลัก เป็นงานเสริมที่ไม่มีเดดไลน์มาทำให้กังวลใจ ความท้าทายเพียงอย่างเดียวก็คือ “ขีดจำกัด” และความสามารถของเราเท่านั้น 4) เพียง Sourcing และ Refer ก็รับ Incentive ได้เลย! ยิ่งทำมาก ยิ่งได้มาก โดยหัวใจสำคัญคือคุณภาพของผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงกับ Job requirement ที่บริษัทตั้งไว้ หากคุณมีทั้งความเร็ว และความแม่นยำในการส่งโปรไฟล์ผู้สมัคร การสร้างรายได้เสริมที่ไม่แพ้งานประจำก็ไม่ยากเกินเอื้อม แอบกระซิบว่าสถิติสูงสุดของ Top earner บนแพลตฟอร์มภายในปีสามารถทำรายได้สูงถึงหลักแสนบาท! เข้าร่วมเครือข่าย Freelance Recruiter กับ SourcedOut ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Email: Suchawat@reeracoen.co.th Tel: +66 970030683 (K. Bright) ### แนะนำฟังก์ชัน My Page ตัวช่วยหางานใหม่บนเว็บไซต์ Reeracoen Thailand สำหรับใครที่ยังไม่เคยลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้กับ Reeracoen Thailand สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการคลิก Sign up ที่มุมบนขวามือของหน้า Home page แล้วกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนตามรายละเอียดด้านล่างนี้เลย เมื่อเข้ามาที่หน้า My page จุดแรกที่เราจะเห็นก็คือ Checkpoint ที่จะคอยแจ้งเตือนว่ามีข้อมูลส่วนไหนขาดหายไปบ้าง คะแนนโปรไฟล์ของเราอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสร้างโปรไฟล์กับฐานระบบของ Reeracoen Thailand จะแบ่งออกเป็น 4 หมวดได้แก่ ข้อมูลส่วนตัว, ประวัติการทำงาน, ชุดทักษะและ Preference ตำแหน่งงานหรืออุตสาหกรรมที่อยู่ในความสนใจของเรา Tips แนะนำให้ทุกคนพยายามกรอกรายละเอียดแต่ละจุดให้ครบ เพราะยิ่งโปรไฟล์ของเรามีข้อมูลที่ชัดเจนมากเท่าไร ทีม Recruiter ก็จะสามารถวิเคราะห์ Background และแนะนำตำแหน่งงานที่เหมาะสมให้ตรงความต้องการมากขึ้น อย่าลืมระบุ Contact ได้แก่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล เพื่อให้ทีม Recruiter มีช่องทางไว้ติดต่อเข้าไปแนะนำตำแหน่งงาน รวมถึงแนบเรซูเม่สำหรับการส่งโปรไฟล์ไปเสนอให้กับบริษัทต่างๆ ส่วนท้ายสุดของ Personal Info ที่ถือเป็น 2 ไฮไลท์ฟังก์ชัน 1) Job Opportunity Status ที่สามารถเลือกปรับได้ โดยจะเป็นการเลือกสถานะการมองหางาน ณ ปัจจุบันเพื่อแสดงความจำนงค์ให้ชัดเจนว่ากำลังต้องการงานด่วน พร้อมพิจารณาโอกาสใหม่ๆ ที่น่าสนใจ หรือยังไม่พร้อมหางานใหม่ในตอนนี้ 2) Mail Notification เพื่อเปิดรับข่าวสารผ่านอีเมล ตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครใหม่ ตำแหน่งงานแมตช์กับ Career preferences ที่ตั้งไว้ ในตัวเลือกสุดท้าย คือการอนุญาตให้แชร์ข้อมูลโปรไฟล์ระหว่างแพลตฟอร์ม เช่น SourcedOut ที่เป็นบริการจัดหางานในเครือ Reeracoen Thailand เพื่อเพิ่มช่องทางให้บริษัทต่างๆ มองเห็นโปรไฟล์ของเราได้มากขึ้น (เป็นไปตามนโยบายความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว PDPA) Tips หากมีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลในแต่ละส่วน อย่าลืมเข้ามาอัปเดตโปรไฟล์ให้ตรงกับปัจจุบันเพื่อให้ได้รับการเสนองานที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่เสมอ ประวัติการทำงาน สามารถระบุข้อมูลงานต่างๆ ที่เคยทำให้ตั้งแต่ลักษณะงาน ประเภทงานแยกย่อย รายละเอียดหน้าที่หลัก หน้าที่รอง ความรับผิดชอบอื่นๆ ไปจนถึงชื่อบริษัท ขนาดองค์กร และประเภทธุรกิจ เพื่อให้ Recruiter ทำความเข้าใจ Professional Background จากภาพรวมการทำงานทั้งหมดได้อย่างละเอียด “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างไร” เริ่มต้นตอบคำถามนี้และโชว์ทักษะต่างๆ ได้ด้วยการระบุทักษะเด่นในส่วน Skill tag โดยแยกย่อยประเภท รวมถึงระยะเวลาประสบการณ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ Technical skill, soft skill รวมถึงระดับภาษา ถ้าคุณมีของดี อย่าลังเลที่จะโชว์มันออกมาให้ Recruiter ของเราได้เห็นในส่วนนี้! คุณกำลังมองหางานแบบไหน คาดหวังเงินเดือนเท่าไร ประเภทธุรกิจที่ใช่สำหรับตัวเองเป็นอย่างไร จะดีไหมถ้าเราสามารถลดโอกาสเสียเวลาจากงานที่ไม่ใช่ด้วยการระบุ “ลักษณะงานที่ชอบ” ให้ตรงกับความสนใจ ให้ทุกงานที่เสนอเข้ามาผ่านการคัดกรองโดยมืออาชีพ ไม่เสียเวลา ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยฟรี ก็มีงานที่ดีเข้ามาหาได้ กรอกข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว สามารถเริ่มต้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบกับตำแหน่งงานดีๆ ในฐานระบบ Reeracoen Thailand ได้เลยทันที!  ติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับทริคการสมัครงานอื่นๆ สัมภาษณ์งานต้องเตรียมตัวยังไง อ่านคู่มือแนะนำได้ที่นี่ เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สัมภาษณ์งานเสร็จ ต้องรอบริษัทติดต่อกลับนานแค่ไหน เคยสงสัยไหมว่าสัมภาษณ์งานเสร็จแล้ว ทำไมต้องใช้เวลานานกว่า HR จะติดต่อกลับมาอีกที แล้วระหว่างนั้นเราควร “รอ” อย่างใจเย็นหรือวางแผนสำรองเผื่อกรณีที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามหวัง สัมภาษณ์งานจบแล้วเราควรให้เวลาบริษัทนานแค่ไหน แล้วจะมีวิธีการ Follow up อย่างไรให้เป็นมืออาชีพ ตลอดจนข้อสงสัยอื่นๆ ที่มักจะถามเข้ามาผ่านทีม Recruiter ติดตามไปพร้อมกันกับบทความนี้จาก Reeracoen Thailand ได้เลย คำถามที่ 1: รอนานแค่ไหนก่อนจะ Follow up ผลสัมภาษณ์ สถิติจาก Indeed ระบุว่าโดยทั่วไปค่าเฉลี่ยระยะเวลาที่องค์กรต้องใช้ ก่อนติดต่อกลับเพื่อแจ้งผลสัมภาษณ์จะอยู่ที่ราวๆ 7 วันทำการ ซึ่งในกรณีทั่วไปองค์กรมักใช้เวลาพิจารณาปัจจัยต่างๆ รวมถึงเทียบคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้สมัครแต่ละคน จึงถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมถ้าจะ Follow up ผลสัมภาษณ์หากยังไม่ได้รับการติดต่อกลับหลังจากผ่านสัปดาห์แรกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ปัจจุบันการสมัครงานเป็นเรื่องง่ายขึ้น และการแข่งขันสูงที่ทำให้ปริมาณผู้สมัครที่ค่อนข้างเยอะ ระยะเวลาที่ใช้เพื่อผลก็อาจจะนานขึ้นด้วยหลายเหตุผล อาทิ พนักงานลาหยุด ส่งเรื่องให้ทีมพิจารณาต่อ รออนุมัติจากผู้บริหารหรือแม้กระทั่งยังไม่ตัดสินใจ รอสัมภาษณ์คนอื่นเสร็จก่อน คำถามที่ 2: สามารถติดต่อผ่านใครได้บ้าง ในกระบวนการจ้างงานที่มี Email นัดสัมภาษณ์ นอกจากมี Contact person ที่เป็นตัวแทนจากทีม HR ส่วนใหญ่ก็จะมี Manager หรือ Senior ที่ถูก CC ไว้ด้วย ดังนั้นถ้า Follow up กับคนแรกไปแล้วแต่ก็ยังไม่ถูกติดต่อกลับ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาในกระบวนการจ้างงาน เช่น HR ลาป่วย หรือปัญหาติดขัดอื่นๆ ที่เราอาจจะไม่รู้ ในกรณีนี้อาจลอง Follow up กับบุคคลที่สาม เช่น HR ท่านอื่นหรือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อขอคำอธิบาย รวมถึงเผื่อขาดเหลือส่วนไหนจะได้เข้ามาช่วยเหลือได้ทันที เช่น ต้องการเอกสารเพิ่มเติม ฯลฯ เพื่อสร้างความชัดเจนใน Process ถัดไปได้เช่นกัน คำถามที่ 3: Follow up ผลการสัมภาษณ์อย่างไร การติดต่อ Contact person ผ่านโทรศัพท์โดยตรง อาจได้คำตอบที่ชัดเจนและรวดเร็วมากที่สุด แต่หากไม่สะดวกใจ สามารถใช้การ Email ตอบกลับได้เช่นกันโดยที่ทั้งสองวิธีต่างก็ต้องอาศัยความสุภาพในการสื่อสารและคงไว้ซึ่งความเคารพที่มีต่อองค์กรอยู่เสมอ ข้อควรระวังก็คือ “ระดับภาษา” ที่ควรใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องไปตามขนาดและรูปแบบขององค์กร เช่น องค์กรขนาดใหญ่ที่มีลำดับขั้น มีความเป็นระบบระเบียบสูงก็อาจจำเป็นต้องเลือกใช้ภาษาระดับทางการในการเขียน Email หรือกึ่งทางการในองค์กรเล็กที่มีความเป็นกันเองลงมาเล็กน้อย หัวข้อ Email: ติดตามผลการสัมภาษณ์ _ตำแหน่ง_ เรียน คุณ _ชื่อบุคคลที่ติดต่อ_ ดิฉัน/ผมได้รับโอกาสเข้าสัมภาษณ์งานในตำแหน่ง ___ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2024 ที่ผ่านมา ดิฉัน/ผมจึงไคร่ขอความอนุเคราะห์รบกวนสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาในตำแหน่งดังกล่าว หากทางบริษัทมีการสรุปผลหรืออัปเดตใด ๆ เพิ่มเติม สามารถติดต่อกลับได้ตามช่องทางที่ระบุไว้ ขอแสดงความนับถือ _ชื่อของเรา_ ในกรณีที่คำตอบคือ “คุณยังไม่ผ่านการคัดเลือก” ถ้าเป็นไปได้ลองพยายามขอ Feedback เหตุผลที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์เพื่อนำข้อเสียที่ได้รับในครั้งนี้มาพัฒนาตัวเองให้พร้อมสำหรับโอกาสต่อไป คำแนะนำจาก Reeracoen Thailand แม้ว่าการตั้งเป้าอยากเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรด้วยใจจริงนับเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้สมัครที่ดีในสายตาองค์กร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันคือยุคที่มีการแข่งขันสูง คนทำงานต่างพยายามพัฒนาตัวเองและคว้าโอกาสงานที่ใช่ ในขณะที่องค์กรก็ต้องเฟ้นหาบุคลกรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมทีม ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าหากเราจะต้องผิดหวังกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบ้าง อย่าปิดกั้นแล้วรอผลลัพธ์จากเป้าหมายในใจอย่างเดียว เพราะเราสามารถมี “แผนสำรอง” เป็นตัวเลือกรองลงมาเพื่อให้โอกาสในชีวิตเปิดกว้างอยู่เสมอ ไม่อยากลำบากใจติดตามผลกับบริษัทด้วยตัวเองบ่อยๆ ? ฝากโปรไฟล์ที่ Reeracoen Thailand ไม่ต้องเหนื่อยวิ่งสมัครงานก็มีโอกาสเข้ามาหาเองแถมที่มีทีมรีครูทเตอร์คอยดูแลอย่างรู้จริงและรู้ใจตั้งแต่เสนองาน ช่วยเตรียมตัวก่อนวันสัมภาษณ์ ตลอดจนอัปเดต Process แจ้งผลทันทีถ้ามีฟีดแบค สัมภาษณ์งานแล้วไม่เคว้ง ลงทะเบียนได้ที่นี่เลย แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/K0znx #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ไม่ใช่ทุกโอกาสงานที่เข้ามาจะดีเสมอไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งไหนถึงจะดี ไม่ใช่ทุกโอกาสงานที่เข้ามาจะดีเสมอไป แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครั้งไหนถึงจะดี เชื่อว่าทุกครั้งที่จะย้ายงานหรือเริ่มต้นใหม่กับบริษัทสักแห่ง เราต้องตั้งความหวังว่าจะมีอนาคตที่ดีขึ้นไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีจุดเด่นในแต่ละด้านแตกต่างกันไป เช่น เงินเดือน สวัสดิการ สังคม รูปแบบการทำงานและ Career path ในกรณีโชคดีได้เจอบริษัทที่ใช่ ตอบโจทย์กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ชีวิตก็นับว่าสดใสพร้อมพัฒนายกระดับไปข้างหน้าได้ไกลขึ้น กลับกันถ้าตั้งเป้าไว้แล้ว แต่สุดท้ายกลายเป็นความล้มเหลว ซึ่งมีรายงานว่าคนส่วนใหญ่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อนเมื่องานใหม่พาวนกลับไปเจอปัญหาเก่า (หรืออาจจะหนักกว่าเดิม) กรณีนี้อาจไม่ใช่แค่เสียเวลา แต่ยังรวมถึงโอกาสอื่นๆ ที่มากกว่านั้น เช่น สุขภาพจิต งานใหม่ที่ตรงใจมากกว่า ความมั่นใจจนอาจส่งผลถึงขั้น “หมดไฟ” เพราะได้แต่ผิดหวังซ้ำไปซ้ำมา แล้วเราจะเช็กเบื้องต้นได้อย่างไรว่าโอกาสครั้งไหนที่ใช่สำหรับเรา จากข้อมูลต่างๆ ที่มีสามารถพิจารณาจากอะไรได้บ้าง มาสำรวจไปพร้อมกันกับ Reeracoen Thailand ได้เลย ฐานเงินเดือน เพดานเงินเดือนสำหรับตำแหน่งนั้นๆ อยู่ที่เท่าไร มีโอที โบนัส หรือคอมมิชชันพิเศษเพิ่มเติมไหม ข้อกำหนดและนโยบายของบริษัทเป็นอย่างไร ปัจจัยอย่างลักษณะ “โครงสร้างองค์กร” ก็น่าพิจารณา เพราะขนาดขององค์กรมักจะมีผลต่อโครงสร้างเงินเดือนและองค์กรที่มีโครงสร้างแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็มีโอกาสที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานได้แบบไม่ขัดสน สวัสดิการอื่นๆ สวัสดิการมักจะเป็นส่วนที่หลายคนมองข้ามไปเสมอ เนื่องจากเทน้ำหนักไปให้ความสำคัญกับ “เงินเดือน” มากกว่า แต่ถ้าใส่ใจกับรายละเอียดสวัสดิการในแต่ละด้านอีกสักหน่อยอาจได้ผลตอบแทนโดยรวมกลับมาน่าพอใจไม่แพ้เงินเดือน ซึ่งแต่ละบริษัทมีรูปแบบของสวัสดิการโดดเด่นแตกต่างกัน เช่น วันลา: ลาป่วย, ลากิจ, ลาพักร้อน, หรือวันลาในกรณีอื่นๆ (ถ้ามี) กองทุนออมทรัพย์: มีประเภทไหนให้เลือกบ้าง แผนเป็นอย่างไร ประกัน: สุขภาพ, อุบัติเหตุ มีลักษณะเป็นแบบไหน มีเงื่อนไขไหม การศึกษา: งบสำหรับเรียนเสริมทักษะเพิ่มเติม เครื่องมือและทรัพยากร ต้นทุนทรัพยากรที่บริษัทเตรียมให้ใช้ในการทำงาน เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ รถประจำแหน่ง จำนวนสมาชิกในทีมที่แบ่งกันดูแลงานในส่วนต่างๆตลอดจนเครื่องมือและทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้ทีมสามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้ตามแผน ปัจจัยเหล่านี้มีความแตกต่างกันในแต่ละบริษัทแม้จะเป็นธุรกิจประเภทเดียวกันก็ตาม ดังนั้นอย่าลืมเคลียร์ให้ชัดก่อนว่ามีอะไรรองรับบ้าง และมีอะไรที่เราควรเตรียมพร้อมทำความคุ้นเคยก่อนล่วงหน้าเมื่อถึงหน้างานจะได้ไม่ติดขัดเวลาต้องใช้งานจริง ตำแหน่ง ความรับผิดชอบ รูปแบบการทำงาน การหางานที่ “ไม่ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์” ถือเป็นภารกิจที่ไม่เคยง่าย ด้วยเหตุนี้ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรงไม่ว่าจะเป็นความน่าสนใจ ความท้าทาย ตลอดจนข้อจำกัดที่ต้องรู้เบื้องต้น จากข้อมูลที่ได้ลองชั่งน้ำหนักดูว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรบ้างแล้วในระยะยาวจะมีความสุขกับการทำงานนี้ได้นานขนาดไหน นอกจากลักษณะหน้าที่แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจต้องคำนึงถึงก็คือ “ตำแหน่ง” ที่ควรมีความชัดเจนว่าตัวเองอยู่จุดไหนในองค์กร สถานะที่ได้รับเป็นการยกระดับอาชีพไปข้างหน้าหรือว่าถอยหลัง เช่น Junior -> Senior / Senior -> Manager เพราะความก้าวหน้าจากการย้ายงานแต่ละครั้งก็ถือว่ามีผลต่ออนาคตและสำคัญต่อชีวิตการทำงานไม่น้อย ส่วนรูปแบบการทำงานเองก็นับว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าตัวเองชอบอิสระ หรือติดเงื่อนไขไม่สะดวกเดินทางก็อาจต้องพิจารณางานแบบ Remote working เป็นหลัก พยายามหาบริษัทที่มีรูปแบบเข้ากับตัวเองและปรับหา “ตรงกลาง” ที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย โดยปกติแล้วงานใหม่จะส่งผลต่ออาชีพของเราใน 3 ด้านได้แก่ เลื่อนตำแหน่ง พัฒนาชุดทักษะต่างๆ มอบประสบการณ์ใหม่ มีคนไม่น้อยที่เลือกตัดสินใจออกจากบริษัท เพราะงานที่ทำไม่สามารถช่วยให้พวกเขาพัฒนาได้มากกว่านี้ดังนั้นหากคาดหวังการเติบโตของอาชีพในระยะยาวควรมองหาองค์กรที่มี “พื้นที่” รองรับอนาคตได้มากพอ วัฒนธรรมองค์กร เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เราจำเป็นต้องเรียนรู้สภาพแวดล้อมและปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ ซึ่งประกอบด้วยเพื่อนในทีม หัวหน้างาน คนในแผนกอื่นๆ รวมถึงวิถีปฏิบัติที่ทุกคนยึดถือเป็นวัฒนธรรมในองค์กร เพราะการทำงานในที่ที่มีสิ่งรอบข้างคล้ายกับความชอบส่วนตัว เช่น เป้าหมายของบริษัท ตรงกับเป้าหมายในการทำงาน มีเพื่อนที่คุยรู้เรื่อง หัวหน้าที่มีวิสัยทัศน์ช่วยกันผลักดันพัฒนา ก็จะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่คอยกระตุ้นให้เรามีไฟ มีความสุขที่จะทำงานเต็มที่เพื่อเป้าหมายเหล่านั้น สถานการณ์และทิศทางของบริษัท บริษัทที่เราจะเข้าไปทำงานด้วยมีความมั่นคงไหม ลองหาข้อมูลจากงบการเงิน รายงานผลกำไรขาดทุน วิธีนี้จะทำให้เราพอเดาออกว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไร มีโอกาสที่จะได้ไปต่อยาวๆ หรือตั้งอยู่บนความเสี่ยง การขึ้นเงินเดือน โปรโมตเลื่อนขั้น ขยายทีมหรือลงทุนจัดซื้อเครื่องมือไว้ใช้ทำงานเพิ่มเติมจะติดขัดตรงไหนหรือไม่ จากปัจจัยแต่ละข้อ สามารถหาข้อมูลได้จากที่ไหนบ้าง Insight ภายในองค์กรเหล่านี้ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน อาจไม่ได้หาได้โดยตรงจากเว็บไซต์หรือแหล่งข้อมูลทั่วไป แต่เราสามารถอาศัยการ “สืบ” รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายวิธี เช่น บางบริษัทอาจมีบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร หรือถูกกล่าวถึงในที่ต่างๆ สำหรับวิธีที่ Reeracoen Thailand ไม่อยากให้เพื่อนๆ มองข้ามก็คือการพยายามเคลียร์ข้อสงสัยที่มีให้จบตั้งแต่การสัมภาษณ์งานด้วยคำถามสัมภาษณ์งานที่บอกใบ้ถึงปัจจัยภายในองค์กรนั้นๆ เช่น คนแบบไหนที่จะก้าวหน้า และไม่ก้าวหน้ากับการทำงานที่นี่ หรือเช็กว่าบริษัทนี้ “ใช่” สำหรับเราไหมกับ 32 คำถามเช็กลิสต์สำรวจตัวเอง อีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนสมัครคือการหาผู้ช่วยที่รู้ว่าเป้าหมายในการทำงานของเราคืออะไร ทักษะ ประสบการณ์ คุณสมบัติเหมาะกับงานแบบไหนและปัจจุบันกำลังคาดหวังอะไรถ้าจะต้องย้ายงานแต่ละครั้ง ที่สำคัญนอกจากจะรู้ใจจากฝั่งความคาดหวังของเราแล้ว ยังรู้จักบริษัทที่เราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร ภาพรวมของทีม ความคาดหวังที่มีต่อพนักงาน ตลอดจนเกณฑ์การคัดเลือกต่างๆเพื่อให้การจ้างงานลงตัวและประสบผลสำเร็จทั้งสองฝ่าย มีผู้ช่วยที่รู้ใจ พร้อมช่วยคลายความกังวลใจตั้งแต่วันแรกที่สมัครงาน คอยสกรีนโอกาสงานและให้ข้อมูลจำเป็นที่ต้องรู้แบบครบถ้วน ฝากโปรไฟล์หางานกับ Recruiter มืออาชีพจาก Reeracoen แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/Nncq5 https://shorturl.at/swkfO #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### วิธีแนะนำตัวตอนสัมภาษณ์งาน เทคนิคง่ายๆ ที่ทำให้องค์กรสนใจเรามากขึ้น ก่อนเริ่มต้นการสัมภาษณ์งานทุกครั้ง สิ่งที่ HR จะให้เราทำเป็นอันดับแรกก็คือ “พูดแนะนำตัว” ให้ฟังเพื่อทำความรู้จัก Background เบื้องต้นก่อนลงรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นส่วนที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แค่แนะนำชื่อ ประวัติการศึกษา งานที่ทำในปัจจุบันและประสบการณ์ที่ผ่านมาพอสังเขป ถ้าเราเริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยการแนะนำตัวที่ดี ก็จะสามารถคลายข้อสงสัยที่องค์กรอาจมีต่อตัวเราไปได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เรารับมือกับคำถามที่ยากขึ้นในข้อถัดๆ ไปได้ง่ายและมีโอกาสที่จะโดดเด่นในสายตาองค์กรมากกว่าคนอื่นๆ รู้ว่าควรพูดเรื่องอะไรบ้าง ระยะเวลานับเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งในการสัมภาษณ์งาน ดังนั้นถ้าสามารถสรุปจบทุกประเด็นที่น่าสนใจได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมก็จะเสริมความโดดเด่นด้าน “ทักษะการสื่อสาร” ให้องค์กรได้เห็นไปในตัว เทคนิคที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนลองไปปรับใช้ก็คือการวาง “โครงสร้างเนื้อหา” ทำอย่างไรให้อีกฝ่ายอยากรู้จักเราในแต่ละแง่มุมมากขึ้น เช่น ทักษะที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ประสบการณ์ที่น่าสนใจ เหตุผลที่ตัดสินใจย้ายงาน รวมถึงเป้าหมายไว้ ณ ตอนนี้ นอกจากชื่อ ประวัติการศึกษา งานอดิเรกและเรื่องพื้นฐานทั่วไป ส่วนที่เราควรจะตอบตัวเองให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงองค์กรเองก็ให้ความสำคัญ ได้แก่ ประสบการณ์และผลงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งงาน สังเกตได้จาก Job description ว่าตำแหน่งนี้ต้องการคนแบบไหน คุณสมบัติอะไรที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษโดยมี “ผลงาน” ที่มีวิธีการวัดผลได้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าหากสอดคล้องหรือใกล้เคียงกับจุดประสงค์หลักของตัวงานนั้นๆ ก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้โปรไฟล์ของเราด้วย งานล่าสุดมีความคล้ายหรือแตกต่างกับตำแหน่งนี้อย่างไร อธิบายภาพรวมการทำงานในปัจจุบัน หน้าที่หลัก หน้าที่เสริม สรุปส่วนสำคัญของแต่ละงาน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ วิธีการทำงาน และแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะบางเคสในอดีตที่เรานำมาแชร์ให้กับบริษัทใหม่ได้ฟังก็อาจถูกมองว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีและนำมาปรับใช้กับที่ใหม่ได้เช่นกัน อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำงานที่นี่ การทำงานในแต่ละตำแหน่งย่อมอาศัยทักษะต่างกัน เช่น ตำแหน่งผู้จัดการก็อาจชูจุดเด่นเรื่อง “การบริหาร” ทั้งงานและคนเป็นหลัก ดังนั้นเราต้องวิเคราะห์ Requirement ขององค์กรให้ดีก่อนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำงานในตำแหน่งนั้นๆ คืออะไร เราจึงจะสามารถตอบได้ว่าคุณสมบัติของเราส่วนไหนที่แมตช์บ้างและจัดวาง “ลำดับความสำคัญ” จากส่วนที่ตอบโจทย์องค์กรมากที่สุด แนวทางกำหนดเส้นเรื่องแต่ละรูปแบบ ปัจจุบัน - อดีต - อนาคต เริ่มจากแนะนำตัว ชื่อ-นามสกุล ประวัติการศึกษาและอธิบายตัวงานที่ทำอยู่ล่าสุด (หรือ ณ ปัจจุบัน) หน้าที่คืออะไร วัตถุประสงค์แบบไหน ช่วยเหลือบริษัทยังไง มีประสบการณ์งานที่เคยผ่านมาในด้านไหนบ้างแล้วมีเป้าหมายในอนาคตเป็นอย่างไร อดีต - ปัจจุบัน - อนาคต ต่างจากแบบแรกที่เราจะสรุปตั้งแต่ “อดีต” ว่าผ่านงานอะไรมาบ้าง อุตสาหกรรมแบบไหน ธุรกิจประเภทอะไร ไล่มาจนถึงปัจจุบันว่า ณ ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ แล้วสรุปความคาดหวังต่ออนาคต หรือเหตุผลที่ตัดสินใจมองหางานใหม่ ทั้งสองแบบมีรูปแบบการเล่าเรื่องแตกต่างกัน วิธีการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าจุดไหนที่ “โดดเด่น” และมีแนวโน้มว่าน่าจะดึงดูดความสนใจได้มากกว่ากัน สรุป การเริ่มต้นแนะนำตัวที่มีประสิทธิภาพช่วยสร้างความแตกต่างให้เรากับผู้สมัครคนอื่นๆ สะท้อนถึงความสามารถในการสื่อสาร และทักษะการนำเสนอที่ดี รวมถึงช่วยทำให้ผู้สัมภาษณ์ได้เข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับตัวเราได้โดยง่าย ที่สำคัญคือการเป็นเครื่องมือเปิดประเด็นให้บริษัทมีหัวข้อในการถามต่อ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้นำเสนอจุดเด่นของตัวเองในแต่ละด้านได้มากขึ้นด้วย อยากรู้ว่างานใหม่จะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน แนะนำให้ถามเกี่ยวกับการพัฒนาคนในองค์กรนั้นๆ เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/SnCs1 https://shorturl.at/CJYwQ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### เพิ่มประสิทธิภาพการจ้างงานด้วย ATS จัดการข้อมูลผู้สมัครอย่างเป็นระบบ ติดตาม Process ครบจบทุกขั้นตอน! เปิดรับสมัครงานแต่ละครั้งทำไมต้องนั่งจัดเก็บข้อมูลลงเอกสารด้วยตัวเอง ยิ่งมีจำนวนผู้สมัครส่งเข้ามาจำนวนมากจากหลายช่องทางก็ยิ่งมีโอกาสที่ไฟล์เรซูเม่จะหล่นหาย แถมจำไม่ได้ว่าผู้สมัครแต่ละคนผ่านขั้นตอนอะไรมาแล้วบ้าง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีระบบการจัดการหรือเครื่องมือที่ดีมาช่วยเหลือ Reeracoen Thailand ขอชวนเพื่อนๆ ชาว HR มาทำความรู้จักและเริ่มต้นใช้งานระบบ ATS พลิกโฉมให้การจัดการข้อมูลผู้สมัครอย่างเป็นระเบียบแบบครบจบในแพลตฟอร์มเดียวไปพร้อมกันเลย! รู้จักระบบ ATS และความสำคัญในกระบวนการจ้างงาน ระบบ ATS (Applicant Tracking System) คือโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาใช้ในกระบวนการจ้างงาน โดยมีหน้าที่หลักเพื่อรวบรวมข้อมูลผู้สมัครจำนวนมากที่เข้ามาจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียว ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการและติดตามแต่ละขั้นตอนได้ง่าย แก้ปัญหาข้อมูลหล่นหาย ช่วยประหยัดเวลาคัดกรอง เนื่องจากปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับกระบวนการจ้างงานก็คือ “การเก็บข้อมูล” และติดตามอัปเดตผลในแต่ละขั้นตอน เพราะองค์กรส่วนใหญ่มักจะมองว่างานด้านทรัพยากรบุคคลอาจจะไม่ได้สร้างผลกำไรให้บริษัทได้แบบแผนกอื่นๆ จึงถูกจัดลำดับสำคัญไว้ท้ายๆ และลงทุนในส่วนนี้ค่อนข้างน้อย ทำให้ฝ่าย Hiring ไม่มีเครื่องมือที่ดีไว้ใช้สำหรับทำงาน จำเป็นต้องลงข้อมูลแบบ Manual ผ่านเอกสารต่างๆ ซึ่งมีโอกาสที่ข้อมูลจะหล่นหาย เก็บรวบรวมได้ยาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาดังกล่าวไม่เพียงทำให้ทีมงานต้องเจอภาระซ้ำซ้อนเพราะขาดระบบจัดการ องค์กรเองก็มีโอกาสสูงที่จะทำแคนดิเดทหลุดมือไปด้วย และการสมัครงานนับเป็นจุดแรกที่คนจะได้ทำความรู้จักกับองค์กร ดังนั้นหากองค์กรไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัคร เช่น ดำเนินการช้า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะจนดูไม่มืออาชีพ ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ผู้สมัครไม่ประทับใจและเลือกปฏิเสธ Offer จากบริษัทในตอนท้ายได้เช่นกัน นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการจ้างงาน ผลพลอยได้ที่จะตามมาเมื่อองค์กรมีการคัดกรองที่ดีขึ้นจาก ATS ก็คือ “คุณภาพในการจ้างงาน” ทีม Hiring สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครได้ง่าย ลดอคติ (Bias) ในการพิจารณาด้วยชุดข้อมูลที่ชัดเจน ทำให้ได้พนักงานที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุดและมีส่วนช่วยลดอัตรา Turnover rate ไปในตัวกัน การใช้งานระบบ ATS ขององค์กรในปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการสมัครงานในปัจจุบันที่อิงกับระบบออนไลน์เป็นหลัก ทำให้อาจมีจำนวนผู้สมัครหลักสิบไปจนถึงหลักร้อยคนต่องาน 1 ตำแหน่ง หลายบริษัทจึงมองหาเครื่องมือที่ช่วยจัดการระบบให้เรียบร้อย ตั้งแต่จัดเก็บข้อมูล ติดตามขั้นตอน จำแนกกลุ่มผู้สมัคร ตลอดจนวางแผนกระจายหน้าที่รับผิดชอบให้กับทีม Hiring อย่างไรก็ตาม แม้ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะมีให้ใช้ก็ต่อเมื่อ “จ่ายเงินซื้อ” เท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าระบบ ATS จะเป็นเครื่องมือที่บริษัทควรมีก็ไม่ได้แปลว่าทุกองค์กรจะสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ จัดการ ติดตาม และเพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการรับสมัครงานกับระบบ ATS จาก Reeracoen Thailand ฟรี! จะดีกว่าไหมถ้าแผนก HR หรือทีม Hiring ของคุณมีตัวช่วยที่สามารถเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก และยกระดับประสิทธิภาพในกระบวนการจ้างงานโดยสามารถใช้งานได้ฟรี ไม่จำเป็นต้องเสียเงินก็มีเครื่องมือที่ดีไว้ใช้งาน ความโดดเด่นของระบบ ATS จาก Reeracoen Thailand จากประสบการณ์ดูแลฐานข้อมูลผู้สมัครกว่า 100,000 คน ทำให้ Reeracoen Thailand รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการจ้างงานแบบเชิงลึก และเป็นสาเหตุให้เราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สามารถจัดการปัญหาให้กับองค์กรได้จริง จึงออกแบบระบบ ATS (Applicant Tracking System) ขึ้นมาให้ใช้งานได้ฟรี 1) แผงแดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย 2) พื้นที่จัดเก็บข้อมูล Cloud storage แบบไม่จำกัด! 3) เพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ใช้งานได้ไม่จำกัด ตัวอย่างการใช้งาน ATS จาก Reeracoen Thailand เหมาะกับใคร บริษัทที่สนใจอยากเริ่มต้นใช้งานระบบ ATS มีประสบการณ์ใช้ ATS มาแล้วแต่อยากมองหาตัวเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น ต้องการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์กร สนใจเริ่มต้นใช้งานระบบ ATS จาก Reeracoen Thailand เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### อะไรคือนิยามของคำว่าความสำเร็จสำหรับคุณ คำถามสัมภาษณ์งานนี้ต้องตอบยังไง มุมมองที่เรามีต่อคำว่า “ความสำเร็จ” นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งเป้าหมาย การลำดับความสำคัญในแต่ละเรื่อง รวมถึงจัดระเบียบวิธีการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ดังนั้น “คำถามปลายเปิด” ที่สะท้อนถึงนิยามความสำเร็จจึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่บริษัทมักจะเลือกใช้ขณะสัมภาษณ์งาน เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและสไตล์ของผู้สมัครแต่ละคนว่าสามารถปรับเข้ากับแนวทางขององค์กรได้มากน้อยแค่ไหน สรุปเหตุผลที่องค์กรมักจะถามถึง “นิยามความสำเร็จ” ทำความรู้จักลักษณะนิสัยของผู้สมัครในเชิงลึก เข้าใจวิธีการตั้งเป้าหมายและแรงผลักดันส่วนตัว ทดสอบระดับทักษะการสื่อสาร ความจริงแล้วการทำความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามความสำเร็จ ไม่ได้สำคัญแค่กับเฉพาะในฝั่งขององค์กรเท่านั้น เพราะในรายงานการสำรวจของ McKinsey ในปี 2021 พบว่า 70% ของคนทำงานระบุว่างานที่ทำมีส่วนสำคัญกับจุดมุ่งหมายในชีวิต และยิ่งพนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับเป้าหมายขององค์กรมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ Productive และมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ดังนั้นแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้เจอคำถามนี้จากบริษัท แต่ถ้าตอบตัวเองได้ว่าปัจจุบันมองความสำเร็จไว้แบบไหนก็แปลว่าเรามีเป้าหมายและวิธีการที่ชัดเจนเป็นระบบ ซึ่งไม่ว่าจะสมัครงานที่ไหน หรือทำงานอะไรก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก วิธีตอบคำถามเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อคำว่า “ความสำเร็จ” ใช้เวลาทำ Self reflection หนึ่งในวิธีง่ายที่สุดที่จะรู้จักตัวเองให้มากขึ้น ลองเลือกจากผลงานที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจมากที่สุดสัก 2-3 ชิ้น แล้ววิเคราะห์รูปแบบงานแต่ละจุดว่ามีส่วนไหนคล้ายกันบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้จะบ่งบอก “คุณค่า” ที่เป็นคุณลักษณะส่วนตัว เช่น เราอาจพบว่าตัวเองเก่งเรื่องบริหารงานและดึงศักยภาพของทีมและถ้าหากตรงกับคุณสมบัติที่องค์กรมองหาก็จะยิ่งมีแนวโน้มมากขึ้น สกิลที่หาใครเทียบได้ยาก ในยุคที่ใครๆ ต่างก็พึ่งพาเครื่องมือ AI ให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น คุณสมบัติ “ความเป็นมนุษย์” จึงยิ่งมีคุณค่าสำหรับองค์กร ซึ่งปัจจุบันหลายบริษัทให้ความสำคัญกับ Soft skills ไม่แพ้ทักษะเฉพาะทาง ดังนั้นถ้าเรามีคุณสมบัติที่สำคัญต่อผลงานโดยตรงก็ควรหยิบมาพูดถึง เช่น ความสำเร็จจากการทำหน้าที่ผู้นำในช่วงเวลาต่างๆ และยกตัวอย่างการใช้งานให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่าทักษะความเป็นผู้นำช่วยให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ถามตัวเองว่า “บริษัทมองความสำเร็จไว้แบบไหน” ก่อนไปสัมภาษณ์ควรศึกษาข้อมูลองค์กรให้พร้อมทั้งรูปแบบธุรกิจ กลยุทธ์ วิธีการทำงาน ข่าวสารอัปเดตล่าสุด และที่สำคัญคือเข้าใจใน “เป้าหมาย” กับแนวทางของบริษัท เพื่อตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าจากทักษะและประสบการณ์ที่มีเราจะมีส่วนช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างไร สังเกตได้จากวิธีการเขียน Job description เช่น ข้อความที่เน้นย้ำบ่อยๆ หรือการจัดลำดับความสำคัญ เพียงกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับความคาดหวังที่บริษัทตั้งไว้และยกตัวอย่างให้ชัดเจน เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละองค์กร เพราะคำว่า “ความสำเร็จ” มีลักษณะเป็นนามธรรม ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าตีความอย่างไร เช่นเดียวกับองค์กรที่มีหลากหลายรูปแบบ หลายขนาด ก็ย่อมมีความคาดหวังต่อพนักงานและความสำเร็จแตกต่างกันไป อ่านบทความด้านการตอบคำถามสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม: คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นอย่างไร ตอบยังไงให้ไม่ดูดิสเครดิตคู่แข่ง ถูกเลิกจ้าง - โดนไล่ออก จะบอก HR ตอนสัมภาษณ์งานใหม่ว่าอะไร เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/2n3Nm #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สรุปภาพรวมสวัสดิการในองค์กรปี 2024 สำรวจความพึงพอใจและความคาดหวังของคนทำงาน “สวัสดิการประจำบริษัท” ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาองค์กรให้แข็งแกร่ง โดยดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพให้สนใจเข้ามาร่วมทีม สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานรวมถึงลดอัตรา Turnover rate ในองค์กรให้น้อยลง ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีรูปแบบสวัสดิการที่โดดเด่นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพนักงานประกอบกับลักษณะงาน และเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นบริษัทที่เข้าใจพฤติกรรมของคนทำงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายก็จะสามารถออกแบบสวัสดิการที่สอดคล้องกับความคาดหวัง และมีโอกาสดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถเข้ามาพัฒนาองค์กรได้มากขึ้น แต่ในปัจจุบัน รูปแบบและสังคมการทำงานมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคือ การทำงานแบบ Remote working ที่ได้กลายมาเป็น “มาตรฐาน” สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ๆ รวมถึงสวัสดิการด้านอื่นๆ ที่หลายบริษัทพยายามออกแบบให้เหมาะสมกับยุคสมัย บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand ร่วมกับ HREX.asia ได้ทำการสำรวจภาพรวมของสวัสดิการของแต่ละองค์กรในปี 2024 เพื่อศึกษาว่าปัจจุบันความคาดหวังของคนทำงานและมุมมองการออกแบบสวัสดิการในแต่ละบริษัทนั้นเป็นอย่างไร มีอะไรที่องค์กรสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้น ติดตามอ่านต่อได้ในบทความนี้เลย “รูปแบบการทำงาน” ในองค์กร Work from office 100% คิดเป็นสัดส่วน 73.08% Work from home 100% คิดเป็น 0.64% Work from Anywhere คิดเป็น 3.21% Hybrid Working คิดเป็น 23.08% ปัจจัยที่ส่งผลให้พนักงานรู้สึก “ไม่พึงพอใจ” กับงานมากที่สุด โอกาสในการเติบโตมีจำกัด 41.03% ปัญหาเรื่องคนในที่ทำงาน 30.77% Work life Balance 26.28% ค่าตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐาน 23.08% ไม่ได้รับการชื่นชมหรือเป็นที่ยอมรับ 21.15% ปัญหาจากตัวงานที่ทำงาน 1.92% “ความพึงพอใจ” ของพนักงานที่มีต่อสวัสดิการแต่ละประเภท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 45.51% โบนัส 42.95% ประกันสุขภาพ/ประกันชีวิต 39.10% การลาป่วยและวันหยุด 21.79% ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น 16.67% ค่าล่วงเวลา 14.10% ระบบการเรียนรู้และพัฒนาในองค์กร 8.33% โปรแกรมตรวจสุขภาพ 7.69% การทำงานจากที่ใดก็ได้ 5.77% สิทธิดูแลบุตรและครอบครัว 5.77% สวัสดิการที่พนักงาน “คาดหวัง” ให้เกิดขึ้นในองค์กร ด้านการเงิน สินเชื่อ/การช่วยเหลือค่าครองชีพสำหรับพนักงาน การปรับเพิ่ม/ช่วยเหลือค่าเดินทางในการทำงาน สินเชื่อ/การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านที่พักอาศัย การเริ่มต้น/ปรับอัตรากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการเกี่ยวกับค่าเล่าเรียน การดูแลบุตร ด้านการพัฒนาตัวเอง สวัสดิการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการสมัครคอร์สเรียนต่างๆ ค่าตอบแทนที่เหมาะสม/ชัดเจนในการเติบโตในองค์กร ค่าทักษะและความสำเร็จในการทำงาน ด้านเวลาในการทำงานที่เหมาะสม การปรับลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work / Remote work การเข้างานแบบ Flexible Working Hour ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ ประกันที่ครอบคลุมถึงสมาชิกในครอบครัว สวัสดิการเกี่ยวกับด้านสายตา สวัสดิการเกี่ยวกับการออกกำลังกาย/สถานที่ออกกำลังกาย สวัสดิการด้านความสวยงาม/ การศัลยกรรม ประกันที่ครอบคลุมด้านทันตกรรม จากข้อมูลการสำรวจครั้งนี้ เราสามารถเข้าใจและตระหนักถึงความต้องการของพนักงานได้มากขึ้นว่าด้วยรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป รวมถึงปัญหาในแต่ด้านที่คนทำงานต้องรับมือในปัจจุบัน บริษัทจะสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือให้สมาชิกในองค์กรได้ด้วยวิธีการใดบ้าง นอกจากมีงานที่น่าสนใจและค่าตอบแทนที่ดึงดูดแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับคำว่าสวัสดิการเพื่อยกระดับองค์กร พัฒนาสมาชิกและโลกการทำงานให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน องค์กรชั้นนำหาคนอย่างไรในยุคนี้? สรุปประเด็น Future of Recruitment จากงาน CHRO & HR Director Forum เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment เริ่มต้นใช้บริการ Recruitment จบทุกปัญหาด้าน Hiring ค้นหาคนที่ใช่ผ่านผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### งานใหม่จะพาเราไปได้ไกลแค่ไหน แนะนำให้ถามเกี่ยวกับ “การพัฒนาคนในองค์กรนั้นๆ” มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจออกจากงานเดิมทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งจนทำให้อยู่ไม่ไหว แต่ออกเพราะมองหา “ความท้าทาย” ครั้งใหม่ และโอกาสพัฒนาตัวเองเพื่อเติบโตในอาชีพมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลายบริษัทไม่สามารถแก้ให้กับพนักงานได้ ทำให้การเลือกเดินจากไปกลายเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนอย่างเรามักจะนิยมมองหางานและรอให้บริษัทใหม่คอนเฟิร์มผล ก่อนจะแจ้งลาออกกับที่เก่าเพื่อไม่ให้เสียโอกาส รวมถึงรายได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเคลียร์ก่อนระหว่างนั้นก็คือ “แน่ใจได้อย่างไรว่างานใหม่จะตอบโจทย์” สำหรับวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองเจอเหตุการณ์ Shift shock ก็ทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งานผ่านการตั้งคำถามที่สามารถให้ข้อมูลกับเราได้อย่างครบถ้วนเท่าที่เป็นไปได้ และ Reeracoen Thailand มีตัวอย่างมาแนะนำดังนี้ครับ Career path ของตำแหน่งนี้มีลำดับขั้นเป็นอย่างไร มีวิธีหรือกระบวนการพัฒนาคนในบริษัทในรูปแบบไหน มีโอกาสเติบโตรองรับในลักษณะไหนบ้าง องค์กรมีเกณฑ์ชี้วัดผลงานก่อนจะโปรโมตจากอะไร ตัวอย่างเป้าหมายที่เราจะมีส่วนร่วมในอนาคต สาเหตุที่เราควรถามเกี่ยวกับ Career advancement เสมอ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองเข้าไปเจอกับ Dead-end job ยังทำให้เรารู้ว่าถ้าอยากจะเติบโตขึ้นไปในองค์กรนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง ได้เตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า กำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนว่าทักษะแบบไหนที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม รวมถึงทำให้เราสามารถเติบโตและพร้อมสำหรับโอกาสได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังช่วยให้เราได้รู้จักกับองค์กรในแง่มุมอื่นๆ ทางอ้อม อาทิ โอกาสที่รองรับในแต่ละรูปแบบ การพัฒนาตัวเองในแต่ละบริษัทสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี ตั้งแต่การลงคอร์สฝึกทักษะ หรือ Training program ที่บริษัทส่วนใหญ่มักจะมีจัดให้กับพนักงานตามความเหมาะสมหรือเรียนรู้ผ่านการลงมือทำงานจริง (on the job training) เช่น ผลักดันให้ทดลองรับผิดชอบงานในสโคปที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้นคำถามปลายเปิดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคคลก็จะทำให้เรามีข้อมูลสำหรับพิจารณาในหลายๆ แง่มุม ทัศนคติขององค์กรต่อ “ความล้มเหลว” นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีแบบยกธงเขียวตัวโตๆ หากบริษัทพูดถึงการผลักดันให้พนักงานมีความกล้าที่จะลอง ก็หมายความว่าองค์กรให้ความสำคัญกับ Growth mindset และพร้อมจะเปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ๆ ของพนักงาน แม้ว่าล้มเหลวก็สามารถนำบทเรียนไปพัฒนาแก้ไขต่อได้ซึ่งถ้าเราไปร่วมงานด้วยก็จะมีพื้นที่ของการเรียนรู้ได้เยอะ ทางเลือกการเติบโตตามความสนใจส่วนตัว Career path แบบที่หลายคนคุ้นเคยมักจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง เริ่มจากตำแหน่ง Junior ขยับไป Senior แล้วขึ้นเป็น Manager ซึ่งลักษณะของงานก็จะมีรูปแบบคล้ายๆ เดิมแล้วเพิ่มเติมด้วยความรับผิดชอบในภาพรวมของทีมมากขึ้น แต่กับปัจจุบันรูปแบบอาจจะเปลี่ยนไปพอสมควร เนื่องจากยุคนี้มีแหล่งข้อมูลมากมาย แถมยังเข้าถึงง่าย ทำให้ทักษะความรู้ต่างๆ กระจายไปหากันได้ง่ายขึ้น Career path จึงไม่ใช่แค่เส้นตรงแบบเมื่อก่อนแต่สามารถพัฒนาไปได้หลากหลายกว่าเดิมเพื่อหาความลงตัวและตรงกับเป้าหมายการทำงานมากที่สุด คำถามเกี่ยวกับการพัฒนาคน หรือ Career path จึงทำให้เรารู้จักวัฒนธรรมองค์กรว่ามีมุมมองแบบไหน และทางเลือกต่างๆ ที่องค์กรมีนั้นใช่สิ่งที่ตามหาหรือเปล่า ทัศนคติการเป็นผู้สอนของหัวหน้า หัวหน้างานถือเป็นคนที่มีส่วนกับการพัฒนาของพนักงานโดยตรง เพราะลักษณะของคนเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช่แค่ทำงานเก่งแต่ต้องสามารถ “สร้างคน” ให้เก่งเหมือนตัวเองได้ด้วย สังเกตคำตอบขององค์กรว่าหัวหน้างานเข้ามามีบทบาทอย่างไร วิธีที่หัวหน้าใช้เพื่อเสริมความแกร่งให้พนักงานเป็นแบบไหน อีกหนึ่งเหตุผลคือ "ความเป็นอยู่ของพนักงาน" ก็มักจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้างานเป็นส่วนใหญ่ ถ้าบริษัทมีระบบ Coaching ที่แข็งแรงประกอบกับหัวหน้าที่พร้อมถ่ายทอดวิชา พนักงานก็จะสามารถเติบโตได้ไกล และอยู่กับองค์กรได้นาน แนะนำ 9 คำถามสำภาษณ์งานถ้าไม่อยากรู้สึก Fail กับงานใหม่ เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ชี้เป้า 53 ตำแหน่งเปิดรับสมัครฐานเงินเดือน 50,000 ขึ้นไป ประจำเดือนพฤษภาคม 2024 สายงานบัญชี Accounting Manager (64039) ฐานเงินเดือน 60,000 - 70,000 thb Location: MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/64039 Accounting Manager (69443) ฐานเงินเดือน 70,000 - 75,000 thb Location: Huai Khwang ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69443 สายงาน Business Admin Report Creation Specialist (69426) ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 thb Location: BTS Silom Line, MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69426 Japanese Speaking N1, HR (65441) ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 thb Location: BTS Sukhumvit Line, MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65441 สายงานวิศวะ Technical Service Engineer (69195) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location: MRT Line, Ratchadapisek - Phetchaburi, Lat Phrao ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69195 Field Application Engineer (69517) ฐานเงินเดือน 65,000 - 75,000 thb Location: BTS (Silom Line), BTS (Sukhumvit Line), MRT Line, Rama III, Ratchadapisek - Phetchaburi ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69517 ฐานเงินเดือน 70,000 - 90,000 thb Location: Phutthamonthon - Nakhon Pathom ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67784 Footwear Production Manager (66563) ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 thb Location: Latkrabang ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66563 Field Application Engineer (69479) ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 thb Location: Suan Luang ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69479 สายงาน Finance Accounts & Finance Manager (69437) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: Khan Na Yao ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69437 Debt Recovery Manager (65749) ฐานเงินเดือน 120,000 - 130,000 thb Location: Bangna ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65749 Assistant Manager (69418) ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 thb Location: BTS (Silom Line), BTS (Sukhumvit Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69418 Finance Management (68500) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line), MRT Line, Ratchadapisek - Phetchaburi ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68500 สายงาน IT Senior Software Developer (63783) ฐานเงินเดือน 100,000 - 150,000 thb Location: Bangna ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63783 Officer (JP Speaking - N1) (68845) ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68845 Senior ERP Functional Consultant (61402) ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/61402 SAP Functional FI (66385) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location: Lat Phrao, Din Daeng/Vibhavadi/Don Muang ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66385 Operation Manager (69385) ฐานเงินเดือน 70,000 - 80,000 thb Location: Min Buri ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69385 ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 thb Location: BTS (Silom Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69019 Senior ERP Consultant (67847) ฐานเงินเดือน 70,000 - 100,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67847 Software Tester/QA (68837) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location: Lat Phrao, Din Daeng/Vibhavadi/Don Muang ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68837 สายงาน Marketing Sales & Account Director (69480) ฐานเงินเดือน 100,000 - 130,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69480 Assistant Vice President (69047) ฐานเงินเดือน 90,000 - 140,000 thb Location: Lat Phrao ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69047 ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 thb Location: MRT Line, Ratchadapisek - Phetchaburi ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/65020 Accounting & Finance Manager (69128) ฐานเงินเดือน 70,000 - 85,000 thb Location: Rama III ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69128 ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67121 ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 thb Location: Lat Phrao ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69336 ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 thb Location: BTS (Silom Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/63150 Sales & Marketing Manager (69362) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69362 Marketing Senior / Manager (68519) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68519 Marketing Manager (68081) ฐานเงินเดือน 80,000 - 100,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line), BTS (Silom Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68081 ฐานเงินเดือน 160,000 - 180,000 thb Location: Din Daeng/Vibhavadi/Don Muang ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69289 Senior Marketing Communication Manager (69079) ฐานเงินเดือน 70,000 - 150,000 thb Location: MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69079 สายงาน Sales Sales Assistant Manager (66456) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line), Bangna ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66456 ฐานเงินเดือน 50,000 - 100,000 thb Location: BTS (Silom Line), BTS (Sukhumvit Line), MRT Line, Rama III, Ratchadapisek - Phetchaburi, Phaya Thai, Ratchathewi, Pathum Wan, Huai Khwang, Dusit, Phra Nakhon, Pom Prap Sattru Phai, Samphanthawong, Saraburi ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68676 Business Development Manager (67933) ฐานเงินเดือน 70,000 - 120,000 thb Location: Ramkhamhaeng/Bangkapi/Bueng Kum ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67933 Inside Sales (N2) (66720) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location: BTS (Silom Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/66720 Sales Coordinator (69073) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69073 Sales (Senior/JLPT N2 up) (60876) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line), BTS (Silom Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/60876 Customer Success (N1) (68059) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location: BTS (Silom Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68059 ฐานเงินเดือน 60,000 - 100,000 thb Location: BTS (Silom Line), Rama III, Nonthaburi, Pathum Wan ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69242 Senior Sales Executive (67027) ฐานเงินเดือน 50,000 - 60,000 thb Location: BTS (Silom Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/67027 ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location:BTS (Silom Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/59276 Business Development Specialist (68788) ฐานเงินเดือน 50,000 - 130,000 thb Location: BTS (Silom Line), BTS (Sukhumvit Line), MRT Line ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68788 Sales Assistant Manager (68445) ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68445 International BD Manager (69087) ฐานเงินเดือน 50,000 - 65,000 thb Location: BTS (Silom Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69087 Sales Executive (N1) (68817) ฐานเงินเดือน 50,000 - 70,000 thb Location: BTS (Silom Line), MRT Line, Rama III, Ratchadapisek - Phetchaburi ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68817 ฐานเงินเดือน 60,000 - 80,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69447 ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location: Srinakarin - Pattanakarn - Pravet ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/60498 Key Account Manager (68237) ฐานเงินเดือน 70,000 - 120,000 thb Location: Bangna ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68237 ฐานเงินเดือน 100,000 - 120,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69511 ฐานเงินเดือน 65,000 - 120,000 thb Location: Talingchan-Pinklao, Phutthamonthon - Nakhon Pathom, Thawi Watthana, Bangkok Noi ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/69351 Sales Representative (68814) ฐานเงินเดือน 50,000 - 80,000 thb Location: BTS (Sukhumvit Line), MRT Line, Rama III, Ratchadapisek - Phetchaburi, Changwattana - Ngam Wong Wan, Lat Phrao, Rama II, Phra Pradaeng - Suksawat, Phaya Thai ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.reeracoen.co.th/th/jobs/68814 เริ่มต้นฝากโปรไฟล์พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบลงทะเบียนได้ที่นี่ ### เริ่มต้นมองหางานกรุงเทพ กับคำแนะนำที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจย้ายเข้ามาทำงาน การหางานในกรุงเทพถือเป็นจุดหมายของหลายคน เนื่องจากความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การเดินทาง การศึกษา มีโอกาสทางธุรกิจมากมายซึ่งดึงดูดทั้งบริษัทไทยและต่างชาติให้เข้ามาลงทุน จึงกลายเป็น “ศูนย์รวม” ของงานที่น่าสนใจสำหรับชาวไทย เมื่อกรุงเทพเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทำให้ไม่ใช่แค่ฝั่งคนทำงานที่มีความต้องการสูง ฝ่ายบริษัทเองก็ต้องแข่งขันกันพัฒนาองค์กรและพยายามดึงดูดด้วยฐานเงินเดือน รวมถึงผลตอบแทนที่ล่อตาล่อใจมากขึ้น กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้งานในกรุงเทพมักจะให้เงินเดือนสูงกว่าที่อื่นๆ และถึงแม้ว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจะเริ่มถอดใจกับการเข้ามาต่อสู้ใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่มีแต่ความแออัด รถติด ต้องดิ้นรนกับการแข่งขันตลอดเวลา แถมยังต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงกว่าที่อื่นพอสมควร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหางานกรุงเทพมักจะมีโอกาสที่นำไปต่อยอดสู่อนาคตได้มากขึ้นทั้งในแง่ของฐานรายได้และการเติบโตทางอาชีพ ดังนั้นการจะเข้ามาหางานในกรุงเทพทันทีแบบไม่เตรียมตัวอะไรเลยก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่ไม่มีทุนเลี้ยงชีพและขาดประสบการณ์เพราะอุปสรรคกับการแข่งขันก็เยอะไม่แพ้โอกาสที่รองรับ Reeracoen Thailand รวบรวมคำแนะนำสำหรับคนที่อยากหางานกรุงเทพซึ่งจะมีการบ้านด้านไหนที่ต้องศึกษาก่อนตัดสินใจย้ายเข้ามาทำงาน ไปเช็กความพร้อมและจดเป็นลิสต์กันพลาดไว้ได้เลย เป้าหมายการทำงาน อันดับแรกก่อนที่จะย้ายเข้ามาหางานกรุงเทพเราต้องรู้ก่อนว่ากำลังมองหาอะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ ซึ่ง Reeracoen Thailand ได้ลองสำรวจผู้สมัครในฐานระบบและสามารถแบ่งเหตุผลออกเป็นสามปัจจัยหลักๆ ได้แก่ Career advancement มองหาการเติบโตในสายอาชีพ เพิ่มความมั่นคงทางรายได้ด้วยฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น โอกาสนำความรู้และทักษะมาต่อยอดธุรกิจที่บ้าน ผู้ที่อยากหางานกรุงเทพควรศึกษาทั้งตำแหน่งงานและองค์กรที่สนใจสมัครว่าสามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่ตั้งไว้ในด้านไหนได้บ้าง เพราะแต่ละบริษัทอาจมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เช่น บางที่สามารถให้โอกาสพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด แต่มีข้อจำกัดเรื่องฐานเงินเดือนที่อาจจะไม่สูงมาก ถือเป็นการบ้านที่เราจะต้องตัดสินใจเลือกทางที่เหมาะกับเป้าหมายของเรามากที่สุด เช็กลิสต์ปัจจัยแวดล้อมที่ควรศึกษานอกเหนือจากตัวงาน โซนออฟฟิศและสถานที่ที่เราจะไปทำงาน ระยะทางจากที่พักไปสถานที่ทำงาน ใช้เวลาเดินทางนานไหม ใช้วิธีไหนได้บ้าง แถวออฟฟิศมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับไหม ความครบครันของร้านค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล คลินิกรักษาสุขภาพ การวางแผนค่าใช้จ่าย ค่าที่อยู่อาศัยคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ค่าเดินทางรายวัน ไป - กลับด้วยอะไรได้บ้าง ค่าครองชีพ อาหาร เครื่องดื่ม และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ หักลบค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเก็บเป็นสัดส่วนเท่าไร ต้นทุนสำหรับลงเรียนคอร์สต่างๆ เพิ่มเติม ฐานเงินเดือนที่ได้เพียงพอต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ เงินทุนสำรองกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเช่น ตกงาน รูปแบบสังคมในที่ทำงาน รับมือกับความกดดันในสังคมแข่งขันสูงได้ไหม สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้ดีแค่ไหน สภาพแวดล้อมที่แออัดและเคร่งเครียดในกรุงเทพฯอาจทำให้คนที่มาใหม่เกิดภาวะเครียดสะสมได้เรามีแผนรองรับหาก “อยู่ไม่ไหว” หรือเปล่า สามารถหางานจากที่ไหนได้บ้าง ความสนใจหางานในกรุงเทพที่มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ไม่หวังดีหรือมิจฉาชีพฉวยโอกาสจากความต้องการของคน ล่อลวงด้วยงานแชร์ลูกโซ่หรือหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งบางเคสอันตรายถึงขั้นถูกขนย้ายไปเป็นแรงงานข้ามประเทศดังนั้นก่อนที่จะย้ายเข้ามาก็ควรศึกษา “แหล่งหางาน” ที่เชื่อถือได้ไว้ด้วย 1) บริษัทจัดหางาน รูปแบบของธุรกิจบริษัทจัดหางาน (Recruitment agency) นับเป็น “สื่อกลาง” เชื่อมต่อตำแหน่งงานว่างและกำลังต้องการคนเข้าหาผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตรงตามสเปกขององค์กร โดยมี Recruiter ช่วยดำเนินการเป็นตัวแทนระหว่างสองฝ่าย เพียงแค่ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ และกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน อาทิ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ทักษะ รวมถึงระบุลักษณะงานที่มองหาพร้อมฐานเงินเดือนที่คาดหวังก็สามารถรอการติดต่อนำเสนองานที่เหมาะสมจากทีม Recruiter ได้เลย ข้อดี ได้รับข้อเสนองานที่ตรงกับประสบการณ์และความคาดหวัง ไม่พลาดทุกโอกาสงานด้วยฟังก์ชัน Hot jobs alert ปิดโอกาสเสี่ยงเจองานในลักษณะเข้าข่ายหลอกลวง เข้าถึงข้อมูล Insight ที่ไม่สามารถหาได้ด้วยตัวเอง มีรีครูทเตอร์ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนสัมภาษณ์งาน สะดวกสบาย ไม่ต้องยุ่งยากเสียเวลามาจัดการเองทุกขั้นตอน ต่อรองผลประโยชน์และเงินเดือนได้แบบสะดวกใจมากขึ้น ได้งานดี ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย ข้อควรพิจารณา มีขั้นตอนสกรีนคุณสมบัติเบื้องต้น ทำให้ต้องสัมภาษณ์มากกว่า 1 รอบ ควรหมั่นอัปเดตโปรไฟล์สม่ำเสมอ เพื่องานที่ตรงใจมากที่สุด บางตำแหน่งที่ต้องการคนเร่งด่วน อาจต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว งานที่เปิดรับสมัครอาจมีไม่เยอะเมื่อเทียบกับเว็บประกาศงานทั่วไป 2) เว็บประกาศงาน เป็นช่องทางยอดนิยมสำหรับการสมัครงานในปัจจุบัน ไม่ว่าจะหางานกรุงเทพ หรือหางานประจำจังหวัดก็มีตำแหน่งงานหลากหลายในแทบจะทุกสายงานให้เลือกสรร พร้อมรายละเอียดงาน ข้อมูลองค์กรให้พิจารณาอย่างครบถ้วนตั้งแต่ระดับ Entry ไปจนถึงตำแหน่งระดับสูงแบบหัวหน้าหรือผู้บริหาร ข้อดี มีตำแหน่งงานให้เลือกสมัครเยอะ รายละเอียดข้อมูลตำแหน่งงานครบถ้วน ได้เป็นคนเลือกงานด้วยตัวเอง ติดต่อกับบริษัทเองโดยตรง ใช้งานฟรี ข้อควรพิจารณา อาจจะสมัครและไม่ได้รับการติดต่อกลับ รับมือกับการแข่งขันอย่างเข้มข้น ต้องขยันและมีเวลาอ่าน Job description มีโอกาสลืมว่าสมัครบริษัทอะไร ถึงขั้นตอนไหนแล้วบ้าง ไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิจารณามากพอ นอกเหนือจากบริษัทจัดหางาน และเว็บประกาศงาน ยังสามารถได้โอกาสจาก “คอนเนกชัน” ภายในองค์กร ถ้าเป็นการแนะนำต่อกันจากคนที่รู้จักกันโดยตรง หลังจากส่งเอกสารและใบสมัครเข้าไปเรียบร้อยแล้วก็จะมีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว ส่วนอีกหนึ่งช่องทางที่นิยมใช้ในปัจจุบันก็คือโซเชียลมีเดีย เช่น Linkedin หรือกลุ่มหางานใน Facebook แต่ด้วยรูปแบบการใช้งานแพลตฟอร์มก็อาจไม่สะดวกสบายหรือเหมาะกับการใช้หางานโดยตรงมากเท่าไร สำหรับใครที่สนใจ หรือได้เข้ามาเริ่มหางานในกรุงเทพแล้วและกำลังอยู่ในช่วงของการสมัครงาน บริษัทจัดหางาน Reeracoen Thailand ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้งานอย่างที่ตั้งใจไว้ สามารถอ่านเทคนิคและคำแนะนำการตอบ 7 คำถามสัมภาษณ์งานที่มีโอกาสเจอบ่อย เพื่อเสริมทักษะการสัมภาษณ์และเพิ่มโอกาสสำเร็จ ไม่ว่าจะหางานกรุงเทพหรือหางานแบบไหน ก็อย่าลืมฝากโปรไฟล์เพื่องานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สัมภาษณ์งานต้องเตรียมตัวยังไง คู่มือเตรียมตัวสำหรับผู้สมัคร อัปเดต 2024 หลายคนสงสัยว่าการเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์งาน เราควรจะต้องหาข้อมูลหรือจัดการตัวเองอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่และกลุ่ม First jobber ที่อาจยังไม่ค่อยมีประสบการณ์สัมภาษณ์งานมากนัก ทำให้มักจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเป็นประจำ Reeracoen Thailand จะพาทุกคนไปปูพื้นฐานกับแนวทางการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานแบบแน่นๆ ให้เพื่อนๆ ไม่พลาดโอกาสคว้างานไปพร้อมกันเลย เตรียมความพร้อมก่อนวันสัมภาษณ์ ➢ เตรียมตัวศึกษาข้อมูลองค์กรไว้ล่วงหน้า ก่อนสัมภาษณ์งานเราควรมีความเข้าใจในภาพรวมองค์กรให้ได้มากที่สุด รูปแบบธุรกิจเป็นยังไง มีสินค้าหรือบริการแบบไหนที่โดดเด่น วิสัยทัศน์และพันธกิจ (Vision & Mission) ขององค์กรคืออะไรโดยหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์บริษัท โซเชียลมีเดีย ฯลฯ หรือวิเคราะห์จากรายละเอียดเนื้อหาบน Job description จัดการตัวเองให้พร้อมในวันสัมภาษณ์ ➢ ใส่ใจภาพลักษณ์ สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ความประทับใจแรกเริ่มนับว่าสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งมุมมองการรับรู้และความคิดที่อีกฝ่ายมีต่อเราก็จะมาจากภาพลักษณ์ที่ปรากฎออกไปไม่ว่าจะด้วยท่าทาง สีหน้า การแต่งตัว ดังนั้นจุดเริ่มต้นเล็กๆ อยากให้ทุกคนดูแลตัวเอง แต่งกายให้สุภาพ แต่งหน้า ทำผมให้เรียบร้อย และแสดงความพร้อมต่อผู้สัมภาษณ์ให้มากที่สุดเพื่อที่จะเริ่มต้นทำงานในฐานะ “มืออาชีพ” ที่ดูดีทั้งคุณสมบัติภายใน และการใส่ใจภายนอก ➢ ไปให้ถึงก่อนเวลานัดสัมภาษณ์ 5-10 นาที ในวันสำคัญแบบการสัมภาษณ์งานสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการแสดงออกว่าเรา “ไม่พร้อม” เราคงไม่อยากให้บริษัทเห็นเราวิ่งหาห้องสัมภาษณ์หรือมาสายด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าเราหลงทาง ดังนั้นถ้าไม่คุ้นเคยกับสถานที่และคิดว่าต้องใช้เวลาก็อย่าลืมวางแผนให้ดี เดินทางด้วยอะไร ติดต่อกับใคร และเผื่อเวลามาก่อนนัดหมายสัก 5-10 นาที จะได้มีเวลาเตรียมตัวรอบสุดท้ายก่อนสัมภาษณ์จริง ระหว่างสัมภาษณ์ ➢ รักษามารยาทและความประทับใจ ควรสบตาคู่สนทนาและตั้งใจรับฟังอย่างมีสมาธิ เพราะบางครั้งการหลุดโฟกัสไปในเพียงชั่วขณะอาจทำให้เราไม่สามารถจับประเด็นจากอีกฝ่ายได้ ซึ่งบางครั้งมีโอกาสมาในรูปแบบของ “คำถาม” และหากผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเราไม่สนใจในการพูดคุยก็จะถือเป็นการเสียมารยาท และเลือกตัดออกจากลิสต์ไปได้ ➢ รายละเอียดที่ต้องพูดคุย จุดประสงค์ที่บริษัทต้องการก็คือทำความรู้จักกับผู้สมัครในแต่ละแง่มุม พิจารณาว่าโปรไฟล์และความคาดหวังสอดคล้องกันไหม ทำให้อาจมีการโยนคำถามเพื่อดูว่าเรามีบุคลิกเป็นยังไง ทักษะการสื่อสารอยู่ในระดับไหน รวมถึงภาษากายและวิธีการตอบสนอง ดังนั้นเตรียมตัวตอบคำถามในประเด็นที่บริษัทอาจอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน กิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ความสนใจในองค์กร เป้าหมายและความคาดหวังในการทำงาน อ่านบทความ แนะนำวิธีตอบ 7 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิตที่ตอบได้ยากที่สุด ➢ แนะนำคำถามสำหรับผู้สมัคร นอกจากพรีเซนต์จุดเด่น และให้องค์กรได้ทำความรู้กับตัวเราแล้ว เราเองก็สามารถใช้เวลาในห้องสัมภาษณ์เพื่อทำความรู้จักกับองค์กรได้เช่นกัน และ “คำถามที่ดี” ก็เหมือนกับการเดินสำรวจส่วนต่างๆ ของบริษัทที่หากเข้าไปได้ตรงจุดก็จะยิ่งช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าเหมาะกับเราไหม หากเข้าไปอยู่ด้วยแล้วจะรอดหรือเปล่า รวมถึงเดาได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังเป็นการลองเชิงว่าเราให้ความสนใจมากแค่ไหน ซึ่งคำถามที่ดีก็จะยิ่งช่วยทำแต้มให้เหนือคู่แข่งด้วยเช่นกัน เรามีคำถามแนะนำให้ไปใช้กับการสัมภาษณ์ครั้งต่อไปโดยแบ่งตัวอย่างออกเป็นสองหัวข้อหลักได้แก่ ความคาดหวังและการตั้งเป้าหมาย ช่วยอธิบายภาพรวมหน้าที่ของตำแหน่งงานนี้ได้ไหม ตัวอย่างลักษณะของโปรเจกต์ในอนาคต นิยาม “ความสำเร็จ” ของตำแหน่งนี้ควรจะเป็นแบบไหน โดยทั่วไปงานในแต่ละสัปดาห์มีอะไรบ้าง วัฒนธรรมองค์กรและ Career path วัฒนธรรมของบริษัทนี้เป็นอย่างไร โครงสร้างภายในองค์กร - จำนวนสมาชิกภายในทีม โปรแกรมการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในบริษัท คนแบบไหนที่จะก้าวหน้า และไม่ก้าวหน้าที่นี่ วิธีสนับสนุนให้พนักงานกล้าฟีดแบคเรื่องงานกันตรงๆ หลังจบการสัมภาษณ์ ก่อนก้าวขาเดินออกจากห้องสัมภาษณ์งาน สามารถทิ้งท้ายด้วยการแสดงความมุ่งมั่นอยากร่วมงานกับองค์กร เช่น คาดหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการติดต่อกลับจากบริษัท หรือสอบถามเพิ่มเติมว่าถ้าตัวเราได้ผ่านการคัดเลือกมีอะไรที่สามารถทำได้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมเริ่มงานตั้งแต่เนิ่นๆ ไหม อ่านจบแล้วหวังว่าเพื่อนๆ จะได้ไอเดียและเทคนิคไปปรับใช้กับการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น สามารถติดตามเทคนิคการสัมภาษณ์ และคอนเทนต์ด้านการสมัครงาน หรือฝากโปรไฟล์เพื่อค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบพร้อมคำแนะนำจาก Recruiter มืออาชีพมากประสบการณ์ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์หางานฟรีได้ที่นี่ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### คำถามสัมภาษณ์งาน “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นยังไง” ตอบยังไงให้ได้งานและไม่ดิสเครดิตคู่แข่ง หนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานที่ผู้สมัครมีโอกาสเจอบ่อยๆ ก็คือ “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นยังไง” เพราะแน่นอนว่าเราไม่ใช่คนเดียวที่บริษัทเรียกสัมภาษณ์ และวิธีตอบให้ตรงประเด็นก็คือพยายามพูดถึงข้อดีของตัวเอง เพียงแต่บางครั้งคำตอบเหล่านั้นก็อาจไปดิสเครดิตคู่แข่งซึ่งมีส่วนสร้างความรู้สึกเชิงลบต่อคนที่ได้รับฟัง นอกจากนี้ ถึงแม้จะมั่นใจในความสามารถของตัวเอง แต่ถ้าเราไม่รู้จัก “คู่แข่ง” คนอื่นว่าเป็นแบบไหนก็คงไม่มีทางที่จะสามารถบอกว่าตัวเองดีที่สุดได้เต็มปาก แต่ความจริงจุดประสงค์ของคำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่าเราจะเป็นแคนดิเดทหมายเลขหนึ่งที่ดีพร้อมในทุกด้าน เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือเพื่อวัดทัศนคติ รวมถึงมุมมองความคิดที่เรามีต่องานที่สมัครเข้ามาและที่สำคัญที่สุดคือ “เราแตกต่างจากคนอื่น” อย่างไร Reeracoen Thailand มีคำแนะนำวิธีการตอบคำถามเพื่อเพิ่มความโดดเด่น แบบไม่ดิสเครดิตใครและมีโอกาสได้งานมากขึ้น มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้เลย สิ่งที่องค์กรต้องการเรียนรู้ผ่านคำถามนี้ นอกจากพิจารณาว่าคุณสมบัติเราเหมาะกับตำแหน่งนี้แค่ไหน อีกมุมหนึ่งบริษัทเองก็อยากเห็นว่าเรามีความเข้าใจในตัวงานที่ดี รู้ว่าองค์กรกำลังคาดหวังอะไรจากการจ้างงานในครั้งนี้แล้วเราสามารถใช้ไหวพริบชิงความได้เปรียบด้วยข้อมูลจาก Job description มาสร้างจุดขายให้ตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นในการสัมภาษณ์ได้ไหม อีกหนึ่งเหตุผลคือวัด “ทัศนคติ” ว่าเรามั่นใจในความสามารถไหม เพราะคนที่มีความมั่นใจเวลาอยู่หน้างาน หรือเจอสถานการณ์ยากๆ จะสามารถทำการตัดสินใจด้วยตัวเลือกต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แนวทางการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน “คุณโดดเด่นกว่าคนอื่นยังไง” ศึกษาตำแหน่งงาน และภาพรวมองค์กร การจะตอบคำถามที่ต้องอาศัยความเข้าใจในระดับสูงแบบนี้ อันดับแรกคือกำหนดภาพจำลองโปรไฟล์ในหัวว่าคนที่คู่ควรกับงานและบริษัทนี้ต้องมีลักษณะแบบไหนโดยอ่านรายละเอียด Job description แล้ววิเคราะห์ข้อมูลต่อไปนี้ คุณสมบัติที่บริษัทต้องการ ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับงาน ทักษะที่จะช่วยให้ทำงานนี้ได้ดี Background การศึกษา มีสไตล์ที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร หัวใจสำคัญสำหรับตำแหน่งงานที่สมัคร เมื่อเราได้ 4 ปัจจัยหลักที่องค์กรจะมองหาจากผู้สมัคร ถัดมาคือหาคำตอบว่าอะไรที่ “สำคัญที่สุด” จากหมวดหมู่นั้นซึ่งสามารถสังเกตได้จาก 2 วิธี หนึ่งคือดูจากสิ่งที่องค์กร “เน้นย้ำ” ใน Job Description ให้สังเกตสิ่งที่องค์กรแอบปักธงไว้เป็นพิเศษ ซึ่งนี่คือคำบอกใบ้ว่าพวกเขามองหาอะไรและคนแบบไหนที่เหมาะสม อันดับต่อมาคือการเรียงลำดับความสำคัญของงานในแต่ละด้าน ซึ่งอันดับแรกๆ มักจะ “สำคัญที่สุด” เสมอ เช่น ลิสต์งาน ก็จะเริ่มต้นจากเป้าหมายที่องค์กรคาดหวังจากนั้นถึงจะเป็นงานปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องตามลำดับ แมตช์จุดแข็งเข้ากับความคาดหวังของบริษัท เมื่อเราได้ข้อมูลที่ช่วยให้มั่นใจมากพอว่าบริษัทต้องการอะไร ต่อมาคือดูคุณสมบัติ ประสบการณ์ และผลงานว่ามีความใกล้เคียงกับสิ่งที่องค์กรมองหามากพอไหม ลองจินตนาการว่าถ้าได้เข้าไปร่วมงานที่นี่จริงๆ อะไรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จกับงานนี้ พร้อมหลีกเลี่ยงคำตอบที่ฟังดู “เป็นเรื่องทั่วไป” สำหรับอีกฝ่าย เช่น เพราะเรามีทักษะที่ดี หรือเพราะเรามีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ เนื่องจากคำพูดในลักษณะนี้ใครๆ ก็พูดได้ ใช้คำตอบที่ผสมผสานระหว่างทักษะเฉพาะทาง ความสำเร็จอย่างผลงานที่เราปั้นขึ้นมาจริงๆ และส่วนที่จะทำให้แตกต่างคือ “แพชชัน” ที่เป็นของเราเอง หรือลองตอบตัวเองให้ได้ด้วยคำถามต่อไปนี้ สามารถช่วยแก้ปัญหาให้องค์กรในด้านไหน อะไรคือสิ่งที่เรามอบให้ได้เกินความคาดหวังขององค์กร เราจะไปได้ดีกับแนวทางและเป้าหมายของบริษัทไหม เตรียมผลงานสำหรับยกตัวอย่าง เรามักจะให้ความสำคัญกับการกระทำมากกว่าคำพูดเสมอ ดังนั้นวิธีแสดงออกว่าทำไมเราถึงเป็นตัวเลือกที่ดีก็คงหนีไม่พ้น “ผลงาน” ที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผลงานที่นำมาใช้ควรมีวิธีการวัดผลหรือตัวเลขชัดเจนพร้อมอธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากงานนั้นๆ ด้วยโครงสร้างการเล่าเรื่องจากหลักการ S.T.A.R เพื่อให้องค์กรได้เข้าใจตรรกะวิธีคิด แนวทางการทำงานและตัดสินใจได้ว่าเราใช่คือคนที่ใช่สำหรับงานนี้ไหม หรือถ้าเมื่อไม่อยาก Hard sell ตัวเองจนเกินไป ก็สามารถเล่าถึงมุมมองและความคาดหวังที่คนอื่นมักจะมีต่อตัวเรา เช่น หัวหน้ามักจะฝากให้เราเป็นตัวแทนดูแลงานให้กับทีมหรือเพื่อนร่วมงานชอบเข้ามาขอความช่วยเหลือเป็นประจำ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำและความสามารถที่ได้รับการยอมรับจากคนในทีม หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand ฝากโปรไฟล์ที่ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/defiS #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### มีประวัติย้ายงานบ่อย พรีเซนต์ตัวเองยังไงให้ไม่ดูเป็น Job Hopper สาเหตุที่ทำให้คนเราตัดสินใจย้ายงานมีอยู่หลายข้อด้วยกัน ตั้งแต่เหตุผลส่วนตัว อย่างปัญหาในที่ทำงาน ความไม่พึงพอใจในตัวงาน ต้องการเงินเดือนเพิ่ม รวมถึงออกมาเพื่อมองหาโอกาสก้าวหน้ามากขึ้น แถมยังมีปัจจัยทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมหรือคนรอบข้าง อย่างความจำเป็นทางครอบครัว หรือการย้ายที่อยู่ใหม่ สำหรับการย้ายงานเพื่อตอบโจทย์เหตุผลเหล่านี้นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีหากสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีประวัติ “ย้ายงานบ่อย” ก็เป็นที่น่ากังวลสำหรับการหางานในอนาคตได้เช่นกัน เนื่องจากบริษัทอาจมองว่าเราจัดอยู่ในกลุ่ม Job Hopper และมีแนวโน้มที่จะไม่รับพิจารณาเข้าทำงาน Job Hopper คืออะไร ทำไมการย้ายงานบ่อยถึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล แล้วเราจะมีวิธีเริ่มต้นพรีเซนต์ตัวเองอย่างไรให้ได้งาน ติดตามอ่านต่อได้ในบทความนี้เลย Job Hopper คืออะไร หมายถึงคนที่มีประวัติการย้ายงานบ่อยในระยะเวลาสั้นๆ เช่น เปลี่ยนงานมากกว่า 1 - 2 บริษัทภายในหนึ่งปี ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่พูดถึงกันมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรง มีความทะเยอทะยาน พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้มีอนาคตที่ดีขึ้น แม้ว่ามุมมองสมัยก่อนจะมองว่าดูไม่มีความมุ่งมั่น แต่กับปัจจุบันการย้ายงานบ่อยถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งวัฒนธรรมโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป รวมถึงเหตุผลจากปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เราต้องหาความมั่นคงด้วยงานที่ลงตัวกับเป้าหมายส่วนตัวให้มากที่สุด ความจริงแล้วการย้ายงานบ่อยแบบ Job Hopping ก็มีข้อดีสำหรับคนทำงานในหลายด้าน อาทิ ขึ้นเงินเดือนอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาทางอาชีพสูง เก็บเกี่ยวทักษะที่หลากหลาย ปรับตัวเข้ากับบริษัทใหม่ได้ง่าย ได้รับคอนเนกชันอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม แต่ละองค์กรก็มีมุมมองต่อ Job Hopper แตกต่างกัน บางบริษัทอาจเข้าใจว่าการเปลี่ยนงานเพื่อสิ่งที่ดีกว่าคือเรื่องปกติ แต่ในบางองค์กรก็ยังมีมุมมองต่อ Job Hopper ในแง่ลบ และปัจจัยที่ HR มักจะระวังจากผู้สมัครที่มีประวัติย้ายงานบ่อยก็คือแนวโน้มที่จะร่วมงานกันได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อเกิด Turnover สูง HR ก็ต้องเตรียมตัวหาคนเข้ามาแทนและส่งผลให้บริษัทไม่พิจารณารับเข้าทำงานตั้งแต่ต้น ซึ่งข้อเสียโดยสรุปของ Job Hopping ได้แก่ ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี มีโอกาสหางานใหม่ได้ยากขึ้น ขาดความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ไม่คงที่ ระยะเวลาพิสูจน์ผลงานน้อยเกินไป ไม่ได้ฝึกตัวเองให้พยายามแก้ปัญห   วิธีพรีเซนต์ตัวเองสำหรับการสมัครงานใหม่ สำหรับคนย้ายงานบ่อย แต่ไม่อยากให้ประวัติที่ผ่านมาเกิดภาพลักษณ์สุ่มเสี่ยงจะเข้าข่าย Job Hopper อย่างที่กล่าวมา Reeracoen Thailand มีวิธีการปรับวิธีนำเสนอตัวเองในการสมัครงานด้วยการสรุปภาพรวม และชูจุดเด่นของตัวเองให้น่าสนใจดังนี้ครับ เน้นโฟกัส “เป้าหมายในการทำงาน” และสรุปภาพรวมที่ผ่านมา อันดับแรกคือการสรุปที่มาที่ไปของตัวเองให้กระชับ โดยเรียบเรียงเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวได้อย่างครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น “ส่วนสรุป” ด้านบนของเรซูเม่ควรใช้เพื่ออธิบายภาพรวมว่าเราเป็นใครในโลกการทำงาน มีประสบการณ์ในด้านไหน และเป้าหมายคืออะไร สำหรับข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยๆ ในการพรีเซนต์ตัวเองก็คือการใส่รายละเอียดประวัติการทำงานมากเกินไป ที่หลายคนมักจะชอบทำขึ้นมาเป็น Bullet list ซึ่งทำให้อ่านรายละเอียดต่างๆ ง่ายก็จริง แต่ก็จะยิ่งย้ำภาพลักษณ์ของการย้ายงานบ่อยและอาจทำให้ HR มองว่าไม่ชัดเจนในเป้าหมาย รวมถึงเลือกที่จะไม่พิจารณารับเข้าทำงานได้เช่นกัน ทางที่ดีคือพยายามรวบรวมประสบการณ์ในแต่ละจุดมาสรุปเป็น “ประสบการณ์ในภาพรวม” ว่าเคยทำสายงานไหน มีหน้าที่เกี่ยวกับอะไร และที่สำคัญคือ “อิมแพค” ที่สร้างไว้ ซึ่งถ้าองค์กรเริ่มมีความสนใจก็จะพยายามถามมากขึ้นและนั่นคือโอกาสที่เราจะได้ขายของให้เต็มที่ เท่านี้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ที่หลากหลายให้เกิดประโยชน์กับการสมัครงานครั้งต่อไป เลือกเฉพาะประวัติการทำงานที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าทุกประสบการณ์จะช่วยหล่อหลอมให้เรามีทุกวันนี้ แต่กับการสมัครงานเราควรมีความเป็นมืออาชีพให้มากที่สุด รู้จักเป้าหมายของตัวเอง เข้าใจความคาดหวังขององค์กร แล้วเอาประสบการณ์ที่มีไปช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ เนื่องจากการมีประวัติการทำงานที่ดูเยอะมากๆ อาจทำให้เราถูกองค์กรมองว่า Overqualified หรือพูดเป็นภาษาง่ายๆ ว่า “เก่งเกินไปที่จะมาทำงานนี้” อ่านต่อที่ได้ที่บทความ 4 เหตุผลทำไมไม่ควรระบุประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่มากเกินไป การย้ายงานบ่อยไม่ใช่เรื่องที่ผิดหากสามารถช่วยให้เรามีอนาคตที่ดีขึ้นได้ ก่อนจะย้ายงาน ชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดี - ข้อเสีย ชัดเจนในเป้าหมายการย้ายงานของตัวเองและศึกษาองค์กรว่าตอบโจทย์ในเรื่องนั้นได้ไหมเพื่อให้เราได้เจองานที่ใช่และประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/gkvMW #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงมีโอกาสถูกบริษัทเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงมีโอกาสถูกบริษัทเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น เคยสงสัยไหมว่าทำไมบนโลกนี้ถึงมี “บริษัทจัดหางาน” หรือ Recruitment Agency เปิดขึ้นมาให้บริการเต็มไปหมด แม้แต่ในประเทศไทยเองก็มีจำนวนมากเกินหลักร้อยแห่ง ทั้งๆ ที่ปัจจุบันการสมัครงานมีความสะดวกสบายมากขึ้นเยอะ สามารถสมัครได้ทั้งบนเว็บไซต์บริษัท เว็บประกาศงาน รวมถึงยื่นสมัครงานด้วยช่องทางอีเมลกับฝ่าย HR โดยตรง แล้วการสมัครงานผ่าน Recruitment Agency ดียังไง แตกต่างจากการสมัครด้วยตัวเองในจุดไหนบ้าง ทำไมหลายคนหันมาเลือกหางานผ่านบริษัทจัดหางานมากขึ้น เรามาทำความเข้าใจและเริ่มต้นฝากโปรไฟล์ไปพร้อมๆ กันเลย ประวัติความเป็นมาของ “บริษัทจัดหางาน” ไอเดียแรกเริ่มที่เป็นจุดเริ่มต้นของ “บริษัทจัดหางาน” เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อคนจำนวนมากทิ้งงานเพื่อไปเข้าร่วมการสู้รบส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานทดแทนอย่างเร่งด่วน และในเวลาต่อมาความจำเป็นของบริษัทจัดหางานยังคงมีต่อเนื่องเพื่อเติมเต็มช่องว่างตำแหน่งงานที่กำลังขาดแคลนกำลังคน เนื่องจากโลกเราได้สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ไปเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรก การทำงานของ Recruitment Agency มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อ “คน” เข้าสู่ “งาน” ตามประกาศบนหนังสือพิมพ์ คอยดูแลกระตุ้นให้ผู้คนรู้จักการทำเรซูเม่ไว้ยื่นสมัครงาน จนกระทั่งบริษัทจัดหางานแห่งแรกของโลกได้ก่อตั้งขึ้นโดยนักธุรกิจชาวอังกฤษ Henry Robinson ร่วมกับ Edwin Miller ในช่วงปี 1650 ดังนั้น เป้าหมายแรกเริ่มของการก่อตั้งบริษัทจัดหางานก็คือการเป็น “คนกลาง” เติมเต็มช่องว่างของงานที่ต้องการคน ด้วยคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและกำลังมองหางาน สาเหตุที่ผู้คนนิยมหางานผ่าน Recruitment Agency ในปัจจุบัน แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป การหางานทำไม่ได้ยากเหมือนสมัยก่อนเพราะทุกวันนี้มีทั้งเว็บประกาศงานที่มีตำแหน่งงานมากมายให้เลือก รวมถึงสามารถส่งสมัครด้วยตัวเองได้โดยตรงกับ HR บริษัท แต่เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้การหางานผ่านบริษัทจัดหางานแตกต่างกับตัวเลือกทั้งสองข้อด้านบน ก็คือปัจจัย 4 ข้อต่อไปนี้ ข้อมูล Insight ที่ไม่สามารถหาได้ด้วยตัวเอง เอเจนซีมักจะได้ข้อมูล Insight ประกอบการสมัครงาน เช่น ความคาดหวังจากการจ้างงานในตำแหน่งนั้นๆ สาเหตุของการเปิดรับสมัครงาน ข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่ควรต้องรู้ก่อนตัดสินใจรับงาน เหตุผลที่ผู้สมัครคนอื่นไม่ผ่านการสัมภาษณ์รวมถึงรายละเอียดข้อมูลสำคัญที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะรายละเอียดของงานที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในเรซูเม่ ซึ่งจะทำให้เรารู้ภาพรวมและทำความเข้าใจได้เร็วขึ้นดังนั้นผู้สมัครจะมีความพร้อมสูงสุดก่อนสัมภาษณ์งานเสมอ ช่วยเตรียมความพร้อมให้ก่อนสัมภาษณ์งาน สาเหตุหลักที่เราสัมภาษณ์งานไม่ผ่านไม่ใช่เพราะเราไม่เก่ง แต่เป็นเพราะเตรียมตัวได้ไม่ดีพอ เนื่องจากกำแพงด่านแรกของการสมัครงานคือการ Screen เรซูเม่ หากเราผ่านรอบนี้เข้ามาได้ก็เป็นเครื่องหมายยืนยันว่าเรามีคุณสมบัติที่ดีพอจะทำงานนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การสัมภาษณ์งานก็เป็นความท้าทายอีกขั้น เราจะพรีเซนต์ตัวเองอย่างไรให้บริษัทประทับใจจนกล้าตัดสินใจที่จะเลือกเรามากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ นี่คือเหตุผลใหญ่ที่หลายคนเลือกสมัครงานผ่านบริษัทจัดหางาน ที่มี Recruiter คอยดูแลให้ข้อมูลสำคัญก่อนวันสัมภาษณ์ เช่น รูปแบบธุรกิจ ความคาดหวังองค์กร แนะนำการตอบคำถาม รวมถึงช่วยสร้าง “ความมั่นใจ” ให้เรารู้จักคุณค่าตัวเองมากขึ้น แจ้งเตือนตำแหน่งงานใหม่ที่ตรงกับความคาดหวัง การสมัครงานแต่ละครั้งมีรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนค่อนข้างมาก ตั้งแต่ตอนเริ่มค้นหาบริษัทที่สนใจผ่านเว็บประกาศงานที่มีตำแหน่งงานตั้งแต่หลักสิบ ไปจนถึงหลักร้อยให้เลือกสมัคร ยังไม่นับการเขียนเรซูเม่ที่ต้องหาคราฟต์ให้เข้ากับตำแหน่งงานนั้นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วน “กินเวลา” และอาศัยความอดทน โดยเฉพาะกับคนที่มีงานประจำอยู่แล้ว แต่อยากหางานใหม่ก็ยิ่งยากเมื่อพลังงานและเวลาถูกใช้ไปกับภาระในแต่ละวันจนหมด ทำให้หลายคนเลือกฝากโปรไฟล์หางานผ่าน Recruitment Agency ที่มีลักษณะการทำงานแบบ Active recruitment รวมถึงมีอีเมลอัปเดตตำแหน่งงานที่ตรงกับ Job preference แม้จะนอนเฉยๆ ก็ไม่พลาดโอกาสงานที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเจรจาต่อรองหาข้อตกลงที่ดีที่สุด มีหลายเคสที่ขั้นตอนทุกอย่างดำเนินมาด้วยดีหมดแล้วแต่กลับมาติดที่โค้งสุดท้ายอย่างการสรุปข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน สวัสดิการ รูปแบบการทำงาน ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและแม้จะตั้งเป้าความคาดหวังไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่พอถึงเวลาจริงก็ยังลำบากใจที่ต่อรองด้วยตัวเอง คนส่วนใหญ่จึงเลือกตัดใจรับ Offer ไปก่อน โดยไม่ได้ต่อรองประเด็นต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับความคาดหวัง ผลสุดท้ายก็คือไม่มีความสุขกับงานและต้องหางานใหม่อีกครั้ง ซึ่งอีกหนึ่งข้อดีที่โดดเด่นของการหางานผ่านบริษัทจัดหางานก็คือ Recruiter ที่เข้ามามีบทบาทช่วย “เจรจา” แทนผู้สมัคร เนื่องจากเป็นฝ่ายติดต่อกับบริษัทโดยตรงตั้งแต่ต้นก็จะได้รับข้อมูลฟีดแบคเสมอว่ามีส่วนไหนที่ยืดหยุ่นได้ เพื่อให้ผู้สมัครได้ Offer ที่ตรงใจมากที่สุด ฝากโปรไฟล์เพื่อไม่พลาดทุกโอกาสงาน อ่านจบแล้ว ทุกคนคงพอจะเห็นถึงความสำคัญและโอกาสงานมากมายที่จะได้รับจากบริษัทจัดหางานกันแล้ว สำหรับใครที่สนใจอยากหางาน หรือเปิดโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง สามารถลงทะเบียนสร้างโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand ที่มีประสบการณ์จัดหางานในไทยถึง 11 ปี โดดเด่นด้วยทีม Recruiter มืออาชีพขนาดใหญ่พร้อมงานที่น่าสนใจให้เลือกสรรกันกว่า 4 พันตำแหน่ง ไม่ว่าจะสายงานไหน ตำแหน่งอะไร งานใกล้บ้าน หรือไกลบ้านก็หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม: ถูกเลิกจ้าง - โดนไล่ออก จะบอก HR ตอนสัมภาษณ์ว่าอะไร? แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/biluE https://shorturl.at/abdJ1 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ถูกเลิกจ้าง - โดนไล่ออก จะบอก HR ตอนสัมภาษณ์งานใหม่ว่าอะไร? การออกจากงาน ไม่เพียงแต่ทำให้เราขาดรายได้ สูญเสียความมั่นคง และทำลายความมั่นใจ แต่ยังสามารถเป็นอุปสรรคกับการหางานในอนาคตได้อีกด้วย เนื่องจากเวลาไปสัมภาษณ์งานใหม่ HR จะต้องมีการสอบถามถึงสาเหตุในการย้ายงาน ซึ่งคำตอบอย่างเช่น “ถูกเลิกจ้าง” หรือ “โดนไล่ออก” ก็คงจะเป็นเหตุผลที่บริษัทใหม่ไม่ต้องการจะได้ยินเท่าไร แล้วในกรณีที่ถ้าเราถูกเลิกจ้าง หรือโดนไล่ออกจริงๆ แต่มั่นใจว่าตัวเองดีพอสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ควรตอบยังไงให้บริษัทใหม่ก็ “มั่นใจ” ในตัวเราได้เช่นกัน Reeracoen Thailand มีแนวทางมาฝากกันครับ ทำอย่างไรให้บริษัทมั่นใจในตัวเราและกล้ารับเข้าทำงาน ก่อนอื่นขอย้ำเตือนตรงนี้ว่าการโกหกไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะแม้เราจะปั้นสตอรี่ด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความจริง สุดท้ายก็อาจจะไปหลุดโป๊ะแตกเมื่อบริษัทตรวจสอบประวัติจากการทำ Reference check กับที่ทำงานเก่าของเราในภายหลัง ถ้าพบว่าข้อมูลที่เราอธิบายไปตอนต้นไม่ตรงกับความจริงที่ได้ก็จะกลายเป็นว่ามีสิทธิที่จะเสี่ยงโดนขึ้นบัญชี Blacklist แถมเรื่องอาจไม่ได้จบแค่กับบริษัทนี้เพียงบริษัทเดียว เพราะถ้าหากว่า HR มีการแชร์ข้อมูลกันกับบริษัทอื่นๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้หางานยากขึ้นในระยะยาวด้วย เราสามารถให้เหตุผลด้วย “ความจริง” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณีได้แก่ กรณีที่ 1 เลิกจ้างเพราะ Layoffs หากเป็นการเลิกจ้างเพราะบริษัทต้องการปรับโครงสร้างองค์กร ก็สามารถอธิบายเหตุผลนี้ตรงๆ ได้เลย เพราะเป็นเหตุผลที่นายจ้างส่วนใหญ่เข้าใจได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม รวมถึงมีหลายคนได้รับผลกระทบและที่สำคัญคือไม่ได้เกิดจาก “ความผิดพลาด” ส่วนตัว โดยสามารถให้เหตุผลเกี่ยวกับการตัดสินใจของบริษัทเก่าให้ไม่เกิดมุมมองแง่ลบต่อตัวเราระหว่างกระบวนการพิจารณา สำหรับคนที่รอดจากการเลิกถูกจ้างมาแล้วหลายรอบ ก็ยิ่งควรอธิบายกับบริษัทใหม่ในประเด็นนี้ด้วยว่าความจริงแล้วกรณีของเราถือเป็นการเลิกจ้างรอบท้ายๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญว่าทำไมบริษัทถึงเลือกรักษาเราไว้ให้นานที่สุด กรณีที่ 2 ถูกเชิญออก ในเคสที่ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงชนิดที่ให้อภัยไม่ได้ เช่น ความคิดเห็นไม่ลงรอยกัน ไม่มีใครยอมใคร สิ่งแรกที่ควรทำก็คือพยายามต่อรองกับนายจ้างคนเดิมว่าถ้าบริษัทใหม่ติดต่อเข้ามา Reference check จะให้ข้อมูลว่าอะไร หรือสร้างข้อตกลงว่าเป็น “การตัดสินใจจากทั้งสองฝ่าย” สำหรับการอธิบายเหตุผลถ้าหากว่า HR อยากรู้เพิ่มเติม ทางที่ดีคือสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นให้กระชับ เคลียร์ชัดๆ ไม่ต้องลงรายละเอียดให้เกิดคำถามต่อเนื่องไปมากกว่านี้ เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ "เหตุผลที่ทำให้เราสมัครเข้ามา" ดังนั้นเป้าหมายคือพยายามดึงความสนใจกลับมาที่ปัจจุบัน ตอบตัวเองให้ได้ว่าทำไมบริษัทถึงเลือกให้เรามาสัมภาษณ์ แสดงให้บริษัทเห็นว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าคือ “เป้าหมาย” ในปัจจุบัน เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ความล้มเหลว 1 ครั้งไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเดินมาถึงจุดจบ แต่ยังเป็นโอกาสให้เราได้ “เริ่มต้น” การเติบโตในเวอร์ชันใหม่ หลังจากที่เกิดเรื่องผิดพลาดไปแล้ว เราถอดบทเรียนออกมาแบบไหน บทเรียนนั้นช่วยให้เราเป็นตัวเองที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร สามารถสร้างอะไรให้กับบริษัทใหม่ได้บ้าง เมื่อเคลียร์ข้อสงสัยต่างๆ ที่บริษัทใหม่มีต่อเราได้แล้วก็ต้องย้อนกลับมาที่ปัจจุบันคือทำอย่างไรให้อีกฝ่ายมั่นใจในตัวเรา เพราะการที่ได้นัดเข้ามาสัมภาษณ์ถือเป็นสัญญาณที่ดี หมายความว่าโปรไฟล์ของเราได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพ โจทย์สุดท้ายจึงอยู่ที่ว่าเราจะพรีเซนต์ตัวเองได้ดีแค่ไหน ประสบการณ์ที่อยู่มีช่วยเหลือบริษัทได้อย่างไร ผลงานโดดเด่นชิ้นไหนที่จะทำให้ HR สนใจในตัวเรามากขึ้น อย่างที่บริษัทมักจะใช้คำถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” ถ้าเราสามารถตอบตัวเองในคำถามข้อนี้ได้ตั้งแต่ต้นก็จะทำให้ข้อดีของเรามีราคามากพอที่จะลบรอยด่างให้จางลงไปได้ ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/oDELN https://shorturl.at/lqxHY https://shorturl.at/qzLN9 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน อะไรคือผลงานที่ดีที่สุดของคุณ ที่ผ่านมาเคยมีใครถามเกี่ยวกับ “เพลงโปรด” หรือ “หนังเรื่องโปรด” ในดวงใจไหม ตอนนั้นคุณให้คำตอบไปแบบเด็ดขาดในทันที หรือว่าต้องใช้เวลาตัดสินใจสักพักถึงจะเลือกได้ “ความลังเล” ถือเป็นธรรมชาติที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่แรกและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวินาทีที่ใช้ชีวิตในแต่ละวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการตัดสินใจว่า “มื้อนี้กินอะไรดี” ซึ่งเราจะลังเลมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพและพื้นฐานนิสัยที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน กับการสัมภาษณ์งาน มีโอกาสสูงที่เราจะเจอคำถามในลักษณะเช่น “ผลงานที่ดีที่สุดของคุณคืออะไร” ซึ่งหน้าที่ของเราคือตัดสินใจเลือกแค่หนึ่งอย่างจากคลังประสบการณ์ที่มีผลงานอยู่มากมาย ถ้ามองผิวเผินอาจรู้สึกว่าคำถามนี้ก็ไม่น่าจะตอบยากอะไร ก็แค่เลือกผลงานสักชิ้นที่เรารู้สึกว่านี่แหละเจ๋งที่สุดแล้ว แต่ถ้าลองวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้นจะเกิดคำถามตัวโตๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ที่สุด” ของเรา จะเป็นคำตอบที่ “เข้าเป้า” และน่าประทับใจมากที่สุดสำหรับนายจ้าง ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จึงมีแนวทางช่วยพัฒนาคำตอบให้เข้าเป้าและเพิ่มโอกาสได้งานมาฝากกันครับ ทำไมนายจ้างถึงถามคำถามนี้ ทุกคำถามสัมภาษณ์งานที่บริษัทเลือกนำมาใช้ ล้วนมีความหมายและวัตถุประสงค์ในตัวของมันเองเสมอ เวลาที่องค์กรจะตัดสินใจจ้างใครสักคน พวกเขาต้องมั่นใจว่าผู้สมัครคนนั้น “เข้ากันได้” ทั้งกับตัวงาน และในระดับภาพรวมขององค์กรด้วย ทำให้ “ผลงาน” ที่เราเลือกนำมาตอบจะแสดงออกว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร และวิธีการที่ทำให้ผลงานชิ้นนั้นๆ สำเร็จขึ้นมาได้จะตอบถึงสไตล์การทำงาน วิธีการตั้งเป้าหมาย รวมถึงเรานิยามคำว่า “ความสำเร็จ” ไว้แบบไหน เลือกผลงานอย่างไรให้คู่ควรกับคำว่า “ที่สุด” วิเคราะห์เป้าหมายขององค์กร วิธีเลือกควรเป็นผลงานที่เจาะไปยังความคาดหวังขององค์กร สอดคล้องกับเป้าหมายที่บริษัทกำลังต้องการ โดยอิงจากการวิเคราะห์เหตุผลในการจ้างงานตำแหน่งนั้นๆ ซึ่งสามารถถอดรหัสได้ตั้งแต่ Job description รวมถึงทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับวิสัยทัศน์องค์กร ไม่ว่าจะด้วยเว็บไซต์บริษัท บทสัมภาษณ์ผู้บริหารในคลิปวิดีโอ ในกรณีที่หางานผ่านตัวแทนอย่างเอเจนซีจัดหางาน เราสามารถสอบถามกับทาง Recruiter ที่มักจะมีข้อมูล Insight เป็นคำแนะนำให้กับผู้สมัครเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายขององค์กรได้โดยตรง ผลงานที่ใกล้เคียงหรือเกี่ยวข้องกับองค์กรมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใน Job description หรือข้อมูลที่ไปทำการบ้านมาระบุว่าองค์กรให้ความสำคัญกับ “การมีภาวะผู้นำ” ผลงานที่นำมาตอบ ก็ควรมีเราเป็นคนริเริ่มให้เกิดโปรเจกต์นั้นๆ หรือถ้ามีประสบการณ์ในลักษณะของผลงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง สามารถวัดผลได้ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กรได้ชัดเจนก็นับว่าเป็นคะแนนโบนัสเพิ่มความน่าสนใจได้อย่างดี ในกรณีผู้สมัครที่อาจไม่มีผลงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง สามารถใช้วิธีทดแทนด้วยผลงานที่น่าสนใจ ผลงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ เลือกความสำเร็จที่มีอิมแพคต่อองค์กรในเชิงบวก สามารถจับต้องได้ หรือมีเกณฑ์ชี้วัดในเชิงตัวเลข บทบาทการมีส่วนร่วมกับทีม ถ้ามีประสบการณ์ช่วยให้คำแนะนำกับเพื่อนร่วมงาน หรือเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล onboard พนักงานใหม่ก็เป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจในสายตาขององค์กรเช่นกัน ช่วยพัฒนาระบบในองค์กรให้ดีขึ้น อาจฟังดูเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เรากำลังพูดถึงไม่มากแต่ถือว่ามีคุณค่าสำหรับองค์กรอย่างยิ่ง เพราะการมองเห็นปัญหาและพยายามที่จะแก้ไขแสดงออกถึงคุณสมบัติการทำงานเชิงรุก (Proactive) ที่ไม่ได้เป็นแค่พนักงานที่ “รอคำสั่ง” อย่างเดียว แต่เป็นคนที่มองหาวิธีการพัฒนางานให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นทัศนคติเชิงบวกที่บริษัทไหนก็ต้องการ เล่าให้เรื่องทัชใจด้วยหลักการ S.T.A.R หลังจากที่เราเลือก “หัวข้อ” ของเรื่องที่ดีได้เรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อมาคือการเรียบเรียงด้วยทักษะการสื่อสาร เนื่องจากบรรยากาศที่กดดันอาจทำให้หลายคนเกร็งและเมื่อเราคุมสติไม่อยู่ ก็จะลำดับความคิดออกมาได้ไม่ดี ดังนั้นการถ่ายทอดเรื่องราวที่มีใจความครบถ้วนสมบูรณ์จะต้องเริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้น และไล่เรียงปัญหา รวมถึงวิธีแก้และผลลัพธ์ ซึ่งเคล็ดลับคือในทุกๆ เรื่องราวควรจะมี “จุดต่ำสุด” และ “จุดสูงสุด” เพื่อทำให้เรื่องราวของเราน่าติดตามไปจนถึงตอนจบ โดยหลักการ S.T.A.R คือการกำหนด “โครงสร้างการตอบคำถาม” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนที่พูดไม่เก่ง สามารถตอบคำถามสัมภาษณ์งานได้ดีขึ้น มาจาก 4 ตัวอักษรได้แก่ S: Situation (สถานการณ์) T: Task (หน้าที่ที่รับผิดชอบ) A: Action (ทำวิธีไหน อย่างไร) R: Result (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) ติดตามอ่านเทคนิคการตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้กระชับ ตรงประเด็น ไม่ออกทะเลด้วยหลักการ S.T.A.R ต่อได้ที่นี่ ค้นหางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบผ่าน Recruiter มืออาชีพที่รู้ใจกับ Reeracoen Thailand แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/evDNO #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Job Relocation ได้งานใหม่แต่ต้องไกลบ้าน ควรพิจารณาอะไรบ้าง? การเลือกเปลี่ยนงานไปบริษัทใหม่เพื่อเติบโตในเส้นทางอาชีพ บางครั้งอาจมาพร้อมเงื่อนไข Job Relocation ที่ให้เราต้อง “ย้ายที่อยู่” ไปประจำสถานที่ทำงานนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะไปต่างเขต ต่างเมือง ไปจนถึงต่างประเทศ และแม้ว่าโอกาสที่เสนอเข้ามาจะเร้าใจมากขนาดไหน เช่น เงินเดือนสูงขึ้น ได้โปรโมตเลื่อนขั้น ฯลฯ แต่ถ้าลองย้อนนึกถึงสิ่งที่ต้องแลกอย่างการเป็นคนไกลบ้าน ไม่ได้เจอเพื่อน อยู่ห่างจากครอบครัว แถมยังมีหน้าที่รีบจัดการธุระที่ค้างคาให้เรียบร้อย และที่สำคัญต้องไปเริ่มต้นใหม่คนเดียวกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยก็คงทำเอาตัดสินใจได้ยากอยู่เหมือนกัน แล้วถ้าสถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกจริงๆ ระหว่างปล่อยโอกาสทองที่ไม่รู้ว่าจะเข้ามาอีกเมื่อไร กับการยอมห่างบ้านเพื่อแลกกับสิ่งตอบแทนที่ดีขึ้น คำถามคือถ้าคิดดูให้ดีข้อเสนอนี้ “ได้คุ้มเสีย” หรือเปล่า แล้วมีวิธีพิจารณาปัจจัยต่างๆ เพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุดอย่างไร Reeracoen Thailand มีแนวทางมาฝากกันครับ มีปัจจัยด้านไหนให้ต้องพิจารณาบ้าง ลักษณะของงาน เนื้องานที่ทำเหมาะกับทักษะ และตอบสนองเป้าหมายของเราไหม รวมถึงอย่าลืมมองในระยะยาวว่าถ้าหากทำต่อไปได้สักระยะ ในอนาคตเราจะยังให้ความสนใจกับงานนี้อยู่อีกนานแค่ไหน ต่อมาคืองานที่กำลังจะเอาสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไปแลกนั้นสามารถพาเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพได้ไกลมากพอไหมจะได้ไม่เสียดายโอกาสอื่นๆ ที่อาจเข้ามาในอนาคต ค่าใช้จ่าย เงินเดือน และเป้าหมายทางการเงิน โอกาสงานครั้งนี้มาพร้อมการขึ้นเงินเดือนกี่เปอร์เซ็นต์ มีค่าครองชีพ การเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมาเท่าไร จำนวนเงินนี้สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นได้ไหม มีผลกระทบต่อเป้าหมายด้านการเงิน หรือการลงทุนหรือไม่ เพราะโดยทั่วไปการย้ายงานแต่ละครั้งจะมาพร้อมรายได้ที่เพิ่มขึ้น 10-20% แต่ตัวเลขเท่านี้อาจไม่พอในกรณีที่ต้องมีการย้ายที่อยู่อาศัย เนื่องจากค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ในกรณีดังกล่าวส่วนใหญ่บริษัทจะมีสวัสดิการจัดหาที่อยู่ใหม่ รวมถึงเพิ่มส่วนของ Cost of living allowance (COLA) ให้ด้วย สภาพแวดล้อมของที่อยู่ใหม่ นอกจากตัวงานแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ควรศึกษาเพิ่มเติม ก็คือสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ควรจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ หรือความคาดหวังที่มีต่อการย้ายงานใหม่ด้วย เพราะบางครั้งแม้ว่างานจะดี แต่ปัจจัยรอบข้างไม่เอื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีก็สามารถกลายเป็นสาเหตุให้ไม่มีความสุขได้เช่นกัน เหตุผลของการย้าย เป็นการ “เข้าหา” หรือ “ถอยห่าง” จากอะไรหรือไม่ เพราะเหตุผลที่จะทำให้เราตัดสินใจเลือกย้ายงานใหม่ ถ้าไม่ใช่เพื่อหนีจากบางสิ่ง ก็เพราะต้องการเดินเข้าหาบางอย่าง ซึ่งการพยายามพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์แย่ๆ คือไอเดียที่ดีและจะยิ่งดีขึ้นอีก ถ้าเจอทางเลือกใหม่ที่ตอบสนองความคาดหวังของเราด้วย ที่สำคัญ เมื่อเราตัดสินใจเลือกที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแล้วไม่ได้มีแค่เราในปัจจุบันที่จะได้รับผลกระทบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นรากฐานของชีวิตในอนาคตด้วย ดังนั้นควรจะมั่นใจในระดับหนึ่งว่าเส้นทางข้างหน้าแม้จะต้องเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่าสำหรับการลงทุนแรงกาย แรงใจ มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บทสรุป ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงระหว่างการพิจารณาเปลี่ยนงานที่มาพร้อมกับเงื่อนไขว่าต้องย้ายที่อยู่ไปต่างพื้นที่ พยายามมองภาพรวมให้กว้าง ทั้งข้อดี ข้อเสียที่จะตามมา หรือเลือกเปิดโอกาสใหม่ในแบบที่ตรงโจทย์และตรงใจ ไม่ว่าจะอยากทำงานใกล้บ้าน หรือมองหาความท้าทายใหม่ก็หางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบได้กับ Reeracoen Thailand แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/evJPY #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 10 อันดับตำแหน่งงานที่มีการสมัครเข้ามามากที่สุด ประจำเดือนมีนาคม 2024 ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับไตรมาส 1 ของปี 2024 ในช่วงระยะเวลา 120 วันที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันบ้าง ได้เช็กตัวเองกันไหมว่าเป้าหมายที่วางไว้ทำไปได้กี่เปอร์เซ็นแล้วหรือใครมีการเปลี่ยนแผน เริ่มใหม่กับทางเลือกอื่นๆ ไปแล้วบ้าง หากพูดถึงเป้าหมายของคนทำงานในช่วงต้นปี หนึ่งในนั้นต้องมีการ “ย้ายงาน” อย่างแน่นอน เพราะอย่างที่คนทำงานทั้งหลายรู้กันอยู่แก่ใจว่าในช่วงเริ่มปีตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงเดือนเมษายนนับเป็นช่วงเวลานาทีทองของการย้ายงานที่ดีที่สุด เมื่อทุกบริษัทกลับมาทำงานกันแบบเต็มที่หลังหยุดยาว ทำให้แผนงานต่างๆ รวมถึงการ Hiring พนักงานเพิ่มเติมถูกดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้แต่ละทีมได้มีเวลาเตรียมตัวจัดการวางระบบ กำหนดเป้าหมายให้ลงตัวอย่างเร็วที่สุด แล้วในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีตำแหน่งงานอะไรบ้างที่คนทำงานให้ความสนใจมากที่สุด? ในบทความนี้เราได้นำสถิติการจ้างงานจาก Reeracoen Thailand กับ 10 อันดับตำแหน่งงานที่มีการสมัครเข้ามามากที่สุดประจำเดือนมีนาคม 2024 เป็นแนวทางตัวเลือกเผื่อใครที่กำลังมองหาโอกาสงานใหม่ๆ และเป็นข้อมูลสำหรับทำความเข้าใจภาพรวมตลาดงานในประเทศไทย 10 อันดับตำแหน่งงานที่มีการสมัครเข้ามามากที่สุดประจำเดือนมีนาคม 2024 งานขาย (Sales) -  23% งานด้านวิศวกรรม (Engineer) - 16% งานบริหารธุรกิจ (Business Admin) - 14% งานการตลาด (Marketing) -  9% งานไอที (IT) -  7% งานบัญชี (Accounting) - 6.7% งานขนส่ง (Logistics) - 6.3% งาน HR - 4.5% การเงิน (Finance) - 3.8% อื่นๆ - 2.3% หางานผ่าน Reeracoen Thailand ดีกว่าการยื่นสมัครด้วยตัวเองอย่างไร     1) เข้าถึงโอกาสงานมากขึ้นจาก Hidden Job Market นอกเหนือจาก 10 ตำแหน่งงานที่เรานำมาให้ดูกัน ยังสามารถเข้าถึงโอกาสงานที่ไม่ได้มีประกาศรับสมัครทั่วไปโดยมักจะมีลักษณะเป็นตำแหน่งระดับสูง มีบทบาทสำคัญในองค์กร ทำให้เลือกใช้วิธีสรรหาแบบ Active Recruitment ผ่านเอเจนซีด้วยหลากหลายเหตุผลที่แตกต่างกัน อาทิ ปิดเป็นความลับจากพนักงานคนปัจจุบัน เป็นตำแหน่งงานใหม่ที่บริษัทยังไม่พร้อมประกาศ ไม่ต้องการวุ่นวายกับข้อมูลผู้สมัครจำนวนมาก นอกเหนือจากสามเหตุผลที่กล่าวมา อีกหนึ่งสาเหตุคือ “ความสำคัญ” ของงานที่รับสมัคร เมื่องานส่วนใหญ่ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Hidden Job Market มักจะเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในองค์กร เช่น ผู้บริหาร ดังนั้นจึงต้องดำเนินการให้เงียบมากที่สุดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลไปยังคู่แข่งทางธุรกิจ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายกับองค์กรในอนาคต     2) เพิ่มโอกาสนัดหมายเข้าสัมภาษณ์ โดยปกติกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครขององค์กรจะเริ่มต้นขั้นตอนด้วยการสกรีนเรซูเม่ที่ส่งเข้ามา และอาจมีจำนวนตั้งแต่หลักสิบ ไปจนถึงหลักร้อยใบด้วยปริมาณที่ค่อนข้างมากทำให้ต้องใช้เวลาพิจารณาพอสมควร เป็นเหตุให้การตอบรับจากบริษัทล่าช้าไปด้วย ดังนั้นการหางานผ่าน Recruitment Agency ที่สามารถติดต่อกับ PIC (Person in charge) โดยตรง ก็เหมือนกับการลัดขั้นตอนสกรีนเรซูเม่เบื้องต้นเนื่องจากมี Recruiter ทำหน้าที่แทน In-house HR ในส่วนนี้ ผู้สมัครจึงมีโอกาสถูกเรียกเข้าสัมภาษณ์ได้ง่ายและเร็วขึ้น นอกจากนี้ การหางานผ่านเอเจนซีกับ Recruiter มืออาชีพ ยังสามารถนำข้อมูล Insight เช่น ความคาดหวังขององค์กรมาเพิ่มความน่าสนใจให้กับโปรไฟล์ผู้สมัครได้อย่างตรงจุด เปรียบเทียบง่ายๆ Recruiter ก็คือคนกลางที่เป็นฝ่ายขาย โดยมีองค์กรเป็นลูกค้าที่กำลังมองหาของสักชิ้นหนึ่ง ฝ่ายขายที่รู้ความต้องการของลูกค้า และรู้จักสินค้าที่มีอยู่ก็จะปิดการขายและส่งมอบสินค้าไปถึงมือได้อย่างรวดเร็ว     3) จับคู่และแจ้งเตือนตำแหน่งงานใหม่ หลายคนพลาดโอกาสเนื่องจากไม่รู้ว่ามีตำแหน่งงานไหนจากบริษัทอะไรกำลังเปิดรับสมัครอยู่บ้าง ซึ่งการฝากโปรไฟล์ หรือหางานผ่านเอเจนซีจัดหางานที่เป็นฝ่ายแนะนำตำแหน่งงานแบบ Active Recruitment ทำให้นอกจากผู้สมัครจะประหยัดเวลามองหางานใหม่ ยังได้งานที่ “เหมาะสม” กับโปรไฟล์มากขึ้นด้วย เพียงแค่สร้างโปรไฟล์ในระบบพร้อมกรอกข้อมูล ทักษะ ประสบการณ์ สถานที่ทำงาน เงินเดือนที่คาดหวังให้ทีม Recruiter เข้าถึงข้อมูลและแมตช์งานที่ตรงกับความต้องการตามข้อมูลที่ปรากฎบนโปรไฟล์และ Job Preference และที่สำคัญคือช่วยให้โอกาสงานใหม่ไม่หลุดมือด้วยการแจ้งเตือนผ่าน Hot Jobs Alert ทางอีเมลส่วนตัว ให้ผู้สมัครได้เลือกพิจารณาสมัครงานตามความสนใจไม่ว่าที่ไหน เมื่อไรก็มองหางานที่ตรงใจได้อย่างไม่มีข้อจำกัด อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ทำไมมีประสบการณ์ในเรซูเม่เยอะเกินไป อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่คิด ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ทำไมเขียนประสบการณ์ทำงานในเรซูเม่เยอะเกินไป อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่คิด หลายคนมีมุมมองและยึดถือความเชื่อเกี่ยวกับการเขียนข้อมูลของตัวเองลงในเรซูเม่ ด้วยแนวคิดที่ว่ายิ่งมีประสบการณ์ทำงานเยอะเท่าไรก็จะยิ่งเป็นผู้สมัครที่น่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น จึงพยายามที่จะยัดประสบการณ์ลงไปเยอะๆ ชนิดที่ว่าชีวิตนี้เคยทำอะไรก็เขียนลงไปให้หมด เพื่อพยายามเพิ่มมูลค่าโปรไฟล์ด้วยประวัติการทำงาน และผลที่ได้คือเรซูเม่สมัครงานของบางคนแทบจะไม่ต่างจากหนังสือชีวประวัติส่วนตัวซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้โปรไฟล์ของเราถูกปัดตกไป คำถามคือแล้วเราควรเขียนประสบการณ์ทำงานอย่างไร แค่ไหนถึงเรียกว่าเหมาะสม Reeracoen Thailand มีคำแนะนำมาฝากกันดังนี้ครับ ทำไมเราไม่ควรบอกเล่าประสบการณ์ทำงานทุกอย่างลงในเรซูเม่ ดูไม่มีทิศทาง/เป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน ในชีวิตการทำงาน แต่ละคนมักจะมีเป้าหมายเป็นขั้นบันไดที่เรียกว่า Career path ในแบบของตัวเอง ดังนั้นคนที่มีจุดหมายในแต่ละขั้นที่ชัดเจน รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เป้าหมายต่อไปคือที่ไหน ก็จะทำให้องค์กรเข้าใจภาพรวมตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเป้าหมายในอนาคตที่ผู้สมัครอยากจะเป็น และสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้ง่าย อาจเป็น Red Flag ในสายตาองค์กร การมีประวัติทำงานหลายบริษัทภายในระยะเวลาสั้นๆ อาจสื่อถึงการเป็นคนย้ายงานบ่อย และตีความได้ว่า เป็น Job hopper ที่มีเป้าหมายเข้ามาเพื่อเก็บโปรไฟล์ มีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่เคยอยู่บริษัทไหนได้นาน ซึ่งในแง่ของงานบริหารบุคคลในองค์กร หน้าที่หลักคือต้องพยายามลดอัตราการลาออกหรือจำกัด Turnover rate ให้มีตัวเลขน้อยที่สุด ดังนั้นการรับผู้สมัครที่อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าวเข้ามาจึงเป็นตัวเลือกลำดับท้ายๆ ที่จะนำมาพิจารณา เยอะไป ไม่อ่าน วิธีแก้ปัญหาข้อมูลประวัติการทำงานที่มีมากเกินไป แบบแรกคือ เพิ่มหน้าเอกสารเป็น 2-3 แผ่น ส่วนวิธีที่สองคือย่อขนาดตัวอักษรให้เล็กลง ซึ่งทั้งสองวิธีล้วนเพิ่มความยากให้งานของฝ่ายคัดกรองและเป็นสาเหตุให้ “ไม่อ่าน” และพร้อมปัดตกทันที เนื่องจากการเปิดรับสมัครงานหนึ่งตำแหน่งอาจมีคนสมัครเข้ามาตั้งแต่หลักสิบ ไปจนถึงหลักร้อย แน่นอนว่าฝ่ายคัดกรองไม่สามารถอ่านทุกตัวอักษรหลังจากอ่านไปสักพักถ้าไม่เจอจุดที่น่าสนใจก็สามารถเก็บใบสมัครของเราทิ้งลงใต้โต๊ะได้เลย ถูกจัดในกลุ่ม Overqualified การมีชั่วโมงบินในการทำงานสูงเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งการมีโปรไฟล์ที่ “หรู” เกินกว่าตำแหน่งที่สมัครอาจกลายเป็นการลดโอกาสได้งานด้วยเหตุผลต่อไปนี้ โปรไฟล์หรูมักจะแลกมาด้วยราคาค่าตัวที่สูงขึ้น ไม่ค่อยเหลือพื้นที่ให้เรียนรู้หรือเติบโตในองค์กรต่อไป ถ้างานไม่ท้าทาย อาจเบื่อง่ายและย้ายงานเร็ว และด้วยความที่การจ้างงานแต่ละครั้งมีต้นทุนที่ต้องจ่ายดังนั้นจึงไม่มีบริษัทไหนอยากให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ทำอย่างไรให้ประสบการณ์สูงไม่กลายมาเป็นอุปสรรคในการสมัครงาน เลือกเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัคร หากว่ากันตามตรรกะพื้นฐาน ยิ่งมีข้อมูลเยอะ เรายิ่งตัดสินใจได้ง่าย เช่นเดียวกัน ยิ่งองค์กรรู้ถึง Background เกี่ยวกับผู้สมัครได้มากเท่าไร การคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทั้งเวลาและกำลังคนทำให้องค์กรไม่สามารถใช้เวลาคัดกรองได้ละเอียดขนาดนั้น แต่จะแทนที่ด้วยวิธีการอ่านเอกสารด้วยความรวดเร็วแล้วจับคีย์เวิร์ดที่ตรงตาม Requirement ได้กำหนดไว้ เราจึงต้องรู้จักเลือกใช้ข้อมูลให้เป็นเน้นคัดเฉพาะที่ใกล้เคียงกับงานที่สมัครไม่เกิน 4 อย่างโดยจัดลำดับให้ “งานล่าสุด” ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เนื่องจากองค์กรจะดูที่งานปัจจุบัน หรืองานล่าสุดก่อนเสมอ เพราะเป็นส่วนที่บ่งบอกถึงตัวตนของเราในตอนนี้ทั้งหมดทั้งตำแหน่งงาน ลักษณะงาน รวมถึงทักษะที่ใช้งานบ่อย ถ้าส่วนแรกนี้ผ่าน ก็จะย้อนลงไปดูประวัติส่วนอื่นเพิ่มเติมว่ามีส่วนไหนสอดคล้องกับการทำงานในตำแหน่งนั้นๆ บ้าง สำหรับคนที่ “เสียดาย” และคิดประวัติส่วนอื่นยังสำคัญก็มีวิธีการแก้ปัญหา 2 อยู่สองวิธี จัดส่วน Early career ที่สรุปช่วงต้นของชีวิตการทำงาน เปลี่ยนรูปแบบเป็นลิสต์ที่ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดเยอะ เท่านี้ก็จะไม่ต้องเปลืองพื้นที่ หรือย่อขนาดตัวอักษรแถมยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับประกอบการตัดสินใจด้วย อธิบายลงในจดหมายสมัครงานตั้งแต่ต้น Cover letter หรือจดหมายสมัครงานเป็นเครื่องมือที่ดีที่เราจะได้ใช้โอกาสอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยที่อาจจะเกิดขึ้น เป้าหมายคือสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนว่าทำไมถึงสมัครงานตำแหน่งนี้เรากำลังคาดหวังเรื่องอะไร และสามารถสร้างอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง ซึ่งจะทำให้ฝ่ายคัดกรองเกิดมุมมองที่ดี และเพิ่มโอกาสสัมภาษณ์งาน พร้อมระบุความคาดหวังเงินเดือนให้ชัดเจน ส่วนสุดท้ายคือพยายามลดความกังวลของฝ่ายคัดกรองเกี่ยวกับ “ค่าตัว” เพราะคุณสมบัติที่สูงเกินไปอาจทำให้องค์กรรู้สึกว่าจ่ายเงินเดือนไม่ไหว จึงควรชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดไปเอง ที่สำคัญคือต้องรู้ตัวเลขพื้นฐานก่อนว่าในตำแหน่งงานเดียวกันนี้บริษัทอื่นๆ เขาจ่ายกันเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไรเพื่อหาตัวเลขเหมาะสมที่สุด อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม: สรุปทุกเรื่องที่ควรรู้และการใช้ประโยชน์จาก Job Description ในทุกขั้นตอนสมัครงาน ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/krGW8 https://shorturl.at/bqFP7 https://shorturl.at/rEZ18 https://shorturl.at/kpBH9 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### งาน Marketing เรียนการตลาดทำงานอะไรได้บ้าง สำรวจแนวทางและตำแหน่งต่างๆ ได้ที่นี่! การแข่งขันของภาคธุรกิจในปัจจุบันนอกจากคุณภาพของสินค้า / บริการที่ดีแล้ว ยังต้องอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดที่เฉียบคมเพื่อให้แบรนด์โดดเด่น เป็นที่จดจำเหนือคู่แข่งและประสบความสำเร็จต่อไปได้ในระยะยาว ซึ่งโจทย์ใหญ่ของงาน Marketingก็คือทำอย่างไรให้สินค้า / บริการจากบริษัท สามารถเจาะเข้าไปยึดพื้นที่ในใจกลุ่มลูกค้า ไม่ใช่แค่ซื้อแล้วจบไป แต่ยังตัดสินใจซื้อซ้ำและกลายมาเป็น Brand loyalty ในที่สุด ด้วยลักษณะงานที่ดูคล้ายการหาวิธีทลาย ‘กำแพง’ และหว่านล้อมเป้าหมายให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ทำให้อาชีพนักการตลาด หรือสายงาน Marketing เป็นอีกหนึ่งสายอาชีพที่น่าสนุก มีหลายคนให้ความสนใจ ไปจนถึงอยากรู้ว่าประกอบไปด้วยงานแบบไหนบ้าง ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพาไปสำรวจพร้อมๆ กันว่าสถานีถัดไปหลังเรียนจบสายการตลาดจะสามารถทำงานแบบไหน น่าสนใจอย่างไร โดยเริ่มจากการแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักได้แก่ 1) บริษัทเอเจนซีโฆษณา (Advertising Agency) เริ่มด้วยงาน Marketing สายเอเจนซี มีหน้าที่ดูแลแคมเปญการตลาด ตามแต่ละวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่อาจจะมาจากฝั่ง Corporate อีกที เช่น กระตุ้นยอดขาย โปรโมตสินค้า เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การหาข้อมูล คิดแผน กำหนดกลยุทธ์ ผลิตชิ้นงาน ติดต่อภายนอก อาทิ ดีลงานกับ KOLs, Production House, เช่าสถานที่ นับเป็นสายงานที่ว่ากันว่า ‘งานหนัก’ มากถึงมากที่สุด ตารางงานไม่ค่อยแน่นอน มีเวลาส่วนตัวน้อย เนื่องจากลูกค้าบางเจ้าอาจเป็นบริษัทต่างชาติที่ Time zone ต่างกัน แต่ก็แลกมากับประสบการณ์เนื้อๆ ที่อาจหาไม่ได้จากที่ไหนเช่นกัน สำหรับจุดเด่นของการทำงานในสายเอเจนซีโฆษณาก็จะมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ที่หลากหลาย ได้ใช้ความสามารถลงมือทำงานจริงแบบเต็มที่ซึ่งแม้จะมีความกดดันสูงแต่ก็ช่วยให้เติบโตได้เร็ว หมายเหตุ เอเจนซีแต่ละแห่งจะมีจุดเด่นที่ต่างกัน เช่น บางที่ถนัด Production บางที่อาจจะเน้น Digital Marketing เป็นหลัก สังเกตได้จากรางวัล หรือ Achievement ของแต่ละบริษัท ด้านโครงสร้างองค์กร บริษัทเอเจนซีจะแบ่งเป็นแผนกชัดเจน เช่น ทีม Account Executive, ทีม Graphic Designer, ทีม Media Planner ซึ่งแต่ละแผนกก็จะมีพนักงานหลายคนและใช้วิธีสร้าง ‘ทีมเฉพาะกิจ’ ดึงเอาคนมาจากแต่ละส่วนมาทำงานร่วมกันเป็นโปรเจกต์ 2) บริษัท Corporate งาน Marketing ฝั่ง Corporate จะต่างจากสายเอเจนซีตรงที่ลักษณะงานจะระบุชัดเจนว่าดูแลสินค้าประเภทไหน ส่วนใหญ่แผนการตลาดก็จะล้อไปกับแนวทางธุรกิจของบริษัทด้วย วัตถุประสงค์ของการทำ Marketing ในบริษัท Corporate ก็จะมีทั้ง Business to Business (B2B) และ Business to Consumer (B2C) ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีช่องทางและเครื่องมือทำแคมเปญที่ต่างกัน เช่น บางบริษัทอาจเน้นใช้ Digital marketing เป็นสื่อกลาง ในขณะที่บางธุรกิจต้องอาศัย Out of home media ค่อนข้างมากจึงอาศัยทักษะความรู้ที่มีความเฉพาะทางในแต่ละด้านด้วย ส่วนโครงสร้างองค์กรจะต่างจากบริษัทเอเจนซี ขึ้นอยู่กับขนาดองค์กร รวมถึงการให้ความสำคัญกับฝ่ายการตลาด สำหรับคนที่สนใจก็อาจจะต้องทำการบ้านเพิ่มเติม หาข้อมูลว่าฝ่าย Marketing ในบริษัทที่เรากำลังสนใจอยู่มีขนาดทีมใหญ่แค่ไหน แต่ละตำแหน่งมีทำอยู่กี่คนและมีรูปแบบการทำงานอย่างไรบ้าง ตัวอย่างตำแหน่งงานในสายงาน Marketing มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft อย่าง Bill Gates เคยกล่าววลีอันโด่งดังไว้ว่า “Content is King” ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องราวสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อแบรนด์และเปลี่ยนจาก ‘ผู้อ่าน’ เป็นคนที่เชื่อมั่นและกลายเป็น ‘ผู้ซื้อ’ ในที่สุด อย่างไรก็ตาม แต่ละบริษัทจะมีชื่อเรียกตำแหน่งงานลักษณะนี้ต่างกันไม่ว่าจะเป็น Content Creator, Content Writer, Creative Content ซึ่งงาน Content Marketing เป็นหนึ่งในตำแหน่งสำคัญสำหรับการตลาดออนไลน์บนโลกยุคดิจิทัล ณ ปัจจุบันที่ผู้คนมีพฤติกรรมใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียอยู่เกือบตลอดเวลา ตั้งแต่ค้นหาข้อมูล ทำงาน รวมถึงซื้อสินค้าออนไลน์ (E-commerce) ทำให้ Content Marketing มีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์การสื่อสารผ่านเนื้อหาแต่ละรูปแบบทั้งในลักษณะบทความ รูปภาพ และวิดีโอคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารที่แตกต่างกัน เช่น กระตุ้นยอดขาย สร้าง Brand awareness เป็นต้น คุณสมบัติพื้นฐานของคนที่จะทำงานสาย Content คือสามารถค้นหาข้อมูลเพื่อนำมาเรียบเรียง และสื่อสารได้อย่างเข้าใจ รู้จักจุดเด่น กับพฤติกรรมของผู้ใช้ในแต่ละแพลตฟอร์ม อาทิ Facebook, Instagram, Google รวมถึงเว็บอื่นๆ เพื่อกำหนดรูปแบบคอนเทนต์กับเนื้อหาในการสื่อสารได้ดีขึ้น เป็นผู้จัดซื้อพื้นที่สื่อทั้งในรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ เช่น โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Youtube รวมถึงเว็บไซต์ ตลอดจนขึ้นป้ายในสถานที่ต่างๆ เพื่อทำการโฆษณาตามแคมเปญที่ทีมได้กำหนดไว้ โดยหัวใจสำคัญของ Media Buyer คือการ ‘ต่อรอง’ นำชิ้นงานไปโชว์บนพื้นที่ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมหาจุดคุ้มทุนของการโฆษณาภายใต้งบประมาณที่จ่าย จัดการกับตัวเลขได้ดี สามารถดึงข้อมูลทำรีพอร์ตต่อได้ นอกจากนี้ ควรมีความรู้ในการใช้งานสื่อต่างๆ อย่างดีเยี่ยม เพราะบางครั้งอาจต้องมีการแก้ปัญหาหน้างาน เช่น โฆษณาโดนแบน หรือมีการปรับงบสำหรับซื้อพื้นที่สื่อเมื่อเกิดกรณีดังกล่าว Media Buyer ก็จะเป็นคนที่เข้ามาจัดการ SEO Specialist (Search Engine Optimization) Content Marketing คือเครื่องมือทางการตลาดที่ใช้การสื่อสารด้วยเนื้อหาที่สร้างมุมมองเชิงบวกต่อแบรนด์ แต่ในเทรนด์ปัจจุบันซึ่งแบรนด์ไหนๆ ก็หันมาแข่งขันด้วยคอนเทนต์ แต่ละแพลตฟอร์มจึงมีคอนเทนต์ฟีดเข้ามาในแต่ละวันเยอะมาก ทำให้ SEO เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่องค์กรจะขาดไปไม่ได้ ความสำคัญของตำแหน่งด้าน SEO มีอยู่หลายด้าน เริ่มจากการเพิ่มความโดดเด่นของเนื้อหา และแบรนด์ ปกติแล้วถ้าจะค้นหาข้อมูลสักเรื่องส่วนใหญ่ก็จะใช้ Google ซึ่ง Google ถือเป็นเครื่องมือค้นหาอัจฉริยะที่นำข้อมูลบนเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดียมาเทียบกับคีย์เวิร์ดที่ผู้ใช้งานต้องการค้นหา แล้วแสดงผลลัพธ์เนื้อหาที่ตรงกับคีย์เวิร์ดนั้นๆ ดังนั้นหน้าที่ของ SEO Specialist ก็คือวางแผนสร้างเนื้อหาให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง กำหนดคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ หรือสินค้าและบริการเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาเราเจอก่อนเจ้าอื่นๆ ผู้จัดการโซเชียลมีเดีย (Social Media Manager) ด้วยรูปแบบการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในปัจจุบันที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต นับเป็นพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ ข้อมูลในปี 2021 พบว่าจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลทั่วโลกมีมากถึง 4.48 พันล้านคน (มากกว่าครึ่งของประชากรทั้งโลก) ด้วยปริมาณผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประกอบการก็ยิ่งเห็นโอกาสในการเข้าไปทำธุรกิจมากขึ้น เช่น สร้างเพจประชาสัมพันธ์ข้อมูล สร้างฐานลูกค้า ทำโฆษณา โซเชียลมีเดียจึงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังสำหรับงาน Marketing ในฐานะ ‘ตัวแทนของแบรนด์’ และเจาะเข้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสกลายเป็นลูกค้าในอนาคต ตำแหน่ง Social Media Manager อาศัยความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเลือกใช้คำ ออกแบบภาพและวิดีโอที่น่าสนใจ ประกอบกับความเข้าใจในแต่ละแพลตฟอร์มอย่างลึกซึ้ง สามารถบริหารจัดการรักษาความพันธ์ที่ดีกับลูกเพจโดยกำหนดรูปแบบเนื้อหาของแต่ละวันอย่างเหมาะสม อัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ และความเป็นไปบนโลกโซเชียลอย่างสม่ำเสมอ ผู้จัดการแบรนด์ (Brand Manager) ดูแลแคมเปญการตลาด และงาน Marketing ทั้งหมดของสินค้า/บริการ โดยประสานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นทีมคอนเทนต์ ทีมกราฟิก ทีมมีเดียเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงคุณค่าของแบรนด์ไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสม จึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีไหวพริบที่ดี มีทักษะการนำเสนอกับโน้มน้าวใจเป็นจุดแข็ง เนื่องจากต้องซื้อใจผู้บริหารให้เชื่อมั่นในกลยุทธ์ รู้จักวิเคราะห์ตลาด และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค นักวิเคราะห์การตลาด (Market Research Analyst) การที่แคมเปญโฆษณาจะประสบผลสำเร็จ ต้องเริ่มจากกระบวยการคิดตั้งแต่ต้นนำ เมื่อมีข้อมูลที่มากพอก็จะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะพฤติกรรมผู้บริโภค ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ สถานการณ์แวดล้อม โอกาส-อุปสรรค และสามารถวางแผนกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างเฉียบขาด สำหรับนักวิจัยการตลาด จะต้องมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในเชิงการวิจัยคุณภาพ (Qualitative) และเชิงปริมาณ (Quantitative) เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาวางกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (Public Relation) นอกจากการทำ Marketing เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว องค์กรยังจำเป็นต้องมีทีม PR ด้วยเช่นกัน เพราะแม้จะมีลักษณะการทำงานคล้ายกัน แต่มี "เป้าหมาย" ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ถ้างาน Marketing มีไว้เพื่อเน้นเพิ่มการรับรู้สินค้า กระตุ้นยอดขาย งาน PR ก็มีไว้เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์แบรนด์ กล่าวคือนอกจากจะมีสินค้า/บริการที่ดี ยังมีภาพลักษณ์ที่น่าสนับสนุนอีกด้วย หน้าที่ของฝ่าย PR จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานสามข้อได้แก่ "ก่อ-กัน-แก้" หรือหมายถึงก่อสร้างความพันธ์ที่ดี ป้องกันมุมมองเชิงลบ และแก้ไขความเข้าใจผิด โดยมีเป้าหมนยเป็นการสร้างภาพลักษณ์อันดีให้กับแบรนด์ ทั้งกับลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงานในองค์กรอีกด้วย ปัจจุบันหลายบริษัทไม่ได้แข่งขันกันในด้าน Marketing เพียงอย่างเดียว แต่ยังแข่งกันในแง่ของภาพลักษณ์องค์กรด้วย เห็นได้จากแคมเปญ CSR หรืองานการกุศลเพื่อสังคมจำนวนมาก เพราะปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัว ไม่ใช่แค่สินค้า ดังนั้นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ "ถูกจริต" กลุ่มลูกค้า ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นนั่นเอง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: จบวิศวะทำงานอะไรได้บ้าง? สำรวจตำแหน่งต่างๆ ได้ที่นี่ ### 履歴書・職務経歴書の書き方とポイント!Part2 今回は以前掲載した「履歴書・職務経歴書の書き方とポイント!」のPart2として、 履歴書・職務経歴書の書き方についてより詳しくご紹介していきます。 ・履歴書の書き方とポイント 和暦OR西暦 ・どちらで記載しても、統一してあれば問題ないと前回の掲載で伝えてありますが、 指定がある場合はそれに従いましょう。 ・年号の省略は避けましょう。  (和暦の場合、昭和をSや平成をHに、西暦の場合2003年を’03等にすることです) 志望動機 志望動機ではなぜ企業に興味を持ったのか、入社を希望したいと思ったのかを記載するには まずその企業や仕事内容についてしっかり調べることをおすすめします。 ・応募する企業と自分の今までの経験や実績を繋げられるような書き方をしましょう。 ・今後のキャリアプランや自身の転職理由、志望動機と合った内容を書きましょう。 ・文字数は300文字以内を目安に収めると、採用担当者にとって読みやすい長さになると思います。 自己PR 自己PRは自分の強みやスキルを記載する欄ですが、すべて書いてしまうと情報量が多くなってしまうため、 その企業に合った、一番貢献できていると思う強みを1つか2つまでに絞って記載すると良いでしょう。 ・企業が求めている人材に合った自分の強みをアピールしましょう。 ・具体的な内容は職務履歴で記載することができるため、自己PRランは簡潔に書きましょう。 注意点として、「思いやりがある」や「自己主張ができる」、「愛嬌がある」等といった人柄や人物面は自己PRではなく 「長所」に部類されます。 自己PRとは異なるため、誤って長所を記載しないよう気を付けましょう。   ・職務経歴書の書き方とポイント 3~4行程で具体的かつ簡潔に ・どんな仕事をどのくらいの期間でどういう役割や役職で行い、どのような実績を上げたのかを意識して記入しましょう。 ・職務経歴の中でも自身が特に企業に注目してもらいたい点は、更に興味を持たれそうな情報を記載しましょう。 アピールしたい箇所は箇条書き 職務履歴をすべて箇条書きにしてしまうとメリハリがなく、読みづらい簡素なものになってしまう恐れがあります。 ・売上実績や成功例がある場合、その実績に目が行くように箇条書きにしすると良いでしょう。  特に営業の職歴がある方は達成率や前年比といった実績の詳細を記載するとアピール点になります。 資格や免許がある場合 企業や仕事に関連する資格や免許がある場合、積極的に記載していきましょう。 ・資格や免許の記入の際も省略せず、正式名称で書くと良いでしょう。 ・勉強中の資格があり、企業や採用を受けている職種に関連するものであれば記載するのをおすすめします。 上記の内容と前回記事を踏まえた上で履歴書・職務経歴書を作成してみましょう。  [履歴書の例]  [職務経歴書の例] ・まとめ 履歴書や職務経歴書は、自身をアピールする最重要書類です。 今回と前回の内容を含めたポイントを意識して書類を作成することで、就職への成功に一歩近づくでしょう。 一度履歴書や職務履歴書を作成したからといって、そのままにしてはおかず、常にフィードバックを受けることや更新作業を怠らないことも重要です。 何度も直すことで、より改善され、採用担当者の関心を引くことができるものになるのではないでしょうか。 =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### ทัศนคติสำคัญแค่ไหน? เมื่อความสำเร็จ หรือล้มเหลวอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ความสามารถ ถ้าวันนี้คุณกำลังจะรับสมัครพนักงานสักคนโดยต้องเลือกระหว่าง ‘ทัศนคติ’ กับ ‘ความสามารถ’ คำตอบสุดท้ายของคุณจะเป็นใคร? ถ้าคิดเร็วๆ ก็อาจมองว่าความสามารถต้องมาก่อน เพราะถ้ารับเข้ามาแล้วปรากฎว่าทำงานไม่ได้สุดท้ายก็ต้องลำบากใช้พลังกับเวลามานั่งสอนงานอยู่ดีแต่ในอีกมุม ก็มีคนไม่น้อยที่เลือกทัศนคติเป็นหลัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้ หรือเปลี่ยนแปลงยากมากต่างกับทักษะการทำงานที่สามารถฝึกฝนเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม เทียบกันแค่คอนเซปต์กว้างๆ คงยังไม่ช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนมากพอ ว่าทัศนคติสำคัญมากเท่า หรืออาจจะมากกว่าความสามารถยังไง เรามาลองยกตัวอย่างกัน เช่น คนชอบแข่งขัน รักการทำงานคนเดียวก็อาจเป็น Sales ที่ทำยอดให้บริษัทได้เยอะ ถือเป็นฟังก์ชันที่ให้ผลดีกับองค์กรอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กลับกัน ถ้าลองจับคนคนนี้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมอื่นอย่างบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ก็คงไม่เหมาะ เพราะแม้จะทำหน้าที่ตัวเองได้ แต่ก็ไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ จะเห็นได้ว่าคุณลักษณะส่วนตัวอย่างนิสัยพออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสไตล์ไม่เหมือนกันก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปด้วย ถัดมาเราลองดูกันด้วยตัวเลขในเชิงสถิติข้อมูลจาก Leadership IQ ที่ได้สำรวจฝ่ายจัดหาพนักงานทั้งหมด 5,247 คน จาก 312 ธุรกิจเพื่อหาคำตอบว่า “อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเราล้มเหลวในที่ทำงาน” (หมายเหตุ: ไม่ได้จำกัดแค่เลิกจ้างแต่ยังรวมถึงกลุ่มที่องค์กรจัดอยู่ในหมวด ‘จะไม่รับเข้ามาอีก’) พบว่าส่วนใหญ่ที่ทำให้คนเราล้มเหลวในที่ทำงานไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางความสามารถ แต่เป็นเพราะ ‘ทัศนคติ’ ที่เข้ากับองค์กรไม่ได้ โดยจัดเรียงแต่ละสาเหตุทั้งหมด 5 อันดับได้ดังนี้ การเปิดรับฟังและปรับตัวต่อคำแนะนำ (26%) ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (23%) แรงขับเคลื่อนส่วนบุคคล (17%) ทัศนคติ และสภาวะจิตใจ (15%) ทักษะการทำงาน (11%) มีสัดส่วนมากถึง 89% ที่มาพังด้วยเรื่องทัศนคติ ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่แทงสวนความเชื่อเก่าพอสมควร เพราะเดิมทีเรามักจะมองว่าความสำเร็จในที่ทำงานต้องเกิดจาก ‘ผลงานที่ดี’ หรือมีความสามารถโดดเด่นโดยมีปัจจัยอย่างบุคลิกนิสัย และทักษะสังคมเป็นออปชันเสริม แต่ปัจจุบัน อาจต้องเริ่มเปลี่ยนมุมมองกันใหม่ และองค์กรไม่ควรโฟกัสแค่ ‘ความสามารถ’ เพียงอย่างเดียวเพราะยังมีปัจจัยด้านอื่นๆ ที่สำคัญให้ดูควบคู่กันไป ความจริงแล้วยังมีอีกหนึ่งชุดข้อมูลที่น่าหยิบมาพูดถึงเมื่อ 82% ของทีม Hiring ระบุว่าพวกเขามักจะรู้ล่วงหน้าว่าผู้สมัครคนไหนบ้างที่มีโอกาสเจอกับปัญหาในอนาคต ซึ่งจากการเก็บข้อมูลพบว่าส่วนใหญ่มีลักษณะนิสัยและการแสดงออกที่ค่อนข้างจะไปในทางเดียวกัน เช่น มีความคิดแง่ลบ เย่อหยิ่ง ดูกระหายอำนาจ ชอบตอบคำถามแบบกว้างๆ ไร้ประสบการณ์เฉพาะตัว รวมถึงมีทัศนคติแบบ ‘สุดโต่ง’ และชอบว่าร้ายที่ทำงานเก่า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาดำเนินการป้องกันปัญหาแต่เนิ่นๆ เนื่องจาก ณ ขณะนั้นให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ มากกว่า ประกอบกับขาดความมั่นใจในสัญชาตญานของตัวเอง ดังนั้นเราคงไม่แปลกใจว่าทำไมคนที่มีโอกาสล้มเหลวถึงมีสัดส่วนต่างจากคนที่จะสำเร็จแบบหน้ามือ-หลังมือ เกณฑ์คัดเลือกที่เน้นเฉพาะความสามารถเป็นหลักอาจช่วยให้รู้ว่าเบื้องต้นว่าคนไหนจะทำงานได้ดี ส่วนคำตอบสุดท้ายว่าใครจะเป็น ‘พนักงานที่ดี’ ก็ขึ้นอยู่กับ Role model ที่องค์กรกำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ซึ่งก็ต้องมีวิธีการคัดกรองที่เหมาะสมเพื่อได้คนที่ทั้งเก่งงานและมีทัศนคติที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรด้วย สำหรับคนทำงาน นอกจากการฝึกทักษะก็อย่าลืมหันมาใส่ใจทัศนคติส่วนตัวของเราเองด้วย เพราะไม่ว่าเราจะมีความสามารถมากมายแค่ไหน แต่ถ้าความคิดติดลบ จนไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมก็ยากที่จะมีพื้นที่ให้ได้แสดงความสามารถ อ่านบทความ: 9 ทักษะ Interpersonal Skill ที่คนทำงาน ‘ทุกคน’ ควรมีติดตัว ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ อ้างอิงข้อมูลจาก: https://shorturl.at/nszF7 https://shorturl.at/eJPU9 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 覚えておくと便利なタイ語フレーズ(仕事編) 外国人がタイで働く場合、職場コミュニケーション言語は主に英語になるのではないでしょうか。 役職や企業によっては通訳の方がいて日本語だけで事足りる方もいるかもしれません。 しかし少しでもタイ語を聞き取れたり、話せたりするとお取引先や職場のタイ人との距離が近くなり、仕事がスムーズに行くこともあります。 完全に聞き取れなくても、完璧な文章にしなくても、その姿勢を示すだけでも印象はかなり違うと思います。 ここでは社内でよく使うタイ語フレーズをいくつかご紹介いたします。   ・挨拶 入社初日の挨拶は大事ですよね。 基本的に英語や日本語になってしまっても、最初の何フレーズかをタイ語で伝えることができると良いつかみになるのではないでしょうか。 サワッディー(クラップ/カ) sawàtdii(khráp/khâ) =こんにちは(「お疲れ様です」としても使えます。) 「クラップ」は男性用、「カ」は女性用の丁寧な言い方を表す語尾です。 単体の「クラップ」と「カ」は「はい」や「そうです」という返事の意味にもなります。   (ポム/ディチャン)チュー〇〇(クラップ/カ) マージャーク△△(クラップ/カ) (phǒm/dìchán) chʉ̂ʉ ○○(khráp/khâ) maa càak △△(khráp/khâ) =(僕/私の)名前は〇〇です。△△からきました。 △△の部分は前職で働いていた企業名や自身の出身国(県名)等色々なものを当てはめることが出来ます。 ちなみに「ポム」は男性用の一人称で、「ディチャン」は女性用の一人称です。 「ディチャン」を「私」と訳していますが、タイでは日本のように男性が「私」と使う事はないので、男性の一人称は基本的に「ポム」を使う事をおすすめします。   ヤィンディー ティー ダーイ ルージャック(クラップ/カ) yin dii thîi day rúucɑ̀k(khráp/khâ) =よろしくお願いします。 直訳すると「お会いできて光栄です」なので、初めての挨拶の際に使うフレーズです。   ・社内で使う基本的な返事や単語 ラップサープ(クラップ/カ) ráp sâap(khráp/khâ) =承知しました。   リアップ ローイ(クラップ/カ) rîaprɔ́ɔy lɛ́ɛw(khráp/khâ) =準備できています/完了しています。   ダーイ(クラップ/カ) dâay(khráp/khâ) =いいですよ。   ロップクアンドゥアイ(クラップ/カ) róp kuan dûay(khráp/kha) =よろしくお願いします。 直訳すると「お手数をおかけします」なので、何かをお願いする際に使うと良いでしょう。   グラッブ ゴーン ナ(クラップ/カ) Klàp kɔ̀ɔn na(khráp/kha) =お先に失礼します。 直訳すると「先に帰ります」なので、仕事終わりの「お疲れさまでした」の感覚で使えます。   ・電話中に使うフレーズ 電話は対面で話すより緊張すると思いますが、慌てずに以下のフレーズを覚えておくと役立つでしょう。 サワディー(クラップ/カ) (ポム/ディチャン)〇〇 ジャーク △△(クラップ/カ) sawàtdii(khráp/khâ) (phǒm/dìchán) chʉ̂ʉ ○○ càak △△(khráp/khâ) =こんにちは/お疲れ様です。△△(企業名)の 〇〇(名前)です。   マイ サーブ ワー クン□□ ユーマイ(クラップ/カ) mây sâap wâa khun□□ yùu mǎy(khráp/khâ) =□□様はいらっしゃいますでしょうか?   コー リアン サーイ クン□□(クラップ/カ) khɔ̌ɔ rian sǎai khun□□(khráp/khâ) =□□様にお取次ぎをお願いします。 逆にこちらが電話を受け取り、相手にお知らせしなくてはいけないこともありますよね。   その際のシチュエーションはいくつかあると思いますが、メジャーなフレーズをいくつかご紹介します。 トーンニー □□ マイ ユー ティー ト(クラップ/カ) tɔɔn níi □□ mây yùu thîi tó(khráp/khâ) =□□は只今席をはずしております。   □□ パイ プラチュム ユー(クラップ/カ) □□ pai pràchum yùu(khráp/khâ) =□□は只今会議中です。   リアン サーイ クン アライ ユー(クラップ/カ) rian sǎai khun aray yùu(khráp/khâ) =どちら様でしょうか? 取り次ぐ人にきちんと名前を伝えるために、お相手の名前を確認する際に使うフレーズです。 電話での会話限定の「お名前を伺ってもよろしいでしょうか」ですね。   ハイ □□ トーグラップ マイ(クラップ/カ) Hâi □□ thoo klàp mǎy(khráp/khâ) =□□から折り返しお電話いたしましょうか?   ハイ ファーク コークワーム ワイ マイ(クラップ/カ) Hâi fàak khɔ̂ɔ khwaam wáy mǎy(khráp/khâ) =伝言をお預かりしましょうか?   ・まとめ いくつかのフレーズや単語を紹介しましたが、いかがでしたでしょうか。 主に社内で耳にする/使うフレーズや単語なので最初は聞きなじみがないかもしれませんが、 フレーズと意味を覚えて周りのタイ人が話しているのを耳にするだけでもだんだん覚えられて、 話せるようになると思います。 なのでまずは今回ご紹介したフレーズや単語達をなんとなく頭に入れておくことから始めるのも良いかもしれません。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### สัมภาษณ์งานหลายที่ แต่ไม่มีบริษัทไหนรับเข้าทำงาน เกิดจากอะไร เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางทีเราสมัครงานแล้วได้รับการติดต่อให้เข้าไปสัมภาษณ์อยู่เรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีบริษัทไหนตกลง “รับเข้าทำงาน” จริงจัง ปัญหาชวนท้อใจในลักษณะนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง ถ้าคุณสมบัติต่างๆ เข้าขั้น “ดีพอ” จะทำให้หลายองค์กรสนใจแล้วทำไมถึงไม่มีบริษัทไหนตัดสินใจรับเข้าทำงาน Reeracoen Thailand จะอธิบายให้ฟังตามนี้ครับ 1) มีทักษะแต่ไม่มี “เรื่องราว” อันดับแรกเมื่อเรามีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งงานก็จะผ่านการคัดกรองเรซูเม่ขั้นต้น และถูกเรียกเข้าสัมภาษณ์ ซึ่งระหว่างที่เรานั่งคุยกับตัวแทนจากบริษัทนั่นแหละที่อาจเป็น “จุดเปลี่ยนเกม” ทำให้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม เนื่องจากบางคนอาจมีความสามารถเข้าขั้นดีมากก็จริง แต่ปัญหาคือพวกเขายังขาด “สตอรี่” ที่จะอธิบายตัวเอง ลองนึกภาพว่าเราเป็นตัวแทนจากบริษัทแล้วเจอกับแคนดิเดทที่ดูเก่งมากๆ โปรไฟล์ดีเยี่ยม แต่คุยจบแล้วเราก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่า “ทำไมเขาถึงอยากเข้ามาทำงานในบริษัทเรา” ดังนั้นหลักการสำคัญคือต้องตอบคำถามนายจ้างว่าการเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ถือเป็นผลดีต่ออนาคตของเรายังไง หรือแปลง่ายๆ ว่าทำไมถึงอยากทำงานกับบริษัทนี้นั่นเอง 2) ไม่เป็นที่จดจำมากพอ การเป็นที่จดจำไม่ได้แปลว่าให้ทำอะไรแปลกๆ ในทางไม่ดี แต่หมายถึงโดดเด่นในแง่ของคนที่มีจุดเด่นหรือเรื่องราวที่สามารถทำให้บรรดาผู้สัมภาษณ์ต้องเก็บชื่อเราไว้ในใจ เนื่องจากการเปิดรับสมัครงาน 1 ตำแหน่ง บริษัทมักจะมี Shortlist รายชื่อคนที่จะถูกเรียกมาสัมภาษณ์ ซึ่งพอสิ้นสุดกระบวนการสัมภาษณ์ผู้สมัครทุกคนแล้วฝ่าย Hiring ก็จะนำข้อมูลของแต่ละคนไปหาข้อสรุปว่าสุดท้ายแล้วบริษัทควรเลือกใคร และคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าหากสัมภาษณ์จบแล้วปรากฎว่า “ไม่มีใครจดจำเราได้เลย” ดังนั้นเป้าหมายของเราคือยึดพื้นที่ในใจให้ได้เยอะที่สุด เมื่อผู้สัมภาษณ์เปิดช่องด้วยการถามว่า “ทำไมอยากทำงานที่นี่” ก็สามารถแสดงแพชชันที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวงานหรือมีเป้าหมายในการทำงานคล้ายกับวิสัยทัศน์องค์กรได้ 3) แสดงทัศนคติแง่ลบมากเกินไป เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ใครๆ ก็ชอบคนทัศนคติดี และมักจะรู้สึกอึดอัดถ้าต้องอยู่ใกล้คนที่มีความคิดติดลบ ซึ่งในการสัมภาษณ์งานเมื่อเจอคำถามเชิงลึก เช่น วิธีพัฒนาสินค้า/บริการ หรือแม้แต่ตัวบริษัทเอง การจะตอบคำถามในลักษณะนี้ อันดับแรกหลายคนก็จะนึกถึงข้อด้อยขึ้นมาก่อนเพื่อหาช่องทางว่าเราควรจะไปจับตรงจุดไหนดี และยิ่งพบมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีเรื่องให้พูดมากเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มต้นคิดด้วยการมองหาข้อเสียและพยายามขยายความต่อให้ไอเดียนั้นมีน้ำหนักมากขึ้นจึงง่ายที่จะกลายเป็นว่าเราแสดงความ Negative มากเกินไป ควรเปลี่ยนมุมมองความคิดจากเน้นขยี้ไปที่ “ปัญหา” เป็นการเสนอ “ทางแก้ปัญหา” ก็จะได้คำตอบที่ไม่โจมตีใคร นอกเหนือจากเหตุผลที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นยังมีสาเหตุอื่น เช่น ความคาดหวังต่อการทำงานไม่ตรงกัน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการตกลงเรทเงินเดือนปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับตัวเลือกอื่นๆ ได้เช่นกัน แต่ปัญหาในลักษณะนี้สามารถแก้ได้ ด้วยบริการจัดหางานจาก Reeracoen Thailand เนื่องจากเรามีทีมงาน Recruiter ประสบการณ์สูงที่นอกจากจะแนะนำตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับโปรไฟล์ ยังทำหน้าที่สื่อสารแทนองค์กรในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้สมัครเข้าใจทั้งความคาดหวัง ความยืดหยุ่นของการต่อรองเงินเดือนรวมถึงข้อมูลอื่นๆ อย่างชัดเจน ครบถ้วน และแม่นยำ ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/mxGJX #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Job Descriptionคืออะไร ใช้ประโยชน์ยังไงในการสมัครงาน ที่ผ่านมา สมัครงานแต่ละครั้งคุณคิดว่าตัวเองได้ใช้ข้อมูลจาก Job Description ให้เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากพอหรือเปล่า? เข้าใจว่าด้วยภาระประจำวันที่ยุ่งยากอยู่แล้ว ทำให้เราอยากประหยัดเวลาในการสมัครงานให้มากที่สุดซึ่งหลายคนเลือก “ข้าม” รายละเอียดบางอย่างไปเพื่อเพิ่มจำนวนการสมัครให้ได้ปริมาณมากๆ ภายในเวลาสั้นๆ และการอ่านรายละเอียดงาน (Job Description) ก็เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ถูกมองข้ามความสำคัญไป เพราะคนส่วนใหญ่ก็จะดูแค่ “ก่อนสมัครงาน” ว่าตำแหน่งนี้มีหน้าที่อะไร เงินเดือนเท่าไร ทำงานที่ไหน หรือบางคนก็มีอ่านซ้ำอีกครั้งเพื่อจดจำข้อมูลชื่อองค์กร รายละเอียดอื่นๆ สำหรับนำไปใช้ตอบคำถามในห้องสัมภาษณ์งาน แต่ Job Description สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่านั้น Reeracoen Thailand สรุปมาให้ดังนี้ครับ Job Description บอกอะไรกับเราบ้าง ก่อนอื่นอยากให้ทุกคนเริ่มด้วยการปรับพื้นฐานเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการอ่านรายละเอียดเนื้อหา เพราะในมุมมองทั่วไปเราจะเห็น Job Description เป็นประกาศรับสมัครงานที่มีข้อมูลองค์กร โดยบอกว่าตำแหน่งงานนั้นๆ รับผิดชอบอะไรบ้าง ตลอดจนคุณสมบัติของคนที่จะสมัครเข้ามาได้ และเรทเงินเดือนที่บริษัทตั้งไว้โดยประมาณ แต่หากลงรายละเอียดจริงๆ จะมีข้อมูลที่แยกย่อยมากขึ้นได้แก่ ◉ ชื่อตำแหน่ง ตรงกับความสนใจ หรืออยู่ระดับเดียวกับงานปัจจุบันไหม เพราะการเปลี่ยนงานโดย “ลดตำแหน่ง” ของตัวเอง แม้จะไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการพิจารณาขององค์กร แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดคำถามตอนย้ายงานครั้งถัดไป ◉ ชื่อบริษัท สามารถนำชื่อไปหาข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรเพิ่มเติมได้ เช่น เป็นธุรกิจแบบไหน สถานะเป็นอย่างไร สำหรับประกอบการสัมภาษณ์ ◉ ภาพรวมข้อมูลองค์กร สังเกตดูว่าองค์กรให้ “นิยาม” ตัวเองในลักษณะไหน ให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด ซึ่งจะทำให้เห็นภาพว่าตัวเองจะ “คลิก” ด้วยไหม ◉ รูปแบบการจ้างงาน รายละเอียดงานจะต้องระบุชัดเจนว่าจ้างงานแบบไหน พาร์ทไทม์, พนักงานประจำ หรือแบบสัญญาจ้าง (Contract) ◉ สถานที่ทำงาน ไม่ใช่แค่ดูระยะทางระหว่างบ้านกับออฟฟิศ แต่ยังมีข้อมูลที่บอกเกี่ยวกับนโยบายการทำงาน เช่น มี Hybrid working หรือกำหนดให้เข้าออฟฟิศเป็นหลัก ◉ ภาพรวมตำแหน่งงาน เป็นการสรุปใจความหลักของงานนั้นๆ ซึ่งก็คือสิ่งที่องค์กร “คาดหวัง” จะได้รับจากตำแหน่งดังกล่าว ◉ หน้าที่รับผิดชอบ แยกลิสต์รายละเอียดของงานในแต่ละด้าน ทั้งงานที่ต้องทำรายวัน รายสัปดาห์ หรืออื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ◉ คุณสมบัติขั้นพื้นฐาน เป็นสเปกที่องค์กรกำหนดเป็นเกณฑ์ ซึ่งจะมีตั้งแต่การศึกษา ระยะเวลาประสบการณ์ ทักษะการทำงาน รวมถึงใบรับรองอื่นๆ ตามความเหมาะสม ◉ คุณสมบัติที่จะพิจารณาเพิ่มเติม นอกเหนือจากคุณสมบัติพื้นฐานแล้ว องค์กรอาจมีสเปกที่อยากได้เป็นพิเศษ ซึ่งถ้าใครมีก็จะได้คะแนนเพิ่มและมีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น   สิ่งที่ควรให้ความสำคัญบน Job Description เราไม่ได้จำเป็นต้องอ่านอย่างละเอียด “ทุกตัวอักษร” เนื่องจากจะทำให้เสียเวลา ซึ่งเราไม่ต้องการแบบนั้น ดังนั้นสำคัญคือการจับใจความจากสิ่งที่เห็น ครั้งแรกลองสรุปข้อมูลคร่าวๆ งานประมาณนี้เราทำได้ไหม ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ค่อยย้อนกลับไปอ่านรายละเอียดอีกรอบ Job Description จะมีทั้งข้อมูลที่ให้มาชัดเจน กับอีกประเภทที่ดู “กำกวม” และต้องตีความ ดังนั้นจึงสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าองค์กรกำลังพยายามสื่อสารอะไรกับเรา 1) คุณสมบัติที่บริษัทต้องการ ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับงาน ทักษะที่จะช่วยให้ทำงานนี้ได้ดี Background การศึกษา สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร 2) หัวใจสำคัญสำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ เมื่อเราได้ 4 ปัจจัยหลักที่องค์กรจะมองหาจากผู้สมัคร ถัดมาคือ “สำคัญที่สุด” จากหมวดหมู่นั้นซึ่งสามารถสังเกตได้จาก 2 วิธี ดูจากสิ่งที่องค์กร “เน้นย้ำ” ใน Job Description ส่วนใหญ่รายละเอียดงานจะถูกเขียนขึ้นมาด้วยปัจจัยหลายๆ ด้านมาประกอบกัน เพียงแต่จะมีบางอย่างที่องค์กรแอบ “ปักธง” ไว้เป็นพิเศษซึ่งเป็นการบอกตั้งแต่ต้นว่าพวกเขามองหาอะไร และคนแบบไหนที่เหมาะสม การเรียงลำดับรายละเอียดส่วนต่างๆ โดยส่วนที่ถูกระบุไว้เป็นอันดับแรกมักจะ “สำคัญที่สุด” เสมอ อย่าง ลิสต์งาน ก็จะเริ่มต้นจากเป้าหมายที่องค์กรคาดหวัง จากนั้นถึงจะเป็นงานปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องตามลำดับเช่นเดียวกับ คุณสมบัติของผู้สมัครที่มักจะวางในลักษณะเดียวกัน 3) คีย์เวิร์ดที่ควรนำมาใส่ในเรซูเม่ เคล็ดลับการเพิ่มประสิทธิภาพที่ง่ายและได้ผลดีเสมอคือการ “แปลงข้อความ”  ที่องค์กรเขียนไว้มาปรับใช้กับเอกสารประกอบการสมัครงานของตัวเอง หลักการง่ายๆ คือคุณสมบัติของตัวเองต้องสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร เช่น หากบริษัทระบุว่าหน้าที่สำคัญของตำแหน่งงาน Marketing คือการวางแผนโปรโมตแบรนด์และสินค้าผ่าน Social Media เราก็อาจจะดึงส่วนของ การวางแผนการตลาดและความรู้ด้าน Social Media ช่องทางต่างๆ มาใช้กับเรซูเม่ 4) มีข้อควรระวังตรงจุดไหนบ้าง หนึ่งในกลยุทธ์ที่มีไว้ดึงดูดให้คนอยากเข้ามาทำงานในองค์กรก็คือการพยายามขาย “ข้อดี” ของบริษัทให้ได้มากๆ เพียงแต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในฐานะผู้สมัครเองก็ควรยั้งใจเอาไว้ก่อนแล้วลองพยายามมองหาข้อมูลให้มากขึ้น ซึ่งบางทีเราอาจพบสัญญาณอันตรายหรือ Red flags ที่บ่งบอกถึง “เนื้อใน” ว่าจริงๆ แล้วองค์กรนั้นเป็นอย่างไร เช่น รับสมัครงานแบบ 3 in 1 รับคนเดียวแต่มีหน้าที่แบบครอบจักรวาลที่เราคงเคยเห็นกันมาไม่น้อย สิ่งนี้แสดงถึงความคาดหวังที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง รวมถึงไม่มีระบบการทำงานที่ชัดเจนในองค์กร สรุปการนำข้อมูลจาก Job Description ไปใช้ในแต่ละขั้นตอนสมัครงาน ตัดสินใจว่าตำแหน่งงานดังกล่าวเหมาะกับเราหรือไม่ เราไม่อยากเสียทั้งเวลา แรงกาย แรงใจไปกับกระบวนการสมัครงานที่สุดท้ายแล้วพบว่า “ยังไม่ใช่งานที่ตามหา” ในภายหลัง นำข้อมูลด้านต่างๆ ที่ได้จาก Job Description และจากการทำการบ้านเพิ่มเติมว่าคุณสมบัติ ลักษณะงาน เป้าหมายองค์กร และข้อเสีย (ถ้ามี) รวมถึงความต้องการของตัวเองมาชั่งน้ำหนักดูว่าอยากไปทางไหนมากกว่ากัน ทั้งตัวงาน และตัวเอง “แมตช์” กันมากน้อยแค่ไหน นำมาปรับใช้กับเอกสารประกอบการสมัครงาน หาจุดเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่องค์กรคาดหวัง กับคุณสมบัติของตัวเองทั้งในแง่ของประสบการณ์ ทักษะ และคุณสมบัติพิเศษ เพื่อสร้างจุดขายที่องค์กรจะ “ปฏิเสธไม่ได้” ตั้งแต่ตอนยื่นใบสมัคร ซึ่งคีย์เวิร์ดที่ตรงกันเหล่านี้จะช่วยให้โปรไฟล์ของเราโดดเด่นและมีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น เตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์งาน เมื่อเข้าสู่ “ปากประตู” ด่านสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นพนักงานใหม่ ลองย้อนกลับมาทบทวนเนื้อหาบน Job Description อีกครั้ง พยายามจดจำคีย์เวิร์ดสำคัญ ทำความเข้าใจความคาดหวังขององค์กรเพื่อนำเสนอวิธีการที่อาจเป็น “ทางออก” ให้กับเป้าหมายเหล่านั้น เพียงเท่านี้ Job Description แค่ 1 หน้ากระดาษก็สามารถกลายเป็นอาวุธทรงพลังที่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ ให้การสมัครงานของเราไม่เสียเวลา แรงกาย แรงใจไปแบบเปล่าๆ อีกทั้งยังมีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์และเพิ่มโอกาสได้งานใหม่อย่างที่ตั้งใจไว้มากขึ้น ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: สัมภาษณ์งานไม่ผ่าน อาจเป็นเพราะพยายามปิดบัง "ข้อเสีย" ของตัวเองมากเกินไป แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/dkFIV #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### จบวิศวะทำงานอะไรได้บ้าง? สำรวจตำแหน่งงานในสาย Engineer ได้ที่นี่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ นับว่าเป็นหนึ่งในคณะยอดนิยมของชาวไทย และหากเทียบสัดส่วนจำนวนนักศึกษากับแต่ละคณะจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ก็ถือว่ามีจำนวนค่อนข้างเยอะกว่าสาขาวิชาอื่นๆ ทั้งนี้เพราะสาขาวิชาด้านวิศวกรรมศาสตร์มักจะถูกมองว่าสามารถการันตีความมั่นคงทางอาชีพได้ เรียนจบวิศวะมาแล้วมีโอกาสตกงานค่อนข้างน้อย แถมยังได้รับเรทเงินเดือนที่ดีกว่าสายงานอื่นๆ โดยมีหลักสูตรให้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย เช่น วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมอุตสาหการ ฯลฯ สำหรับปลายทางหลังเรียนจบก็มีหลายคนที่สงสัยว่าจบวิศวะแล้วทำงานอะไรดี Reeracoen Thailand มีตัวอย่างตำแหน่งงานมาแนะนำเป็นแนวทางกันครับ 1) Production Planning ทำหน้าที่ควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพ บริหารจัดระเบียบการทำงาน ควบคู่กับประเมินทรัพยากรภายในองค์กรทั้งแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร และกระบวนการผลิต (4M) สาขาวิชา: จบวิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineer) ที่เน้นเรียนในด้านการควบคุมการผลิตโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ 2)  Production Engineer มีหน้าที่ดูแลสายการผลิตให้ทำงานได้ตามเป้า คอยแก้ไขและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดกับหน้างาน โดยทำงานร่วมกับฝ่ายปฏิบัติการในไลน์การผลิตและคิดหาวิธีเพิ่มทั้งผลผลิต และประสิทธิภาพ ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด สาขาวิชา: วิศวกรรมการผลิต หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) Maintenance Engineer (วิศวกรซ่อมบำรุง) มีหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต วางแผนการซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ป้องกันการชำรุด และความเสื่อมที่เกิดขึ้นจากอายุการใช้งาน ซึ่งส่วนมากจะเป็นระบบเครื่องกล หรือระบบไฟฟ้าเป็นหลัก จึงมักจะกำหนด Requirement เป็นคนที่จบวิศวะเครื่องกลและวิศวะไฟฟ้า สาขาวิชา: วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineer), วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineer) 4) Project Engineer / New Model Engineer เป็นวิศวกรที่มีระดับประสบการณ์สูง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานที่เข้ามาในรูปแบบของโปรเจกต์ เช่น เมื่อบริษัทมีแผนปรับการผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ ทีม Project / New model ก็จะเข้ามามีบทบาททดสอบการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา วางแผนบริหารแรงงานคนและเครื่องจักร รวมถึงตรวจสอบคุณภาพ และกำหนดกระบวนการก่อนเริ่มผลิตจริง ให้ไลน์การผลิตมีประสิทธิภาพ สาขาวิชา: วิศวกรรมศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง 5) R&D Engineer ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ ทดลองปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้ทักษะเชิงวิศวกรรมเฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น R&D Engineer ในโรงงานผลิตรถยนต์ ก็อาจอาศัยทักษะวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า เป็นต้น สาขาวิชา: วิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงาน 6) Sales Engineer สำหรับคนที่เรียนจบวิศวะแต่ไม่ได้อยากทำโรงงานหรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสายพานอุตสาหกรรมการผลิต ตำแหน่ง Sales Engineer ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกโดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายสินค้า/ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่จบมา เนื่องจากบางอย่างจำเป็นต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น การจะขายเทคโนโลยีด้าน Automation ก็ต้องมีความเข้าใจระบบโรงงานเพื่อนำเสนอสินค้าว่ามีจุดเด่นอะไร เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในด้านไหน สาขาวิชา: วิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงาน 7) Structural Engineer (วิศวกรโครงสร้าง) มีหน้าที่วิเคราะห์ อ่านแปลน ออกแบบและปรับปรุงโครงสร้างอาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ ยานพาหนะ อาศัยทักษะการคำนวณขั้นสูง มีความละเอียดรอบคอบในระดับสูงสุด โดยทำงานร่วมกับวิศวกรจากสาขาอื่นๆ ให้การออกแบบราบรื่นและมีความปลอดภัยต่อการใช้งานมากที่สุด สาขาวิชา: วิศวกรรมโยธา (Civil Engineer) 8) Site Engineer/ Project Engineer ศึกษาแบบแปลนเพื่อวางแผนควบคุมงานก่อสร้างกำกับดูแลไซต์งาน จัดการทรัพยากร บริหารงบประมาณ ดำเนินการก่อสร้างให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดและตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ สาขาวิชา: วิศวกรรมโยธา (Civil Engineer) ค้นหาตำแหน่งงานสายวิศวะ (Engineering Jobs) เริ่มต้นฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ~タイで働く編~ タイ人の気質、働き方 ~タイで働く編~ タイ人の気質、働き方 タイで働くきっかけは様々だと思いますが、国柄や人柄が好きになりタイでの就職を考える人も 増えてきているのではないでしょうか。 「微笑みの国」と言われているくらいで、実際観光等をしていると笑いかけてくれたり、 親切にしてくれたり、気さくに接してくれるタイ人は多いと思います。 それらに魅力を感じてこの国で働いてみたいと思う人もいるでしょう。 ただし実際一緒に働き、同僚・上司・部下の関係になった場合、より深い付き合いになっていくことになると思います。 育った国や環境が違うと考え方や価値観に差がでるため、タイで働くにあたって、まず彼らの仕事に対する考え方や働き方、 気質等を知っておくと良いかもしれません。   ・仕事に対する考え方 もちろんタイ人であっても考え方は人それぞれです。 ただ、一般的には「仕事は私生活を支えるもの」と考えており、私生活に影響が出ると感じた場合は転職を考える方が多いです。 あくまでも私生活が最優先で仕事はその次です。   ・働き方 基本的にみんなで楽しく仕事をしようという考えです。 私生活重視のため遅刻は度々ありますし、体調が優れなければ病欠をし、お昼休憩も長めだったりします。 日系企業でこれらを何度か行うと規則で減給されたり昇進に影響が出るかもしれませんが、 それでもタイ人の割合が多いところですと、こういった面は多少容認されることもあります。 これだけですと、仕事に対する価値観が日本とかなり異なり戸惑うかもしれませんが、 接し方次第でもしかしたら日本より働きやすい環境で仕事ができるかもしれません。 それではどのような接し方や環境だと円滑に進むのかをいくつかご紹介します。   ・タイ人の気質 まずタイ人は基本的に褒めて伸びるタイプの人が多いです。 また、タイはメンツの社会でもあるので人前で怒られたり指摘されることを嫌います。 これらを踏まえて以下の様に接する・関わると良いでしょう。 人前で褒める 他の人の前で評価をされることで、モチベーションが上がる人は多いです。 小さなことでも成果が出た場合は評価を言葉にし、たまにお菓子だったりをあげたりするのもいいかもしれません。 ただし調子に乗りやすい人もいるため、手あたり次第褒めるのは控えましょう。 人前で怒らない 逆にやってはいけないのが怒ることです。 プライドを傷つけられたと思うため、注意や指摘をする際はできるだけ穏やかに対応しましょう。 場所も個室か人目のないところで対応するのをおすすめします。 雑談やコミュニケーションを取る タイ人が同僚の場合は積極的に雑談やコミュニケーションを取るように心がけましょう。 日本よりも人間関係で仕事のやりやすさが決まる傾向も多いので会話に参加したり、たまには自分から話題を振って他愛もない話をして親睦を深めると良いと思います。 上司や目上の人に敬意を示す 上司がタイ人の場合上下関係を大事にしましょう。 タイは目上の人を大事にし敬意を払うため、常に尊敬の態度を示す行動を心掛けることで、上司との関係もうまくいくはずです。   ・最後に タイ人はよく笑顔で「マイペンライ」(=大丈夫・気にしない)と口にするため楽観的で大らかな印象を持つ人も多いと思いますが、いくつか紹介したように実は繊細な方も多くいます。 ご紹介したのは一般的な例ではありますが、これらを踏まえて一緒に仕事をすれば日本よりも快適な職場となるかもしれません。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### สัมภาษณ์งานไม่ผ่าน เพราะพยายาม “ปิดบังข้อเสีย” ของตัวเองมากเกินไป ในมุมมองทั่วไปการสัมภาษณ์งานคือการที่องค์กร (นายจ้าง) และผู้สมัคร (ลูกจ้าง) มานั่งพูดคุยทำความรู้จัก พร้อมหาข้อสรุปในแต่ละประเด็น ทั้งหน้าที่ ความคาดหวัง เป้าหมาย ตลอดจนผลตอบแทนก่อนจะตัดสินใจ “ไปต่อ” หรือควรพอแค่นี้ สำหรับข้อมูลที่ผู้สมัครต้องการจากการสัมภาษณ์หลักๆ คือ ตำแหน่งงานนี้ “ต้องทำอะไรบ้าง” รูปแบบการทำงานที่นี่เป็นอย่างไร คุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้นหลังจากนั้น มี Career path รองรับในระดับไหน ในส่วนขององค์กรอาจต่างไปเล็กน้อยซึ่งมีเนื้อหาสาระหลักๆ อยู่ 4 ด้านด้วยกัน ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ “บุคลิกนิสัย” สไตล์เข้ากับองค์กรได้ มีความมุ่งมั่นและแพชชันที่น่าสนใจ จะเป็นการตัดสินใจที่ “คุ้มค่า” ในอนาคต เมื่อเข้าใจเป้าหมายที่องค์กรมองหาแล้วผู้สมัครก็จะใช้เวลาเตรียมตัวได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายคนสัมภาษณ์งานไม่ผ่านอยู่บ่อยๆ ก็คือการตั้งเป้าเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะพยายามปิดบังตำหนิหรือข้อเสียของตัวเอง เพราะเชื่อว่ายิ่ง “ไร้ที่ติ” ก็จะยิ่งมีโอกาสได้งานสูง ยกตัวอย่าง เมื่อองค์กรอยากรู้จักผู้สมัครมากขึ้นก็อาจใช้คำถามที่ให้บอกเล่าเกี่ยวกับความผิดพลาด เช่น “พูดถึงงานที่ทำแล้วผิดพลาดให้ฟังหน่อย” กลุ่มคนที่ยึดคติว่าต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้น ก็จะพยายามเลี่ยงการเปิดเผยจุดอ่อน และเบี่ยงประเด็นไปพูดถึงเรื่องอื่นแทน “ไม่เคยมีประวัติทำงานแล้วผิดพลาด เพราะมีการเช็กความเรียบร้อยก่อนเสมอ” ถ้าลองเอาตัวเองไปนั่งอยู่ในสถานการณ์นั้น ก็จะพบว่าเราไม่อยากจะเชื่อคำตอบในเชิงนี้สักเท่าไร เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะไม่เคยทำพลาดเลย และเมื่อคำตอบที่เลือกใช้เพื่อ “สร้างเครดิต” กลายเป็นการ “ดิสเครดิต” ให้ตัวเองดูไม่น่าเชื่อถือ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ไปไกล ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนกลับไปที่เป้าหมายการสัมภาษณ์ขององค์กรข้อที่ 4 คือการพิจารณาว่า “คุ้มค่า” ต่ออนาคตหรือไม่ แสดงว่าเกณฑ์การคัดเลือกจะไม่ใช่แค่ทำงานตอนนี้ได้ดี แต่ต้องมีพื้นที่ให้พัฒนาสำหรับอนาคตขององค์กรด้วย ดังนั้นการพยายามปกปิดข้อผิดพลาดในอดีต จึงเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่องค์กรมองหา อย่าง Growth Mindset ที่เป็นคุณสมบัติพื้นฐาน ทำให้เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ กล้าออกนอกกรอบ และมอง “ความล้มเหลว” เป็นขั้นบันไดของความสำเร็จ การที่ใครสักคนจะมีตำหนิบ้าง ไม่ใช่อาชญากรรมเลวร้าย เพราะองค์กรเองก็อยากทำความเข้าใจตัวตนของผู้สมัครให้มากขึ้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการมีข้อเสีย หรือความผิดพลาดคือความกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียนรู้เพื่อก้าวข้ามกำแพงเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าทุกปัญหาควรถูกขุดขึ้นมาพูดถึง กุญแจสำคัญอันดับแรกคือเลือกจากสิ่งที่กำลังพัฒนาหรือแก้ไขแล้ว โดยไม่ใช่จุดอ่อนที่ “แก้ยาก” จนมองไม่เห็นหนทาง และถ้าให้ดีที่สุดคือใช้สิ่งที่เคยเป็นปัญหาจริงๆ แต่ปัจจุบันสามารถเอาชนะได้จนกลายเป็น “จุดเด่น” ในที่สุด ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ อ่านบทความเสริมทักษะการสัมภาษณ์งาน: รู้จักสไตล์และจุดเด่นตัวเองให้มากขึ้น ผ่าน 4 รูปแบบหลักของการสัมภาษณ์งาน กฎ 3 ข้อในการแสดงทักษะ "การทำงานเป็นทีม" ระหว่างสัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/dijT6 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สรุปประเด็น Future of Recruitment จากงาน CHRO & HR Director Forum การสรรหาพนักงานในปัจจุบันมีความแตกต่างจากในอดีต ทั้งในมุมมองของการแข่งขันระหว่างองค์กรและความท้าทายที่ยกระดับความเข้มข้นขึ้นอย่างมาก มีตำแหน่งงานมากมายที่ยังอยู่ในสถานะ “ว่าง” เนื่องจากยังไม่ประสบความสำเร็จในการสรรหาบุคลากร ส่งผลให้วิธีการแบบเดิมๆ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป หลายองค์กรจึงต้องวางแผนมองหากระบวนการสรรหาพนักงานด้วยกลยุทธ์ใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพและสร้างแรงดึงดูดได้มากขึ้น Reeracoen Thailand ได้มีโอกาสเข้าร่วมเสวนาสุด Exclusive ในงาน CHRO & HR Director Forum กับหัวข้อ Future of Recruitment ที่จัดขึ้นโดย HREX.Asia ซึ่งมีทีมวิทยากรมากประสบการณ์ถึง 6 ท่าน มาแบ่งปันความคิดเห็น ตลอดจนวิธีพัฒนากระบวนการสรรหาพนักงาน มีทั้งกลยุทธ์ และเครื่องมือที่สำคัญต่อการปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ดังนี้ 1) คุณวรวัจน์ สุวคนธ์ CPO จาก Siam Commercial Bank (SCB) กล่าวว่ารูปแบบธุรกิจของธนาคารในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ต้องเน้นการจ้างพนักงานจำนวนเยอะๆ เพื่อรองรับการขยายสาขาทำให้บางครั้งการพิจารณาคุณสมบัติอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ด้วยโลกที่เปลี่ยนไปเป็น Digital Transformation แบบปัจจุบันที่อาศัยเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในธุรกิจธนาคารหลายด้าน ทำให้สามารถลดจำนวนการจ้างงานได้มากกว่าครึ่ง กลยุทธ์สำคัญคือการสรรหาที่ “เฉพาะเจาะจง” มากขึ้นด้วยการเข้าไปจับกลุ่มคนที่มีศักยภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น เจาะเข้าไปยังสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นมัธยม พยายามสร้างความผูกพันธ์กับองค์กรตั้งแต่อายุยังน้อยและให้การสนับสนุนคนที่มีความสนใจในงานด้านนี้อย่างจริงจัง นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อเป็น Top of mind เมื่อคนกลุ่มนี้พร้อมเข้าสู่ตลาดงานหลังจากสำเร็จการศึกษา ยังได้เรื่องของการบอกต่อระหว่างรุ่นพี่ สู่รุ่นน้องซึ่งสร้างความมั่นคงให้องค์กรในแง่ของทรัพยากรบุคคลอย่างยั่งยืน 2) คุณเมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ Chief Executive Officer จาก BASE Playhouse ได้แบ่งปันความคิดเห็นในมุมมองของบริษัท Start-up ที่มีพนักงานราว 60 คน และข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า คนทำงานรุ่นใหม่ในปัจจุบันซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนโลกในอนาคตมักจะให้ความสำคัญกับ Impact จากการทำงาน ต้องการที่จะเห็นผลลัพธ์ และคุณค่าของสิ่งที่ทำ อยากรู้ว่าตัวเองสำคัญอย่างไร สามารถสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง ดังนั้นองค์กรที่จะเป็นเป้าหมายจึงต้องมีลักษณะแนวคิดในทางเดียวกัน คือกล้าคิดนอกกรอบ มองหาแนวทางใหม่ สร้างนวัตกรรมที่ท้าทายกรอบเดิมๆ ในขณะที่มีความเข้าใจวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของโลกในปัจจุบัน ทั้งรูปแบบการทำงานที่ควรมีความยืดหยุ่น มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน สำหรับตัวคุณเมธวินเองมองว่ากระบวนการสรรหาพนักงานในปัจจุบันควรลองคิดใหม่ โดยใช้โมเดลรูปแบบ Skill-Based Hiring ที่แม้เทคโนโลยีต่างๆ กำลังมาและทักษะเชิง Technical เป็นที่ต้องการมากขึ้น แต่สิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ Soft skills คนทำงานยุคนี้ต้องหลักการคิดวิเคราะห์ที่ดี (Cognitive Thinking) รู้จักใช้ข้อมูลเชิงลึกขับเคลื่อนการทำงานให้เข้ากับโลกยุคใหม่ 3) คุณณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร Chief Business Resources ด้าน Human Resources บริษัทสยามพิวรรธน์ มองว่าปัญหาสำคัญขององค์กรก็คือการแข่งขันเพื่อ “แย่งชิงคนเก่ง” โดยเฉพาะเมื่อ “สเปค” ของกลุ่มเป้าหมายตรงกันกับบริษัทใหญ่ กลยุทธ์จึงเป็นการสร้างความแตกต่างด้าน “ความคิด” โดยปลูกฝังความเชื่อเรื่องการปฏิวัติตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในกรณีของคุณณัฐวุฒิพบว่า คนมักจะรู้จักสินค้าอย่าง Siam Paragon มากกว่าชื่อบริษัทที่เป็นต้นสังกัดอย่าง “สยามพิวรรธน์” ทำให้ 2-3 ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการสร้าง Branding องค์กรให้แข็งแรง สร้างความรู้สึกร่วมว่าการทำงานกับสยามพิวรรธน์จะมอบอะไรให้กับพวกเขา ซึ่งในที่นี้ก็คือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในฐานะ Global Destination ในไทย เป้าหมายสำคัญที่คุณณัฐวุฒิได้ฝากไว้ในงานคือการที่องค์กรขนาดเล็ก ควรทำให้คนรู้จักในฐานะองค์กร ไม่ใช่แค่ด้านสินค้า หรือบริการเพียงอย่างเดียว และต้องมีการออกแบบประสบการณ์ของผู้สมัครที่น่าประทับใจเพราะ People Brand ก็สำคัญไม่แพ้ Corporate Brand 4) คุณบุญชู มัลโฮตรา Country Director จากบริษัท HONO.AI เล่าให้ฟังว่าการเติบโตของ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการสรรหาพนักงานไปอย่างชัดเจน เริ่มจากกลยุทธ์ Skill-Based Hiring ที่เมื่อผู้สมัครส่งประวัติเข้ามาแล้วก็จะได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลือกตำแหน่งงานมากกว่าแค่ 1 อย่าง โดยอิงจากคุณสมบัติ และความเหมาะสมของทักษะที่มีเพื่อส่งเสริมการเติบโตและวาง Career Path ได้ตั้งแต่วันแรก องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหาพนักงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดภาระงานของ HR ในองค์กรให้น้อยลง ซึ่ง HONO.AI เองก็มีการใช้งานเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถจำแนกได้ว่าผู้สมัครแต่ละคนเหมาะกับงานแบบไหน อะไรคือปัญหาของกระบวนการสรรหาพนักงานในทุกวันนี้ ดร.สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในกระบวนการสรรหาพนักงานคือการออกแบบ “Journey ของผู้สมัคร” เนื่องจากหลายองค์กรมักจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และ “เวิ่นเว้อ” มากที่สุด ตั้งแต่การจัดตั้งทีมกรรมการผู้สัมภาษณ์ การกำหนดวันนัด จัดเตรียมเอกสารมากมาย กว่าจะปรึกษาหัวหน้า ส่งเรื่องไปถึงผู้บริหาร ก็ใช้เวลาไปกับขั้นตอนเหล่านี้ไม่รู้เท่าไรแล้ว และเมื่อผู้สมัครเมื่อเจอกับความวุ่นวาย มากพิธี ขั้นตอนเยอะก็อาจสูญเสียความประทับใจแรกที่มีต่อองค์กรไป จึงต้องรวบยอดขั้นตอนให้กระชับ รวดเร็วมากที่สุด ซึ่งเครื่องมือ AI สามารถเข้ามามีส่วนช่วยได้ค่อนข้างมาก อ้างอิงจากสถิติการใช้งาน HR Solution จาก PMAT ก็จะพบว่ามีการใช้บริการด้าน Recruitment มากถึง 70-80% อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะมีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมากในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของกระบวนการสรรหาพนักงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะในแต่ละองค์กรก็มีความท้าทายและเป้าหมายที่แตกต่างกันและ “ความเป็นมนุษย์” นั้นมีองค์ประกอบในแต่ละมิติที่ละเอียดอ่อนซึ่ง AI หรือเครื่องมือไหนๆ ก็ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: Reverse Mentoring คืออะไร สำคัญอย่างไรกับองค์กร #HREX #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Reverse Mentoring คืออะไร สำคัญกับการทำงานในองค์กรอย่างไร? ถ้าพูดถึงการสอนงานแล้ว ภาพแรกที่เรามักจะนึกถึงก็คือ “คนรุ่นเก่า” อย่างพนักงานอาวุโสหรือหัวหน้า เป็นฝ่ายให้คำแนะนำ สอนรุ่นน้องพนักงานใหม่ถึงวิธีการทำงาน การปฏิบัติตัว และแนวทางพัฒนาตัวเองด้วยประสบการณ์และความเก๋าที่ “ผ่านโลก” มาเยอะทำให้กลุ่มคนรุ่นเก่ามักจะได้วิชาที่อยู่นอกเหนือตำราเรียนซึ่งสามารถส่งต่อเป็นแนวทางให้กับคนรุ่นถัดไปได้ ซึ่งสมัยก่อนอาจมีไม่บ่อยนักที่รุ่นใหม่จะมีโอกาสเป็นฝ่ายสอนบางกลุ่มอาจยังติดกับคติที่ว่า “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” ทำให้คำแนะนำของเด็กรุ่นใหม่ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก แต่กับยุคใหม่แบบปัจจุบันที่โลกเปิดกว้างมากขึ้น การสอนงานจึงไม่ได้จำกัดแค่ “รุ่นก่อนสอนรุ่นใหม่” เสมอไป เรามักจะได้ยินคำว่า Generation gap ซึ่งเป็นนิยามของ “ความแตกต่างระหว่างวัย” ที่ทำให้ค่านิยม และชุดความคิดของคนแต่ละยุคต่างกัน โดยตัวอย่างในที่ทำงานที่น่าจะเห็นภาพชัดเจนก็คือทักษะเชิงเทคโนโลยีที่คนรุ่นใหม่อาจจะคุ้นเคยมากกว่า เมื่อองก์ความรู้อื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยหน้าที่ขององค์กรจึงต้องพยายามลดช่องว่างให้ได้มากที่สุด หนึ่งในวิธีการนั้นก็คือกลยุทธ์ Reverse Mentoring ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ก็เป็นฝ่ายให้คำแนะนำสมาชิกรุ่นเก๋าได้ อ้างอิงรายงาน Workplace Trends ของ Glassdoor ระบุว่าในช่วงต้นปี 2024 นี้คนรุ่นใหม่อย่าง Generation Z จะเป็นกลุ่มที่เข้ามา “ยึดครองโลกการทำงาน” แทนกลุ่ม Baby Boomers ที่ค่อยๆ ทยอยเกษียณจากไป แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างนั้นยังมีช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างยุคสมัยดังนั้นจึงต้องมีวิธีการสร้างกระดูกให้คนรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับพยายามปรับความเข้าใจของคนรุ่นก่อนให้ทั้งสองทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Reverse Mentoring จึงเป็นกลยุทธ์ลดช่องว่างของ Generation Gap ที่มีอยู่ในหลายองค์กร โดยปรับพื้นฐานความเข้าใจต่างๆ ให้ทำงานด้วยกันง่ายขึ้น พร้อมเสริมทักษะให้กันและกันผ่านการเรียนรู้ทั้งสองฝ่าย ได้แก่ บนลงล่าง (พนักงานอาวุโสสอนงานให้สมาชิกรุ่นใหม่) และล่างขึ้นบน (พนักงานใหม่ ช่วยเสริมทักษะใหม่ให้รุ่นพี่) เนื่องจากทั้งสอง Generation มีทักษะและความถนัดที่ต่างกัน อย่างคนรุ่นใหม่ก็อาจเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี หรือสื่อดิจิทัลมากกว่า มีความเข้าใจในเทรนด์ และวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่ ในขณะที่คนรุ่นเก่าก็มักจะมีประสบการณ์และความรู้นอกตำราที่สามารถถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องได้นำไปปรับใช้เช่นกัน ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: 5 นิสัยและการกระทำที่บ่งบอกว่าเราอาจกำลังกลายเป็น Toxic Boss กฎสามข้อในการโชว์ทักษะ "การทำงานเป็นทีม" ระหว่างสัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/nzBV8 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 5 นิสัยและการกระทำที่กำลังบอกว่าคุณกำลังจะกลายเป็น Toxic Boss จากการสำรวจโดย Randstad พบว่าสาเหตุที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออก หรือเริ่มคิดที่จะลาออกไม่ใช่เพราะต้องการ “หนีออกจากงาน” แต่เป็นเพราะอยากหนีออกจาก “หัวหน้างาน” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่มากถึง 60% สอดคล้องกับข้อมูลจาก DDI Frontline Leader Project ที่ 57% ของคนทำงานลาออกโดยมีสาเหตุเกิดจากหัวหน้า ความจริงแล้วปัญหาที่เกิดจากหัวหน้างานนับเป็นเรื่อง “คลาสสิก” ที่มีมาในทุกยุคทุกสมัย อย่างที่เรามักจะเห็นจากข่าว หรือบนสื่อออนไลน์ที่บรรดาลูกจ้าง พนักงานออกมาระบายความในใจบ่นถึงการทำงานร่วมกับหัวหน้าที่ไม่ค่อยจะน่ารัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะด้วยตำแหน่งและหน้าที่ทำให้คนรอบข้างอย่างลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานไม่กล้าให้ Feedback ข้อเสียของพวกเขาตรงๆ คนที่เป็นหัวหน้าจึงไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองผิดพลาดตรงไหนและง่ายต่อการกลายเป็น “ตัวร้าย” ของหลายๆ คน ดังนั้นการปฏิบัติตัว และวิธีการดูแลทีมของหัวหน้างานนับว่ามีผลต่อ “คุณภาพชีวิต” ของลูกน้องค่อนข้างมาก โดย 2023 นับเป็นปีที่ Well-being ในที่ทำงานตกต่ำลงและยังคงส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปี 2024 นี้ด้วย ในฐานะหัวหน้าที่ต้องมีส่วนดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของลูกทีมแม้จะไม่ค่อยได้รับ Feedback แง่ลบจากคนรอบข้าง ก็สามารถใช้วิธีการสังเกตจากการกระทำของตัวเอง เพราะการตัดสินใจทำบางอย่างที่คิดว่าดีต่องานส่วนรวมอาจกลายเป็นสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับสมาชิกจนมีภาพลักษณ์เป็นตัวร้ายในสายตาของคนอื่นๆ ได้ 1) ไม่เห็นลูกน้องเป็น ‘มนุษย์’ ข้อสังเกตง่ายๆ คือการที่มีแต่เรื่องงานอยู่ในสายตาและไม่มีอะไรบนโลกนี้จะสำคัญไปกว่านั้นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเจ็บป่วย เกิดเหตุฉุกเฉิน จำเป็นต้องลาด่วนก็จะไม่ได้รับอนุญาตหาก “งานยังไม่เสร็จ” ปัจจุบันมีหัวหน้ามากมายที่ล้มเหลวในส่วนนี้เนื่องจากบทบาทหน้าที่ ที่ต้องดูแลงานให้เรียบร้อย ทำให้บางครั้งลืมไปว่าบางอย่างก็อาจยืดหยุ่นได้และในความเป็นจริงชีวิตของลูกทีมไม่ได้มีแค่งาน แต่ยังมีมิติอื่นๆ ที่ต้องให้การดูแล เช่น ครอบครัวที่สำคัญยิ่งกว่า 2) ใช้คำพูดบั่นทอนความมั่นใจ ข้อสังเกตต่อมาคือวิธีการฟีดแบคหรือให้คำแนะนำลูกทีมในแต่ละครั้ง เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากผู้นำพูดคุยกับลูกทีมคือการส่งต่อ “พลังงาน” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบขึ้นอยู่กับวิธีการสื่อสาร คำพูด และวัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างกับการคอมเมนต์งาน แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด แต่ในรายละเอียดบางครั้งก็อาจพลาดได้ และบางคนใช้วิธี  “ตำหนิ” ให้พยายามมากขึ้น ซึ่งอาจจะดีในแง่ผลลัพธ์ของงานที่ได้ แต่ก็เป็นดาบสองคมที่แลกมากับความรู้สึกของผู้ฟัง ในขณะที่บางคนสามารถใช้คำพูดสร้างพลังบวก เช่น เทคนิค Build Break Build เพื่อชี้ข้อผิดพลาดและมอบกำลังใจให้ลูกน้องเชื่อว่าพวกเขาจะทำได้ดีขึ้น โดยให้ผลลัพธ์เหมือนกัน แต่ไม่ทำลายความรู้สึกใคร 3) วางตัวเป็นศูนย์กลางของทุกปัญหาในทีม หัวหน้าหลายคนมักจะเลือกรับจบปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง อาจเพราะมองว่าทำเองแล้วง่ายกว่า เร็วกว่า เห็นผลชัดกว่า และกันไม่ให้ภาระตกไปอยู่กับทีมที่น่าจะงานหนักกันอยู่แล้ว แม้ว่าจุดประสงค์จะเป็นความหวังดีต่อทีม แต่ข้อเสียของการเลือกรับผิดชอบด้วยตัวคนเดียว คือสมาชิกที่จะการมีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาและยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ จนทำให้หัวหน้ายังไม่กล้าเปิดใจรับฟังความเห็น ลองเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมมากขึ้นง่ายๆ แค่แชร์ปัญหาและถามความคิดเห็น ไม่แน่ว่าอาจได้ทางออกที่ดีขึ้นจากหลายไอเดีย แถมความสัมพันธ์ยังกระชับขึ้นด้วย 4) จุกจิกตลอดเวลา Micromanagement หรือเรียกง่ายๆ ว่าความจุกจิกของหัวหน้า เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนอยากลาออก โดยข้อมูลจาก Accountemps พบว่าจากพนักงาน 450 คน เกือบ 70% บอกว่าพวกเขารู้สึกหมดกำลังใจจะทำงานจากนิสัยความจุกจิกของผู้นำที่มากเกินไป แม้หน้าที่หัวหน้าขะต้องมั่นใจว่างานราบรื่นและไม่มีปัญหา โดยเฉพาะกับ Hybrid Working ที่ลูกทีมกระจายทำงานอยุ่บ้าน และไม่ได้อยู่ใกล้ ทำให้ง่ายที่จะเกิดความกังวลเป็นพิเศษ จึงต้องพยายามหาวิธีต่างๆ มาทดแทน เช่น เช็กงานบ่อยขึ้น คาดหวังให้ลูกทีมตอบสนองได้ทันที ไปจนถึงให้เปิดกล้องตลอดเวลา ถึงจะทำไปด้วยความหวังดีต่องานก็ตาม แต่การกระทำที่เกิดจากความกังวลเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความกดดัน ยังทำให้พนักงานคิดว่าไม่ได้รับความเชื่อใจอีกด้วย 5) เสียเวลาไปกับการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความจริงแล้วการประชุมเป็นเครื่องมือที่สำคัญกับ “ทุกคน” เพื่อให้ทีมเข้าใจเป้าหมายตรงกัน รวมถึงแชร์ข้อมูลหรือหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ อย่างลงตัว อย่างไรก็ตาม บางประชุมกลับให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม กลายเป็นสาเหตุให้คนในทีมรู้สึก “เหนื่อยใจ” แทนที่จะได้เอาเวลาไปทำงานอย่างเต็มที่กลับต้องมาอยู่ในประชุมที่กินเวลายาวนาน แถมไม่ได้ข้อสรุปหรือเนื้อหาสาระสำคัญใดๆ ทำให้หลายบริษัทเริ่มปรับกลยุทธ์การประชุม เช่น ลดจำนวน หรือจำกัดเวลาสั้นลงให้พนักงานได้มีเวลาไปโฟกัสกับงานอย่างเต็มที่ เราเข้าใจดีว่าไม่มีใครอยากเป็น “ตัวร้าย” สำหรับคนรอบข้าง เพียงแต่บางครั้งด้วยสถานการณ์และหน้าที่ที่บังคับให้ต้องเลือกตัดสินใจทำบางอย่าง และทุกการกระทำย่อมมีคนที่ได้รับผลกระทบถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องค้นหาสไตล์ความเป็นผู้นำที่เหมาะสมกับตัวเอง และกับทีมให้ได้มากที่สุด ค้นหาสไตล์ความเป็นผู้นำที่เหมาะกับตัวคุณได้ที่: ได้เวลาสำรวจตัวเอง ผู้นำแบบไหนที่ใช่คุณ? ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ แปลและเรียบเรียงจาก: https://shorturl.at/krtG0 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/emY15 https://shorturl.at/dilH9 https://shorturl.at/ILOWZ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### タイの旧正月「ソンクラーン」 タイの旧正月「ソンクラーン」 ソンクラーンとはタイの旧正月の事で日本語だと「水かけ祭り」で知られており、タイ以外ですと近隣国の ラオスやカンボジア、ミャンマー等でも行われている行事です。 タイに興味のある方は一度は聞いた事がある行事だと思いますが、どのような意味があるのか、 実際なにをするのか等知らない事もまだ多いのではないでしょうか。 ここではその「ソンクラーン」について少し紹介をしていきたいと思います。   ・「ソンクラーン」の意味 「ソンクラーン」とはサンスクリット語で移動、移るという意味です。 これは「新しい年に移動する、移る」というまさに旧「正月」を表す言葉ですね。   ・期間 毎年4月13日から15日の3日間がソンクラーン期間となり、タイの祝日にも定められています。 3日間のうち、最後の15日が元旦にあたるとされています。 多くのタイ人はこの期間中に長期休暇を取り、県外に実家がある人はほとんどが帰省します。   ・本来の「ソンクラーン」 今となっては「ソンクラーン」=「水かけ祭り」であり、友達や他の人と街中で水を掛け合って楽しく過ごす日の イメージが強いと思います。 しかし、本来は両親や祖父母を敬い、彼らの両手に聖水を注ぎ、花飾り(プアンマーライ)等を贈ることが メインとされています。   その他ソンクラーン期間中の3日間では以下の事をしています。 朝に僧侶に対してお布施をする 新年を迎えるために家の掃除をする(これは日本でいう「大晦日に備えた大掃除」に似ているかもしれませんね) そもそも4月は真夏日でもあるため、猛暑を和らげるために14日に終日水かけを行う お寺に向かい砂のお城をつくる(これは昔からの習慣で「境内の砂が帰宅する参拝後の人達の靴について運び出されること防ぐため」に行われており、同時に「徳を積む」という意味もあります) 魚や鳥を放つ儀式を行い徳を積む 等   ・現在のソンクラーン 近年では本来の「両親や祖父母を敬い、彼らの両手に聖水を注ぐ」儀式にあまりフォーカスが行かなくなり、 皆さんがよく知る「猛暑を和らげるための水かけ」をすることがメインとなっています。 タイ人の中ではまだソンクラーンの期間に何らかの形で「両親を敬う」儀式をする人はたくさんいますが、 水かけは一種のイベントと化している風習さえあります。 コロナ前は大通りを封鎖して消防車で放水する通りもありましたが、過激な行動をとる人が増えた事やコロナに直面したことも相まって現在はそこまでしているところはないに等しいでしょう。 しかし、去年から徐々に(前ほど過激ではないですが)元の水かけイベントができるようになって、 旧正月っぽい楽しい雰囲気が戻っていると感じています。   ・ソンクラーン期間中の注意点 企業に勤めている方はもしかしたらソンクラーン期間中に出勤をしなければいけない場合もありますよね。 出勤時の朝から水かけする人はほとんどいませんが、午後や夕方以降は帰り道で水をかけられるかもしれません。 本当にかけられたくない人は念のためこの期間中はタクシーで自宅まで帰るか、かけられそうになったら強く否定しましょう。 ただし、この期間中に外に出ることはすでに「濡れる」ということを覚悟しておいた方が良いでしょう。 また、ラフな格好をして水かけをしている人(かける準備をしている人)の前を通るとほぼ確実に水をかけられます。 新年を祝う行事の一種でタイ人も楽しく水かけをしているので、かけられた際は怒らずに笑顔で 「サワディー・ピー・マイ」(新年おめでとう)と言える余裕を持ちましょう。   バンコクですとシーロムやカオサン通り、県外ですとパタヤ等でも行われる水かけが有名ですが、 各ソイ(路地)でもご近所同士でやっていたり、通りかかる人にかけたりとタイ全土がお祭り気分で活気にあふれる期間となります。 この期間中にタイに滞在されている方は是非一度味わってみるのも良いと思いますし、 一緒に水かけを楽しむのもまた一興だと思います。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### จบปริญญาตรีแล้วไปไหน? ระหว่างเก็บประสบการณ์ทำงาน หรือเรียนต่อปริญญาโท ขณะกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาตรีเคยสงสัยกันไหมว่า “ถ้าเรียนจบแล้วจะเอาไงต่อดี” สถานีถัดไปควรเอาวิชาที่ได้มาไปลองหางานทำก่อนหรือรอป้ายหน้า อย่างการข้ามไปเรียนปริญญาโท เพราะมุมมองทั่วไปในอดีตมักจะคิดว่าการจบปริญญาตรีคือสถานีสุดท้ายของ ‘ชีวิตวัยเรียน’ ซึ่งเพียงพอต่อการเริ่มต้นหางานดีๆ ให้กับตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นในปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มอง ‘ชีวิตวัยทำงาน’ เป็นสถานีถัดไปหลังเรียนจบ แต่เลือกลงทุนซื้อวิชาเพิ่มขึ้นในระดับปริญญาโท เนื่องจากค่านิยมปัจจุบันที่มองว่าปริญญาตรีอาจไม่เพียงพอต่อการประสบความสำเร็จอีกต่อไป ทั้งสองตัวเลือกถือว่ามีข้อดี - ข้อเสียและเหตุผลประกอบการตัดสินใจแตกต่างกัน เริ่มต้นทำงานทันที คนที่เรียนจบปริญญาตรีมาแล้วเริ่มงานได้ทันที อาจเป็นเพราะ ‘ค้นพบตัวเอง’ มาตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้รู้เป้าหมายว่าอยากเป็นอะไรมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นหลังเรียนจบแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดงานทันทีก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะเริ่มได้เร็วกว่าคนอื่น และสามารถใช้ความรู้ที่จบมาร้อนๆ ได้อย่างเต็มที่ จากนั้นค่อยคิดเรื่องเรียนต่อปริญญาโทก็ยังไม่สาย บางคนสามารถพัฒนาตัวเองได้จากการลงมือทำงานจริง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมเราควรลองทำงานก่อนเพราะบางอย่างที่คิดว่าไม่ชอบ ก็อาจเปลี่ยนไปหลังจากได้ทำ นอกจากนี้การมีประสบการณ์ทำงานยังช่วยให้เราตัดสินใจเลือกสาขาวิชาที่จะเรียนต่อได้อย่างตรงจุด เพราะประสบการณ์งานจะชี้ให้เห็นช่องทางของตัวเอง อีกหนึ่งจุดเด่นของการเรียนปริญญาโทคือการนำ Case study ต่างๆ มาประยุกต์ใช้พัฒนากับการทำงานเดิมที่เคยทำอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องไปลองผิดลองถูกเอง และก้าวหน้าได้เร็วขึ้นนั่นเอง ขอเรียนต่อเก็บเลเวลให้มากขึ้น สำหรับบัณฑิตที่เลือกไปศึกษาต่อปริญญาโท อาจเพราะยังไม่ค้นพบเป้าหมายชัดเจนแบบกลุ่มแรกหรือรู้ตัวว่าไม่ได้อยากจบมาทำงานในสายที่เรียน จึงอยากใช้วิธีไปเรียนต่อเพื่อเปลี่ยนสายงานก็จะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อมีวุฒิการศึกษาเป็นใบรับรอง และการที่เราคุ้นเคยกับชีวิตการทำงานไปแล้วอาจจะปรับตัวได้ยากเมื่อต้องกลับมาอยู่ในวัยเรียนอีกครั้ง ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่มีเป้าหมายในใจที่อยากเรียนต่อให้จบแล้วกลับมาหางานทำทีเดียว แถมอาจมีโอกาสได้งานในตำแหน่งสูงๆ มากกว่าคนทั่วไปด้วย วุฒิการศึกษาในระดับสูงสามารถใช้เรียกเงินเดือนจากบริษัทได้เยอะขึ้นจริงไหม? ข้อมูลอ้างอิงในสหรัฐฯ จาก U.S. Bureau of Labor Statistics พบว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาโท มักจะได้รับฐานเงินเดือนเฉลี่ยสูงขึ้นราว 20% ในส่วนของยุโรปเองก็มีข้อมูลรายงานตัวเลขเงินเดือนเพิ่มขึ้นจากวุฒิศึกษาระดับสูง โดยอ้างอิง 5 อันดับแรกจาก European Statistical Office (Eurostat) ดังนี้ อิตาลี +53% เบลเยียม +47% ฝรั่งเศส +45% ออสเตรีย +41% ฟินแลนด์ +40% และประเทศที่เหลือ +24% โดยเฉลี่ย ถ้าใช้ตรรกะที่เข้าใจง่ายๆ เมื่อลงทุนใช้เงินกับเวลาเรียนเยอะกว่า ผลลัพธ์ก็ควรได้เงินเดือนและความมั่นคงทางการงานที่มากขึ้นเช่นกัน สรุป แม้ว่าหลักสูตรปริญญาโทจะเป็นการเรียนรู้ในศาสตร์เฉพาะทางที่ลึกซึ้ง ซึ่งช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาก่อนลงสนามจริงได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การคัดเลือกของบางสาขาวิชาจำเป็นต้องมี “ประสบการณ์ทำงาน” ถึงจะลงสมัครเรียนต่อได้ เช่น หลักสูตร MBA ที่ส่วนใหญ่ผู้เรียนจะต้องผ่านงานมาอย่างน้อย 2 ปีจะได้มีประสบการณ์ไว้ใช้ผสมผสานกับเนื้อหาในห้องเรียน สำหรับคนที่ใจเทไปฝั่งอยากเรียนต่อปริญญาโทก็ต้องอ่านรายละเอียดและเกณฑ์การรับสมัครของแต่ละสถาบันให้ดีๆ ส่วนใครที่ไฟเริ่มลุกโชน อยากเอาความรู้ที่ได้จากการศึกษามาปะทะกับชีวิตการทำงาน เริ่มต้นที่ฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand พร้อมค้นหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/abj23 https://shorturl.at/dzBKW #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Bachelor #Career #AcademicSkill ### 5 ทักษะงานสาย IT ที่นายจ้างกำลังต้องการในปี 2024 เทคโนโลยี คือสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงพลังและมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในอัตราที่รวดเร็วมากๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ "โทรศัพท์มือถือ" ที่มีรุ่นใหม่ออกมาให้ได้ตามซื้อกันทุกๆ ปี แน่นอนคำว่า ‘ของใหม่’ ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นจากอากาศ เพราะเครดิตทั้งหมดต้องยกให้กับทีมงานเบื้องหลังอย่าง Programmer, Software Engineer, Developer และบุคคลที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม IT ทั้งหลายที่ทุ่มเทพัฒนาโปรแกรมและซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งการจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างในปัจจุบันก็จำเป็นต้องอาศัย ‘ชุดทักษะ’ ที่เหมาะสม ข้อมูลการจ้างงานจากบริษัท Magnit พบ 5 ทักษะการทำงานสาย IT ที่นายจ้างกำลังตามหาในปี 2024 1) Microsoft Azure Microsoft Azure คือบริการ Cloud Computing ที่มีรูปแบบเป็นการเช่าใช้งานเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีฟังก์ชันที่หลากหลายให้เลือกใช้กว่า 100 บริการ เช่น เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ให้บริการเน็ตเวิร์ก จัดการแอปพลิเคชัน พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งข้อดีของระบบ “คลาวด์” คือการลดปัญหายุ่งยาก ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ที่อาจเสี่ยงต่อการชำรุด หรือสูญหายได้ จึงสามารถปรับโครงสร้างด้านงานไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น 2) Analytical Skills หลักการทำงานของทักษะคิดวิเคราะห์คือการรวบรวม และตีความข้อมูลที่มีปริมาณมาก สำหรับนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจขั้นต่อไป ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติสำคัญของทุกสายงาน และเป็นรากฐานแนวคิดแบบ Growth Mindset ที่ช่วยเปิดโอกาสพัฒนาตัวเองจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ พร้อมปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถใช้ประเมินหาข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ 3) AWS (Amazon Web Services) เป็นบริการด้านงาน IT บนระบบคลาวด์ (Cloud Computing) ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีเครื่องมือให้เลือกใช้งานมากกว่า 200 รูปแบบคล้ายกับ Microsoft Azure ที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น แต่มีความแตกต่างในแง่ของราคา ความยืดหยุ่น และการใช้งาน สามารถใช้ครอบคลุมงาน IT ได้ทุกประเภท ตั้งแต่การให้บริการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน บริการ Server เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล และอื่นๆ 4) Jira Jira เป็นหนึ่งในเครื่องมือติดตามสถานะการทำงานหรือ Task Management Software เพื่อช่วยด้านการบริหารทีม และกระจายงานกันง่ายขึ้น เพราะงานด้าน IT อาจมีรายละเอียดที่ต้องอัปเดตกันอยู่เสมอ ทำให้ต้องมี ‘พื้นที่ตรงกลาง’ ที่สามารถเช็กความคืบหน้าได้ ซึ่งแต่ละคนจะรู้หน้าที่ที่ชัดเจน แก้ปัญหาสั่งงานแล้วไม่คืบหน้า 5) Cybersecurity สถิติในปี 2023 ที่ผ่านมาพบค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายจากการถูกเจาะข้อมูลต่อครั้งอยู่ที่ 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นโดยเฉพาะยุคปัจจุบัน เมื่อธุรกิจปรับตัวสู่ Hybrid working ที่เน้น ‘ทางไกล’ มากขึ้น โดยพนักงานสามารถทำงานร่วมกันบนระบบคลาวด์จากที่บ้าน ความเสี่ยงที่ ‘ข้อมูลสำคัญ’ จะรั่วไหลจึงง่ายขึ้นด้วย องค์กรจึงต้องเพิ่มมาตรการและพยายามหนักขึ้นเพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจเจอกับภัยคุกคามภายนอก ฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ชี้เป้า 20 สายงานกำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุดในปี 2024 8 ทักษะสร้างงาน พร้อมฐานรายได้สูง อ้างอิงจาก: https://shorturl.at/lpwDU แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/deqw7 https://shorturl.at/eqyH4 https://shorturl.at/dmptz #ReeracoenThailand #ReeracoenRecruitment #Career #TechIndustry #Skills #IT ### 海外移住にかかる初期費用と流れについて 海外移住にかかる初期費用と流れについて 海外で働いてみたいけれど、どれくらいの費用が掛かるかの予想が難しいと思っている方は多いのでは ないでしょうか。 今回は大まかではありますが、タイで就職・転職を考えている方向けに、実際に移住する際に掛かるであろう費用や 流れをまとめてみました。   ・渡航費 日本からタイの渡航券は航空会社や時期にもよりますが、LCCで渡航をする場合10,000バーツ前後から 予約することも可能です。 現地採用の場合は渡航の際の交通費は自己負担となるケースがほとんどです。   ・ビザ タイで就職・転職をするのであればまずはビザの取得が必要になります。 就職や転職が目的で一時的にタイにいる場合は就労ビザ(Non-Immigration B/IB (就労/ワーキング) ※90日間滞在用のシングルビザ)を取得し入社後に更新をします。 会社によって異なりますが、就労ビザの申請にかかる費用は企業が負担をする場合が多いです。 企業負担の場合は、タイへ渡航する前に日本で事前にビザを取得する必要があるため、 ビザの取得にかかる費用(おおよそ2,500バーツ)は入社後に実費精算となります。   ・住居 タイでの物件探し これは日本と同じく方法は色々ありますが、タイに来たことがない方や、土地勘がない方は不動産屋を利用すると良いでしょう。 日系の不動産屋も多くあり、そういったところですと日本語対応可能で、オンラインで内見を行うサービスも あるため、日本にいながらも物件を探すことができます。 タイの不動産屋もありますので、そちらを利用すれば賃料が多少安くなるかもしれませんが、言語の問題や多くのところでは現地での内見のみのため、実物を確認できないまま決めなくてはいけないことが多いです。 その他ですと入社先の企業が提携している不動産屋があったり、物件を紹介してくれるケースもあるため、 面接の際や内定が決まった際に一度確認してみるのも良いでしょう。   引っ越し費用 住居が決まったら次は引っ越しですね。 今回は日本から引っ越すことを想定してご紹介していきます。 日本からの引っ越しですと、有名なところで「日本通運」や「クロネコヤマト」等があり、費用の目安としては ダンボール10箱から15箱で約10万円から13万円程度で考えると良いでしょう。 ほとんどが船便での運送のため、業者と日程を確認しながら余裕をもって手続きを行う事をおすすめします。 ただしタイではほとんどの物件で電化製品や大型家具が備え付けのため、新たに購入・郵送する必要はないです。 そのためよほど荷物がある方や家族で移住する方以外は、キャリーバッグのみで十分ではないかと思います。 もし足りない家具や電化製品があった際は現地調達すると良いでしょう。 注意点:日本で購入・持ち込む電化製品は電圧が異なるためタイで使用できない場合もあります。   賃料・入居費 バンコクでの家賃相場は中心地に近いと大体20,000バーツ前後で、部屋やコンドミニアムの設備が 充実しているところに住めるでしょう。 入居費として最初の月は1ヶ月分の家賃と、家賃2か月分のデポジットを支払う必要があるところがほとんどです。   ・生活費 1ヶ月の生活費の目安としておよそ20,000バーツを見積もっておくと良いでしょう。 内訳としましては食費が12,000バーツ、光熱費と交通費が3,000バーツで残り5,000バーツは その他(携帯料金や交際費等)に割り当てるイメージです。 タイ料理は安くておいしいものがたくさんあるため、日本料理・外食を控えてタイ料理や自炊をメインにすると、更に食費を抑えられるかもしれません。   ・その他の費用 Wi-Fi 物件の設備のひとつに含まれている場合が多いです。 もし含まれていなかった場合は家主や仲介業者に連絡をし、取り付けてもらうよう交渉しましょう。(その場合追加でインターネット料金を払う必要がありますが、毎月600バーツ程から利用できるプランもあります。) 中には自分で通信会社と契約をするよう言われる場合もあります。 その場合はTrue、AISといったタイの通信会社へ直接問い合わせましょう。 ※賃貸の場合は基本的に家主や仲介人を通して要望を伝えてください。 (例:クーラーの洗浄やテレビが故障した際等)   メイド 一人暮らしをされる方で家事まで行き届かない方等におすすめなメイドサービスがタイでは充実しています。 メイドを雇って家事代行をしてもらう事の多いタイでは、勤務時間や依頼内容にもよりますが、 月に3,000バーツ程度から雇うこともできます。 一番信頼できるのは知り合いの紹介や、勤務先の前任者から引き継ぐ等ありますが、日系の情報サイトや日本人向けのフリーペーパーから問い合わせてみるのも良いでしょう。   ・初期費用まとめ 実際これらをまとめるといくらほどかかるのでしょうか、簡単にまとめてみた表をご覧ください。 単身で移住、面接はオンラインで行い、物件探しもオンラインで行うことを想定した場合: 渡航費 10,000THB 就労ビザ取得費 2,500THB 入居費 54,000THB(家賃想定 18,000THB×3か月) 1か月分の生活費 20,000THB(通信費、電気水代混み) 合計86,500THB = 360,500円(2024年2月時点)   以上、これからタイ・バンコクに移住を考えている方のご参考になればと思います。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### Retention Bonus กลยุทธ์ซื้อใจให้พนักงานอยากอยู่ต่อ อีกแค่ 2 วันก็จะหมดเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ก่อนอื่นขอใช้โอกาสนี้แสดงความยินดีกับ “โบนัสก้อนโต” ที่เพื่อนๆ น่าจะได้รับกันเป็นรางวัลแห่งความทุ่มเท แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากโบนัสจะเป็นเป้าหมายของมนุษย์เงินเดือนแล้ว ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็น ‘เครื่องมือ’ ทรงประสิทธิภาพต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กรเป็นอย่างยิ่ง และมีไว้คอย ‘ซื้อใจพนักงาน’ ให้ทำงานกับบริษัทไปนานๆ โดยเฉพาะป้องกันการดึงตัวพนักงานจากคู่แข่งทางธุรกิจ รวมถึงสามารถเปลี่ยนคนที่หมดใจ ให้มีไฟขึ้นมาอีกครั้ง และกลยุทธ์นี้มีชื่อเรียกในภาษาสากลว่า Retention Bonus คนที่มีแผน ‘ย้ายงาน’ เตรียมไว้ก่อนแล้วอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องคิดหนักเป็นพิเศษ เมื่อต้องเลือกระหว่างอยู่ต่อเพื่อรับโบนัสเป็นเงินก้อนใหญ่กับยอมทิ้งเงินก้อนโต แล้วไปหางานใหม่ที่ตรงใจมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคิดไม่ตกกันในทุกๆ ปีและยังหาคำตอบสุดท้ายให้ตัวเองกันไม่ได้สักที Reeracoen Thailand ได้นำปัจจัยที่ต้องพิจารณามาเป็นแนวทางสำหรับประกอบการตัดสินใจดังนี้ เริ่มกันที่แนวคิดว่าทำไมเราควรอยู่รับโบนัสก่อนค่อยย้ายงาน 1) เป็นสิทธิที่พึงได้รับ ในเมื่อเราตั้งใจทำงานอย่างหนักมาตลอดปีก็ควรอยู่รอรับรางวัลที่หวังไว้ให้กระชุ่มกระชวยใจก่อน แล้วหลังจากนั้นจะหางานใหม่ก็คงยังไม่สายเกินไปแถมถ้าทำผลงานได้ดีก็มีโอกาสขึ้นเงินเดือนเช่นกัน 2) ปักหลักทำงานที่เดียวนานๆ ยิ่งมีแต่ได้กับได้ องค์กรต่างๆ มักจะมีกลยุทธ์รักษาพนักงานหลายวิธี เช่น การเสนอ Retention Bonus อย่างสม่ำเสมอ หรือบางทีอาจให้สิทธิลาพักร้อนเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งจะมอบให้แก่พนักงานอาวุโสที่มีชั่วโมงการทำงานสูงๆ เป็นการตอบแทนต่อความภักดีที่มอบให้บริษัท ทำให้เราได้รับสิทธิพิเศษที่อาจจะหาไม่ได้จากที่อื่น 3) เงินก้อนใหญ่ สามารถนำมาใช้เป็นทุนตั้งต้น แม้ความถี่ในการจ่ายจะสู้แบบฐานเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่ด้วยจำนวนตัวเลขก้อนใหญ่ที่ได้รับทันที ก็สามารถทำให้เรามีเงินทุนไว้หมุนเวียนได้คล่องกว่า ไม่ว่าจะลงทุน หรือเอาไปใช้ต่อยอดทำธุรกิจส่วนตัว 4) เป็นสัญญาณที่แสดงถึงความมีคุณค่า ตามกฎหมายแล้วโบนัสไม่ใช่สิ่งที่บริษัทจำเป็นต้องจ่าย หรือแม้แต่ในบริษัทที่มีนโยบายที่อาจจะแจกทุกคน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ใน ‘อัตราที่เท่ากัน’ ดังนั้นหากเราเป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลตอบแทนพิเศษนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเรามีคุณค่ามากพอในองค์กรและมีแนวโน้มที่จะได้โอกาสเติบโตต่อไป ในอีกมุมหนึ่ง กับสาเหตุที่ทำไมบางคนยอมตัดใจทิ้งโบนัส 1) ความรู้สึก “ผูกมัด” จากการโบนัสก้อนใหญ่ Retention Bonus มักจะจ่ายให้กับพนักงานในฐานะ ‘ผลตอบแทน’ ของผลงานและความขยัน แต่รางวัลก้อนโต ก็มาพร้อมกับความคาดหวังชิ้นใหญ่ขององค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งจิตใต้สำนึกจะบอกให้เราทำผลงานให้ดีเป็นการตอบแทน รวมถึงบางองค์กรอาจมีเงื่อนไขสำหรับพนักงานที่รับโบนัสจะไม่สามารถย้ายงานได้ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ทำให้เมื่อมีโอกาสงานใหม่ติดต่อเข้ามาในช่วงเวลานั้นๆ เราก็จะมีพันธะผูกมัดและพลาดโอกาสดังกล่าวทันที ดังนั้นจึงควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนตอบตกลง 2) จำนวนเต็มดูเยอะ แต่หักภาษีแล้วคุ้มจริงไหม โดยทั่วไปโบนัสจะคำนวนมาจาก ‘ผลงาน’ ที่ผ่านมา ยิ่งสร้างคุณค่าให้องค์กรได้มากเท่าไรก็ยิ่งได้โบนัสมากขึ้น เช่น เงินเดือน 1-3 เดือน หรือบางอุตสาหกรรมอาจว่ากันที่ ‘ครึ่งปี’ ซึ่งก็คือเงินจำนวนหลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสนสบายๆ นับเป็นตัวเลขที่หรูหรา ล่อใจให้ตอบรับได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีส่วนของการ ‘หักภาษี’ ด้วยสัดส่วนตามขั้นบันไดที่คำนวนออกมาแล้วอาจทำให้บางคนต้องเสียดายไม่น้อย 3) ถ้าอนาคตบริษัทจ่ายไม่ไหว จะทำอย่างไร? เป้าหมายหลักของ Retention Bonus คือการซื้อใจ แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อมาก็คือ ยิ่งเวลาผ่านไป มูลค่าของตัวเราก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือน และวันหนึ่งหากองค์กรจ่ายไม่ไหว ไม่สามารถรั้งไว้ได้อีกต่อไป วันนั้นเราก็จำเป็นต้องเสี่ยงออกไปหางานใหม่อยู่ดี แถมไม่มีอะไรการันตีว่าจะมีบริษัทไหนที่ ‘สู้ราคาไหว’ แล้วจุดหมายปลายทางของสถานีถัดไปจะเป็นอย่างไร 4) บางอย่างอาจมีค่ามากกว่าเงิน แม้ว่าเงินเป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิต แต่เงินก็ไม่ใช่ทุกคำตอบของชีวิตการทำงาน เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นกรณีคนรอบตัวที่แม้จะได้เงินดีแค่ไหน ก็ทำงานแบบไม่มีความสุข เพราะสุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่เป้าหมายที่ตัวเองให้คุณค่า ในโลกใบนี้ เงินอาจซื้อได้ทุกอย่างที่มีป้ายราคาติดไว้ แต่สำหรับบางคนสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่านั้นคือคำว่า ‘แพชชัน’ ที่สุดท้ายแล้วจะมีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อได้อย่าง "ความสุขในการทำงาน" และคุณค่าที่เราสร้าง เพราะโอกาสและเวลา คือสองสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับ แล้วสำหรับคุณอะไรสำคัญกว่ากัน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: สำรวจ 4 Personality ของคนทำงานในการสัมภาษณ์ กฎสามข้อของการโชว์ "ทักษะการทำงานเป็นทีม" ในการสัมภาษณ์งาน แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://shorturl.at/mqrSV https://shorturl.at/aMO06 https://shorturl.at/alsyD #ReeracoenThailand #ReeracoenRecruitment #Bonus #Career #Retention ### 4 รูปแบบการสัมภาษณ์งานของผู้สมัคร รู้จัก 4 รูปแบบหลักในการสัมภาษณ์งานของผู้สมัคร เป้าหมายหลักของการสัมภาษณ์งานจะว่าไปก็คล้ายกับการออกเดต โดยคนสองฝ่ายจะใช้เวลาพูดคุยทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ทั้งด้านทัศนคติ เป้าหมาย ความสนใจ และหาข้อตกลงกันในเรื่องต่างๆ ซึ่งจุดประสงค์ก็คือ “ทำอย่างไรให้อีกฝ่ายรู้สึกชอบ” ด้วยจุดมุ่งหมายที่ต้องหาวิธีสะกิดให้เป้าหมายติดใจ แต่ละคนก็จะเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันไป บ้างก็เลือกที่จะ “สร้างภาพลักษณ์” ใหม่ขึ้นมา ส่วนบางคนก็อาจจะยึดความเป็น “ตัวของตัวเอง” ตั้งแต่แรกหรือแม้กระทั่งพร้อมปรับตัวทำอะไรก็ได้ขอแค่อีกฝ่ายเลือก อย่างไรก็ตาม สมการสำคัญของการสัมภาษณ์งานอีกครึ่งหนึ่งนอกจากพยายามทำให้อีกฝ่ายประทับใจ ก็คือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ตัวเราเอง” ดังนั้นกุญแจที่จะทำให้เราสัมภาษณ์ได้ดีขึ้นก็คือการรู้จักตัวเองให้มากขึ้นนั่นเอง แต่บางทีการจะรู้จักตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แค่นึกก็ทำได้ เราสามารถประหยัดเวลาด้วยการเริ่มรู้จัก “สไตล์การสัมภาษณ์” เพื่อหาจุดเด่น และจุดอ่อนเบื้องต้นก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งคุณ Anna Papalia, CEO จาก Interviewology ได้กล่าวถึง 4  สไตล์หลักๆ ที่คนมักใช้ในการสัมภาษณ์งานในหนังสือ The New Science of Interviewing อันได้แก่ The Charmer, the challenger, the examiner, the harmonizer ซึ่งแต่ละรูปแบบมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นที่ต่างกัน Reeracoen Thailand ได้สรุปมาให้แล้วครับ 1) The Charmer เป้าหมายของ The Charmer คือการเป็น “ดาว” ที่ทุกคนชื่นชอบ โดยมองเห็นการสัมภาษณ์งานเป็นเวทีให้ตัวเองได้โชว์ของ และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความประทับใจเพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับจากผู้สัมภาษณ์ นอกจากนี้ พวกเขายังชอบพูดคุยในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง ลักษณะนิสัยมักจะชอบมีส่วนร่วมและเป็นมิตรกับคนรอบข้าง ทำให้มีโอกาสที่จะเปิดใจรับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย รวมถึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกถูกรับฟังด้วยความตั้งใจ แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือความมุ่งมั่นที่อาจจะ “ล้น” จนเกินไปจนถูกตีความผิดไปว่าพยายามใช้พลังงานบวกซื้อใจ เพื่อกลบจุดด้อยในด้านคุณสมบัติการทำงานของตัวเอง จึงถือเป็นจุดที่ The Charmer ต้องพยายามบาลานซ์ให้ดีขึ้น 2) The Challenger The Challenger ให้ความสำคัญกับการเป็นตัวของตัวเอง มองการสัมภาษณ์งานเป็นการสอบถามเรื่องต่างๆ ซึ่งความคิดของเขาควรถูกรับฟังและได้ความเคารพ รวมถึงกล้าที่จะตั้งคำถามต่อประเด็นสำคัญทั้งหลาย เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าพวกเขาเอาจริงแค่ไหนกับงานนี้ ด้วยลักษณะพื้นฐานที่หนักแน่น เอาจริงเอาจังก็สามารถทำให้นายจ้างประทับใจได้ไม่ยาก ยิ่งหากมีเวลาฝึกทักษะการสัมภาษณ์สม่ำเสมอการจะคว้าโอกาสงานก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม อย่างไรก็ตาม แม้การเป็นตัวของตัวเองจะดี แต่ปัญหาคือบางทีพวกเขาอาจยึดติดกับตัวเองจนเกินไป จนมองว่าการฝึกฝนปรับปรุงวิธีการสัมภาษณ์จะเป็นการ “แสดงละคร” และสูญเสียตัวตนที่แท้จริง 3) The Examiner มีมุมมองต่อการสัมภาษณ์เป็นเหมือนการ “ทดสอบ” ว่าพวกเขาจะเป็นคำตอบสุดท้ายของโจทย์นั้นๆ หรือไม่ โดยดึงความสามารถที่แท้จริงออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งคุณ Papalia อธิบายเพิ่มเติมว่า รายละเอียดที่มักจะพลาดไปก็คือ “ความเข้ากัน” กับวัฒนธรรมองค์กรซึ่งสำคัญไม่แพ้ทักษะการทำงานเชิงเทคนิค หากสามารถเรียนรู้วิธีสร้างความประทับใจก็จะช่วยเพิ่มจุดเด่นและเป็นประโยชน์ได้มากขึ้น 4) The Harmonizer เป็นกลุ่มที่ “พร้อมจะปรับตัว” เพื่อองค์กร ดังนั้นการสัมภาษณ์จึงเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนจะเข้าไปร่วมทีม ซึ่งลักษณะการแสดงออกมักจะเป็นฝ่าย “รับฟัง” มากกว่าพูด และง่ายที่จะเห็นด้วย หรือคล้อยตามในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ เพื่อให้นายจ้างรู้สึกว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมเช่นกัน หากมองจากลักษณะคร่าวๆ อาจพบว่าข้อเสียคือไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็แลกมากับจุดเด่นอย่างความยืดหยุ่นและง่ายๆ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติของ “ทักษะการทำงานเป็นทีม” ซึ่งไม่ได้ดีต่อแค่ภายในแผนก แต่ยังรวมถึงบรรยากาศในองค์กรด้วย ดังนั้นทักษะที่จะทำให้กลุ่ม The Harmonizer ไปได้ไกลยิ่งขึ้น ก็คือความสามารถในการ “ขาย” ความสำเร็จของตัวเองที่จะเป็นหมัดเด็ดไว้ใช้น็อคทุกการสัมภาษณ์นั่นเอง ทั้ง 4 รูปแบบที่กล่าวมาถือว่ามีคุณค่าและความโดดเด่นในตัวเองซึ่งผู้สมัครสามารถทำความเข้าใจกับแต่สไตล์ และนำไปปรับใช้ให้เข้ากับวิธีการสัมภาษณ์ของตัวเองหรือฝากโปรไฟล์และรับคำแนะนำโดย “มืออาชีพ” อย่างทีม Recruiter จาก Reeracoen Thailand ที่พร้อมให้ข้อมูล Insight และดูแลตลอดกระบวนการสมัครงาน แปลและเรียบเรียงจาก: Forbes.com #ReeracoenThailand #ReeracoenRecruitment #JobInterview ### 8 สายงานที่มีโอกาสเสี่ยง Burnout มากที่สุดในปี 2024 มีการคาดว่า “ภาวะหมดไฟ” หรืออาการ Burnout ของคนทำงานอาจเป็นภัยคุกคามแห่งปี 2024 ที่องค์กรควรจะต้องเฝ้าระวังมากที่สุด สืบเนื่องมาจากสถานการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในช่วงปีก่อนๆ ซึ่งทำให้เราสะสมความเครียดกันมาอย่างต่อเนื่อง รายงานเมื่อปลายปีที่แล้วจาก International SOS ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกกับ Workforce Resilience Council ผ่านการสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารความเสี่ยงจำนวน 675 คนทั่วโลกเพื่อคาดการณ์ปัญหาที่ต้องรับมือสำหรับธุรกิจในปี 2024 พบว่าส่วนใหญ่ (80%) มองว่าวิกฤตที่มีมานานและต่อเนื่อง (Permacrisis) คือภาวะ Burnout ที่กำลังก่อตัวเพิ่มขึ้นจากความเครียดสะสม โดยมีเพียง 41% ของตัวแทนจากแต่ละองค์กรที่เชื่อว่าบริษัทของพวกเขาสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้ ทำให้ภาวะหมดไฟ (Burnout) ถูกยกให้เป็นประเด็นที่ทั้งตัวคนทำงานและองค์กรควรตระหนักถึงมากขึ้น ประกอบกับข้อมูลจากบทความโดย thrivemyway ระบุว่าคนทำงาน 2 ใน 3 เคยผ่านประสบการณ์ช่วงหมดไฟมาก่อน และอัตราการเกิดก็กำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายองค์กร ส่วนพนักงาน 36% เองก็ชี้ว่าองค์กรไม่มีแผนจะเข้ามาช่วยเหลือ แน่นอนว่าความเครียดและความเหนื่อยล้าในแต่ละวันส่งผลให้ “ทุกคน” มีโอกาสที่จะ Burnout กันได้ทั้งนั้น หากไม่สามารถจัดการ Work-life balance อย่างเหมาะสม โดยเรียงลำดับสาเหตุหลักของการเกิดภาวะหมดไฟ ได้แก่ ไม่รู้สึกถึงการสนับสนุนจากหัวหน้างาน ปัญหาจากชั่วโมงการทำงานที่ไม่สมเหตุสมผล รู้สึกโดนรุกล้ำความเป็นส่วนตัวจากองค์กรตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าใครๆ ก็สามารถ Burnout ได้ แต่อาจมี “บางสายงาน” ที่มีโอกาสหมดไฟได้มากกว่าใครๆ เนื่องจากขาด Work-life balance รวมถึงแบกรับความเครียดของงานในทุกๆ วันซึ่ง Reeracoen Thailand ได้สรุปมาให้ดังนี้ครับ งานสังคมสงเคราะห์ งานด้านกฎหมาย Business Development และ Sales พนักงานค้าปลีก สายงานด้านเทคโนโลยี (Tech Industry) งานบริการด้านสุขภาพ หน่วยงานบริการในสภาวะฉุกเฉิน บุคลากรด้านการศึกษา ปัญหาที่ตามมาของภาวะหมดไฟก็คือ “ความเสี่ยงต่ออนาคต” เมื่อประสิทธิภาพการทำงานลดลงก็จะทำให้เจอความกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่สามารถจุดไฟให้ลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ติดตามอ่านต่อได้ที่: ถ้าไม่ได้ทำเพื่องาน ก็คิดซะว่าทำเพื่อเงิน! ลอง 6 วิธีจุดไฟให้ตัวเองพ้นอันตรายจากช่วง Burnout ค้นหางานใหม่ที่ใช่ เพื่อชีวิตและการทำงานที่มีความสุขอย่างตรงใจมากขึ้น ฝากโปรไฟล์และคว้าโอกาสงานกับ Reeracoen Recruitment  อ้างอิงจาก: https://bit.ly/49sYBd2 https://bit.ly/49yv558 https://bit.ly/3T32v6m #ReeracoenThailand #ReeracoenRecruitment #Burnout #Career ### กฎสามข้อในการโชว์ทักษะการทำงานเป็นทีม ขณะสัมภาษณ์งาน การทำงานในองค์กรเชื่อว่าแทบทุกคนต้องอยากร่วมงานกับคนที่ทำงานเป็นทีมได้ดี คนที่มองเห็นเป้าหมายส่วนรวมเป็นสำคัญ ประสานงานได้อย่างราบรื่น ไม่ทำให้บรรยากาศเสียและที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่เอาเปรียบกัน ดังนั้นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญอันดับต้นๆ ของคนทำงานที่ไม่ว่าจะองค์กรไหนก็มองเป็นทักษะทรงคุณค่าก็คือ “ความสามารถในการทำงานเป็นทีม” ที่จะทำให้ผลลัพธ์ของการนำ 1+1 ไม่เท่ากับ 2 เสมอไป เพราะอาจทำให้องค์กรได้อะไรที่มากเกินกว่านั้น อย่างบทความจากมหาวิทยาลัย Yale บอกว่าคนส่วนใหญ่ใครๆ ก็รู้ว่า “ทีมเวิร์ก” นั้นสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าสำคัญ “อย่างไร” โดยมี 5 เหตุผลประกอบคำอธิบาย ได้แก่ ทีมเวิร์กทำให้ได้ไอเดียจากมุมมองที่หลากหลาย ทำให้สมาชิกในทีมได้เรียนรู้จากกันและกัน สามารถเพิ่มทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผล การทำงานเป็นทีมก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง ได้สัมผัสถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น จากตัวอย่าง ก็คงจะพอเห็นภาพคร่าวๆ กันแล้วว่าความเป็น “ทีม” นั้นสำคัญต่อองค์กรและคนทำงานอย่างไรบ้าง ซึ่งหากเราสามารถแสดงให้องค์กรเห็นตั้งแต่สัมภาษณ์งานก็จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นและชิงคว้าโอกาสได้งานก่อนคู่แข่ง และ Reeracoen Thailand ได้สรุปกฎง่ายๆ สามข้อจากคุณนักเขียน Mark Murphy ให้ลองใช้กันตามนี้ครับ 1) ยกตัวอย่างและลงรายละเอียดให้ชัดเจน เราไม่ควรตอบกว้างๆ หรือนามธรรมจนเกินไป เช่น “ทำงานร่วมกับทีมให้สำเร็จตามเป้าหมาย” เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้เข้าใจ ‘บทบาท’ ที่ทำแล้วยังก่อให้เกิดความคลุมเครือสำหรับผู้ฟังได้ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงความบกพร่องของการสื่อสาร การจะอธิบายถึงความสามารถในการทำงานเป็นทีมควรมีรายละเอียดแต่ละประเด็นแยกย่อยในตัวเองตั้งแต่แรก เนื่องจากการทำงานเป็นทีมนั้นมีหลายบทบาทที่เกี่ยวข้องอาทิ “การนำทีม” หรือการประสานงานในแต่ละส่วน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์จากประสบการณ์จริงเป็นหลัก และยิ่งเรามีความคุ้นเคยกับตัวงานมากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถถ่ายทอดออกไปได้ดีมากขึ้นเท่านั้น ผู้ฟังจึงจะได้เข้าใจทั้งบทบาท และลักษณะการทำงานที่ชัดเจน 2) รู้จักเลือกแสดงออกและระวังการใช้คำพูดให้ดี หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ทำงานกับทั้งคนที่ทำงานเป็นทีมได้ดี กับอีกประเภทที่เน้น “ฉายเดี่ยว” ชอบทำงานคนเดียวอยู่ในบริษัท ซึ่งเราจะดูออกได้แทบจะทันทีว่าคนแบบไหนทำงานด้วยแล้วราบรื่น กับการสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน ผู้สัมภาษณ์จำนวนมากสามารถบอกได้ทันทีว่าใครทำงานเป็นทีมได้ แค่ดูจากท่าทางขณะโต้ตอบกันผ่านสีหน้า แววตา คำพูด และน้ำเสียง ดังนั้นผู้สมัครควรจะระวังเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์กันสักนิด เพราะบางครั้งด้วยสภาพแวดล้อม หรือความเหนื่อยล้าสะสมก็อาจทำให้เรา ‘หลุด’ และโดนหักคะแนนได้เช่นกัน นอกจากนี้ เราอาจอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเองมีส่วนช่วยในทีมอย่างไรบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ “คำพูดเชิงลบ” เกี่ยวกับที่ทำงานเก่า ซึ่งสามารถสร้างความรู้สึกเชิงลบให้กับผู้ฟังได้ในทันที 3) ใส่ใจคนรอบข้าง ไม่ใช่แค่ทำงานของตัวเอง เป็นปกติที่ผู้สัมภาษณ์ (ว่าที่นายจ้างในอนาคต) จะสนใจผู้สมัครที่สามารถเล่าถึงปัญหาของการทำงานเป็นทีม โดยมีวิธีการ “แก้ปัญหาเชิงรุก” เข้าไปคลี่คลายสถานการณ์เหล่านั้น ซึ่งบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ต่อส่วนรวม ไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้น ทำให้คุณสมบัตินี้ไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ในแง่การช่วยแก้ปัญหาในองค์กรแบบจับต้องได้ แต่ยังสามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาระบบการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผลงานของทีมได้อีกเช่นกัน สัมภาษณ์ให้ผ่านฉลุยด้วยข้อมูล Insight ซึ่งไม่ได้จากที่ไหนเริ่มต้นหางานผ่าน Reeracoen Thailand ที่มีทีม Recruiter มืออาชีพ เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำตลอดกระบวนการสมัครงาน อ่านบทความแนะนำด้านการสัมภาษณ์งาน รวม 7 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต และเทคนิคตอบอย่างมืออาชีพ S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์ยากๆ ให้เข้าใจง่ายๆ ไม่ออกทะเล แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3I8H0Lj https://bit.ly/3I5OU89 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Teamwork #JobInterview #สัมภาษณ์งาน ### 試用期間とよくある福利厚生について タイで就職や転職を考えている方は福利厚生等についても気になっているのではないでしょうか。 そこで現地採用の福利厚生や試用期間等を少しご紹介していきたいと思います。   ・試用期間 試用期間とはまだ本採用でない状態のことで、本採用前に勤務態度や仕事への適性を判断するための期間です。 期間は任意ですが、一般的にタイでは試用期間は119日以内までとされています。(120日目以降に企業都合で退職となった場合は、企業が解雇保証金を支払わなければいけないため) 事前通知が必要となりますが、企業はこの期間中に解雇する権利を持っていることになります。 「遅刻、欠勤を当たり前にする」、「勤務態度が悪く他の従業員へ悪影響」、「期待しているパフォーマンスを大幅に達していない」等の理由で試用期間中に解雇となるケースもありますが、面接時とよほどの差異がなければ、試用期間は問題なく通過できると言えるでしょう。(例外あり) また、職歴・学歴の詐称も解雇の対象となるため、応募書類を作成する際も注意が必要です。 折角入社したのに試用期間中で解雇、、というのはお互いに望んだ結果ではないと思いますので、まだ半分面接中であると思って行動すると良いかもしれません。 福利厚生については基本的に日本と変わらないですが、タイ独自の福利厚生をいくつかご紹介いたします。   ・社会保険 タイで就職をすると公的な制度で社会保険の加入が義務付けられます。 月給によって保険料率が変わりますが、上限額が750バーツのため、ビザ取得の条件である月給50,000バーツ以上の日本人は毎月の給与から750バーツ天引きされることになります。 社会保険に加入していることで、歯科手当で年間900バーツが受けられることや指定の公立病院の医療費負担等、産休手当、子供手当、失業手当等を受ける事ができます。 公立の病院はサービス面や言語面で日本人にとって利用しづらいとも思いますが、こういった手当があるのは心強いと思います。   ・プロビデントファンド 日本語だと「退職金積み立て制度」と言い、多くの企業が設定されている任意の制度です。 加入を希望する従業員と会社の双方で退職金の積み立てを行い、退職をする際に退職金として受け取ることもできますし、転職先もプロビデントファンドがある場合は引き継ぐことも可能です。 こちらも合意した割合(相場は基本給の3%から10%程)が毎月の給与から天引きされます。 退職の際は自身が積み立てた金額を全額引き出す事も可能です。 積み立て分は非課税となるため割合は慎重に選びましょう。   ・休暇の種類 休暇は大きく3つに分けられます。 有給休暇(Annual Leave/Vacation Leave) 企業によっては試用期間を終えれば有給を使用する権利を与えられるところもありますが、タイでは1年以上企業に勤めた従業員に対して年に6日以上の有給休暇の権利が与えられています。 また、有給休暇は勤務年数や役職によって取得できる日数も異なる場合もあります。   病気休暇(Sick Leave) 体調不良の際は日本では有給休暇を使って休まないといけませんが、タイでは病気休暇が年間30日間認められています。 これは労働法で定められており、有給休暇と同じ扱いで休むことができます。 病気休暇は試用期間中からでも使えますが、多くの企業では3日以上の連続で病気休暇を使用する際は医師の診断書の提出を求めます。   個人休暇(Business Leave/Personal Leave) 公的手続きや、平日に行わないとできない用事で会社を休まないといけない場合(例えば運転免許証の更新や役所への問い合わせ等)に使用できる休暇で、平均年に2~3日程度取得することが可能です。(企業により日数の指定があります。) こちらも有給休暇と同じ扱いとなります。   その他の休暇 日本にはない休暇ですと出家休暇という、仏教国ならではの休暇があります。 労働法では義務付けられていませんが、多くの企業にはこの休暇があり、およそ15日程度有給休暇と同じ扱いで使用することができます。 その他日本人には当てはまらない場合が多いですが、徴兵休暇やハッジ(巡礼)休暇等も企業によってはあります。   ・一時帰国費用 これは企業によりますが、タイにある日系企業の多くは、日本人に対して一時帰国費用を負担する場合があります。 一般的に試用期間通過後、あるいは勤続1年以上の方が対象となります。 上限付きの渡航費用を企業が負担してくれるという内容の福利厚生となります。 ですが現地採用社員に対しては導入している企業が少ない印象です。   ・残業代 基本的には「月給÷30日÷労働時間」で残業代が算出され、一般的には従業員全員が対象者ではあります。 しかし、多くの企業では管理職や人事の意向で一定の従業員に対して適応されないことが多いです。 タイの一般的な給与や福利厚生と比べ、海外で安全に過ごすという観点で、日本人現地採用社員は待遇が優遇されていることが多く、また職位を持った社員であるケースが多いため、適用されないことがほとんどです。 以上、簡単ですがタイでの福利厚生や試用期間についてまとめました。 タイでの就職、転職時の参考になればと幸いです。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 2024年のタイの動向 2024年のタイはどのような年になるのか ユネスコが先日、タイの旧正月である「ソンクラーン」(水かけ祭り)が無形文化遺産に登録したことを受け、 タイ政府は2024年4月1日から21日までの間にバンコクを含むタイの全76都県で盛大なソンクラーンイベントを開催するそうです。 そんな景気の良い話からスタートするタイの2024年は一体どのような年になるのでしょうか。 経済成長 2023年のタイは国外からの観光客もだいぶ戻ってきたことも影響していることからGDPは2.5%ほどの成長率だといわれていますが、2024年は3.2%の成長率が見込まれているそうです。 また、タイ政府で進めているデジタルウォレットに関する法案が可決されるとなれば更に上昇し、4.1%まで成長するのではないかと予測されています。 さらなるデジタル化とSNSの活用法 タイのデジタル化、主に決済に関しては今のところ日本より進んでいるといえるのではないでしょうか。 デパートやインターネットだけでなく、レストラン、露店、タクシーの支払い等でも今となっては当たり前になっている各銀行のアプリから直接決済ができる機能等、今後も更に欠かせないものとなっていきます。 特にE-Commerce(電子商取引)のプラットフォーム、例えばFacebookやInstagram、Tiktok等は2024年も引き続き根強い販売ツールとしてタイの中で拡大していくでしょう。 その中でもInstagramのReelsやTiktokなどの短い動画でのビデオマーケティングの人気に拍車がかかってくると思います。 それに伴いマイクロインフルエンサー(フォロワー数は少ないものの何かのテーマや分野に特化したインフルエンサー)が急増すると見込んでいます。 個人情報保護法の強化 デジタル化が進む一方で、タイでは個人情報保護法が2022年の6月から全面施行されていますが、タイの個人情報保護委員会(PDPC)により2024年3月24日から個人情報の越境移転に関する事項が明記されます。 本条項はタイ国外への個人情報のデータ移転についての詳細が明記されており、企業側としては遵守しなくてはいけない事項が増えますが、一般消費者からすると個人データの流出の心配が軽減されるのはうれしいことですね。 日本人の商用ビザの免除 日本はタイにとってトップ3に入る貿易相手国であるため、今後の経済促進のためにも2024年の1月1日から2026年12月31日までの3年の期限付き措置ではありますが、商用目的(30日以内であれば)の日本人のタイ入国時に必要な商用ビザが免除されることとなりました。 これまで短期商用ビザの手続き、Non-Immigrant Visa “B” (Business Visa)が必要とされていましたが、それがなくなるのは企業や出張者にとって負担が減り、渡航しやすくなると思います。 これまで以上に日本の企業がタイに進出しやすい環境になったといえるでしょう。 ただし30日以内の商用目的であってもタイの会社でインターンシップを行ったり、記者や報道関係者、駐在・現地採用で就労する等の目的は引き続きビザの取得が必要となるため、渡航の際は今一度大使館の公式ホームページやタイ労働省雇用局等で確認する事をおすすめします。 在宅勤務は当たり前? 最後に少し系統の違う話題になります。 コロナ中は多くの企業で必須だった在宅勤務ですが、2024年ともなると出社する方向に戻したい、在宅勤務の比率を減らしたい企業も増えてきていると感じます。 外資系や中小企業、タイの企業等では在宅勤務を推奨するところもあるため、面接で在宅勤務の有無を尋ねる方も多い思いますが、日系企業では会社側から在宅勤務の提案や説明がない限り、自ら在宅勤務を希望するような質問は控えた方が無難だといえます。 企業や面接官からすると、在宅勤務を希望するような質問を受けてまず連想するのが面接者が在宅勤務することでの業務の効率化はどうなのかという点です。 悪くいってしまえば「在宅勤務を希望=サボりたい」のではないかと思う人もいるということです。 そのため、2024年はコロナがまだ残っているとはいえかなり数も減ってきてるため、これから就職や転職を考えている方は面接の際に在宅勤務について自ら質問するのは極力控え、「これから御社で精いっぱい勤めていく」旨を示していくことで好印象に繋げていく方が良いかもしれません。 いずれにせよタイの2024年の動向は昨年に引き続き経済は良好で、日本人にも過ごしやすい環境だといえます。 =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### รู้จักกลุ่ม Gold-Collar Worker สายงานที่ “หาคนทำได้ยาก” และมีคุณค่าสูงสำหรับองค์กร ในการแบ่งประเภทของ “กลุ่มคนทำงาน” เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า Blue - Collar และ White - Collar ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่มีไว้เรียกแทนคนทำงานสองประเภท ได้แก่ กลุ่มคนที่ทำงานภาคสนาม ตามร้านค้า และกลุ่มคนที่ทำงานในออฟฟิศอย่าง 'มนุษย์เงินเดือน' โดยแบ่งออกเป็น 1) White - Collar Worker คำว่า White collar สื่อถึง “การใส่เสื้อเชิ้ตเสีขาว” แทนความหมายถึงกลุ่มคนทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่ในออฟฟิศ หรือก็คือ ‘มนุษย์เงินเดือน’ ตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไป จนถึง Executive level หรือระดับผู้บริหารในองค์กร เช่น สายงาน Accounting, marketing, consulting, IT เป็นต้น 2) Blue - Collar Worker เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นมาตั้งแต่ยุค 1920 มีไว้ใช้เรียกกลุ่มคนงาน ที่พื้นที่ปฏิบัติงานไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ เช่น Retail, manufacturing, food service, construction ซึ่งในสมัยก่อนมักจะสวมเครื่องแต่งกาย Workwear สีฟ้า อย่างกางเกงยีนส์ หรือเสื้อผ้าที่มีความทนทานสูง แต่ยังมีอีกหนึ่งคำจำกัดความของกลุ่มคนทำงานอย่าง Gold - Collar ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยความหมายของคำว่า Gold - Collar สื่อถึงกลุ่มอาชีพที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ยกตัวอย่างเช่น การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยี การเงิน ด้วยความนิยมของเทคโนโลยี Generative AI ในตลาดงาน ทำให้ตำแหน่งงานที่มาพร้อมกับ ‘ความเป็นมนุษย์’ อาทิ การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ มีคุณค่าต่อองค์กรมากขึ้นเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา รู้จักความหมายของ Gold - Collar คำว่า Gold - Collar ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกในปี 1985 โดยคุณโรเบิร์ต เอิร์ล เคลลี่ ซึ่งนอกจากจะเป็นลักษณะของตำแหน่งงานแบบเฉพาะทางแล้วยังหมายถึง ‘กลุ่มคน’ ที่มีทักษะในระดับสูงในสายงานนั้นๆ ด้วย เช่น คุณหมอ ทนายความ วิศวกร นักบิน และนักวิทยาศาสตร์ จากตัวอย่าง แม้ว่าจะดูเป็นงาน ‘นั่งโต๊ะ’ คล้ายกับพนักงานออฟฟิศ แต่ด้วยลักษณะงานที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ลึกซึ้งมากกว่า รวมถึงได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอาชีพอื่นๆ จึงถูกแยกออกมาให้ชัดเจน โดยเฉพาะ Computer engineers, technicians, technologists อันเป็นกลุ่มงานที่มีคุณค่าอย่างสูงสำหรับหลายๆ องค์กร การเข้าสู่สายงานในกลุ่ม Gold - Collar อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นที่ต้องการสูง และหาบุคลากรได้ยาก ก็ยังมีข้อจำกัดเป็น ‘กำแพงการคัดเลือก’ ที่สูงเช่นกัน ดังนั้นคุณสมบัติแรกที่ต้องมีก็คือ ‘ความเชี่ยวชาญขั้นสูง’ ในสายงานตัวเอง มีวุฒิปริญญา หรือใบรับรองจากสถาบันต่างๆ เป็นใบเบิกทางเบื้องต้น จากนั้นก็ให้ประสบการณ์ขัดเกลาทักษะให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสำคัญที่สุดคือการหมั่นพัฒนาตัวเองให้ทันยุคสมัยอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะกลุ่มสายงาน IT ที่เทคโนโลยีไม่เคยหยุดพัฒนาอย่างทุกวันนี้ ตัวอย่างตำแหน่งงานในหมวดหมู่ Gold - Collar 1) Specialized Engineer ได้แก่ วิศวกรที่มีประสบการณ์สูง และชำนาญงานเฉพาะด้าน เช่น วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรไฟฟ้า วิศวเครื่องกล 2) Data Scientist นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญในการนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับงานวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับประกอบการตัดสินใจขององค์กร 3) Quantitative Analyst เป็นคนที่ใช้โมเดลวิเคราะห์เชิงปริมาณ (ตัวเลข) สำหรับจุดประสงค์ต่างๆ ซึ่งพบบ่อยในสถาบันการเงิน - การลงทุน โดยอาศัยทักษะคณิตศาสตร์และสถิติการคำนวนเพื่อประเมินสถานการณ์ต่างๆ ให้กับผู้ใช้ 4) Specialized Developer มีความเชี่ยวชาญเชิงลึกที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละด้านมากกว่า เช่น ถนัดงานด้าน Front end หรือ Back end Developerโดยเฉพาะ หรือจับสาย Mobile application มาตั้งแต่ต้น จึงต่างจาก Developer ทั่วไป ที่อาจจะทำได้หลายอย่างแต่ไม่ได้ไปสุดในแต่ละด้านมากเท่ากับกลุ่มที่เป็น Specialist 5) Neurosurgeon คือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในระดับสูง สามารถวิเคราะห์และรักษาอาการทางระบบประสาท อันเกิดจากสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทให้กับผู้ป่วย อาชีพเหล่านี้เป็นเพียง "ตัวอย่างตำแหน่งงาน" ในกลุ่ม Gold-Collar Job ซึ่งปัจจุบันมีเปิดรับสมัครอยู่มากมาย ฝากโปรไฟล์และเริ่มต้นค้นหางานที่ใช่ ในบริษัทที่ชอบกับ Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/49zFai2 https://bit.ly/3uDdPwA #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #GoldCollarJobs #Career ### Software Engineer - Developer - Programmer 3 อาชีพสาย TECH นี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ประเภทงานด้านเทคโนโลยี หรือบางคนอาจเรียกว่า Tech Industry เป็นหนึ่งในสายงานที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันมากๆ เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูง และสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ และหากพูดถึงอาชีพสาย Tech ที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน เราก็คงคุ้นกับตำแหน่งงาน Software Engineer, Programmer หรือ Developer แต่รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งงานเหล่านี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพราะหากมองจากรายละเอียดงานก็อาจจะดูคล้ายๆ กัน แต่ทำไมบางตำแหน่งกลับได้เงินฐานเดือนสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ลองไปทำความเข้าใจกันมากขึ้นในแต่ละประเด็นตั้งแต่ลักษณะงาน ความเชี่ยวชาญ และทักษะที่ต้องใช้พร้อมๆ กันได้ในบทความนี้เลยครับ 1) วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer) วิศวกรซอฟต์แวร์ จำกัดอยู่ในกลุ่มของศาสตร์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์โดยนำเอาหลักวิศวกรรมและการเขียนโค้ดมาวางแผนสร้างระบบ มีความเข้าใจและรับผิดชอบดูแลโปรเจกต์ใน ‘ภาพรวมทั้งหมด’ ตั้งแต่เลือกภาษาคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับการเขียนโค้ด ตีความวัตถุประสงค์การใช้งานของแอปพลิเคชัน ออกแบบการใช้งาน ทดสอบการทำงาน และวิธีบำรุงรักษาระบบ มีความเข้าใจเชิงลึกถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ต่างๆ เช่น เกมคอมพิวเตอร์ เครื่องมือบริหารงานเชิงธุรกิจ ระบบปฏิบัติการ ระบบควบคุมเครือข่ายเน็ตเวิร์ก เป็นต้น กลุ่มสายงาน ถ้าคุณพบว่าตัวเองสนุกกับการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต รวมถึงชอบพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น อาชีพ Software Engineer อาจเป็นหนึ่งในอาชีพที่เหมาะกับคุณ โดยมีเส้นทางให้เลือก 2 เส้นทางได้แก่ System Engineer มีหน้าที่สร้างระบบคอมพิวเตอร์และเน็ตเวิร์คที่แอปพลิเคชันต่างๆ จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน ตรวจสอบการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์มต่างๆ ดูแลข้อมูลเอกสารทั้งหลายของระบบไอที สร้างมาตรฐานและข้อบังคับให้สอดคล้องกันภายในเครือข่าย อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ รวมถึงทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละโปรเจกต Application Developer เนื้องานจะเน้นที่ปลายทางหรือ ‘ลูกค้า’ เป็นหลัก ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งในส่วนของเบื้องหน้า (Frontend) และเบื้องหลัง (Backend) โดยออกแบบซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้สามารถเข้ามาใช้งานด้วย เช่น แอปพลิเคชันสำหรับ iOS, Android, Windows หรือระบบปฏิบัติการอื่นๆ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อกำหนดและปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้เหมาะสม คอยอัปเดตเวอร์ชันซอฟต์แวร์ให้กับผู้ใช้งาน และทำงานร่วมกับทีมฝ่ายผลิตที่เกี่ยวข้อง เช่น Graphic designer ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Customer service) หรือฝ่ายขายที่ต้องพบปะลูกค้า ฐานเงินเดือน อ้างอิงจากสำนักงานสถิติการจ้างงานสหรัฐฯ ค่าเฉลี่ยฐานเงินเดือนของ Software Engineer อยู่ที่ 124,000 U$D ต่อปี 2) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Developer) หากเปรียบแอปพลิกเคชันหรือโปรแกรมเป็นสินค้า Developer ก็คือ ‘ผู้ผลิต’ ที่ไม่จำเป็นต้องลงมือเขียนโค้ดเองทั้งหมด เพราะเป้าหมายการทำงานที่สำคัญที่สุดของ Developer คือโปรแกรมที่ดูแลนั้นต้องสามารถใช้งานได้ตามที่วางแผนไว้ เช่น ฟังก์ต่างๆ ชันทำงานได้ดี ไม่มีช่องโหว่ข้อผิดพลาดในระบบ ดังนั้นหน้าที่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่แค่การเขียนโค้ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องช่วยคิด วางแผน ออกแบบ และปรับปรุงร่วมกับทีมอื่นๆ นอกจากความสามารถเชิงเทคนิคแล้วจึงต้องมีทักษะการสื่อสารประกอบกับความรู้เชิงธุรกิจด้วยเช่นกัน กลุ่มสายงาน Mobile Developer ออกแบบแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมที่มีไว้สำหรับทำงานบนอุปกรณ์มือถือ เช่น สมาร์ทโฟน หรือแทปเลท Full-Stack Developer มีความเข้าใจทั้งวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์และบริหารงานทั้งในส่วนของ Frontend และ backend ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถช่วยออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน รวมถึงการเขียนโค้ดของระบบเพื่อให้โปรแกรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ UX/UI Developer โฟกัสที่ประสบการณ์ที่ User ได้รับจากการใช้งานหน้าเว็บหรือแอปพลิเคชันต่างๆ จึงมีหน้าที่ออกแบบระบบซอฟต์แวร์ให้สามารถใช้งานได้ง่าย รวมถึงทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อหาแนวทางพัฒนาต่อ ฐานเงินเดือน อ้างอิงจากสำนักสถิติการจ้างงานสหรัฐฯ (BLS) ค่าเฉลี่ยฐานเงินเดือนอยู่ที่ 110,000 U$D ต่อปี 3) โปรแกรมเมอร์ (Programmer) โปรแกรมเมอร์มักจะมีขอบเขตงานที่แคบกว่า Developer ลักษณะงานคือการพัฒนาโปรแกรม ‘เฉพาะส่วน’ ทำงานด้วยความชำนาญด้านการเขียนโค้ดเป็นหลัก หรือพูดภาษาง่ายๆ ก็คือฝ่าย ‘ปฏิบัติ’ ที่เอางานมาทำต่อโดยมี Developer เป็นคนออกแบบโครงสร้างขึ้นมาให้ก่อน ดังนั้นหน้าที่ของโปรแกรมเมอร์คือนำเอาชุดคำสั่ง (โค้ด) มาเขียนให้โปรแกรมสามารถทำงานได้จริง รวมถึงทดสอบการทำงานของระบบและระบุข้อผิดพลาดให้โปรแกรมทำงานได้อย่างราบรื่น กลุ่มสายงาน Application Programmer ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้านให้เกิดผลสำเร็จ เช่น โปรแกรมวิเคราะห์และคำนวนที่ใช้ในสถานบันการเงิน System Programmer เชี่ยวชาญในซอฟต์แวร์ที่ทำงานสำหรับดูแลรักษาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบฐานข้อมูล ระบบปฏิบัติการ Game Programmer เขียนโค้ดฟังก์ชันการทำงานของเกมทั้งในรูปแบบเกมคอนโซล เว็บไซต์ หรือชนิดอื่นๆ ฐานเงินเดือน ค่าเฉลี่ยจากสำนักสถิติการจ้างงานสหรัฐฯ (BLS) อยู่ที่ราว 56,000 U$D ต่อปี โดยสรุป แม้ลักษณะงานจะมีความทับซ้อนกันในบางแง่มุม แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ‘ขอบเขตการมีส่วนร่วม’ ในแต่ขั้นตอน เราจะเห็นว่า Software Engineer รับหน้าที่ดูแลภาพกว้างตั้งแต่ต้นจนจบโดยมี Developer เข้ามามีส่วนร่วมระหว่างทางในด้านการวางระบบ จากนั้น Programmer จึงรับช่วงต่อในการนำไกด์ไลน์หรือโครงสร้างที่วางไว้ไปเขียนคำสั่งโค้ดให้ซอฟต์แวร์เหล่านั้นสามารถทำงานได้ อย่างไรก็ตามในบางบริษัทตำแหน่งงานเหล่านี้อาจถูกเรียกแทนกันได้ ดังนั้นก่อนที่จะสมัครก็อย่าลืมศึกษารายละเอียด Job description ให้ละเอียดจะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิดหลังจากที่เริ่มงานไปแล้ว ต้องบอกว่าอาชีพสาย Tech ที่เราได้หยิบยกมาพูดถึงในบทความนี้กำลังเป็นที่ร้อนแรงในโลกยุคปัจจุบันจริงๆ สามารถฝากโปรไฟล์กับ Reeracoen Thailand และค้นหาตำแหน่งงานสาย Tech ที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ แหล่งที่มาข้อมูล: https://bit.ly/3OHTaP0 https://bit.ly/3OAwtMj https://bit.ly/3wa2lkB https://bit.ly/4bA1Pwz https://bit.ly/4brc7z0 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #SoftwareEngineer #Developer #Programmer ### โอกาสงานที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV ในประเทศไทย ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยได้ชื่อว่า ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ด้วยการเป็นศูนย์อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) รวมถึงติด 1 ใน 10 อันดับศูนย์การผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแกนหลักต่อการพัฒนาตัวเลข GDP ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ระยะหลังตลาดยานยนต์ทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากรถยนต์สันดาปที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งถูกใช้กันมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1886 ด้วยเหตุผลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเผาไหม้ รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายอย่างราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมา จนปีค.ศ. 2008 ที่รถยนต์ไฟฟ้าโมเดล Roadster จากค่าย Tesla ได้ถูกนำมาใช้บนถนนอย่าง ‘ถูกกฎหมาย’ เป็นครั้งแรกของโลก นับเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก แต่ปัญหาในช่วงแรกๆ ที่มีการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในตลาดก็คือเรื่องของ ‘ราคา’ ที่ค่อนข้างสูงและจับต้องได้ยากสำหรับคนทั่วไป รวมถึงด้วยความที่ยังไม่แพร่หลาย ทำให้ความรู้ในด้านเทคโนโลยีและการบำรุงรักษาเป็นเรื่องที่อาจจะไกลตัวสำหรับผู้ใช้งาน จึงยังไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้รถใช้ถนน กระแสความนิยมและโอกาสงานที่มากขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่ารถ EV กลับกลายเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลก และทุกส่วนมองข้ามไม่ได้ทั้งในภาคธุรกิจผู้ผลิตยานยนต์ บุคคลทั่วไป รวมถึงภาครัฐในหลายประเทศ เนื่องจากตลาดรถ EV กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมีผู้ผลิตหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ ‘ราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น’ และเมื่อมีราคาค่าตัวถูกลงอย่างชัดเจน จึงมีแนวโน้มจะเข้ามาแทนที่รถยนต์สันดาปแบบถาวรในอนาคต แถมภูมิภาคยุโรป (EU) ยังได้นำร่องยกเลิกการใช้รถสันดาปอย่างเต็มตัวหลังจากที่โหวตผ่านบัญญัติยุติการจำหน่ายรถยนต์น้ำมันภายในปี 2035 สำหรับประเทศไทย ภาครัฐก็ได้กำหนดนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า EV แบบก้าวกระโดด โดยตั้งเป้าให้มีรถ EV ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือพ.ศ. 2573 รวมถึงเล็งที่จะครองศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคและชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม EV ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาค ASEAN กำลังแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากบรรดาค่ายผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมาก สอดคล้องกับบรรดาค่ายรถยนต์ EV เองก็ได้ตัดสินใจวางแผนเข้ามาลงทุนไทยมากขึ้น อาทิ GWM ที่เราคุ้นเคยกับรถไฟฟ้าของเขาอย่างเจ้าเหมียวไฟฟ้า Ora Goodcat BYD แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนที่ได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตด้วยพื้นที่กว่า 600 ไร่ FoxConn ร่วมกับปตท. สร้างโรงงานรับจ้างผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ชลบุรี NETA V ผลิตโดยจับมือกับโรงงานประกอบรถยนต์บางชันฯ Aiways มีแผนตั้งโรงงานผลิตแท็กซี่ไฟฟ้าบริเวณโครงการเขตพิเศษภาคตะวันออก (EEC) Changan สร้างผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบนพื้นที่ 1500 ไร่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด GAC AION มีแผนลงทุนสร้างโรงงานในไทยด้วยมูลค่า 6 พันล้านบาท SAIC Motor ร่วมมือกับเจริญโภคภัณฑ์ตั้งโรงงานในไทยบนพื้นที่ 437.5 ไร่ ในขณะที่ Tesla ก็รุกตลาดไทยมากขึ้นด้วยการเปิดศูนย์บริการเพิ่มขึ้นสองแห่ง นอกจากนี้การประชุม ASEAN-Japan เมื่อ 14-18 ธันวาคม 2023 ที่ผ่านมาก็ได้ข้อสรุปว่าจะมีค่ายผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น 4 ราย ได้แก่ Toyota, Honda, Isuzu และ Mitsubishi ที่พร้อมเข้ามาขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าภายใน 5 ปีจากนี้ รวมถึง MG ที่มีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้วก็ประกาศแผนที่จะผลิตรถไฟฟ้าด้วยเช่นกัน จึงถือเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองสำหรับโอกาสงานใหม่ๆ ในอนาคต กลุ่มประเภทงานที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม EV ในอุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับหลายส่วนไล่ตั้งแต่ต้นสายอย่างนักออกแบบ วิศวกร ไปจนฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ซึ่งในแง่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ เราอาจจำแนกออกมาได้เป็น 4 กลุ่มได้แก่ บริษัทผู้รับจ้างผลิต (OEMs) บริษัทผู้ผลิตส่วนประกอบ (Component Manufacturing) ผู้ให้บริการด้านงานวิศวกรรม (ESPs) กลุ่มหน่วยงานทดสอบและออกใบรับรอง เมื่อแยกย่อยลงในเชิง ‘ทักษะการทำงาน’ ของอุตสาหกรรม EVตำแหน่งงานที่อาศัยทักษะเชิง Technical ด้านการผลิตแบ่งออกได้เป็น วิศกรไฟฟ้า (Electrical Engineer) ผู้ออกแบบและพัฒนาระบบจ่ายไฟของรถไฟฟ้า วิศวกรยานยนต์ (Automotive Engineer) ผู้ควบคุมภาพรวมการทำงานของยานยนต์ วิศกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer) ผู้เขียนชุดคำสั่งการควบคุมไฟฟ้าภายในรถยนต์ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ / วิศวกรเคมีเซลล์ สำหรับพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง ตัวอย่าง 25 ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EVที่กำลังเปิดรับสมัครในประเทศไทย Technical Support Engineer Operation and Maintenance Engineer New Business Development Functional Materials Division Business Analyst Finance Manager Engineer (Software and IoT) Operation Officer - Client Relations Product Manager Quantity Surveyor (EV Business) Infrastructure Advisory - Consultant Sales Executive (Junior) - Battery for EVs Passenger and Commercial Vehicle MuvMi Business Manager PDI Technician After Sales Service Engineer Sales Manager (EV Charging Business) Field Support Engineer Marketing Strategy & Planning (Junior to Senior level) Commissioning & Service Engineer EV Strategic Planning staff Product Engineer (EV) Design Engineer (EV Powertrain) Project Coordinator (EV Charger) Engineering Team lead - DC EV Charger Sales Engineer For EV Market Warranty Executive (EV Car) ฝากโปรไฟล์ มองหางานสายอุตสาหกรรมยานยนต์หรือสายงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: 20 ตำแหน่งงานที่เติบโตมากที่สุดในสิงคโปร์ ปี 2024 12 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงในปี 2024 แหล่งที่มาข้อมูล: https://bit.ly/3HNLAOZ https://bit.ly/42Emj3d https://bit.ly/48bZbKB https://bit.ly/3OxIAda แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/4bG8Egi https://bit.ly/48bgwn1 https://bit.ly/488JBzd แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3H6DZdT #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #EV #ElectricVehicle #Career ### สำรวจ 10 คุณลักษณะของคนที่พร้อมเป็นผู้นำในที่ทำงาน สำหรับคุณแล้วช่วงเวลาที่เหมาะสม ก่อนจะก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำในที่ทำงานคือช่วงเวลาไหน ประสบการณ์ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีขึ้นไป? ทั่วไปคนอาจมองว่าควรจะผ่านงานมาสัก 5 ปีขึ้นไปหรือเป็นระดับ Senior มาสัก 2-3 ปีก่อนหน้านี้ จะได้มีประสบการณ์ที่มากพอไว้ประยุกต์ใช้กับงานใหม่ รวมถึงเป็น ‘เครดิต’ สร้างความไว้ใจจากเพื่อนร่วมงาน แต่บางส่วนก็อาจมองว่าระยะเวลาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เพราะบางคนที่มีความพร้อมก็อาจใช้เวลาเพียงสั้นๆ ไม่ต้องถึง 5 ปีผู้บริหารและทุกคนก็พร้อมไว้ใจได้ ดังนั้น ‘ระยะเวลา’ อาจไม่มีใครตอบได้แน่ชัดแต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองไปโฟกัสที่ ‘ความพร้อม’ ก็อาจได้คำตอบที่ชัดเจนกว่า เพราะทุกคนมองเห็นและสัมผัสได้ ซึ่งเรารู้กันดีว่าคนเป็นผู้นำต้องมีคุณสมบัติและความรับผิดชอบที่จะทำให้ทั้งงานส่วนตัว และงานส่วนรวมออกมาดีที่สุด ไม่ว่าจะด้านทักษะการทำงาน ทักษะเชิงสังคม มีบุคลิกภาพที่ดีรวมถึงสามารถเป็นศูนย์กลางให้กับบรรดาเพื่อนร่วมงานได้ สำหรับคนทำงานที่ผ่านประสบการณ์มามากพอก็ไม่แปลกที่จะแสวงหา ‘ขั้นต่อไป’ ในอาชีพการงาน แต่ก่อนจะก้าวสู่บทบาทผู้นำที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น รวมถึงถ้าต้องรับมือภาระงานและเจอปัญหาที่เข้มข้นกว่าที่เคย เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าตัวเองพร้อมสำหรับบทบาทใหม่ Reeracoen Thailand อยากเชิญชวนทุกคนมาสำรวจตัวเองผ่าน 10 คุณลักษณะของการเป็นผู้นำในที่ทำงาน ได้แก่ 1) มีความฉลาดทางอารมณ์ ปัญหาที่พนักงานเจอระหว่างวันมักจะมาจากไม่กี่ปัจจัย ไม่ตัวงานมีปัญหา ก็เพื่อนร่วมงาน (หรือหัวหน้า) แต่กับบทบาทของผู้นำที่เป็น ‘ผู้รับผิดชอบสูงสุด’ นั้นปัญหาที่เข้ามามีความรอบด้านกว่าค่อนข้างมาก ทั้งบริหารลูกน้อง ดูแลลูกค้า ควมคุมงาน ประสานกับต่างแผนก แถมยังคอยรับความกดดันจากผู้บริหาร ทำให้สภาพจิตใจมักจะได้รับภาระหนักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับคนทำงาน Gen Y ที่ถือเป็นช่วงวัย ‘เดอะแบก’ ไม่เพียงแต่เป็นเสาหลักครอบครัว แต่ยังสำคัญอย่างยิ่งในองค์กรคอยเชื่อมระหว่างผู้บริหาร Gen X และน้องใหม่ Gen Z ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคน Gen Y เสี่ยงภาวะเครียดสูงสุดเมื่อเทียบกันในหมู่คนทำงานทั้งหมด ดังนั้นคุณลักษณะที่สำคัญอันดับต้นๆ ของคนเป็นผู้นำจึงต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) สามารถจัดการรับมืออารมณ์ของตัวเองและคนรอบข้างได้ดี มีการพยายามทำความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจคนอื่น รวมถึงไม่ ‘น็อตหลุด’ ในช่วงเวลาที่ตัวเองเหนื่อยล้า ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารทีมและส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง 2) เป็นคนที่ ‘สื่อสาร’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะการสื่อสารถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติทรงคุณค่าที่องค์กรต้องการ ทำให้คนที่สื่อสารได้ดี มีเป้าหมายชัดเจน ไม่สร้างความสับสน จะนำไปสู่กระบวนการทำงานที่ดีและผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงลดความขัดแย้งในที่ทำงานจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน นอกจากนี้ทักษะการสื่อสารโดยเลือกวิธีใช้คำพูดที่ดี ยังมีส่วนช่วยเข้ามาเจรจาคลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับองค์กรได้อีกด้วย 3) มี Growth mindset สำหรับการทำงานแล้ว ‘ทัศนคติที่ดี’ ถือว่าสำคัญไม่แพ้ความเก่งกาจ เพราะวันหนึ่งเมื่อโลกเปลี่ยนไป ความเก่งที่มีก็อาจถึงวันหมดอายุได้ แต่ Growth mindset ที่เป็นทัศนคติแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต จะทำให้เราไม่ยึดกับสิ่งใดจนตัวเองล้าสมัยไปตามเวลา แต่จะพร้อมสนุกกับปรับเปลี่ยนหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อเอาชนะปัญหา และใครๆ ก็เก่งขึ้นได้เสมอ ตราบใดที่ยังตั้งใจและพยายาม เมื่อมีผู้นำที่พร้อมทดลองสิ่งใหม่ๆ โดยไม่กลัว ‘ความล้มเหลว’ ก็จะทำให้คนอื่นๆ ในองค์กรเกิดวัฒนธรรมของการเรียนรู้ โดยที่ทุกคนสามารถสนุกไปกับการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง องค์กรก็จะยิ่งเติบโต และมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น 4) ทำงานแบบมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ เมื่อสัมภาษณ์งานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับการบริหาร คำถามที่เรามักจะเจอก็คือการให้ยกตัวอย่าง “การทำหน้าที่เป็นผู้นำในโปรเจกต์ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น” หรือ “ทำอย่างไรให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” ซึ่งลักษณะคำตอบที่สามารถดึงดูดใจนายจ้างได้ดีคือเป้าหมายและแผนงานที่ชัดเจน โดยมี ‘ตัวเลข’ เป็นหลักฐานพิสูจน์ผลงานว่าทำได้จริง นอกจากนี้ การทำงานแบบ ‘เน้นผลลัพธ์’ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น เมื่อพิจารณาแล้วว่าวิธีแบบดั้งเดิมไม่ได้ส่งผลดีต่อเป้าหมาย บางครั้งเราก็จำเป็นต้องกล้าที่หาวิธีการใหม่ๆ ที่ดียิ่งขึ้น 5) มีวิธีการทำงานเชิงรุก คุณเป็นคนสไตล์ไหน ระหว่างรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยตามแก้หรือ ‘สอดส่องปัญหา’ เพื่อป้องกันตั้งแต่แรก ลักษณะการทำงานแบบเชิงรุกช่วยให้เราสังเกตเห็นปัญหาและแทรกตัวไปแก้ไขอย่างรวดเร็ว ช่วยจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้เล็กลงคล้ายกับทักษะการประเมินโอกาสและความเสี่ยง ซึ่งมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจขององค์กร 6) กล้าตัดสินใจเด็ดขาด ในบางสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาด เช่น ช่วงเวลาที่งานเจอกับปัญหาที่ไม่มีข้อสรุป ก็เป็นหน้าที่ของผู้นำที่จะต้องหาทางออกให้กับทีมโดยใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ผ่านมา ประกอบการพิจารณาข้อมูลที่มีอยู่ในมือเพื่อตัดสินใจหาวิธีแก้ไขว่าทีมควรจะทำอย่างไรต่อไป ที่สำคัญคือต้องมีความหนักแน่น มั่นใจ เพราะ ‘ผู้นำ’ ควรเป็นเสาหลักที่ทุกคนสามารถฝากความหวัง และพร้อมทำตามได้โดยไม่มีความกังวลใจ 7) ช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้คนรอบตัว การปลุกปั้นพัฒนาคนรอบข้างให้ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักขององค์กรถือเป็นบทบาทสำคัญของผู้นำ ดังนั้นหากปัจจุบันคุณมีส่วนช่วยดึงศักยภาพของเพื่อนๆ ไม่ว่าจะช่วยสอนงาน ฟีดแบคเพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง หรือชักจูงกันไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพการงาน ก็อาจแปลว่าคุณสมบัติของผู้นำในตัวคุณเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว 8) คิดวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบ ผู้นำมีบทบาทกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวสำหรับอนาคต ตลอดจนออกแบบแผนงานและวิธีทำให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดหวัง โดยต้อง ‘เหมาะสม’ สามารถเป็นไปได้ต่อส่วนรวม นอกจากงานที่ทำในทุกวัน คอยหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอว่า ตอนนี้ภาพรวมเราอยู่จุดไหน อะไรคือเป้าหมายที่ต้องการจะไปในอนาคต ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ 9) ชอบเข้าสังคม สร้างคอนเนกชันเก่ง ผู้นำที่มีทักษะในการสร้างคอนเนกชันที่แข็งแรงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น เหตุผลแรกคือ มีแหล่งข้อมูลที่มีการแบ่งปัน Know how มีการแชร์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน หรือประสบการณ์วิธีแก้ปัญหาต่างๆ ภายในองค์กร อีกทั้ง เครือข่ายคอนเนกชันที่มีประสิทธิภาพยังช่วยเพิ่มโอกาสในรูปแบบของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ สามารถติดต่อเจรจาดีลงานกันได้ง่ายขึ้น ดังนั้นทักษะการเข้าสังคมจึงมีประโยชน์ต่อบทบาทผู้นำอย่างแน่นอน 10) ‘นำ’ ด้วยการ ‘ทำ’ เป็นตัวอย่าง การเป็น ‘ต้นแบบ’ ที่เพื่อนร่วมงานต่างชื่นชมคือหนึ่งในสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดที่สุดของคนที่จะเป็นผู้นำ ซึ่งสามารถสร้างอิมแพคและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้างจากตัวตนที่แสดงออกผ่านการทำงานในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะด้วยวินัยที่ดี รับผิดชอบต่อผลงาน มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ให้องค์กรได้นำไปต่อยอด ถือเป็นสารตั้งต้นของวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ค้นหาตำแหน่งงานในบทบาทใหม่ฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Thailand อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: 20 อันดับสายงานที่เติบโตมากที่สุดในสิงคโปร์ ปี 2024 ย้ายงานเมื่อไรดี สังเกตได้จาก 7 สัญญาณการทำงานต่อไปนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3w7thlb #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Leadership #SelfDevelopment #Career ### 【英語面接】よくある質問と対策方法 多くの人が「面接」となると気が重くなったり、緊張してしまうと思います。 その上、自分の母国語ではない言語、例えば英語で面接しなくてはいけないとなると更に緊張してうまく伝えられない・答えられなくなるのではと不安になるかもしれません。 それに加え今の時代、特に大手企業に就職する場合は、英語での面接はあまり珍しくないものになってきています。 こちらのブログではそういった悩みを少しでも減らすために、例文や回答例も交えてお伝えしていきます。   ・英語面接と日本語面接の違いはあるのか 極端に言ってしまえば面接の言語が異なるだけで質問内容や面接方法はさほど違いはないといえます。 ただし、英語が得意でなかったり、緊張してしまったりすると緊張のあまり聞き取れなかったり、理解が間に合わなかったりしてアピールチャンスを逃してしまうかもしれません。 その様なことに極力ならないように、英語での質疑応答のイメージトレーニングや予め回答を用意しておくようにしましょう。   ・よく聞かれる質問と回答例 英語面接で聞かれる内容は日本語のものとさほど変わりはないですが、聞きなれない単語等が出てきて戸惑ってしまう事もあると思います。 それではよく英語面接で聞かれる質問と、それに対する回答の言い回しを例文をもとにいくつかご紹介いたします。   1. なぜ応募先の企業で働きたいのか/なぜこのポジションに興味があるのか 質問例:  - Why do you want to work for this company? - Why are you interested in this job? 解説: まず事前に面接を受ける企業についてのリサーチをしましょう。 企業の情報は公式ホームページに事業内容や、企業理念等の情報が記載されています。 そこから企業がどのような人材を必要としているかを分析し、更に関連業界の動向等もチェックしておくことで、面接時の回答に組み込めると良いでしょう。 回答例: I want this job because it’s challenges for me. Also, I have seen your Company’s new XX projects on website and I believe that my experience with 〇〇 skills could support your company. (訳:私にとって挑戦しがいのある職業だからです。また、御社の新しいXXプロジェクトをウェブサイトで知り、自身の〇〇スキルの経験を御社で活用できるのではないかと信じております。)   2. あなたの強み何ですか 質問例:  - What is your greatest strength? - What is your biggest strength? 解説: 強みに関しては自身を過剰評価しているような表現は避けるべきですが、謙遜しすぎないよう気をつけると良いでしょう。 回答例: My greatest strength is having an experienced in Marketing field over 10 years and also have exceeded my sales goals every quarter. (訳:私の最大の強みは10年以上培ってきた営業での経験で、毎四半期会社の目標を達成してきたことです。)   3. あなたの弱みは何ですか 質問例:  - What is your greatest weakness? - What is your biggest weakness? 解説: 弱みについては面接を受けている役職や業種をよく理解した上で、直接関わりのない「弱み」を答えると良いでしょう。 また、それに対する対応策や解決策も同時に回答できると尚良いと思います。 回答例: Being organized was my weak point, but I implemented a time management system that really helped my organization skills. (訳:整理したりまとめることが苦手ですが、時間管理システムを使う事で自身の組織化スキルを補っています。)   4. 将来のビジョンについて 質問例:  - What are your long-term goals or career plans? - What is your vision in life? 解説: 企業理念や目標を理解し分析したうえで自身がどの様に貢献できるか、目標にしたいと思っているかを述べると良いでしょう。 回答例: I would like to improve my English skill and working abroad. (訳:自身の英語力を向上し、いずれは海外で働きたいと思っています。)   5. 職場で経験した困難なこと・その解決方法 質問例:  - Describe a difficult experience at work and how you handled it. - What problems have you encountered at work? 解説: 前職や現職での経験を質問することは多々あります。 困難だったこと以外に上司にどのような事で評価されたか等、いくつかの事例を準備しておきましょう。 回答例: My difficult experience at work was when I be a project reader. It was challenged to deal with many people and lead the team. However, I had managed by having morning meeting with each person to stay closely communicate with all colleagues. (訳:仕事上で大変だったのはプロジェクトのリーダーになった時です。多くの人と関わりながらチームを率いることが課題でしたが、全員と毎朝個別でミーティングをすることで全員と密にコミュニケーションをとることが出来ていました。)   ・注意すべき点 日本語や日本の面接では面接官が主体となってどんどん質問をしていき、進めていくイメージがあると思いますが、英語や海外での面接では自ら積極的に自分をアピールする・話しかける姿勢が良い印象を与えることが多いです。 もちろん過度な自己アピールは評価を下げてしまうかもしれませんが、少なくとも英語面接の際に会話に途切れ等があった場合、自ら自己アピールになるようなエピソードや企業に対する質問等を用意しておくと良いと思います。   ・まとめ 面接の際の質問自体に日本語と英語で大きな差はないと思いますが、英語だと緊張して普段の面接より焦ってしまうかと思います。 その「焦り」をできるだけ少なくするために、しっかりと企業についてリサーチし、英語での回答を何度も復習しておきましょう。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### ชี้เป้า 20 อันดับสายงานกำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุดในสิงคโปร์ 2024 หากลองนึกย้อนกลับไปตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน คุณคิดว่าโลกนี้เปลี่ยนไปมากขนาดไหน? บางคนอาจมองว่าเปลี่ยนไปมากแบบชัดเจน แต่บางคนก็อาจไม่เคยรู้ตัวหรือสัมผัสได้เลย ข้อมูลสถิติจาก LinkedIn ที่ได้เผยแพร่ในปี 2023 ระบุว่า ‘ชุดทักษะการทำงาน’ ในแต่ละตำแหน่งอาชีพมีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 25% ตั้งแต่ปี 2015 และหากคิดเป็นสัดส่วนก็คือ 1 ใน 4 สำหรับคุณคิดว่าตัวเลขดังกล่าวถือว่าเยอะหรือน้อย? ถ้าน้อย เรามาลองเจาะลึกลงไปมากขึ้นในระดับภูมิภาคอย่างสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นเดียวกับเรา มีการเปลี่ยนแปลงของชุดทักษะการทำงานแล้ว 36% และคาดว่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนถึง 50% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิงคโปร์ตั้งเป้าที่จะเป็น AI hub ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดอาชีพและธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้เทรนด์โลกการทำงานในปี 2024 นี้ยังมีการคาดว่าคนทำงานต่างต้องการเปิดโอกาสมองหางานหรือทางเลือกอาชีพใหม่ๆ มากขึ้น Reeracoen Thailand จะพาเพื่อนๆ ไปสำรวจตลาดงานในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ว่ากำลังเปลี่ยนไปในทิศทางไหน และตำแหน่งงานด้านไหนกำลังเป็นที่ต้องการบ้าง เพื่อเตรียมตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งต่อมาถึงประเทศไทยรวมถึงเผื่อวางแผนโยกย้ายไปหาโอกาสใหม่ๆ ที่ต่างประเทศ 1) Quantitative Developer ลักษณะงาน: ตำแหน่ง Quantitative Developer โฟกัสไปที่การพัฒนาและติดตั้งระบบจัดการข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในด้านการเงินเป็นหลัก เช่น สถาบันการเงิน การลงทุน ทักษะที่จำเป็น: Algorithmic trading, Machine learning, การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, Data Scientist 2) Sustainability Consultant ลักษณะงาน: รับผิดชอบด้านการออกแบบและนำเอานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้เพื่อรักษาความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ทักษะที่จำเป็น: คาร์บอนฟุตปรินท์, ประเมินผลกระทบจากการผลิต, งาน CSR ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Environment, health and safety manager, Strategy Consultant 3) Security Operations Center Analyst ลักษณะงาน: มีหน้าที่ดูแลรักษาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร โดยสอดส่องเพื่อจำแนกและตอบโต้กับภัยคุกคาม รวมถึงตรวจสอบแก้ไขช่องโหว่ในระบบ ทักษะที่จำเป็น: Incident response, Network security, Penetration testing ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer,Security Analyst, Security Supervisor 4) Real Estate Agent ลักษณะงาน: ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงเจรจาต่อรองให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด ทักษะที่จำเป็น: Real Estate Transactions, Sales, Property Management ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Business Development Manager, Sales Manager, Account Manager 5) Sales Development Representative ลักษณะงาน: สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายและสร้างคอนเนกชันกับลูกค้า จำแนกกลุ่มที่มีแนวโน้มจะตัดสินใจซื้อ เพื่อส่งต่อให้ฝ่ายขายดำเนินการต่อ ทักษะที่จำเป็น: Cold calling, Lead generation, Sales Prospecting ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Account Manager, Sales, Business Development Specialist 6) Business Development Representative ลักษณะงาน: มีหน้าที่ดูแลการขยายธุรกิจผ่านการค้นหาและพัฒนาคอนเนกชันทางธุรกิจ รวมถึงวางแผนกำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ทักษะที่จำเป็น: Business Development, Cold calling, งาน CRM ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Sales Specialist, Inside Sales Representative, Sales Development Representative 7) Infrastructure Engineer ลักษณะงาน: รับผิดชอบในการออกแบบปรับปรุงและดูแลรักษาโครงสร้างของระบบ ทักษะที่จำเป็น: Amazon Web Services, Microsoft Azure, Cloud Computing ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: System Engineer, Software Engineer, Network Engineer 8) Cyber Security Engineer ลักษณะงาน: รักษาความปลอดภัยของระบบโครงสร้าง IT และพัฒนาวิธีรับมือกับการจู่โจมทางไซเบอร์ เช่น การแฮค ทักษะที่จำเป็น: Vulnerability Assessment, Security Information and Event Management, Penetration Testing ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, Cyber Security Specialist, System Engineer 9) Site Reliability Engineer ลักษณะงาน: ติดตั้งเครื่องมืออัตโนมัติเพื่อรักษาความยั่งยืนของการทำงาน รวมถึงทำให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด ทักษะที่จำเป็น: Kubernetes, Terraform, Grafana ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, DevOps Engineer, System Engineer 10) Back end Developer ลักษณะงาน: เขียนโปรแกรมและออกแบบระบบจัดการฐานข้อมูลที่เป็นกระดูกสันหลังของเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ ทักษะที่จำเป็น: Redis, Amazon Web Services ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, Data Scientist 11) Cloud Engineer ลักษณะงาน: จัดการระบบคลาวด์ฐานข้อมูลขององค์กร ตั้งค่าการดูแลรักษา และอัปเดตให้เกิดความสเถียร ตลอดจนปรับแต่งการใช้งานให้ตอบสนองต่อความต้องการของบริษัท ทักษะที่จำเป็น: Amazon Web Services, Terraform, Microsoft Azure ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Software Engineer, System Engineer, DevOps Engineer 12) Data Science Specialist ลักษณะงาน: รับผิดชอบเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจขององค์กร ทักษะที่จำเป็น: Machine Learning, Data Science, NLP ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Data Science Specialist, Data Consultant, Analytics 13) SEO Specialist ลักษณะงาน: ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพหน้าเว็บไซต์ของบริษัทให้เกิดการมองเห็นมากขึ้น จากเครื่องมือ Search engine อย่าง Google ผ่านคอนเทนต์บทความต่างๆ ตามกลยุทธ์ที่วางแผนไว้ ทักษะที่จำเป็น: Keyword Research, Google Analytics, SEO Copywriting ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Digital Marketing Specialist, Copywriter, Marketing Manager 14) Investment Specialist ลักษณะงาน: พัฒนาและดำเนินกลยุทธ์การลงทุนโดยวิเคราะห์จากข้อมูลการลงทุน สถานการณ์ในตลาด และข้อมูลเชิงลึกในแต่ละธุรกิจ ทักษะที่จำเป็น: Financial Modelling, Due Diligence, Valuation ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Investment Analyst, Investment Manager, Investment Banking Associate 15) Chief of Staff ลักษณะงาน: ดูแลภาพรวมการทำงานและหน้าที่ประจำวัน ระหว่างระดับผู้บริหารและพนักงานทั่วไป เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ตลอดจนวางแผนขั้นตอนการทำงาน และมีช่วยเหลือในแต่ละโปรเจกต์ ทักษะที่จำเป็น: Stakeholder Management, Business Strategy, Program Management ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Project Manager, Strategy Manager, Program Manager 16) Trading Analyst ลักษณะงาน: วิเคราะห์การซื้อขาย มีความความเชี่ยวชาญในการศึกษาตลาดหุ้นและส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทักษะที่จำเป็น: Financial Modelling, Data Visualisation, Market Research ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Market Analyst, Business Analyst, Energy Analyst 17) Growth Specialist ลักษณะงาน: เชี่ยวชาญในการพัฒนาและปรับใช้กลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและขยายองค์กร ด้วยเครื่องมือทางการตลาด, การขายและการพัฒนาธุรกิจ ทักษะที่จำเป็น: Digital Marketing, Business Development, Growth Hacking ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Marketing Specialist, Business Development Specialist, Operational Specialist 18) Partnerships Manager ลักษณะงาน: ทำหน้าที่บริหารดูแลรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ หรือลูกค้า ทักษะที่จำเป็น: Digital Strategy, Account Management, Go-to-Market Strategy ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Business Development Manager, Sales Director, Account Manager 19) Legal Consultant ลักษณะงาน: ให้คำปรึกษาและแนะนำด้านกฎหมายให้กับธุรกิจและบุคคลทั่วไป ทักษะที่จำเป็น: Commercial Contracts, Legal Writing, Due Diligence ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Legal Counsel, Lawyer, Solicitor 20) Environment, Health and Safety Manager ลักษณะงาน: จัดการดูแลนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และจัดการขั้นตอนปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน EHS ทักษะที่จำเป็น: Incident Investigation, Safety Management Systems, Workplace Safety ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้อง: Safety Manager, Environment Specialist, Health Officer ฝากโปรไฟล์พร้อมมองเปิดโอกาสใหม่ๆ ได้งานตรงใจไม่ว่าบริษัทไทยหรือต่างชาติ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: 8 ทักษะสร้างงาน พร้อมสร้างรายได้สูงในปี 2024 4 เหตุผลทำไมไม่ควรสมัครงานด้วย 'เรซูเม่สำเร็จรูป' จาก AI แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3ufBmUg #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### จับตา 8 ทักษะสร้างงาน พร้อมสร้างรายได้สูงในปี 2024 เคยคิดเล่นๆ ไหมว่าตัวเราในอีก 5 ปี 10 ปีจะเป็นอย่างไร และหากมองกลับมามองตัวเองกับงานที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน ทักษะ ความเชี่ยวชาญ ประกอบกับประสบการณ์ที่มีจะเพียงพอให้ประสบความสำเร็จจนถึงอนาคตนั้นไหม? เชื่อว่ารูปแบบของโลกที่เห็นกันในทุกวันนี้ทำให้เราตระหนักถึงการ Upskill - Reskill กันอยู่แล้ว เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทักษะที่เราเคยใช้มาตลอดก็อาจถึงวันล้าสมัยหรือ ‘หมดอายุ’ เมื่อมีสิ่งใหม่เข้ามาแทน และเพื่ออนาคตในอีก 5 ปี 10 ปีต่อจากนี้ แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องรับเอาทักษะใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ให้เป็นหนึ่งในความสามารถที่มีติดตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เรายังมีเครื่องมือไว้พาเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้รวมถึงเพื่อเพิ่มโอกาสต่อยอดไปสู่เส้นทางใหม่ๆ ด้วย แล้วทักษะแบบไหนที่เราควรรู้จักไว้? Reeracoen Thailand ได้นำ 8 ทักษะสร้างงานพร้อมสร้างรายได้สูงในปี 2024 มาฝากกันครับ 1) Data Analysis ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เป็นสกิลที่ถือว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งในยุคนี้ โดยสามารถนำไปใช้ได้กับแทบจะทุกอาชีพตั้งแต่ Entry level ไปจนถึงระดับผู้บริหาร สาเหตุเนื่องจากธุรกิจจำนวนมากในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนลักษณะเป็น Data-driven organization ที่มักจะมีการเก็บข้อมูลจากการทำงานอย่างละเอียดและนำเอาข้อมูลเหล่านั้นมาแก้ใช้ไขปรับปรุงองค์กร ตลอดจนวางกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ การจะนำทักษะนี้ไปต่อยอดให้เป็นอาชีพอย่าง Data Analyst จำเป็นต้องสามารถวิเคราะห์ เรียบเรียง สร้างแบบจำลองและถ่ายทอดข้อมูลที่ซับซ้อนจากคลังที่มีขนาดมหาศาลได้ 2) Project Management การจัดการ/บริหารโปรเจกต์เป็นชุดทักษะที่มีความต้องการสูงเป็นอันดับต้นๆ ทั่วโลก ซึ่งรายงานจาก U.S. Bureau คาดว่างานด้าน Project Management จะมีอัตราการเติบโตขึ้น 6% ไปจนถึงปี 2032 โดยดูแลรับผิดชอบในส่วนของการบริหาร สร้างความพันธ์ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในมือให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจ 3) UX/UI Design อ้างอิงข้อมูลจาก Statista (ตุลาคม 2023) พบว่ามีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนถึง 5.3 พันล้านคน ดังนั้นในสังคมที่มีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างในทุกวันนี้ ธุรกิจจะต้องออกแบบหน้าเว็บ/แอปฯ ให้ดี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานหรือลูกค้า จึงถือเป็นทักษะที่มีคุณค่าและคนทำงานควรมีติดตัวไว้ 4) Digital Marketing อาชีพนักการตลาดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจเปรียบเสมือนการออกแบบ UX/UI ในสายงานเทคฯ โดยเน้นสร้างประสบการณ์ผ่านสื่อออนไลน์และดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตามวัตถุประสงค์ของแคมเปญการตลาด เช่น โปรโมตแบรนด์ กระตุ้นยอดขาย ฯลฯ สำหรับทักษะ Digital Marketing สำหรับนักการตลาดออนไลน์ ประกอบด้วยการเขียนคอนเทนต์ ออกแบบชิ้นงานกราฟิก ชื่นชอบการมีส่วนร่วมตามช่องทางโซเชียลมีเดีย เจาะกลุ่มเป้าหมายทำการตลาดด้วย Influencer และที่สำคัญทักษะเหล่านี้สามารถถูก ‘ตีบวก’ เพิ่มมูลค่าได้ ด้วยคอร์สเรียนจากสถาบันต่างๆ ที่มีใบ Certification อาทิ มหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงจาก Google เป็นต้น 5) Artificial Intelligence (AI) หากพูดถึงทักษะที่ ‘ร้อนแรง’ ในช่วงนี้แล้วจะไม่พูดถึงการใช้งานเทคโนโลยี AI ก็คงเหมือนกินไก่ทอดแบบลอกหนังทิ้งทั้งๆ ที่เห็นชัด แถมมีแรงดึงดูดสูง เนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง และได้เข้ามามีส่วนในแทบจะทุกๆ สายงาน นอกจากเราจะเห็นบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ทั่วโลกเร่งพัฒนา AI จากค่ายตัวเองมาแข่งกันในตลาดมากขึ้นแล้ว หนึ่งในเหตุผลที่ทักษะด้าน AI ถูกคาดว่าจะมาแรงต่อเนื่องคือข้อมูลที่คาดการณ์ว่าจะมีส่วนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ จาก 2.6 ล้านล้าน สู่ 4.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (อ้างอิงข้อมูลจาก McKinsey) ที่สำคัญคือ การเริ่มต้นเรียนรู้ทักษะด้าน AI ไม่ได้หมายความว่าต้องเอาเวลาลงเรียนในสถาบันเป็นปีๆ เพื่อจะเป็นวิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์แบบ ‘นักพัฒนา’ แค่เริ่มรู้จักนำมาใช้กับชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ ก็ช่วยให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ไปแล้วหนึ่งก้าว 6) Leadership คำว่า ‘ความเป็นผู้นำ’ อาจฟังดูมีความหมายที่กว้างมากๆ อาจครอบคลุมถึงความสามารถในหลายๆ ด้าน เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ ความอยากรู้อยากเห็น การมีทัศนคติที่เปิดกว้าง ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว มีแรงจูงใจที่ดี ตลอดจนเก่งด้านการบริหารคน สอดคล้องกับรายงานจาก World Economic Forum 2023 ระบุว่าทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership) ที่มีองค์ประกอบย่อยๆ เป็นทักษะเหล่านี้รวมอยู่ในนั้นกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นในหมู่บริษัททั่วโลก 7) Web Development ข้อมูลสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตจาก Statista ที่ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ใช้มากถึง 5.3 พันล้านคน ทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องมี Web developer เข้ามาปรับปรุงคุณภาพและประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ เพื่อตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสำนักสถิติแรงงาน (U.S. Bureau) คาดว่า งานสาย Web development จะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 16% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ 8) Sales คุณสมบัติที่เป็นพื้นฐานสำคัญของ Sales คือทักษะการเข้าสังคม และสร้างสัมพันธ์ที่ดี ชอบออกงานพบปะผู้คน มีความยืดหยุ่น กระตือรือร้นที่จะไล่ล่าเป้าหมายให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ เราจะเห็นได้ว่าลักษณะของความเป็น Sales ไม่ต่างอะไรจากคุณสมบัติพื้นฐานที่ดีของคนทำงาน ที่มีทั้งความรับผิดชอบ เข้าสังคม ออกงานเก่ง สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในหลายๆ ด้านโดยเฉพาะการสร้าง ‘รายได้’ หรือคอนเนกชันให้กับบริษัท จากทักษะด้านการขายและเข้าสังคมที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม การเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาตัวเองคือ Long-life learning ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อเราได้เริ่มนำทักษะเหล่านี้ไปปรับใช้กับการทำงานแล้ว ไม่แน่ว่าเราอาจจะค้นพบตัวเองในเวอร์ชันใหม่ที่มีเป้าหมายแตกต่างออกไปจาก ณ ตอนนี้ จับคู่งานกับทักษะอย่างตรงจุดเพื่อพบกับชีวิตการทำงานที่ตรงใจ ฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Thailand อ่านบทความเพิ่มเติม: 4 เหตุผลทำไมไม่ควรสมัครงานด้วย 'เรซูเม่สำเร็จรูป' จาก AI รู้จักและรับมือ 'เทคนิค' ที่องค์กรชอบใช้ดึงดูดผู้สมัคร แหล่งที่มาจาก: https://bit.ly/4bfQDVE https://bit.ly/483pF0Y https://bit.ly/47UVatN https://bit.ly/3ubAgJe https://bit.ly/3vOaEm0 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 【英文レジュメ】書き方とポイント Part2 今回は以前掲載した【英文レジュメの書き方とポイント】のPart2として、より詳細に英文レジュメの書き方についてご紹介していきます。 海外での就職活動や転職活動をする際は英文レジュメが必要となります。 日系企業であっても昨今は英文レジュメがあることにより、自身の英語能力の証明ともなるため作成しておいて損はありません。 また、母国語が日本語ではない方が書類選考を行うケースや、VISAを申請する際に必要となるケースもあるため、転職活動を始める際に選考をスムーズに行うためにも作成しておくと良いでしょう。 では具体的にどのような点に注意すべきかを例文と共にみていきましょう。   ・文字 読みやすさの面において、文字は重要な要素のひとつです。 一般的な英文字(ArialやCalibri、Cambria、Century Gothic等)と12から14程度の大きさの文字を使用し、レジュメ全体の文字を統一させることで、すっきりした読みやすいレジュメを作成しましょう。   ・レジュメに記載する内容例 前回の記事にも記載している通り「氏名」や「連絡先」といった個人の基本情報以外に仕事に直結する内容を記載する必要があります。 なかでも自身の経歴やスキルをどれだけ要約してアピールできるかが重要になります。 スキルは大きく分けてハードスキルとソフトスキルの2種類に分類され、どちらも程よく記載するのが理想でしょう。   ハードスキル(Hard Skill):特定の専門知識や技術、資格、ツール等を習得したスキルのこと。 例:Analyze consumer behavior(顧客分析)   Operating certain machine or equipment(特定の機械や機器の操作)   Written and spoken foreign language(外国語の読み書き)   ソフトスキル(Soft Skill):コミュニケーション能力や時間管理能力、信頼性の高さ等、応用力や対人関係に関するスキルのこと。 例:Leadership(リーダーシップ)   Problem-solving skill(問題解決能力)   Negotiation skill(交渉能力)   ポイント: 職歴やスキル等を記載する際は動詞から始まるようにすると良いでしょう。 例:Manage a [〇〇Baht/Yen] budget([〇〇バーツ/円]の予算を管理)   Did the market research(市場調査を行った)   Planned business strategies(事業戦略を計画)   自身のスキルを詳細に説明しようとして文章が長くなってしまいがちですが、端的に上記のように記載することで読みやすくなりますし、面接時に説明し自身の能力をアピールするチャンスにもなります。 また、仕事に直結しづらい趣味や特技等の記載は不要ですが、仕事に活かせるようなもの、もしくはプラスのイメージを与える趣味や特技がある場合は記載するべきです。 例:Debate(ディベート/弁論)   Meditation(瞑想)   Volunteering(ボランティア活動)   ・Reference(紹介状)の記載 レジュメにReferee(推薦者)の情報を記載することもあると思います。 記載する主な理由として、自身の能力の保証となってくれることやRefereeがよく知られた人であれば好印象を与えることができる、第3者である推薦者に連絡を取ることで過去の働きぶり等を聴取するといった理由があります。 面談者もこれをもとに、会社ではどのような評価を受けていたのか等を聞いて評価対象のひとつとすることもあります。 しかし一般的には記載の必要はないとされるため、もし記載を希望する際は「References will be sent on request.」や「Available upon request.」等と記載しておくと良いでしょう。   ・英文レジュメの例 上記の内容と前回記事を踏まえた上で英文レジュメを作成してみましょう。   本記事のレジュメはMicrosoftのWordに付帯している既存のレジュメ用のテンプレートを使用して作成したものです。 そのほかにもネット上には項目が用意されており、それに沿って情報を記入するだけで完成するようなレジュメ作成サイトもあります。 重要だと思う項目のみを選択し端的に内容をまとめる、そういった選別をしてうまく活用し、自分だけのレジュメを作成していきましょう。   ・まとめ 英文でレジュメを書く際は何度も記載しているように端的に、不要な情報を削除し伝えたい情報のみにし、簡素化されたレジュメを書くことで相手がどこに「スポットライト」を当てるべきかを判断しやすくなります。 これらを踏まえて、皆さんが英語でレジュメを書く際の参考にしていただければと思います。 今回は以前掲載した「英文レジュメの書き方とポイント」のPart2として、より詳細に英文レジュメの書き方についてご紹介していきます。 海外での就職活動や転職活動をする際は英文レジュメが必要となります。 日系企業であっても昨今は英文レジュメがあることにより、自身の英語能力の証明ともなるため作成しておいて損はありません。 また、母国語が日本語ではない方が書類選考を行うケースや、VISAを申請する際に必要となるケースもあるため、転職活動を始める際に選考をスムーズに行うためにも作成しておくと良いでしょう。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 4 เหตุผลทำไมไม่ควรสมัครงาน ด้วย ‘เรซูเม่สำเร็จรูป’ ที่ได้จาก AI ปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มฝึกใช้เครื่องมือ AI ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการทำงานมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงใช้เป็นตัวช่วยสำหรับสมัครงาน อย่างการให้ Generative AI ช่วยเขียนเรซูเม่, cover letter ที่ทั้งประหยัดเวลาแถมยังได้ความเป๊ะของเนื้อหาอีกด้วย หากอ้างอิงการทดลองจาก MIT Sloan เราจะพบว่าเรซูเม่ที่สร้างขึ้นจากเครื่องมือ AI มีการใช้หลักภาษาที่ดีกว่า และหากเทียบระหว่างคนที่คุณสมบัติเหมือนกันทุกอย่าง คนที่ ‘เขียนได้ดีกว่า’ ก็จะดูมีภาษีดีกว่าอีกคนแบบชัดเจน ดังนั้นเครื่องมือ AI จึงอาจมีส่วนสำคัญต่อโอกาสได้งาน โดยลักษณะเครื่องมือที่ผู้คนนิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ ChatGPT รวมถึง LazyApply, SimplifyJobs เพื่อประหยัดเวลาให้กับขั้นตอนการค้นหางานจากช่องทางต่างๆ นอกจากนี้หากไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะจะทำงานอะไรก็ยังมี Pyjama Jobs และ Talentprise ที่ช่วยจับคู่ “ทักษะ” และแนะนำตำแหน่งที่เหมาะสมให้ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้อาจให้ความ ‘สะดวก’ ก็จริง แต่ในบางทีก็อาจต้องแลกมาด้วยโอกาสได้งานของตัวเราเองเช่นกัน โดยเฉพาะในแง่การใช้ AI ช่วยทำเรซูเม่สำหรับส่งสมัครงานซึ่งคุณ Bryan Robinson จาก Forbes ได้ให้เหตุผลจากการสรุปข้อมูลของ Resume Genius ไว้ดังนี้ 1) ไม่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจำเป็นในหลายงาน เรซูเม่สำเร็จรูปที่สร้างขึ้นจากเครื่องมือ AI มักไม่สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องอาศัยทักษะนี้เป็นหลักอย่าง สายงานการตลาด การสื่อสาร ศิลปะ ที่ถือเป็นความละเอียดอ่อนทางความคิดของมนุษย์และเป็นข้อจำกัดที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ 2) เนื้อหาดี แต่ไม่มีเอกลักษณ์ เครื่องมือ Generative AI สามารถสร้างลิสต์ ‘คุณสมบัติ’ และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับตัวเราได้ อาจได้ความถูกต้องของหลักภาษาที่มีคุณภาพก็จริง แต่อย่างไรก็ตามปัญหาคือมันยังไม่สามารถนำลิสต์เหล่านี้ มาประกอบกันและสะท้อนเรื่องราวของแต่ละคนได้ เนื่องจากเครื่องมือ AI ไม่สามารถคราฟต์เรซูเม่ให้เป็นแบบ ‘เฉพาะตัว’ ไม่ว่าจะประสบการณ์ ความสามารถ หรือทัศนคติที่แต่ละคนโดดเด่นแตกต่างกัน ทำให้ยังมีข้อด้อยที่ AI ยังไปไม่ถึงอยู่ซึ่งก็คือความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ในการถ่ายทอด 3) ข้อมูลส่วนเกินที่ไม่เกี่ยวข้อง จากการทดลองสำรวจ พบข้อมูลที่อาจต้องปักธงแดงไว้ตัวใหญ่ๆ เนื่องจากบ่อยครั้งที่ AI สร้างเรซูเม่โดยมีข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาด้วย สาเหตุเพราะเกิดปัญหาในการรับข้อมูลตั้งต้น จนทำให้ตีความและถ่ายทอดเนื้อหาผิดเพี้ยนไป ซึ่งความผิดพลาดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ ‘ยอมรับได้’ ในมุมของนายจ้าง ยิ่งกับความประทับใจแรกตั้งแต่ยังไม่เจอหน้ากันยิ่งสำคัญ และความผิดพลาดในลักษณะนี้สะท้อนถึงความสะเพร่าไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญ 4) ไม่ได้โชว์ทักษะการสื่อสาร ในการศึกษาจาก Resume Genius ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้ความสำคัญมากๆ คือคำถามที่มีต่อ ‘ขอบเขต’ การใช้ AI ของผู้สมัคร ซึ่งได้ข้อสรุปคือไม่เกี่ยวว่าจะใช้หรือไม่ใช้ AI ช่วยทุ่นแรงเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘วิธีการใช้’ และที่แน่ๆ จากเหตุผลสองข้อที่กล่าวมาข้างต้น เราจะพบว่าเครื่องมือเหล่านี้ ‘สอบตก’ ในการสะท้อนทักษะการสื่อสารของผู้สมัคร เราคงรู้กันดีว่าเรซูเม่คือ ‘ใบเบิกทาง’ ของผู้สมัครดังนั้นโอกาสที่จะรุ่ง หรือจะร่วงก็วัดกันตั้งแต่ตรงนี้ โดยปัจจัยที่จะชี้วัดระหว่างคนที่รุ่งกับคนที่ร่วงนับตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนสัมภาษณ์งาน ก็คือ ความโดดเด่นในด้านต่างๆ ที่มีอยู่บนเรซูเม่ ซึ่งหากนำผู้สมัครสองคนมาเปรียบเทียบกัน ในแง่ของ Technical skill อาจไม่ต่างกันเท่าไรแต่ส่วนต่อไปที่จะเข้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสิน ก็คือ Soft skill ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ทักษะการสื่อสาร’ ที่นายจ้างสามารถมองเห็นความแตกต่างได้ทันที ทำให้การใช้เรซูเม่สำเร็จรูปจาก AI จึงไปขัดกับจุดประสงค์ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานขององค์กร ซึ่งต้องการรู้จักกับตัวตนผู้สมัครให้ดีที่สุดในทุกๆ แง่มุม (เท่าที่จะทำได้) สรุป เครื่องมือ AI จะช่วย ‘ทุ่นแรง’ และเพิ่มประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อผู้สมัครรู้จังหวะและวิธีการใช้งานที่เหมาะสม ซึ่งจุดเด่นคือสามารถลัดขั้นตอน ลิสต์เนื้อหาที่น่าสนใจให้เราได้เลือกใช้ แต่จุดด้อยคือไม่สามารถสะท้อนความเป็นตัวเองลงไปได้ ดังนั้น AI อาจจะช่วยเริ่มขึ้นโครงสร้างของตึกได้ก็จริง แต่หากจะทำให้เสร็จสมบูรณ์นั่นคือหน้าที่ของตัวเราเอง ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: รู้จักและรับมือ 'เทคนิค' การจ้างงานที่นายจ้างมักใช้ดึงดูดผู้สมัคร แนะนำ 9 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับผู้สมัคร หากไม่อยาก 'เฟล' กับงานใหม่ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3OdqDRa #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### รู้จักและรับมือกับ ‘เทคนิค’ ที่นายจ้างชอบใช้ดึงดูดผู้สมัคร ก่อนหน้านี้ เรามีข้อมูลที่เคยชี้ให้เห็นเทคนิคที่คนมักใช้ในการสมัครงาน เช่น แต่งโปรไฟล์ดีเกินจริง หรือแอบมีการขี้โม้คุณสมบัติตัวเองบ้างในบางส่วนเพื่อดึงดูดความสนใจจากองค์กรให้ได้มากที่สุด แต่ในฐานะผู้สมัคร คุณเคยเอะใจไหมว่าจากข้อมูลทั้งหมดที่เราได้รับระหว่างการสมัครงานในนั้นมีข้อมูลที่เป็น 'เรื่องจริง' อยู่กี่เปอร์เซ็นต์? เนื่องจากผลสำรวจโดย Resume Builder โดยมีผู้รับผิดชอบด้านการจ้างงานเข้าร่วมจำนวน 1,060 คน กำลังชี้ให้เห็นข้อมูลอีกด้านที่ผู้สมัครอาจไม่เคยรู้ตัวเมื่อ HR ที่ดูแลด้านการจ้างงานจำนวนกว่าครึ่ง ออกมายอมรับว่าพวกเขามักจะใช้ ‘กลยุทธ์’ บางอย่างเพื่อดึงดูดให้มีจำนวนคนสมัครเข้ามาเยอะๆ เช่นกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้าง แล้วคนทำงานแบบเราจะรับมืออย่างไร Reeracoen Thailand ได้สรุปมาให้แล้วครับ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ HR จำนวน 36% ยอมรับว่าเคยโกหกผู้สมัคร เกี่ยวกับตำแหน่งงานและข้อมูลองค์กร 75% จากกลุ่มดังกล่าว โกหกระหว่างสัมภาษณ์งาน52% ทำตั้งแต่ตอนเขียนรายละเอียดตำแหน่งงาน ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ถูกนายจ้างปรับเปลี่ยน คือหน้าที่และความรับผิดชอบต่องาน ตลอดจนโอกาสที่จะได้เติบโตในองค์กร 80% ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ ‘ยอมรับได้’ และที่สำคัญคือ 9 ใน 10 ของผู้สมัครเหล่านี้ สุดท้ายมักจะลงเอยด้วยการตกลงเริ่มงานในที่สุด 6 อันดับสาเหตุที่ทำให้ HR จำเป็นต้องโกหก ปกป้องข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน ปกปิด ‘ด้านลบ’ ขององค์กร ดึงดูดผู้สมัครเข้ามาให้เยอะๆ ต้องการกล่อมผู้สมัครให้คล้อยตาม ทำให้ตัวงานดูดีขึ้นจากความเป็นจริง ล่อซื้อผู้สมัครที่มีศักยภาพสูง วิธีการรับมือในฐานะผู้สมัคร ถ้าไม่อยากให้ความเป็นจริงนั้นช่างต่างไปจากสิ่งที่หวัง อย่าด่วนตัดสินใจด้วยการค้นหาข้อมูลองค์กรจากเว็บไซต์ที่มีอยู่ไม่กี่หน้า แล้วไปมุ่งเป้าเค้นหา ‘ความจริง’ ให้ได้จากการสัมภาษณ์งานด้วยกลยุทธ์ที่ช่วยกำหนดคำถามอย่างมีประสิทธิภาพ 1) รู้ว่าตัวเอง ‘อยากรู้’ เรื่องอะไร ก่อนที่เราจะเริ่มต้นค้นหาข้อมูลที่สำคัญต่อตัวเอง อันดับแรกเราต้องรู้ก่อนว่าตัวเราให้ความสำคัญกับอะไร อย่างในการสมัครงาน เราก็คงอยากรู้ข้อมูลในหลายๆ ด้านเพื่อประเมินภาพรวมและวางแผนให้อนาคตของตัวเอง เช่น โครงสร้างเงินเดือน ขนาดทีม หน้าที่ ความคาดหวังและอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เราไม่มีความสุขในการทำงาน 2) อย่าเพิ่ง ‘เชื่อ’ ทุกข้อมูลที่ได้ยินเป็นครั้งแรก เนื่องจากมนุษย์เรามักจะมีสิ่งที่เรียกว่า confirmation bias ซึ่งทำให้เราปักใจเชื่อแต่ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดของตัวเอง ดังนั้นก่อนที่จะเชื่อทุกอย่างแบบหมดใจ เราสามารถใช้เวลาในห้องสัมภาษณ์คุยรายละเอียดเชิงลึก เพราะบางอย่างอาจมีเงื่อนไขที่ยังนายจ้างยังไม่ได้บอก 3) อย่าเสียโอกาสที่จะตั้งคำถาม แม้ในทางทฤษฎี การสัมภาษณ์งานคือการสื่อสารระหว่างสองฝ่าย แต่ในทางปฏิบัติ เรามักไม่ค่อยมีโอกาสหรือเวลามากมายที่จะถาม ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังนายจ้างเปิดโอกาสให้หลังสัมภาษณ์เสร็จ คำถามที่เราจะนำมาใช้จึงควร ‘ตรงประเด็น’ และนำไปสู่คำตอบที่ช่วยคลายข้อสงสัยเราได้ดีที่สุด เช่น คนแบบไหนที่จะสำเร็จกับการทำงานที่นี่ นอกจากหน้าที่ใน Job description แล้วยังมีอะไรเพิ่มเติมบ้าง ใครที่จะได้ทำงานด้วยอย่างใกล้ชิดที่สุด เป้าหมายสามอันดับแรกที่องค์กรคาดหวังคืออะไร ยิ่งเรารู้ข้อมูลองค์กรที่เป็นความจริงได้มากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้เราเริ่มต้นชีวิตในที่ทำงานใหม่ได้ดีมากขึ้นเท่านั้น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: แนะนำ 9 คำถามสัมภาษณ์งานสำหรับคนที่ไม่อยาก 'เฟล' กับงานใหม่ สถิติ 'คำพูด' ที่ใช้ระหว่างสัมภาษณ์งานซึ่งแยกระหว่างผู้สมัครที่ดี และคนที่จะไม่ได้งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/4b5RZSX https://bit.ly/3HtOicf #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### แนะนำ 9 คำถามสำหรับผู้สมัคร ถ้าไม่อยากเข้าไป ‘เฟล’ กับงานใหม่ รอมาตั้งนานในที่สุดก็มี HR โทรมานัดเข้าสัมภาษณ์ แต่จะให้เราเข้าไปเป็นฝ่าย ‘ตอบ’ อย่างเดียวคงไม่ใช่ เพราะหัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์งานก็คือการ ‘แลกเปลี่ยนข้อมูล’ ระหว่างสองฝ่ายเพื่อทำความรู้จักกันทั้งบริษัทนายจ้างและฝั่งผู้สมัคร ดังนั้นนอกจากจะเข้าไปให้ HR ได้รู้จักเรามากขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งเราก็ควรได้ทำความรู้จักกับองค์กรด้วยเช่นกัน และการเตรียม ‘คำถามที่ดี’ เข้าห้องสัมภาษณ์ไปด้วยก็จะทำให้เราได้ข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก-ใหญ่ หรืออะไรที่ยังค้างคาใจอยู่ รวมถึงเป็นการ ‘ต่อเวลาพิเศษ’ ให้ได้พรีเซนต์ตัวเองอีกด้วย ลักษณะของคำถามที่นำมาใช้ในการสัมภาษณ์ก็เหมือนกับสิทธิขับรถสำรวจโลกใบใหม่ ที่หากเข้าไปสำรวจพื้นที่สำคัญถูกจุดก็จะยิ่งช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าเหมาะกับเราไหม หากเข้าไปอยู่ด้วยแล้วจะรอดหรือเปล่า รวมถึงคาดเดาได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ การที่บริษัทนายจ้างเปิดโอกาสให้ถามอาจเป็นการลองเชิงว่าเราสนใจในบริษัทเขามากแค่ไหน ซึ่งถ้าเราโชว์ยิงคำถามที่น่าสนใจได้ดีก็จะยิ่งทำแต้มเหนือกว่าคู่แข่งด้วยเช่นกัน Reeracoen Thailand มี 9 คำถามอยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ลองนำไปใช้ดูครับ 1) ลักษณะของทีมที่จะไปร่วมงานเป็นอย่างไร ในการทำงานเราไม่สามารถเป็นฮีโร่ฉายเดี่ยวที่จะสำเร็จงานโปรเจกต์ใหญ่ๆ ได้ด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นจึงต้องรู้ว่าคนที่เราจะต้องใกล้ชิดนั้นเป็นอย่างไรมีวิธีการทำงานหรือมีวัฒนธรรมเป็นแบบไหน เพื่อปรับตัวเบื้องต้นก่อนจะเข้าไปร่วมงานจริง นอกจากนี้การแสดงออกว่าให้ความสำคัญต่อ ‘ทีม’ สื่อถึงการเป็น Team player ที่จะทำงานกับคนอื่นได้ดี รวมถึงภาวะความเป็นผู้นำ ที่รู้จักการบริหารคนหมู่มากให้ทุกส่วนทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น 2) เป้าหมายสำคัญที่วางไว้ในปีนี้คืออะไร ในฐานะพนักงานใหม่ เรามีโอกาสที่จะย้ายงานไปเจอกับความเปลี่ยนแปลงแบบพอดิบพอดี เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่การเปิดรับสมัครงานนี้อาจเกิดขึ้นบน ‘แผนงานใหม่’ ขององค์กร ดังนั้นการรู้ถึงเป้าหมายอันชัดเจนภายในปีนั้นๆ จะทำให้เรามองสถานการณ์ ตลอดจนเป้าหมายและอุปสรรคที่ตำแหน่งงานนี้อาจจะต้องรับมือได้ตั้งแต่เนิ่นๆ 3) เห็นภาพองค์กรนี้เป็นอย่างไรในอีก 3 ปี ปกติเรามักจะเป็นฝ่ายถูกถามด้วยคำถามดังกล่าว ซึ่งสำหรับบางคนเป็นอะไรที่ตอบยากมากๆ โดยเฉพาะปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาได้ แต่สำหรับองค์กร ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องตอบได้เพราะเป็นหลักประกัน ‘ความมั่นคง’ ของพนักงาน ดังนั้นองค์กรที่ดีจึงต้องเตรียมแผนงานไว้รองรับ นอกจากนี้ การสอบถามถึงอนาคตที่มากกว่าแค่ 1-2 ปี ยังเป็นการสื่อสารว่าเรามองหาที่ทำงาน ‘ระยะยาว’ สอดคล้องกับเป้าหมายของนายจ้างที่ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนคนทำงานบ่อยๆ ด้วย 4) มีความคาดหวังต่อเราภายใน 90 วันแรกยังไงบ้าง ส่วนใหญ่ 90 วันแรกคือช่วงเวลา ‘ระยะทดลองงาน (probation)’ ซึ่งถ้าทำผลได้งานน่าประทับใจก็สามารถไปต่อได้ยาวๆ แต่ในทางตรงกันข้าม หากทำได้ไม่ตรงกับความคาดหวัง ก็เก็บกระเป๋าแล้วเริ่มสมัครงานใหม่ได้ทันที ดังนั้นการรู้ถึงความคาดหวังในช่วง 90 วันนี้จึงสำคัญต่อจุดเริ่มต้นของพนักงานใหม่ทุกคน และทางที่ดีคือขอความชัดเจนจากองค์กรตรงๆ เพื่อวางแผนงานให้เหมาะกับเป้าหมายมากที่สุด 5) สิ่งแรกที่อยากให้สำเร็จภายใน 6 เดือนคืออะไร หลังจากผ่านช่วงทดลองงาน 90 วันแรก อีกหนึ่งจุดปักธงก็คือระยะเวลา 6 เดือนต่อมา ซึ่งถือว่าได้ ‘ทำงานจริง’ มาเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อคุ้นชินกับงานตามหน้าที่ก็ควรเริ่มมีผลงานอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาด้วย เช่นเดียวกับความคาดหวังในช่วง 90 วันแรก สิ่งองค์กรคาดหวังไว้นั่นแหละคือเป้าหมายอันดับหนึ่ง หรือถ้างานที่ได้รับเริ่มเข้ามืออย่างเต็มที่แล้วก็อาจเสนอตัวเลือกอื่นๆ จากมุมมองใหม่ๆ ได้เช่นกัน 6) มีวิธีชี้วัดความสำเร็จจากอะไร บริษัทแต่ละที่ย่อมมีมุมมองและวิธีการวัดผลที่ต่างกัน บางบริษัทอาจใช้ ‘ตัวเลข’ ชี้วัดผลงาน บางแห่งอาจพิจารณาจาก ‘อิมแพค’ ต่อองค์กร ซึ่งเราจำเป็นต้องรู้ข้อมูลเหล่านี้ก่อนเข้าไปเริ่มงาน เพื่อวางแผนทำผลงานให้สอดคล้องกับแนวทางนั้นๆ รวมถึงช่วยให้ปรับตัวเข้ากับระบบได้ง่ายขึ้นด้วย 7) มีวิธีการพัฒนาผู้นำองค์กรอย่างไร นอกเหนือจากเงินและผลตอบแทนอื่นๆ สิ่งที่เราจะได้จากการทำงานคือ ‘การเติบโต’ ดังนั้นเราต้องพยายามเลี่ยง dead-end job ซึ่งดูออกได้จากแนวทางการพัฒนาบุคคลในบริษัทนั้นๆ ว่าให้ความสำคัญหรือมีพื้นที่ให้ได้ก้าวหน้าหรือไม่ ถือเป็นหน้าที่ที่องค์กรต้องสร้างคนให้มีคุณภาพ ให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรต่อไปได้ในอนาคต เราจึงควรถามถึง ‘อัตราการโปรโมตพนักงาน’ วิธีการสืบทอดตำแหน่ง (succession planning) รวมถึงโปรแกรมเทรนนิ่งพนักงาน เพื่อดูว่าเราจะได้เติบโตแบบไหน อย่างไร เมื่อไร 8) บริษัทช่วยบริหาร work-life balance ให้พนักงานยังไง แน่นอนว่าไม่มีบริษัทไหนไม่ทำงานหนัก เพียงแต่องค์กรที่น่าอยู่จะรู้วิธีบริหารจัดการภาระงานที่ดี นอกจากถามถึง ‘วิธีการ’ ที่เป็นคอนเซปต์ของการบริหาร อาจขอตัวอย่างสถานการณ์ที่ได้นำวิธีการเหล่านั้นมาปรับใช้ ให้รู้ว่านอกจากจะมีแนวทางแล้ว ยังสามารถใช้ได้จริงด้วย เช่น บริษัทเลือกใช้นโยบาย hybrid working เพื่อให้พนักงานมีเวลาได้จัดการตัวเองมากขึ้น 9) ตำแหน่งงานนี้เปิดรับสมัครมานานหรือยัง ถ้ายัง มีอะไรที่อยากให้สานต่อหรือเปลี่ยนแปลงจากคนก่อนไหม เพราะข้อมูลที่แชร์จากการทำงานจริงที่ผ่านมาเช่นนี้มีประโยชน์โดยตรงต่อการวางแผนก่อนเริ่มงานจริง จะได้กำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับความคาดหวังให้ดีที่สุด แต่ถ้าผ่านมาสักพักแล้ว อะไรคือเหตุผลที่ยังไม่ได้คนใหม่ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราได้รู้ถึงสาเหตุเบื้องหลังที่ทำไมงานนี้เปิดรับมานานก็ยังไม่ได้คนใหม่สักที เช่น เพราะเนื้องานมีความท้าทายที่ค่อนข้างยากหรือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจของเราต่อจากนี้ เพื่อคำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนถึงวันนัดหมายสัมภาษณ์งานควรมีการศึกษาข้อมูลองค์กรอย่างละเอียด แล้วหาว่าจุดไหนบ้างที่อยากได้ข้อมูลมากกว่านี้ แต่ละคำถามจะได้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนข้อควรระวังคือไม่ควรถามนายจ้างซ้ำอีกครั้งในกรณีที่เรื่องนั้นๆ มีข้อมูลชัดเจนหรือเคยแจ้งไว้แล้ว เพราะจะเป็นการบ่งบอกถึงความไม่ใส่ใจได้เช่นกัน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: สถิติการเลือกใช้ 'คำพูด' ที่แยกระหว่างผู้สมัครที่ดี และคนที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์ Bonus and Bounce! คิดย้ายงานหลังได้โบนัส เป็นไอเดียที่ดีหรือมีอะไรต้องระวังบ้าง? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3ScrG53 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### การเลือกใช้ 'คำพูด' ที่แยก 'ผู้สมัครที่ดี' ออกจากคนที่จะไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน คุณคิดว่าตัวชี้วัดหรือเกณฑ์ตัดสินว่าใครจะได้งานหรือไม่ได้งานมักมาจาก ‘ความสามารถ’ ประสบการณ์ทำงาน และทัศนคติที่ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจะโชว์สิ่งเหล่านี้ได้ดีแค่ไหนขณะสัมภาษณ์ แต่ถ้าเกิดในกรณีที่ ‘ผู้สมัครสองคน’ มีความใกล้เคียงกันมาก องค์กรจะนำอะไรมาเป็นตัวชี้วัดระหว่างสองคนนั้น อะไรที่ทำให้คนหนึ่งถูกมองว่า "โอเค คนนี้ทำได้ดี" ส่วนอีกคนกลับไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพาทุกคนไปดูข้อมูลการศึกษาชิ้นหนึ่งจาก Leadership IQ ที่จะพาเราไปมองในรายละเอียดที่ลึกลงไปกว่านั้นอย่างการใช้ ‘คำพูด’ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่อาจนำพาไปสู่บทสรุปของอนาคตเราได้เช่นกัน การศึกษาดังกล่าวได้นำคนทำงาน 1,427 คนมาจำลองสถานการณ์เสมือนให้สัมภาษณ์งาน ผ่านการตอบคำถามแบบปลายเปิดจำนวน 15 ข้อ จนได้มาทั้งหมด 20,572 คำตอบ (คิดสัดส่วนเปอร์เซ็นต์จากจำนวนคำตอบ/จำนวนคน) เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่สร้างความแตกต่างระหว่างผู้สมัครที่ดีและคนที่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน โดยได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาดังนี้ครับ การใช้สรรพนามและแสดงความรับผิดชอบ 21% ใช้คำนาม ‘ระบุถึงตัวเอง’ ในการตอบคำถาม เนื่องจากการใช้คำแทนตัวเอง สื่อถึงการเป็น ownership ที่มีความใกล้ชิดกับงานหรือสถานการณ์ที่นำมาพูดถึงอย่างแท้จริง รวมถึงบ่งบอกถึงความจริงใจในการตอบคำถามต่างๆ ด้วย 65% ใช้คำว่า ‘เรา’ ในการตอบคำถามเหตุผลคล้ายคลึงกับการใช้คำแทนตัวเองคำว่า ‘เรา’ สื่อถึงการแสดงความรับผิดชอบและเป็น ownership โดยไม่ได้เอาเครดิตมาไว้ที่ตัวเองเพียงคนเดียว แต่ยังที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของคนอื่นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถทำงานเป็นทีมได้ดีอีกด้วย 392% ใช้คำที่พยายาม ‘เลี่ยง’ การพูดถึงตัวเอง สื่อถึงความไม่เป็น ownership ของงานและสถานการณ์ที่พูดถึง นอกจากนี้ ทางจิตวิทยายังตีความได้ถึงการพยายาม ‘ปัดความรับผิดชอบ’ ยกตัวอย่าง สถานการณ์ที่งานผิดพลาด กลุ่มคนที่ทำได้ดีก็มักจะแสดงออกทันทีว่า ‘ตัวเขา’ จะจัดการอย่างไร แต่ในทางกลับกันคนกลุ่มนี้จะพยายามโยนไปให้ไกลตัวโดยมีบุคคลที่ 3 เป็นตัวแทน เช่น “คุณควร….” ลักษณะวิธีการเลือกใช้ภาษา 38% มักอิงจากประสบการณ์ในอดีต คนกลุ่มนี้มีการสื่อสารที่กระชับ เรียบง่าย เล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ตรงอย่างได้ใจความ โดยโฟกัสที่เหตุการณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น 40% ชอบใช้คำวิเศษณ์ (Adverb) อาจสามารถตีความได้หลายอย่าง ตั้งแต่ไม่มั่นใจขาดประสบการณ์หรือความจำที่แม่นยำต่องาน รวมถึงกำลังพยายาม ‘สร้างภาพตัวเอง’ ในมุมที่ดี จึงมักจะพยายามปั้นคำสวยหรู ขยายความให้ดูดี แทนที่จะใช้เหตุการณ์จริงจากประสบการณ์ของตัวเอง 104% อิงจากสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากคนที่ขาดประสบการณ์มักจะไม่ค่อยมี 'คลังข้อมูล' ให้นำมาหยิบใช้ จึงไม่สามารถอ้างอิงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตได้ เช่นเดียวกับอีก 71% ที่จะพูดถึงความน่าจะเป็นในอนาคต ด้านอารมณ์ความรู้สึกของการสื่อสาร 28% เลือกใช้คำที่สร้างพลังบวก โดยพวกเขามักจะแสดงออกถึงความตื่นเต้น กระตือรือร้นที่จะทำบางสิ่ง เช่น ผมรู้สึกดีเสมอที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้าง อย่างไรก็ตามจุดที่สร้างความแตกต่างและเป็นเส้นแบ่งจริงๆ คือความบ่อยครั้งของการแสดงอารมณ์ในเชิงลบ 92% มีการแสดงออกในเชิงลบมากกว่า พวกเขามักจะมีอาการเสียใจหรือเสียดายต่อบางสิ่งบางอย่าง ส่งผลให้นายจ้างคิดต่อว่า “ทำไมถึงทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้” ด้านทัศนคติและการแสดงออก 23% มักจะให้คำตอบในแต่ละเรื่องที่ยาวกว่า สามารถคุยแบบลงรายละเอียดได้อย่างลื่นไหล เนื่องจากมีระดับประสบการณ์ติดตัวมามากกว่า ทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก และสิ่งที่นายจ้างคาดหวังออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 123% มีแนวโน้มที่จะถอดใจง่าย และในฐานะนายจ้างสิ่งที่เราคงไม่อยากได้ยินแน่ๆ คือการที่ลูกน้องปฏิเสธว่า ‘ทำไม่ได้’ โดยการแสดงท่าทีปฏิเสธอย่างรวดเร็ว แสดงถึงความขาดความฉลาดทางอารมณ์ และที่สำคัญคือดูเป็นคนที่ ‘ชอบคิดแง่ลบ’ 103% มีแนวคิดแบบสุดโต่ง พวกเขามักมองว่าถ้าตัวเองไม่ใช่ ‘ที่สุด’ ก็จะไม่มีค่าอะไรเลย เช่น อธิบายว่าตัวเองมักได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมงานว่าเก่งที่สุด ดีที่สุด ทำให้มีพฤติกรรมชอบ ‘โชว์ออฟ’ หรือมั่นใจในตัวเองจนเกินไป รวมถึงสะท้อนทัศนคติแบบ fixed mindset ด้วยเช่นกัน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: Bonus and Bounce? เปลี่ยนงานหลังได้โบนัสเป็นไอเดียที่ดี-หรือมีอะไรต้องระวังบ้าง? 7 คำทำนายโลกการทำงานในปี 2024 อ้างอิงจาก: https://bit.ly/3HkvWdJ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Bonus and Bounce! เปลี่ยนงานหลังได้โบนัสเป็นไอเดียที่ดีไหม - มีอะไรต้องระวังบ้าง ช่วงท้ายปี (ธันวาคม) ที่ผ่านมาจนถึงต้นปีในเดือนมกราคมอย่าง ณ ตอนนี้ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความคึกคักและเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก เมื่อคนทำงานต่างเฝ้ารอคอยให้บริษัทแจก ‘โบนัส’ อย่างที่หวังกันมาตลอดทั้งปี โดยพอได้รับโบนัสเป็นการชุบชูชีวิตและขวัญกำลังใจกันเรียบร้อยแล้ว หลายคนมักจะพบว่าเพื่อนร่วมงานตัวเองหายไปอย่างไม่บอกกล่าว รู้ตัวอีกทีก็พบว่า อ้าววว โบนัสแตกแล้วชิ่งแจกใบลาออกกันรัวๆ ซึ่งก็คือปรากฎการณ์ Bonus and Bounce หรือ ‘ฤดูแห่งการเปลี่ยนงาน’ นั่นเอง ทำไมคนนิยมลาออก-ย้ายงานหลังได้โบนัส เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะจากการทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ทำให้หลายคนได้ตกผลึกความคิดและตัดสินใจตั้งแต่ ‘ปีก่อน’ ว่าปีถัดไปอยากลองออกไปหาความท้าทายหรืออะไรใหม่ๆ ให้ชีวิต ซึ่งช่วงเปิดปีใหม่หลังได้พักผ่อนสิ้นปีที่ผ่านมาเต็มที่ เรามักจะมีไฟกลับมากันอย่างเต็มเปี่ยมอีกครั้ง จึงนับว่าเป็น Fresh start ที่ดีในการเริ่มเส้นทางใหม่ไปในตัว ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลคือหลายคนรอบริษัท ‘แจกโบนัส’ ถือเป็นรางวัลตามที่สมควรได้รับจากความทุ่มเทในปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีบางคนมองว่าเมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็ถือว่าหายกัน องค์กรได้ผลประกอบการที่ดี ส่วนตนก็ได้โบนัสเป็นของตอบแทน ทำให้ช่วงเวลาหลังแจกโบนัสถือเป็นหนึ่งในฤดูฮอตฮิตที่ดูจะเหมาะเจาะสุดๆ สำหรับการย้ายงานในแต่ละปี สิ่งที่ต้องระวังจากฤดูเปลี่ยนงาน หลังจากได้โบนัสสมดังใจหวังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปที่ต้องหาข้อสรุปให้ตัวเองคือการ ‘มองหางานใหม่’ ซึ่งกลุ่มคนที่เตรียมตัวมองหางานใหม่ไว้ตั้งแต่ปีก่อนหน้าแล้วก็อาจสบายตัวได้ก่อนคนอื่นอยู่มากพอสมควร แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าต่อจากนี้จะเอายังไงก็อาจเป็นช่วงเวลาที่ ‘ลำบากไม่น้อย’ อยู่เหมือนกัน เนื่องจากอย่างที่ได้อธิบายไปว่ามีคนจำนวนมากที่คิดเหมือนกันคือรอแจกโบนัส แล้วค่อยลาออก-ย้ายงานใหม่เอาข้างหน้า และด้วยความที่ไม่ได้วางแผนเตรียมตัวมาก่อนแบบคนอีกกลุ่มจึงต้องไปวัดเอาหน้างานด้วย ‘จังหวะเวลา’ และใช้ความเจ๋งของตัวเองพิชิตงานใหม่มาให้ได้เท่านั้น ดังนั้นอุปสรรคข้อแรกก็คือ ‘จำนวนคู่แข่ง’ ที่คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะมีจำนวนมหาศาลแค่ไหน แล้วแต่ละคนมีความโดดเด่น เจ๋งแจ๋วกันอย่างไรบ้าง ส่วนอุปสรรคต่อมาก็คือ ‘โอกาสที่น้อยลง’ เนื่องจากตำแหน่งงานบางส่วนถูกคนกลุ่มแรกที่วางแผนรอตั้งแต่ปีก่อนเอาไปกอดไว้กับตัวเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ตำแหน่งงานที่เปิดรับในช่วงนี้อาจไม่ได้มากมายอย่างที่คิด แถมอาจต้องไปลุ้นเอาหน้างานอีกรอบว่าในสายงานตัวเองจะมีคนลาออกเพื่อเปิดทางให้เราเข้าไปเสียบมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ในบางบริษัทมักจะมีข้อกำหนดไว้ชัดเจนว่ากรณีต้องการลาออก จะต้องแจ้งบริษัทล่วงหน้ากี่วัน/เดือน ดังนั้นหากเริ่มคิดจะย้ายงานช่วงมกราคม ก็จะสามารถย้ายได้อีกทีในอีกหนึ่งเดือนถัดไปและถึงตอนนั้นงานดีๆ ก็อาจมีเหลืออยู่ไม่มากแล้วก็เป็นได้ การวางแผนเตรียมตัวเพื่อเลี่ยงความเสี่ยง พร้อมให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องผิดหากจู่ๆ เราจะอยากย้ายงานแบบกระทันหัน เพียงแต่หากมีเป้าหมายในใจตั้งแต่ต้นก็ควรจะวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม และหางานใหม่รองรับรวมถึงแจ้งกับบริษัทเพื่อช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุด เป็นการรักษาความสัมพันธ์กับบริษัทเก่าไปด้วยในตัว โดย Reeracoen Thailand มีกลยุทธ์การหางานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วมาแนะนำกันดังนี้ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน อัปเดตเรซูเม่รอไว้ได้เลย ใช้แพลตฟอร์มและคอนเนกชันให้เกิดประโยชน์ เปิดรับแจ้งเตือนตำแหน่งงานใหม่ สร้างลิสต์ติดตาม Process หลังส่งสมัครงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทจัดหางาน ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ที่: ปีใหม่-งานใหม่! 6 กลยุทธ์ที่ช่วยให้หาใหม่เร็วได้ขึ้นทันใจ หากยังไม่แน่ใจ สามารถใช้เช็กลิสต์คำถามสำรวจตัวเองว่าควรตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่ดีไหมผ่าน 7 คำถามได้แก่ องค์กรมองเห็นคุณค่าของเรามากแค่ไหน รู้สึกว่าได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสมไหม ได้รับโอกาสสำหรับการเติบโตมากพอหรือเปล่า ยังรู้สึกถึงความหมายและแรงจูงใจในการทำงาน รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะต้องไปทำงานไหม มีสังคม มิตรภาพ หรือใครในที่ทำงานที่ดีหรือเปล่า มีความสุขไหม? ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ที่: 7 คำถามสำรวจตัวเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน ฝากโปรไฟล์ เพิ่มโอกาสและรับแจ้งเตือนตำแหน่งงานใหม่ๆ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/48RR3Q8 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สำรวจทิศทางและ 3 เทรนด์ในตลาดงานปี 2024 จากผลสำรวจและสถิติล่าสุดจาก Google ทำให้คนในวงการ HR รวมถึงคนทำงานทั่วไปเชื่อว่าในปี 2024 จะเป็นปีทองของตลาดการจ้างงานอีกครั้ง โดยมีตัวแปรสำคัญเป็น ‘ตัวกลาง’ อย่างเว็บประกาศงานหรือบริการจัดหางาน ตลอดจนAI ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกระบวนการจ้างงานปีนี้ ตลาดการจ้างงานในปีที่ผ่านมาเราสิ้นสุดปี 2022 และเริ่มต้น 2023 กันด้วยความหวั่นใจ เมื่อหลายองค์กรตัดสินใจ ‘ปลดพนักงาน’ ครั้งใหญ่และมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ต่อเนื่องไปอีกตลอดปี ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งโลก แต่มาในปี 2024 แนวโน้มดูจะแตกต่างออกไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับตลาดการจ้างงานหลังจากที่องค์กรเริ่มสามารถคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้นตลอดจนผลกำไรจากการประกอบกิจการก็เริ่มงอกเงย รวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมของเทคโนโลยี AI ทำให้มีทิศทางที่ดีขึ้นและเป็นผลดีต่อทั้งองค์กรและผู้สมัครโดยเราสามารถถอดประเด็นสำคัญให้ได้จับตามองกัน 3 ด้าน 1) ภาพรวมตลาดที่ดำเนินไปในทิศทางบวก ผลสำรวจจากความร่วมมือของ Google และ Ipsos โดยมีผู้รับผิดชอบด้านการ Hiring เข้าร่วม 300 คน พบว่า 39% มีแผนจะ ‘ลงทุน’ ด้านการจ้างงานมากขึ้นในปี 2024 นี้ ในขณะเดียวกัน 70% จากคนทำงาน 1,000 คนในสหรัฐฯ ค่อนข้างมีความมั่นใจต่อโอกาสในการหางานใหม่ๆ ด้วยเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวกลับมาประกอบกับหลายธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมเริ่มตั้งตัวได้และพร้อมที่จะเติบโตขยายกิจการ จึงต้องการทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะเพียบพร้อมเข้ามาร่วมทีม ถือเป็นช่วงเวลานาทีทองของคนที่ต้องการมองหางาน 2) เว็บประกาศและบริษัทจัดหางานจะ ‘ฮ็อต’ ที่สุด เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการจ้างงานและในปี 2024 เราอาจต้องจับตา ‘การสมัครงานออนไลน์’ โดย 58% ของกลุ่มผู้ที่ดูแลรับผิดชอบด้านการจ้างงานมองว่าแพลตฟอร์มประกาศงานหรือช่องทางค้นหาผู้สมัครขนาดใหญ่คือ ‘เหมืองทอง’ สำหรับการมองหาคนทำงานระดับท็อป และในฝั่งของ 92% ของคนทำงานเองก็ระบุว่า ‘ตัวกลาง’ อย่างแพลตฟอร์มจัดหางาน เว็บประกาศงานคือช่องทางหลักที่พวกเขาใช้ในการมองหา-สมัครงาน โดยมีความถี่การเข้าใช้งานเว็บไซต์เหล่านี้อย่างน้อยทุกเดือน 3) ขับเคลื่อนการจ้างงานด้วย AI ในปีที่ผ่านมาเราจะพบว่า Generative AI ได้รับการมองเป็น ‘ของใหม่’ ในโลกการทำงาน ซึ่งในมุมของฝ่าย HR และคนทำงานกว่าครึ่ง ต่างมองเห็นเหมือนกันว่าแพลตฟอร์มการจัดหางาน หรือช่องทางสมัครงานต่างๆ ควรนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสมัครงานเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น ในด้านของผู้สมัคร คุณภาพของบริการและ ‘ประสบการณ์ใช้งาน’ คือส่วนสำคัญต่อการเลือกใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อหางาน 43% ของคนทำงานให้ความสำคัญกับความชัดเจนของข้อมูล ‘ฐานเงินเดือน’ 39% คือความสะดวกในการอัปโหลดเรซูเม่ภายในคลิกเดียว และสมัครงานโดยตรงได้ทันที สำหรับฝั่งของ HR ที่ดูแลด้านการจ้างงาน เครื่องมือที่ได้รับความสนใจใช้งานมากที่สุดอยู่ในด้านการคัดกรอง จับคู่และจัดลำดับผู้สมัคร ถัดมาคือการดึงดูดผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตามสเปกให้ตัดสินใจสมัครงานเข้ามาในระบบ โดยเราจะเห็นรูปแบบของเทคโนโลยี AI ที่นิยมใช้งานกันเพื่อปรับปรุงพัฒนาประสบการณ์ใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการสมัครงานหลักๆ 3 ด้านได้แก่ Resume Matching เป็นอัลกอริธึมที่วิเคราะห์และเสาะหาผู้สมัครที่มีความ ‘ใกล้เคียงมากที่สุด’ โดยอิงจากสกิลการทำงาน ประสบการณ์ และคุณสมบัติด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามรายละเอียด Job description ที่องค์กรต้องการ ระบบวิเคราะห์โอกาสจากข้อมูลผู้สมัคร ซึ่งสามารถคาดการณ์ ‘โอกาสประสบความสำเร็จ’ ของผู้สมัครแต่ละคนด้วยข้อมูลประวัติการทำงานที่ผ่านมา ทำให้ Recruiter มีข้อมูลประกอบการพิจารณาและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น Chatbots สำหรับช่วยคัดกรองเบื้องต้น เครื่องมือที่เป็นด่านแรกของการคัดเลือกผู้สมัครโดยประเมินเบื้องต้นและให้ฟีดแบกคำแนะนำ ผ่านการสนทนากับ AI อัตโนมัติผ่านห้องแชทแบบเรียลไทม์ จากข้อมูลที่ได้สรุปมาทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่าจากปี 2023 ที่ธุรกิจชะลอการจ้างงานรวมถึงตัดสินใจปลดพนักงานเพื่อรักษาความอยู่รอดขององค์กร แต่ในปี 2024 นี้เองตลาดการจ้างงานกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้นซึ่งหมายความว่า ทั้งผู้ประกอบการและคนทำงานต่างก็มี ‘โอกาส’ ที่รออยู่ในอนาคตกันทั้งสองฝ่าย และตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาสร้างโอกาสเหล่านั้นก็คือ ‘ตัวกลาง’ อย่างแพลตฟอร์มการจัดหางาน เช่น เว็บประกาศงาน และ Recruitment Agency อย่าง Reeracoen Thailand ที่เป็นมืออาชีพด้านการสรรหาคนทำงานชั้นนำ มีความเชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์ในไทยกว่า 11 ปี สามารถเชื่อมต่อความต้องการและสร้างโอกาสงาน ไม่ว่าจะตำแหน่งงานแบบไหน สายงานอะไร หรือมีเป้าหมายความคาดหวังเอาไว้อย่างไรก็ให้เราเป็นสื่อกลางให้กับทั้ง ‘คน’ และ ‘งาน’ ฝากโปรไฟล์เปิดโอกาสได้งานก่อนใคร หรือ สนใจเริ่มต้นใช้บริการจัดหางาน พร้อมรับคำแนะนำจาก Recruiter มืออาชีพ อ้างอิงจาก: https://bit.ly/47tekXr https://bit.ly/499bx7l #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 3 เหตุผลทำไม ‘ความขี้สงสัย’ กลายเป็นคุณสมบัติระดับท็อปที่องค์กรต้องการ เคยได้ยินเรื่องราวของ ‘ตำนานกล่องแพนโดรา’ ที่เล่าถึงความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ จนฝ่าฝืนคำสั่งและได้ปลดปล่อยสิ่งร้ายต่างๆ มาสู่โลกไหม เชื่อว่าในชีวิตคนเราก็ต้องเคยแอบ ‘ฝ่าฝืนคำสั่ง’ เพื่อตอบสนองความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจกันบ้างสักครั้ง เช่น แลกของขวัญแล้วอีกฝ่ายบอกห้ามเปิดดูจนกว่าจะถึงบ้าน แต่ด้วยความตื่นเต้นอยากรู้ว่าอะไรอยู่ข้างในก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะทำตามใจขอแอบเปิดส่องดูก่อนสักนิดอย่างที่เขาว่า ‘ยิ่งห้าม ก็เหมือนยิ่งยุ’ ความอยากรู้อยากเห็น ความขี้สงสัย ถือเป็นสัญชาติญาณที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด และหากปราศจากความสงสัยเหล่านี้เผ่าพันธ์มนุษย์อาจไม่ได้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งไม่นานมานี้ ‘ความขี้สงสัย’ ได้รับการพูดถึงจาก Simon Sinek ผู้เป็นนักเขียนและ Influencer ด้านการทำธุรกิจ รวมถึงบรรดาผู้นำองค์กรอีกหลายคนในฐานะคุณสมบัติหลักที่คนทำงานควรต้องมี โดยเฉพาะกับกลุ่มคนทำงานระดับ ‘ผู้นำ’ ในการวิจัยจาก Harvard Business Review ที่สำรวจคนทำงาน 16,000 คน และผู้บริหารอีก 1,500 คน พบว่า 83% ของผู้บริหารระดับ C-Level และคนทำงานอีกกว่าครึ่ง เชื่อในพลัง ‘ความขี้สงสัย’ ซึ่งนำพาองค์กรไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงได้ช่วยให้ขึ้นเงินเดือนจากการครอบครองคุณสมบัติดังกล่าวด้วย แม้ผลการสำรวจจะพบว่าคุณสมบัติดังกล่าว ดูจะถูกพูดถึงและให้การยอมรับในหมู่ผู้นำเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่ได้หมายความว่าแค่ผู้บริหารเท่านั้นที่ควรจะมี โดยบทความจาก Forbes ได้อธิบายว่าใครก็ตามที่อยากจะโดดเด่นหรือทำผลงานได้ดีในองค์กรและประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานคุณสมบัติอย่าง ‘ความขี้สงสัย’ คือสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ ข้อมูลการศึกษาในปี 2021 โดย SAS Curiosity At Work พบว่าผู้บริหารเกือบ 3 ใน 4 จาก 1,973 คน มองว่าความขี้สงสัยเป็นคุณสมบัติที่มีคุณค่าอย่างยิ่งโดยมากกว่าครึ่งเล็งเห็นตรงกันว่ายิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร คุณสมบัติดังกล่าวก็จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยิ่งพนักงานมีความขี้สงสัยมากเท่าไร ก็จะยิ่งแสดงผลงานออกมาได้ดีมากขึ้นด้วย ที่สำคัญคือ 59% ของผู้บริหารต่างให้การยอมรับ ว่าความขี้สงสัยมักจะก่อให้เกิด ‘อิมแพค’ ต่อองค์กรอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่บ่งบอกถึงความร้อนแรงจาก ‘รายละเอียดประกาศงาน’ บนแพลตฟอร์ม Linkedin ที่มีการระบุถึงความต้องการในคุณสมบัติความขี้สงสัยจากผู้สมัครเพิ่มขึ้นถึง 90% และทักษะอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันเพิ่มขึ้นอีก 87% ดังนั้นจากข้อมูลทั้งหมด เราอาจพอเห็นภาพได้แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือคนทำงานทั่วไป การปลูกฝังทัศนคติและติดตั้งคุณสมบัติ ‘ความขี้สงสัย’ อาจเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองข้ามได้ หากต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน และนี่คือ 3 เหตุผลที่ความขี้สงสัยถึงได้รับการยกย่องว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 1) ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องบอกว่าความขี้สงสัยคือ ‘แหล่งเชื้อเพลิง’ ชั้นดีของการสร้างนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลกใบนี้ ผู้นำที่เต็มไปด้วยความสงสัยมักจะ ‘คิดนอกกรอบ’ และพัฒนาสิ่งต่างๆ เพื่อทำลายข้อจำกัดที่มีอยู่เดิมซึ่งนำไปสู่เส้นทางและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ทำให้ผู้คนที่เปี่ยมด้วยความสงสัยเหล่านี้ มักจะตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ อยู่เสมอพร้อมกับคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญคือจะไม่พอใจที่จะต้องล้มเลิกความตั้งใจเพียงเพราะเหตุผลว่า ‘เป็นสิ่งที่ทำตามๆ กันมา’ ดังนั้น ผู้นำควรส่งเสริมวัฒนธรรมการตั้งคำถามให้เกิดขึ้นภายในองค์กรเพื่อรับฟังแนวคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ 2) นำไปสู่การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง หลายคนน่าจะเคยได้ยินได้อ่าน ผ่านหูผ่านตากันมาแล้ว กับความสำคัญของ Growth Mindset ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในฐานะทัศนคติของคนทำงานที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กร ทำให้พนักงาน ‘ไม่กลัวความล้มเหลว’ กล้าล้มเพื่อเรียนรู้ และพร้อมสนุกไปกับการพัฒนาตัวเอง และเมื่อ Growth Mindset ในที่ทำงานเยอะๆ ก็ยากที่องค์กรจะเจอทางตันในการประกอบธุรกิจต่อไป โดยความขี้สงสัยเองเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้าง Growth Mindset เนื่องจากความสงสัยทำให้เราเปิดกว้างและยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 3) มีส่วนสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความ ‘ใส่ใจ’ กันและกันอย่างจริงใจ ตรงกับลักษณะของคนขี้สงสัยที่มักจะอยากรู้อยากเห็นแง่มุมความคิดของอีกฝ่าย พร้อมแบ่งปันแนวคิดกันอย่างเต็มที่ ซึ่งในการทำงาน หรือประกอบธุรกิจ เราจำเป็นต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนหลากหลายส่วน คุณสมบัติดังกล่าวจึงสำคัญต่อการสร้างมิตรภาพระหว่างพาร์ทเนอร์ เพื่อนร่วมงาน และคนรอบข้างอีกมากมาย ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: เทรนด์ Personality Hire การจ้างงานคนเจนซีจาก 'พลังงานบวก' เพื่อบรรยากาศที่ดีในองค์กร สำรวจและรับมือ 7 คำทำนายโลกการทำงานในปี 2024 แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/41Samqm https://bit.ly/3HfdcvT https://bit.ly/41UOHhd #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Personality Hire เทรนด์การจ้างงานคนที่มี “พลังงานบวก” เพื่อบรรยากาศที่ดีในออฟฟิศ โดยทั่วไปเกณฑ์การพิจารณารับเข้าทำงานมักอิงจากความสามารถและประสบการณ์เป็นหลัก จะด้วยใบปริญญาหรือกลยุทธ์แบบ Skill based hiring การจ้างงานส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับ “ทักษะ” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Technical skill หรือ Soft skill ก็ตาม แต่ปัจจุบันมีเทรนด์ใหม่ถูกพูดถึงขึ้นมาอย่าง Personality Hire ที่กำลังกำลังเป็นเทรนด์ในแอปพลิเคชัน TikTok และได้รับความสนใจจากกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่โดยเฉพาะวัยรุ่น Gen-Z ซึ่งได้อธิบายถึงความเชื่อว่าพวกเขาควรได้ถูกจ้างเข้าไปในบริษัทจาก “บุคลิกภาพ” กับ “พลังงานบวก” ที่จะมอบให้แก่องค์กร โดยประโยชน์และหน้าที่หลักๆ คือการยิงมุกตลก หยอกล้อ สร้างความบันเทิงต่างๆ เพื่อสร้าง “บรรยากาศที่ดี” ให้กับออฟฟิศและเพื่อนร่วมงานประกอบกับเป็นการชดเชยในเรื่องของทักษะบางอย่างที่ขาดหาย นอกจากนี้ เทรนด์ Personality Hire ได้จุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเรื่อง “คุณค่า” ของผู้สมัครที่มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศในที่ทำงานให้ดีขึ้น มากกว่าจะคัดเลือกด้วยทักษะเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบางครั้งการคัดคนด้วย “ฝีมือการทำงาน” ล้วนๆ อาจได้ผลดีในแง่ของ “ผลงาน” ที่มีทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพ แต่ก็ตั้งอยู่บนความเสี่ยงที่จะทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่หรือบรรยากาศที่ไม่น่าอยู่จากนิสัยส่วนตัวที่ไม่ได้ถูกคัดกรอง และเป็นต้นเหตุที่พนักงานลาออกตั้งแต่เริ่มงานได้ไม่นานเพราะไปสนใจแต่ผลงานมากกว่าการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี อาจดูเหมือนเป็นเรื่องขำขันสีสันบันเทิงของกลุ่มวัยรุ่น TikTok แต่หากลองมองอีกมุมหนึ่งเราจะพบว่า “บุคลิกภาพ” หรือความสามารถในการสร้างบรรยากาศที่ดีกับคนหมู่มาก คล้ายกับคุณสมบัติ Soft skill ด้านทักษะมนุษย์สัมพันธ์ที่จำเป็นต่อการสื่อสารและการจัดการอารมณ์ของผู้คน ซึ่งมีความสำคัญต่อองค์กรไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้น เทรนด์นี้จึงแสดงให้เห็นอีกด้านของความสำคัญจากบรรยากาศการทำงานที่ดี เนื่องจากทักษะการทำงานเป็นสิ่งที่สามารถสอนกันได้ ในขณะบุคลิกภาพและทัศนคตินั้นอาจจะทำได้ยากกว่า แต่ข้อสังเกตที่น่าระวังของ Personality Hire สำหรับองค์กร คือการไปเน้น “อารมณ์” และลืมมองความสำคัญของ “ทักษะ” ซึ่งเป็นรากฐานที่แทบจะสำคัญที่สุดต่อการทำงานจนทำให้มาตรฐานการคัดคนดูจะไม่ชัดเจนอย่างที่ควร เพราะสุดท้ายแล้วทักษะและประสบการณ์ก็ยังต้องมาก่อนเสมอ อย่างไรก็ตาม ในบางตำแหน่ง บางสายงานที่มีการแข่งขันสูง การถอย 1 ก้าวโดยยอมลด “สเปค” ลงมาสักนิด เพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้สมัครที่ทัศนคติดีมีเป้าหมาย ความเชื่อที่คลิกกับวิสัยทัศน์องค์กร รวมถึงสามารถสร้างบรรยากาศดีๆ ให้เพื่อนร่วมงานได้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: Skills over school! เมื่อบริษัทใหญ่ทั่วโลกลดกำแพง "วุฒิการศึกษา" และหันมาเน้นจ้างงานจากทักษะมากขึ้น 7 ทักษะ Soft skills ที่ต้องเชี่ยวชาญหากต้องการก้าวหน้าในยุคนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3HaklxC #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 7 คำทำนายทิศทางโลกการทำงานในปี 2024 เป็นอย่างไรกันบ้างกับชีวิตและการทำงานในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่มีหลายเหตุการณ์ พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงมากมายให้เราต้องเรียนรู้ ปรับตัวเพื่อไปต่อกับทิศทางใหม่ๆ ของโลก ซึ่งมีคนมากมายที่ก้าวต่อไปได้ด้วยดี แต่ก็อาจมีบางคนที่รับมือไม่ทัน จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเตรียมตัวรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการวิเคราะห์แนวโน้มทิศทางจากสถานการณ์โลกในแต่ละปี และเป็นเวลากว่า 10 ปีที่คุณ Dan Schawbel ได้เผยแพร่บทความ ความเห็นต่อทิศทางโลกการทำงาน ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี โดยในปี 2024 นี้มีประเด็นที่น่าสนใจให้ได้ลองพิจารณากันมากมาย ซึ่ง Reeracoen Thailand ได้สรุปมาให้ในบทความนี้แล้วครับ อันดับแรกเราอาจต้องพูดถึง “ความผันผวนทางเศรษฐกิจ” ปัญหาเรื่องความลงตัวของรูปแบบการทำงานในองค์กร การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ AI ที่เริ่มสั่นคลอนความมั่นคงของมนุษย์ ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและยังคงจะส่งต่อมาถึงปี 2024 นี้ด้วย ในขณะเดียวกัน องค์กรจะก้าวขึ้นมามีบทบาทมากกว่าเดิมเพื่อเยียวยาจิตใจพนักงานจากความเครียดและภาวะหมดไฟ ดังนั้นเราลองมาดูรายละเอียดในแต่ละประเด็นว่าจะมีอะไรบ้าง 1) องค์กรและพนักงานจะร่วมกันสร้างข้อตกลงสำหรับการทำงานแบบ Hybrid แม้จะเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางถึงผลลัพธ์เชิงบวกจาก Hybrid Working โดยตอบโจทย์คนทำงานในแง่ของความยืดหยุ่น จัดการตัวเองได้ง่าย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตและประสิทธิภาพของงานที่ดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเราคงได้เห็นข่าวจากต่างประเทศที่หลายบริษัทเริ่มให้พนักงานกลับเข้ามาใช้เวลาทำงานในออฟฟิศมากขึ้นหลังโลกกลับเข้ามาอยู่ในภาวะปกติอีกครั้งจากเหตุการณ์ Covid-19 โดยสาเหตุหลักคือทัศนคติของหัวหน้างานและผู้นำองค์กร ที่มองว่าการทำงานที่บ้านหรือ Hybrid Working ทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานมีน้อย ไม่ค่อยสนิทกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือมีอาการ Productivity Paranoia จากความกังวลว่าพนักงานจะ “อู้งาน” หากไม่อยู่ในสายตา แต่ล่าสุดเราอาจได้ข้อสรุปของปัญหานี้กันสักทีเมื่ออ้างอิงผลสำรวจจาก Envoy พบว่าราวๆ 80% ของหัวหน้างานมองว่า การให้กลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นหลักคือการตัดสินใจที่ “ผิดพลาด” และหากเข้าใจธรรมชาติของคนทำงานมากกว่านี้ก็จะเลือกวิธีที่ต่างออกไป นอกจากนี้จากผลสำรวจของ Gallup พบว่า 8 ใน 10 ของผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล (CHRO) จาก 500 บริษัททั่วโลก "ไม่มีแผน" ปรับลดสวัสดิการด้านความยืดหยุ่นในปี 2024 นี้ สอดคล้องกับความคาดหวังของคนทำงาน 9 ใน 10 ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในปี 2024 นี้มีโอกาสสูงที่หลายบริษัทจะรับฟังคนทำงานมากขึ้นและสร้างข้อตกลงร่วมกันสำหรับรูปแบบการทำงานให้ลงตัวกว่านี้ ซึ่งจำนวนวันเข้าออฟฟิศที่ส่งผลดีต่อทั้งวัฒนธรรมและผลงานจะอยู่ที่ 2 ถึง 3 วันต่อสัปดาห์ 2) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ช่วง 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าเป็นที่ร้อนแรงถึงขีดสุดสำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ ChatGPT, MidJourney, Bard จนหลายสำนักออกมาวิเคราะห์มากมายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น บ้างก็มองถึงขั้นเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่อาจเป็น “จุดจบ” ของคนในบางอาชีพ ขณะที่บางส่วนมองว่าสุดท้ายยังไงมนุษย์ก็คือผู้ควบคุมเครื่องมือเหล่านี้ และไม่ใช่เพียง Entry level เท่านั้นที่รู้สึกผลกระทบ อ้างอิงผลสำรวจจาก edX for Business พบว่าคนทำงาน “ทุกระดับ” ตั้งแต่เริ่มต้น โดยเฉพาะ C-suite ถึง 49% ที่ระบุว่างานของพวกเขาเกือบทั้งหมดสามารถทำได้ด้วย AI ความจริงแล้วเทคโนโลยี AI กับการทำงานไม่ใช่เรื่องใหม่และมีการพัฒนาและเริ่มใช้กันมาบ้างแล้วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การปรากฏตัวของ ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2022 คือจุดเริ่มต้นที่บอกว่าโลกนี้กำลังก้าวเข้าสู่ “เลเวลถัดไป” และเทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันมากขึ้น รายงานจาก McKinsey ระบุว่า AI ที่ใช้ในการทำงานช่วงแรกๆ จะเน้นช่วยเหลือด้านการ “ทุ่นแรง” ให้กับมนุษย์เป็นหลัก แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คือเทคโนโลยี Generative AI ที่โดดเด่นด้าน “ความรู้” หรือ “มันสมอง” ในการทำงาน เช่น งานเขียน การสร้างสรรค์รูปภาพ และการเขียนโค้ด ซึ่ง 90 ของผู้นำองค์กรเริ่มคิดที่จะนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ในองค์กร AI จึงอาจแพร่หลายและเป็นที่คุ้นเคยกันมากขึ้นในปี 2024 นี้ 3) คนทำงานจะยังคง “อมทุกข์” และหมดไฟต่อเนื่อง หนึ่งในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับโลกการทำงานในปัจจุบันคือการที่คนทำงานจำนวนมากกำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเริ่ม Quiet quitting หลุดจากวงโคจรขององค์กร ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ Deloitte พบว่าคนทำงาน 1 ใน 4 มีสุขภาพกายและใจย่ำแย่ลงในปีที่ผ่านมาโดยจะต่อเนื่องไปถึงปี 2024 ด้วย สอดคล้องกับข้อมูลของ Business Group on Health ที่องค์กรใหญ่ราว 77% รายงานความต้องการ การช่วยเหลือด้านปัญหาสภาพจิตใจที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว องค์กรจึงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเยียวยาคนทำงานและเพิ่มการเข้าถึงงานบริการสุขภาพ รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมองค์กรที่มีส่วนทำให้พนักงานรู้สึกไม่มีความสุขด้วยเช่นกัน 4) ผลกระทบจากต้นทุนสวัสดิการด้านสุขภาพที่สูงขึ้น อ้างอิงจาก Mercer ด้วยภาวะเงินเฟ้อและการขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพในปี 2023 ที่ผ่านมา อาจส่งผลต่อ “ต้นทุนค่าใช้จ่าย” สำหรับดูแลสุขภาพในปีนี้ให้มีราคาสูงขึ้นจากเดิม ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหา หนึ่งในกลยุทธ์ที่เราจะได้เห็นกันในปี 2024 คือการมุ่งเน้นเพิ่ม “ประสิทธิภาพ” ผลการรักษา ซึ่งหมายความว่าองค์กรอาจมีส่วนต้องรับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นเพื่อให้ได้รับบริการที่มี “คุณภาพ” มากขึ้น นอกจากนี้ตามรายงานยังได้ยกตัวอย่างกลยุทธ์ที่บางองค์กรได้นำมาปรับใช้เพื่อควบคุมต้นทุนด้านสวัสดิการสุขภาพ โดยไม่จำเป็นต้องโยนภาระให้กับพนักงานต้องแบกรับ เช่น โปรแกรมเฉพาะบุคคล ที่สามารถเลือกการดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น การเปลี่ยนวิธีพบแพทย์เป็นแบบทางวิดีโอ เป็นต้น 5) กลุ่มสหภาพแรงงานจะยังคงมีอำนาจต่อรองอย่างแข็งแกร่ง สภาพตลาดแรงงานที่ตึงเครียดและภาวะเงินเฟ้อซึ่งสร้างความเดือดร้อนทางการเงินต่อแรงงานที่ผ่านมา นำไปสู่การเจรจาต่อรองสัญญา ประท้วงหยุดงานหลายเหตุการณ์ รวมถึงแห่ลาออกในหลากอุตสาหกรรมทั่วสหรัฐฯ อ้างอิงสถิติจาก U.S. Bureau of labor statistics (BLS) ตลอดเดือนสิงหาคมมีแรงงานที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการหยุดงานกว่า 3 แสนคนทำให้ 2023 ดูเป็นปีที่กลุ่มแรงงานเคลื่อนไหวมากที่สุดนับตั้งแต่ 2019 และในปี 2024 นี้เราจะได้เห็นแรงกระเพื่อมจากกลุ่มเหล่านี้มากขึ้น ไม่ว่าจะประท้วงหยุดงาน หรือรวมตัวกันลาออกจากงาน เช่น ในพื้นที่โซนตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่กลุ่มคนงานคมนาคมได้ส่งสัญญาณเตือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบสร้างความเดือดร้อนต่อการใช้ชีวิตของผู้คน โดย Shawn Fain ประธานสหภาพแรงงานยานยนต์ประกาศว่าการประท้วงจะดำเนินต่อไปเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุด 6) ทดลอง 4 - day workweek เหลือทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ แม้ไอเดียเรื่อง 4 - day workweek จะไม่ใช่เรื่องใหม่ขนาดนั้นแต่ในปี 2024 นี้อาจมีโอกาสสูงที่จะได้แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากปัญหาหลักของโลกการทำงาน ณ ปัจจุบันคือการที่พนักงานเผชิญกับปัญหาและความเปลี่ยนแปลงมากเกินไป ซึ่งความเครียดได้ทำให้สุขภาพย่ำแย่และที่สำคัญคือเกิดภาวะ “หมดไฟ” จึงจำเป็นต้องหาทางออกที่ให้พนักงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และหนึ่งในนั้นคือวิธี “ลดวันทำงาน” เหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ เนื่องจากมีรายงานชิ้นหนึ่งจาก 4 Day Week Global ได้เสนอข้อมูลว่าการลดวันทำงานในสัปดาห์ ทำให้พนักงานเครียดน้อยลง ช่วยปรับปรุงสุขภาพ ลดความเสี่ยงที่จะหมดไฟ แถมยังทำให้แฮปปี้กับงานมากขึ้น โดย 20% ของบริษัทในสหรัฐฯ ใช้รูปแบบการทำงานนี้แล้วส่วนอีก 41% มีแผนที่จะทดลองนำเข้ามาปรับใช้ในองค์กรปีนี้ สิ่งที่น่าจับตามองคือบทบาทของเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจมีส่วนสำคัญต่อการยอมรับนโยบาย 4 - day workweek ในสังคม เพราะ AI คือเครื่องมือที่มีไว้เพิ่มประสิทธิภาพและทำงานเสร็จเร็วขึ้น เช่นเดียวกับความพยายามลดการประชุมหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นการ “เสียเวลา” ของพนักงานเพื่อไปเน้นตัวงานให้ดีขึ้น 7) การนำเครื่องมือติดตามการทำงานมาใช้ในองค์กร เป็นที่คาดว่าภาคธุรกิจ 90% จะกลับมาทำงานในออฟฟิศ (บางส่วน) ภายในสิ้นปีนี้ แม้ในข้อที่ 1 เราจะพูดถึงการทำข้อตกลงระหว่างองค์กรกับพนักงานก็ตาม เนื่องจากยากที่จะสรุปว่าสุดท้ายแล้วเราควรเข้าออฟฟิศกี่วันและทำงานที่บ้านกี่วันถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บางบริษัทจึงมีมาตรการใช้เครื่องมือ “ติดตาม” สอดส่องพนักงานเพื่อแน่ใจว่าพนักงานจะเข้ามาทำงานในออฟฟิศตามเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะตามจากการเลือกติดตามสอดส่องคนทำงานคือความไม่สบายใจของพนักงาน ซึ่งบางคนอาจเลือกลาออก และเป็นปัญหาที่องค์กรต้องตามแก้ต่อไป ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: อยากได้งาน แต่ไม่มีประสบการณ์? ลองหาโอกาสเพิ่มจาก 6 ลักษณะองค์กรต่อไปนี้ สถิติชี้! นโยบาย Work from home อาจมีผลช่วยเพิ่มรายได้ให้องค์กร แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/48qz9Em แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/48qTSrs https://bit.ly/48KKUVR https://bit.ly/3NUHMyQ https://bit.ly/3HaMkgz #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### อยากได้งานแต่ไม่มีประสบการณ์ ลองหาโอกาสเพิ่มจาก 4 ลักษณะองค์กรต่อไปนี้ ในการสมัครงาน ความสามารถและประสบการณ์ถือเป็นคุณสมบัติติดตัวที่ต้องมาคู่กันเสมอ ซึ่งหลายคนแม้จะมีทักษะความสามารถที่ครบถ้วน แต่ก็ยังหมดโอกาสที่จะได้ทำงานที่ตัวเองสนใจเพราะสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขาด “ประสบการณ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อย้อนกลับไปเป็นนักศึกษาเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ หลายคนคงต้องเคยฝันสลายเพราะเจองานที่ใช่ แต่สุดท้ายติด Requirement ของงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ บางส่วนจึงข้องใจว่าเพิ่งจบมาจะเอาประสบการณ์มาจากไหน ถ้าไม่เปิดโอกาสให้แล้วคนรุ่นใหม่ๆ จะมีประสบการณ์ได้อย่างไร เช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่หรือ Generation Z ในปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับปัญหาการเริ่มต้น “ชีวิตวัยทำงาน” เมื่ออะไรหลายๆ อย่างทำให้อนาคตของพวกเขาดูไม่มั่นคง ทั้งการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนภาวะเงินเฟ้อ และตลาดงานที่มีการแข่งขันสูง จนเป็นเหตุให้คนเกือบครึ่งรู้สึกหวั่นใจในความมั่นคงทางการงาน (อ้างอิงผลสำรวจจาก McKinsey และ Deloitte) ซึ่งต้องเร่งพัฒนาตัวเองและสร้างโปรไฟล์ที่แข็งแรงขึ้นมา ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าแล้วเราจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อบริษัทไหนๆ ก็อยากได้ “คนมีประสบการณ์” ข่าวดีคือปัจจุบันหลายบริษัทมีกลยุทธ์การจ้างงานใหม่ๆ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องอาศัย “ประสบการณ์” เป็นหลักขนาดนั้น เพราะองค์กรสามารถใช้วิธีจับคู่ “ทักษะ” กับเนื้องานเช่น Skill-based hiring Richa Gupta ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลบริษัท G-P ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในฐานะผู้ให้บริการด้านการบริหารงานบุคคล เชื่อว่า “ประสบการณ์งานที่จำกัด” ไม่ควรเป็นอุปสรรคของคนสมัครงาน โดยแนะนำให้คนรุ่นใหม่ที่มีจุดอ่อนด้านประสบการณ์ควรสรรหาและคัดเลือกงานอย่างมีกลยุทธ์สำหรับการสร้างเส้นทาง Career path ที่ดีขึ้น ซึ่งหลักสำคัญคือโฟกัสองค์กรที่มี “ขั้นบันไดของการเรียนรู้” หรือมีโอกาสพร้อมกับความท้าทายที่มากพอเพื่อเรียนรู้งานที่หลากหลายก่อนจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักศึกษาจบใหม่ หรือคนที่อยากได้งานแต่ไม่มีประสบการณ์จะสามารถเข้าถึงโอกาสงานได้มากขึ้น ก็คือการมองหาองค์กรที่สามารถให้ “โอกาส” เราได้แม้จะไม่มีประสบการณ์ติดตัวมามากมายนักก็ตาม โดย Forbes ได้แนะนำถึง 4 ลักษณะขององค์กรได้แก่ 1) ที่ที่มี “โอกาส” พัฒนาทางอาชีพ เริ่มจากการมองหาองค์กรที่ชอบลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล ไม่ว่าจะผ่านการทำงาน ลงคอร์ส การทำเวิร์กช็อปต่างๆ เพื่อช่วยสร้างกระดูกและพัฒนาศักยภาพคนในให้แข็งแกร่ง ซึ่งเราสามารถสังเกตเห็นได้จาก Activity ตามช่องทางสื่อของบริษัท รวมถึงรายละเอียดสวัสดิการตามประกาศรับสมัครงาน เป็นต้น ลักษณะองค์กรดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าบริษัทนั้นๆ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน พร้อมสร้างบุคลากรผ่านโอกาสการทำงานนั่นเอง และหากสงสัยว่ามีจุดสังเกตอื่นๆ อีกไหมว่าองค์กรให้ความสำคัญกับ “คนใน” แค่ไหน ก็สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้มากขึ้นจากเกณฑ์การชี้วัด 3 ด้านเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก ว่าองค์กรมีแนวทางบริหารคนอย่างไรก่อนจะนำไปประกอบการตัดสินใจที่ดีขึ้น ได้แก่ ในส่วนของลักษณะองค์กรแบบไหนที่จะมีโอกาสให้เราได้พัฒนาอ้างอิงการสำรวจ Global Growth Report จาก G-P ซึ่งมี 2,500 ธุรกิจและคนทำงานอีก 5,500 คนได้เข้าร่วม พบว่า 85% ของคนทำงานรุ่นใหม่วัย Gen Z เชื่อว่าบริษัทที่มีคนจากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก มักจะมาพร้อมกับโอกาสก้าวหน้าได้มากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มคน Gen Z ราว 2 ใน 5 (39%) ยังระบุว่าเป็นโอกาสสำคัญที่ตัวเองจะได้รับทักษะใหม่ๆ ผ่านการทำงานกับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจในระดับโลก หรือเช็กให้ชัวร์ได้มากขึ้นผ่านการใช้คำถามระหว่างสัมภาษณ์งานเพื่อทำความเข้าใจลักษณะวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ ด้วย 5 คำถามต่อไปนี้ 2) มีความหลากหลายในกลุ่มผู้นำองค์กร เป็นที่รู้กันว่าคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ยึดหลักความสำคัญของความหลากหลายในสังคม ซึ่งการจะมองหางานที่ให้โอกาสคนประสบการณ์น้อย คุณ Richa Gupta แนะนำให้มองหาองค์กรที่มีผู้นำหลากหลายเพราะคุณลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึง “โอกาสที่เท่าเทียม” โดยปราศจากอคติด้านเพศและเชื้อชาติ จึงช่วยลดความกังวลเรื่องข้อจำกัดประสบการณ์เนื่องจากบริษัทอาจไม่ได้มองว่าเป็นจุดอ่อนในการพิจารณา จากการสำรวจเพื่อหาว่าอะไรดึงดูดที่สุดสำหรับการทำงานในบริษัทระดับโลก คำตอบที่ได้จากคนรุ่นใหม่ 1 ใน 4 อันดับแรกก็คือ “ความหลากหลายทางความคิด” ซึ่งส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กรที่มีความยุติธรรมและไร้ซึ่งอคติ 3) การสื่อสารภายในองค์กรที่โปร่งใส การเปิดกว้างและโปร่งใสต่อความคาดหวังต่างๆ ในองค์กรช่วยให้พนักงานเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนต่อบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเส้นทางอาชีพของตัวเอง โดยราวๆ 47% ของคนทำงาน Gen Z ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า “ความโปร่งใส” สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ ซึ่งผู้สมัครควรมองหาองค์กรที่มีการสื่อสารอย่างเปิดเผยทั้งด้านการประเมินประสิทธิภาพ ความคาดหวัง ตลอดจนการวางเป้าหมาย วิธีการ และความสำเร็จ โดยหนึ่งในวิธีที่ตรงไปตรงมาและได้คำตอบชัดเจนที่สุด คือการพูดคุยถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของบรรดา Internal staff ทั้งในอดีตและปัจจุบันผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงได้ เช่น Linkedin 4) “นวัตกรรม” นำวัฒนธรรม บริษัทที่มักให้ความสนใจนำเข้าเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรมีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างโอกาสการเติบโตได้ดี เนื่องจากมี “ของใหม่” มาให้คนในองค์กรได้เรียนรู้อยู่เสมอๆ รวมถึงบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศทั่วโลกก็มักจะมีโอกาสได้รู้จักและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และพร้อมปรับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ดีกว่าเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ทำให้บริษัทใหญ่ระดับโลกแตกต่างจากบริษัททั่วไปอับดับแรกคือการมีแรงดึงดูดกับคนทำงานระดับหัวกะทิ รวมถึงสามารถแตกแขนงสร้างธุรกิจใหม่ๆ ได้มากกว่า องค์กรที่มีค่านิยม-ความคิดแบบก้าวหน้าจึงมักจะเป็นสารตั้งต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาทางอาชีพ สรุป แม้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์โดยเน้นความก้าวหน้าโดยนำนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่มาปรับใช้ควบคู่ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคน จะเป็นหลักการสำคัญขององค์กรสมัยใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนมากกว่าที่จะเลือกสร้างกำแพงประสบการณ์ แต่อย่างไรก็ตามหน้าที่ของเราคือการไม่หยุดพัฒนาศักยภาพตัวเอง ไม่ปล่อยให้ประสบการณ์เป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้ และพร้อมอัปเดตองค์ความรู้กับชุดทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อความสำเร็จในปัจจุบันและต่อยอดสู่อนาคตอย่างมั่นคง ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: 5 คำถามเช็กลิสต์ขณะสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่เราควรหนีไป! อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ หากยังไม่ได้เห็นข้อมูล 3 ด้านนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/48F7UWf https://bit.ly/3RDoSgI #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Fintech คืออะไร? ทำความรู้จักกับหนึ่งในสายธุรกิจที่มาแรงที่สุดในโลก ถ้าคุณเคยสแกนคิวอาร์โค้ดเวลาจ่ายเงินซื้อของหรือเข้าแอปธนาคารเพื่อโอนเงินให้คนรู้จัก รวมถึงลงทุนในตลาดสกุลเงินดิจิทัล Cryptocurrency แปลว่าคุณคือหนึ่งในคนที่กำลังนำเทคโนโลยี Fintech มาใช้งานเพิ่มความสะสบายให้ตัวเองในชีวิตประจำวัน หากพูดถึงอาชีพและสายงานที่กำลังมาแรงที่สุด ณ ตอนนี้คงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรม Fintech หรือ Financial Technology ซึ่งเป็น “เทคโนโลยีด้านการเงิน” ที่มีบทบาทอย่างยิ่งกับชีวิตเราในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Mobile Banking ที่แทบจะใช้กันแทนเงินสดไปแล้ว รวมถึงระบบ Payment Gateway, Insurtech, ระบบทำจ่ายเงินในองค์กร ตลอดจนสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Cryptocurrency ตระกูลต่างๆ โดยทั้งหมดนี้คือตัวอย่างเบื้องต้นของความร้อนแรงในสายงาน Fintech ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ จากอุตสาหกรรม Fintech คือหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพในแต่ละวันของมนุษย์ ซึ่งมีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ และขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อพิจารณาจากสถิติการใช้งานในสหรัฐฯ พบว่าอัตราการเติบโตของผู้ใช้เทคโนโลยีในกลุ่ม Fintech เพิ่มขึ้นจาก 58% ในปี 2020 เป็น 80% ในปี 2022 ถือว่าแซงหน้าอัตราการใช้งาน Social Media โดยเป็นรองแค่ “อินเทอร์เน็ต” ในแง่ของเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้งานอย่างกว้างขวางมากที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัตราการใช้งานเทคโนโลยี Fintech ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและทิศทางที่โลกกำลังจะเดินไป ซึ่งเข้าถึงเรื่องการเงินรวมถึงจัดการได้ง่ายขึ้นไม่น้อย ไม่ว่าจะเพื่อเก็บออม ลงทุน วางแผนการเงิน บริหารจัดการ ก็สามารถทำได้เพียงอาศัยแค่ “มือถือเครื่องเดียว” Fintech คืออะไร? ความหมายตามตัวอักษร Fintech คือคำที่เกิดขึ้นจากการผสมระหว่าง Financial และ Technology หมายถึงแอปพลิเคชัน เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ที่ช่วยให้ผู้คนหรือธุรกิจสามารถเข้าถึง จัดการ รับข้อมูลด้านการเงินของตัวเอง รวมถึงดำเนินการธุรกรรมทางการเงินได้ผ่านระบบดิจิทัลซึ่ง Fintech ได้กลายเป็นช่องทางในการให้ความสะดวกสบาย ด้วยการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมทั้งฝาก ถอน โอน จ่าย ไปจนถึงวางแผนการเงินการลงทุนและกู้ยืมให้ง่ายยิ่งขึ้น อ้างอิงรายงานผลกระทบจากการใช้งานเทคโนโลยี Fintech โดย Plaid พบว่านอกจากช่วยประหยัดเวลา บริหารการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น ยังช่วยป้องกันความผิดพลาด รวมถึง “ลดความกังวล” ด้านสถานะการเงินอีกด้วย สำรวจภาพรวมอุตสาหกรรม Fintech เมื่อย้อนดูอัตราการเติบโตในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่าอุตสาหกรรม Fintech อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างน่าประทับใจ หากนับจากแค่ในสหรัฐฯ พบว่ามีธุรกิจสตาร์ทอัปเกิดขึ้นใหม่กว่า 5,000 บริษัทภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี (2018-2023) แม้จะมีธุรกิจเกิดใหม่ในสาย Fintech มากมาย แต่ถึงอย่างนั้นภาพรวมอุตสาหกรรม Fintech เริ่มชะลอตัวลง ด้วยการหดตัวของตัวเลขการระดมทุนจากสูงสุด 132 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2021 นับเป็น 21% ของเงินการลงทุนทั้งหมดทั่วโลกจนลดลงเหลือ 75.2 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2022 (หดตัว 46%) อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวไม่ได้แปลว่าสายงาน Fintech จะเป็นที่ต้องการน้อยลง เนื่องจากหากนับจริงๆ ปี 2022 ก็ยังคงระดมทุนได้มากกว่าปี 2020 ถึง 52% อยู่ดี แสดงให้เห็นว่า “ความต้องการ” นั้นไม่ได้ลดลง เพียงแต่ตลาดภาพรวมกำลังอยู่ในช่วง “ปรับตัว” ให้คงที่มากขึ้น ประเภทของเทคโนโลยี Fintech ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี วัตถุประสงค์การให้บริการของเทคโนโลยี Fintech มีอยู่อย่างกว้างขวางตั้งแต่ B2B, B2C รวมถึงผู้คนสู่ผู้คน (P2P) ด้วยเช่นกัน โดยแบ่งประเภทที่คุ้นเคยกันในชีวิตประจำวัน 3 รูปแบบดังนี้ 1) Banking หนึ่งในเทคโนโลยี Fintech ที่คนนึกถึงมากที่สุดเนื่องจากเป็นเครื่องมือเกี่ยวกับ “การเงิน” ผ่าน “เทคโนโลยี” โดยตรง สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ทุกรูปแบบผ่านอุปกรณ์อย่างแอปฯ ธนาคาร ที่เราติดใช้งานกันเป็นประจำในทุกวันนี้ 2) Cryptocurrency หากพูดถึงเทคโนโลยีที่อาจจะพลิกโฉมโลกคงไม่อาจมองข้ามคำว่า “คริปโต” หรือ Cryptocurrency ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มี “มูลค่า” เสมือนหรือมากกว่าเงินจริงเพื่อลดกำแพงของค่าเงินที่ถูกควบคุม (Centralized) เช่น Bitcoin ที่เคยมีมูลค่าขึ้นไปแตะเกินหลัก 2 ล้านบาทมาแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บางส่วนมองว่าเป็นข้อดีที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมทางการเงินในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าอาจเป็นภัยต่อระบบการเงินโลกได้ 3) Digital Payments คือระบบการจ่ายเงิน ชำระค่าสินค้า/บริการผ่านเทคโนโลยี ตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกัน ได้แก่ E-Wallet ในแอปฯ ต่างๆ ที่เราต้องดาวน์โหลดและลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้ก่อน ซึ่งสามารถใช้จ่ายผ่านแอปฯ ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านแอปฯ ธนาคาร ตัวอย่างผู้ให้บริการและการเติบโตของ Fintech ในไทย อันดับแรกๆ ที่ต้องพูดถึงคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกลุ่ม Mobile Banking และ Digital Payments อาทิ KPlus, SCB Easy, TrueMoney Wallet รวมถึง Cryptocurrency ที่มีแพลตฟอร์มซื้อขายอย่าง Bitcub เป็นต้น หากจะพูดถึงรายเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นมาในช่วงระยะหลังๆ มานี้ก็มีรายงานในปี 2023 จาก Fintech Singapore ที่ได้รายงานสถานการณ์ในประเทศไทยว่ามีบริษัทสตาร์ทอัปเกิดใหม่ในกลุ่มสายงาน Fintech อยู่ที่จำนวนราวๆ 107 บริษัท โดยจัดอยู่ในกลุ่ม Payment เป็นส่วนใหญ่ ตำแหน่งงานที่รองรับ จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Fintech ทำให้มีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก รวมถึงการปรับตัวของธุรกิจดั้งเดิม ที่ต้องหันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยีและ Digitalization มากขึ้นทำให้ “ทรัพยากรบุคคล” เป็นอาวุธสำคัญในการพัฒนาองค์กรสู่อนาคตซึ่ง emeritus ได้แนะนำ 8 อาชีพเป็นที่ต้องการสูงในสายงาน Fintech ได้แก่ Blockchain Expert/Developer App Developer Product Owner/Manager Financial Analyst Cybersecurity Expert Quantitative Analysts and Data Scientists Risk Control Managers Compliance Experts เริ่มต้นค้นหางานด้าน Fintech หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: ผลกระทบจาก AI เมื่อการสมัครงาน "ง่าย" แต่กลับได้งาน "ยาก" รู้จัก Quiet Firing กลยุทธ์ความเงียบที่มีไว้ทำให้พนักงานอยากลาออก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3H7XcMs https://bit.ly/48AI6KS แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3H6DZdT #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Fintech #financialtechnology ### ชื่อคุณขึ้นต้นด้วยอะไร? สถิติสุดแปลกเมื่อ “ตัวอักษรแรก” ของชื่อมักมีผลกำหนดอาชีพของมนุษย์ สำหรับคุณแล้วเส้นทางชีวิตอยู่ที่เรา “เลือกเอง”หรือเป็นสิ่งที่ถูก “กำหนดไว้” ด้วยพลังงานลึกลับบางอย่าง ด้วยผลสำรวจก่อนหน้านี้จาก PsycNet พบสถิติสุดพิศวงเมื่อ “ตัวอักษรแรก” ของชื่อจริงเรา มักมีผลต่อการตัดสินใจเลือกทางเดินต่างๆ ในชีวิต ตั้งแต่การประกอบอาชีพ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย เช่น คนชื่อ Dennis ซึ่งมีอักษรแรกคือตัว ‘D’ มักมีแนวโน้มที่จะเป็นทันตแพทย์ (Dentist) อ้างอิงจากรายชื่อสมาคมทันตแพทย์ในสหรัฐฯ ส่วน Lawren, Lawrence ที่ขึ้นต้นด้วยตัว ‘L’ มักจะได้อาชีพเป็นทนายความ (Lawyer) อ้างอิงจากฐานข้อมูล American Bar Association รวมถึง George, Geoffrey ผู้ขึ้นต้นด้วยตัว ‘G’ มีโอกาสที่จะประกอบอาชีพนักธรณีศาสตร์ (Geoscience) อย่างไรก็ตามผลสำรวจดังกล่าวถูกวิจารณ์และมีข้อโต้แย้งว่าสำรวจกลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป รวมถึงมีตัวแปรที่ปรากฎอยู่แค่ไม่กี่อาชีพจึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อสรุปหรืออ้างอิงใดๆ ได้ ทำให้ศาสตร์จารย์มหาวิทยาลัย Utah สหรัฐฯ อเมริกา ลงทุนทำการสำรวจใหม่อีกครั้งกับข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม ด้วยจำนวนหลายล้านรายชื่อใน 508 อาชีพจาก 14,856 เมืองทั่วสหรัฐฯ จากนั้นจึงรวบรวมและวิเคราะห์ผลความเกี่ยวข้อง ระหว่าง “ชื่อ - อาชีพ - เมือง ” และเผยแพร่ใน Journal of Personality and Social Psychology พบว่าคนเรา (โดยเฉพาะผู้ชาย) มักจะเลือกประกอบอาชีพและเมืองที่อยู่ตาม “ตัวอักษรแรก” ของชื่อจริง เนื่องจากมนุษย์มักมีความรู้สึกเชิงบวกเกี่ยวกับตัวเองซึ่งเชื่อมโยงในหลายด้าน เช่น เรามักจะชอบนำตัวอักษรแรกของชื่อไปใช้กับหลายๆ อย่าง หรือเลือกซื้อของที่มีตัวอักษรแรกของชื่อเราปรากฎอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งนักวิชาการเรียกพฤติกรรมนี้ว่า Nominative determinism ความแตกต่างทางการตัดสินใจระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในการนำ “ตัวอักษรแรก” ของชื่อมาเป็นตั้งต้นเลือกอาชีพและที่อยู่ เกิดขึ้นชัดเจนมากที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา) เมื่อผู้หญิงมีสิทธิในการเลือกประกอบอาชีพมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นการศึกษาชิ้นนี้ก็ไม่ได้สรุปว่าตัวอักษรเพียงตัวเดียวจะสามารถมีผลกำหนดเส้นทางชีวิตของคนเราได้ เพราะในฐานะมนุษย์ที่มีเจตจำนงค์เสรีล้วนมีทางเลือกเสมอเพียงแต่ “ความชอบ” เล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่รู้ตัวนี้เอง อาจเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกเส้นทางบางอย่าง สรุปชื่อคุณขึ้นต้นด้วยตัวอะไร แล้วมีงานที่ตรงกับตัวอักษรแรกแล้วหรือยัง?? ค้นหา "ตัวเลือก" ที่ใช่ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: ผลกระทบจาก AI เมื่อสมัครงาน "ง่าย" แต่ได้งาน "ยาก" ปักหมุดไว้เลย! 9 คำถามใช้คุยกับหัวหน้าช่วงประเมินปลายปี แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/41y6gn5 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ผลกระทบจาก AI ที่ทำให้สมัครงาน “ง่าย” แต่ได้งาน “ยาก” ที่ผ่านมาโลกเราได้พูดถึงผลกระทบของเทคโนโลยี AI กันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งประเด็นส่วนใหญ่ที่มีให้ถกเถียงกันก็คือสรุปแล้วเครื่องมือเหล่านี้จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์หรือเปล่า ขอบเขตของคำว่าเทคโนโลยีจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แล้วสุดท้ายการมีเครื่องมือนี้เป็นผลดีกับ “ใคร” กันแน่ แต่ในขณะที่คนมากมายกำลังว้าวุ่นกังวลเรื่องเครื่องจักร vs มนุษย์ คนอีกส่วนหนึ่งก็เริ่มปรับตัว และใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็น “อาวุธ” เพื่อช่วยเหลือให้ความสะดวกสบายและเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึง “การสมัครงาน” โดยตัวอย่างคือคุณ Anshita Verma พนักงานตำแหน่ง Data scientist วัย 26 ปี ที่เล่าว่าเมื่อ 6 เดือนที่แล้วเธอเคยสมัครงานได้วันละไม่กี่ตำแหน่งเนื่องด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่ปัจจุบันสามารถส่งได้วันละเป็น 10 ที่ด้วยความช่วยเหลือจาก “เครื่องมือ AI” ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนได้อย่างมาก เช่น จากเดิมเคยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงทำเอกสารสมัครงานแต่ละที่ ทุกวันนี้เมื่อใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยกลับเหลือเพียงแค่สิบนาที ลักษณะเครื่องมือที่ผู้คนนิยมใช้ในปัจจุบัน นอกจาก Generative AI อย่าง ChatGPT ให้ช่วยสร้างเรซูเม่และ Cover letter ที่แมตช์ความสามารถเข้าและคุณสมบัติสำคัญให้เหมาะสมกับรายละเอียดงาน สำหรับส่วนที่มักจะกินเวลามองหางานใหม่อยู่เสมอ ก็คือขั้นตอนการทำ Job search ผ่านช่องทางต่างๆ คนจำนวนมากจึงหันมาใช้เครื่องมือ AI ช่วยค้นหางานที่ตรงกับความสนใจ ซึ่งมีอยู่มากมายในปัจจุบัน เช่น LazyApply, SimplifyJobs ทำให้เจองานที่ใช่อย่างรวดเร็วและสมัครเข้าไปพร้อมกันทีเดียวได้ทันที เพื่อประหยัดเวลาเข้าเว็บหางานและสมัครด้วยตัวเอง นอกจากนี้หากเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะจะทำงานอะไร ก็ยังมีเครื่องมือ AI อย่าง Pyjama Jobs และ Talentprise ที่สามารถช่วยเราจับคู่ “ทักษะ” และแนะนำตำแหน่งที่เหมาะสมให้ มาถึงตรงนี้เราอาจมองว่าเป็นผลดีต่อคนทำงานเต็มๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าการใช้ AI ในลักษณะนี้ อาจไม่ได้เป็นผลดีต่อพวกเราอย่างที่คิดไว้เท่าไรนัก เนื่องจากความสะดวกก่อให้การแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น สุดท้ายจบที่ผู้สมัครต้องดิ้นรนหนักยิ่งกว่าเดิม ความสะดวกสบายแถมมีประสิทธิภาพสูงจากเครื่องมือ AI ถือเป็นส่วนสำคัญที่เปลี่ยนแปลงวิธีการสมัครงานในปัจจุบันทำให้การสมัครงานง่ายขึ้น สะดวกมากขึ้น และเมื่อมีผู้เล่นหรือ “คู่แข่ง” ในแต่ละงานมากขึ้นสิ่งที่จะตามมาก็คือ “การแข่งขัน” ที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ คุณ Karin Kimbrough หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ จาก Linkedin เผยว่า “คนที่ต้องการมองหางานมีความ “กระตือรือร้น” มากกว่าเดิม” เมื่อมี AI ช่วยคราฟต์เนื้อหาและแนะนำแนวทางที่เหมาะกับแต่ละงาน การสมัครงานจึงเป็นเรื่องที่ง่ายและมั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าเครื่องมือเหล่านี้มีส่วนก็จริง แต่อีกหนึ่งส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือตลาดแรงงานที่เริ่มเงียบลง ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่กระทบความมั่นคงทางการเงินของผู้คนทำให้ต้องดิ้นรนหาทางรอดผ่านการ “หางานใหม่” โดยผลสำรวจพบว่าคนทำงานในสหรัฐฯ (U.S.) และสหราชอาณาจักร (U.K.) มีอัตราการสมัครงานในปีนี้มากขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ด้วยความสะดวกสบายจนอาจถึงขั้นใช้คำว่าง่ายทำให้คนใช้การ “หว่านใบสมัคร” ไปยังหลายบริษัทแบบ “จับฉ่าย” ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งข้ามสายงานที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเอง ในแง่ของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับหลายภาคส่วน อันดับแรกคือภาระงานที่มากขึ้นของ Recruiter / ทีม Hiring ด้วยจำนวนของใบสมัครที่ถูกเข้ามามากเกินไป จึงเจอปัญหาการรับมือและคัดกรอง “กองเรซูเม่” ที่ล้นทะลักแม้จะมีเครื่องมือ AI ช่วยแบ่งเบาหน้าที่ได้ส่วนหนึ่งก็ตาม ประสบการณ์จากคุณ Josh Bersin ได้เล่าว่า เขาเคยลงประกาศรับสมัครงานตำแหน่งหนึ่ง โดยแค่ 1 ชั่วโมงให้หลังพบว่ามีส่งเข้ามาถึง 300 คนและที่สำคัญคือส่วนใหญ่ 90% ถูกเขียนโดย ChatGPT แม้ว่าหลายองค์กรที่ใช้งานระบบติดตามและบริหารจัดการผู้สมัคร (ATS) จะมีไว้เพื่อช่วยเหลือด้านคัดกรองบุคลากรโดยเฉพาะอยู่แล้ว ก็ยังคงได้รับผลกระทบเนื่องจากเรซูเม่ที่สร้างขึ้นผ่านเครื่องมือ AI เหล่านี้ เนื่องจากผู้สมัครมักจะดึง “คีย์เวิร์ด” สำคัญที่สอดคล้องกับงานเข้ามา เพื่อให้ผ่านการคัดกรองของระบบจนไม่สามารถคัดกรองได้ ดังนั้นความหนักของภาระงานจึงตกไปอยู่ที่ “มนุษย์” เป็นหลัก ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับฝ่ายรับสมัครเท่านั้น เพราะสำหรับคนที่กำลังต้องการมองหางาน เครื่องมือเหล่านี้อาจทำให้ใบสมัคร - โปรไฟล์เราดูดีขึ้นก็จริงแต่ก็แลกมากับ “เพดาน” มาตรฐานที่สูงขึ้น ซึ่งผู้สมัครอาจถูกเรียกเข้าสัมภาษณ์น้อยลงได้เช่นกัน โดยสรุป AI อาจทำให้ชีวิตเรา “ง่ายขึ้น” ในหลายๆ ด้านก็จริง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นก็ย่อมหมายถึงความเปลี่ยนแปลงซึ่งเราเองก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวตามกระแสเหล่านั้นเช่นกัน ดังเช่นเครื่องมือช่วยเหลือด้านการสมัครงานที่แม้จะช่วยลัดบางขั้นตอนให้เร็วขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้งานที่ต้องการมาง่ายๆ อยู่ดี เพราะสุดท้ายแล้วการแข่งขันจะไปตัดสินกันที่ “ตัวเราเอง” ว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองและนำเสนอจุดขายที่มีได้ดีแค่ไหน ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความเพิ่มเติม: 6 คำถามไว้คุยกับหัวหน้าระหว่างประเมินผลงานสิ้นปี รู้จักกลยุทธ์ Quiet Firing เมื่อองค์การใช้ "ความเงียบ" เพื่อให้พนักงานอยากลาออก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/48qEQ4B #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 6 หัวข้อคำถามไว้คุยกับหัวหน้า สำหรับการประเมินผลงานท้ายปี เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับชีวิตการทำงานที่ผ่านมาในปี 2023 นี้ ช่วงสิ้นปีแบบนี้คงมีหลายคนกำลังจะต้องเข้าสู่การประเมินผลงานประจำปี ซึ่งจะเป็นการสรุปภาพรวมความสำเร็จ รวมถึงจุดที่ยังต้องพัฒนาเพื่อจัดการวางแผนและตั้งเป้าหมายใหม่ในปีถัดไป ส่วนใหญ่แล้วองค์กรมักจะมีกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในแต่ละด้านให้ดียิ่งขึ้นด้วยข้อมูลจากการประเมินผลงานท้ายปี โดยการรับฟังปัญหาและความต้องการจากพนักงานเพื่อกำหนดทิศทางที่ตอบโจทย์กับทั้งสองฝ่าย จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญก่อนเกิดเปลี่ยนแปลงที่พนักงานจะได้เป็นฝ่ายถามเรื่องสำคัญต่างๆ ว่าชีวิตการทำงานในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แผนงานที่ผ่านมาทำให้เราสำเร็จถึงขั้นไหนก่อนที่จะตัดสินถึงใจอนาคตของตัวเอง และเนื่องจากคนที่อยู่ “หน้างาน” มักจะไม่ค่อยได้มองเห็นภาพใหญ่ ไม่ค่อยได้รับรู้ว่าปัญหาในภาพรวมมีอะไรบ้าง ไม่เคยสังเกตว่าถ้าจะพัฒนาตัวเองเราควรโฟกัสที่อะไร ดังนั้นเราต้องถามคนที่ทำหน้าที่บริหารจัดการภาพรวมอย่าง “หัวหน้างาน” ด้วย 6 หัวข้อคำถามต่อไปนี้ 1) อะไรคือความสำเร็จชิ้นใหญ่ที่สุดของทีมในปีนี้ ด้วยความที่เรากับหัวหน้าทำงานในฐานะทีม ความสำเร็จโดยรวมจึงมักจะไปในทิศทางเดียวกันเป็นหลัก ซึ่งด้วยหน้าที่เราก็ต้องยึดเป้าหมายส่วนรวมไว้ก่อน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะบุคคลแล้ว “ความสำเร็จส่วนตัว” ที่ช่วยสร้างโปรไฟล์ดีๆ ให้กับตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้การเป็นสมาชิกในทีมก็ไม่ได้หมายความว่าต้องคิดเห็นตรงกับหัวหน้าทั้งหมดเสมอไป เราสามารถมีความต้องการและเป้าหมายส่วนตัวที่เป็นเหมือนขั้นบันไดการเติบโตในแบบของตัวเอง ซึ่งจำเป็นจะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ช่วงนี้ ดังนั้นการถามถึงความสำเร็จในปีที่ผ่านมาในมุมหัวหน้าไม่เพียงแต่ทำให้เราได้ทบทวนว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่ยังรวมถึง “ภาพความสำเร็จ” ในปัจจุบันยังตรงกันอยู่ไหม เนื่องจากเป็นไปได้ที่ความคิดเราอาจเปลี่ยนไปในช่วงที่ผ่านมา จึงช่วยให้เข้าใจชัดเจนถึงเป้าหมายในอนาคตด้วย 2) เราเก่งอะไรและควรพัฒนาส่วนไหนบ้าง? โดยทั่วไปการประเมินมักจะพูดถึงสองส่วนหลักๆ ซึ่งก็คือ “จุดแข็ง” ที่ช่วยให้รู้ว่าเราทำอะไรได้ดี และ “จุดด้อย” ที่ยังต้องคอยหมั่นพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ในหลายๆ ครั้ง “จุดด้อย” กลับไม่ค่อยถูกพูดถึง เนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจกับทั้งสองฝ่าย ซึ่งการไม่ได้รับฟีดแบคตรงๆ ในด้านลบของตัวเองเลย อาจทำให้เราติดกับดักที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดจนไม่ได้พัฒนาตัวเองและมองเห็นอนาคตได้ยากขึ้น ถ้าเราเปลี่ยนจากความรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ากำลังโจมตีหรือทำให้เรารู้สึกแย่ เป็นความต้องการและยินดีที่จะพัฒนามากกว่านี้ ก็จะทำให้หัวหน้าฟีดแบคกับเราตรงๆ ได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น 3) มีโอกาส/อุปสรรคอะไรที่รออยู่ในปีหน้าบ้าง จากปีที่ผ่านมาเราอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างและจริงอยู่ที่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่อย่างไรก็ตามในยุคนี้ที่การหา “ข้อมูล” ไม่ใช่เรื่องยาก เราจึงสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้างานที่มีประสบการณ์มากกว่าก็อาจวาดภาพได้ชัดเจนมากขึ้นว่ามีอะไรรออยู่ แล้วทีมควรเตรียมการอย่างไรเพื่อสิ่งเหล่านั้น รวมถึงเป็นการรีเช็กว่าแผนงานในปีหน้าจะเป็นอย่างไร สิ่งที่รออยู่สอดคล้องกับเป้าหมายของเราหรือไม่ จึงเป็นเรื่องดีที่เราจะรู้จักประเมินโอกาสข้างหน้าเพื่อเตรียมตัวปรับเปลี่ยน หาวิธีที่เหมาะสมและคว้าไว้ 4) อยากเติบโตมากกว่านี้ต้องทำอย่างไร ในมุมมองของคนทำงานที่อยู่กับงานเป็นประจำเราอาจพบว่าตัวเองมักจะเก่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เช่น งานเริ่มง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง จัดการตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งประสบการณ์และทักษะที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานทำให้หลายคนมองว่าตัวเอง “พร้อม” สำหรับก้าวถัดไป แต่หากปัญหาอยู่ที่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ถูกโปรโมตสักทีก็ถึงเวลาถามหัวหน้างานที่อาจมีมุมมองอื่นๆ ที่เราไม่เห็น สำหรับพูดคุยหาข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองพร้อม แล้วในมุมมองของหัวหน้าแล้วเรายังขาดอะไรอีกบ้าง เพื่อหาเส้นทางที่ชัดเจนให้กับตัวเองมากกว่านี้ 5) มีโปรเจกต์ไหนที่เหมาะกับเราบ้าง นอกเหนือจากงาน daily/routine ประจำวัน อีกหนึ่งลักษณะของงานที่มีคุณค่าต่อคนทำงาน ก็คืองานโปรเจกต์ที่ให้เราได้เรียนรู้การเป็น “เจ้าของงาน” รวมถึงฝึกบริหารทีมและดูแลคนอย่างเป็นระบบและพร้อมที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำในองค์กรต่อไป นอกจากนี้การถามถึงโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับตัวเองยังช่วยให้เราได้รู้ทิศทางของแผนงานที่จะทำตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมยืนยันว่าเรายังมีบทบาทที่สำคัญในองค์กรซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันการถูก Quiet fired โดยไม่รู้ตัว 6) เราจะมีส่วนร่วมพัฒนาความเป็นทีมได้อย่างไร หนึ่งในคุณสมบัติของคนทำงานที่ดีคือการเป็น team player ซึ่งผู้นำในทุกๆ องค์กรต่างต้องการจากพนักงาน เพราะในแง่ของการบริหารทรัพยากรบุคคล 1+1 อาจให้ผลลัพธ์ที่มากกว่า 2 ประสิทธิภาพงานอาจเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเท่า เมื่อพนักงานไม่ต้องเสียเวลานั่งอธิบายซ้ำซ้อนหรือคอยตามแก้งานที่ผิดพลาดจากการสื่อสารกันบ่อยๆ ดังนั้นคำถามที่มุ่งเน้นไปยังคำว่า “ทีม” อาจทำให้เกิดความคิดแง่บวก หรือมุมมองใหม่ๆ ที่มีต่อตัวเรา และให้โอกาสได้พิสูจน์ตัวเองผ่านบทบาทสำคัญมากขึ้น ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: New year's resolution 7 นิสัยและการกระทำเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในปี 2024 สถิติชี้! นโยบาย Remote working อาจส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นขององค์กร #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 7 นิสัยและการกระทำเพื่อความสำเร็จในปี 2024 เหลือเวลาอีกเพียงสองสัปดาห์ก่อนที่ปี 2023 จะจบลง ซึ่งนับเป็นปีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างเกิดขึ้น หากย้อนกลับไปเราจะพบว่าหลายบริษัทใหญ่ระดับโลกโดยเฉพาะในสายเทคโนโลยี มีการเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ ตามมาด้วยการเปลี่ยนมุมมองของโลกการทำงานจากการเข้ามาของ Generative AI ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ก็มาพร้อม “ความเสี่ยง” ที่เราอาจถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือเหล่านั้น เมื่อหลายบริษัทนำเข้ามาปรับใช้กับการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร ซึ่งคนทำงานต้องรู้จักปรับตัวให้เท่าทันเครื่องมือเหล่านั้น แถมบางองค์กรถึงขั้นกำหนดให้ทักษะการใช้งานเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญสำหรับการรับเข้าทำงาน คนจำนวนมากจึงมีแนวโน้มที่จะเจอกับปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่เกิดขึ้นเร็วมากๆ ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวโดยเริ่มจาก “ตัวเอง” ด้วยนิสัยและการกระทำที่สร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในปีหน้า 1) สนใจอะไรแล้วจงไปให้สุด สืบเนื่องจากนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องพยายามปรับตัวตามด้วยการ “เรียนรู้ตลอดชีวิต” เพราะสิ่งที่แน่นอนคือไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไป ในขณะที่ทักษะและความรู้บางอย่างอาจมีวันล้าสมัย ทำให้เราต้องลับคมตัวเองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ รวมถึงการเข้ามาของเครื่องมือ AI ทั้งหลาย อาทิ Chat GPT, Bard, Midjourney ฯลฯ ที่พิสูจน์แล้วว่าทำงานได้เทียบเท่าหรือแม้แต่ดีกว่ามนุษย์เรา ทำให้เป็นที่ชัดเจนว่าคนทำงานต้องเริ่มพัฒนาตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะแสวงหาโอกาส เก็บประสบการณ์จากงานต่างๆ เพื่อสร้างเส้นทางการเติบโตในแบบของตัวเองจน “เชี่ยวชาญ” ซึ่งจะเป็นจุดแข็งอย่างที่หาใครแทนไม่ได้ 2) เป็นคนที่เพื่อนร่วมงานต่างเข้าหา ในสภาพแวดล้อมสังคมการทำงานทุกรูปแบบ การให้ความร่วมมือระหว่างกันและกัน คือสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับแรกๆ เสมอ ยิ่งในยุคที่โลกการทำงานได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ เน้นความยืดหยุ่น พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งทำให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ร่วมกันเหมือนเมื่อก่อน หลายองค์กรจึงเจอปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของพนักงาน เนื่องจากเมื่อไม่มีศูนย์กลางที่ดึงผู้คนเข้ามาหากัน การประงานระหว่างกันอาจไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นการเป็น “เสาหลัก” ขององค์กรที่เพื่อนร่วมงานต่างให้ความไว้วางใจ กล้าเดินเข้ามาหาเมื่อเจอปัญหาใดๆ ก็ตามจึงทำให้เราเป็นคนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ และมีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้น (หากมีคุณสมบัติที่ดีพอ) 3) ใส่ใจ “ความสุข” ของตัวเองให้มาก ในการทุ่มเทตามล่าความสำเร็จด้านชีวิตการทำงาน เรามักจะเร่งรีบจนมองข้ามความสุขด้านอื่นๆ ไปชั่วขณะ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีหากต้องการความสำเร็จในระยะยาว หากเปรียบเทียบกับการวิ่งมาราธอนไกลๆ แต่ละคนต่างต้องการจะไปถึงเส้นชัย บางคนยอมกัดฟันวิ่งไม่คิดชีวิตจนหายใจไม่ทัน บางคนกระหายน้ำแต่ยอมอดทนไม่ดื่มระหว่างทาง ทั้งหมดก็เพื่อไปให้ถึงเส้นชัยอย่างเร็วที่สุดจนสุดท้ายร่างกายถึงขีดจำกัดและฝืนไปต่อไม่ไหว ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งพักบ้าง ยอมสละเวลาบางส่วนฟังเสียง “ร่างกาย” และไม่ละเลยความต้องการของตัวเอง จนสุดท้ายสามารถเข้าเส้นชัยได้อย่างปลอดภัย กับชีวิตการทำงานก็เช่นกัน เรามักจะเร่งตัวเองจนทำบางอย่างหล่นหายไปโดยเฉพาะ “ความสุข” จากสิ่งต่างๆ รอบตัว และเมื่อหันมาอีกทีก็ไม่เจอสิ่งเหล่านั้นแล้ว ดังนั้นอย่าลืมหยุดพักสักนิดเพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ ไม่ทำร้ายตัวเองในปัจจุบันมากจนเกินไปเพียงเพื่อคำว่า “ความสำเร็จ” ในอนาคต 4) กล้าหันหลังให้สิ่งที่ฉุดรั้งอนาคต What get you here, won’t get you there - Marshall Goldsmith เรามักให้ความสำคัญกับคำว่า “อดีต” เพราะเป็นรากฐานที่พาเราเดินมาจนถึงปัจจุบันและเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะส่งผลดีต่ออนาคต เพราะบางอย่างอาจกลายเป็น “ภาระ” ที่แบกไว้ แล้วคอยฉุดรั้งไม่ให้เราเดินไปข้างหน้าได้อย่างที่ควร ไม่ว่าจะสกิลการทำงานเดิมๆ ความคาดหวังเก่าๆ ที่เรายังยึดติดโดยไม่สามารถนำไปใช้ได้กับอนาคต รวมถึงรู้จักที่จะยกเรื่องงานออกไปจากความคิดให้ร่างกายและสมองได้ “พัก” เติมความสดเพื่อประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น 5) รักษา “จุดยืน” ของตัวเองอย่างเข้มแข็ง แม้องค์กรต้องการให้พนักงานร่วมงานกันอย่างราบรื่นเพื่อให้ผลงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในบางครั้งด้วยความรู้และประสบการณ์ที่มี ก็อาจมีสถานการณ์ที่เรา “เห็นต่าง” จากคนอื่นได้ จนเกิดเป็นความขัดแย้งเล็กๆ ทางความคิด และความคิดที่ขัดแย้งกันเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากเป็นการดึงให้ต้องต้องย้อนกลับมาคิดทบทวนหาแนวทางอื่นๆ ก่อนจะตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะค้นพบวิธีใหม่ๆ ที่ดีกว่าได้เช่นกัน 6) นำความผิดพลาดมาใช้เป็นบทเรียน คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบคำว่า “ล้มเหลว” “ผิดพลาด” เพราะสะท้อนถึงความอ่อนแอและไม่ดีพอของตัวเอง รับไม่ได้ที่จะปล่อยให้มาทำลายความมั่นใจจนพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ย้อนถามกลับไป หากความล้มเหลวไม่เคยเกิดขึ้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเอง “ด้อย” ตรงไหน เมื่อไม่เคยรับรู้ถึงจุดอ่อนในแต่ละด้านแล้วเราจะพัฒนาขึ้นตัวเองมาจากอะไร ดังนั้นความล้มเหลว ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นการไม่ยอมรับว่าตัวเองสามารถผิดพลาดได้ต่างหาก ที่ทำให้เราไม่สามารถเติบโตขึ้นมาจากจุดเดิมๆ ได้สักที 7) ตั้งคำถามที่ท้าทายสิ่งเดิมๆ ในขณะที่ “ความเชื่อใจ” ระหว่างกันและกันถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับทุกๆ ที่ทำงาน แต่การมี “ความข้องใจ” กล้าตั้งคำถามต่อสิ่งเดิมๆ เพื่อหาโอกาสพัฒนาต่อยอดก็มีคุณค่าไม่แพ้กัน เนื่องจากในองค์กรที่ทุกคน “คิดเหมือนกัน” เชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ดีที่สุดแล้ว จนเกิดสภาวะความคิดที่เรียกว่า Groupthink ซึ่งเป็นความคิดจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ และทำให้ส่วนน้อยไม่กล้า “คิดต่าง” เพราะกลัวว่าตัวเองจะแปลกแยก ไม่เข้าพวก ซึ่งเป็นปัญหาที่อันตรายต่อองค์กร เนื่องจากเมื่อไม่มีใครกล้าตั้งคำถามต่อสิ่งที่ทำอยู่ว่าปัจจุบันที่เราคิดว่า “ดี” นั้นดีจริงไหม หรือความจริงแล้วอาจดีได้มากกว่านี้อีก การที่ทุกคนคิดเหมือนกันไปหมด จึงสามารถพาองค์กรเดินวนเป็นวงกลมหรือกระทั่งมุ่งหน้าไปผิดทาง ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะตั้งคำถามท้าทายต่อสิ่งที่เป็นอยู่อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อสร้างวัฒนธรรมของการไม่หยุดพัฒนาผ่านการคิดวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์อย่างมีกลยุทธ์ ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: สถิติชี้! นโยบาย Remote working อาจมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้องค์กร 4 วิธีสังเกตและป้องกันอนาคตจากแผนการ Layoff ในบริษัทคุณ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/47YTwrR #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สถิติชี้นโยบาย Remote working อาจมีผลต่อ “รายได้ที่มากขึ้น” หากพูดถึงข้อดีจากนโยบาย Remote working ที่บริษัทอนุญาตให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้ เราคงนึกไปถึงความยืดหยุ่น สะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเวลา รวมถึงสุขภาพจิตฝ่าดงรถติดและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปกับการเดินทางเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเมื่อพนักงานมีความสุขจากการทำงานมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ “ผลงาน” ที่ดีขึ้นในภาพรวม ถือเป็นการปรับตัวหลังจากยุควิกฤตที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามในมุมขององค์กรบางแห่งอาจไม่ปลื้มนักที่จะปล่อยให้พนักงานทำงานที่บ้าน เพราะไม่เชื่อว่าจะขยันเท่าการเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ อ้างอิงผลสำรวจจาก Citrix บริษัทด้านเทคโนโลยีองค์กร พบว่าจำนวนครึ่งหนึ่งของกลุ่มหัวหน้าที่ได้ทำแบบสอบถามมองว่าพนักงานจะไม่ทำงานเต็มที่หาก “ไม่อยู่ในสายตา” อย่างไรก็ตามล่าสุดพบอีกหนึ่งข้อดีจากนโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่น ที่สามารถ “จับต้องได้” และองค์กรไม่อาจมองข้ามก็คือ “ผลประกอบการ” ที่มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อผลสำรวจจาก Scoop บริษัทสตาร์ทอัปผู้ให้คำปรึกษาด้านการบริหารงานแบบ Hybrid working โดยจัดเก็บข้อมูลจาก 7,500 องค์กร ซึ่งมีถึง 554 องค์กรที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ พบว่านโยบาย Hybrid working ช่วยให้บริษัทสามารถทำรายได้สูงขึ้น 16% ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับบริษัทที่เข้มงวดเรื่องการเข้าออฟฟิศ ทางด้าน Rob Sadow ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Scoop ระบุว่าตัวเขารู้สึกค่อนข้างประหลาดใจที่นโยบาย Hybrid working สามารถสร้างความแตกต่างจนเกิดเป็นช่องว่างมากกว่าที่คิดเมื่อดูจากข้อมูลการเติบโตของรายได้ตั้งแต่ปี 2020 จนถึง 2022 คุณ Nicholas Bloom นักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์มหาวิทยาลัย Stanford กล่าวเพิ่มเติมว่าข้อมูลการศึกษาผลลัพธ์ของนโยบาย Hybrid working ส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่ประสบการณ์จากระดับ “บุคคล” เป็นหลัก เช่น พนักงานแฮปปี้ จัดการเวลางานและส่วนตัวได้ดีขึ้น แต่ยังไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจในระดับองค์กรเท่าไรนัก ดังนั้นข้อมูลในส่วนนี้จึงช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ได้ชัดเจนขึ้น สำหรับรายละเอียดข้อมูลจากผลสำรวจ พบว่าบริษัทที่ให้ความยืดหยุ่นแบบ “เต็มรูปแบบ” ซึ่งพนักงานจะเป็นคนเลือกวัน-เวลาเข้าออฟฟิศด้วยตัวเอง และสามารถทำงานทางไกล 100% ได้อย่างถาวร กลับทำรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 3 ปี (2022-2022) มากถึง 13%เหนือกว่าบริษัทที่เข้มงวด เช่น กำหนดให้เข้า 2-3 วันต่อสัปดาห์ ที่มีตัวเลขการเติบโตอยู่ที่ราวๆ 5% เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น เรายังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่านโยบายการทำงานที่บ้าน (Remote working) คือสาเหตุหลักของผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นในหลายๆ บริษัท โดยมีส่วนหนึ่งให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า นโยบายทำงานที่บ้านเป็นเพียง “ส่วนหนึ่ง” ของวัฒนธรรมองค์กรในยุคใหม่ที่เน้นความก้าวหน้า ให้ความสำคัญกับความเชื่อใจพนักงาน มีการวางแผนกลยุทธ์ พร้อมนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตขององค์กร ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 4 วิธีสังเกตและป้องกันอนาคตจากการ Layoff ที่อาจเกิดขึ้นในองค์กรของคุณ กลยุทธ์ Quiet Firing เมื่อความเงียบเป็นสาเหตุที่ทำให้พนักงานอยากลาออก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3RFInGX http://bit.ly/3XYjneu #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 4 วิธีสังเกตและป้องกันอนาคตเมื่อบริษัทคุณอาจมีแผน Layoff พนักงาน ข่วงปลายปี - ต้นปีเป็นเวลาที่ดีของการมองหางานก็จริง แต่ในอีกมุมสำหรับองค์กรก็อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เลวหากต้องการจะ “เปลี่ยนแปลงทีมงาน” ด้วยสถิติในปี 2023 พบว่า เดือนมกราคมครองตัวเลขจำนวน “คนตกงาน” มากที่สุดที่เกือบๆ 60,000 คนเมื่อเทียบกับแต่ละเดือนในปี 2022 ทั้งหมดที่ผ่านมา (อ้างอิงข้อมูลจากสำนัก Layoffs.fyi) ทำให้อนาคตกลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เพราะด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเราได้เห็นการปลดพนักงานในหลายบริษัทใหญ่กันมาตลอดทั้งปี รวมถึงการเข้ามาของ AI ที่ก่อให้เกิดคำถามมากมาย คนทำงานจึงยากที่จะเชื่อมั่นในความมั่นคงของตัวเอง วันดีคืนดีอาจตื่นขึ้นมากลายเป็นคนตกงานได้ทุกเมื่อ ถึงแม้อนาคตจะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่การรู้จักสังเกตสถานการณ์ปัจจุบันก็ทำให้เราสามารถเตรียมรับมือได้อย่างทันเวลา คุณ Mark Murphy ผู้ก่อตั้ง Leadership IQ ได้พูดถึง 4 สัญญาณเตือนภัยที่อยู่นอกเหนือจากปัจจัยหลักๆ อย่างงบการเงิน ผู้นำทยอยลาออก มีการปรับโครงสร้างองค์กรว่ามีข้อสังเกตอะไรอีกบ้างก่อนที่หายนะครั้งใหญ่จะมาเยือน สถานการณ์ภาพรวมขององค์กร เมื่ออ้างอิงผลสำรวจโดย Leadership IQ พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าองค์กรสื่อสารกับพวกเขาแบบตรงไปตรงมาในทุกๆ เรื่อง (โดยมีเพียง 15% จาก 27,000 คนเท่านั้นที่เชื่อ) ดังนั้นหากมีสถานการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นภายในองค์กร เช่น รายได้ไม่ตามเป้า บัญชีเริ่มติดลบ ฯลฯ พนักงานก็จะไม่ค่อยมีสิทธิได้รับรู้และเมื่อเรื่องร้ายๆ กลายเป็น “ความลับ” จึงหมดสิทธิที่จะเตรียมตัวรับแรงกระแทก อย่างไรก็ตามแม้มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอย่างเราๆ จะไม่ค่อยมีสิทธิได้เข้าถึงความลับสำคัญชิ้นใหญ่ แต่ก็มีอีกหนึ่งวิธีจับสังเกตจาก “การสื่อสาร” และ “การจัดการ” จากบรรดาทีมผู้บริหารข้างบนที่มีข้อมูลในมือเยอะกว่า เช่น เปลี่ยนแนวทางไปรัดเข็มขัดมากขึ้น ประหยัดเงิน ตัดงบ ลดต้นทุน หรืออื่นๆ ที่บ่งบอกถึงสภาพคล่องที่ไม่สู้ดี ท่าทีของหัวหน้าที่เปลี่ยนไป โดยทั่วไป หัวหน้าราวๆ 50% มักมีวิธีการทำงานที่เน้นไปกับการสร้างสัมพันธ์ในทีมให้ใกล้ชิดกันทั้งด้านการทำงานและความสนิทสนม ดังนั้นสังเกตได้ง่ายๆ หากเมื่อก่อนหัวหน้าของเราเคยสนุกสนาน แต่ปัจจุบันดูเงียบๆ และเฉยชาโดยที่ไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าได้รับรู้บางอย่างแต่บอกใครไม่ได้ เมื่อก่อนทำแล้วดี แต่ตอนนี้กลับแย่ จากสิ่งที่เมื่อก่อนทำแล้วได้รับคำชมสม่ำเสมอแต่ปัจจุบันผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงกันข้ามแม้จะทำเหมือนเดิม นี่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณว่ามีบางอย่างในกอไผ่เกิดขึ้นซึ่งเป็นการ “ปูทาง” ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อผลงานเราไม่ดี ได้รับแต่ Feedback แย่ๆ ก็หมายความว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้สร้างประโยชน์ให้องค์กรอีกต่อไป เปลี่ยน “หัวเรือ” และรูปแบบการบริหาร การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร ก็เปรียบเสมือนการผ่าตัดใหญ่ขององค์กร เนื่องจากผู้นำคนใหม่อาจเข้ามาทำให้ทิศทางของธุรกิจเปลี่ยนไป แนวทางการทำงานจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วยเช่นกัน ซึ่งบางครั้งอาจรวมไปถึง “ทีมงาน” ที่ต้องถูกรีเซตใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับแผนงานในอนาคตมากที่สุด เมื่อรู้จักสัญญาณแล้วต่อมาคือ “วิธีป้องกัน” รวมถึงแก้ไข หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นจริงๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเล 1) อัปเดตชุดทักษะใหม่ๆ ให้ตัวเอง หนึ่งในสาเหตุที่พนักงานจำนวนมากไม่ได้ไปต่อกับองค์กร นอกเหนือจากปัญหาด้านโครงสร้างเงินเดือน (เงินไม่พอจ้าง) คือการถูกพิจารณาว่าคุณสมบัติเข้าข่าย “ไปต่อไม่ได้” กับทิศทางใหม่ ไม่คุ้มเสี่ยงที่องค์กรจะแบกรับและให้เวลาเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม ดังนั้นสิ่งสำคัญอันดับแรกคือการหมั่นพัฒนาตัวเอง ศึกษาเทรนด์ใหม่ๆ และทิศทางของบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกเพื่อจับจุดให้เจอว่าหากจะไปต่อในอนาคต เรายังขาดส่วนไหนอยู่ มีทักษะอะไรที่จำเป็นต้องเรียนรู้ รวมถึงกล้าที่จะบอกลาทักษะที่ “ตกยุค” ไปแล้วด้วย 2) จับมือกับคอนเนกชันของตัวเองไว้ให้แน่น คอนเนกชันเบื้องต้นที่ไม่ต้องมองไปที่ไหนไกลก็คือ “เพื่อนร่วมงาน” ณ ตอนนี้ ซึ่งนอกจากทำงานร่วมกัน มิตรภาพที่ดียังอาจสามารถให้ความช่วยเหลือเราได้ในอนาคต เชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีอดีตเพื่อนร่วมงาน ที่ติดต่อมาเชิญชวนให้ไปทำงานร่วมกันบ้างไม่มากก็น้อยเนื่องจากรู้มือกันดี ทำงานด้วยกันได้ ไม่ต้องเสียเวลาปรับตัว หากได้มาร่วมงานกันอีกครั้งก็เป็นผลดีกับทุกฝ่าย ซึ่งนี่แหละคือพลังของคำว่า “คอนเนกชัน” นอกจากเพื่อนร่วมงานแล้วอีกหนึ่งวิธีก็คือ “บริษัทจัดหางาน” ที่มักจะเป็นผู้เล่นอันดับแรกๆ ที่องค์กรมองหาหากต้องการจ้างงาน ดังนั้นการมีคอนเนกชันที่ดีกับบริษัทจัดหางานชั้นนำก็สามารถดึงโอกาสเหล่านั้นเข้ามาหาตัวได้เร็วกว่าคนอื่นๆ 3) รักษาทัศนคติที่เป็นบวก นอกจากทักษะการทำงาน สิ่งที่องค์กรไม่เคยลดลำดับความสำคัญคือ “ทัศนคติที่ดี” ของพนักงาน ซึ่งเป็นรากฐานของความสำเร็จ ตลอดจนผลงานที่ดีและวัฒนธรรมที่เป็นมิตร นอกจากนี้แม้ว่าการ layoff จะเป็นสถานการณ์ที่ใครๆ ก็ต้องเครียด แต่ทัศนคติที่ดีนี่แหละที่จะคอยทำให้เรามองเห็นด้านดี หาลู่ทางอื่นๆ เพื่อไปต่อให้ได้แบบคนที่ไม่ยอมแพ้และพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ 4) คว้าโอกาสจากช่วงเวลาวิกฤติ ในทุกช่วงเวลาวิกฤติ เรามักจะต้องการแสงสว่างมาชี้ทาง ซึ่งองค์กรเองก็ต้องการผู้นำมาฝ่าช่วงเวลาร้ายๆ นี้เช่นกัน และดีที่สุดก็คือทำให้คนคนนั้นคือ “ตัวเราเอง” ดังนั้นคนทำงานที่มีคุณสมบัติผู้นำ สามารถชักจูงคนรอบข้างให้เดินตามได้ รวมถึงวางวิสัยทัศน์ในทิศทางใหม่ๆ ที่เป็นผลดีต่อองค์กร ก็มักจะได้รับการมองว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าและยากที่จะสูญเสียอาชีพการงานไปในช่วงเวลาดังกล่าว สรุป จากสถานการณ์ปัจจุบันเราจะพบการ layoffs ที่เกิดบ่อยขึ้น ซึ่งก็เป็นผลมาจากการ “ปรับตัว” ขององค์กรในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นในฐานะคนทำงานที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เราเองก็ต้องรู้จักเรียนรู้และปรับตัวตามเช่นกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “ความยืดหยุ่น” ประกอบกับทัศนคติที่ดีและกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เรามีเส้นทางให้ไปต่อไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความเพิ่มเติม: กลยุทธ์ Quiet Firing: "ภัยความเงียบ" ที่ชวนให้พนักงานอยากลาออก How to เล่าเรื่องความล้มเหลวระหว่างการสัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3TlPup3 https://bit.ly/3TlLy7P แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3zYts14 https://bit.ly/3zW9PqH https://bit.ly/41kNcsv #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### รู้จัก Quiet Firing กลยุทธ์ที่มีไว้ทำให้พนักงานอยากลาออก เราอาจเคยได้ยินคำว่า quiet quitting ที่แปลตรงตัวได้ว่าเป็นการ “ลาออก” แบบเงียบๆ อธิบายถึงพฤติกรรมของพนักงานที่หมดใจกับงาน และเริ่ม “ปล่อยจอย” งานหนักไม่เอา งานเบาก็ไม่ค่อยสู้ ไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับอะไรใดๆ ในที่ทำงาน จนเป็นความปวดหัวขององค์กรที่ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ซึ่งนั่นถือเป็นในมุมของ “พนักงาน” เพราะในมุมขององค์กรเองก็มีคำว่า quiet firing ที่มีไว้เพื่อกำจัดคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์แบบเงียบๆ เช่นกัน ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคำนี้ให้มากขึ้นพร้อมวิธีรับมือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว Quiet firing คืออะไร? พูดในภาพรวมแบบอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือการทำให้พนักงานรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เจอ เช่น ถูกมองข้าม ไม่มีคุณค่า ไร้ตัวตนจนไม่อยากอยู่ต่อแล้วตัดสินใจ “ลาออก” ไปเอง ในแง่ดีอาจเป็นความบกพร่องในการดูแลพนักงาน เช่น ขาดการสนับสนุน ไม่ได้ช่วยพัฒนา ไม่มีความก้าวหน้า กลับกันในแง่ร้ายคือการตั้งใจบีบให้พนักงานอยู่ไม่ได้ เปรียบเสมือนบอกอ้อมๆ ว่า “คุณโดนไล่ออก” ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เช่นในแง่ร้ายเมื่อบริษัทต้องการให้พนักงานออกแต่ไม่อยากรับภาระจ่ายเงิน “ค่าชดเชย” ให้ทีหลัง โดยทั้ง Quiet firing และ Quiet quitting ถูกพูดถึงในวงกว้างตั้งแต่ปี 2021 หลังเหตุการณ์ The Great Resignation ที่คนจำนวนมากแห่ลาออกจากงานแล้วหันไปมองหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ชีวิต ทำไมต้อง Quiet Firing เวลาผ่านไปองค์กรพบว่าพนักงานทำงานไม่ได้ตามเป้าหรือต้องการแล้วยกเครื่องสร้างทีมขึ้นมาใหม่ แต่ติดปัญหาที่ถ้าจะตัดคนเก่าๆ ออกก็เป็นเรื่องยาก เมื่อไม่อยากรู้สึกผิดในใจ ไม่ต้องการจ่ายเงินชดเชยหรือยิ่งไปกว่านั้นคือกลัวโดนฟ้องจากการเลิกจ้างโดยมิชอบ จึงต้องสร้างสถานการณ์ที่ทำให้คนเหล่านั้นออกไปเองโดยแบ่งออกได้เป็น 3 เหตุผลหลักๆ ดังนี้ ป้องกันการจ่ายค่าชดเชยและถูกฟ้อง เนื่องจากในแต่ละประเทศจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินค่าชดเชยในการเลิกจ้างพนักงาน ดังนั้นการทำให้พนักงานเลือกลาออกไปเองจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในสายตาของบางองค์กร ป้องกันการเสียชื่อเสียงของบริษัท การปลดพนักงานอาจทำให้เกิดการนำไปพูดต่อ ซึ่งสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับองค์กร ดังนั้นจึงใช้วิธีการที่ทำให้ “เงียบ” ที่สุด อย่างการ Quiet firing นั่นเอง อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือ “การสื่อสาร” ที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างองค์กรกับพนักงานเป็นผลพวงที่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน จากเข้าออฟฟิศเป็นการทำงานทางไกลมากขึ้นทำให้บางครั้งอาจส่งผลให้พนักงานรู้สึกขาดการเชื่อมต่อ อย่างไรก็ตามสิ่งในฐานะคนทำงานเราก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์แบบได้ในสักวัน ดังนั้นจึงต้อง “รู้เท่าทัน” จาก 4 ข้อสังเกตที่แนะนำบนบทความจาก builtin ต่อไปนี้ 1) ถูกตำหนิในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง โดยทั่วไปมักจะเริ่มจากการโดนตำหนิแบบงงๆ ต่อมาเราจะพบว่าตัวเองไม่ค่อยได้รับ “คำชม” อย่างที่เคยได้ แม้กระทั่งหัวหน้ายังจุกจิกกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้นจนกระทั่งสุดท้ายกลายเป็นทำอะไรก็ผิดไปหมดก็อาจเป็นการบีบเพื่อให้ความมั่นใจเราลดลง 2) รู้สึกเหมือน “หลุดวงโคจร” อีกหนึ่งข้อสังเกตของ Quiet firing คือการพบว่าตัวเองเหมือนถูกจับแยกจากคนอื่นๆ จนผิดสังเกต ไม่ได้เข้าร่วมประชุมที่ควรจะมีเราอยู่ในนั้นด้วย รวมถึงไม่ค่อยได้รับข้อมูลที่สำคัญ เช่น อัปเดตงาน รายละเอียดบางอย่าง หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับทีมและองค์กร 3) ไม่มีการพูดถึงอนาคตข้างหน้าในการประเมิน นอกจากบริหารทีมและพนักงานให้ได้ผลงานที่ดี อีกหนึ่งหน้าที่ขององค์กรและผู้นำคือการ “สร้างอนาคต” ด้วยแผนงานและความท้าทายในระดับเหมาะสม ซึ่งมักจะมาจากการพูดคุยหลังประเมินผลงานในแต่ละรอบ เพื่อหาข้อสรุปและมอบหมายงานที่ช่วยให้เราได้พัฒนา แต่หากระยะหลังดูเหมือนจะไม่การพูดคุยในส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อผิดสังเกตจากสิ่งที่ควรจะเป็น 4) ถูก “ดอง” ไม่ขึ้นเงิน ไม่เลื่อนขั้น ไม่แจกโบนัส ทุกครึ่งปี - สิ้นปีจะมีหนึ่งสิ่งที่คนทำงานส่วนใหญ่ต่างรอคอยซึ่งก็คือการ “โปรโมต” เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือนและแจกโบนัส (สำหรับบริษัทที่มี) โดยถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ขององค์กรที่มีไว้จูงใจให้พนักงานอยู่นานๆ ดังนั้นถ้าปัจจุบันบริษัทไม่ได้ปัญหาเรื่องผลประกอบการ ตัวเราเองไม่ได้ปัญหาเรื่องผลงานอย่างร้ายแรง ก็อาจตีความได้ว่าบริษัทไม่ได้ต้องการรักษาเราเอาไว้ เพิ่มเติมจาก Harvard business review ที่ได้ทำการเก็บผลสำรวจจากคนทำงานชาวอเมริกันกว่า 1,000 คน ผู้เคยผ่านประสบการณ์ถูก Quiet fired จากนายจ้างจนพบข้อสังเกตสัญญาณความเปลี่ยนแปลงที่แบ่งออกเป็นกลุ่มได้ดังนี้ ความเปลี่ยนแปลงในแง่ภาระหน้าที่ โยกงานสำคัญไปให้คนอื่นทำแทน มอบหมายงานอื่นที่ไม่สอดคล้องกับหน้าที่หลัก ไม่ให้โอกาสงานใหม่ๆ อย่างที่ควรจะเป็น กำหนดเป้าหมายแบบเข้าขั้นเป็นไปไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงด้านผลตอบแทน ลดฐานเงินเดือน ไม่ขึ้นเงินเดือน / งดแจกโบนัส ประหยัดรายจ่ายโดยการไม่อนุญาตให้ทำงานล่วงเวลา ความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขการทำงาน เปลี่ยนชั่วโมงการทำงาน โดนเพิ่มงานจนไม่ถึงระดับที่ไม่สามารถรับมือได้ บังคับให้ย้ายที่อยู่ / ที่ทำงาน ถอดสวัสดิการต่างๆ ที่เคยได้เมื่อก่อน ความเปลี่ยนแปลงด้านการสื่อสารกับหัวหน้า หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องแผนงานในอนาคต ขาดการได้รับฟีดแบคผลงานอย่างต่อเนื่อง ประเมินพนักงานด้วยมาตรฐานที่ต่างกัน หัวหน้ามักจะ “หาย” แบบไม่มีสาเหตุ บกพร่องด้านการให้ข้อมูลที่สำคัญต่องาน ไม่ให้เครดิตผลงานที่ทำ ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่: วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งานเมื่อต้องเล่าเรื่อง "ความล้มเหลว" ให้ HR ฟัง ผลสำรวจ 8 เหตุผลยอดฮิตที่ทำให้คนลาออกจากงานในปี 2023 แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/41aMM7P https://bit.ly/3Ry1i6t #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### How to เล่าเรื่อง “ความล้มเหลว” ให้ HR ฟังระหว่างสัมภาษณ์งาน ในการสัมภาษณ์งานที่ชี้วัดอนาคต แน่นอนว่าเราอยากสร้างความประทับใจให้ได้มากๆ และทุกอย่างก็กำลังดำเนินไปตามแผนแบบสวยๆ จนกระทั่งอีกฝ่ายให้เล่าเกี่ยวกับ “ความล้มเหลว” ให้ฟัง กลายเป็นว่าความมั่นใจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเริ่มสั่นคลอน เมื่อต้องนึกย้อนไปถึง “ข้อผิดพลาด” ที่เคยประสบพบเจอกับความล้มเหลวในอดีต บางคนนึกไม่ออกหรือแม้แต่ไม่กล้าพูดแบบเปิดอก คิดหาทางว่าจะพูดถึง “ด้านไม่ดี” ของตัวเองอย่างไรให้ไม่ฟังดูแย่เกินไป ยิ่งไปกว่านั้นคือกลัวว่าเหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดท้ายแล้วทำให้บริษัทไม่อยากรับเข้าทำงาน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากขุดหลุมฝังตัวเองไปเสียอย่างนั้น แม้ว่าความล้มเหลว ผิดพลาด ไม่สมบูรณ์แบบคือธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปกับทุกคนบนโลก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ค่อยมีใครอยาก “จดจำ” สักเท่าไร หรือแม้กระทั่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ “เกลียด” ความรู้สึกแย่ๆ อันเกิดขึ้นมาจากความล้มเหลวเหล่านั้นจนอยากลบมันออกไปจากสมองให้ได้เร็วๆ ตามหลักจิตวิทยาพบว่าคนเรามักมองว่าความล้มเหลว = อ่อนแอ และการยอมรับความผิดพลาดของตัวเองทำให้ “เสียความมั่นใจ” เหมือนโดนเขย่าเสาเข็มชีวิตจนรู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคงจึงเป็นที่มาว่าทำไมหลายคนไม่ชอบที่จะยอมรับผิด รวมถึง “ไม่อยากจำ” ว่าเคยทำอะไรผิดด้วยซ้ำ แต่แล้วเมื่อสถานการณ์คับขันของการสัมภาษณ์งาน นายจ้างเกิดถามถึง “ความล้มเหลว” ที่ผ่านมา แล้วเราควรจะตอบอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ในบทความนี้ Reeracoen Thailand มีเทคนิคมาฝากกันครับ อับดับแรกคือวิธีเลือก “เรื่อง” มาเล่า ก่อนอื่นอย่าลืมหายใจเข้าลึกๆ สงบสติอารมณ์ก่อน เพราะหากเราชิงตอบด้วยสติที่ไม่เต็มร้อยก็อาจก่อข้อผิดพลาดให้อีกฝ่ายเห็นได้ง่ายๆ 1) สิ่งที่ทำแล้วสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งคือการหยิบยกเอาประสบการณ์ล้มเหลวจาก “หน้าที่หลัก” ที่ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานในตำแหน่งที่กำลังสัมภาษณ์ เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความกังวลได้ง่ายๆ 2) อย่าเลือกพูดถึงเรื่องที่ “เล็กน้อย” จนเกินไป เส้นกั้นบางๆ ระหว่าง “ความผิดพลาด” ที่อาจเกิดขึ้นได้บ้างซึ่งไม่ได้มีผลหรือนัยยะสำคัญอะไรให้ต้องพูดถึงเป็นพิเศษ กับ “ความล้มเหลว” ที่เกิดขึ้นแล้วส่งผลถึงความสำเร็จโดยตรงคือแรงกระแทกต่อส่วนรวม ไม่ว่าจะภายในทีมหรือระดับองค์กร และสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์อยากรู้จากคำถามนี้ไม่ใช่เราทำผิดอะไร แต่เป็นได้ “เรียนรู้อะไร” จากเหตุการณ์นั้นแล้วมีทัศนคติ วิธีคิด แนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร เทคนิคก็คือภายในเรื่องที่เลือกมาอาจไม่จำเป็นต้องเล่าทั้งหมด แต่ให้หยิบเอาเฉพาะ “บางจุด” ที่สำคัญมาพูดถึงก็เพียงพอ ต่อมาคือการนิยามคำว่า “ล้มเหลว” ในแบบตัวเอง สืบเนื่องจากก่อนหน้าที่บอกว่าไม่ต้องเล่าทั้งหมดก็ได้ เนื่องจากเราต้องอธิบายต่อว่าเพราะอะไรถึงคิดว่าเหตุการณ์ที่นำมาเล่าคือความล้มเหลวสำหรับตัวเราเอง เช่น สำหรับผมความล้มเหลวคือการไม่สามารถทำได้ตามคาดหวังของตัวเองและคนรอบข้าง (และจากนั้นก็หยิบยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเล่า) เมื่อเราได้เรื่องที่ “กำลังดี” ประกอบกับนิยามเหตุผลได้แล้ว คำว่าความล้มเหลวก็ไม่จำเป็นจะต้อง “ใหญ่” อีกต่อไป ดังนั้นเหตุการณ์ที่เล่าจะดูไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งช่วยลดความกังวลว่าจะถูกคัดออกเนื่องจากคำตอบนั้นฟังดูแย่จนเกินจะรับได้ สิ่งที่เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น ความล้มเหลวไม่ได้นิยามว่าเราเป็นคนแบบไหนแต่เป็นวิธีการมองและจัดการตัวเองหลังจากนั้น สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เราทำอะไรผิด แต่เป็นการดึงตัวเองกลับมาจากความผิดหวังแล้วเรียนรู้จากมันเพื่อพยายามไม่ให้เกิดขึ้นอีก อย่างที่บอกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ บริษัทไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องไม่มีจุดด่างพร้อย แต่ทัศนคติของคนที่ “ไม่ยอมแพ้” และกล้ายอมรับความผิดพลาดเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เติบโตต่างหากคือสิ่งที่นายจ้างมองหา ดังนั้นความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ โลกไม่ได้แตกทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางของการเรียนรู้และเรายังมีวันพรุ่งนี้ที่จะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นเสมอ ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ผลสำรวจ 8 เหตุผลยอดฮิตที่ทำให้คนลาออกจากงานในปี 2023 6 ขั้นของการเติบโตในอาชีพการงาน ปัจจุบันคุณอยู่ระดับไหน? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/47tRQGJ แหล่งที่มาเพิ่มเติม: https://bit.ly/3uBB4qB #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 8 เหตุผลยอดฮิต ที่ทำให้คน “ลาออก” จากงานในปี 2023 88% ของ HR ที่ทำงานด้านการตัดสินใจจ้างงานเชื่อว่าในปี 2023 นี้ หลากหลายสายงานจะพบกับความท้าทายที่ยากลำบาก ไม่แพ้ปี 2022 หรืออาจถึงขั้น “ยากกว่า” เพราะไม่เพียงแต่ต้องพยายามดึงตัวหัวกะทิเข้าสู่บริษัท ยังรวมถึงคอยป้องกันไม่ให้พนักงานในปัจจุบัน “ลาออก” ด้วย การลดจำนวนคนลาออกและรั้งให้พนักงานอยู่นานๆ ไม่เพียงทำให้บริษัทดำเนินงานได้แบบต่อเนื่อง แต่ยังลดการใช้ทรัพยากรบุคคล เงิน และเวลาที่ต้องใช้ลงทุนไปกับกระบวนการหาคนมาแทนที่ แถมหลังจากรับเข้ามาแล้วยังต้องใช้เวลาเรียนรู้ สอนงาน ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งบางบริษัท บางตำแหน่งงานอาจรอไม่ได้ ดังนั้นหากจะประสบความสำเร็จในการรักษาพนักงาน องค์กรต้องมีความเข้าใจ “ความต้องการ” ของคนทำงานว่ากำลังมองหาอะไร สิ่งไหนที่ดึงดูดใจ ซึ่งจากผลสำรวจจาก jobvite ในช่วงท้ายปี 2022 พบ 8 สาเหตุหลักที่ทำให้คนลาออกจากงานดังนี้ 1) ต้องการผลตอบแทนมากขึ้น พิจารณาจากสถานการณ์ทางการเงินทั่วโลก ทั้งเศรษฐกิจผันผวน เงินเฟ้อพุ่งสูงมาตลอดปี คงไม่แปลกที่หลายคนจะอยากได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม ทำให้เงินกลายเป็นแรงจูงใจหลักของการหางานใหม่ 2) สามารถทำงานทางไกลได้ เราได้เห็นข้อดีมากมายจากรูปแบบ Hybrid Working ที่ไม่จำเป็นต้องทำงานใน “ออฟฟิศ” เพียงอย่างเดียว ซึ่งส่งผลต่อทั้งสุขภาพจิตและผลงานที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลายบริษัทเริ่มทยอยปรับนโยบายให้คนกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศเหมือนเดิม ส่งผลให้การทำงานทางไกลขึ้นแท่นมาเป็นสาเหตุการลาออกอันดับที่ 2 3) แสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพ หลายคนพบว่าการทำงานโดย “ย่ำอยู่กับที่” เป็นการกระทำที่ทำร้ายอนาคตทางอ้อม เนื่องจากในขณะที่โลกพัฒนา คนอื่นพัฒนา เราที่ยังคง “เหมือนเดิม” จะกลายเป็นรั้งท้ายในที่สุด ซึ่งความก้าวหน้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แง่มุม “แนวดิ่ง” ก็คือการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ส่วน “แนวขวาง” ได้แก่การย้ายทีมเพื่อเรียนรู้งานอื่นๆ องค์กรสามารถปรับแบบแผนภายในองค์กรเพื่อรองรับความต้องการในส่วนนี้โดยให้โอกาสพนักงานได้เรียนรู้งานที่สนใจเพื่อพัฒนาทักษะในส่วนที่ขาดหายไป 4) ออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ การพัฒนาของอาชีพการงานไม่ใช่แค่การย้ายตำแหน่ง แต่เป็นการเติบโตขึ้นจากการเรียนรู้หน้าที่ใหม่ๆ โดยมีเวลาและโอกาสมากพอที่จะได้พัฒนาตัวเอง ทั้งในบทบาทหน้าที่ที่ได้รับและความสนใจส่วนตัว แม้ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ แต่อย่างไรก็ตามองค์กรก็สามารถมอบหมายงานที่สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพคนในให้ได้ 5) หนีจากหัวหน้า/สังคมแย่ๆ คนจำนวนไม่น้อยรักงาน รักเพื่อน รักบริษัทแต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับ “หัวหน้า” ได้ ตรงกับผลสำรวจโดย Gallup ที่พบว่า 50% ลาออกเพราะอยากหนีจากหัวหน้างาน แน่นอนว่าองค์กรไม่สามารถคาดหวังว่าในแต่ละแผนก ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องจะต้องดีเลิศ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรที่จะ “ขัดแย้ง” กันจนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนดีๆ หลายคนอยู่ไม่ได้ 6) มองหาความหลากหลายมากขึ้น คนทำงานในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความ “แฟร์” ในองค์กรทั้งการปฏิบัติต่อความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา (DEI) ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่า เป็นที่ยอมรับ สบายใจที่จะทำงาน ทุกคนเท่าเทียมและมีโอกาสก้าวหน้าโดยไม่มีอคติเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพของงานที่เพิ่มขึ้นตามมาด้วย 7) กลัวว่าจะตกงาน อย่างที่เราได้เห็นกันในช่วงเริ่มต้นปี 2023 มีข่าวการปลดพนักงานในหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น google, meta, X (twitter) ฯลฯ ทำให้คนทำงานเกิดความรู้สึกเหมือนเดินบนเส้นด้ายที่ตัวเองจะมีโอกาสร่วงลงมาเมื่อไรก็ได้ จึงต้องเริ่มเปลี่ยนหัวเรือ วางแผนหาหลักประกันในรูปแบบของที่ทำงานใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม 8) รักออฟฟิศ อยากเข้าออฟฟิศ ถึงแม้ว่าการทำงานที่บ้าน (Hybrid working) จะให้ข้อดีหลายด้านแก่คนทำงาน แต่ไม่ใช่ทุกคนหรือทุกตำแหน่งที่จะสะดวกกับการทำงานทางไกล โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นหัวหน้างานที่พบว่าการกำกับดูแลภาพรวมของทีมที่บ้านเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาทำงานด้วยกันในออฟฟิศ อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก 8 เหตุผลที่กล่าวมาเราเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลที่อยากมองหาเส้นทางใหม่ๆ ในแบบของตัวเอง ซึ่งหากคุณมีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตการทำงานในปีหน้า ก็อย่าลืมฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Thailand เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยให้ความต้องการของคุณสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: 6 stages of career development: ปัจจุบันคุณโตมาเป็นคนทำงานเลเวลไหน? ระวัง! หัวหน้าจอมบล็อค ขวางไม่ให้โต เก็บลูกน้องไว้ภายใต้เงาตัวเอง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3R7lo6b แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3sYzfnf https://bit.ly/3Rf7aAi #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 6 ลำดับขั้นของชีวิตการทำงาน ปัจจุบันคุณอยู่ที่ "เลเวล” ไหน ในชีวิตการทำงานเราต่างมี “เส้นทาง” และ “เส้นชัย” กันเป็นของตัวเอง ซึ่งในเส้นทางเหล่านั้นก็มักจะมีจุดเช็กพอยท์มากมายที่เป็นเหมือนกับขั้นบันไดของการเติบโตผ่านกาลเวลา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เราต้องเป็น “ผู้ตาม” แล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเอง สั่งสมประสบการณ์และความสามารถกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” คุณ Gary Burnison ประธานกรรมการบริหาร บริษัท Korn Ferry ได้บอกเล่าประสบการณ์ จากการทำงานในตำแหน่ง CEO เป็น “ผู้นำ” คอยช่วยชี้ทางให้กับบรรดา “ผู้ตาม” มากว่า 15 ปี และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขามักจะแนะนำให้กับผู้คนก็คือ “การหางานและโอกาสที่ช่วยให้เราได้พัฒนาตัวเอง” ต้องบอกว่าการพัฒนาตัวเองถือเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนให้น้ำหนักความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะการทำงานหนึ่งที่แล้วนอกจากเงินเดือนที่ได้รับ อีกหนึ่งสิ่งที่คนทำงานมองหาก็คือ “โอกาสเติบโต” ซึ่งเป็นเหมือนการลงทุนเพื่อต่อยอดไปสู่อนาคต สอดคล้องกับผลสำรวจในปี 2023 พบว่า 74% ของคนทำงานรุ่นใหม่หรือก็คือคน Gen Z พร้อมลาออกจากงาน หากรู้สึกว่าการอยู่องค์กรเดิมต่อไปไม่ได้ช่วยพัฒนาให้พวกเขามี “อนาคตที่ดี” หรือเก่งขึ้นได้ เมื่อการเติบโตในปัจจุบันคือรากฐานก่อนจะไปถึงเป้าหมายในอนาคต เราจึงต้องรู้ว่า ณ ตอนนี้เราอยู่จุดไหนของ “เส้นทาง” ก่อนจะถึง “เส้นชัย” จาก 6 ลำดับขั้นของการเติบโตในชีวิตการทำงานที่แม้ว่าในแต่ละสายงานจะมี “ลำดับขั้น” ที่ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด แต่โดยส่วนใหญ่ก็มักจะมี “แม่แบบ” ที่คล้ายกันซึ่งแบ่งออกมาได้เป็น 6 ขั้นต่อไปนี้ 1) Follower การเป็น Follower (ผู้ตาม) คือสถานะคนทำงานลำดับแรกสุดซึ่งทุกคนต้องเคยผ่านมาก่อนสักครั้ง อาจจะตั้งแต่สมัยเริ่มต้นเป็นนักศึกษาฝึกงานหรือช่วงที่เป็นน้องเล็กเด็กจบใหม่แบบ First jobber และจุดเริ่มต้นมักจะสำคัญเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราได้จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จึงมีโอกาสพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว รวมถึงถ้าไม่เคยเป็นคนตามก็จะไม่รู้ว่าควร “นำ” อย่างไร ดังนั้นจึงมักได้ทำเรื่อง “พื้นฐาน” เป็นส่วนใหญ่เช่น ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นหลัก 2) Collaborator ลำดับถัดมาหลังจากทำหน้าที่เป็นผู้ตามมาสักระยะเราจะมีความคล่องตัว เข้าใจระบบ สามารถทำงานเป็น “ทีม” โดยหลักๆ ยังคงทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่เป็นช่วงเวลาที่จะได้พัฒนาทักษะ Soft skills เพิ่มขึ้นผ่านการเรียนรู้ที่จะทำงาน-รับมือกับคนอื่นๆ รอบตัว 3) Instructor เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในอนาคตซึ่งได้ใช้ Soft skills ที่สะสมมาจากตอนเป็น Collaborator มากขึ้นในช่วงเวลาที่ได้ “สอนงาน” ให้กับคนอื่นๆ ในทีม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการสอนงานหรือคำแนะนำเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากพอให้อีกฝ่ายเข้าใจได้มากแค่ไหน จะทำอย่างไรให้เมื่อกระจายงานออกไปแล้วคุณภาพจะยังคงเดิมหรือแม้แต่ดียิ่งขึ้นไปอีก 4) Manager ก้าวถัดมาในฐานะ “ผู้จัดการ” คือการใช้ทักษะที่ถูกพัฒนาแล้วมาต่อยอดบริหารทีมและดูแลเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น ท้าทายมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชักนำลูกทีมให้มองภาพเดียวกัน มีเป้าหมาย วิธีการ และกระบวนการวัดผลแบบเดียวกันให้ได้ 5) Influencer หลังจากผ่านช่วงเวลาของการนำทีมโดยตรง เรากำลังจะก้าวสู่การเป็น “รุ่นใหญ่” ให้น้องๆ ได้เคารพ มีประสบการณ์สูง ทักษะแน่นๆ ผ่านงานมาเยอะ เป็นคนที่สามารถชักจูงคนอื่นๆ ให้คล้อยตามได้ และถือเป็นหัวใจสำคัญของการประสานงานระหว่างองค์กร โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับเรา 6) Leader สิ้นสุดกันที่ “ปลายทาง” ของชีวิตการทำงาน เราที่ได้ผ่านช่วงวัยของการสู้ชีวิต แต่ชีวิตสู้กลับไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง วนไปมาจนเติบโตมาเป็นผู้บริหารหรือดำรงตำแหน่งสูงๆ ในบริษัท ซึ่งหน้าที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่บอกว่าพวกเขาต้องทำอะไร แต่เป็นควร “คิด” อย่างไร กระตุ้นและให้แรงบันดาลใจเพื่อรอถึงวันที่ต้นไม้จะผลัดใบ อย่างไรก็ตามโลกการทำงาน ณ ปัจจุบันลำดับขั้นเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการเติบโตแบบ “เส้นตรง” แต่เป็น “ความเป็นไปได้” ที่ไม่มีวันจบสิ้น เพราะวันหนึ่งเราอาจจะพบเส้นทางใหม่ เส้นชัยอื่นๆ ขอแค่เรามีใจ มีไฟ พร้อมเรียนรู้อยู้เสมอก็เพียงพอ อย่างการฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น: คลิก อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: ระวัง! หัวหน้าจอมบล็อค ไม่ให้โต ไม่ให้หนี อยากเก็บไว้ใช้งานอย่างนี้ตลอดไป สำรวจไทป์ความเป็นผู้นำในตัวคุณผ่าน 5 รูปแบบต่อไปนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3uLCZc3 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ระวัง! หัวหน้าที่มีนิสัย Career-Blocker เคยทำงานไปแล้วรู้สึกเหมือนกับตัวเอง “ย่ำอยู่กับที่” ไหม? ไม่ว่าจะทำงานหนัก รีดเค้นผลงานให้ออกมาดีแค่ไหน เป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อนร่วมงานในบริษัทอย่างไร แต่ก็ยังไม่ได้รับการโปรโมตให้ “เลื่อนขั้น” สักที เมื่อ “ผลงาน” ที่ทำมาตลอดได้รับการพิสูจน์ แถมไม่เคยมีปัญหาใดๆ ในการประเมินประจำปี รวมถึงได้รับคำชมจากคนรอบตัวอยู่เสมอๆ ดังนั้นถ้ามั่นใจจริงๆ ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดไปก็แปลว่าต้องมีบางอย่างที่เราอาจนึกไม่ถึงเกิดขึ้น อย่างเช่นสถานการณ์ Career Blocking เมื่อหัวหน้าคอยเก็บเราให้อยู่ภายใต้ “เงา” ของตัวเองเนื่องจากทำงานดีเกินจนกลัวจะเสียเราไปในอนาคต โดยทั่วไปเมื่อหัวหน้าเล็งเห็นถึงศักยภาพของเราในฐานะ “แกนหลัก” ที่สำคัญต่อผลงานทีม ณ ปัจจุบัน ก็มักจะให้การสนับสนุน พัฒนาให้เติบโตขึ้นไปเป็นธรรมดา แต่ไม่ใช่กับคนที่มีลักษณะแบบ Career Blocker ซึ่งมีความคิดที่ว่าถ้าขาดคนเก่งไป ทีมอาจจะมีปัญหาจนไม่อยากให้เติบโตหรือย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะเมื่อเดอะแบกจากไป ใครจะทำงาน สำหรับคนทำงานสิ่งที่ต้องระวังจากการถูกปิดกั้นโอกาสเป็นเวลานานคือความคิดที่ “ด้อยค่าตัวเอง” ว่าทำดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ ขาดแรงจูงใจในการทำงานและหมดไฟไปในที่สุด ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ถือว่าอันตรายต่ออนาคตมากๆ เพราะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ การเติบโต การสร้างคอนเนกชันใหม่ๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อชีวิตการทำงานและการก้าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งทำให้คนจำนวนมาก “ไม่มีความสุข” กับที่ทำงาน เพิ่มเติมจาก Harvard Business Review ที่ได้พูดถึงสถานการณ์ความคับข้องใจของคนทำงานอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจไม่ดี การปลดพนักงานครั้งใหญ่ ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดงานที่ซบเซา และการเข้ามาของ AI จนเกิดเป็นความกังวลถึงความมั่นในอาชีพ ณ ปัจจุบัน โดยตัวเลขอัตราความ “ไม่พึงพอใจ” ต่องานในปี 2023 (อ้างอิง State of the Global Workplace จาก gallup) พุ่งสูงเป็นประวัติกาลเมื่อ 60% ของคนทำงานรู้สึก “ถอดใจ” และ 50% ระบุว่าเผชิญกับความเครียดทุกวันในที่ทำงาน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องระวังอาจไม่ได้อยู่นอกออฟฟิศเพียงอย่างเดียว แต่คนใกล้ตัวอย่าง “หัวหน้า” หรือ “เพื่อนร่วมงานบางคน” ก็ไม่ควรละเลยและปล่อยให้สะสมโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ควรทำอย่างไรหากพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว หากเราพบว่าตัวเองถึงจุดที่ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ลำดับถัดมาคือหาทางเลือกเพื่อหนีออกมาจากจุดนั้นไม่ว่าจะเป็นการ “หางานใหม่” หรือ “ลาออก” แต่ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองยังไปต่อได้กับที่แห่งนี้แล้วใจนิ่งพอจะรายงานคนที่มีอำนาจให้มาดูแลปัญหา สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก็คือ “ผลงาน” ที่วัดผลได้ สามารถสร้างอิมแพคให้กับทีมและองค์กรได้จริง สิ่งสำคัญคือต้องรู้จัก “คุณค่า” ของตัวเอง อันดับแรกต้องตอบให้ได้ว่าจุดเด่นของเราคืออะไร สิ่งไหนที่ไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้ เพิ่มเติมด้วยการวางแผนการเติบโตในระยะยาว เมื่อเรามีความต้องการที่จะก้าวหน้ามากขึ้นก็ไม่ควรเป็นอะไรที่มาจากปากเปล่าเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการคิดวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้อีกฝ่ายพิจารณาว่าเราเหมาะสมแล้วจริงๆ หรือยัง และสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือการใช้อารมณ์นำเหตุผล กับการ “เคลมผลงาน” ของคนอื่นหรือของส่วนรวมมาเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากคุยแล้วไม่พบว่าจะมีอะไรดีขึ้นก็คงเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว ว่าสิ่งที่เราเห็นกับการรับรู้ในมุมมองของบริษัทนั้นอาจจะต่างกัน ดังนั้นก็อาจถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่เราจะต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเองบ้าง หนีจากหัวหน้าจอมบล็อค ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และตรงใจมากขึ้น: คลิก อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: สำรวจไทป์ความเป็นผู้นำ 6 รูปแบบในที่ทำงาน สัมภาษณ์งานยังไงก็ได้งาน! เพียงรู้จัก 3 หัวใจสำคัญต่อไปนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3GmravK แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/46DcWBp https://bit.ly/3Gnr6M0 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สำรวจไทป์ความเป็น “ผู้นำ” ในตัวคุณ กับ 5 รูปแบบความเป็นผู้นำในที่ทำงาน หากพูดถึงทักษะที่เป็นที่ต้องการในองค์กร หนึ่งในนั้นคงต้องยกให้กับ “ทักษะความเป็นผู้นำ” ที่ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนบริษัทให้เดินไปข้างหน้า ยังคอยทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและชักจูงผู้คนรอบข้างให้ก้าวต่อไปด้วยกันได้ ทำให้หลายคนชอบระบุ “ทักษะความเป็นผู้นำ” ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของตัวเองตอนสมัครงาน แต่ถ้าหากอีกฝ่ายถามว่า “นำยังไง นำใคร นำแบบไหน” เราจะตอบว่าอะไร หากความจริงแล้วเรายังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ว่าความเป็นผู้นำที่เคยพูดถึงนั้น เราทำหน้าที่ “นำ” แบบไหนกันแน่ ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จึงจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้นผ่านความเป็นผู้นำทั้งหมด 5 รูปแบบ 1) Authoritative Leadership (จอมสั่งงาน) เมื่อเราจินตนาการภาพของ “หัวหน้างาน” สักคน สิ่งแรกที่นึกถึงอาจเป็นคนที่มีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จ คอยทำหน้าที่สั่งงาน และตัดสินใจในทุกๆ เรื่อง ซึ่งก็คือลักษณะการทำงานแบบ Top-down เรียกได้ว่าเป็นสไตล์คลาสสิกที่พบเจอได้บ่อยๆ ในอดีต (และอาจไม่ค่อยเป็นที่นิยมในปัจจุบัน) แนวทางการทำงานของผู้นำไทป์นี้ก็คือตัดสินใจวางแผนและสั่งงานให้บรรดาลูกทีม โดยไม่จำเป็นต้องมีการร่วมกันคิดหาวิธีการอื่นๆ ซึ่งข้อดีคือ “ผลลัพธ์” ที่ตรงตามความคิดด้วย “คำสั่ง” ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ทำต่อได้ทันที อย่างไรก็ตามจากลักษณะการทำงานแบบบนลงล่าง ไม่ค่อยมีการประชุม ปรึกษา ออกความคิดเห็นจนอาจก่อให้เกิดปัญหาในแง่ของ “ไอเดีย” ที่จำกัดและไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ร้ายแรงไปกว่านั้นอาจเกิด “กระแสต่อต้าน” เมื่อผู้นำใช้อำนาจมากจนเกินไป เช่น จุกจิก สั่งงานเยอะจนเกินจริง ไม่สนลูกทีมจนทำให้สมาชิกหลายๆ คนไม่ชอบใจ 2) Coaching Leadership (ครูผู้สอน) ความหมายตรงตัวตามชื่อ Coach ซึ่งก็คือการ “ฝึกสอน” เช่นเดียวกับ โค้ชกีฬา ผู้นำในไทป์นี้ชื่นชอบที่จะพัฒนาลูกทีมให้เก่งขึ้น พยายามรีดเค้นศักยภาพของแต่ละคนออกมาให้ได้มากที่สุด และไม่ใช่แค่กับความสำเร็จเฉพาะรายบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงให้ความสำคัญกับคำว่า “ทีม” เป็นหลัก โฟกัสที่ทำอย่างไรให้ทีมมีผลงานดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน หลักสำคัญคือการเน้นพัฒนาทักษะของผู้คน ชี้จุดที่ควรพัฒนาปรับปรุงผ่านการสื่อสารอย่างเหมาะสมและไม่เกิดปัญหากับผู้คนที่มีความหลากหลาย โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ “สปิริต” ความเป็นทีมที่เหนียวแน่นซึ่งส่งผลดีต่อองค์กรในแง่การซื้อใจพนักงาน (retention) 3) Collaborative Leadership (รวมกันมันส์กว่า) รูปแบบความเป็นผู้นำที่เรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของสไตล์ Authoritative Leadership โดยยึดถือหลักการว่าผลลัพธ์หรือวิธีที่ดีที่สุด ควรจะมาจากการ “คิดร่วมกัน” ของคนในทีมทุกคนมีสิทธิมีเสียงที่จะเสนอความเห็นได้ จึงเน้นการแบ่งปันข้อมูล สร้างความร่วมมือ ซึ่งมีเทคนิคในการดึงเอาไอเดียจากผู้คนมาใช้ต่อยอด ทำให้รูปแบบการทำงานมักจะมีความโปร่งใส คนรับรู้ได้ว่าอะไรที่ทำให้ตัดสินใจแบบนั้นๆ ข้อดีของการทำงานในสไตล์ความเป็นผู้นำลักษณะนี้คือโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ “ทิศทางใหม่” อัตราการมีส่วนร่วมระหว่างคนในองค์กรสูง พนักงานรู้สึกมีคุณค่าและเป็นเชื้อไฟในการทำงานต่อไป ส่วนข้อเสียอาจเป็นเรื่องของ “ความใจดี” ที่ให้ความสำคัญกับทุกเสียงของทุกคนมากเกินไปจนไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองในเวลาที่จำเป็น 4) Engaged Leadership (เพื่อนที่รู้ใจ) ให้ความสนใจกับการทำความเข้าใจพนักงานว่าพวกเขาและทีมให้ความสำคัญกับอะไร มุ่งเน้นที่การทำให้สมาชิกรู้สึก “มีตัวตน” ทุกคนล้วนมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในองค์กร ซึ่งวิธีการก็คือการพยายามเข้าไปพูดคุยถามไถ่ในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องงานหรือความสนใจแล้วรับฟังอย่างจริงจังและตั้งใจ โดยผลลัพธ์ที่ได้คือการมีส่วนร่วมของคนในทีม เนื่องจากทุกคนสามารถส่งเสียงไปถึงคนข้างบนได้ แต่ข้อควรระวังก็คือ “เส้นแบ่ง” ของความสนิท ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง จึงควรตั้งกำแพงระหว่างการทำงานกับส่วนตัวให้ชัดเจน 5) Observant Leadership (ผู้สังเกตการณ์) เป็นลักษณะของผู้นำที่มีความช่างสังเกต เหมาะกับคนที่มี “ความฉลาดทางอารมณ์” สูง และต้องอาศัยการมองเกมอย่างเฉียบขาด เพื่อเจาะลึกเข้าไปหาสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ โดยความเป็นผู้นำรูปแบบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสไตล์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากใช้เวลาทำความรู้จักกับพนักงาน รู้จุดแข็ง จุดอ่อน และแรงบันดาลใจของคนเหล่านี้ ที่สำคัญคือสามารถเล็งเห็น “ศักยภาพ” ของแต่ละคนผ่านการทำงานในแต่ละวันได้แม้จะยังไม่ได้ถูกพัฒนาออกมาอย่างเต็มที่ก็ตาม รวมถึงเข้าใจความรู้คนจากการสังเกตภาษากายเพื่อปรับวิธีการเข้าหา พร้อมรับมือได้ดียิ่งขึ้น บทสรุป ความเป็นผู้นำเหล่านี้อาจเป็นเพียง “แนวทาง” หรือนิยามที่มีไว้เพื่อให้ได้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายและซับซ้อน ซึ่งความเป็นผู้นำในตัวเราอาจเกิดจากหลายๆ รูปแบบที่ผสมรวมและหล่อหลอมจนมาเป็นตัวเองในแบบทุกวันนี้ ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหาโอกาสงานใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: ความสำคัญของกระบวนการ Phone screen ก่อนสัมภาษณ์งานจริง 3 หัวใจสำคัญของการสัมภาษณ์งานที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ตอนนี้! แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3sUa1pT #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### กระบวนการ Phone screen ขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าสู่การสัมภาษณ์จริง เรามักจะรู้ตัวว่ากำลังได้รับความสนใจจากบริษัทเมื่อมีใครบางคน “โทรมาคุย” ก่อนนัดสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ โดยเรียกว่ากระบวนการ Phone screen ซึ่งรายละเอียดในการพูดคุยแต่ละครั้งบางทีก็แทบไม่ต่างจากการสัมภาษณ์งาน ทั้งเช็กคุณสมบัติ ให้ตอบคำถามแบบไม่ทันได้เตรียมตัว หลายคนที่เคยผ่านประสบการณ์ลักษณะนี้มาแล้วก็อาจยังไม่เข้าใจและสงสัยว่า “ทำไปเพื่อ” ในเมื่อรอไปสัมภาษณ์ทีเดียวให้จบเลยก็ได้ ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพาไปทำความเข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้องมีการโทรคัดกรองก่อนสัมภาษณ์จริง และรายละเอียดต่างๆ ในกระบวนการสมัครงานให้มากขึ้น Phone screen หมายถึงอะไร? Phone screen ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการสมัครงาน มักจะเป็นรูปแบบของการโทรคุยสั้นๆ เพื่อสอบถามข้อมูล เช่น เหตุผลที่สมัคร (ในกรณีที่เราเป็นฝ่ายสมัครเข้าไป) เรทเงินเดือนที่คาดหวัง ความพร้อมในการเริ่มงาน ตลอดจนเช็กคุณสมบัติเบื้องต้น และแนะนำรายละเอียดงานคร่าวๆ เพื่อป้องกันการ “เสียเวลา” ของทั้งสองฝ่ายตั้งแต่ต้นก่อนดำเนินการนัดสัมภาษณ์งานจริงในขั้นตอนถัดไป ซึ่งคนที่จะทำหน้าที่ Phone screen มักจะเป็น Recruiter หรือฝ่าย Hiring ของบริษัทหลังจากได้รับใบสมัครเข้ามา โดยเป้าหมายสำคัญคือจำแนกผู้สมัครออกเป็นกลุ่มๆ แล้วคัดเลือกจากกลุ่มคนที่ตรงสเปกหรือมีศักยภาพมากพอ แตกต่างกับการสัมภาษณ์งานจริงอย่างไร? อย่างที่ได้อธิบายไปข้างต้นว่าการ Phone screen มักจะเป็นการโทรคุย บรีฟรายละเอียด สอบถามข้อมูลสั้นๆ เพื่อจำแนกคนเป็นกลุ่มๆ ให้สะดวกต่อการเลือกคัดกรอง ต่างจากการสัมภาษณ์งานที่เป็นการเจอกันซึ่งหน้า จึงมักจะมีความเข้มข้น กินระยะเวลายาวนาน ต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือการคำถามยากๆ และมีรายละเอียดเชิงลึกที่ต้องพิจารณามากกว่า นอกจากในแง่ของ “เนื้อหา” คู่สนทนาก็ยังต่างกันด้วย เนื่องจากการ Phone screen มักจะดำเนินการโดย Recruiter ในขณะที่การสัมภาษณ์จริงจะเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงซึ่งก็คือ “หัวหน้างานในอนาคต” ของเรานั่นเอง ดังนั้นเพื่ออนาคตแล้วเราจึงไม่สามารถพลาดได้เด็ดขาด การเตรียมตัวสำหรับ Phone screen เมื่อการ Phone screen ถือเป็นด่านแรกก่อนการสัมภาษณ์ และมีไว้เพื่อคัดกรองหาคนที่ตรงสเปกที่บริษัทวางไว้เราจึงเป็น “คนคนนั้น” ที่องค์กรมองหาให้ได้ หากถามถึงสิ่งสำคัญสำหรับการ Phone screen แล้วไม่พูดถึง First Impression ก็คงจะไม่ได้ โดยเฉพาะในแง่ของการสื่อสารระหว่างกัน เนื่องจากเวลาในการคุยจะค่อนข้างสั้นมากๆ จึงควรสรุปประเด็นให้สั้น กระชับ และมี “จุดสนใจ” เพื่อให้เกิดการถามต่อหรือทำความรู้จักเรามากขึ้นนั่นเอง โดยคำถามส่วนใหญ่มักเน้นที่ประวัติการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งด้วยระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเราจึงไม่ควรร่ายยาวอธิบายทุกอย่างทั้งหมด ให้เน้นเฉพาะ “ส่วนที่เกี่ยวข้อง” หรือเกิดประโยชน์กับองค์กรเป็นหลัก เช่น ความถนัด จุดแข็ง ผลงานโดดเด่น นอกจากนี้การสัมภาษณ์สั้นๆ ทางโทรศัพท์ทำให้เราอาจแสดงนิสัยหรือบุคลิกไม่ได้ทั้งหมด ซึ่ง Business Manner ที่ดีหรือการใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น จำชื่อผู้สัมภาษณ์หรือรายละเอียดงานได้ ก็ช่วยสร้างความประทับใจให้บริษัทได้ดี ลำดับถัดมาคือการเตรียมตัว 1) รีวิว Job description เพื่อหาจุดขายให้ตัวเอง ทำความเข้าใจภาพรวมของหน้าที่ต่างๆ พร้อมตีโจทย์ความต้องการของนายจ้างให้ออกและจับคู่กับประสบการณ์และความสามารถของเรา เพื่ออธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้คุณเหมาะสมสำหรับตำแหน่งงานนั้นโดยอย่าลืม “ยกตัวอย่างผลงาน” ที่สอดคล้องให้เห็นภาพมากขึ้น 2) ศึกษาข้อมูลองค์กร ในขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้นอย่าง Phone screen เราอาจยังไม่จำเป็นต้องรู้ “ทุกเรื่อง” ขององค์กรก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุดเราควรรู้ว่าบริษัทนั้นๆ เป็นธุรกิจแบบไหน และอะไรที่ดึงดูดให้สนใจอยากเข้าไปร่วมงานด้วยซึ่งช่วยให้เราได้ทำการบ้านและตัดสินใจได้อย่างไม่ผิดพลาด 3) เตรียมพร้อมและจริงจังเสมอ ในการพูดคุยเรามีโอกาสที่จะถูกถามในประเด็นต่างๆ แม้จะไม่จำเป็นต้องตอบในเชิงลึกเหมือนกับสัมภาษณ์จริง ก็ควรมีการเตรียมพร้อมสำหรับคำถามเหล่านั้นเสมอ และที่สำคัญคือรู้จัก “เป็นฝ่ายถาม” ในเรื่องสำคัญด้วย ทิ้งท้ายกับการสัมภาษณ์ในลักษณะ Phone Interview กับ "บริษัทจัดหางาน" ที่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะมองว่าเป็นเพียงแค่การเก็บข้อมูลผู้สมัครเฉยๆ ต้องอย่าลืมว่า Recruiter คือหนึ่งในวิธีเข้าหาโอกาสงานที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะต้องติดต่อกับบริษัทต่างๆ อยู่เสมอ ดังนั้นนอกเหนือจากจาก CV ที่ดีแล้ว การสัมภาษณ์ผ่าน Phone screen ที่น่าประทับใจ ได้รับข้อมูลต่างๆ ที่ครบถ้วนมากกว่าแค่ใน Resume ก็สามารถช่วยให้ Recruiter แนะนำตัวเราได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสให้บริษัทเรียกเราไปสัมภาษณ์มากขึ้นนั่นเอง ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหาโอกาสใหม่ที่ช่วยให้ความมั่นคงมากขึ้น: คลิก อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: สัมภาษณ์งานยังไงก็ได้งาน! เพียงเข้าใจ 3 กุญแจสำคัญนี้ 5 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการต่อรอง Job offer ก่อนเริ่มงาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/46nZX6m #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สัมภาษณ์งานยังไงให้ได้งาน? ง่ายๆ เพียงเข้าใจ 3 หัวใจสำคัญนี้ เราจะฉายแววเด่นในการสัมภาษณ์งานได้อย่างไร เมื่อความสามารถก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร แถมประสบการณ์ที่ติดตัวมาก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่สุดท้ายก็เป็นผู้ถูกเลือกให้ “ผิดหวัง” ทุกครั้งไป หลังจากผ่านด่านแรกของการพิจารณาเรซูเม่และได้เข้าสู่การสัมภาษณ์งานอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการยืนยันขั้นต้นว่าเรามีทั้งคุณภาพ ประกอบกับความสามารถที่ดีพอจะทำงานที่นี่ได้ เหลือแค่ต้องเอาชนะคู่แข่งและมัดใจกรรมการเท่านั้น เพียงแต่คำถามสำคัญก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ก็คือ “ในเมื่อทุกคนดีพอแล้วทำไมบริษัทต้องเลือกเรา” ถ้าความสามารถใกล้เคียงกัน ประสบการณ์เยอะพอกัน แล้วบริษัทตัดสินใจเลือกรับคนเข้าทำงานจากอะไร? บทความจาก Forbes โดยคุณ Caroline Ceniza-Levine กล่าวถึงหัวใจสำคัญ 3 ข้อที่จะทำให้เราคว้าโอกาสได้ก่อนใครๆ เริ่มจาก 1) เข้าใจโจทย์ที่อยู่นอกเหนือ Job description วัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์งานคือการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่าง 2 ฝ่าย ในขณะที่นายจ้างชั่งใจว่าเราเหมาะกับงานแค่ไหน เราเองก็เรียนรู้เกี่ยวกับหน้าที่รวมถึงภาพรวมองค์กรไปพร้อมๆ กัน และจากประสบการณ์ทำงานของหลายๆ คนคงพอเข้าใจว่า Job description คือหน้าที่โดยรวมแต่อาจไม่ครอบคลุมถึงข้อจำกัดหรือ “โจทย์ที่แท้จริง” ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องไปพูดคุยกันในขั้นตอนสัมภาษณ์ เช่น Job description อาจระบุแค่ “หน้าที่” ที่ต้องรับผิดชอบ จากนั้นเราอาจได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์ว่างานเหล่านี้มีข้อจำกัดด้านเวลาที่เร่งด่วนหรือกำลังติดปัญหาเรื่องใดก็แล้วแต่ ข้อมูลเหล่านี้ที่ได้รับจากการสัมภาษณ์คือวัตถุดิบชั้นดีที่ช่วยให้เราสามารถนำมาคิดต่อยอดจากความรู้ที่มี เพื่อหา “วิธีการ” ที่ช่วยตีโจทย์ขององค์กรให้สำเร็จได้ จะว่าไปก็อาจคล้ายกับภาพยนตร์ The Wolf of Wall Street ที่ตัวเอกอย่าง Jordan Belfort ทดลองให้คนรอบข้าง “ขายปากกา” ให้กับตัวเขาเองจะทำด้วยวิธีการอะไรก็ได้ แต่ต้องขายให้ได้ 1 ด้าม จนมีคนทำสำเร็จเมื่อขอให้เขา “เขียนชื่อลงกระดาษ” ซึ่งแน่นอนว่าเขาทำไม่ได้เพราะไม่มีปากกาเขาจึงจำเป็นต้องซื้อปากกาจากคนคนนั้น ดังนั้นหัวใจสำคัญจากเรื่องนี้ก็คือการตีโจทย์ให้แตกเพื่อนำเสนอสิ่งที่อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิเสธได้ 2) กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งไปกับองค์กร การจะพิจารณารับคนเข้าทำงานในแต่ละครั้งถ้าตัดเรื่องความสามารถที่แน่นอนว่าสำคัญอยู่แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยก็คือ “ความเข้ากัน” ต่อส่วนรวม พนักงานใหม่จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะปรับตัวทั้งเรื่องเรียนรู้งานและอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ซึ่งจะมาคัดกันที่ขั้นตอน “สัมภาษณ์งาน” อันดับแรกต้องคิดเสมอว่าเราไม่ใช่แค่เข้าไปเพื่อทำงาน แต่ต้องการเข้าไปเป็น “ส่วนหนึ่งขององค์กร” ซึ่งนั่นรวมไปถึงหลักการ ความเชื่อ แนวทางการทำงานหรือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในที่ทำงานนั้นๆ เทคนิคง่ายๆ เช่น หากบริษัทเน้นทำงานอิงจากตัวเลขสถิติก็ควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบในแต่ละคำถาม สิ่งสำคัญคือต้องทำให้นายจ้างมั่นใจว่าเราจะเข้ากันกับที่นี่ได้โดยไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวมาก หรือดีมากๆ ก็ไม่ต้องปรับตัวเลย (ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้) 3) อยากได้งานจริงจัง ไม่จริงโจ้ เมื่อต้องเลือกระหว่างกลุ่มคนที่มีความสามารถคล้ายๆ กัน ตัวตัดสินจึงต้องไปชี้วัดกันที่เรื่องของ “แพชชัน” และแน่นอนใครๆ ก็อยากได้คนที่มีความกระตือรือร้น คนที่ตื่นเต้นที่จะได้เข้ามาทำงานร่วมกับเพื่อนใหม่ คนที่แสดงความสนใจในบริษัทอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ได้แปลว่าให้ไปประจบผู้สัมภาษณ์แต่มันมาจากการแสดงออกถึงความกระหายและถ้าหากคิดว่าการประกาศว่า “ฉันรักบริษัท” จะทำให้เราสูญเสียอำนาจต่อรองก่อนเริ่มงาน เช่น เพิ่มเงินเดือน สวัสดิการ วันหยุด วันลา ต้องบอกเลยว่าคิดผิดถนัด! เพราะยิ่งนายจ้างเล็งเห็นว่าเรามีใจให้กับบริษัทแค่ไหนก็ยิ่งเพิ่มความต้องการที่จะ “ลงทุน” กับตัวเรามากขึ้น สิ่งสำคัญคือการพยายามรักษา “ระดับพลังงาน” เนื่องจากกระบวนการสมัครงานมักกินเวลานานและเราอาจเสียแรงจูงใจหรือเริ่มเหนื่อยระหว่างทางไปได้ ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหาโอกาสใหม่ที่ช่วยให้ความมั่นคงมากขึ้น: คลิก อ่านบทความเพิ่มเติม: เริ่มงานให้ปังกับการตั้งเป้าหมายด้วยหลัก 30-60-90 5 คำถามเช็กลิสต์ระหว่างสัมภาษณ์ รู้ได้ทันทีว่าองค์กรไหนที่เราควร "หนีไป" แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/40IZpqz  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ผลสำรวจพบคน GenZ กว่าครึ่ง ไม่มีเงินเก็บเพียงพอสำหรับอยู่รอดได้เกิน 3 เดือน คุณอยู่ทีมไหนระหว่างทีม A: ชอบก็จะประหยัดทำไม หรือทีม B: รัดเข็มขัดไว้เผื่ออนาคตที่ไม่แน่นอน หากคุณเลือกอยู่ทีม B ขอแสดงความยินดีด้วยในฐานะ “คนส่วนใหญ่” เมื่อผลสำรวจพบคนรุ่นใหม่ (Gen Z) กว่าครึ่งหรือ 56% ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอที่จะใช้จ่ายใน 3 เดือน ซึ่ง 53% เลือก “หั่นรายจ่าย” แล้วหันมาประหยัดเงินให้มากขึ้น สืบเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงลิ่วจนไม่อาจการันตีความมั่นคงทางการเงินได้ ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นโดย Bank of America ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,200 คน และมีอายุในช่วงวัย 18-26 ปี (young adults) โดย 3 ใน 4 ระบุว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อจนต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน เช่น ทำอาหารเองที่บ้าน ซื้อเสื้อผ้าน้อยลง เพื่อใช้เงินไปกับของที่จำเป็นมากขึ้น ว่ากันว่าคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันกำลังเจอกับปัญหาทางการเงิน แบบที่ไม่เหมือนอะไรที่คนในยุคก่อนๆ เคยผ่านมา โดยหนึ่งในต้นตอของปัญหาอาจเป็น “ค่าแรง” อ้างอิงรายงานจากเว็บไซต์ Self Financial ระบุว่าบัณฑิต - นักศึกษาจบใหม่ในยุคปัจจุบันกลับสร้างรายได้ได้น้อยกว่าสมัยพ่อแม่ตัวเอง 10% (แน่นอนว่า “น้อยมาก” เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ) ส่งผลให้กว่า 75% ล้มเหลวด้านการเงินในปีที่แล้ว ทั้งขาดเงินเก็บและยิ่งไปกว่าคือต้องหาเงินมา “ใช้หนี้” มากขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวกำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานจาก Deloitte ที่คน Gen Z จำนวน 14,500 รายใน 44 ประเทศทั่วโลก พบว่าการใช้เงินแบบ “เดือนชนเดือน” คือปัญหาหลักซึ่งเกือบครึ่งต้องกัดฟันพาตัวเองรับงานเสริมมากขึ้น อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถในการปรับตัวทำให้คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะจัดการได้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยพวกเขาแสดงออกถึงความมั่นใจว่าทำได้ใน “ระยะสั้น” แต่กับ “ระยะยาว” นั้นยังค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดจากผลสำรวจในครั้งนี้คือความสามารถในการสร้าง “ความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียน” ไม่ว่าจะโดยการเก็บออม หรือวางแผนการลงทุนต่างๆ ซึ่งพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ “ไม่ค่อยมั่นใจ” ในเรื่องนี้ จากข้อมูลผลสำรวจที่ชี้ถึงปัญหาด้านการเงินอันเกิดจากค่าใช้จ่าย ค่าแรง รวมถึงค่าครองชีพซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อปัจจุบัน แต่ยังรวมถึงอนาคตข้างหน้า บางที่นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่เราต้องกลับมาคิดทบทวนว่าหากมองจากความจริงที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้แล้วเราจะสามารถมีชีวิตที่มั่นคงหลังเกษียนได้หรือไม่ และสุดท้ายหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ตกงานกระทันหัน คุณมีเงินสำรองเพียงพอใช้จ่ายเกิน 3 เดือนแล้วหรือยัง ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหาโอกาสใหม่ที่ช่วยให้ความมั่นคงมากขึ้น: คลิก อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: Skills over school! บริษัทใหญ่เปลี่ยนเกณฑ์ เน้นรับสมัครโดยคัดจาก "ทักษะ" มากกว่าวุฒิศึกษา 5 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการต่อรอง Job offer ก่อนตกลงเริ่มงาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/47xpRp1 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3QW01pv https://cnb.cx/3soKPrA https://bit.ly/49zENF5 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ปีใหม่ - งานใหม่ กับ 6 วิธีช่วยให้หางานใหม่ได้อย่างเร็วทันใจ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปีแบบนี้เชื่อว่าคงมีหลายคนที่กำลังเริ่มวางแผนให้ตัวเองในปีหน้า ซึ่งการ “เปลี่ยนงาน” ก็มักจะเป็นหนึ่งในเช็กลิสต์สำคัญหลังจากได้ตกผลึกกับความคิดและเป้าหมายมาตลอดทั้งปี สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่มักจะร้อนแรงในช่วงต้นปี (ม.ค. - ก.พ.) เนื่องจากหลายบริษัทมีการ “เปิดปีงบประมาณใหม่” และเร่งดำเนินงานไม่ว่าจะการขยายองค์กรหรือเปิดแผนกใหม่ให้สอดคล้องกับแผนงานที่กำหนด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงต้นปีจะเป็นฤดูหางานที่ดีที่สุดแต่ข้อควรระวังคือ “เราไม่ใช่คนเดียวที่หางาน” และด้วยเหตุนี้เองคนทำงานจึงต้องไม่ประมาทเพราะยิ่งเราขยับตัวช้าก็อาจถูกคู่แข่งแซงหน้าคว้าโอกาสไปก่อนได้ ดังนั้นเราต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุดตั้งแต่ขั้นตอนแรกอย่าง “การหางาน” ซึ่งกว่าจะหางานที่ใช่ ตรงตามสเปกและความคาดหวังได้ก็มักจะเสียเวลาไปกับขั้นตอนนี้ค่อนข้างมาก Reeracoen Thailand จึงได้นำเทคนิค 6 วิธีที่ทำให้เราสามารถหางานที่ใช่ได้เร็วยิ่งขึ้นมาฝากกันตามนี้ครับ 1) ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เรามักมีเหตุผลที่ทำให้อยากย้ายงานแตกต่างกันไม่ว่าจะเงิน ความสุข โอกาสเติบโตในที่ทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน ก่อนที่จะเริ่มเข้าหน้าเว็บไซต์ประกาศงานหรือหาตำแหน่งงานเปิดรับตามกลุ่มโซเชียลมีเดีย ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อถามตัวเองก่อนว่า “เป้าหมายจริงๆ เรากำลังต้องการอะไร” เพราะการมีความเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการทำงาน จะช่วยให้เราหางานที่ “ตรงใจ” ได้เร็วยิ่งขึ้น 2) อัปเดตเรซูเม่รอไว้ได้เลย เราทุกคนรู้ดีถึงความสำคัญของเรซูเม่และการสมัครงานทุกครั้งต้องมาพร้อมกับเรซูเม่ในเวอร์ชันที่ดีที่สุด เพื่อดึงดูดความสนใจจากบริษัทเป้าหมายให้ได้ ซึ่งการอัปเดตเรซูเม่ก่อนสมัครงานนี้เองที่เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เราต้องเสียเวลาเพราะกว่าจะรวบรวมผลงาน หารูปใหม่มาประกอบ ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งก็ใช้เวลาไม่น้อย อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้สมัครทุกคนควรรู้คือระบบ ATS (Applicant tracking system) ที่หลายบริษัทนำมาช่วยคัดเลือกผู้สมัคร โดยอาศัยการจับ “คีย์เวิร์ด” บนหน้าเรซูเม่ให้ตรงกับคุณสมบัติใน Job description เพื่อหาคนที่มีคีย์เวิร์ดตรงกันมากที่สุดมาพิจารณา (อ่านต่อได้ที่นี่) 3) ใช้แพลตฟอร์มและคอนเนกชันให้เกิดประโยชน์ หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการหางานอย่างรวดเร็วคือการรู้จักใช้เครือข่ายคอนเนกชันที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ช่องทางสื่อต่างๆ ที่เราใช้งานเป็นประจำ เช่น Linkedin ที่ถือแพลตฟอร์มสำหรับคนทำงานมืออาชีพ หรือ Facebook ที่ปัจจุบันมีหลายกลุ่มไว้หางานโดยเฉพาะ นอกจากนี้อีกหนึ่งข้อดีของแพลตฟอร์มเหล่านี้คือสามารถติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครของบริษัท รวมถึงเชื่อมต่อกับ HR และ Recruiter เพื่อถามถึงโอกาสงานได้โดยตรง 4) เปิดรับแจ้งเตือนตำแหน่งงานใหม่ สิ่งที่กินเวลามากที่สุดในการหางานก็คือ “การหางาน” เรามักเสียเวลาไปกับการเลื่อนเมาส์ขึ้นลง คลิกอ่านประกาศรับสมัครเพื่ออ่านรายละเอียดต่างๆ รวมถึงบางครั้งเราอาจเปิดอ่านงานเก่าๆ ซ้ำโดยไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีประหยัดเวลาและพลังจากขั้นตอนเหล่านี้คือการสมัครบัญชีผู้ใช้และเปิดรับแจ้งเตือนจากเว็บประกาศงานที่เชื่อถือได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถได้รับแจ้งเตือนเมื่อมีตำแหน่งงานใหม่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเข้าไปเช็กหน้าเว็บด้วยตัวเอง 5) สร้างลิสต์ติดตาม Process หลังส่งสมัครงาน หลายคนนิยมที่จะส่งสมัครงานไปยังหลายบริษัทเพราะเชื่อว่ายิ่งสมัครเยอะก็ยิ่งมีโอกาสได้งานมากขึ้น รวมถึงเพื่อใช้เวลาทำเอกสารครั้งเดียวให้คุ้มค่าที่สุด แต่ข้อเสียคือบางครั้งด้วยความที่สมัครเยอะเราก็มักจะ “ลืม” จนหลุดไปได้ง่ายๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นเราจึงควรทำชีทไว้สักที่สำหรับจด “ลิสต์รายชื่อบริษัท” แล้วนำมากรอกข้อมูลตามหัวข้อ ได้แก่ ชื่อบริษัทและตำแหน่ง สถานะการรอ เช่น สมัครแล้ว, รอสัมภาษณ์, รอผล ช่องทางติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง วิธีดังกล่าวจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมชัดเจนว่าใบสมัครของเราไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว และได้รับความสนใจจากบริษัทใดบ้าง รวมถึงสามารถตัดบริษัทที่ไม่มีการตอบกลับออกไปเพื่อไม่เสียเวลารอฟรีๆ โดยมองไม่เห็นปลายทาง 6) ฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทจัดหางาน ถ้าปัจจุบันปัญหาเรื่อง “เวลา” คืออุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถเริ่มมองหางานใหม่ได้สักที การฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทจัดหางานจึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ที่คุณไม่ควรมองข้าม เนื่องจากในตลาดการจ้างงานไม่เพียงแต่เราที่เป็นฝ่ายมองหางาน นายจ้างหรือบริษัทต่างๆ เองก็กำลังมองหาคนโดยมีตัวกลางอย่าง “บริษัทจัดหางาน” ดังนั้นการฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทเหล่านี้จึงได้ทั้งเป็นฝ่ายมองหางาน และได้รับการ “เสนองาน” ซึ่งทำให้เรามีโอกาสได้งานดีๆ มากขึ้นแบบอัตโนมัติ ประหยัดเวลามองหางานและเปิดโอกาสให้ตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ ฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Recruitment ที่มีทั้งทีม Recruiter มืออาชีพคอยป้อนงานที่ตรงใจรวมถึงหางานที่ใช่ผ่านฟังก์ชัน Hot Jobs Alert พร้อมคำแนะนำและข้อมูลสำคัญอย่างรอบด้านตลอดจนช่วยต่อรองผลประโยชน์ก่อนเริ่มงาน ลงทะเบียนฝากโปรไฟล์: คลิก อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: วิธีจัดการ 5 ภาษากายให้เป็นประโยชน์ในทุกการสัมภาษณ์งาน 4 ข้อผิดพลาดบนใบสมัครที่มักทำให้เราโดนบริษัทคัดออกตั้งแต่แรก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3tUSPAP #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Skills over School! หลายบริษัทปรับเกณฑ์รับเข้าทำงาน หันมาเน้น “ทักษะ” มากกว่าวุฒิการศึกษา เป็นที่เข้าใจว่า “ใบปริญญา” ถือเป็นพาสปอร์ตในการหา “งานที่ดี” และวุฒิการศึกษายังคงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานอันดับแรกที่ใครไม่ก็อาจปฏิเสธได้แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าบรรทัดฐานเหล่านี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและงานบางอย่างก็ไม่ต้องอาศัยวุฒิก็สามารถทำได้ เพราะปัจจุบันหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเริ่มปรับกลยุทธ์การรับสมัครพนักงานใหม่ โดยมุ่งเน้นที่ “ทักษะการทำงาน” ให้มากขึ้นและลดกำแพงของ “วุฒิการศึกษา” ลง (สำหรับบางตำแหน่งงาน) เริ่มจาก Walmart (ร้านค้าปลีกที่มียอดขายมากที่สุดในโลก) ระบุว่า “ยินดีพิจารณาหากผู้สมัครมีทักษะที่สามารถใช้ทำงานได้ ไม่ว่าจะได้มาจากประสบการณ์หรือวิธีการเรียนรู้อื่นๆ ก็ตาม” และไม่เพียงเท่านั้น อีกหลายบริษัทใหญ่ที่ชาวไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ Delta, Google, IBM และ Kellogg’s ก็เริ่มหันหัวเรือการรับสมัครงานมาในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ 20% ของประกาศงานบนแพลตฟอร์ม Linkedin “ไม่จำเป็นต้องจบปริญญา” ก็สามารถสมัครเข้ามาได้ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น 30% ภายในระยะเวลา 6 เดือน สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้คือสภาวะ “ขาดแคลนแรงงาน” ในสหรัฐฯ โดยรายงานล่าสุดพบงานว่างถึง 9.6 ล้านตำแหน่ง ในขณะที่มีคนว่างงานเพียง 6.4 ล้านคนเท่านั้น ทำให้บริษัทต้องหาวิธีการใหม่ๆ ในการคัดคนเข้าทำงานด้วยการตัดสินใจลดทอนกำแพงคุณสมบัติด้านการศึกษาและเปิดโอกาสให้กับผู้สมัครในวงกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้หลายบริษัทจะมีการเปลี่ยนแนวทางก็ไม่ได้แปลว่าการศึกษาหมดความสำคัญ เพียงแต่เปลี่ยนจุดโฟกัสจาก “เกรด” เป็นดูถึงความสามารถลึกๆ ว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง แต่คำถามคือเมื่อไม่มีเกณฑ์อย่างวุฒิการศึกษามารับรองแล้วบริษัทแน่ใจได้อย่างไรว่าเลือกรับมาได้ “ถูกคน” ขั้นตอนที่ 1: จำแนกว่างานแบบไหนไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาผู้สมัครมีโอกาสเรียนรู้งานหรือได้รับทักษะจากแหล่งอื่นๆ หรือไม่ รวมถึง on-the-job training สามารถเติมเต็มช่องว่างนั้นได้ดีแค่ไหน ขั้นตอนที่ 2: เมื่อจำแนกลักษณะได้ว่างานแบบไหนควรใช้ใคร จากนั้นกางคุณสมบัติที่ต้องการจาก Job Requirement ไล่ตั้งแต่ทักษะเชิง Technical ประสบการณ์เพื่อทำประกาศรับสมัครในช่องทางที่เหมาะสม ขั้นตอนที่ 3: กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณา ซึ่งขั้นตอนคัดกรองเบื้องต้น (phone screen) และการสัมภาษณ์งานควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเลือกรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับแต่ละตำแหน่งงาน เช่น Psychometric test เพื่อประเมินผู้สมัคร โดยสะท้อนภาพรวมทั้งทักษะ ความสามารถ ตลอดจนบุคลิกนิสัย เพื่อจำแนกว่าสามารถเข้ากับที่ทำงานได้ดีแค่ไหน หรืออาจใช้วิธีสัมภาษณ์แบบ Competency-base ที่ทำให้ผู้สมัครสามารถดึงเอาประสบการณ์ในอดีต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับนายจ้างในการคัดเลือกว่าใครสามารถทำได้ดีที่สุดในหน้าที่นั้นๆ วุฒิการศึกษาคือเครื่องมือชั้นดีให้เรามีโอกาสเข้าสู่งานอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ก็ไม่ใช่ “ทั้งหมด” เสมอไป เพราะยังมีส่วนอื่นๆ อาทิ ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นตั้งใจที่สำคัญไม่แพ้กัน มองหา “งานใหม่” ที่ใช่ยิ่งกว่าเดิม ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา อ่านบทความเพิ่มเติมที่: คนทำงาน 70% "แต่งประวัติเกินจริง" เพื่อหวังได้รับโอกาสมากขึ้น 5 คำถามสัมภาษณ์งานเช็กได้ทันทีว่าองค์กรไหนที่เราควรหนีไป! แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3QARozh #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ผลสำรวจชี้คนทำงาน 70% “แต่งประวัติเกินจริง” เพื่อหวังโอกาสได้งานมากขึ้น ผลสำรวจพบว่าพนักงานส่วนใหญ่ (ในสหรัฐฯ) “โกหกนายจ้าง” เกี่ยวกับคุณสมบัติของตัวเอง ทั้งใน resume, cover letter, และแม้แต่การสัมภาษณ์ให้ดูดีเกินความเป็นจริงเพื่อหวังจะได้งาน เป็นที่รู้กันว่าหนึ่งในความท้าทายของคนทำงานก็คือ “การสมัครงาน” เข้าไปแข่งกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มสายงานที่มีการแข่งขันสูง เราจึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาตัวเองให้โดดเด่นทั้งการฝึกทักษะ และสั่งสมประสบการณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้โปรไฟล์และไปอยู่จุดสูงสุดให้ได้ ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นโดย ResumeLab โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 1,914 คน เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมตอนสมัครงานจนได้กับความจริงที่ (ไม่) น่าเหลือเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เลือก “โกหก” และไม่พูดความจริงซึ่งแม้แต่บริษัทก็ยังจับไม่ได้! จุดไหนที่คนมักนำมา "โกหก" บ่อยที่สุด อ้างอิงจากผลสำรวจ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับตรงๆ ว่าบางส่วนในเรซูเม่ของพวกเขา เป็นเรื่องที่ “ปรุงแต่ง” ขึ้นมาให้โปรไฟล์ดูดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น 37% ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ “ทำบ่อย” โดยส่วน “หน้าที่ความรับผิดชอบ” คือสิ่งแรกที่มักจะถูกนำมาใช้โกหกกันบ่อยที่สุดคิดเป็นอัตรา 52% จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ตามมาด้วยจำนวนลูกทีมที่ต้องดูแล (45%) และระยะเวลาในการทำงาน (37%) เป็นลำดับสุดท้าย ส่วนสถิติบน Cover letter และระหว่างสัมภาษณ์ พบว่ามีมากถึง 76% ที่เขียน Cover letter แบบดูดีเกินความเป็นจริง และพีคสุดๆ เมื่อคนทำงานกว่า 80% โกหกระหว่างสัมภาษณ์งานทั้งในด้านทักษะ งานที่รับผิดชอบ รวมถึงชื่อตำแหน่ง จำแนกตามวุฒิการศึกษาและสายงาน ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าทั้งระดับการศึกษาและกลุ่มสายงาน ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้สมัคร และข้อมูลที่ได้ยิ่งน่าเหลือเชื่อเข้าไปอีกเพราะส่วนใหญ่ที่มักจะโกหกเพื่อสมัครงานคือคนที่ “จบสูง” ตั้งแต่ปริญญาโทไปจนถึงระดับดอกเตอร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 85% ด้วยกัน ในขณะที่กลุ่มคนทำงานผู้ไม่เคยผ่านการเรียนมหาวิทยาลัยมีอยู่ราว 71% ที่มีพฤติกรรมโกหกตอนสมัครงาน โดยอันดับสุดท้ายที่มีการโกหกน้อยที่สุดคือ 63% ได้แก่ วุฒิปริญญาตรี (หรือเทียบเท่า) เมื่อจำแนกตาม “กลุ่มสายงาน” พบว่าสายงานที่ผู้สมัครมีพฤติกรรมโกหกมากที่สุดได้แก่ การศึกษา กฎหมาย และการเงินเป็นอันดับที่ 1-3  (มากกว่า 80%) โดยมีสายก่อสร้าง สายการผลิต และค้าปลีกน้อยที่สุดที่ต่ำกว่า 60% ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดงานส่งผลให้ทุกคนต้องพยายามสร้างความแตกต่างให้ตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามฝั่งนายจ้างเองก็สามารถทำ Reference check และกระบวนการตรวจสอบอื่นๆ เช่น การทำแบบทดสอบเพื่อยืนยันคุณสมบัติและคำพูดของผู้สมัครได้ ซึ่งผลเสียของการใช้ทางลัดโดยการ “โกหก” เพื่อให้ตัวเองได้รับความสนใจเหนือกว่าคู่แข่งอาจทำให้เราสูญเสียทั้งชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ รวมถึง “โอกาส” ในอนาคตได้ จัดหาพนักงานโดย Reeracoen Thailand ที่มีการคัดกรองผู้สมัครอย่างละเอียดตั้งแต่ประวัติการทำงาน ความสามารถ และความคาดหวังก่อนส่งให้บริษัทพิจารณาจึงสามารถช่วยลดโอกาสในการเจอกับปัญหาดังกล่าว เริ่มต้นค้นหาคนที่ “ตรงปก” แบบคุณสมบัติครบตามโจทย์ พร้อมคำแนะนำโดยมืออาชีพเพื่อความสำเร็จที่ตรงใจ คลิก สนใจมองหางานใหม่ที่ใช่ยิ่งกว่าเดิม ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา อ่านบทความเพิ่มเติม: 5 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสำหรับต่อรอง Job offer ก่อนเริ่มงาน ปีใหม่-งานใหม่กับ 6 วิธีที่ช่วยให้เราหางานใหม่ที่ตรงใจได้อย่างรวดเร็ว แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3SxqkDu #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 5 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสำหรับต่อรอง Offer ก่อนเริ่มงาน การต่อรองผลประโยชน์ส่วนต่างๆ ก่อนตกลงเริ่มงานอาจก่อให้เกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแก่หลายคน อย่างไรก็ตามเราสามารถเปิดโต๊ะเจรจาแบบมั่นใจได้เต็มที่เมื่อมีการ “วางแผน” และเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ผู้ให้บริการด้านจัดหางานอย่าง Indeed ร่วมกับ Harvard Business Review ได้ร่วมกันจัด Webinar ในหัวข้อ “How to set yourself up for success when negotiating” นำโดย Matt Berndt หัวหน้าฝ่าย Job Search Academy และศาสตราจารย์ Michael Wheeler ผู้สอนหลักสูตรด้านการเจรจาต่อรองจาก Harvard Business School โดยมีผู้เชี่ยวชาญในกิจการธุรกิจจัดหางานจาก Bright Flag Recruiting, Rakuten และ Indeed ได้เข้าร่วมพูดถึงวิธีการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองเพื่อความสำเร็จในการเจรจาผลประโยชน์ ทั้งในด้านตัวเลขจำนวนเงิน และสวัสดิการอื่นๆ ดังนี้ 1) ทำการบ้านอย่างดี การเตรียมพร้อมก่อนเจรจาเป็นส่วนที่สำคัญเสมอไม่ว่าจะกับเรื่องไหน และการอาศัยเพียง “ข้อมูล” อาจยังไม่พอที่จะเรียกว่า “พร้อม” เพราะนอกจากมีข้อมูลที่เพียบพร้อม ผู้สมัครทุกคนควรต้อง “รู้ใจตัวเอง” ว่าอะไรสำคัญที่สุดกับเราด้วย เพราะบางคนอาจให้ความสำคัญกับผลตอบแทนสูงๆ หรือกำลังมองหางานที่มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีก่อน McNorton (ผู้เชี่ยวชาญจาก Indeed) กล่าวว่าเขาสามารถ “ดูออก” ได้ทันทีว่าผู้สมัครได้มีการเตรียมตัวหรือไม่ โดยดูจากการอธิบายถึงความคาดหวังของตัวเอง หากไม่สามารถอธิบายได้แบบชัดเจน มีความฉะฉาน ก็มีโอกาสสูงที่จะหมายถึงเขาไม่ได้ทำการบ้านในส่วนนี้มา เมื่อไรก็ตามที่เราเข้าใจเป้าหมายของตัวเองแล้ว ก็ถึงเวลาของการ “หาข้อมูล” มาเป็นอาวุธในการต่อรอง เช่น ฐานเงินเดือนที่สอดคล้องตำแหน่งงาน อิงจากสถานที่ อายุงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึงเทรนด์ความต้องการในตลาด ณ ตอนนั้นเพื่อมีหลักอ้างอิงในการเจรจากับบริษัทนายจ้าง 2) พก “คำถาม” ติดตัวไปให้พร้อม การสัมภาษณ์งานคือการสื่อสาร “สองทาง” โดยเป้าหมายของนายจ้างงคือเพื่ออยากรู้ว่าเราใช่สำหรับงานนี้แค่ไหน เช่นเดียวกับเราว่าสามารถฝากอนาคตไว้กับบริษัทนี้ได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ Michael Wheeler กล่าวว่า “คุณจะไม่มีทางได้ข้อมูล ‘ทั้งหมด’ ที่อยากได้” ดังนั้นเรื่องบางอย่างถ้าสงสัยใครรู้ เราก็ต้องถามด้วยตัวเอง ซึ่งข้อดีของการถามในประเด็นสำคัญที่สงสัย นอกจากจะทำให้เราเข้าใจอะไรๆ มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณไปหานายจ้างว่า “เราเอาจริง” กับงานนี้ โดยตัวอย่างคำถามที่น่าสนใจ อาทิ คุณคิดว่าวัฒนธรรมองค์กรและแต่ละแผนกเป็นอย่างไร โดยเฉลี่ยทั่วไปพนักงานมักจะอยู่กับบริษัทนานกี่ปี มีนโยบายเกี่ยวกับการทำงานที่บ้านหรืออื่นๆ อย่างไรบ้าง อะไรคือโอกาสหรืออุปสรรคที่คุณคิดว่าตำแหน่งนี้จะต้องรับมือ (อ่านต่อได้ที่ 5 คำถามสัมภาษณ์งานเพื่อเช็กว่าองค์กรแบบไหนที่เราควรหนีไป!) 3) เตรียมใจตอบคำถามยากๆ แน่นอนว่าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับคำถามยากๆ ในทุกการสัมภาษณ์งาน สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเตรียมพร้อมล่วงหน้าและ “ทำให้ดีที่สุด” วิธีการก็คือพลิกจุดอ่อนหรือช่องโหว่ให้เป็นโอกาส โดยให้คิดซะว่า “อะไรที่อีกฝ่ายจะสงสัยในตัวเรา” เช่น เราอาจมีช่วงเวลาว่างงาน ซึ่งอีกฝ่ายอาจนำมาถามเพื่อเตรียมคำตอบที่จะมัดใจผู้สัมภาษณ์ให้ได้ (อ่านต่อได้ที่ 7 คำถามสัมภาษณ์งานที่ตอบยากที่สุด) 4) สำคัญมาก! อย่าแสดงความไม่มั่นใจเวลาต่อรอง อีกหนึ่งคำถามที่มักต้องนำมาพูดถึงเสมอก็คือ “ผลประโยชน์” คำแนะนำจาก Omole (ผู้เชี่ยวชาญจาก Indeed) คือการฝึกซ้อมพูดกับกระจกหรือบันทึกวิดีโอเก็บไว้เพื่อฝึกให้มีน้ำเสียงที่หนักแน่น และดูมีความจริงจัง เนื่องจากหากเราแสดงท่าทีไม่จริงจังหรือดูไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป น้ำหนักของคำพูดหรือสิ่งที่ร้องขอก็จะไม่มากพอและอำนาจการต่อรองจะตกไปอยู่กับนายจ้างในทันที ซึ่ง Berndt (หัวหน้าฝ่าย Job Search Academy จาก Indeed) ได้เสริมตัวอย่างของรูปแบบวิธีพูดต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ คือการนำ “ข้อมูล” ที่หาไว้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกมาเพิ่มน้ำหนัก โดยระบุถึงรายละเอียดรวมถึงเหตุผลที่ทำให้เราต้องต่อรองในส่วนนี้เพิ่มเติม เช่น จากที่สำรวจฐานเงินเดือนในตลาดสำหรับตำแหน่งงานนี้ ประกอบกับประวัติผลงานและความสามารถที่มีควรอยู่ที่ระหว่าง xxx - xxx จึงเป็นเหตุผลให้เราต้องมาพูดคุยหาข้อสรุปกันเพิ่มเติม การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่โชว์ว่าเราได้ทำการบ้านมาอย่างดียังเป็นการเปิดโอกาสให้นายจ้างแชร์ความคาดหวังที่ชัดเจนออกมามากขึ้นด้วย 5) ห้ามลืมสวัสดิการนอกเหนือจากเงินเดือน แม้จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและคุยยากแต่อย่างไรก็ตามเงินเดือนก็เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” เพราะยังมีสวัสดิการส่วนอื่นๆ อีกมากที่เราต้องให้ความสำคัญ เช่น นโยบายการเข้างาน กิจกรรมบริษัท วันหยุดวันลา เนื่องจากบางบริษัทอาจโดดเด่นเรื่องการให้สวัสดิการที่ดีซึ่งรวมๆ แล้วอาจมีความน่าสนใจมากกว่าตัวเลขเงินเดือนก็เป็นได้ การต่อรองผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดหากสามารถเตรียมตัวให้พร้อมและมีทักษะที่ดี อย่างไรก็ตามเราไม่จำเป็นต้องสู้ด้วยตัวเองเพียงลำพังเพียงหางานผ่าน Reeracoen Thailand ที่มีมี Recruiter มืออาชีพพร้อม “ช่วยต่อรอง” ไม่ว่าจะผลประโยชน์หรือความคาดหวังก่อนเริ่มงานแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย! ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา คลิก อ่านบทความเพิ่มเติม: 6 วิธีช่วยให้หางานใหม่ได้เร็วทันใจ (ฉบับคนไม่มีเวลา) หางานดีตำแหน่งสูงใน Hidden Job Market ไม่ยากอย่างที่คิด แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3sg6QJ0 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 5 วิธีจัดการ “ภาษากาย” ให้เป็นประโยชน์ในทุกการสัมภาษณ์งาน การที่จะประสบความสำเร็จในการสมัครงานจำเป็นต้องอาศัยหลายองค์ประกอบตั้งแต่เรซูเม่ที่ดีและจดหมายสมัครงาน (cover letter) ที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นด่านแรกเพื่อพาเราเข้าสู่ขั้นตอนการ “สัมภาษณ์งาน” โดยในขั้นตอนสัมภาษณ์นี้เองที่เป็นตัวตัดสินอนาคตว่าเราจะได้ไปต่อหรือถูกคัดออกจากลิสต์ผู้ท้าชิงตำแหน่ง ซึ่งการที่จะเป็น “ผู้ชนะ” ในสนามแข่งขันสมัครงานนี้ไม่เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติและประสบการณ์อันโดดเด่น ตลอดจนทักษะการนำเสนอพร้อมตอบคำถามอย่างเฉียบขาด แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนมักจะนึกไม่ถึงแถมยังมีผลต่อการตัดสินใจของนายจ้างก็คือ “ภาษากาย” ที่เราแสดงออกมาตอนสัมภาษณ์ทั้งสีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำเสียง และการวางตัว เชื่อว่าแทบจะทุกคนต้องเคยมีอาการประหม่าจนมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น เหงื่อตก พูดติดขัด ไม่กล้าสบตา นั่งสั่นขา ไม่รู้จะจัดการกับมืออย่างไร อันเกิดจากไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องตอบคำถามสำคัญที่แม้จะตอบได้ดีแต่หากมี “เสียงสั่น” แทรกเข้ามาด้วย ก็จะกลายเป็นดูเหมือนไม่มั่นใจในคำตอบของตัวเอง ดังนั้นภาษากายจึงเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ผู้สมัครต้องเรียนรู้เพื่อบังคับร่างกายไม่ให้ทรยศตัวเราเอง และในบทความนี้ Reeracoen Thailand ได้รวบรวมการจัดการภาษากายของตัวเองง่ายๆ ที่เป็นประโยชน์มาฝากกันครับ 1) ทัศนคติ เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนที่เราเดินเข้าไปในออฟฟิศทั้งการแต่งตัวอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกียรติสถานที่ ที่สำคัญและควรปฏิบัติคือการเคารพให้เกียรติกับ “ทุกคน” ไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะกับผู้สัมภาษณ์ในห้องเท่านั้น เพราะเป้าหมายของเราคือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทนี้ ดังนั้นต้องทำให้เกิดความประทับใจให้มากที่สุด 2) สายตา เคยได้ยินไหมว่า “สายตาโกหกกันไม่ได้” ดังนั้นแววตาจึงสามารถสะท้อนถึงความรู้สึกหลายๆ อย่าง เช่น คนเรามักหลบตาเมื่อกลัวหรือไม่มั่นใจ ระหว่างการสัมภาษณ์เราควรสบตากับฝ่ายตรงข้ามและพยายามอย่าถูกดึงดูดความสนใจโดยสิ่งรอบตัว เช่น การก้มมองพื้นหรืออื่นๆ อันเป็นการเลี่ยงสายตา นอกเหนือจากเหตุผลด้านความมั่นใจ การสบตายังเป็นวิธีการสร้างความรู้สึกผูกพันและมีส่วนร่วมสามารถชักจูงให้อีกฝ่ายเกิดความสนใจในตัวเราได้ทั้งนี้การสบตาก็มีข้อควรระวังอย่าง “การจ้องนานเกินไป” เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดได้เช่นกันซึ่งเราจะรู้เองโดยสัญชาตญาณว่าประมาณไหนถึงจะพอดี 3) การมีส่วนร่วมระหว่างสนทนา การสัมภาษณ์งานคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน “สองฝ่าย” โดยเรามีหน้าที่แนะนำตัว อธิบายเกี่ยวกับประวัติการทำงาน ผลงานและประสบการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เราเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ส่วนอีกด้านคือการ “ฟัง” ซึ่งต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะบางครั้งเราอาจนิ่งนอนใจว่าทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองจบแล้วจนหลุดสมาธิไปจากสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังสื่อสารด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เราอาจไม่สามารถตอบคำถามได้ ยังบ่งบอกถึง “มนุษย์สัมพันธ์” ของผู้สมัครด้วย เทคนิคง่ายๆ คือการ “สบตา” และเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อเป็นการแสดงท่าทางว่าเรากำลังให้ความสนใจในประเด็นนั้นๆ รวมถึงพยักหน้าเบาๆ เพื่อบอกว่าเรากำลังรับฟังอย่างตั้งใจเพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราดูเป็นมิตรและเข้าถึงได้ 4) จัดระเบียบท่าทางให้ดีแบบไม่เกร็ง วิธีที่เราจัดการร่างกายของตัวเองบอกเล่าสิ่งต่างๆ ได้มากมายว่าบุคลิกเราเป็นคนมั่นใจพร้อมพุ่งชนหรือขี้อายและถอยหนี เช่น “การนั่งหลังค่อม” ที่นอกจากจะดูบุคลิกไม่ดี ยังทำให้รู้สึกถึงความไม่มั่นใจและหมดแรง ดังนั้นเราจึงควรแสดงความสง่าผ่าเผยด้วยการ “นั่งหลังตรง” อย่างไรก็ตามการพยายามฝืนธรรมชาติร่างกายจนเกินไปก็อาจทำให้เรา “เกร็ง” ซึ่งทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเรากำลังประหม่า ทั้งยังดูอึดอัดและไม่เป็นมิตรได้เช่นกัน 5) การวางมืออย่างเหมาะสม ปัญหาที่เรามักเจอขณะที่อยู่ภายใต้ความกดดันคือ “มือ” ที่แสดงท่าทางแปลกๆ ตั้งแต่แกะเล็บ จับสิ่งของต่างๆ ยุกยิกจนไม่สามารถอยู่กับที่ได้ โดยเรามักจะแก้ปัญหาด้วยการกำมือไม่ให้ขยับไปมาหรือซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง เช่น ไพล่หลัง ล้วงกระเป๋า ซึ่งท่าทางเช่นนี้แสดงถึงความไม่มั่นใจซึ่งไม่ดีต่อการสัมภาษณ์ ทางที่ดีคือ “ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ” โดยเรียนรู้วิธีควบคุม เพราะนอกจากคำพูดสิ่งที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็คือ “ท่าทาง” อย่างการใช้มือ เช่น บอกจำนวน เพื่อเสริมความชัดเจนและลื่นไหลยิ่งขึ้น และขณะที่เป็น “ผู้ฟัง” จัดการวางมืออย่างเป็นธรรมชาติ เช่น บนโต๊ะ หรือบนพนักวางแขนของเก้าอี้ เพื่อให้มีจุดโฟกัสและป้องกันไม่ให้มือแกว่งไปมาเมื่อประหม่า รวมถึงเป็นการเตรียมพร้อมเมื่อต้องใช้ท่าทางของมืออธิบายเสริมคำพูด เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: Hidden Job Market ตลาดงานดีที่ไม่มีประกาศทั่วไปและวิธีเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าถึงงานเหล่านั้น 4 ข้อผิดพลาดบนใบสมัครงานที่มักทำให้เราถูก "คัดออก" ตั้งแต่ต้น แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/40aGfcT https://bit.ly/46P1eo0 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### Hidden Job Market ตำแหน่งงานลับที่ไม่ได้มีไว้สำหรับคนทั่วไป Hidden Job Market ตำแหน่งงานลับที่ไม่ได้มีไว้สำหรับคนทั่วไป เคยสังเกตไหมว่าทำไมบางครั้งเมื่อถูกติดต่อเข้ามาแนะนำตำแหน่งงานแล้วพอสนใจอยากลองศึกษาเพิ่มเติมกลับ “ไม่พบข้อมูล” การรับสมัคร หรือแม้แต่อยากได้งานดีๆ ในบริษัทที่มั่นคงก็กลับหาไม่เจอ ไม่ว่าจะหาจากกี่เว็บไซต์ประกาศงานหรือแม้แต่ติดต่อบริษัทเข้าไปโดยตรง ทั้งนี้เพราะงานบางตำแหน่งนั้นเป็นการรับสมัครแบบลับๆ และจะไม่มีประกาศให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้ แต่จะเน้นติดต่อเข้าหาเป้าหมายโดยตรงเพื่อไม่ให้คู่แข่งทางธุรกิจรู้ว่าบริษัทกำลังดำเนินการอะไร ซึ่งลักษณะของตำแหน่งงานเช่นนี้เรียกว่า Hidden Job Market โดยบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพาไปทำความเข้าใจพร้อมวิธีว่าทำอย่างไรเราจะสามารถเข้าถึงงานเหล่านี้ได้ Hidden Job Market คืออะไร หมายถึงตำแหน่งงานว่างที่ไม่ได้มีการโปรโมตหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะให้คนทั่วไปได้ยื่นใบสมัครเข้ามา ซึ่งข้อดีคือทั้ง “ประหยัดต้นทุน” และ “รักษาเวลา” เนื่องจากไม่ต้องใช้เงินซื้อพื้นที่สื่ออย่างเว็บประกาศงานที่ไม่การันตีว่าจะได้ผู้สมัครที่คุณสมบัติตรงความต้องการ และฝ่าย HR ไม่ต้องเสียเวลาสกรีนคนจำนวนมหาศาล รวมถึงเหตุผลอื่นๆ อาทิ ปิดเป็นความลับจากพนักงานคนปัจจุบัน เป็นตำแหน่งงานใหม่ที่บริษัทยังไม่พร้อมประกาศ มีลิสต์รายชื่อผู้สมัครที่คัดเลือกไว้พอสมควรแล้ว ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับคนจำนวนมาก นอกเหนือจากเหตุผลด้านกระบวนการที่สะดวกกว่า อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคือบริษัทไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลเพราะอาจเสี่ยงถูกคู่แข่งนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจและกลายมาเป็นความเสียหายต่อองค์กรในภายหลัง ทำอย่างไรให้สามารถเข้าถึงตำแหน่งงานเหล่านี้ได้? การจะเข้าถึงตำแหน่งงานที่ไม่มีข้อมูลให้เข้าถึงก็จำเป็นต้องอาศัย “คอนเนกชัน” และกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างโอกาสที่แม้แต่ตัวเราเองก็มองไม่เห็น ซึ่ง Reeracoen Thailand ได้สรุปมาให้ดังนี้ครับ 1) ทำ Short list รายชื่อบริษัทและจำกัดกลุ่มเป้าหมาย กรณีที่ต้องการเข้าถึงงานลักษณะนี้อาจต้องยึดหลักการ “น้อยแต่มาก” (less is more) ด้วยการทำ Short list รายชื่อบริษัทที่อยากทำงานด้วยเพื่อจำกัดการค้นหาให้แคบลงและได้งานที่ตรงโจทย์มากขึ้น จากนั้นลองนึกว่าใครคือผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจในบริษัทใครที่น่าจะเป็น “ว่าที่หัวหน้างาน” ของเราในอนาคต รวมถึงรายชื่อทีมงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพเพราะวิธีดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าถึงช่องทางติดต่อ เช่น Linkedin ของบุคคลเป้าหมายเหล่านั้นโดยตรง การมีเป้าหมายความสนใจที่ชัดเจนตั้งแต่แรกช่วยให้เราสามารถสร้างคอนเนกชันที่ “ลึกซึ้ง” มากขึ้น ซึ่งเมื่อโอกาสเข้ามาเราก็มีสิทธิเป็นคนที่บริษัทจะพิจารณาเนื่องจากนายจ้างมักจะมองหาผู้สมัครที่ “มีใจ” หรือก็คือนอกจากคุณสมบัติที่โดดเด่นแล้วยังต้องมีแพชชันในการทำงานที่แรงกล้าด้วย ที่สำคัญคือแม้ว่าบริษัทจะยังไม่มีตำแหน่งว่าง ณ ตอนนี้ แต่ก็ไม่ควรทิ้งคอนเนกชันที่เราได้สร้างไว้ไปเปล่าๆ เพราะไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อมีแผนขยายทีมเพิ่มเติมหรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องมองหาพนักงานใหม่ เราก็สามารถเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่นายจ้างจะติดต่อมาได้เช่นกัน 2) เข้าร่วมสัมนา ออกงานสังคมในฐานะมืออาชีพ การเข้าสังคมในฐานะมืออาชีพด้านการทำงานอาจฟังดูเป็นเรื่องน่ากลัวและกดดันสำหรับบางคน แต่การสร้างคอนเนกชันผ่านเครือข่ายที่แข็งแรง โดยสิ่งสำคัญอย่าลืมหาโอกาสทำตัวเองให้เป็นที่จดจำ นำเสนอจุดเด่นและความเชี่ยวชาญของเราด้วยการขายของที่ “ตรงโจทย์” ขององค์กร ซึ่งอันดับแรกเราควรตอบได้ว่าบริษัทเป้าหมายกำลังต้องการอะไร แล้วเราจะช่วยเหลือได้อย่างไร ท้ายที่สุดอย่าลืมระบุความต้องการในปัจจุบันรวมถึงอนาคตให้ชัดว่ามีความยินดีอย่างยิ่งหากในอนาคตจะมีโอกาสได้ร่วมงานกัน เพื่อทำให้เมื่อไรที่นายจ้างกำลังต้องการใครสักคนเราจะเป็นคนคนคนนั้นที่บริษัทต้องติดต่อเข้ามาหา 3) เชื่อมต่อกับ Recruiter มืออาชีพ อย่างที่ได้อธิบายไปข้างต้นว่าลักษณะของตลาดงานนี้จะไม่มีการประกาศรับสมัครหรือโปรโมตบนพื้นที่สื่อทั่วไป และด้วยความต้องการมองหาผู้สมัครที่ตอบโจทย์มากที่สุด ทำให้อีกหนึ่งทางเลือกที่หลายบริษัทเลือกใช้ก็คือ Recruitment Agency หรือบริษัทจัดหางานที่ทำหน้าที่แทน HR ภายในองค์กรทั้งการสกรีนผู้สมัคร คัดกรองเบื้องต้นผ่านการสัมภาษณ์ ตรวจสอบคุณสมบัติ เจรจาตกลงความคาดหวังก่อนเริ่มงานและอื่นๆ ตลอดกระบวนการรับสมัครงานตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้นผู้สมัครที่มีโปรไฟล์ในฐานข้อมูลของ Recruitment Agency มักจะได้รับการแนะนำตำแหน่งงานในลักษณะนี้มากกว่าตอนยื่นด้วยตัวเอง รวมถึงสำเร็จมากขึ้นด้วยความช่วยเหลือจาก Recruiter มืออาชีพอีกด้วย อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่: 4 ข้อผิดพลาดบนใบสมัครที่อาจทำให้เราโดน "คัดออก" ตั้งแต่แรก เหตุผลที่การหางานผ่าน Recruitment Agency มักมีโอกาสสำเร็จมากกว่าสมัครด้วยตัวเอง แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/40bWuq2 https://bit.ly/3Qt8xfq https://bit.ly/3QcehIT ### 4 ข้อผิดพลาดบนใบสมัครงานที่มักทำให้เราโดน "คัดออก" ตั้งแต่ต้น Recruiter มืออาชีพที่มีความชำนาญมักใช้เวลาอย่างรวดเร็วในการรีวิวจดหมายสมัครงาน (cover letter) ของผู้สมัครแต่ละคนด้วยการอ่าน “คีย์เวิร์ดสำคัญ” ที่ตรงกับ Requirement ของตำแหน่งงานเพื่อจำแนกอย่างรวดเร็วว่าใครบ้างที่เข้าข่ายจะเป็นเป้าหมายของบริษัท ดังนั้นจากลักษณะการทำงานที่รวดเร็วและแม่นยำ จึงแปลว่า Recruiter ส่วนใหญ่มักจะมีเทคนิคและประสบการณ์ที่ทำให้สามารถรู้ทันทีว่าพวกเขากำลังมองหาอะไร รวมถึงบอกได้ว่าคนแบบไหนที่ “ใช่” และใครบ้างที่ควรถูก “คัดออก” ในบทความนี้ Reeracoen Thailand ได้เรียบเรียงข้อผิดพลาด 5 จุดบนจดหมายสมัครงานที่ผู้สมัครทุกคนควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลให้คุณถูกคัดออกจากการพิจารณาโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เข้าสัมภาษณ์ตั้งแต่แรก 1) ความเรียบร้อยและความเหมาะสม เริ่มตั้งแต่จุดแรกอย่าง “ชื่ออีเมล” ที่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงมีผล เพราะการตั้งชื่อดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับผลงานหรือความสามารถ ดังนั้นแค่พิจารณาจากคุณสมบัติและประสบการณ์ก็น่าจะพอแล้ว ต้องบอกว่าหลักการพิจารณารับเข้าทำงานของบริษัทนอกจากคุณสมบัติที่สอดคล้องกับ Requirement การใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ ในฐานะ “มืออาชีพ” ก็สำคัญเช่นกัน ทางที่ดีควรใช้เป็นอีเมลชื่อ-นามสกุล (อาจเป็นตัวย่อเพื่อจำกัดความยาว) โดยไม่มีสัญลักษณ์แปลกๆ หรืออื่นๆ ที่ดูไม่เหมาะสมเนื่องจากชื่ออีเมลที่ใช้สามารถสะท้อนภาพลักษณ์และบ่งบอกถึงความจริงจังในอาชีพการทำงานได้ นอกจากนี้การตรวจทานความถูกต้องของข้อมูล เช่น “คำผิด” ทั้งในส่วนของการสะกดและหลักภาษา รวมถึงรูปแบบเอกสาร การจัดหน้าเรซูเม่ต่างๆ ก็เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ไม่ควรปล่อยผ่านเช่นกัน ก่อนส่งจดหมายหรือใบสมัครงานอย่าลืมตรวจทานซ้ำทุกครั้งอย่าสะดุดขาตัวเองเพราะลืมใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ 2) เขียนสมัครงานแบบ Copy-Paste หลังจากที่ได้อ่านรายละเอียดทั้งในส่วนของประวัติและคุณสมบัติ Recruiter มืออาชีพสามารถบอกได้ทันทีว่าเราอยู่ในกลุ่มคนแบบไหน ระหว่างตั้งใจใช้เวลาเขียนจดหมายเพื่อสมัครงานนี้โดยเฉพาะหรือ “ก็อปแล้ววาง” สำหรับหว่านสมัครงานในหลายๆ บริษัท เมื่อคุณสมบัติส่วนใหญ่ของผู้สมัครอาจมีความใกล้เคียงกัน ปัจจัยถัดไปที่จะเข้ามาเป็นเกณฑ์ชี้วัดก็คือ “แพชชัน” หรือเหตุผลที่ทำให้ต้องการเข้ามาทำงานในบริษัทนั้นๆ เช่น ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ อยากเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จองค์กร ซึ่งวิธีการเขียน ภาษาที่ใช้ก็มักจะสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมา 3) ช่วงว่างงานที่ไม่มีคำอธิบาย เราล้วนมีเหตุผลมากมายที่ทำให้มีช่วงเวลา Gap year จนเกิดการเว้นว่างจากชีวิตการทำงานไปสักช่วงระยะหนึ่ง เช่น ต้องใช้เวลาดูแลครอบครัว พักเบรคค้นหาตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่ในสายตาของนายจ้างอาจเกิดความสงสัยว่าอะไรที่ทำให้ช่วงนั้นเรา “ว่างงาน” และกระทบต่อการพิจารณารับเข้าทำงานในภายหลัง หน้าที่ของเราคือคลายข้อสงสัยเหล่านั้นให้ดีที่สุดด้วยการอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนในประวัติการทำงาน หรือระบุตั้งแต่ต้นในส่วนของภาพรวมโปรไฟล์เพื่อไม่ให้มี “รอยด่าง” ที่ส่งผลต่อการสมัครงาน เรายังสามารถเสริมจุดแข็งให้ตัวเองมากขึ้นว่าในช่วงที่ผ่านมาได้ใช้เวลาไปกับอะไร มีทักษะไหนที่ได้ฝึกเพิ่มเติมหรือได้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานในตอนนี้บ้าง 4) ไม่โชว์ความสำเร็จที่น่าสนใจ ไม่ว่าโปรไฟล์จะดูดีแค่ไหน มีความสามารถล้นเหลืออย่างไร แม้แต่มีประวัติการทำงานอันยาวนานจนน่าตกใจก็ไม่อาจทำให้เราดูน่าสนใจในสายตาของนายจ้างหากไม่มีส่วนไหนบ่งบอกถึง “ความสำเร็จ” ที่ได้รับจากการทำงาน การระบุถึงความสำเร็จในจดหมายสมัครงานและเรซูเม่คือหนึ่งในข้อผิดพลาดที่น่าเสียดายมากที่สุดของหลายคน เพราะการเขียนแค่ “หน้าที่ความรับผิดชอบ” นั้นยังไม่พอ เราต้องบอกได้ว่าเรามีตัวอย่างผลงานอะไรที่โดดเด่นบ้าง เช่น ตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้น หรืออื่นๆ ที่ชี้วัดจับต้องได้เป็นเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ Recruiter หรือฝ่าย HR กวาดสายตามาแล้วต้องหยุดที่เรา เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม 3 หัวข้อที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้ "อายุ" มีผลต่อการสมัครงาน 4 เหตุผลทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงมีโอกาสได้งานมากกว่าสมัครด้วยตัวเอง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Q2yLnt #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 3 สิ่งที่ต้องเลี่ยงหากไม่อยากให้ “อายุ” มีผลต่อการสมัครงาน จากสถานการณ์ปัจจุบันคุณคิดว่าตัวเองสามารถ “เกษียณ” จากชีวิตการทำงาน โดยมี “อิสระภาพทางการเงิน” หรือความมั่นคงได้ตอนอายุเท่าไร? เชื่อว่าต่างคนต่างมีคำตอบในใจกันอยู่แล้ว กลุ่มคนที่ไม่ได้แบกรับภาระหรือวางแผนได้ดีก็มีสิทธิโบกมือลาชีวิตการทำงานได้เร็ว แต่ด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่สำหรับบางส่วนอาจจำเป็นต้องลากยาวไปถึงวัย 40-50 หรือแม้แต่แตะ 60 ทำให้คนทำงานที่เข้าสู่ “ช่วงท้ายของอาชีพ” เริ่มที่จะกังวลใจเพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือสถานการณ์ที่บีบให้บริษัทต้อง Layoff เมื่อถึงตอนนั้นตัวเลขอายุก็มักจะเป็นอุปสรรคในการเริ่มมองหางานใหม่เนื่องจากบริษัทเองก็คงให้ความสนใจกับพนักงานอายุน้อยที่มีความ “สด” หรือยัง “มีไฟ” ที่จะทำงานมากกว่า เราอาจรู้อยู่แก่ใจว่าอายุนั้นเป็นเพียงแค่ตัวเลข แถมจากประสบการณ์ที่มีก็ช่วยให้เราตัดสินใจและทำงานได้ดีขึ้น ถือเป็นช่วงวัยที่กำลัง “สุกงอม” ซึ่งน่าจะสร้างประโยชน์ให้บริษัทได้เยอะ ดังนั้นถ้ายังอยากโลดแล่นไปกับชีวิตการทำงานและไม่อยากให้อายุเป็นปัญหาในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เราได้สรุปบทความโดยคุณ Robin Ryan ที่ได้แนะนำเทคนิคลดช่องว่างด้วยการจัดการ 3 สิ่งนี้บนหน้าเรซูเม่มาให้แล้วครับ 1) ประวัติการทำงานจากอดีตอันไกลโพ้น อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกเปลี่ยนไปเร็วขึ้นในทุกๆ วัน เป็นที่มาของการเน้นย้ำเรื่อง Reskill อย่างแพร่หลายในสังคม ดังนั้นประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว 20 ปีอาจไม่ได้มีนัยยะสำคัญหากต้องการจะสมัครงานใหม่ในช่วงท้ายอาชีพการทำงานอีกครั้ง และทางที่ดีควรคัดมาเฉพาะงานที่ใกล้เคียงกับ “ปัจจุบัน” มากที่สุดซึ่งก็คือกรอบภายในช่วงเวลา 5 - 10 ปีที่ผ่านมาว่ามีอะไรโดดเด่น อีกทางหนึ่งเรายังสามารถอิงจาก Job Description ของงานที่อยากสมัครเพื่อทำการจับคู่คุณสมบัติของตัวเองเข้ากับ Requirement ที่บริษัทตั้งไว้ โดยวิธีดังกล่าวจะช่วยเป็นเช็กลิสต์ว่าเรา “ตรงโจทย์” ขององค์กรมากแค่ไหน ซึ่งยิ่งตรงมากก็ยิ่งมีโอกาสได้รับการพิจารณามากขึ้น เป็นการปิดช่องว่างของ “อายุ” ด้วยความสามารถในการทำงานอย่างแท้จริง 2) วันที่จบการศึกษา ปีเกิดหรืออื่นๆ ที่บอกถึงความ “สูงวัย” ตัวเลขใดๆ ก็ตามที่บ่งบอกถึงอายุอาจชักจูงให้องค์กรเกิดอคติต่อการตัดสินใจรับเข้าทำงาน เนื่องจากทัศนคติที่มองว่าคนอายุมากอาจไม่สามารถปรับตัวได้ รวมถึงข้อจำกัดเรื่องของสุขภาพ สภาพร่างกายต่างๆ จึงทำให้มองว่าคนอายุน้อยอาจตอบโจทย์บริษัทในระยะยาวมากกว่า แต่ทั้งนี้การพิจารณารับเข้าทำงานควรอิงจาก “ความสามารถ” และความเหมาะสมต่อหน้าที่เป็นหลักมากกว่าเรื่องส่วนตัว ดังนั้นหากเรซูเม่ของคุณยังมีสิ่งเหล่านี้ค้างอยู่ก็จงจัดการให้เรียบร้อย 3) ทักษะที่ล้าสมัย ตามหลักแล้วอายุงานที่มากขึ้นก็ควรที่จะมาพร้อมความ “ครบเครื่อง” ทั้งในแง่ Hard skill และ Soft skill อันเป็นอาวุธสำคัญของคนทำงาน แต่ปัญหาคือทักษะเหล่านี้บางอย่างอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบันโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนในโปรไฟล์ของเราได้ ทางที่ดีเราควรเน้นพูดถึงทักษะใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับปัจจุบันและจำเป็นต่ออนาคตเพราะเมื่อเทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่ของเก่าเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “ตกรุ่น” ตามเครื่องมือในอดีตเหล่านั้นไปด้วย สรุป แม้เข้าสู่ช่วงท้ายของอาชีพ แต่หากต้องการที่จะไปต่อในชีวิตการทำงาน สิ่งสำคัญคือต้องกล้ารับ “ความเปลี่ยนแปลง” และพร้อมเรียนรู้ใหม่เสมออย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าขณะที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเราเองก็ต้องปรับตัวตามกระแสของความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย นอกจากนี้ควรอัปเดตเวอร์ชันตัวเองให้ทันโลกเสมอโดยเรซูเม่ที่สะท้อนถึงความเป็น “นักเรียน” ที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเองด้วยการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะใหม่ๆ เข้ากับการทำงานเสมอ เราอาจเติมความสดให้กับตัวเองด้วยการเข้าคอร์สที่เข้ากับยุคสมัยก็จะช่วยให้โปรไฟล์ดูน่าสนใจขึ้นได้มากทีเดียว อย่าปล่อยให้อายุเป็นอคติที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดหรือถูกทุกเรื่องเปิดใจยอมรับในเรื่องที่ “ยังไม่รู้” และฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญถึงจะพาเราไปต่อได้ไม่ว่าจะในยุคไหนก็ตาม เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: สรุป 4 ประเด็นสำคัญจากตลาดแรงงานทั่วโลกที่คนทำงานต้องรู้ก่อนสิ้นปี 2023 ทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึงมีโอกาสได้งานมากกว่าสมัครด้วยตัวเอง? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/46zRmxV แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3F5864l #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สรุป 4 ประเด็นสำคัญในตลาดแรงงานระดับโลก และแนวโน้มภาพรวมนับจากวันนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2023 ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับไตรมาสที่ 3 และได้เข้าสู่ช่วง “โค้งสุดท้าย” ของปี 2023 อย่างเต็มตัวซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เราเริ่มลงมือสรุปภาพรวมตัวเองรวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 9 เดือนที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาวางแผนชีวิตในแต่ละด้านให้ดีขึ้นในปีหน้า เช่น แผนการเงิน การท่องเที่ยว และที่สำคัญคือการวางแผน “เปลี่ยนงาน” บทความจาก Forbes ได้นำสถิติภาพรวมตลาดจ้างงานที่น่าสนใจจากทั้ง Linkedin และ U.S. Bureau of Labor Statistics มาสรุปเป็นภาพรวมให้คนทำงานได้เข้าใจว่าปีนี้เกิดอะไรขึ้นและเราควรวางแผนตัวเองต่อไปอย่างไรในช่วงเวลาที่เหลือจากนี้ เพราะเมื่อเรามีความเข้าใจในภาพรวมของสถานการณ์ก็จะสามารถเลือกตัดสินใจ “ก้าวต่อไป” ของตัวเองได้ดีขึ้น งานเริ่มหายากและบริษัท “ลดการจ้าง” ลงอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงส่งผลให้ในปี 2023 นี้หลายบริษัทต้อง “ชะลอแผนการจ้างงาน” เป็นที่มาของภาพรวมตลาดแรงงานที่ดูเงียบลงกว่าช่วงปี 2021 - 2022 ที่ผ่านมาซึ่งมีอัตราการจ้างงานที่ดีดตัวค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องเร่งฟื้นฟูหลังวิกฤติการแพร่ระบาด ผลสำรวจจาก Linkedin ได้พบว่าสหรัฐฯ  มีอัตราการจ้างงานจากทุกภาคส่วนลดลง 3.6% ในเดือนสิงหาคม (เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม) และนับว่าเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันของตลาดแรงงานที่เข้าสู่ช่วงขาลง โดยชุดข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างสวนทางกับตลาดแรงงานในประเทศไทยซึ่งมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อ้างอิงจากรายงานของสำนักสถิติแห่งชาติ (สสช.) ที่พบว่ามีการจ้างงานมากขึ้นตั้งแต่เปิดไตรมาสแรกและเพิ่มขึ้นอีก 6.6 แสนคนในไตรมาสที่สอง ทำให้ช่องว่างจำนวนคนว่างงานลดลงถึง 1.3 แสนคนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2022 ทั้งนี้ในสถานการณ์ต่างประเทศทีมวิเคราะห์ข้อมูลจาก Linkedin ระบุว่าแทบทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญหน้ากับความยากลำบากของกระบวนการจ้างงาน เช่น จำนวนงานที่ลดลง 13.9% ในอุตสาหกรรมค้าส่ง (Wholesale) อุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail) ถดถอยถึง 10.7% ในแต่ละเดือน ในขณะที่งานบริการด้านอาหารมีการจ้างงานน้อยลง 7.1% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อาจสะท้อนถึงทัศนคติและพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไป สำนักงานสถิติแรงงานประจำสหรัฐฯ อเมริกา (U.S. Bureau of Labor Statistics) ได้รายงานสถิติอัตราการจ้างงานที่หล่นไปอยู่จุด “ต่ำสุด” ในรอบสองปีมีจำนวนลดลงถึง 3.38 ล้านตำแหน่งนับจากเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม อย่างไรก็ตามสายงาน IT ดูเหมือนจะเป็น “แสงสว่าง” ของการจ้างงานในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ด้วยอัตราความต้องการ 39% ตามมาด้วยสายงาน Financials and Real estate ที่ 33% พร้อม Communication Services, กลุ่มวิทยาศาสตร์และสุขภาพ พลังงานและสาธารณูปโภคที่ 31% การจ้างงานในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2023 อ้างอิงจากผลสำรวจของบริษัท ManpowerGroup พบว่าช่วงไตรมาสที่ 4 หรือสิ้นปี 2023 ด้วยสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจส่งผลให้บริษัทหลายแห่งมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยน “กลยุทธ์การขยายองค์กร” ด้วยแผนงานที่รอบคอบมากขึ้นโดยมุ่งเน้นไปที่การเฟ้นหาและรักษากลุ่มคนที่จำเป็นต่อการเติบโตของบริษัทมากที่สุด รวมถึงยังยินดีที่จะพิจารณารับ “คนทำงานที่มีอายุ” เข้าทำงานมากขึ้นเช่นกัน กลุ่มทักษะและคุณสมบัติที่บริษัทต้องการ นอกเหนือจากทักษะเชิง Technical อย่าง Hard skills ซึ่งจำเป็นสำหรับแต่ละอาชีพอยู่แล้วทักษะอีกด้านอย่าง Soft skills ที่เป็นความสามารถเชิงสังคมและการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้พบ 5 อันดับกลุ่มคุณสมบัติที่บริษัทจัดไว้ในฐานะ “ของสำคัญ” ที่พนักงานต้องมี 39% ยกให้แก่กลุ่มทักษะการสื่อสารและประสานงาน 33% ความเชื่อมั่นและความน่าไว้วางใจ 29% ทักษะการแก้ไขปัญหา 23% คือนิสัยขยันเรียนรู้ รวมถึงความสามารถในการปรับตัวที่ดี หากต้องการ “มองหางานใหม่” ควรทำอย่างไรในช่วงสิ้นปีนี้ จากภาพรวมที่เราได้กล่าวซึ่ง “งานเริ่มหายาก” และหลายบริษัทเองก็เริ่มเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกคนเข้าทำงานโดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความจำเป็นต่อองค์กร ดังนั้นเราอาจต้องอาศัยความพยายามมากขึ้นหากมีแผนที่จะคิดเปลี่ยนงานในช่วงเวลานี้ แต่หากคุณตัดสินใจ “ไม่ไปต่อ” และต้องการความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตการทำงานในปีหน้าก็สามารถเริ่มวางแผนมองหางานใหม่ได้ด้วยเช็กลิสต์ต่อไปนี้ 1) คิดถึงเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว ก่อนขยับตัวไปในทิศทางไหนให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าปัจจุบันต้องการอะไร สิ่งไหนบ้างที่ถือจำเป็นกับชีวิต และอนาคตในอีก 5 ปีหรือ 10 ปีต่อจากนี้ตัวเองจะยืนอยู่จุดไหนเพื่อหา “ทางเลือก” ที่ตอบโจทย์กับทั้ง 2 เป้าหมายนี้ได้ดีที่สุด 2) พยายามเพื่อ “เป้าหมายในปีนี้” ให้สำเร็จก่อนจะหมดสิ้นปี New year’s resolution หรือ “ปณิธานปีใหม่” คือสิ่งที่เรามักจะตั้งเป้าไว้ในทุกๆ ต้นปีอยากให้ลองหยิบลิสต์รายการเหล่านี้ออกมานั่งดูว่าอะไรบ้างที่เสร็จสิ้นไปแล้ว ยังเหลืออะไรอีกที่ต้องรีบจัดการให้สำเร็จก่อนหมดปีและคงไม่ดีหากเราต้อง “เริ่มใหม่” ด้วยเป้าหมายเดิมซ้ำไปซ้ำมาเพราะนั่นหมายถึงว่าเราไม่ได้เรียนรู้หรือพยายามเพื่อสิ่งนั้นอย่างเต็มที่นั่นเอง 3) เริ่มอัปเดตเรซูเม่ให้เป็นปัจจุบัน บางครั้งเราพลาดโอกาสได้งานเพราะอัปเดตเรซูเม่ไม่ทันส่งสมัครงานซึ่งสามารถแก้ได้ด้วยการ “ขยันอัปเดตบ่อยๆ” เพื่อให้เราไม่เสียเวลายังมีข้อดีที่คาดไม่ถึงอีกมากมาย เช่น ช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นจากบันทึกความสำเร็จในเรซูเม่ ทั้งประวัติการทำงาน ความเชี่ยวชาญและผลงานโดยไม่ลืมว่าต้องกระชับ เข้าใจง่าย ตรงประเด็นและมีการใช้ “คีย์เวิร์ด” ให้เป็นประโยชน์ (อ่านต่อที่บทความ เคล็ดลับอัปฯ เรซูเม่ที่ควรทำเป็นประจำ) 4) จัดการประวัติ Digital Footprint บนโซเชียลมีเดียและ Linkedin รู้หรือไม่ว่าบริษัทให้ความสำคัญกับ “ประวัติ” และนิสัยใจคอมากไม่น้อยไปกว่าความสามารถในการทำงาน ดังนั้นหลายแห่งจึงมีการตรวจสอบ Digital Footprint ของผู้สมัครอยู่เสมอ เพื่อคัดกรองและป้องกันโอกาสที่จะเกิดความเสียหายแก่บริษัทในอนาคตดังเช่นที่เราอาจเคยเห็นเพื่อนใน Facebook เคยใช้ข้อความเชิงตำหนิที่ทำงานหรือหัวหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้สมัครงานยากขึ้นถ้ามีพฤติกรรมที่สามารถทำให้องค์กรเสียหาย ฝ่ายจัดหาพนักงานหรือ HR บางคนก็อาจเลือกที่จะไม่เสี่ยงแม้จะมีคุณสมบัติครบอย่างที่องค์กรต้องการก็ตาม 5) เชื่อมต่อกับคนที่สามารถช่วยหาโอกาสให้กับเราได้ “คอนเนกชัน” คือกำไรที่เรามักได้รับมาจากการทำงานและการใช้ชีวิตสภาพแวดล้อมที่ดีสามารถให้อะไรกับเราได้มากกว่าที่คิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเราเองมีคุณสมบัติและประวัติที่น่าดึงดูดอาจทำให้เราได้รับโอกาสงานดีๆ มากมายโดยไม่ต้องเหนื่อยวิ่งหาด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับการฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทจัดหางาน Reeracoen Recruitment ที่มีงานรองรับกว่า 1,000 ตำแหน่งในหลากหลายสายและไม่พลาดทุกโอกาสงานที่ใช่จาก Recruiter ผู้เชี่ยวชาญให้คุณสามารถวางแผนอนาคตและความสำเร็จของตัวเองโดยที่มี “เพื่อนที่รู้ใจ” เป็นผู้ช่วยในทุกๆ การสมัครงาน เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: อัปเกรดเรซูเม่ให้ดูดีแบบตะโกนด้วยเทคนิคการใช้ Action words เช็กลิสต์ 32 คำถามที่ต้องเคลียร์ก่อนตกลงเริ่มงานใหม่ทุกครั้ง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/46g9q0o แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3F5cOPK https://bit.ly/3RFtYee #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึง “มีโอกาสได้งาน” มากกว่าการสมัครด้วยตัวเอง ทำไมหางานผ่าน Recruitment Agency ถึง “มีโอกาสได้งาน” มากกว่าการสมัครด้วยตัวเอง เคยสงสัยไหมว่าทำไมปัจจุบันบริษัท Recruitment Agency ถึงมีอยู่มากมาย แล้วทำไม Recruiter มักชอบโทรมาสอบถามหรือเสนอตำแหน่งงานหรือแม้แต่ขออนุญาตนำข้อมูลไปบันทึกไว้ในฐานระบบ ในเมื่อเราก็มีช่องทางอีกหลายวิธีทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์บริษัท รวมถึงเว็บประกาศงานที่เราสามารถสมัครและเลือกได้ด้วยตัวเอง แล้วการฝากโปรไฟล์ไว้กับ Recruitment Agency หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “บริษัทจัดหางาน” นั้นมีข้อดีหรือสร้างความแตกต่างให้การสมัครงานของคุณได้อย่างไร วันนี้ Reeracoen Thailand จะมาไขข้อสงสัยให้เข้าใจมากขึ้นด้วย 4 เหตุผลว่าหางานผ่านเราแล้วดียังไง 1) การแจ้งเตือนผ่าน Hot Jobs Alert ด้วยเวลาและข้อจำกัดต่างๆ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลนั้นมีจำกัด ผู้สมัครจึงมักพลาดโอกาสงานด้วยความ “ไม่รู้” ว่ามีตำแหน่งงานไหน บริษัทอะไรกำลังเปิดรับสมัครบ้าง แต่การฝากโปรไฟล์หรือหางานผ่าน Recruitment Agency ที่มีรูปแบบการทำงานเชิงรุกโดยบริษัทเป็นฝ่าย “เสนองาน” นอกจากผู้สมัครจะสามารถประหยัดเวลาในการมองหางานใหม่ยังทำให้ได้งานที่ “เหมาะสม” กับโปรไฟล์การทำงานของแต่ละบุคคล โดยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการลงทะเบียนสร้างโปรไฟล์ในระบบ ทีมงาน Recruiter จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อจับคู่คุณสมบัติต่างๆ ที่ตรงกับ Job Requirement ของตำแหน่งงานที่กำลังเปิดรับสมัครโดยพิจารณาจากทักษะ ประสบการณ์ สถานที่ ความคาดหวังเงินเดือนเพื่อให้ผู้สมัครได้งานที่เหมาะสมและตรงใจมากที่สุด ที่สำคัญคือการช่วยรักษาโอกาสงานใหม่ๆ ไม่ให้หลุดมือด้วยฟังก์ชัน Hot Jobs Alert ที่รวบรวม “ลิสต์ตำแหน่งงานว่าง” มาแจ้งเตือนผ่านช่องทางอีเมลและ Line Official @reeracoenth ให้ผู้สมัครได้เลือกพิจารณาตามความสนใจเป็นประจำ ไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไรก็มองหางานใหม่ที่ตรงใจได้อย่างไม่มีข้อจำกัด 2) การเตรียมความพร้อมให้ผู้สมัครล่วงหน้า สาเหตุหลักที่ทำให้เราสมัครงานด้วยตัวเองแล้วไม่ผ่านหรือสัมภาษณ์เสร็จแล้วบริษัทไม่เลือกรับเข้าทำงาน มักเกิดจากความ “ไม่พร้อม” ทั้งด้านการเตรียมตัวและการจัดการเวลา ทำให้ขาดความเข้าใจภาพรวมธุรกิจขององค์กรจนไม่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ ในขณะที่ตำแหน่งงานซึ่งถูกแนะนำโดย Recruiter ผู้สมัครสามารถได้รับความช่วยเหลือและประหยัดเวลาในการเตรียมตัวด้วยข้อมูลที่จำเป็นเช่นรูปแบบธุรกิจ ความคาดหวังขององค์กรที่ชัดเจน รวมถึงช่วย “คัดกรอง” เบื้องต้นว่าคุณสมบัติและประวัติการทำงานนั้นตรงกับความต้องการขององค์กรซึ่งช่วยให้เรามั่นใจได้มากขึ้น 3) ข้อมูล Insight ที่ไม่สามารถหาได้ด้วยตัวเอง การทำงานระหว่าง Recruitment Agency และบริษัทพาร์ทเนอร์มักจะมีการแชร์ “ข้อมูลสำคัญ” เพื่อให้การรับสมัครงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ ซึ่งในที่นี้อาจรวมถึงสาเหตุที่บริษัทต้องการเปิดรับผู้สมัคร ข้อจำกัดในการทำงานที่อาจต้องรับมือหรือเข้าไปแก้ปัญหา รวมถึงเหตุผลที่คนอื่นๆ ถึงยังไม่ผ่านการคัดเลือกจากองค์กร บริษัทจัดหางานสามารถนำชุดข้อมูลเหล่านี้มาอธิบายให้ผู้สมัครได้ทำความเข้าใจเพื่อเตรียมตัวและทำการบ้านซึ่งช่วยให้มีโอกาสทำได้ดีขึ้นในการสัมภาษณ์ 4) การช่วยต่อรองหาตรงกลางกับบริษัท หลายครั้งกระบวนการสมัครงานที่ราบรื่นมาโดยตลอดกลายเป็นล้มเหลวเมื่อผู้สมัครและบริษัทไม่สามารถตกลงหา “ตรงกลาง” ระหว่างกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องผลประโยชน์อย่างเงินเดือน สวัสดิการ ที่มีความละเอียดอ่อนและอาจพูดยากสำหรับบางคน ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีธงในใจเป็นเพดานที่ตั้งเป้าเอาไว้แต่แรก จากปัญหาดังกล่าว “คนกลาง” อย่าง Recruitment Agency จึงสามารถทำหน้าที่เจรจาหาตรงกลางที่ลงตัวสำหรับทั้งคู่ด้วยประสบการณ์ที่เข้าใจว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไรทำให้ความคาดหวังจากทั้งผู้สมัครและบริษัทยืดหยุ่นได้มากขึ้น ### 3 คุณสมบัติติดตัวที่ไม่ว่าจะในยุคไหนเราก็จะเป็นที่ต้องการขององค์กรเสมอ เป็นที่เข้าใจว่าในการแข่งขันเพื่อสมัครงานเราต้องเป็นคนที่ “เก่งที่สุด” หรือสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้านถึงจะมีสิทธิได้รับการพิจารณา ทำให้หลายคนพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อพัฒนาตัวเองให้ไปยืนอยู่ในจุดที่เรียกว่า “Unicorn Candidate” ซึ่งเป็นชื่อที่มีไว้เรียกกลุ่มผู้สมัครที่สมบูรณ์แบบในสายตาองค์กร โดยลักษณะของ Unicorn Candidate คือแน่นอนว่าต้องเก่งและเพียบพร้อมไปด้วยทักษะ ประสบการณ์ ทัศนคติที่ดี ทำให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของบริษัทและ Recruiter มากมาย แต่ในฐานะ “คนธรรมดา” ที่มีความสามารถอยู่ในระดับมาตรฐานที่ดีเราจะสามารถสู้กับบรรดายอดมนุษย์ Unicorn เหล่านั้นได้อย่างไรเมื่อองค์กรไหนๆ ก็ต้องการมองหาเฉพาะคนที่ “เก่งที่สุด” ซึ่งบทความจาก Harvard Business Review ได้อธิบายว่าแม้จะไม่ใช่ยอดคนที่สมบูรณ์แบบอย่าง Unicorn Candidate ก็สามารถโดดเด่นได้หากมี 3 คุณสมบัติเหล่านี้ติดตัวไว้ 1) ครอบครองทักษะที่ไม่มีวัน “ล้าสมัย” ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นการพูดถึง “ทักษะ” ของคนทำงานทั้งในด้าน Hard skills ที่เกี่ยวกับความสามารถเชิงเทคนิคโดยตรงและ Soft skills ซึ่งเป็นเรื่องของสไตล์การทำงานเฉพาะตัวกันมาพอสมควร โดยบทความจาก Harvard Business Review กล่าวว่า ผู้สมัครระดับ “หัวกะทิ” นั้นจำเป็นต้องอาศัยทั้งสองด้านที่กล่าวมาถึงจะดึงดูดความสนใจจากองค์กรชั้นนำทั่วโลกได้ Hard skills คือกลุ่มของทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้ เช่น วิธีการใช้งานเครื่องมือ การเขียนโปรแกรมฯ อย่างไรก็ตามที่ต้องเข้าใจว่าแม้ทักษะเหล่านี้สำคัญต่ออาชีพของเราแต่ส่วนใหญ่ก็มาพร้อมเงื่อนไขที่อาจ “หมดอายุ” ในสักวัน ในทางกลับกัน Soft skills ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เช่น การสื่อสาร การแก้ไขปัญหา การเจรจา และการทำงานเป็นทีม ถูกมองว่าเป็นกลุ่มทักษะที่ “ไม่มีวันหมดอายุ” และไม่ว่าจะเป็นพนักงานเลเวลไหนตั้งแต่บัณฑิตจบใหม่ไปจนถึงผู้บริหารก็จำเป็นต้องใช้ ในขณะที่วันเวลาเดินไป โปรแกรมที่เคยใช้ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยเมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเครื่องมือที่ดีกว่าถูกพัฒนาขึ้นมาแทนที่ ดังนั้น Hard skills บางอย่างจึงเป็นทักษะที่ใช้งานได้ใน “เวลาจำกัด” จึงสำคัญที่เราต้องสร้างส่วนผสมที่ลงตัวจากฝั่งของ Soft skills เพื่อที่จะ “ปรับตัว” และโอนถ่ายทักษะต่างๆ ไปใช้งานได้อย่างไม่มีวันตกยุค 2) มีผลงานที่หลากหลาย สาเหตุที่ทำไมการมีผลงานหลากหลายถึงสร้างความประทับใจแก่ Recruiter และนายจ้าง นอกจากแสดงถึงความสามารถในการ “ประยุกต์ใช้ทักษะ” เพื่อทำงานหลายด้าน ยังบ่งบอกว่าเรามีความสนใจที่จะเรียนรู้นอกกรอบหรือออกจาก Comfort Zone ของตัวเองด้วย มีวิธีมากมายที่เราจะเริ่มต้นสร้างผลงานประดับโปรไฟล์ที่หลากหลายมากขึ้นตั้งแต่ทำด้วยตัวเองและโดยการสนับสนุนจากหัวหน้างาน เช่น ขอมีส่วนร่วมในงานเพิ่มเติมหรือแม้แต่เป็นหัวเรือตั้งต้นโปรเจกต์ใหม่ก็สามารถทำได้เช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญคือปลายทางที่เราได้เราเติบโตขึ้นจากการใช้ทักษะอย่างเต็มที่มากที่สุด 3) ไม่หยุดเรียนรู้สิ่งดีๆ รอบตัว อยากเป็นคนแบบไหนให้พาตัวเองไปอยู่ในสังคมแบบนั้น ต้องบอกว่าสภาพแวดล้อมและสังคมมีความสำคัญกับเราเสมอเพราะบ่อยครั้งเรามักซึมซับและเรียนรู้บางสิ่งจากคนรอบข้างซึ่งมีส่วนช่วยสำคัญให้เราได้เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่ดีขึ้น เชื่อว่าในทุกออฟฟิศจะต้องมีคนที่ตัวเราเองมองด้วยความชื่นชม หากเราพาตัวเองไปอยู่ใกล้คนดีๆ ที่มีความสามารถและเรียนรู้วิธีการทำงานรวมถึงทัศนคติของเขามาปรับใช้ โดยเฉพาะเมื่อได้ทำงานร่วมกันกับคนที่อยู่ต่างแผนก ก็จะทำให้เรายิ่งได้สั่งสมประสบการณ์ที่รอบด้านมากขึ้นไปอีกรวมไปถึงแสดงให้เห็นความ “อเนกประสงค์” และการปรับตัวได้ดีด้วย เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: เช็กลิสต์ 32 คำถามที่ต้องเคลียร์ก่อนตอบตกลงเริ่มงาน 4 สัญญาณเตือน Red flags จาก Job Description ที่กำลังบอกให้เรารีบหนีไป แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/4550DN8 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3sZgS0V #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### เช็กลิสต์ 32 คำถามที่ต้องเคลียร์ก่อนตกลงเริ่มงาน ไม่ว่าจะทำเรซูเม่หรือเขียน Cover letter ได้ดีขนาดไหนแม้กระทั่งตอบคำถามสัมภาษณ์งานแต่ละข้อได้อย่างไร้ที่ติ รวมถึงตกลงเรื่องเงินเดือนและผลตอบแทนไว้เรียบร้อยแล้วก็ยังไม่ถือเป็นอัน “สิ้นสุด” กระบวนการสมัครงาน เพราะยังเหลืออีก 1 ขั้นตอนก่อนที่เราจะกลายเป็นพนักงานใหม่ซึ่งก็คือการ “เคลียร์ข้อสงสัย” ทั้งหมดเพื่อยืนยันว่านี่คืองานที่ใช่สำหรับเราจริงๆ รายงานจากปี 2022 เกี่ยวกับประสบการณ์ Shift Shock เมื่อคนทำงานจำนวนมากปรับตัวเข้ากับที่ทำงานใหม่ไม่ได้เนื่องจากต้องเรียนรู้วัฒนธรรม รูปแบบงาน และสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย โดยทั่วไปสาเหตุที่ทำให้หลายคนตัดสินใจไม่ไปต่อและต้องการลาออกเกิดจากการที่พบเจอกับเหตุการณ์ที่สวนทางกับความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน ผลตอบแทน เป้าหมาย แม้แต่วัฒนธรรมดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเคลียร์ปัจจัยเหล่านี้ให้ชัดตั้งแต่ต้นด้วยการถามตัวเองใน 5 ประเด็นต่อไปนี้ ถามเกี่ยวกับเนื้องาน เราเข้าใจดีแค่ไหนเกี่ยวกับงานที่ต้องทำในแต่ละวัน ตำแหน่งงานสอดคล้องกับหน้าที่และเป้าหมายส่วนตัวของเราหรือไม่ วัดผล “ความสำเร็จ” และประเมินคุณภาพจากอะไร กรอบระยะเวลาในการทำงานเป็นแบบไหน เรามีแนวโน้มจะได้ “ทำงานล่วงเวลา” พร้อมรับค่าตอบแทนที่เหมาะสมไหม นโยบายการทำงานบริษัทนี้เป็นอย่างไร ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหรือเปล่า อย่างน้อยที่สุดคือต้องแน่ใจว่าตัวเรากับนายจ้างมองตรงกันในเรื่องของเป้าหมายและวิธีการทำงาน หากยังไม่แน่ใจลองนำรายละเอียด Job Description มาเทียบกับสิ่งที่ได้คุยกันระหว่างการสัมภาษณ์ หากพบเจอข้อแตกต่างระหว่างทั้ง 2 ก็จำเป็นต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนตกลงเริ่มงาน เงินเดือนและสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง เงินเดือนที่ได้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการส่วนตัวหรือสามารถเจรจาได้ไหม สวัสดิการอื่นๆ มีอะไรบ้าง และข้อไหนตอบโจทย์เรามากที่สุด สิทธิพิเศษที่อยู่นอกบริษัท เช่น บัตรฟิตเนส คอร์สเรียนฟรี หรืออื่นๆ พนักงานได้รับการส่งเสริมให้กล้าใช้สิทธิลาป่วยหรือวันหยุดของตัวเองหรือไม่ เรามีข้อกังวลส่วนตัวด้านค่าใช้จ่ายที่ต้องพิจารณาหรือเปล่า รายละเอียดข้อมูลเหล่านี้ควรมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรให้ครบถ้วนและหากสงสัยว่าเงินเดือนที่ได้รับเหมาะสมกับความเป็นจริงที่ควรจะได้หรือไม่สามารถอ่านวิธีการต่อรองเงินเดือนได้ที่  วิธีต่อรอง Job Offer เพื่ออัปฐานเงินเดือนให้ตรงใจ การทำงานร่วมกับหัวหน้า คิดเห็นหรือรู้สึกอย่างไรกับ “ว่าที่หัวหน้า” ซึ่งเราต้องทำงานด้วย เราจะสามารถพัฒนาตัวเองด้วยการเรียนรู้สิ่งดีๆ จากหัวหน้าคนนี้ได้ไหม บริษัทจะมีกำลังสนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทำงานได้มากแค่ไหน สไตล์การทำงานของเราและเขาสอดคล้องกันไหม เราจะต้องทำงานร่วมกับหัวหน้าอย่างใกล้ชิดมากแค่ไหน หัวหน้ามีแนวทางบริหารทีมด้วยวิธีการอย่างไร เนื่องจากหัวหน้าคือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตการทำงานโดยมีผลสำรวจจากเว็บไซต์ Peoplemanagement.co.uk พบว่า 43% ของคนทำงาน “ลาออก” เพราะหัวหน้าแย่ ดังนั้นก่อนตกลงเริ่มงานเราต้องมั่นใจได้ว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้ วิธีการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร ระหว่างสบายใจกับอึดอัด เรารู้สึกแบบไหนกับสภาพแวดล้อมการทำงานในปัจจุบัน เราจะสามารถมีความ Productive ภายใต้การทำงานที่นี่ได้หรือไม่ ปกติแล้วนโยบายการทำงานเน้นแบบเข้าออฟฟิศ ไฮบริด หรือเน้น WFH เป็นหลัก หากได้เจอเพื่อนร่วมงานมาบ้างแล้ว เห็นตัวเองเป็นอย่างไรถ้าต้องทำงานร่วมกัน พนักงานในองค์กรมีความสัมพันธ์กันในระดับไหน เหมาะกับตัวตนของเราไหม บริษัทมีการยืนหยัดเรื่องการสร้างสมดุล Work life balance ให้กับพนักงานหรือไม่ มั่นใจในสถานะทางการเงินหรือความมั่นคงขององค์กรมากแค่ไหน ค่านิยมขององค์กรตรงกับความต้องการของเราไหม เมื่อเข้าไปเป็นพนักงานบริษัทนี้แล้วเราจะ “ภูมิใจ” ได้อย่างเต็มที่หรือเปล่า? วัฒนธรรมองค์กรคือแนวทางปฏิบัติที่พนักงานยึดถือซึ่งเราจะเป็นฝ่ายที่ต้องปรับเข้าหาและประสบการณ์ของ “คนใน” หรืออดีตพนักงานที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้วจะสามารถบอกเราได้ว่าพวกเขามีมุมมองอย่างไรต่อบริษัท เป้าหมายส่วนตัว มีความรู้สึกตื่นเต้นเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่ากำลังจะได้งานหรือเปล่า งานนี้ตอบโจทย์ในสิ่งที่เรามองหาจากงานใหม่มากแค่ไหน ตำแหน่งงานดังกล่าวน่าสนใจและท้าทายความสามารถเราหรือไม่ สาเหตุที่ลาออกจากงานเก่า แล้วจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยไหม แน่ใจไหมว่าจะได้ใช้ทักษะที่มีอย่างเหมาะสมกับการทำงานตำแหน่งนี้ หากตกลงตอบรับงานจะเป็นการตัดสินใจที่ดีต่อเส้นทางในอนาคตหรือไม่ ไม่มีใครสามารถตอบคำถามในข้อสงสัยเหล่านี้ให้กับเราได้มีเพียงตัวเราเองเท่านั้นที่ต้องคิดอย่างรอบคอบในทุกมิติทั้งเป้าหมายระยะยาวและคุณภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหากเรายังไม่พร้อมที่จะตอบตกลงก็สามารถขอเวลาพิจารณาปัจจัยต่างๆแและสุดท้ายเมื่อเราได้ทำการตัดสินใจไม่ว่ารับหรือไม่รับงานก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่น่าเสียดายเพราะเราได้ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีที่สุดแล้ว แม้ว่ายุคปัจจุบันการแข่งขันอาจจะสูงจนทำให้งานหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเมื่อมีอะไรเข้ามาเราก็ควรคว้าไว้ทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรการหางานที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดก็คือกุญแจสำคัญที่นำพามาซึ่งความสุขและความสำเร็จไปพร้อมๆ กัน เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: 7 ข้อสังเกตระหว่างสัมภาษณ์งานที่บอกว่า "เรายังไม่ใช่" คนที่องค์กรต้องการ กลุ่มทักษะ Interpersonal Skills ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้งานมากขึ้น แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/45Sb0p0 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### เคล็ดลับอัปเกรดเรซูเม่ให้ดูดีแบบตะโกน ด้วยเทคนิคการใช้ Action Words ตั้งแต่เด็กจนโตเข้าสู่วัยทำงานเราคงคุ้นเคยหรือผ่านหูกันมาไม่มากก็น้อยสำหรับวลีที่ว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” เนื่องจากการกระทำคือสิ่งที่สามารถมองเห็นจับต้องได้เป็นรูปธรรม กับการสมัครงานก็เช่นกันหากจะพูดถึง “สิ่งที่เราทำ” ก็จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารที่หนักแน่นและเห็นภาพ โดยทั่วไปการเขียนเรซูเม่หรือจดหมายสมัครงานก็มักจะใช้ภาษาอังกฤษเพื่อความเป็นสากลและโชว์สกิลด้านภาษาไปในตัวรวมถึงเพื่อให้ระบบ ATS ของบริษัทสามารถจับคีย์เวิร์ดที่สำคัญได้ ในบทความนี้เราจะพูดถึงเทคนิคการใช้ Action Words หรือก็คือกลุ่มคำที่ใช้แสดงให้เห็นถึง “การกระทำ” ที่ชัดเจน ซึ่งการเลือกใช้ “คำ” คือจุดที่สร้างความแตกต่างบนหน้าเรซูเม่และการสมัครงานจากเรซูเม่ทั่วไปอาจกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจเมื่อเราใช้คำที่ดี ยกตัวอย่างเช่น เราเขียนเรซูเม่สมัครงานโดยอธิบายว่า “ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการขายเป็นเวลา 3 เดือน” ก็พอจะรับรู้ได้ว่าทำงานเกี่ยวกับอะไร แต่เมื่อลองปรับเป็น “เพิ่มยอดขายภายในระยะเวลา 3 เดือน” ไม่เพียงแต่รับรู้ว่าเกิดอะไรจากการทำงานนั้นๆ ยังให้น้ำหนักและอิมแพคต่อการรับรู้ที่ต่างกันด้วย ต้องบอกว่า Action Words เป็นเรื่องที่หลายคนพอจะรู้อยู่บ้าง Kickresume เผยข้อมูลจากการรีวิวเรซูเม่ 176,000 ฉบับพบว่า 93% ของผู้สมัครมีการใช้อย่างน้อย 1 คำ โดยมีมากกว่า 3 ใน 4 มีการใช้ Action Words ที่ 10-20 คำต่อหนึ่งหน้า ในขณะที่หากจะได้เรซูเม่ที่ประสิทธิภาพดีที่สุดนั้นควรใช้อยู่ที่ 20 คำ คุณ Octavia Goredema, Career Coach และผู้เขียน Prep, Push, Pivot กล่าวว่า “Action Words คือเทคนิคที่เป็นเหมือนกับสูตรลับของเรซูเม่” หากบริษัทมองหาคุณสมบัติจากผู้สมัครไม่ว่าจะด้านการประสานงาน การแก้ไขปัญหา หรือสนับสนุนการเติบโตขององค์กร เราก็ต้องเลือกใช้คำที่พูดถึงเรื่องนั้นๆ ให้ชัดเจน โดยเราจะยกตัวอย่างกลุ่มคุณสมบัติที่บริษัทมักจะมองหา เช่น 1) กลุ่ม Action Words ที่แสดงถึงการพัฒนา/เติบโต ทุกบริษัทย่อมคาดหวังถึงความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าซึ่งอาจเรียกสรุปได้สั้นๆ ว่ามองหาการเติบโตขององค์กรและเมื่อคำถามคือ “ทำยังไงให้เกิดการเติบโต” คำตอบจึงต้องเป็น “คำ” ที่อธิบายการกระทำที่เกิดเป็นผลสำเร็จ เช่น ขยาย เพิ่ม สร้าง พัฒนา ตัดสินใจ ริเริ่ม ผลักดัน สิ่งสำคัญคือต้องชัดเจนว่าเลือกใช้คำที่อธิบายการกระทำได้ชัดเจน 2) กลุ่ม Action Words ที่แสดงถึงการบริหาร/ประสานงาน การทำงานเราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นๆ ดังนั้น “การทำงานเป็นทีม” จึงเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่บริษัทต้องการซึ่งสามารถใช้คำว่า โน้มน้าว กระตุ้น ประสานงาน นำเสนอ กระจายงาน จัดจ้างหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามลักษณะของเนื้องานที่ได้ทำ ต่อมากับส่วนสุดท้ายอย่างการเติม “สรุปเนื้อหา” เพื่อให้ Action Words เหล่านี้สื่อสารความหมายได้สมบูรณ์มากขึ้นโดยยึดจาก 3 ประเด็นหลักได้แก่ Name it บอกว่าเราทำอะไรด้วยการเลือกใช้คำที่ระบุถึงการกระทำชัดเจน Claim it ระบุถึง “ผลลัพธ์” ที่ได้รับจากการลงมือทำข้างต้น Frame it ใช้กรอบระยะเวลาเพื่อทำให้ภาพความสำเร็จชัดเจนยิ่งขึ้น จากทั้งหมดที่กล่าวมาหากลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพโดยนำเอาเทคนิคการใช้ Action Words ประกอบกับ 3 หัวข้อข้างต้น เราก็จะได้หลักการอธิบายผลงานที่เกิดจากการกระทำที่มีผลลัพธ์ชัดเจนภายใต้กรอบระยะเวลาทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่ายและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นทักษะที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับการสมัครงานของเรารวมถึงง่ายต่อการตัดสินใจรับเข้าทำงานด้วยเช่นกัน เปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตการทำงานฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment คลิกที่นี่เพื่อลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: 7 จุดสังเกตระหว่างสัมภาษณ์งานเมื่อเรายังไม่ใช่คนที่องค์กรต้องการ งานดีแต่ติดที่เงินน้อย? ลองวิธีต่อรอง Job Offer นี้เพื่ออัปผลประโยชน์ให้ตรงใจมากยิ่งขึ้น แปลและเรียบเรียงจาก https://bit.ly/48gHCKO แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3sQ3P23 https://bit.ly/3Zk6MUv #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 7 จุดสังเกตระหว่างการสัมภาษณ์งาน ที่บอกใบ้ว่า “เรายังไม่ใช่” คนที่องค์กรมองหา เคยไหมสัมภาษณ์งานเสร็จรอบริษัทติดต่อกลับเป็นเดือนแล้วก็ยังไม่มาสุดท้ายกินเวลานานจนต้อง “ตัดใจ” มองหางานใหม่อย่างเคว้งคว้าง แต่เชื่อหรือไม่ว่าการจะ “ได้งาน” หรือ “ไม่ได้งาน”ไม่จำเป็นต้องรอให้บริษัทติดต่อกลับหรือแจ้งผลมาอย่างเดียวเพราะเราสามารถดูแนวโน้มได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสัมภาษณ์บางคนอาจได้ Feedback ตรงๆ หลังสิ้นสุดการสนทนา และนอกจากการบอกตรงๆ ว่าเรายังไม่เหมาะกับงานเรายังสามารถสังเกตได้จากสัญญาณต่อไปนี้ 1) ผู้สัมภาษณ์มีท่าที่ “เปลี่ยนไป” จากเดิม “พฤติกรรม” และการปฏิบัติตัวที่ดูต่างไปจากเดิมคือสิ่งที่สามารถสังเกตได้เมื่อฝ่ายตรงข้ามมีมุมมองต่อเราเปลี่ยนไปแม้ว่าจะพยายามเก็บอาการแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นถ้าผู้สัมภาษณ์เริ่มออกอาการ “ไม่สบตา” หรือมีท่าทีแปลกๆ เราจะรู้ได้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว รวมถึงหากเราพบว่าอีกฝ่ายมีท่าทางในลักษณะ “เอนหลังพิงเก้าอี้” ไม่มีสมาธิอยู่กับการสนทนา หรือเหมือนถูกเบี่ยงเบนความสนใจก็สามารถพิจารณาได้ว่าเขาอาจยังไม่สนใจในตัวเรามากพอ 2) เจอแต่คำถามกว้างๆ ตอบง่ายๆ ปกติแล้วการสัมภาษณ์งานมักจะความจริงจังมีการยิงคำถามยากๆ เพื่อทดสอบเราอยู่เสมอ แต่ถ้าผู้สัมภาษณ์ใช้แต่คำถามกว้างๆ ที่ตอบได้ง่ายๆ หรือแม้แต่ถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานก็เป็นไปได้ว่ามี “ตัวเต็งในใจ” สำหรับตำแหน่งงานนี้ไว้ก่อนแล้ว โดยมักจะเกิดกับกรณีที่มีผู้สมัครเป็นตัวเลือกหลายคนซึ่งมีคนในใจไว้แล้ว และไม่ได้มีความสนใจที่จะจ้างงานคนอื่นๆ ที่เหลือ 3)  อีกฝ่ายรวบรัดรีบจบการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์จะจบลงอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะเพิ่งผ่านไปไม่นานถ้านายจ้างพบว่าตัวเอง “ไม่สนใจ” ที่จะรับเรา เนื่องจากสามารถตัดสินใจได้แน่ชัดแล้วว่าเรายังไม่เหมาะกับงานนี้และต้องการรักษาเวลาให้กับทั้งสองฝ่าย 4) ถูกเสนอ “ตำแหน่งอื่น” ให้สมัคร เมื่อสิ้นสุดการสัมภาษณ์แล้วอีกฝ่ายพูดถึง “ตำแหน่งอื่น” ที่อาจจะเหมาะกับเรามากกว่าและจะมีการฝากโปรไฟล์ไว้ให้อีกทีมพิจารณา รู้หรือไม่ว่านี่คือการบอกอ้อมๆ ว่า “คุณยังไม่ผ่านการคัดเลือก” สำหรับงานนี้ บางคนอาจสงสัยว่าทำไมการที่ผู้สัมภาษณ์แนะนำตำแหน่งอื่นให้ถึงเป็นการบอกว่าเราไม่ผ่านการสัมภาษณ์ ลองยกตัวอย่างให้นึกตามว่าเรามีทักษะและประสบการณ์ที่เหมาะกับ “ตำแหน่ง A” แต่เมื่อสัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อยปรากฎว่าอีกฝ่ายบอกว่าคุณอาจจะเหมาะกับ “ตำแหน่ง B” ถ้าพูดกันตามความจริงมันคงเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะสามารถเปลี่ยนลักษณะงานได้ทันที ดังนั้นการแนะนำถึงตำแหน่งงานอื่นจึงเป็นการบอกอ้อมๆ ว่าเรายังไม่ใช่ 5) ไม่เปิดโอกาสให้ได้ถามกลับ บ่อยครั้งที่เราจะสามารถสังเกต “ลางร้าย” ได้ถ้าผู้สัมภาษณ์ไม่เปิดโอกาสให้เราได้ยิงคำถามกลับ เนื่องจากหากเรา “น่าสนใจ” และมีสิทธิถูกรับเข้าทำงานเมื่อสิ้นสุดการสัมภาษณ์นายจ้างมักจะเปิดโอกาสให้เราถามเรื่องที่สงสัยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรและการทำงานให้มากขึ้น 6) ถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่เหมาะ” กับตำแหน่งงาน หนึ่งในสัญญาณที่พบได้ระหว่างการสัมภาษณ์คือการที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานนี้ไม่ว่าจะเป็นกรณี “เก่งเกินไป” หรือ “ดีไม่พอ” ซึ่งสามารถรับรู้ได้จากการสนทนาและวิธีปฎิบัติของอีกฝ่าย สำหรับสาเหตุที่การ “เก่งเกินไป” ก็สามารถเป็นปัญหาได้เนื่องจากเมื่อพนักงานพบว่างานที่ทำขาดความท้าทายก็จะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและอยากเปลี่ยนงานในที่สุดซึ่งบริษัทเองก็ไม่อยากให้มีการ Turnover หรือเปลี่ยนพนักงานบ่อยๆ 7) ไม่พยายาม “ขาย” หรือพูดถึงองค์กรให้มากขึ้น หากนายจ้างต้องการให้เราเข้าไปทำงานพวกเขามักจะมีการพยายามขายข้อดี เช่น สวัสดิการต่างๆ ของบริษัท รวมถึงให้ข้อมูลอื่นที่จำเป็นต่อการทำงานในเบื้องต้น เช่น ภาพรวมองค์กร วัฒนธรรมการทำงานหรือพูดง่ายๆ คือพยายามโปร่งใสเพื่อ “ซื้อใจ” ในทางกลับกันถ้าเราไม่ใช่คนที่บริษัทกำลังตามหาก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องแชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้คนนอกได้รับรู้ เราสามารถใช้สัญญาณเหล่านี้จากผู้สัมภาษณ์ไม่เพียงเพื่อคาดการณ์แนวโน้มของอนาคตตัวเองหลังการสนทนาสิ้นสุดลง แต่ยังสามารถสังเกตเพื่อนำไป “พัฒนาแก้ไข” ส่วนที่ตัวเองยังบกพร่อง ฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Thailand ที่สามารถช่วย “หางาน” ได้อย่าง “ตรงใจ” พร้อมให้คำแนะนำด้านการสัมภาษณ์ตลอดการสมัครงาน คลิกที่นี่เพื่อลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ อ่านบทความเกี่ยวกับเทคนิคการสมัครงานเพิ่มเติม: 4 สัญญาณ Red Flags จาก Job Description ที่กำลังเตือนให้เรารีบหนีไป "ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า" ควรตอบอย่างไรเมื่อเจอคำถามลักษณะนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Z95M5v #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### วิธีต่อรอง Job Offer เพื่อปรับแพคเกจและอัปฐานเงินเดือนให้ตรงใจ วิธีต่อรอง Job Offer เพื่อปรับแพคเกจและอัปฐานเงินเดือนให้ตรงใจ เมื่อบริษัทส่งอีเมลเสนอ Job Offer มาให้พิจารณาคุณจะตอบรับโดยทันที หรืออ่านอย่างดีเพื่อหาจุดที่สามารถต่อรองผลประโยชน์เพิ่มเติมได้?แม้จะเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราสามารถทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองแต่การต่อรองเงินเดือนกลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ หลายคนยอมตัดใจรับ Job Offer ตามที่บริษัทเสนอเพราะกลัวว่าถ้าขอเพิ่มเติมจากนี้แล้วจะทำให้ตัวเองไม่ได้งาน งานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก Robert Half พบว่านายจ้างส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้สมัครกล้าต่อรองเงินเดือนโดยคิดเป็น 70% จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 5,500 ซึ่งมีแค่เพียง 43% ของผู้สมัครเท่านั้นที่กล้าต่อรอง ดังนั้นจึงหมายความว่า “เราทำเงินหาย” ไปตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มงานและอาจบอกได้ว่าเป็นสิ่งที่หลายคนพลาด เนื่องจากถ้าเราวางแผนการเงินไม่ดี ได้เงินเดือนไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพหรือภาระที่จำเป็นต้องจ่ายก็สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาในอนาคตได้ และถ้าหากถามว่าเมื่อไรหรือสถานการณ์แบบไหนที่เหมาะสมกับการพยายามต่อรองเพื่อผลประโยชน์ที่มากขึ้น ได้เรท “เริ่มต้น” ต่ำกว่ามาตรฐาน ต้องรัดเข็มขัดมากจนไม่มีเหลือเผื่ออนาคต ต้องใช้เวลากว่าจะถึงช่วงปรับเงินเดือน ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในจุดที่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ต้อง "ขอให้เป็น" โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1) ทำการบ้านหาข้อมูลล่วงหน้า ก่อนจะทำอะไรก็ตามเราควรมีการเตรียมตัวให้ดี นอกจากศึกษาฐานเงินเดือนในตลาดเพื่อหาเรท “มาตรฐาน” โดยเทียบจากตำแหน่ง ลักษณะงาน ประสบการณ์ สถานที่ รวมถึงแนวโน้มความต้องการในตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาจะทำให้เรารู้ว่าเงินเดือนที่ควรได้ต้อง “ไม่น้อย” กว่าเท่าไร จากนั้นจึงค่อยนำภาระค่าใช้จ่ายหรือแผนการเงินที่วางไว้มาหาตัวเลขที่เหมาะสมซึ่งต้องแน่ใจว่าปัจจุบันจะไม่ขัดสนและสามารถจัดสรรเผื่อไว้สำหรับอนาคตด้วย 2) แสดงให้เห็นว่าเรา “คู่ควร” กับสิ่งที่ขอ บริษัทจะตอบรับความต้องการของเราก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าเป็น “การลงทุนที่คุ้มค่า” หากอยากได้ “เงิน” ที่สูงขึ้น บริษัทก็ต้องคาดหวังถึง “งาน” ที่มากขึ้นเช่นกัน ควรแสดงความกระตือรือร้นที่จะผลักดันองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า เช่น การนำความรู้ประสบการณ์ที่มีมาวางแผนงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายหลักขององค์กรหรือกำหนดเป้าหมายการทำงานเพิ่มเติมจาก Job Description เดิม 3) อย่าลืมให้เหตุผลของความต้องการ แต่ละคนล้วนมีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ต้องการเงินเดือนที่มากขึ้น ดังนั้นการอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม เช่น ต่อรองเพราะได้น้อยกว่าเรทมาตรฐานนอกจากช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจเรามากขึ้นแล้วยังสามารถนำปัญหาต่างๆ มาพูดคุยต่อยอดหา “ตรงกลาง” ในวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากบางบริษัทอาจมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป เช่น โครงสร้างเงินเดือนในบริษัท หรือผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามเป้าทำให้ไม่สามารถให้เป็น “เงิน” แต่อาจเปลี่ยนเป็นสวัสดิการอื่นๆ ที่ตอบโจทย์มากขึ้น 4) ถ้าจะขอ “หลายอย่าง” ก็จงขอพร้อมกันทีเดียว นอกจากเงินเดือนที่ยังไม่ตรงใจในฐานะคนทำงานเราก็ไม่สามารถละเลย “สวัสดิการ” ไปได้โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การทำงานเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบ Hybrid Working ทำให้เราต้องให้ความสำคัญและต่อรองเพื่อส่วนนี้เช่นกัน แต่ในอีกมุมก็กังวลว่าถ้าขอ “หลายอย่าง” ก็อาจจะดูไม่ดี ศาตราจารย์ Deepak Malhotra จาก Harvard Business School ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Negotiating the Impossible ได้แนะนำเทคนิคในกรณีที่เรามีสิ่งที่อยากได้มากกว่า 1 อย่างอย่าขอแบบ “ทีละนิด” แต่จงขอทั้งหมดให้จบภายในรอบเดียวเพราะอีกฝ่ายอาจมองว่าเรามีแต่ความต้องการที่ “ไม่จบไม่สิ้น” หรือ “ได้คืบจะเอาศอก” ดังนั้นการขอพร้อมกันทีเดียวจึงมีโอกาสที่จะสำเร็จมากกว่า อย่างที่เราเอ่ยไปตอนต้นว่าการเจรจาต่อรอง Job Offer คือสิ่งที่หลายคนมักจะพลาดไม่ว่าจะด้วยความกลัว เกรงใจ หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่อย่างไรก็ตามหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนก็ควรพยายามเพื่อสิ่งนั้นให้ถึงที่สุด หรือจะดีกว่าถ้ามีผู้ช่วยอย่าง Recruiter มืออาชีพที่เข้าใจ พร้อมช่วยเจรจาต่อรองผลประโยชน์ก่อนเริ่มงานให้โดยไม่ต้องเหนื่อยเอง 5 ข้อสังเกตเมื่องานใหม่ที่เพิ่งย้ายไปอาจยังไม่ใช่สำหรับเรา เช็กลิสต์ 8 คำถามที่ต้องตอบตัวเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Z6REtC ### 9 กลุ่มทักษะและคุณลักษณะ Interpersonal Skills ที่คนทำงานควรมีไว้กับตัว Interpersonal Skills คือทักษะที่สามารถทำให้เราปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ โดยแสดงออกผ่านทางความคิด วิธีการสื่อสาร และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น การมีทัศนคติที่ดี ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งบางคนอาจเรียกทักษะเหล่านี้ว่า Soft Skills หรือมีอีกชื่อคือ “ทักษะการเข้าสังคม” ในขณะที่ Hard Skills ทำให้เรามีความสามารถเชิง “เทคนิค” ในการทำงานซึ่งได้มาโดยการเรียนรู้ อบรบ ฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญจนเป็นที่ประจักษ์ ตรงกันข้ามกับคุณสมบัติอย่าง Interpersonal Skills ที่ไม่ได้จับต้องได้โดยตรงแต่กลับมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการสมัครงานในหลายองค์กรเนื่องจากถูกมองว่าเป็นกลุ่มทักษะติดตัวเฉพาะคนที่ “สอนกันไม่ได้” และนี่คือ 9 กลุ่มทักษะ Interpersonal Skills ที่หากมีไว้แล้วองค์กรไหนๆ ก็อยากรับคุณเข้าทำงาน 1) ทักษะการสื่อสาร หนึ่งในคุณสมบัติที่มีค่าและจำเป็นที่สุดในการทำงานเพราะการสื่อสารที่ “ชัดเจน” เข้าใจถึงประเด็นสำคัญตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานดีขึ้นเนื่องจากอีกฝ่ายสามารถนำโจทย์ไปดำเนินการต่อได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำงานไปกับการอธิบายซ้ำๆ “ทักษะการสื่อสารที่ดี” ไม่ใช่แค่สามารถนำเสนองานได้น่าสนใจหรือเขียนสรุปการประชุมได้อย่างครบถ้วน แต่ยังรวมถึงการรู้จังหวะเวลาและความเหมาะสมว่าเมื่อไรควรส่งอีเมล หัวข้อแบบไหนที่ควรคุยต่อหน้า สถานการณ์ไหนควรเลือกที่จะเงียบหรือพูดออกไป รวมถึงวิธีอธิบายเรื่องใหญ่ให้ “ย่อยง่าย” สำหรับคนฟัง 2) ความเป็นผู้นำ การเป็นผู้นำไม่ได้หมายถึงการ “ออกคำสั่ง” แต่เป็นการมีความคิดริเริ่มและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรอบข้าง กล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบากเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทีมและองค์กร ดังนั้นแม้ว่าเราจะไม่ใช่ “หัวหน้า” โดยตำแหน่ง แต่องค์กรก็ย่อมอยากมั่นใจว่าหากมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลโปรเจกต์ใดๆ เราจะสามารถรับผิดชอบและแสดงความเป็นผู้นำได้อย่างดี 3) เป็นผู้ฟังที่ดีด้วยทักษะ Active Listening เราอาจคิดว่า “การฟัง” เป็นเรื่องพื้นฐานที่ง่ายที่สุดเพราะแค่มี “สองหู” ก็สามารถได้ที่จะยินเสียงต่างๆ รอบข้าง เพียงแต่การเป็น “ผู้ฟังที่ดี” นั้นอาศัยอะไรมากกว่านั้น สิ่งที่องค์กรคาดหวังนอกจากการแค่ได้ยินคือ "ความเข้าใจ" และสามารถนำใจความสำคัญที่ได้รับแล้วดำเนินงานต่อได้อย่างตรงจุด 4) การทำงานเป็นทีม คุณสมบัติในการทำงานเป็นมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะแม้ว่าเราจะเป็นพนักงานเพียงคนเดียวในแผนกก็ยังถือเป็น “ส่วนหนึ่ง” ขององค์กรที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่ดี ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยสร้างประโยชน์ได้ และการเป็น Team Player ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องมองข้ามความต้องการส่วนตัวไป เพียงแต่ต้องรู้จักเสียสละและพยายามที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คำว่า “ทีม” เป็นหลัก 5) การจัดการแก้ไขปัญหา เป็นธรรมดาที่ “ทุกที่” ย่อมมีปัญหา (ไม่มากก็น้อย) ดังนั้นทักษะการแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต่อการทำงานโดยเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่หลายองค์กรมองหาจากตัวผู้สมัคร เพราะในการแก้ปัญหาแต่ละครั้งต้องอาศัยทั้งความกล้าที่จะแสดงออกโดยมีวิธีการคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดไปพร้อมกับป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยก แม้ว่าจะเป็นทักษะ Interpersonal Skill ที่ถือว่า “ยากที่สุด” แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากนักด้วยประสบการณ์และตัวอย่างจากรอบข้าง รวมไปถึงการเข้าเรียนหลักสูตรต่างๆ ที่มีมากมายในปัจจุบัน 6) การมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ไม่ว่าจะทำงานรับมือกับการคอมเพลนของลูกค้าหรือแค่ประสานงานกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ล้วนต้องอาศัยความเห็นใจผู้อื่นเป็นสำคัญ บางครั้งเราอาจหงุดหงิดที่หัวหน้าอยากเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือไม่พอใจที่ลูกค้ามาบ่นหรือจู้จี้จุกจิกเอาแต่ใจโดยที่ไม่ได้รู้ถึงสาเหตุเบื้องหลังว่าเพราะอะไร ลองทำความเข้าใจโดยนำตัวเองไปสวมบทเป็นคนเหล่านั้น บางทีการเปลี่ยนวิธีการอาจทำให้ประสิทธิภาพงานดีขึ้นหรือสาเหตุที่ลูกค้าคนดังกล่าวต้องแสดงท่าทีที่ดูเอาแต่ใจเป็นเพราะกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน การมีความเห็นอกเห็นใจในผู้อื่นจึงไม่เพียงทำให้เราไม่เครียดไปกับปัญหาที่เข้ามายังทำให้การรับมือกับคนยากๆ กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นด้วย 7) ความต้องการที่จะเติบโต หนึ่งในความรับผิดชอบของหัวหน้าและฝ่ายบริหารคือการสนับสนุนการเติบโตและความสำเร็จของคนทำงาน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราเอาแต่ปฏิเสธตลอดมา ดังนั้นหนึ่งในคุณสมบัติของพนักงานที่ดีคือการเป็นเหมือนกับ “นักผจญภัย” ที่กล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ พร้อมรับฟังการ Feedback เพื่อพัฒนาตัวเองและแสดงให้เห็นว่าเรากระตือรือร้นที่จะเติบโตต่อไปข้างหน้า 8) เป็นคนมีทัศนคติที่ดี (Positive Attitude) ไม่มีใครชอบคนขี้บ่นหรือชอบโวยวายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องทำงานกับคนคนนั้นบ่อยๆ และการเป็นคนคิดบวกสามารถเป็นพลังที่ส่งต่อถึงคนรอบข้างได้ เราอาจเปลี่ยนวันแย่ๆ ของใครคนหนึ่งให้ดีขึ้นทำให้บรรยากาศดีและมีความหวังขึ้นได้แม้ในช่วงที่สถานการณ์ย่ำแย่ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรลืมที่จะอยู่กับ “ความเป็นจริง” เพราะการเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากเกินไปก็สามารถส่งผลเสียได้ไม่ต่างจากการเป็นคนขี้บ่นเช่นกัน 9) เป็นคนที่ใครๆ ต่างพึ่งพาได้ อธิบายแบบตรงตัวคือทำให้หัวหน้ารู้สึกว่าสามารถไว้ใจให้เราทำงานได้ซึ่งรวมไปถึงการตรงต่อเวลา และรักษาผลงานให้ดีสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงหมายความว่าเมื่อเรารับปากที่จะทำอะไรก็ตามเราก็ต้องทำให้ดีและออกมาเรียบร้อยมากที่สุด ทักษะเหล่านี้เมื่อมีติดตัวไว้แล้วสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้ตลอดชีวิตจึงคุ้มค่าที่จะใช้เวลาและความพยายามไปกับมัน นอกจากทำให้เราเติบโตเป็นคนที่เพียบพร้อมมากขึ้นยังช่วยเสริมคุณค่าและความโดดเด่นให้กับตัวเอง ฝากเรื่องงานของคุณไว้ในมือของ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่มีความเข้าใจในภาพรวมธุรกิจและสายงาน พร้อมแมตช์ความต้องการและให้คำแนะนำสู่โอกาสใหม่ๆ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: 7 ทักษะ Soft Skills ที่สามารถช่วยให้เราก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3srciZ4 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 5 ข้อสังเกตเมื่องานใหม่ที่เพิ่งย้ายไปอาจยังไม่ใช่สำหรับเรา 5 ข้อสังเกตเมื่องานใหม่ที่เพิ่งย้ายไปนั้นอาจยังไม่ใช่สำหรับเรา วันแรกของการทำงานมักให้ความรู้สึกที่น่าตื่นเต้น เราสามารถนำประสบการณ์ในอดีตมาเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมและผู้คนใหม่ๆ หากเราเริ่มต้น “ก้าวแรก” ได้ดีก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จไม่น้อย แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อช่วงเวลาของก้าวแรกที่น่าตื่นเต้นนั้นได้ผ่านพ้นไปและก้าวต่อๆ ไปได้พาเราไปเจอ “อีกหนึ่งมุมมอง” ที่ต่างจากเดิม กลายเป็นว่างานใหม่ที่คิดว่าใช่ กลับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด หลังพบว่าความเป็นจริงที่เจอช่างแตกต่างและห่างไกลกับความคาดหวังในตอนแรกซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ จาก 5 สัญญาณต่อไปนี้ 1. Job Description ไม่ตรงกับความเป็นจริงของหน้างาน เชื่อหรือไม่ว่า Job Description สามารถบอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่เพียงแต่อธิบายถึงหน้าที่ความรับผิดชอบและความคาดหวังซึ่งบางจุดอาจเป็นความท้าทายที่ “ดึงดูด” ให้เราอยากเข้าไปทำงานและรวมไปถึง “วัฒนธรรมองค์กร” จากลักษณะการสื่อสาร เช่น “ทำงานได้ดีภายใต้แรงกดดัน” ที่หมายถึงการต้องรับมือกับงานเร่งด่วนในแต่ละวัน ดังนั้น Job Description ไม่เพียงแต่ทำให้เราเข้าใจว่าต้องทำอะไรยังทำให้เราสามารถ “วางแผนงาน” จัดลำดับความสำคัญของหน้าที่ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่หากสิ่งที่คิดเกิดไม่ตรงกับความเป็นจริงที่ต้องทำ เช่น อยากมีการเติบโตของทักษะบริหารจัดการมากขึ้นซึ่ง Job Description ทำให้เกิดความคาดหวังที่อาจจะได้ทำงานเชิง “บริหาร” แต่ในความเป็นจริงนั้นหนักไปทาง “ลงมือทำ” ด้วยตัวเองจนแผนงานต่างๆ รวมถึงความคาดหวัง “ผิดแผน” ไปหมด เมื่อนำงานที่ต้องทำในแต่ละวัน (Daily Tasks) มาเทียบกับหน้าที่ความรับผิดชอบบน Job Description แล้วพบว่ามันช่าง “ต่างกัน” เสียเหลือเกินนั่นอาจเป็นสัญญาณข้อแรกว่างานนี้ยังไม่ใช่สำหรับเรา 2. ไม่ถูกส่งเสริมให้กล้าลงมือทำเพื่อโอกาสเติบโต หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่จำเป็นในการทำงานคือความสามารถในการเติบโตไปข้างหน้าไม่ว่าจะด้วยการพัฒนาคุณภาพของงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบ โอกาสที่จะริเริ่มโปรเจกต์ต่างๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้เพิ่มเติมหรือแม้แต่การสร้าง Impact ในทิศทางที่ดีต่อบริษัทซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือหรือการสนับสนุนจากผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า แต่บางครั้งด้วยสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายอาจทำให้องค์กรประสบปัญหาบางอย่างและไม่สามารถให้การสนับสนุนแผนงานของเราได้มากเท่าที่ควร จากปัญหาดังกล่าวลองจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายและแรงสนับสนุนหรือเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทำงานนั้นๆ แล้วพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาพร้อมเหตุผลของความสำคัญเพื่อหาทางที่มีแนวโน้มจะสามารถเป็นไปได้มากที่สุด 3. ใช้เวลากับการถกเถียงถึงวิธีการ มากกว่ามองภาพรวมความสำเร็จ แทนที่จะใช้เวลาและความพยายามไปกับ “เป้าหมาย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเรากลับติดอยู่กับปัญหาเชิง “วิธีการ” ที่ยิบย่อยเกินไปทั้งๆ ที่ไม่ได้มีผลอะไรต่อความสำเร็จก็ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักเพราะปัญหาเล็กๆ เหล่านี้แม้จะไม่ได้ “แก้ยาก” แต่ก็จะคอยเป็นอุปสรรคที่คอยขัดเราอยู่เสมอจนต้องตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆ เช่น “ทำไมเรื่องนี้ถึงยังเป็นปัญหาได้” ไปจนสงสัยในตัวเองว่าเราทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการหมดไฟในที่สุด 4. ไม่มีส่วนร่วมการประชุมที่เรา “ควร” จะมี อย่านิ่งนอนใจหากคุณพลาดการประชุมสำคัญอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่จะขาดโอกาสมีส่วนร่วมพัฒนาวางแผนงานหรือมีสิทธิกำหนดทิศทางการทำงานของตัวเองในอนาคต ยังเป็นสัญญาณที่บอกว่าภาระงานในแต่ละวันอาจมีมากเกินไป เช่น “ไม่สะดวกเข้าประชุม” เพราะติดงานที่ต้องรีบทำก่อนถึงเดดไลน์ และคงไม่ต่างอะไรจาก “หุ่นยนต์” หากชีวิตการทำงานเราได้เพียงก้มหน้าทำตามคำสั่งโดยไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือกำหนดทิศทางของตัวเองได้ ดังนั้นหากคุณยังขาด “สมดุล” ระหว่างการคิดวางแผนและการลงมือปฏิบัติงาน ลองพูดคุยกับผู้รับผิดชอบเพื่อหาทางออกจากปัญหาดังกล่าวเพื่อจัดลำดับความสำคัญของงานที่ได้รับมอบหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 5. “ความรู้สึกมันฟ้อง” นอกเหนือจากสิ่งที่สัมผัสได้จากภายนอกลองฟังเสียงจากภายในของตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรกับงานปัจจุบัน เพราะสัญชาติญานหรือความรู้สึกนั้นไม่เคยโกหกเรามีแต่ความคิดที่พยายามหาทางหลอกตัวเอง บางครั้งการพิจารณาถึงทางเลือกใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ตัวเองมากขึ้นอาจดีกว่าการฝืนกลับไป “ปรับ” จนสูญเสียความเป็นตัวเอง เพราะเราทุกคนสมควรที่จะตื่นขึ้นมาแล้วไปทำงานอย่างมีความสุขในทุกๆ เช้า ทางที่ดีสำหรับการป้องกันปัญหาดังกล่าวคืออย่ากลัวที่จะ “ตั้งคำถาม” เพื่อหาข้อมูลก่อนทำการตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน อ่านบทความ: สัมภาษณ์งานอย่าลืมใช้ 5 คำถามนี้ รู้ได้ทันทีว่าองค์กรไหนควรหนีไป แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3EcX24M ### เช็กลิสต์ 8 คำถามที่ต้องตอบตัวเองก่อนตัดสินใจ “เปลี่ยนสายงาน” ถ้าไม่ได้ทำงานปัจจุบันคุณจะอยากทำอะไรมากที่สุด? เราอาจคุ้นเคยกับภาพชีวิตการทำงานแบบอาชีพเดียวลากยาวไปจนเกษียณ แต่ด้วยโลกที่เปลี่ยนไปเราสามารถเข้าแหล่งข้อมูลที่หลากหลายได้ง่ายขึ้นเราจะพบว่าปัจจุบันการ “เปลี่ยนสายงาน” นั้นกลายเรื่องเป็นปกติ ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าเราเคยทำอะไรหรือเรียนจบจากสายไหนแต่สำคัญว่าปัจจุบันนี้เรา “อยากทำอะไรมากที่สุด” อะไรที่ทำให้คนเราอยากเปลี่ยนสายงาน การเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางอาชีพใดอาชีพหนึ่งต้องอาศัยความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ทำให้การจะเปลี่ยนสายงานนั้นไม่ได้ทำกันง่ายๆ แต่ต้องอาศัยทั้งความกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงหากพบว่าทางที่เลือกนั้นไม่เหมาะกับตัวเองรวมถึงกล้าที่จะลงทุนกับการเรียนรู้เพิ่มเติมในด้านนั้นๆ แม้จะเสี่ยง แต่ทำไมหลายคนยังเลือกที่จะลอง? Herminia Ibarra จาก London Business School ได้สรุปปัจจัย 2 กลุ่มที่ทำให้คนอยากเปลี่ยนสายงานอันได้แก่ 1) ปัจจัยภายนอก (Situational Drivers) ได้แก่ภาวะเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมสังคม ความเปลี่ยนแปลงในองค์กรอาจก่อให้เกิดความรู้สึก “ไม่มั่นคง” จึงต้องการมองหาอะไรใหม่ๆ หรือแม้แต่โอกาสมากมายที่ทยอยเข้ามาในชีวิตล้วนเป็นเหตุที่ “ดึงความสนใจ” เราออกไปจากงานปัจจุบัน 2) ปัจจัยภายใน (Personal Drivers) อาจเรียกว่าเป็นภาวะ “ตื่นรู้” ที่เกิดขึ้นหลังจากสะสมประสบการณ์มาจนค้นพบตัวเองทำให้เกิดความสนใจและหมายใหม่ที่ต่างจากปัจจุบัน อดีตที่ผ่านมาอาจไม่สำคัญเท่าอนาคตที่อยากเป็น เรามักคิดว่า “อดีต” คือตัวกำหนดทิศทางของปัจจุบันและอนาคตแต่ “อนาคต” ที่ต้องการจะเป็นเองก็เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญเช่นกัน ในทางจิตวิทยาเมื่อไรก็ตามที่พบว่าตัวเราในปัจจุบัน (Actual Self) อยู่ห่างไกลจาก “ตัวตนในอุดมคติ” (Ideal Self) มากเกินไป เราจะรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองในตอนนี้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำไมหลายคนถึงตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน หากปัจจุบันคุณกำลังรู้สึกต้องการความเปลี่ยนแปลงคุณ Tomas Chamorro-Premuzic เจ้าของบทความเรื่อง What to Ask Yourself Before a Career Pivot ได้แนะนำลิสต์คำถามไว้ตอบตัวเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสายงานเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองในปัจจุบันและความต้องการที่อยากจะเป็นให้มากขึ้นดังนี้ ชอบหรือไม่ชอบอะไรในงานปัจจุบันมากที่สุด งานหรืออาชีพแบบไหนที่คุณพบว่าน่าตื่นเต้นและน่าเบื่อ อะไรคือจุดเด่นที่คนรอบข้างมักจะสัมผัสได้จากตัวเรา สิ่งที่น่าสนใจที่สุดบนเรซูเม่ของเรามีอะไรบ้าง ทักษะที่คุณอยากจะมีในอีก 5 ปีข้างหน้า งานแบบไหนบ้างที่เราสามารถใช้ทักษะที่มีเข้าไปเติมเต็มได้ เราจะไปได้ดีกับวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน และสุดท้าย..หากตัดเรื่องข้อจำกัดทั้งหมดออกไปไม่ว่าความสามารถ ประสบการณ์ หรือความกดดันจากภายนอก “คุณจะเลือกทำอาชีพอะไร” ก่อนตัดสินใจย้ายงานทุกครั้งอย่าลืมตอบตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้รวมถึงปรึกษาคนใกล้ตัวที่มีประสบการณ์หรือสามารถให้คำแนะนำได้ เพราะบางครั้งการได้มุมมองจากคนรอบข้างอาจทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น สุดท้ายแล้วไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการเปลี่ยนสายงานถือเป็น “ความเสี่ยง” และทางเดียวที่จะรู้ถึงผลลัพธ์ก็คือต้อง “กล้าเสี่ยง” ด้วยความพร้อมทั้งข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ดีพอทั้งข้อดีข้อเสียของตัวเลือกที่มีเพื่อให้เป็นการเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ฝากเรื่องงานของคุณไว้ในมือของ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่มีความเข้าใจในภาพรวมธุรกิจและสายงาน พร้อมแมตช์ความต้องการและให้คำแนะนำสู่โอกาสใหม่ๆ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment คลิกลงทะเบียนฝากโปรไฟล์ที่นี่ อ่านบทความเพิ่มเติม: อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ ถ้าไม่อยากเจอ Dead-End Job 5 คำถามเช็กลิสต์ขณะสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่เราควรเลี่ยง แปลและเรียบเรียงจาก:https://bit.ly/3YOQ9zZ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### คำตอบของ Chat GPT เมื่อต้องเลือกระหว่าง “บริษัทชื่อดัง” กับ “บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูง” คุณจะทำอย่างไรเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกเข้าไปทำงานระหว่าง “บริษัทใหญ่” ที่ใครๆ ก็ให้การยอมรับและสามารถทำให้ประวัติคุณ “หรู” ขึ้นมาได้ทันที กับอีกบริษัทที่อาจด้อยเรื่องของชื่อเสียงแต่สามารถจ่าย “เงินเดือน” ให้เราได้เยอะกว่าซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีเงินมากขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีก็จะตามมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด ซึ่งจากตัวอย่างที่กล่าวมาดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่แตกต่างกันคนละขั้ว แถมเป็นสถานการณ์ที่ต้องเลือกแบบ “ได้อย่างเสียอย่าง” และอาจยากเกินจะสามารถตัดสินใจด้วยตัวคนเดียวได้ ในยุคที่ Generative AI เป็นเหมือนผู้ช่วยของมนุษย์ เราจึงได้ลองถาม Chat GPT ภายใต้เงื่อนไขที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นเพื่อหาข้อดี-ข้อเสียของแต่ละตัวเลือกก่อนตัดสินใจ และนี่คือคำตอบของ AI ตัวนี้ครับ 1) เป้าหมายในการทำงานและโอกาสเติบโต บริษัทมีชื่อเสียง: ไม่เพียงแต่ให้ “คอนเนกชัน”แต่ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจบนหน้าเรซูเม่ทำให้มีโอกาสมากขึ้นเมื่อต้องการย้ายงานในอนาคต บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูง: สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทาง “การเงิน” ได้ในทันทีจึงมีโอกาสที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว 2) การพัฒนาตัวเอง บริษัทมีชื่อเสียง: บริษัทใหญ่ที่มีโครงสร้างองค์กรแข็งแรงมักจะมี Training Program จากฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อเสริมสร้างทักษะให้กับพนักงานอย่างสม่ำเสมอทำให้เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดระยะเวลาการทำงาน บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูง: แม้จะไม่มีการ Training จากภายในองค์กร แต่ด้วยเม็ดเงินที่ได้จากการทำงานก็อาจมากพอที่จะให้เราใช้เป็น “ทุน” ในการลงเรียนศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้เช่นกัน 3) สมดุล Work-Life Balance บริษัทมีชื่อเสียง: ด้วยการทำงานของบริษัทใหญ่ที่มีโครงสร้างแบ่งเป็นแผนกและมี “ระบบ” หรือขั้นตอนที่ทุกคนต้องทำตาม อาจส่งผลให้เราต้องใช้เวลาทำงานที่ยาวนานขึ้นซึ่งมีแนวโน้มที่จะกระทบต่อเวลาในการใช้ชีวิต บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูง: โดยทั่วไปบริษัทขนาดเล็กมีธรรมชาติในการทำงานแบบ “เน้นผลลัพธ์” แม้ปริมาณงานจะเยอะ แต่เราก็อาจมีวิธี “รวบรัด” หรือลัดขั้นตอนบางอย่างตามความถนัดส่วนตัวได้ ดังนั้นจึงอาจให้สมดุลของเวลาทำงานกับการใช้ชีวิตที่ดีกว่า 4) วัฒนธรรมองค์กร บริษัทมีชื่อเสียง: ส่วนใหญ่องค์กรเหล่านี้จะมีวัฒนธรรมที่เป็น “รากฐาน” ของการทำงานมายาวนานซึ่งอาจสอดคล้องกับค่านิยมและความเชื่อส่วนตัว ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้การทำงานได้ บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูง: ด้วยขนาดองค์กรที่ไม่ได้ใหญ่มาก ทำให้อาจมีวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ด้วยจำคนที่มีไม่มากมักจะทำให้การมีส่วนร่วมในองค์กรสูง ไม่ค่อยมีระยะห่างของแต่ละฝ่ายสามารถเข้าถึงกันได้ง่าย รวมถึงมีโอกาสเติบโตได้เร็วหากเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง 5) ความคาดหวังในระยะยาว บริษัทมีชื่อเสียง: การทำงานในบริษัทใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยยกระดับการทำงานและเปิดโอกาสดีๆ ในอนาคตได้มากมาย บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูง: สามารถช่วยในแง่ของ “การเงิน” ได้อย่างเป็นรูปธรรมทำให้เรามีโอกาสที่จะสำเร็จในเป้าหมายทางการเงินเร็วขึ้นและพร้อมสำหรับการขยับตัวหรือลงทุนได้ง่าย นอกจากด้วยความเล็กทำให้มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนคนทำงาน จึงมีโอกาสที่เราจะได้ทดลองและเรียนรู้งานอย่างหลากหลาย โดยสรุป สุดท้ายแล้วต้องบอกว่าไม่มี “สูตรสำเร็จ” สำหรับการตัดสินใจว่าควรเลือกแบบไหน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนทำงานที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดี-ข้อเสียของแต่ละตัวเลือกที่มีอย่างรอบคอบ โดยอิงจากปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นต่อชีวิตทั้งตอนนี้และในอนาคตมากที่สุด อย่างไรก็ตามก่อนเริ่มงานคือช่วงเวลาที่เราสามารถ “ต่อรอง” ในหลายๆ เรื่อง เช่น สวัสดิการ หรือเงินเดือนที่แม้บริษัทขนาดใหญ่อาจจะมี “ฐาน” ที่เริ่มต้นมาน้อยกว่าแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่สามารถเจรจาให้ใกล้เคียงกับความคาดหวังมากขึ้น ซึ่งการเจรจาต่อเรื่องเพื่อผลประโยชน์นั้นไม่ใช่ทุกคนจะมีทักษะและทำได้ ดังนั้นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้เรามีโอกาสได้ในสิ่งที่ต้องการมากขึ้นคือการมี “ผู้เชี่ยวชาญ” อย่าง Recruiter จากบริษัทจัดหางานที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพี่เลี้ยงและเพื่อนคอยให้คำแนะนำปรึกษา ตลอดจนเจรจาต่อรองผลประโยชน์ก่อนเริ่มงานทำให้มีโอกาสสำเร็จในเป้าหมายที่วางไว้ได้มากขึ้น ไม่พลาดทุกโอกาสงาน หางานโดยมี Recruiter มืออาชีพให้คำแนะนำ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 4 สัญญาณ Red Flags จาก Job Description ที่กำลังบอกให้คุณรีบหนีไป! "อนาคตของการทำงาน" เมื่อคุณอาจถูกคัดเข้าทำงานด้วย AI #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### オンライン面接の対策 タイでの転職・就職活動を考えているけれど、日本で仕事をしながらだと中々難しく、現地まで行ける時間が無いなど最初の一歩を踏み出せずにいる方もいらっしゃるのではないでしょうか。 しかしながらこの時代に”オンライン面接”を取り入れている企業様が多いのです。 コロナ禍になったばかりの頃は、オンライン面接でしか対応できなかったこともあり、今もなおオンライン面接を実施されている企業様が多いようです。 今回はオンライン面接の事前準備についてのポイント、面接時の注意点について紹介していきます。   目次 ①オンライン面接と対面面接の違い ②オンライン面接の準備すべきポイント ③オンライン面接の注意点   オンライン面接(Web面接)と対面面接の違い 面接当日の流れはオンライン面接と対面面接であまり違いはありません。 流れで言うと面接開始時のあいさつ、面接官からの質疑応答、そして退室時のあいさつをして終了です。 そして服装や髪形、言葉遣いなどもどちらの場合も変わりません。 しかしオンライン面接においては安定したインターネット回線や接続端末、マイクの調整など事前の準備が必要になります。 また、インターネット回線の通信状況により、映像や音声のタイムラグ(遅れ)が発声する場合があります。 オンライン面接では画面越しにコミュニケーションを行うため、対面面接よりもはっきりと発声することや、 明るい表情を意識しましょう。ボディランゲージを使用することも「伝える」方法として有効です。   オンライン面接で準備すべきポイント ・環境整備 周囲の騒音、雑音は面接を妨げる要因の一つです。カフェや公共の場所ではなく、自宅や個室型ワークスペースなど個室で行うことが望ましいです。 オンライン面接中は窓やドアは閉めておき、できるだけ静かな状態を心がけましょう。 また、面接時間中受験者以外の人物が出入りしないよう、家族などに事前に伝えておくよう配慮しましょう。 またイヤホンを使用することで面接官の声が聞き取りやすく、自分の声も伝わりやすいです。 ノイズが入ってきにくいので集中して面接に臨めます。   ・通信環境整備(Wi-Fiなど) 安定したインターネット回線で接続しましょう。不安定だと映像や音声が遅延したり、最悪の場合面接中に回線が切れてしまうこともあるかもしれません。 インターネットに接続する際は、有線または無線ブロードバンド(4G/LTE)を使用しましょう。 自宅のインターネット環境に不安がある場合は、事前にインターネットの速度やWi-Fiの電波強度が高い場所を調べておきましょう。   ・背景の映り込みや背景設定 面接官が受け取る映像情報として背景があげられます。 基本的にオンライン面接において、バーチャル背景は利用できない場合が多いです。 そのため余計な先入観なく、面接をスムーズに進めるためにも背景にも気を遣いましょう。 自宅から面接へ接続する際は、なるべくシンプルな壁やカーテンを背景にすると良いでしょう。 そのような場所を背景にすることが難しければ、映り込む場所は整理整頓を行い、不快な印象を与えないようにすることが大切です。   ・ビデオ通話システムの用意とテスト 面接日時の前日までに、指定されたビデオ通話システムでの接続テストを行いましょう。 家族や友人に協力してもらうか、自分でデバイスを2つ用意(PCとスマートフォン)するなど、事前に機能や操作方法に慣れておくことでスムーズに面接に臨めます。 機材関連(カメラの画質、画角、明るさ等)のチェックも行うようにしてください。   ・服装・髪型について オンライン面接だからといって、服装や髪形も気を抜いてはいけません。 Webカメラに映る範囲だけ、とボトムスは部屋着のままなんてことはないようにしましょう。 面接の本質とは関係ないですが、視覚から入ってくる情報は対面面接の時よりも大きいです。   オンライン面接の注意点 オンライン面接中は対面面接とは異なる注意点があります。   ・時間厳守 面接時間の5分前には入室して待機しましょう。 その際にマイクとカメラはオフにしておき、時間になったらオンにします。 面接官が入室したら、挨拶と自己紹介を行いましょう。 面接終了後は「本日はありがとうございました」と挨拶し、相手が退出するのを待って退出します。 相手があなたの退出を待っているようなら「失礼いたします」と言って先に退出してOKです。 お互いが確実に退出したことを確認して面接は終了です。   ・声の大きさは普段よりも少し大きめを意識する ビデオ通話システムを使用すると普段よりも声が聴聞きにくい場合があります。 話すときは、ゆっくり、はきはきと、普段よりも少し大きめに発声すると良いでしょう。   ・視線はWebカメラのレンズへ 面接中、面接官の顔が映る画面を見てしまいがちですが、それではカメラ越しの目線がずれてしまいます。 視線はWebカメラに向け、目線が合うようにしましょう。 Webカメラを自分の目線よりやや斜め上に設置するのがポイントです。   ・充電を確認 面接中に電源が切れないように前日から充電を行い、100%の状態にしておくのを忘れずに。 また不測の事態に備え、充電したままオンライン面接に臨みましょう。   ・通知はオフに 面接中に不要な通知がされないように、面接開始前にソフトウェアやアプリの通知をオフに設定しておきましょう。 余計な情報が入らず、面接に集中することができます。   まとめ 今回はオンライン面接の対策について紹介しました。 対面面接でもオンライン面接でも、面接における大切なポイントは共通しています。 面接の内容が大きく変化することもないので通常通りやりとりを行い、自分自身の良さをアピールすれば問題ありません。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 対面面接の対策 コロナ禍が落ち着き始め、オンラインで行われていた面接も、以前のように対面面接に戻りつつある会社が増えてきています。 そこで今回は対面面接の、服装や髪型、持ち物から、受付・入退室・話し方まで好印象につながる対策を解説いたします。   目次 ①時間厳守 ②身だしなみ ③面接時のマナー ④質問の答え方   ①時間厳守 対面面接当日は、面接時間の10分前に会場に到着するのがベターです。到着時間があまりにも早すぎると企業側に迷惑をかける場合があるので注意してください。もし早く到着しそうな時は近隣の喫茶店などで時間を潰しましょう。 寝坊や公共交通機関の遅延といった予期せぬハプニングが起きた場合は、遅刻すると分かった上ですぐに担当者に電話しましょう。 特にタイでは急なスコールで足止めや、渋滞に巻き込まれる場合があります。そういった問題を予想しながら準備をしましょう。 そして必ず電話では遅刻理由の説明と説明と謝罪をし、今後の指示を仰いでください。   ②身だしなみ 面接の服装は、日本の就活時と一緒で男性女性ともにスーツを着用しましょう。 蒸し暑いタイでジャケットを着用するのは中々大変ですが、ジャケットがあることでかっちりとし、 面接官に良い印象を与えることができます。 ・男性の服装 スーツの色はネイビーやダークグレーといった落ち着いた色で無地のものを選びましょう。シャツも白色の無地を選ぶのが無難です。ネクタイはシンプルなデザインでスーツに合うものを選びましょう。靴下は黒色かグレーの無地の物をおすすめします。 髪型は清潔感のある短髪が良いでしょう。 ・女性の服装 女性も男性と同様で上下揃ったスーツを着用してください。スーツの色は黒やネイビー、グレーが一般的ですが、ライトグレー、 ベージュ、キャメルなどでも問題ありません。パンプスは3〜5cmのヒールで、色は黒やグレーで装飾のない物を選びましょう。 髪型は長い場合は1つにまとめて、前髪は目にかからないようにしてください。メイクはナチュラルメイクで好印象を与えましょう。 男性女性ともにバッグはA4サイズで自立するものが良いです。   ③面接時のマナー まず面接の受付は5分前には済ませておきましょう。 入室時には必ずノックをして、採用担当者からの返事を待ってから入室してください。 話す内容はもちろん、話すときの印象も大切です。 緊張のあまり早口にならないよう、ゆったりとしたスピードで話し、声量も相手が聞き取れる声量を意識してください。 そして目線をどこに合わせたら良いか分からなくなってしまう人もいると思いますが、目線は相手の「目のあたり」「眉間」「口元」などに合わせると良いでしょう。   ④面接でよくある質問 面接でよく聞かれる質問の答え方のポイントをまとめてみました。 ・自己PR 採用担当者は、自己PRで「仕事に対してどのように考え、目的達成のためにどのようにアプローチできるか?」を知りたがっています。そのため、「客観的に見た自分の強み」と「強みを発揮して問題を乗り越えた経験談」「困難を経て成長した点」などを具体的に話すといいでしょう。 ・志望動機 前職の退職理由はポジティブにとらえ、 この先の飛躍につながるように「こういう仕事を経験してみたい」「こんなチャレンジがしたい」など、明るい希望を伝えたほうが、採用担当者も期待が持てるはずです。 ・当社を選んだ理由 採用担当者は、あなたの経験が自社でどう活かせるか判断したいと考えています。現在のスキルを今後どう発展させ、会社にどう貢献できるかという展望も話すことができればベストです。面接先の企業の情報をしっかりリサーチし、自分が入社することで、会社にどのようなメリットがあるかアピールしましょう。 ・逆質問 採用面接の最後には、必ずといっていいほど「逆質問」の場が与えられます。これは入社意欲・志望度・熱意を知るために聞かれるもので面接官に好印象を与えられるアピールチャンスでもあります。何もありませんと答えると、仕事への意欲や会社への興味がないという印象を与えてしまうかもしれません。そして自分が入社することを前提として「入社後にできるだけ早く役に立つにはどうしたらいいか」を確認する内容にします。くれぐれも、自分の都合を優先させるような逆質問は避けるようにしましょう。 逆質問の例文 ・私と同じ年代で転職して活躍されている方は、どのような仕事ぶりが評価されていますか? ・入社までに勉強しておいたほうがいいことがあれば教えてください。 ・御社で働く際の一日の流れや、仕事内容に関して詳しく教えていただけますか?   まとめ 今回は対面面接時に好印象につながるマナーを解説しました。 マナーのあるなしで印象が変わり、選考への影響も考えられるので、事前に必須マナーをしっかりチェックし、万全の態勢で挑みましょう。   ============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 4 สัญญาณ Red Flags จาก Job Description ที่กำลังเตือนให้คุณ “รีบหนีไป” 4 สัญญาณ Red Flags จาก Job Description ที่กำลังเตือนให้คุณรีบหนีไป เชื่อว่าจากประสบการณ์ทำงานหลายคนน่าจะรู้ว่า “ควรอ่านทำความเข้าใจ Job Description ก่อนสมัครงานเสมอ” เพราะนอกจากจะทำให้เรารู้ถึงหน้าที่ความรับผิดชอบแล้วยังเป็นด่านแรกในการคัดกรองงานที่ไม่ใช่ หรือยังไม่เหมาะกับเราออกไปด้วย เชื่อหรือไม่ว่า Job Description ยังใช้เป็นเครื่องเตือนภัย (Red Flag) ซึ่งบ่งบอกได้ว่าองค์กรนั้นๆ มีลักษณะอย่างไร ควรร่วมงานด้วยหรือมีกลิ่น “พิรุธ” ที่ต้องรีบหนีไปให้ไกลโดยนี่คือ 4 Red Flags ชิ้นใหญ่ที่คุณไม่ควรมองข้าม ภาระงานแบบครอบจักรวาล การขาดรายละเอียดงานที่ชัดเจนหรือแม้แต่หน้าที่เยอะจนไม่รู้สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ถือเป็น Red Flag หรือเครื่องหมายเตือนภัยชิ้นใหญ่สำหรับคนทำงาน สาเหตุเพราะบริษัทไม่ชัดเจนกับความต้องการของตัวเองจึงพยายาม “ยัด” ทุกอย่างที่คิดว่าเกี่ยวข้องลงไปอย่างที่เรามักเห็นการเปิดรับ 1 ตำแหน่งแต่กำหนดงานให้ทำแบบ 3 in 1 ส่งผลให้มีโอกาสที่เราจะเจอสถานการณ์ “งานล้น” รวมถึงบริษัทอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายบ่อยๆ โดยภาระจะมาตกอยู่ที่การพยายามปรับจนเสียความเป็นตัวเองซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการ Burnout และเราไม่ได้มีหน้าที่ “เดา” ความต้องการของบริษัท แต่เป็นนายจ้างที่ต้องชัดเจนต่อเป้าหมายของตัวเองโดยมีรูปแบบวิธีการที่จะสามารถทำให้เกิดผลสำเร็จ รวมถึง “สเปค” ของคนที่จะเข้ามารับผิดชอบงานเหล่านั้นด้วย กำหนดเป้าหมายแบบไม่สนความเป็นจริง การกำหนดเป้าหมายสูงๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนทำงานนอกจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้และเติบโต หลักจิตวิทยาของคุณ Yerkes-Dodson พบว่าความกดดัน (อย่างพอเหมาะ) จะทำให้เรารู้สึกถูกท้าทายและมีแรงกระตุ้นที่อยากจะบรรลุเป้าหมายจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นด้วย แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างจะเริ่มพังและดิ่งลงเมื่อความกดดันนั้นหนักเกินไปจนรับมือไม่ได้หรืออธิบายง่ายๆ ว่า “งานยากจนสติแตก” การวิ่งไล่ตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้แบบสูงเกินจริงมีผลโดยตรงต่อ “ความมั่นใจ” และไฟในการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อไม่เห็นปลายทางของคำว่าความสำเร็จสักที เราอาจคิดว่าเป็นเพราะตัวเองขาดความสามารถ ไม่มีคุณสมบัติมากพอทั้งที่ความจริงอาจเกิดจากการกำหนดเป้าหมายที่ไม่สมเหตุสมผลซึ่งไม่มีแผนงานหรือวิธีการไว้รองรับความคาดหวังเหล่านั้น เพดานฐานเงินเดือนและขั้นต่ำไม่สัมพันธ์กัน ตามหลักแล้วการจ้างงานมักอิงจากฐานเงินเดือนในตลาดควบคู่กับโครงสร้างฐานเงินเดือนภายในองค์กรเพื่อคำนวนหาตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งงานต่างๆ แต่หากบริษัทเปิดรับสมัครงาน 1 ตำแหน่งโดยระบุฐานเงินเดือนไว้แบบกว้างแบบไม่น่าเป็นไปได้ เช่น Graphic Designer เงินเดือน 30,000 - 100,000 บาท เมื่อพิจารณาดีๆ เราจะพบว่าตัวเลขทั้งสองไม่มีความใกล้เคียงกันและการจะเปลี่ยนจากเงินเดือนหลักหมื่นไปเป็นหลักแสนต้องอาศัยความสามารถ ประสบการณ์ ความรับผิดชอบที่ต่างกัน ดังนั้นอาจตีความได้ว่าบริษัทไม่ได้หาคนที่ “เก่งที่สุด” แต่กำลังมองหาคนเก่งที่สามารถ “ต่อเงินเดือนให้น้อยที่สุด” โดยที่ยังทำงานได้ตามโจทย์ที่บริษัทวางไว้และมีโอกาสที่เราจะเผลอใจไปรับงานในเงินเดือน 3 หมื่นแต่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานในระดับเงินเดือนหลักแสน เน้นย้ำวัฒนธรรมแบบ Urgency Culture ไม่ว่าจะเป็น "ต้องทนรับแรงกดดันได้” หรือ "สามารถทำงานภายใต้เวลาจำกัด” ทั้งหมดนี้ล้วนสื่อถึงวัฒนธรรมการทำงานหนักและมีแนวโน้มที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยอาจมาในรูปแบบของงานด่วน งานเร่ง งานแทรกซึ่งคำว่า “ความรับผิดชอบ” ทำให้เราต้องแบกรับภาระงานเพิ่มในแต่ละวันจนถึงจุดที่สมดุลของ Work life balance ได้หายไป เราก็จะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องแบกงานกลับไปทำที่บ้าน อยู่ทำงานนอกเวลา (Over time) ดึกๆ เป็นประจำ ไปจนถึงนั่งทำงานไม่พักแม้ในวันหยุดสุดสัปดาห์เพราะความเคยชินกับวัฒนธรรมเหล่านั้น อ่านบทความเพิ่มเติม: อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ ถ้ายังไม่ได้เห็น 3 สิ่งต่อไปนี้ สัญญาณจากการทำงานที่กำลังบ่งบอกว่าเรามีโอกาสที่จะ "ไม่ผ่านโปรฯ" แหล่งที่มา: https://bit.ly/3E0GnkJ ### เรียนจบมาแล้วยังไงต่อ? 6 สิ่งที่ทำแล้วช่วยให้ “เด็กจบใหม่” มีโอกาสได้งานมากขึ้น หลังจากเรียนจบใหม่ๆ จะเริ่มหา หรือใช้วิธีไหนเพื่อให้ได้งาน? นี่คือประเด็นสำคัญก่อนเข้าสู่วัยทำงานโดยที่มหาลัยฯ ไม่เคยสอน ซึ่งความไม่เข้าใจในกระบวนการสมัครงานที่ทั้งซับซ้อนและละเอียดอ่อนเป็นสาเหตุหนึ่งที่เด็กจบใหม่จำนวนมากเข้าไม่ถึงโอกาสในการทำงาน ซึ่งในบทความนี้ Reeracoen Thailand ได้สรุปสิ่งที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้และเข้าใจเพื่อเพิ่มโอกาสได้งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ปัญหาหนึ่งของเด็กจบใหม่คือเรียนจบมาโดยที่ “ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร” ทำให้จับต้นชนปลายไม่ได้เมื่อถึงเวลาต้องเข้าสู่โลกของการทำงาน โดยเราสามารถประเมินตัวเองหรือลองทำแบบทดสอบความถนัดเพื่อหาข้อสรุปว่า “เราเหมาะจะทำอะไร” และช่วยเป็นแนวทางตัดสินใจว่าควรเริ่มต้นนับหนึ่งในชีวิตวัยทำงานกับอาชีพอะไรในสายงานไหน กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน หลังเรียนจบมาใหม่ๆ หลายคนอาจต้องเร่งหางานทำ โดยเพิ่มโอกาสหวังผลด้วยการสมัครงานหลายตำแหน่ง หลายบริษัทหรือที่เรียกกันว่า “หว่านใบสมัคร” แบบไม่มีเป้าหมายแน่ชัด ทำให้คุณสมบัติในเรซูเม่อาจจะตรงและไม่ตรงกับงานบ้าง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดีเนื่องจากมีโอกาสที่เราจะไม่ถูกติดต่อกลับจนเป็นเหตุบั่นทอนความมั่นใจให้หมดไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน ลองเริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้นตอบคำถามตัวเองให้แน่ใจว่าอยากทำงานอะไร ในบริษัทแบบไหนและมีทักษะหรืออะไรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อ “คราฟต์เรซูเม่” ที่เหมาะสมสำหรับการส่งสมัครงาน ใช้ประโยชน์จาก Cover letter ความท้าทายของการเป็นเด็กจบใหม่ที่ต้องการมองหางานคือการ “แข่งขัน” กับบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นที่มีจำนวนหลายแสนคนในแต่ละปี (อ้างอิงข้อมูลจาก กรมจัดหางาน 2566) ซึ่งกลุ่มคนหน้าใหม่ไฟแรงเหล่านี้อาจไม่ได้มีข้อแตกต่างทางด้านคุณสมบัติ ความรู้ ประสบการณ์ทำงานมากมายนัก ทำให้โจทย์สำคัญที่ต้องตีให้แตกคือ “ทำอย่างไรให้ตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ” แม้สิ่งที่เรียนมารวมถึงทักษะที่มีบนหน้าเรซูเม่จะคล้ายกันแต่สิ่งที่ทำให้แต่ละคนแตกต่างกันคือ เป้าหมาย ประสบการณ์ ความสนใจและแรงกระตุ้นหรือ “แพชชัน” ในการทำงานซึ่งเราสามารถนำเสนอสิ่งเหล่านั้นผ่าน Cover Letter หรือจดหมายสมัครงานที่เป็นการเรียบเรียงคุณสมบัติรวมถึงเป้าหมายในการทำงาน ทำให้บริษัทได้ข้อมูลใช้พิจารณาอย่างครบถ้วนมากกว่าจากเรซูเม่เพียงอย่างเดียว ผลสำรวจจาก Arcadia University พบว่า 72% ของนายจ้างคาดหวังจะได้รับ Cover Letter ในการสมัครงาน 77% เลือกให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มี Cover Letter มากกว่าคนที่ไม่มี 88% ของ Recruiter ระบุว่าหากเราทำเรซูเม่ได้ไม่ดีพอ Cover Letter ก็จะเป็นตัวช่วยให้เรามีโอกาสมากขึ้น นำเสนอ “คุณค่า” ที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ก่อนที่จะคาดหวังว่าบริษัทต้องรับเข้าทำงานเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าถ้าเราได้เข้าไปทำงานแล้ว “บริษัทสามารถคาดหวังอะไรจากเราได้บ้าง” เราจะใช้ความรู้ ทักษะประสบการณ์ส่วนไหน มาตอบสนองความคาดหวังหรือช่วยพัฒนาองค์กร ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องหา “จุดเด่น” ที่น่าสนใจกว่าคนอื่นในการแข่งขันที่มีคนจำนวนมากต้องการงานในตำแหน่งเดียวกัน แล้วนำเสนอสิ่งเหล่านั้นในทุกขั้นตอนของการสมัครงาน อาทิ ทักษะการทำงาน ประสบการณ์ฝึกงาน ความสนใจตั้งแต่หน้าเรซูเม่ไปจนถึงระหว่างการสัมภาษณ์งาน เสริมจุดแข็งด้วย Certification หนึ่งในวิธีเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวเองเหนือกว่าคู่แข่งด้วย “ใบรับรอง” การฝึกอบรมทักษะสำคัญที่จำเป็นในสายงาน ซึ่งปัจจุบันมีคอร์สจากสถาบันต่างๆ มากมายที่เราสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนอกจากจะทำให้เรซูเม่มีความน่าสนใจยังช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือด้วย ฝากโปรไฟล์กับบริษัทจัดหางาน นอกจากเว็บประกาศงาน หรือโซเชียลมีเดีย อีกหนึ่งช่องทางสมัครงานที่มีประสิทธิภาพก็คือ “บริษัทจัดหางาน” ที่มี Recruiter มืออาชีพคอยจับคู่งานที่เหมาะสมและช่วยปรับปรุงเรซูเม่รวมถึงแนะนำเทคนิคการตอบคำถามยากๆ ระหว่างการสัมภาษณ์ เพียงใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีในการสร้างโปรไฟล์บนหน้าเว็บก็สามารถสร้างโอกาสได้งานที่มากขึ้น แถมยังได้งานที่เหมาะสมโดยที่ไม่ต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ด้วยตัวเอง สมัครงานผ่าน “คน” โดยมี Recruiter มืออาชีพช่วยคัดกรอง และเพิ่มโอกาสได้งานแบบไม่ต้องกลัวเรซูเม่จะ “หลุดวงโคจร” ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ ถ้ายังไม่ได้เห็น 3 สิ่งต่อไปนี้ สัญญาณจากการทำงานที่บ่งบอกเราว่าอาจมีโอกาสที่จะ "ไม่ผ่านโปรฯ" แหล่งที่มา: https://bit.ly/3YvcIJU #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### อย่าด่วนตัดสินใจตอบรับงานใหม่ หากยังไม่ได้ข้อมูล 3 สิ่งต่อไปนี้ ปัจจัยที่เราต้องคิดก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการทำงานไม่ได้อาศัยมีเพียง บทบาทหน้าที่ ผลตอบแทน เงินเดือน แต่ต้องคำนึงถึง “โอกาสเติบโต” ในอนาคตด้วย เนื่องจากคำว่า “ความก้าวหน้า” ในหลายบริษัทนั้นไม่ต่างอะไรกับนโยบายที่ใช้เพื่อการ “โฆษณา” เท่านั้น ผลสำรวจจาก Leadership IQ พบว่ามีเพียง 19% ของคนทำงานที่สามารถมองเห็นโอกาสความก้าวหน้าของตัวเองในบริษัท โดยมีแค่ 82% เท่านั้นที่รู้สึกตื่นเต้นที่กับการเติบโตในที่ทำงาน จึงอาจหมายความว่าปัจจุบันคนทำงานกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ “เอาตัวรอดไปวันๆ” หรือที่เรียกว่า Dead-End Job ซึ่งไม่สามารถคาดเดาหรือตั้งเป้าหมายให้อนาคตตัวเองได้ สำหรับคนที่แสวงหาความก้าวหน้า เราต้องชัดเจนกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเราโดยตรงด้วยการปักธงไว้และถามตั้งแต่ขั้นตอนสัมภาษณ์งาน หากองค์กรสามารถให้คำตอบได้ชัดเจน มีขั้นตอนแบบแผนที่อธิบายได้ก็เป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าได้คำตอบกลับมาแบบกว้างๆ ว่าต้องการให้ทุกคนได้เติบโต เราอาจต้องอาศัยการถามแบบ “เจาะลึก” ถึง 3 สิ่งต่อไปนี้ 1) อัตราการเลื่อนขั้นพนักงาน (Promotion Rate) Promotion Rate คืออัตราการเติบโตของพนักงานในองค์กรโดยเราอาจใช้คำถาม เช่น จำนวนพนักงานที่ได้รับการโปรโมตคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพิจารณาของทีมผู้บริหาร ค่าเฉลี่ยของ “ระยะเวลา” ที่ต้องใช้ก่อนที่จะได้โปรโมต โดยนำมาเทียบความเหมาะสมกับโจทย์ที่เราต้องการ ซึ่งนอกจากจะทำให้มองเห็นอนาคตและโอกาสก้าวหน้า ยังช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและเลือกตัดสินใจง่ายขึ้นด้วย 2) แนวทางการทำ Succession Planning ความเปลี่ยนแปลงของทีมงานถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ เมื่อมีคนลาออก ก็จำเป็นต้องมีคนเข้ามาทดแทนซึ่งอาจมาในรูปแบบของการเปิดรับพนักงานใหม่หรือในบางตำแหน่งที่ไม่ใช่ “ใครก็ได้” จะเข้ามาทำก็ต้องมีการเฟ้นหาคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ ในบางองค์กรจึงมักมีการวางแผน “ถ่ายเลือด” ด้วยผู้สืบทอดตำแหน่งจากคนในซึ่งช่วยลดปัญหาการขาดคนในตำแหน่งงานระดับสูง จึงไม่ทำให้องค์กรต้องสะดุดระหว่างช่วงเวลารอพนักงานใหม่รวมถึงมอบโอกาสให้พนักงานได้เติบโตขึ้นสู่ตำแหน่งงานที่สำคัญมากขึ้น 3) ทักษะพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการ Training ของบริษัท นอกจากตำแหน่งงาน หรือผลตอบแทนที่ขยับขยายขึ้นอีกหนึ่งด้านที่สำคัญของการเติบโตคือ “ทักษะ” ที่ได้จากการทำงาน เราอาจถามถึงการฝึกอบรมที่จัดโดยองค์กร ชุดทักษะแบบไหนที่องค์กรต้องการปลูกฝังให้กับพนักงาน มีการให้โอกาสได้ทดลองทำงานโปรเจกต์ที่ท้าทายความสามารถหรือไม่ หรือมีวัฒนธรรมในการให้คำแนะนำช่วยเหลือผลักดันกันอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้สามารถใช้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตของพนักงานแค่ไหน อย่างไรก็ตามแม้บางบริษัทอาจจะไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจน แต่เราก็ควรแสดงถึงความจริงจังในการแสวงหาโอกาสเติบโตที่มากขึ้นและเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะพยายามตอบสนองความคาดหวังเหล่านั้นก่อนจะตัดสินใจตอบรับงานในแต่ละครั้ง อย่าลืมคำนึงถึงปัจจัยให้รอบด้าน เพราะการย้ายงานถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ สมัครงานผ่าน “คน” โดยมี Recruiter มืออาชีพช่วยคัดกรอง และเพิ่มโอกาสได้งานแบบไม่ต้องกลัวเรซูเม่จะ “หลุดวงโคจร” อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: เช็กด่วน! สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกว่าเรากำลังมีโอกาสที่จะไม่ผ่านโปรฯ 6 เรื่องสำคัญที่ต้องทำหลังจากเริ่มงานใหม่ภายใน 30 วันแรก แหล่งที่มา: https://bit.ly/45k8win #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### อนาคตของการสมัครงาน? เมื่อคุณอาจถูก “คัดเข้าทำงาน” ด้วยระบบ AI คุณเคยเจอกับปัญหาหลังการสมัครงานเหล่านี้ไหม เช่น ไม่ค่อยได้นัดสัมภาษณ์งาน หรือแม้แต่การติดต่อกลับทั้งๆ ที่ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติที่ดีพอสำหรับงานนั้นๆ จนเริ่มสงสัยว่าสาเหตุคืออะไร เราผิดพลาดตรงไหนหรือมีอะไรที่คอย “สกัดดาวรุ่ง” เราในกระบวนการสมัครงานกันแน่? บทความนี้ Reeracoen จะพาไปทำความรู้จักกับระบบ ATS (Applicant Tracking System) หรือระบบจัดเก็บและ “คัดกรองผู้สมัคร” ตั้งแต่ต้นทาง โดยหนึ่งในหน้าที่สำคัญการใช้ AI อ่านคีย์เวิร์ดสำคัญบนเรซูเม่เพื่อจับคู่คุณสมบัติ เป็นสาเหตุที่หลายครั้งแม้จะทำเรซูเม่ได้ดีก็ไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณา ซึ่งในฐานะผู้สมัครงานเราสามารถเรียนรู้ที่จะเอาชนะและใช้เป็น “อาวุธ” ที่ทำให้เรามีโอกาสได้งานมากขึ้นด้วยการปรับแต่งเรซูเม่ให้เข้ากับตรรกะของระบบเหล่านี้ ระบบ ATS คืออะไร? ระบบ ATS คือโปรแกรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาทำหน้าที่เป็น “ด่านแรก” ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการสมัครงานโดยมองหา Keywords บนเรซูเม่ที่ตรงกับตำแหน่งงานและแสดงผลเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากที่สุด โดยปัจจุบันเริ่มเป็นที่นิยมใช้งานในหลายบริษัททั่วโลกเนื่องจากได้ประสิทธิภาพในการจ้างงานเพิ่มขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาในการคัดกรองผู้สมัครจำนวนมาก รวมถึงสามารถติดตามกระบวนการในแต่ละขั้นตอนได้ง่าย ถือเป็นการรักษาต้นทุนทั้งเวลาและแรงงานที่ต้องใช้ จำลองขั้นตอนการทำงานของระบบ ATS จากขั้นตอนดังกล่าวทำให้บริษัทหรือฝ่ายบุคลากรที่ดูแลงาน Hiring สามารถทำงานได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างง่ายๆ หากบริษัทมีการเปิดรับตำแหน่ง Sales Executive โดยมีเรซูเม่ส่งสมัครเข้ามา 500 ใบ ระบบ ATS จะเริ่มทำงานด้วยการมองหาเรซูเม่ที่มีคีย์เวิร์ดคำว่า “Sales Executive” เพื่อคัดเลือกคนที่เคยทำงานในตำแหน่งเดียวกันนี้มาก่อน โดยส่วนใหญ่ลักษณะการใช้งานมักจะเป็น “ชุดคีย์เวิร์ด” เช่น Sales Executive, Sales Representative หรืออื่นๆ ที่มีความทับซ้อนหรือมีการใช้งานทักษะใกล้เคียงกัน ดังนั้นถ้าเราสามารถ “เดา” ได้ว่าคีย์เวิร์ดที่ควรใช้บนเรซูเม่จะต้องมีคำว่าอะไรบ้างก็มีสิทธิที่เราจะผ่านด่านระบบ ATS ไปถึงการพิจารณาโดยมนุษย์มากขึ้น ซึ่งสามารถใช้วิธีการ “ลอก” จาก Job Description ที่มีในเว็บประกาศงานจากหลายๆ บริษัทเพื่อดูว่าคีย์เวิร์ดไหนเป็นที่นิยมและถูกใช้งานมากที่สุด อย่างไรก็ตามระบบเอง ATS ก็ยังห่างไกลกับคำว่าสมบูรณ์แบบ ข้อมูลจาก Harvard Business Review พบว่า 88% ของ Recruiter ให้ความคิดเห็นต่อระบบ ATS ว่าทำงานแบบ “ยึดติด” กับคีย์เวิร์ดเฉพาะมากเกินไปจนทำให้ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่เหมาะสมหลุดไป เมื่อไรที่เราจะต้องผ่านด่าน ATS ในการสมัครงาน 1) การสมัครงานในบริษัทใหญ่ที่มีคู่แข่งจำนวนมาก 2) การสมัครงานผ่านเว็บไซต์ประกาศงานซึ่งต้องมีการคัดกรองอย่างละเอียด 3) สื่อกลางที่ใช้ในการติดต่อและสมัครงาน เช่น Linkedin ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่า “หลายครั้ง” เราจะต้องต่อสู้กับด่าน AI อย่างระบบ ATS เพื่อให้ได้มาซึ่งงานที่ต้องการจึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับรูปแบบของโลกยุคใหม่เพื่อรักษาโอกาสและมั่นใจได้ว่าการสมัครงานครั้งต่อไปจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สมัครงานผ่าน “คน” โดยมี Recruiter มืออาชีพช่วยคัดกรองและเพิ่มโอกาสได้งานแบบไม่ต้องกลัวเรซูเม่จะ “หลุดวงโคจร” ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: แนะนำวิธีใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการหางานผ่าน Linkedin จาก 100 ผู้เชี่ยวชาญด้าน Recruitment "ย้ายงานเมื่อไรดี" สังเกตได้จาก 7 สัญญาณต่อไปนี้ แหล่งที่มา: https://bit.ly/47c3rKV #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### สัญญาณจากการทำงานที่บ่งบอกว่าเรากำลังจะไม่ผ่านโปรฯ Probation Period หรือช่วงเวลา “ทดลองงาน” ของพนักงานใหม่ซึ่งต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเองด้วยผลงานตามข้อตกลงและความคาดหวังที่คุยกันไว้ก่อนเข้ามาเริ่มงาน นอกจากนี้ระหว่างช่วงเวลาทดลองงานนี้อาจมีอุปสรรคซึ่งเกิดจากความ “ใหม่” ที่เรายังไม่สามารถปรับตัวได้ เช่น ระบบการทำงาน ความเข้าใจในรูปแบบของธุรกิจ โดยจะค่อยๆ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อใช้เวลาเรียนรู้งานไปสักพักจนหลายๆ อย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง รวมถึงงานที่ “เข้ามือ” มากขึ้น ในทางกลับกันหากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับที่ใหม่และที่สำคัญคือไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวังขององค์กรก็มีโอกาสสูงที่เราจะ “ไม่ผ่านโปรฯ” ซึ่งในบทความนี้เราได้รวบรวมสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีสิทธิที่จะไม่ผ่านโปรฯ โดยสังเกตได้จากการทำงานในแต่ละวัน มีปัญหาในการทำงานเป็นทีม ทักษะการทำงานเป็น “ทีม” ถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์ชี้วัดการผ่านโปรฯ หากเราสามารถเข้ากับคนอื่นๆ ได้ดี ไม่มีปัญหากับใคร เป็นส่วนหนึ่งของทีม มีความเป็นผู้นำ ซื้อใจเพื่อนร่วมงานได้ก็จะเป็นผลดีต่อ “งานโปรเจกต์” ที่ต้องอาศัยแรงจากหลายส่วน แนวทางการทำงานเข้ากับ “หัวหน้างาน” ไม่ได้ ในฐานะพนักงานใหม่เราอาจเข้ามาพร้อมไอเดียใหม่รวมถึงชุดทักษะประสบการณ์ซึ่งทำให้มีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นๆ จนอาจเกิดสถานการณ์ “ขัดขา” กับหัวหน้าในหลายๆ ครั้ง แม้ความเปลี่ยนแปลงจะเป็นสิ่งที่บริษัทแอบคาดหวังจากพนักงานใหม่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ “ทุกคน” ต่างต้องใช้เวลาปรับตัวดังนั้นในช่วงแรกอาจต้องใจเย็นและเรียนรู้ภาพรวมให้มากจากนั้นจึงค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองจนเกิดความเชื่อมั่นจากคนรอบข้าง และเมื่อถึงเวลานั้นเราจะรู้ว่าควรดำเนินงานอย่างไรให้ได้ผลดีพร้อมกับสามารถลดความเสี่ยงได้มากที่สุด เกิดความผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่มีใครที่เข้ามาแล้วสามารถเริ่มงานได้ทันทีเพราะหน้าที่และวิธีการทำงานของแต่ละบริษัทก็มีรายละเอียดที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ในช่วงแรกๆ ทำให้มีโอกาสที่เราจะพบว่าตัวเองทำงานพลาดอยู่บ้าง แต่หากทำงานไปแล้วเกิดความผิดพลาดอย่างต่อเนื่องก็อาจต้องมองถึงสาเหตุที่มักเกิดได้จาก 2 กรณี หนึ่งคือเพราะ “ความไม่เข้าใจงาน” กับสองคือ “ความสะเพร่า” ก็ถือเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขและพิสูจน์ตัวเองกลับมาให้ได้ ไม่สามารถจัดการกับหน้าที่ส่วนตัวได้ดีพอ หากพบว่าตัวเองยังขาดประสิทธิภาพในการบริหารเวลา เช่น ทำงานไม่ทัน ต้องเร่งเผาก่อนถึงเดดไลน์บ่อยๆ อาจแสดงถึงความไม่เข้าใจงาน ไม่รู้ว่าควรจัดการงานอย่างไรซึ่งไม่ต้องรอให้ถึงช่วงประเมินแล้วค่อยดำเนินการแก้ไข เราสามารถเข้าหาเชิงรุกด้วยการขอคำแนะนำจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานถึงวิธีดูแล Work flow ที่เหมาะสม รวมถึงใช้เครื่องมือจัด “ลำดับความสำคัญ” อาทิ Isenhower Metrix หรือ To do list เพื่อพัฒนาในส่วนที่ยังบกพร่อง (อ่านบทความต่อได้ ที่นี่) มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหา “การเมือง” ในที่ทำงาน ในทุกๆ องค์กรที่มีคนจำนวนมากที่มีพื้นฐานความคิดและสินสัยแตกต่างกันก็อาจมีเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันจนถึงขั้น “ไม่ชอบ” ที่จะทำงานร่วมกัน ทางที่ดีในฐานะพนักงานใหม่ พยายามวางตัวเป็นกลางและอย่าพาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเพราะในอนาคตเราไม่รู้ว่าจะต้องร่วมงานกับใครและจะมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง โดยสรุป ส่วนใหญ่การประเมินพนักงานใหม่ในช่วงทดลองงานจะมี 3 ปัจจัยหลักๆ ที่บริษัทนำมาพิจารณา ได้แก่ 1) ทักษะความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ชี้วัดจากผลลัพธ์ในการทำงาน ความเข้าใจในเนื้องาน การบริหารเวลา วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งอย่างน้อยต้องอยู่ในระดับที่บริษัทคาดหวังไว้ โดยเป็นสิ่งที่เรารู้ได้จากการสัมภาษณ์พูดคุยตกลงก่อนเข้ามาเริ่มงานตั้งแต่ต้น 2) Soft skills และการทำงานเป็นทีม นอกจากงานที่ทำคนเดียวได้ส่วนใหญ่แทบทุกบริษัทมักจะต้องมีการทำงานโปรเจกต์ซึ่งต้องอาศัยทีมจากหลายๆ ส่วน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เราไม่สามารถยึด “ตัวเอง” เป็นหลักได้ เราควรแสดงให้เห็นว่าสามารถเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญไปจนถึงสร้างผลกระทบหรือความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้บริษัท 3) ทัศนคติในการทำงาน เมื่อทักษะโอเค มีความสามารถทำงานเป็นทีมได้อีกหนึ่งปัจจัยสุดท้ายที่บริษัทให้ความสำคัญก็คือ “ทัศนคติ” ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปกติที่การทำงานต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์หรือ Feedback กันบ้างเพื่อชี้ให้เห็นช่องทางและโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองต่อไปมากขึ้น แต่สำหรับบางคนที่ไม่ยอมรับคำตำหนิและแสดงออกด้วยอารมณ์ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ไม่ผ่านโปรฯ ได้เช่นกัน สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมที่: 5 ข้อสังเกตเมื่อเรากำลังไปได้ดีกับหน้าที่การงาน| ลักษณะของ Dead-End Job ที่ไม่มีโอกาสให้เราได้เติบโต แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3QqAbKj https://bit.ly/3rOGME1 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### เปิดเหตุผลทำไมบริษัทต้องมีการสัมภาษณ์งานหลายครั้ง เชื่อว่าในการสมัครงานต้องเคยเกิดเหตุการณ์ที่คุณมั่นใจว่าจบการสัมภาษณ์งานครั้งนี้แล้วจะได้รับ "ข้อเสนอ" ตอบกลับจากบริษัทแน่ๆ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าบริษัทเชิญให้กลับไปสัมภาษณ์งานอีกครั้งกลายเป็น “สัมภาษณ์งานรอบสอง” หรืออาจจะมากกว่านั้น ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะพาไปหาคำตอบว่าทำไมบริษัทจึงต้องมีการสัมภาษณ์งานหลายรอบและเราสามารถคาดเดาอนาคตของตัวเองได้อย่างไรบ้าง ทำไมต้องมีการสัมภาษณ์งานหลายรอบ โดยทั่วไปการสัมภาษณ์งานครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการชี้วัดความเหมาะสมในการรับเข้าทำงานอย่างรอบด้าน เพราะนอกจากเรื่องทักษะความสามารถแล้วยังมีส่วนอื่นที่ต้องพิจารณา อาทิ ทัศนคติ เป้าหมายการทำงาน ความคาดหวัง เงินเดือน แผนการในระยะยาว ยิ่งบางตำแหน่งงานในบางบริษัท อาทิ ระดับ Senior ขึ้นไปซึ่งต้องแบกรับความรับผิดชอบและมีบทบาทกับความสำคัญในองค์กรค่อนข้างสูงบริษัทเองก็ต้องมีการวางแผนคัดเลือกผู้สมัครแต่ละคนอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความผิดพลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้การสัมภาษณ์รอบที่สองมักจะเป็นขั้นตอนลำดับท้ายๆ โดยเป็นการสัมภาษณ์โดยผู้ที่รับผิดชอบดูแลการทำงานของเราเพื่อดูแนวโน้มและตัดสินใจว่าจะสามารถทำงานได้ดีที่สุดกับผู้สมัครคนไหน สัมภาษณ์งานหลายครั้งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้สมัครไหม อย่างที่อธิบายว่าตำแหน่งงานที่สำคัญนั้นจำเป็นต้องมีการคัดกรองอย่างดีที่สุด ดังนั้นหากบริษัทมีการนัดเพิ่มเติมหลังจากสัมภาษณ์ครั้งแรกก็อาจมีสิทธิที่เราจะถูกพิจารณาอยู่ในกลุ่มผู้สมัครที่เข้าข่าย “ใกล้เคียง” แต่ถ้าสัมภาษณ์งานครั้งแรกจบแล้วเป็นที่แน่ชัดว่าเราอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีแววส่วนใหญ่บริษัทก็มักจะไม่ติดต่อกลับมานัดสัมภาษณ์เพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ตามอาจมีกรณีที่บริษัทได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ที่ไม่เพียงพอจนเกิดสถานการณ์ที่ “ตัดสินใจไม่ได้” จึงต้องมีการนัดพูดคุยเพิ่มเติมนั่นเอง ข้อดี 1) เราสามารถสอบถามข้อมูลที่สงสัยเกี่ยวกับบริษัทได้มากขึ้น ในการสัมภาษณ์งานรอบสอง เราสามารถใช้โอกาสหาคำตอบในเรื่องต่างๆ เพื่อศึกษาข้อมูลองค์กรอย่างละเอียด อาทิ รูปแบบธุรกิจ โครงสร้างการทำงานซึ่งช่วยให้เราตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นว่าเหมาะกับตัวเองแค่ไหนและควรไปต่อหรือไม่ 2) มีโอกาสได้ทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศและเพื่อนร่วมงาน หลายๆ ครั้งการสัมภาษณ์งานรอบที่สองมักจะเปิดโอกาสให้ผู้สมัคร (ที่มีแนวโน้มจะผ่านการคัดเลือก) ได้พบเจอกับพนักงานคนอื่นๆ เช่น หัวหน้า เพื่อนร่วมทีม รวมถึงบรรยากาศในการทำงานเพื่อทำความคุ้นเคยก่อนเริ่มงานจริง ข้อเสีย 1) ด้านเวลา หากเราอยู่ในช่วงที่กำลังต้องการงานแล้วสมัครไปหลายบริษัท ซึ่งผลลัพธ์คือผ่านการสัมภาษณ์และได้รับ Job offer มากกว่า 1 ที่ อาจมีกรณีที่เราไม่สามารถรอได้ และต้องจำใจเลือกเป้าหมายรองโดยตัดเป้าหมายอันดับหนึ่งออกเนื่องจากใช้เวลาพิจารณานานกว่าที่อื่น 2) ความไม่แน่นอนของตำแหน่งงาน แม้จะเป็นสัญญาณว่าเรา “มีโอกาส” แต่ก็ไม่รับประกัน 100% ว่าเราจะได้งาน ทำให้ในระหว่างรอฝั่งบริษัททำการตัดสินใจอาจเกิดกรณีที่แย่ที่สุดคือสูญเสียทั้งเวลาและโอกาสในการทำงานกับที่อื่นไปเช่นกัน สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความเพิ่มเติมที่: 5 ข้อสังเกตเมื่อเรากำลังไปได้ดีกับหน้าที่การงาน ควรตอบอย่างไรหาก HR ถามว่า "คุณเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า" แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/44NBebO https://bit.ly/473Hi1b #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### 5 ข้อสังเกตเมื่อเรากำลังไปได้ดีกับหน้าที่การงาน เคยไหมทำงานแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกสงสัยกับตัวเองว่า “นี่เรากำลังทำหน้าที่ได้ดีพอแล้วหรือยัง?” แม้ในตอนเริ่มต้นเราจะกำหนดเป้าหมายการทำงานได้อย่างดีมีความสอดคล้องกับภาพความสำเร็จที่องค์กรคาดหวังไว้ รวมถึงมีวิธีการวัดผลที่ปลายทางอย่างเป็นรูปธรรม แต่ปัญหาคือเรามักจะไม่รู้ว่า “ระหว่างทาง” นั้นถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ หรือไม่ บางบริษัทอาจมีระบบการติดตามกระบวนการทำงานเพื่อประเมิณอย่างสม่ำเสมอ แต่กับบางแห่งก็อาจจะยังเป็นสิ่งที่ต้องพยายามด้วยตัวเอง ในบทความนี้เราได้นำ 5 ข้อสังเกตเมื่อเรากำลังไปได้ดีกับหน้าที่การงานและอาจมีสิทธิก้าวขึ้นมาเป็น “เสาหลัก” ขององค์กรได้มาฝากให้พิจารณากัน 1) เราได้รับ Feedback จากการทำงานมากขึ้น เปิดมาข้อแรกด้วยประเด็นที่อาจฟังดู “ย้อนแย้ง” เพราะในเมื่อทำงานได้ดีจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องรับ Feedback อีก แต่ลองคิดดูดีๆ ว่าปกติการทำงานก็มักจะมีการประเมินเกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว ข้อสังเกตคือหาก Performance ของเราไม่มีปัญหาแต่ยังคงได้รับ Feedback อยู่อาจหมายถึงการที่เราทำ “มาตรฐานสูง” จนหัวหน้าต้องพยายามผลักดันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก 2)  เราจะกลายเป็น “กูเกิล” ของสารพัดปัญหา เมื่อเพื่อนร่วมงานมีเรื่องสงสัยหรือเจอกับปัญหาเรามักเป็นคนแรกๆ ที่จะถูกเข้ามาขอความช่วยเหลือ สาเหตุเพราะเราได้รับ “ความไว้ใจ” จากคนรอบข้าง ซึ่งมองเราเป็นคนที่เก่ง มีความรู้ สามารถให้คำแนะนำได้ นอกจากนี้การที่หลายคนสะดวกใจที่จะติดต่อเข้ามาในเวลาที่พวกเขากำลังย่ำแย่ก็แสดงถึงมนุษย์สัมพันธ์และทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดี และในทางกลับกันหากเราไม่ใช่คนที่พวกเขาไว้ใจ ไม่มีความสามารถในสายตาเพื่อนร่วมงานทั้งหลาย เหตุการณ์เหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน 3) เรามักถูกถามความคิดเห็นในทุกๆ การประชุม เช่นเดียวกับการเป็น “กูเกิล” ของสารพัดปัญหาจากเพื่อนร่วมงาน การถูกขอความคิดเห็นระหว่างทำงานและในที่ประชุมจึงบ่งบอกได้ว่าองค์กรนั้นกำลังเล็งเห็นถึงคุณค่าของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการเชิญให้เข้าประชุมหรือร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญ แปลว่าความสามารถของเรานั้นได้รับการยอมรับจากคนในองค์กรและมีแนวโน้มที่เราจะสามารถเติบโตขึ้นไปเป็น “เสาหลัก” ได้ในอนาคต 4) เราจะเป็นมือขวาที่หัวหน้า “หันมาเมื่อไรก็เจอ” หากในแต่ละสัปดาห์หัวหน้าฝากให้ดูแลงานสำคัญอยู่บ่อยๆ หรือมองหาเราเป็นคนแรกเมื่อไรต้องการความช่วยเหลือรวมถึงวางเราไว้เป็น “ตัวสำรอง” ในกรณีฉุกเฉิน โปรดรู้ไว้ว่านี่คือสัญญาณว่าเรากำลังได้รับความไว้วางใจอย่างถึงที่สุดโดยไม่เป็นห่วงหรือหวั่นใจว่าฝากงานไว้แล้วจะทำได้ไหม เพราะการทำงานที่ผ่านมาเราได้ตอบข้อสงสัยเหล่านั้นไปแล้ว 5) เราได้เป็น “นายตัวเอง” ในการทำงาน เป็นเรื่องธรรมดาที่เราอาจไม่คุ้นเคยกับตัวงานและระบบต่างๆ ในการเริ่มงานช่วงแรก ทำให้บางครั้งหัวหน้าต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แนะนำอธิบายบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปซึ่งเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จนเข้ามือแล้ว บทบทของหัวหน้าในการทำหน้าที่ส่วนดังกล่าวก็ควรจะน้อยลงตามไปด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตที่บอกได้ว่าเรามีการพัฒนาและกำลังไปได้ดีกับการทำงานหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่หัวหน้าต้องเข้ามาแทรกแซงการทำงานของคุณคือเมื่อไร ถ้าปัจจุบันเราได้รับหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโปรเจกต์ต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องก็แปลว่าเราได้ผ่านช่วงเวลาของการ “พิสูจน์ตัวเอง” มาแล้วเรียบร้อย สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 6 เรื่องสำคัญที่ต้องทำภายใน 30 วันแรกหลังจากเริ่มงานใหม่ในทุกๆ บริษัท 7 สัญญาณที่บ่งบอกว่าเรากำลังมีการเติบโตขึ้นจากการทำงาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3q3HQDK #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### รวม 7 คำถามสัมภาษณ์งาน ที่ว่ากันว่า “ตอบยาก” มากที่สุด เบื่อไหมกับความรู้สึกแง่ลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างก้าวเดินเข้าห้องสัมภาษณ์งาน ทั้งไม่มั่นใจที่จะตอบ กลัวคำตอบที่พูดออกไปจะฟังดูไม่ดีกังวลว่าความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เราไม่ถูกเลือก เพราะความมั่นใจถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญในทุกๆ เรื่อง กับการสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน เมื่อเรามั่นใจในตัวเองมากพอก็จะถ่ายทอดความคิด ความรู้ และประสบการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมดเวลาปวดหัวกับปัญหาความไม่มั่นใจเหล่านี้ Reeracoen Thailand ขอแชร์เทคนิค “แนวทางการตอบคำถาม” ผ่าน 7 อันดับคำถามที่มักพบเจอบ่อยๆ ในการสัมภาษณ์งานเปลี่ยนเรื่องยากให้กลายเป็นง่าย มั่นใจได้มากขึ้นว่าเราจะต้องผ่าน! 1)  แนะนำตัวให้ฟังหน่อย คำถามเริ่มต้นในทุกการสัมภาษณ์ที่ฟังดูเหมือนง่ายแต่นอกจากการทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการและพิจารณาว่าบุคลิกนิสัยเหมาะกับองค์กรหรือไม่ อีกหนึ่งสิ่งที่อีกฝ่ายคาดหวังจะได้รู้อย่างยิ่งคือ “เราสามารถทำอะไรให้กับบริษัทได้บ้าง” การมี Self Awareness โดยรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีสามารถทำให้เราเข้าใจจุดเด่น - จุดด้อยที่มีและตอบได้ว่าจะใช้ทักษะต่างๆ ช่วยเหลือองค์กรอย่างไร เพิ่มเติมคือ เราสามารถใช้การตอบคำถามดังกล่าว “ดึงความสนใจ” ให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัยเพื่อนำไปสู่การเล่าถึงความน่าสนใจของตัวเองมากขึ้น เช่น โปรเจกต์งานที่เป็นผลงานเด่นในงานที่ผ่านมา 2) เห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจบอกได้ว่าการคาดเดาอนาคตเป็นเรื่องที่ยากเสมอเพราะแม้แต่คำถามอย่าง “เที่ยงนี้กินอะไร” เรายังตอบกันไม่ค่อยได้แล้วจะนับประสาอะไรอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า สาเหตุที่บริษัทมักใช้คำถามนี้เป็นประจำ เนื่องจากต้องการเช็กความสอดคล้องของเป้าหมายในการทำงาน ความคาดหวังในระยะยาวและแพชชันที่มีของผู้สมัคร ซึ่งคงไม่มีบริษัทไหนอยากรับคนที่เข้ามาไม่นานก็พร้อมลาออกทุกเมื่อ คนที่บริษัทมักจะเลือกรับเข้าทำงานจึงเป็นคนที่มีการวางแผนงานในระยะยาว มีความต้องการที่สอดคล้องกับองค์กร และไม่มองว่าการทำงานในบริษัทนี้เป็นแค่ทางผ่าน คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 3) ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่ หลายคนคงสงสัยว่า “ถามทำไม” เพราะถ้าตอบเร็วๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรก็คงมีอยู่ไม่กี่เหตุผล ถ้าไม่ใช่อยากได้เงิน ก็ต้องเป็นอยากได้งาน ซึ่งใครๆ ก็ตอบได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราพิเศษไปกว่านั้นคือ “ความมุ่งมั่น” รวมถึงเป้าหมายในการทำงาน โดยบทความจาก Harvard Business Review ได้แนะนำ 3 ประเด็นที่ควรพูดถึง ได้แก่ ✅ ความมุ่งมั่น แพชชั่นที่มีต่อองค์กร แสดงความหลงใหลต่อเป้าหมายขององค์กรให้รู้ว่าเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ ซึ่งควรอธิบายถึงสาเหตุให้นายจ้างรับฟังด้วย เพราะการที่ตัวพนักงานและองค์กรมีเป้าหมายเดียวกันจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่พาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ✅ การสร้าง “ความสุข” ในการทำงาน คงไม่ดีสำหรับนายจ้างหากรับคนเข้ามาแล้วทำงานไปวันๆ โดยปราศจากความสุข ดังนั้นในการทำงานนอกจากความสามารถแล้วอีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรมองหาคือ "ใจ" ที่จะทำงาน เราจึงต้องทำให้นายจ้างมั่นใจว่าจะได้รับความทุ่มเทและเต็มที่อยู่เสมอ ✅ แบ่งปัน “ภาพความสำเร็จ” ที่อยากให้เกิดขึ้น ทุกครั้งที่มีการจ้างงานคือการลงทุนของบริษัท แน่นอนว่าสิ่งองค์กรต้องการมองหานอกจากผลงานตามหน้าที่ คือการเติบโตของพนักงานที่จะผลักดันองค์กรไปในก้าวต่อๆ ไปด้วย ยิ่งเราลงลึกในรายละเอียดของคำตอบได้มากเท่าไรคำพูดของเราจะยิ่งมีน้ำหนักมากเท่านั้น ใจความสำคัญคือชัดเจนกับความต้องการของตัวเองโดยยึดถือความสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรเป็นแกนหลัก คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 4) อะไรคือจุดแข็งที่ดีที่สุดของคุณ เป็นปกติที่คนเรามักมีความอายที่จะ “อวย” ตัวเองเนื่องจากกลัวว่าทำแล้วจะกลายเป็นคนขี้โม้หรือหลงตัวเอง แต่สำหรับการสัมภาษณ์งานที่ชี้วัดถึงอนาคตเราอาจต้องเก็บความรู้สึกแบบนั้นไว้ก่อน เพราะนี่คือหนึ่งในโอกาสที่คุณจะสามารถทำได้แบบไม่ต้องเขิน ซึ่งคำตอบควรเป็น “ข้อเท็จจริง” ที่มีการวัดผลหรือยกตัวอย่างได้ 5) จุดอ่อนของคุณคืออะไร ถือเป็นคำถามที่ “สุ่มเสี่ยง” และมีผลต่อมุมมองของนายจ้างเพราะบางครั้งคำตอบที่บอกไปนั้นก็ดันกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่เลือกเราในภายหลัง ซึ่งวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือเข้าใจว่าข้อเสียที่มีจะต้อง “ไม่กระทบต่อการทำงาน” โดยเฉพาะหน้าที่หลักโดยที่เราควรจะมีแผนการพัฒนาจุดอ่อนเหล่านั้นด้วย ✅ เลี่ยงคำตอบที่อาจดูส่งผลต่อการทำงาน ใช้วิธีการตอบในเชิงจุดด้อยของทักษะพร้อมแนวทางพัฒนาแก้ไขตามแผนของตัวเอง ซึ่งเทคนิคเล็กๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ คือการเลือก “จุดด้อย” ที่จะนำมาตอบแทนที่จะเลือกตอบในสิ่งที่เราไม่ถนัด อาจเปลี่ยนเป็นงานที่ไม่ค่อยได้ทำหรือทักษะที่อยากพัฒนามากขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่ทำให้นายจ้างคิดว่าเราจะทำงานไม่ได้ ✅ ทำให้ข้อเสียเป็น “จุดแข็ง” เมื่อเรามองหาและได้ข้อเสีย (ที่ไม่กระทบต่อหน้าที่หลัก) เช่น สมัครงานตำแหน่ง Sales โดยที่จุดด้อยคือทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล อันดับต่อมาคือทำความเข้าใจว่า “ความยาก” ของมันคืออะไร ทำไมถึงเป็นทักษะสำคัญที่เราต้องการพัฒนา แล้วเรามีการวางแผนกำจัดจุดอ่อนของตัวเองยังไงบ้าง คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 6) ทำไมเราต้องจ้างคุณ คำถามดังกล่าวมีไว้เพื่อให้เราได้ “ขายตัวเอง” ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างไรและทำไมบริษัทต้องตัดสินใจเลือกรับเราเข้าทำงานหน้าที่ของเราก็คือ “ซื้อใจ” ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่าทักษะ ความรู้และประสบการณ์จะทำให้เราเป็น “คนที่ใช่” สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กรโดยมีวิธีการวัดผลและยิ่งเราขายได้น่าสนใจเท่าไร โอกาสได้งานก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 7) ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้คุณลาออกจากที่ทำงานเก่าสิ่งที่จะนึกถึงก่อนคงเป็น “ข้อเสีย” มากมายที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะทนอยู่ต่อไปได้ แม้สิ่งที่นำมาตอบอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ไม่ควรนำมาพูดในแง่ลบให้คนอื่นฟังอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสัมภาษณ์งานเพราะจะทำให้อีกฝ่ายมองว่าเราไม่เป็นมืออาชีพ เราสามารถปรับการสื่อสารด้วยการเปลี่ยนมุมมองโดยนำเรื่องเดียวกันมาพูดถึง โดยเปลี่ยนเป็นแง่บวก ยกตัวอย่างเช่น เหตุผลจริงๆ คือ “เงินเดือนน้อย” เราสามารถให้คำตอบเป็น “ต้องการสร้างรายได้มากขึ้น” โดยไม่ลืมที่จะบอกถึงความคาดหวังจากการทำงานด้วย เตรียมตัวให้พร้อมและระมัดระวังเรื่องการสื่อสารให้ดี เพราะเมื่อไรก็ตามที่ก้าวขาเข้าห้องสัมภาษณ์งานหลังจากนั้นทุกวินาทีจะมีคนที่จ้องจะตัดสินเราอยู่ทุกเมื่อ การมีความเข้าใจในความหมายของแต่ละคำถามจะทำให้เราสามารถจับหลักสำคัญแล้วนำมาเพิ่มโอกาสให้กับตัวเองได้ คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความด้านเทคนิคการสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม: S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้กระชับ ตรงประเด็น เข้าใจง่ายไม่ออกทะเล 5 คำถามเช็กลิสต์ขณะสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่เราควร "หนีไป" #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### 6 เรื่องสำคัญที่ “ต้องทำ” ภายใน 30 วันแรก เมื่อเข้าไปเริ่มงานใหม่ในทุกๆ บริษัท เดือนแรกของการเริ่มงานใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่หลายคนต้องพยายามเรียนรู้และปรับตัวให้เข้าใจหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึงการเข้ากับวัฒนธรรมและสังคมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งทำให้กังวลถึงความคิดของคนรอบข้าง หรือแม้แต่ไม่แน่ใจในตัวเองว่าทำสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมกับความคาดหวังแล้วหรือยัง เราเคยพูดถึงเทคนิคการเริ่มงานใหม่ด้วยวิธีกำหนดเป้าหมายแบบ 30-60-90 ไปแล้ว โดยภายในเดือนแรกควรใช้เวลาไปกับการ “เข้าใจ” เรื่องสำคัญให้มากที่สุด อาทิ หน้าที่หลัก การวัดผล ความคาดหวังของหัวหน้า เป้าหมายขององค์กร ไปจนถึงระบบการทำงานและวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน และในบทความนี้จะพาไปดูรายละเอียดให้มากขึ้นว่าในฐานะที่เข้าเริ่มงานใหม่ “เดือนแรก” ควรใช้เวลาไปกับการทำอะไรบ้าง 1) สร้างความประทับใจผ่านการแนะนำตัว เมื่อแนะนำตัวให้กับทีมหรือเพื่อนร่วมงานใหม่ได้รู้จัก เราอาจมีวิธีการต่างกัน แต่สาระสำคัญหลักๆ ที่ต้องพูดถึงคงหนีไม่พ้น ชื่อ และการทำงานที่ผ่านมารวมถึงบทบาทในปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือนอกจากบอกว่า “ทำอะไร” คือการเสริมเหตุผลเชิงลึกมากขึ้นผ่านคำถามว่า “ทำไม” เช่น สาเหตุที่เข้ามาทำงานนี้ สิ่งที่ชื่นชอบและน่าสนใจของบริษัท ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจความคิดและจดจำเราได้ดียิ่งขึ้น 2) ทำความเข้าใจ “ความคาดหวัง” ให้ชัดเจน การเริ่มต้นงานใหม่ในช่วงระยะเวลาสัปดาห์แรกๆ มักหมดไปกับการเรียนรู้งานและเรื่องสำคัญในองค์กร (On boarding) ซึ่งรวมถึงการพบปะทำความรู้จักกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในแต่ละฝ่าย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนมองข้ามทั้งๆ ที่เราควรถามถึงความคาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเพราะนอกจากจะทำให้เข้าใจหน้าที่ที่แท้จริงแล้วยังเป็นการสานสัมพันธ์ให้สามารถร่วมงานกันได้ง่ายขึ้นด้วย 3) รู้จักวิธีการวัดผลและประเมินประสิทธิภาพ เคล็ดลับความสำเร็จของการทำงานในทุกๆ ที่คือ "ความสามารถในการรับมือกับงานและหัวหน้างาน" ซึ่งหัวหน้าแต่ละคนก็มีนิสัยคนละแบบ มีวิธีการทำงานและวัดผลแตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหาคำตอบให้ได้เพราะบางอย่างอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เราเข้าใจเพียงแค่ส่วนเดียว 4) อย่ากลัวที่จะตั้งคำถาม จงอย่าเกรงใจที่จะถามหากมีเรื่องสงสัยและสำคัญต่อการทำงาน ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะอึดอัดใจหรือไม่อยากตอบเพราะความสงสัยแสดงออกถึง “ความสนใจ” และพร้อมเรียนรู้ ซึ่งเป็นข้อดี นอกจากนี้ยังทำให้เราเข้าใจเรื่องสำคัญที่อาจจะหาคำตอบด้วยตัวเองได้ยาก 5) จำให้ได้ว่าใครเป็นใครในผังองค์กร หนึ่งในวิธีง่ายๆ แต่สามารถทำให้เกิดความประทับใจได้คือการ “จำชื่อ” ของแต่ละคนเนื่องจากในช่วงแรกของการเข้าไปในฐานะพนักงานใหม่ เราอาจถูกพาไปแนะนำทำความรู้จักกับคนจำนวนมากซึ่งมักจะตามมาด้วยการ “ลืม” และถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนลืมง่ายก็อาจต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งเพื่อพยายามให้มากขึ้น โดยหลังจากนั้นเราจะสามารถเข้าหาคนและผูกมิตรได้โดยง่าย 6) เรียนรู้ภาพรวมองค์กรให้ได้มากที่สุด ภายในเดือนแรกของการเริ่มงานใหม่ (สำหรับบางตำแหน่ง) นับว่าเป็นช่วงที่ “งานยุ่งน้อยที่สุด” เนื่องจากยังต้องใช้เวลาเรียนรู้งาน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะใช้เวลาทำความเข้าใจภาพรวมองค์กรให้ได้มากที่สุด อาทิ การเข้าร่วมประชุม หาข้อมูลรายงานประจำปี หรือวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร เมื่อเราตั้งต้นการทำงานด้วยความเข้าใจที่มากพอก็มีโอกาสที่ผลลัพธ์จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และอย่างที่รู้กันว่าเมื่อทำงานผ่านไปสักพัก “งานมักจะเพิ่ม” โดยไม่รู้ตัวจึงมีโอกาสที่เราจะหลงลืมว่าเป้าหมายหลักคืออะไร การมีความเข้าใจในส่วนนี้ตั้งแต่เริ่มจึงเป็นเครื่องมือช่วยให้เราวางกลยุทธ์และทำงานตามความคาดหวังได้อย่างตรงจุด สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความเพิ่มเติม: เริ่มงานใหม่ให้ปังภายใน 3 เดือนแรกกับกลยุทธ์การกำหนดเป้าหมายแบบ 30-60-90 5 วิธีจัดการ 5 ความกังวลที่ต้องรับมือเมื่อตัดสินใจย้ายงาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3K4JcEO #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### “คุณเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” ทำไม HR ถึงต้องถามแล้วคำตอบแบบไหนที่นายจ้างไม่อยากได้ยิน คุณเคยไปสัมภาษณ์งานแล้วเจอคำถามในลักษณะนี้หรือไม่ ในมุมมองของคุณคิดว่าสาเหตุอะไรที่อีกฝ่ายต้องถาม แล้วตอนนั้นคุณคิดว่าคำตอบของคุณ “ดีพอแล้วหรือยัง” ในบทความนี้ Reeracoen Thailand จะช่วยไขข้อสงสัยถึงสาเหตุที่นายจ้างมักจะเลือกใช้คำถามนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์งานรวมถึงแนวทางที่แม้ว่าเราจะไม่รู้อนาคตก็สามารถตอบได้ สาเหตุที่หลายบริษัทเลือกใช้คำถามนี้ 1) เช็กความคาดหวังในการทำงานว่าสอดคล้องกับองค์กรไหม เราคงได้ยินกันบ่อยๆ ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในคืนเดียว” เช่นเดียวกับเป้าหมายใหญ่ที่ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว การทำงานในฐานะ “องค์กร” จำเป็นต้องอาศัยกำลังคนในหลายส่วนเพื่อสร้างระบบที่ช่วยกันทำหน้าที่พาทุกคนไปถึงเป้าหมายส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่านายจ้างต้องอยากให้ส่วนรวมมีเป้าหมายที่ตรงกันและมั่นใจได้ว่าคนที่จะเข้ามาใหม่นั้นจะตอบโจทย์ในเรื่องนี้ด้วย ดังนั้นการถามว่า “คุณเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” คือการหาคำตอบว่าผู้สมัครต้องการอะไรจากการทำงานและในอนาคตจะยังตอบโจทย์สิ่งที่องค์กรต้องการมากหรือไม่ 2) แน่ใจว่าเราจะสามารถร่วมงานกับบริษัทได้ในระยะยาว จากสถิติพบว่าค่าเฉลี่ยคนมักใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีไปกับงาน 1 ที่ซึ่งเมื่อมีคนลาออกหรือการเกิดเปลี่ยนแปลงพนักงาน องค์กรก็อาจจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจัดจ้างคนใหม่เข้ามาแทนที่โดยเฉพาะในตำแหน่งงานสำคัญที่ยิ่งสูง ก็อาจจะยิ่งหาคนได้ยาก ทำให้การจะรับใครสักคนเข้าทำงานบริษัทจึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบส่วนใหญ่บริษัทจึงเลือกมองหาคนที่ต้องการทำงานใน “ระยะยาว” มากกว่า 3) มองหา “ความทะเยอทะยาน” การถามถึงอนาคตเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัว หากเป็น 1-2 ปีก็พอเห็นภาพตัวเองบ้างเพราะยังถือว่าไม่ห่างจากปัจจุบันจนเกินไป แต่เมื่อคำถามเป็นการพูดถึงระยะเวลาอีก 5 ปี (ซึ่งถือว่านาน) จึงทำให้ตอบได้ยากเพราะหลายคนก็อาจไม่ได้วางแผนไกลขนาดนั้นและด้วยสถานการณ์ต่างๆ ก็ทำให้ยากที่จะคาดเดาอนาคต แต่ในมุมของนายจ้าง ย่อมอยากได้คนที่มีความชัดเจน มีความทะเยอทะยานและมีสามารถแผนอนาคตได้ด้วยตัวเอง รวมถึงในการสัมภาษณ์งานคือการทำความรู้จักกันระหว่างสองฝ่าย จึงไม่แปลกที่นายจ้างจะอยากรู้จักตัวตนของว่าที่พนักงานให้มากที่สุดซึ่ง “แพชชัน” ในการทำงานก็เป็นสิ่งสำคัญ คำตอบแบบไหนที่นายจ้าง “อยากได้ยิน” เมื่อคำถามดังกล่าวเป็น 1 ในเรื่องที่ตอบได้ยากที่สุดในการสัมภาษณ์งาน ดังนั้นคำตอบควรทำให้อีกฝ่ายมั่นใจได้ว่าเราคือการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่ทำให้คิดว่า “คนนี้เข้ามาทำงานอีกแปปเดียวแล้วก็ลาออก” โดยอิงจากหลักการต่อไปนี้ 1) กำหนดเป้าหมายในการทำงานโดยสอดคล้องไปกับ Job Description ก่อนจะตอบอะไร ลองนึกย้อนไปก่อนว่า “บริษัทต้องการอะไร” เพราะหน้าที่ในฐานะคนทำงานคือตอบสนองความต้องการเหล่านั้นให้ดีที่สุด อาจอิงจากหน้าที่รับผิดชอบบน Job Description รวมถึงศึกษาข้อมูลองค์กรเพื่อทำความคุ้นเคยกับตัวธุรกิจ หากเราสามารถวางแผนอนาคตโดยที่สอดคล้องไปกับเป้าหมายของบริษัทได้ โดยไม่ลืมที่จะมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาตัวเองและบรรลุเป้าหมายส่วนตัว ก็มีแนวโน้มที่นายจ้างจะพิจารณาเราเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ 2) จินตนาการว่าอีก 5 ปีจากนี้อยากมี “ผลงาน” แบบไหนโชว์บนหน้าเรซูเม่บ้าง การทำงาน 1 ที่นอกจากเงินและสวัสดิการที่ได้รับเป็นการตอบแทนอีกหนึ่งสิ่งที่ถือเป็นผลประโยชน์คือ “ความรู้และประสบการณ์ทำงาน” ซึ่งสำหรับบางคนอาจมีเรื่องที่อยาก “เน้น” เป็นพิเศษ ลองนึกภาพว่าอยากออกจากบริษัทนี้ไปด้วยภาพจำแบบไหน มีผลงานอะไรที่ติดตัวไปโชว์บนหน้าเรซูเม่หรือมีพัฒนาการด้านทักษะในแง่ใดบ้าง ทิ้งท้ายกับสิ่งที่นายจ้าง “ไม่อยากได้ยิน” มองว่าการมาทำงานที่นี่เป็น “ทางผ่าน” คิดว่าตัวเอง “เก่งเกินงาน” และมีแนวโน้มที่จะเบื่อง่าย ยังไม่มีภาพหรือเป้าหมายที่ต้องการในอนาคต สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความเพิ่มเติม: 4 ขั้นตอนและเทคนิคต่อรอง "ปรับฐานเงินเดือน" HR ถามว่า "ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า" เราควรตอบแบบไหน? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3rpq4ev #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### タイ移住に持ってきてよかった物&必要なかった物 タイ移住が決まった時に、持ち物って何を持っていっていいか正直悩みますよね。 タイには日系スーパーや薬局があるのである程度揃えることか可能なのですが、日本から持ってきてよかったと思うアイテムを今回は紹介していきます。 目次 ①常備薬 ②食品系 ③衣服 ④シャワーヘッド ⑤日用品関連 ⑥日本から持ってくる必要のなかった持ち物   ①常備薬 慣れない海外生活で体調を崩してしまうと、薬を調べたり購入するのに不安を感じてしまいます。 タイの薬局でも薬を購入することはできるのですが、効き目を強く感じることもあるので日本の常備薬を用意しておくと安心です。 風邪薬、下痢止め、酔い止め、正露丸、ムヒ、痒み止め、目薬、イソジンがあると良いでしょう。   ②食品系 ・調味料 日系スーパーで調味料を揃えると日本の倍の値段になってしまいます。 ポン酢、麺つゆなどの調味料、醤油、みりん、調理酒、ごま油など賞味期限が切れない範囲で日本から買いだめして持っていけると安心です。 ・インスタント麺 日本のインスタント麺のクオリティは非常に高く、非常食用に置いておくと良いでしょう。 また日本産の袋ラーメンやカップ麺をお土産に持って行くと喜ばれることもあります。 ・お茶っ葉 年中気温が高いタイには水分補給は必須です。 お茶っ葉は価格が日本円でだいたい2〜3倍くらいしてしまうのでこちらは必ず持参した方が良いです。   ③衣服 タイは年中気温が高いので、薄着で過ごせるイメージがありますが、実際はモール内や電車内は冷房が効きすぎているところもあり、肌寒く感じます。 11月〜2月の乾季になると最低気温が18°のなることもあるのでパーカーや、薄着の羽織が1-2枚あると良いでしょう。   ④シャワーヘッド タイのシャワーの水は硬水が多いです。硬水だとシャンプーが泡立ちにくくなったりパサついてしまいます。 そのため硬水を軟水に変えるシャワーヘッドを持っていくことをオススメします。 タイでも購入することはできますが、やはり価格の部分を考えると持参する方が良いです。 シャワーヘッドに内蔵されているフィルターは3~4か月で交換する必要があるので、必要量を計算して持っていくようにしてください。   ⑤日用品関連 ・ラップ タイのラップは非常に切れ味が悪く、また破れやすくなっているので、日本でまとめ買いして持ってきた方が良いです。 ・歯ブラシ 日本の歯ブラシはたくさんの種類があり、自分の歯に合うサイズが選べるのでこちらも持参することオススメします。 ・晴雨兼用折り畳み傘 タイの日差しは非常に強く日傘を差して歩く日本人の女性の姿が多く見られます。 そして雨季になると1日に数回一時的に雨が降るので、そんな時に晴れ用の傘と雨用の傘を使い分けるのはちょっと難しいですよね。 ですから、晴雨兼用の折り畳み傘をいつもカバンの中に入れておくと非常に便利です。 日本の傘は丈夫で長く使えてかなり重宝します。   ⑥日本から持ってくる必要のなかった持ち物 移住生活にはなると持っていくものがたくさんあると思ってしまいますが、代替品はほとんど揃うので、よっぽど日本のブランドに拘りが無ければ海外で買い揃えて問題ありません。 その中でも日本から持ってくる必要のなかった物を紹介します。   ・食器 食器類などわざわざ割れやすいものを厳重に包装して持ち運ぶものではありません。 タイには可愛いお皿やマグカップなど安い価格で入手できるので、現地で揃えて良いでしょう。 ・家具 コンドミニアムとアパートには必ず家具が付いてきます。 よほどの拘りがない限りそのまま入居できるのでわざわざ持ってくる必要はないです。 ・電化製品 こちらもほとんどのコンドミニアムとアパートには電化製品が付いています。 変圧の関係で日本から持ってきたものが故障する恐れもあるので、こちらで購入することをオススメします。 ・紙媒体の本 本はKindleにまとめる事で荷物がスッキリします。 紙媒体の本で読みたいという方は、タイにも紀伊國屋があるのでそちらで購入が出来ます。 また店頭に並んでいない本を日本から取り寄せすることもできます。(在庫がある場合に限ります)   ⑦まとめ 今回はタイ移住に持ってきてよかったものと、必要のなかったものたちを紹介しました。 現地に住んでしまえば、代用できるようなものを見つける事もできるようになりますが、ぜひ参考にしていただければと思います。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 4 ขั้นตอนต่อรองเงินเดือนเมื่อถึงเวลา “ปรับฐานเงินเดือนกลางปี” เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปีที่บริษัทหลายแห่งมีการจ่ายโบนัสรวมถึงปรับฐานเงินเดือนให้กับพนักงานตามผลงานที่ปรากฏ และยังเป็นรางวัลตอบแทนในความทุ่มเทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตามหลักทั่วไปการปรับขึ้นอัตราฐานเงินเดือนมักมีพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 3 - 5% (แล้วแต่บริษัท) แต่บางกรณีก็อาจไปไกลได้มากกว่านั้นขึ้นอยู่กับผลงานและการต่อรอง แน่นอนว่าเราอาจมีจำนวนตัวเลขที่แอบหวังไว้ในใจอยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อเราอยากได้บางสิ่งจากอีกฝ่าย (ในที่นี้คือนายจ้าง) ก็จำเป็นต้องแลกมาด้วยบางอย่าง เช่น ผลงานที่มากขึ้น ดังนั้นเราไม่สามารถพูดขึ้นมาลอยๆ ได้ว่า “ขอเพิ่ม xxxx บาท” แล้วบริษัทจะต้องให้โดยไม่ตั้งคำถามว่า “ให้ไปแล้วได้อะไร” ดังนั้นการขอปรับฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้นในอัตราที่เกินกว่าระดับพื้นฐานจะต้องเกิดจากการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ระหว่างสองฝ่าย บทความจาก Business News Daily ได้อธิบายถึงวิธีการต่อรองปรับขึ้นฐานเงินเดือนโดยอาศัยเทคนิคการต่อรองเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ดังนี้ 1) รวบรวมผลงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา การที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานคนใดคนหนึ่งนอกเหนือจากข้อกำหนดตามกฎหมายแล้วอีกส่วนต้องเกิดจากผลงาน หรือการสร้างคุณประโยชน์ต่อองค์กรในรูปแบบต่างๆ ซึ่งหมายความว่าเราสามารถสร้าง “คุณค่า” ให้แก่บริษัทได้ ในการพูดคุยต่อรองปรับฐานเงินเดือนครั้งต่อไปที่กำลังจะถึงนี้จุดสำคัญคือการรวบรวม “ผลงานที่จับต้องได้” ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยข้อมูลที่นำมาเสนอควรเป็น “ตัวเลข” หรือสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ทำยอดขาย 200,000.- ต่อเดือน ถือว่าสำเร็จเกินเป้าที่กำหนดไว้ถึง 200% หากเรามีหลักฐานผลงานที่ชัดเจนมากพอการที่อีกฝ่ายจะปิดหูปิดตาและปฏิเสธความต้องการก็จะทำได้ยากขึ้น เพราะบริษัทเองก็ไม่อยากที่จะเสียพนักงานที่มีทั้งคุณค่าและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้มหาศาลไปง่ายๆ อย่างแน่นอน 2) สำรวจฐานเงินเดือนในสายงานเดียวกัน การสำรวจฐานเงินเดือนในตำแหน่งงานเดียวกันหรือสายอาชีพที่ใกล้เคียงจะทำให้เรารู้ว่าปกติแล้วอัตราเงินเดือนควรได้รับอยู่ที่เท่าไร ปัจจุบันเราได้รับมาก-น้อย กว่าที่อื่นขนาดไหน ซึ่งช่วยให้เราตัดสินใจขอ “ตัวเลข” ที่ต้องการได้เหมาะสมมากขึ้นโดยไม่ลืมว่าแม้จะเป็นตำแหน่งงานเดียวกันแต่อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกันในแต่ละบริษัทด้วย หากพบว่าปัจจุบันเราได้ “เกินกว่าค่าเฉลี่ย” ก็อาจไม่จำเป็นต้องขอปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากจนบริษัทให้ไม่ไหว แต่ถ้าได้ “น้อยกว่าค่าเฉลี่ย” ก็ควรพิจารณาว่าสามารถต่อรองได้ขนาดไหน เกินกำลังจ่ายของบริษัทหรือไม่ ทางออกไหนถึงจะวิน - วินทั้งสองฝ่าย 3) ตอบให้ได้ว่าบริษัทจะได้อะไรมากขึ้น อย่างที่บอกว่ากลไกการปรับขึ้นเงินเดือนคือการแลกเปลี่ยนจากสองฝ่ายเมื่อเรามองหา “เงิน” หรือคิดว่าควรได้รับผลตอบแทนมากขึ้น  บริษัทเองก็ต้องคาดหวัง “งาน” ที่มากขึ้นจากลูกจ้างเช่นเดียวกัน เราควรวางแผนงานระยะยาวในองค์กรโดยมีวิธีการวัดผลที่ชัดเจนซึ่งจะทำให้นายจ้างมองว่าเราคือ “การลงทุนระยะยาว” ที่สามารถสร้างผลประโยชน์ให้องค์กรได้มากขึ้นในอนาคต 4) เชื่อมั่นว่าตัวเองคู่ควรกับการปรับขึ้นฐานเงินเดือน เมื่อเราทำการบ้านศึกษาข้อมูลฐานเงินเดือนมาเป็นอย่างดีแถมยังมีทั้ง “ผลงาน” และ “แผนงาน” ที่ได้เตรียมไว้ประกอบการต่อรอง อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไปไม่ได้คือ “ใจ” ที่ต้องเชื่อมั่นว่ากำลังต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดโดยที่รู้คุณค่าของความสามารถของตัวเอง ซึ่งความมั่นใจนี้จะทำให้บริษัทกล้าตัดสินใจลงทุนกับเรามากขึ้น สุดท้ายแล้วการปรับฐานเงินเดือนแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการตกลงแลกเปลี่ยนเงื่อนไขกันทั้งสองฝ่าย ยิ่งเราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเองได้ว่าคู่ควรและสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่องค์กรได้ดีไม่แพ้กัน สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม: 4 บทเรียนด้านการสมัครงานจากบุคลากรในบริษัทชั้นนำระดับโลก นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจ "เปลี่ยนงานกลางปี" แหล่งข้อมูลจาก: Business News Daily, How to Ask Your Boss for a Raise: 5 Tips for Success #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### 4 บทเรียนด้านการสมัครงาน จากบุคลากรในบริษัทชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันมีคนที่กำลังมองหางานอยู่เต็มตลาดและในขณะเดียวกันปริมาณตำแหน่งงานที่รองรับก็มีจำกัด ดังนั้นคำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ “ทำยังไงถึงจะโดดเด่นมากกว่าคนอื่นๆ” อะไรที่ทำให้บริษัทตัดสินใจว่าคนไหนเหมาะสมที่สุดสำหรับงานแต่ละตำแหน่ง บทความจาก Forbes ได้พูดคุยกับบุคลากรผู้มีส่วนสำคัญในด้านการจ้างงานจากหลายบริษัทชั้นนำของโลก อาทิ Meta, Gusto, Shopify, Cash App และ IBM โดยสามารถสรุปออกมาเป็นคำแนะนำเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดรวมถึงเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ที่กำลังมองหางานดังนี้ 1) อย่ามองข้ามความสำคัญของ Cover Letter Amy Thibodeau, Chief Design Officer จากบริษัท Gusto อธิบายถึงความสำคัญของ Cover Letter ต่อการสมัครงานไว้ว่า "Cover Letter สามารถทำหน้าที่เล่าเรื่องและอธิบายได้ชัดเจนถึงเหตุผลว่าทำไมตำแหน่งงานนี้ถึงเหมาะสมกับผู้สมัคร ซึ่งง่ายต่อการพิจารณาและตัดสินใจเรียกเข้าสัมภาษณ์งานมากขึ้น" กรณีที่ผู้สมัครไม่มี Cover Letter แนบมาในการสมัครงาน ฝั่งผู้ที่ดูแลด้านการจ้างงานก็จะต้องสแกนจากเรซูเม่หรือ CV ซึ่งเป็นเพียง “ข้อเท็จจริง” (ในบทความใช้คำว่า Facts) และเมื่อขาดการร้อยเรียงผ่านการ “เล่าเรื่อง” จึงไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนและลึกซึ้งเท่า ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำหรับการสมัครงานที่ช่วยให้โปรไฟล์เรา “โดดเด่น” และน่าสนใจมากกว่าคนอื่นๆ 2) มองว่าการสัมภาษณ์งานคือการ "เริ่มงานวันแรก" McLean Donnelly (อดีต UX Director บริษัท Shopify) เชื่อว่าการสัมภาษณ์งานไม่ใช่แค่ “ประตู” หรือทางผ่านสู่การเป็นพนักงาน แต่ยังสามารถบ่งบอกถึงอนาคตของตัวเองในบริษัทในฐานะ “ก้าวแรก” ที่จะกำหนดเป้าหมายและทิศทางให้ชัดเจนก่อนเริ่มงานจริง เนื่องจากประเด็นสำคัญในการสัมภาษณ์งานคือการ “คุยงาน” ทำความเข้าใจในความคาดหวังจากทั้งสองฝ่าย รวมถึงทำความรู้จักเพื่อเตรียมตัวร่วมงานกันในอนาคตด้วย 3) ใส่ใจรายละเอียดและรอบคอบเสมอ Tyler King อดีตหัวหน้าฝ่ายวิจัย UX บริษัท IBM บอกว่าเคล็ดลับที่ทำให้เราโดดเด่นนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ จนทำให้หลายคนประมาทและละเลยความสำคัญซึ่งก็คือการ “ใส่ใจเรื่องพื้นฐาน” ให้มากพอ เช่น การสะกดคำ หลักภาษา ความถูกต้องของข้อมูล นอกจากนี้การใส่ใจรายละเอียดอย่าง “การออกแบบ” ที่อาจไม่จำเป็นต้องมีดีไซน์ที่หวือหวาเสมอไป แต่ผู้สมัครควรเรียบเรียงเนื้อหาให้สามารถอ่านง่ายและลำดับข้อมูลตามความสำคัญอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงถึงทักษะการสื่อสารได้เช่นกัน 4) บางครั้ง Job Description อาจไม่ใช่ “ทั้งหมด” ของตัวงาน เคยไหมกับการอ่าน Job Description แล้วเข้าใจอย่างหนึ่งแต่พอไปสัมภาษณ์แล้วคุยรายละเอียดแบบเจาะลึกกลับพบว่าจริงๆ เป็นอีกอย่าง ซึ่งค่อนข้างต่างจากที่เห็นในตอนแรกจนเข้าใจว่า “งานไม่ตรงปก” Alik Brundrett หัวหน้าฝ่ายออกแบบบริษัท Cash App (อดีต Product Manager จาก Meta) ได้อธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมบางครั้ง Job Description อาจจะดูเหมือนเป็นการอธิบายรายละเอียดงานแบบกว้างๆ เนื่องจากไม่ใช่ทุกครั้งจะถูกเขียนโดยคนในฝ่ายนั้นๆ ทำให้ไม่ได้เข้าใจในตัวเนื้องานทั้งหมดแบบ 100% สิ่งที่อยู่ในลิสต์จึงอาจคลาดเคลื่อนกับตัวงานที่ต้องทำไปบ้าง อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่างานเหล่านั้นคือ “งานที่ไม่ตรงปก” แต่ให้พิจารณาว่าเป็นภาพรวมที่องค์กรต้องการจากตำแหน่งงานนั้นๆ แล้วไปพูดคุยถึงรายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้นในการสัมภาษณ์ในขั้นตอนถัดไป สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: "เปลี่ยนงานกลางปี" เป็นไอเดียที่ดีไหม หรือมีปัจจัยอะไรที่เราควรศึกษาก่อนทำการตัดสินใจบ้าง รู้จัก Cover Letter หมัดเด็ดในการสมัครงานที่คนส่วนใหญ่คนไม่รู้จักใช้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/44vhAAF #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Career #Insight ### “เปลี่ยนงานกลางปี” เป็นไอเดียที่ดีไหม หรือมีอะไรที่เราควรต้องรู้? เป็นที่เข้าใจว่าช่วงเวลาที่เหมาะกับการมองหางานใหม่คือช่วง “ต้นปี” ตั้งแต่มกราคมจนถึงมีนาคม ซึ่งบริษัทเริ่มดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้เมื่อปลายปีและอาจมีการเปิดแผนกใหม่ หรือขยายทีมตามแผนงาน จึงมีตำแหน่งงานที่ต้องการทรัพยากรบุคคลจำนวนมาก ทำให้เป็นช่วงนาทีทองของคนที่กำลังมองหาโอกาสย้ายงานและเมื่อพ้นช่วงนี้ไปตลาดแรงงานก็จะค่อยๆ เงียบลง แต่จากประสบการณ์ Recruitment Agency ในไทยกว่า 10 ปี เราอยากนำเสนอในอีกมุมมองหนึ่งว่าความจริงแล้ว “ตำแหน่งงานว่าง” อาจไม่ได้มีลักษณะที่ขึ้นลงตายตัวแบบนั้นและตลาดการจ้างงานทั้งหมดก็ไม่ได้แบ่งเป็น “ฤดู” แบบที่เข้าใจกัน เพราะปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการจ้างงานเกิดจากหลายส่วน อาทิ การขยายองค์กร การปรับเปลี่ยนแผนงานของบริษัท สถานการณ์แวดล้อมที่ส่งผลต่อธุรกิจที่ทำให้มีตำแหน่งงานเกิดขึ้นหรือลดลง ดังนั้นจึงแปลว่าตำแหน่งงานว่างสามารถเกิดขึ้นได้ “ตลอดทั้งปี” ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา สถานการณ์ และโอกาสว่าเราจะหาเจอหรือไม่ จากฐานข้อมูลในระบบของ Reeracoen Thailand พบว่าช่วงเวลา “กลางปี” ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวะที่เรายังสามารถหางานได้ เมื่อเทียบความต้องการจัดหาพนักงานเมื่อเทียบไตรมาสที่ 1 (ม.ค.-มี.ค.) ซึ่งว่ากันว่าดีที่สุด กับไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย.) ในจำนวน 1,550 ตำแหน่งต่อ 1,330 ตำแหน่งตามลำดับ ก็ถือว่าเป็นอัตราความต้องการที่มีจำนวนใกล้เคียงกัน ทำไมช่วงกลางปีถึงเป็นอีกหนึ่งช่วงที่น่าสนใจสำหรับการย้ายงาน เนื่องจากโดยทั่วไปบริษัทมักจะกำหนดเป้าหมายใหม่ในทุกๆ ปี หรือบางแห่งอาจแบ่งย่อยออกมาเป็นไตรมาส (ทุกๆ 3 เดือน) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานและทำให้พนักงานต้องมีการปรับตัว หลายคนจึงพิจารณามองหาทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น รวมถึงช่วง “กลางปี” บริษัทหลายแห่งก็มีการจ่ายโบนัสและปรับฐานเงินเดือน จึงเป็นอีกหนึ่งจังหวะเวลาที่คนทำงานจำนวนไม่น้อยคิดอยาก “ย้ายงาน” เพื่อหาความท้าทายหรือโอกาสการเติบโตในทิศทางใหม่ๆ ดังนั้นบริษัทที่มีประสบการณ์หรือมีความเข้าใจด้านทรัพยากรบุคคลก็จะพอทราบว่าช่วงเวลาดังกล่าวคือ “นาทีทอง” สำหรับบริษัทในการเปิดรับคนที่มีความสามารถ และกำลังความกระหายต่อความท้าทายเข้ามาทำงานและสร้างผลประโยชน์ในองค์กร ทำให้เมื่อพิจารณาจากตัวเลขแล้วอัตราการจ้างงานช่วงกลางปีอาจมีไม่แพ้ช่วงต้นปีด้วยซ้ำ ทิ้งท้าย บางตำแหน่งงานอาจไม่ได้มีการเปิดรับสมัครให้บุคคลทั่วไปเห็นแต่จะเกิดจากกระบวนการ Internal Hiring ขององค์กร ซึ่งจะติดต่อเข้าหาเฉพาะเป้าหมายที่ถูกคัดกรองมาแล้ว หมายความว่าหากเราอยากได้รับโอกาสนั้นสิ่งที่ต้องทำคือพยายาม “อัปโปรไฟล์” ให้ตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการ Active บน Linkedin มากขึ้น หรืออัปเดตเรซูเม่บ่อยๆ รวมถึงการฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทจัดหางานก็ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับการมองหางานในทุกๆ ช่วงเวลาเช่นกัน สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อ่านบทความเพิ่มเติมที่: สัญญาณของ Dead-End Job ที่ไม่มีโอกาสให้เราได้เติบโต 7 เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลยทุกครั้งที่ไปสัมภาษณ์งาน #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Career #Insight ### 7 เรื่องสำคัญที่ห้ามละเลยในทุกๆ ครั้งที่จะไปสัมภาษณ์งาน ส่วนหนึ่งที่จะต้องพบเจอในการสัมภาษณ์งานคือการถูก “ตัดสิน” จากบุคคลภายนอกในทุกแง่มุม ทั้งความเป็นตัวเอง บุคลิภาพ ทัศนคติ รวมถึงความเชื่อ และหากเราตัดสินใจว่าอยากได้งานนี้จริงๆ ก็ถือเป็นหน้าที่ที่เราต้อง “สู้” เพื่อทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจเลือกเราเช่นกัน ดังนั้นการมีพื้นฐานทักษะการสัมภาษณ์งานที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดย 7 เรื่องต่อไปนี้ถือได้ว่าเป็นแนวทางปฏิบัติและไม่ควรละเลย 1) เตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์งาน หนึ่งในส่วนสำคัญของความสำเร็จเกิดจากการเตรียมตัวที่ดี ในทางกลับกันถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับการเตรียมตัว เรามักพบว่าตัวเองจะ “ขาดความมั่นใจ” จนแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้สัมภาษณ์สามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านคำพูดและภาษากาย สิ่งที่ทำได้ทันทีคือทำความเข้าใจ “รายละเอียดของงาน” เพื่อที่จะสามารถพูดคุยถึงเป้าหมายและแนวทางการทำงานให้ตรงกับความคาดหวังใน Job Description มากที่สุด นอกจากนี้อีกหนึ่งอย่างที่สามารถทำได้คือศึกษารูปแบบของคำถามที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์งานเพื่อเตรียมคำตอบที่ดีที่สุดโดยไม่เกิดอาการประหม่าหรือก่อความผิดพลาดเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์กดดัน 2) ศึกษาทำความรู้จักองค์กร นอกจากต้องรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีแล้วเราควรรู้จักองค์กรที่จะเข้าไปร่วมงานด้วย เพราะหนึ่งในคำถามที่มักจะต้องเจอในการสัมภาษณ์ก็คือ “ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่” หากเราไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับองค์กร ไม่รู้จักรูปแบบธุรกิจ ไม่เข้าใจวิสัยทัศน์ เราก็คงไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ ซึ่งส่งผลต่อความประทับใจและอาจทำให้อีกฝ่ายต้องพิจารณาใหม่ว่าเราอยากเข้ามาทำงานที่นี่จริงๆ หรือไม่ เราสามารถทำการบ้านทำความรู้จักองค์กรก่อนสัมภาษณ์งานได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์องค์กร หรือการพูดถึงบนอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจสอบเบื้องต้นว่าบริษัทอะไร ทำเกี่ยวกับเรื่องไหนแล้วมีชื่อเสียงเป็นอย่างไรบ้าง 3) ฝึกทักษะการสื่อสาร การสัมภาษณ์งานเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่กดดันสำหรับหลายคน โดยเฉพาะคนที่ประสบการณ์น้อย หรือขาดเวลาเตรียมตัวจึงมักมีปัญหาเรื่อง “การสื่อสาร” บ่อยครั้ง อาทิ เรียบเรียงเนื้อหาได้ไม่ดี ถามตอบกันคนละประเด็น รวมถึงการใช้ภาษาที่บางตำแหน่งงานอาจจะมีการชี้วัดในส่วนนี้ สำหรับคนที่ขาดความมั่นใจในการพูดคุยกับคนแปลกหน้า ไปจนถึงคนที่กังวลว่าอาจประหม่าจนตอบคำถามได้ไม่ดีสามารถใช้เทคนิค S.T.A.R เป็นโครงสร้างของคำตอบอันได้แก่ S: Situation (สถานการณ์) T: Task (หน้าที่ที่รับผิดชอบ) A: Action (ทำวิธีไหน อย่างไร) R: Result (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) เนื่องจากส่วนมากผู้สัมภาษณ์มักถามถึงเหตุการณ์หรือสถานการณ์จากประสบการณ์ของเรา เช่น “งานไหนที่คุณทำแล้วภูมิใจมากที่สุด” ซึ่งเราก็ควรตอบได้ทุกมิติตั้งแต่งานไหน-ทำอะไร-ทำไม-ผลลัพธ์ และจะทำให้ได้คำตอบที่ครบถ้วน ตรงประเด็นรวมถึงมองเห็นชัดขึ้นว่าเราเหมาะกับงานแค่ไหน คลิกอ่านบทความเพิ่มเติมที่: S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามยากๆ ให้เป็นเรื่องง่าย 4) คิดก่อนพูดในทุกครั้ง บางครั้งเราอาจคิดว่าการรีบตอบคำถามจะทำให้เราดูเป็น “ผู้รู้” หรือเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งการได้ใช้เวลารวบรวมความคิด ก่อนที่จะพูดหรือตอบอะไรไปในการสัมภาษณ์งาน ซึ่งนอกจากจะป้องกันข้อผิดพลาดในคำตอบแล้วยังช่วยรวบรวมสมาธิไม่ให้ “ฟุ้งซ่าน” ในบรรยากาศที่กดดันด้วย 5) เป็นผู้ฟังที่ดี ทักษะการฟังที่ดีบ่งบอกถึง “ความรอบคอบ” และความสามารถในการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้หากเราขาดทักษะการฟังที่ดีเรามักมีโอกาสที่จะหลุดไปจากวงสนทนาหรือพลาดประเด็นสำคัญที่อีกฝ่ายต้องการนำเสนอ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและนำไปสู่ความผิดพลาดในการสื่อสาร เราควรจดจ่ออยู่กับบทสนทนา ให้เกียรติผู้พูดด้วยการแสดงความสนใจตลอดการสัมภาษณ์ ที่สำคัญคือต้องแน่ใจว่า “เข้าใจ” ในสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อสารออกมาจริงๆ โดยไม่ต้องอายที่จะถามคำถามซ้ำหรือขอให้อธิบายเพิ่มเติมเพราะนั่นถือเป็นการแสดงออกว่าเราสนใจในบทสนทนานั้นๆ 6) แสดงออกถึงพลังบวก เมื่อเจอกับความผิดหวังจากการสมัครงานบ่อยๆ เราก็มีโอกาสที่จะสูญเสียความมั่นใจไปได้ จนบางครั้งอาจแสดงออกในการสัมภาษณ์ครั้งถัดๆ ไป รวมถึงบางคนที่กำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากและจำเป็นต้องได้งานก็อาจเกิด “พลังด้านลบ” ทั้งความหดหู่ เศร้าหมอง ไม่เชื่อมั่นในตัวเองซึ่งแน่นอนว่านายจ้างคงไม่ต้องการอะไรแบบนั้น ดังนั้นการประสบความสำเร็จในการสัมภาษณ์งานจึงเกิดจากการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ตั้งแต่แสดงความกระตือรือร้น สนใจที่จะทำงานและเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ โดยพิสูจน์ว่าความสามารถที่มีนั้นเหมาะสมและคู่ควร เพราะนายจ้างต้องการจ้างคนที่ “เหมาะที่สุด” ไม่ใช่คนที่ “น่าสงสาร” มากที่สุด 7) รู้จักแสดงความขอบคุณ นอกเหนือจากความสามารถที่เหมาะสมอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ “ความประทับใจ” ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยทัศนคติที่ดีทั้งคำพูด ความคิด การแสดงออกใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มการแสดงความขอบคุณสำหรับการสละเวลารวมถึงโอกาสที่อีกฝ่ายมอบให้ และทุกครั้งที่จบสัมภาษณ์งาน เราต้องสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายจะจดจำ ไปจนถึงมองว่าเราเป็นคนที่น่ารับเข้ามาทำงานเป็นอันดับต้นๆ อ่านบทความเพิ่มเติมที่: สังเกต 7 สัญญาณเมื่อเรามีแนวโน้มที่จะผ่านการสัมภาษณ์งาน 5 คำถามสัมภาษณ์งาน รู้ทันทีว่าองค์กรไหนที่เราควร "หนีไป" แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3r1Bx3r #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Tips #สมัครงาน #CoverLetter ### タイの物価と平均月収 タイの物価は日本よりも安い!と1度は耳にした事がありませんか。 実際いは日本と同様に年々物価が上がってきています。 今回はタイで実際に生活をしてみてさまざまなジャンルで物価の違いがあることが分かりました。 (2023年6月時点のレート、1バーツ=4円で換算しています)   タイの物価 【家賃】 まず生活のベースとなる住宅の家賃。 バンコク市内のコンドミニアム 1LDKの相場価格は18,000THB〜35,000THB(日本円で約72,000円〜140,000円) もちろんエリアによって価格は変わりますがコンドミニアムはプールやジム、家具・家電・駐車場がついているのでこの価格は比較的リーズナブルではないでしょうか。 日本で同条件の物件を探すと高級物件の部類に入るため、安くても20万円以上は当たり前でしょう。 バンコク市内から少し離れているエリアであれば、同条件でも更に家賃を下げることが出来ます。   ・光熱費 タイの光熱費は、物件のタイプやオーナーによって請求方法が異なるので価格も変わってきます。 水道代は日本より安く月額300~500B程度です。 それに比べ電気代はの月額はエアコンの使い方によって大きく変わりますが、月1,000B~5,000B程です。 上乗せするアパート・サービスアパートの場合、この2~3倍の料金になります。   【食事】 タイでの食事は安いイメージがあります。日本の半分の価格で過ごす事は出来ますがこれは基本的に屋台で食べている計算です。 もちろん日本で食べるタイ料理と比べると、現地のタイ料理は(屋台飯)はとても良心的な価格です。 例えば代表的な料理の一つであるガパオライスは東京のタイ料理レストランでは約1,000円で提供されていますが、屋台やフードコートだと60バーツ(240円)で食べれます。 ただし毎日タイ料理を食べると健康的にもあまりお勧めしません。 自炊をする場合は、すべての食材を日系スーパーで揃えると日本の数倍の価格になってしまうので市場やローカルスーパーで食材を揃えるとコストを抑えることが出来ます。 1食当たりにかかる平均的な金額は下記のようになります。   ・屋台やフードコートでのタイ料理 60バーツ(約240円) ・レストランのタイ料理:200バーツ(800円) ・日系チェーンレストラン:300バーツ(1,200円) ・日本の居酒屋で飲み会(1軒・1人あたり):1,000~2,000バーツ(4,000~8,000円) ・スシロー 1皿40バーツ(160円)   【交通費】 タイではさまざまな交通機関があり、それぞれの料金は以下の通りです。 ・タクシーの初乗り料金:40バーツ(160円) ・BTS初乗り料金:17バーツ(68円) ・路線バス:7~15バーツ(28~60円) ※種類によって価格は異なります     平均月収 タイで働く日本人の月収は以下のようになります。   【営業職】50,000B ~ 100,000B 【製造業の工場長・生産技術・品質管理・生産管理等】60,000B ~ 150,000B 【IT営業、SE等】50,000B ~ 150,000B 【事務職・秘書等】50,000B ~ 70,000B 【コンサルタント】60,000B ~ 150,000B ・20代前半:50,000 – 60,000B ・20代後半:60,000 – 80,000B ・30代  :80,000 – 100,000B ・40代以降:100,000B以上   ・スタッフ:50,000 – 70,000B ・アシスタントマネージャー:70,000 – 80,000B ・マネージャーレベル:80,000 – 100,000B ・ダイレクターレベル:100,000 – 120,000B ・マネージングダイレクター:100,000B以上   ※経験、スキルによって変わる ※基本給に加えて言語手当、役職手当、交通費などの手当が付くことがある ※営業職の場合はインセンティブ制度を導入している企業もある(個人の成績に応じて給与が上乗せされる) ※ボーナスの相場は1〜3ヶ月   まとめ タイは日本と同様年々物価が上がってきています。食事についてはバランスよくタイ料理や屋台飯を取り入れると日本の2分の1の価格で抑えることが出来ます。 家賃もエリアや条件を絞って選ぶと比較的安く借りることが出来るでしょう。 今回紹介した物価と月収は主にバンコク市内での生活や給料面になります。もちろんバンコク郊外や他の地域での生活になればまた価格が変わってきます。 ぜひ今後のタイ移住の参考にしてみてください。     =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Cover Letter ที่คนมักไม่ค่อยเห็นถึงความสำคัญ หากพูดถึงสิ่งที่จำเป็นต่อการสมัครงานในแต่ละครั้ง อันดับแรกที่คนทำงานอาจนึกถึงคงเป็น “เรซูเม่” หรือถ้าละเอียดมากขึ้นอีกระดับก็คงเป็น “Curriculum Vitae” รวมถึง Portfolio ที่ขาดไม่ได้สำหรับอาชีพที่เน้นการโชว์ผลงาน เชื่อว่าน้อยคนที่จะนึกถึง Cover Letter ซึ่งถ้าถามตอนนี้ไม่ต้องเด็กจบใหม่หรือ First Jobber คนที่ผ่านงานมาหลายที่ก็อาจตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร ดังนั้น Reeracoen Thailand จะอธิบายให้ฟังแบบครบๆ ทั้งความสำคัญและวิธีการเขียน อ่านบทความนี้จบแล้วก็สามารถนำไปเป็นแนวทางทำต่อได้เลย Cover Letter คืออะไร Cover Letter คือเนื้อหาที่ใช้อธิบายแทนตัวเองทั้งด้านความสามารถ ประสบการณ์ และเป้าหมายการทำงานทำให้นายจ้างหรือฝ่าย HR ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเราได้ง่ายกว่าการอ่านจากเรซูเม่เพียงอย่างเดียว และนอกเหนือจากที่กล่าวมา Cover Letter ยังสามารถทำหน้าที่แสดง “ทักษะการสื่อสาร” ซึ่งเป็นหนึ่งใน Soft Skill ที่หลายบริษัทมองว่าสำคัญและถูกมองหามากที่สุดจากคนทำงาน โดยผลสำรวจจาก Arcadia University พบว่า 72% ของนายจ้างคาดหวังจะได้รับ Cover Letter ในการสมัครงาน 77% เลือกให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มี Cover Letter มากกว่าคนที่ไม่มี 88% ของ Recruiter ระบุว่ากรณีที่ “เรซูเม่” สู้คนอื่นไม่ได้ Cover Letter จะเป็นตัวช่วยให้เรามีโอกาสมากขึ้น ดังนั้นความสำคัญของเรซูเม่จึงเป็นการทำให้นายจ้างเข้าใจเกี่ยวกับตัวเราได้ง่ายขึ้น และสามารถใช้แสดงทักษะ และเป็น “ไพ่ลับ” ที่มีไว้เพิ่มโอกาสให้ตัวเองเหนือกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ การแนบ Cover Letter ทุกครั้งที่สมัครงานส่งผลอย่างไร นอกจากการเป็นการแนะนำตัวให้อีกฝ่ายรู้จักเรามากขึ้นและตอบรับกับความคาดหวังจากฝั่งนายจ้างตามผลสำรวจข้างต้น อีกเหตุผลคือการช่วยตอบคำถามที่นายจ้างอาจสงสัย โดยเฉพาะคนที่มีช่วง “ว่างงาน” หรือต้องการที่จะ “เปลี่ยนสายงาน” ไปทำอย่างอื่น เพราะหากเราตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน นายจ้างก็ย่อมต้องถามถึงสาเหตุ การมี Cover Letter จึงช่วยให้เราได้ใช้เวลาเรียบเรียงเหตุผลเพื่อ “อธิบายเหตุผล” ให้อีกฝ่ายเข้าใจตั้งแต่ต้น ควรเขียนอะไรลงบน Cover Letter บ้าง เราควรใช้ Cover Letter เพื่อ “เติมเต็ม” เนื้อหาในส่วนที่เรซูเม่อธิบายได้ไม่หมดและตามหลักการสมัครงานที่เรามักจะรู้กันดีว่าเอกสารอะไรก็แล้วแต่ไม่ควร “ยาวเกินไป” เพราะจะทำให้อีกฝ่ายปัดตกได้ทันที ดังนั้นโดยทั่วไปจึงนิยมที่ความยาวไม่เกิน “2 หน้ากระดาษ” (ถ้าให้ดีก็ควรจบได้ตั้งแต่หน้าเดียว) เนื่องจากมีผลสำรวจพบว่านายจ้างส่วนใหญ่มักเลือกไม่อ่านหน้าที่สอง โดย Cover Letter ที่ดีจะต้องตอบคำถามได้ทันทีว่าเราคือใคร มีความสนใจกับสิ่งไหน ทำไมเราถึงเหมาะกับงานนี้ อะไรทำให้อยากทำงานที่นี่และอย่าลืมที่จะแนบช่องทางการติดต่อทิ้งไว้ด้วย ซึ่งเราสามารถกำหนดโครงสร้างเนื้อหาตามตัวอย่างได้ดังนี้ ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าตามตัวอย่างรายละเอียดของเนื้อหาที่ควรระบุจะมีตั้งแต่ ช่องทางการติดต่อ กล่าวทักทาย ส่วนเปิด (ย่อหน้าที่ 1) ย่อหน้าที่ 2 ส่วนปิด (ย่อหน้าสุดท้าย) แสดงความนับถือ สรุปทิ้งท้าย Cover Letter ที่ดีสามารถช่วยฉายแสงให้เราโดดเด่นมากขึ้น ในขณะเดียวกันหากเราไม่ตั้งใจใช้เวลาลงทุนทำให้เต็มที่จากประโยชน์ที่ควรจะได้รับก็ย้อนกลับมาดับตัวเราเองได้เช่นกัน และก่อนที่จะเขียนอะไรลงไปควรศึกษาข้อมูลให้เรียบร้อย อาทิ รายละเอียดงาน ทิศทางบริษัท รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ให้รอบด้าน เพราะจะทำให้เรารู้ว่า “ควรทำอะไร” ในทิศทางไหนต่อไป สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ ฝากโปรไฟล์ไว้ที่: https://www.sourcedout.asia/talents/new อ่านบทความเพิ่มเติม: คำแนะนำวิธีการใช้ Linkedin หางานโดย 100 ผู้เชี่ยวชาญด้าน Recruitment S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์งานยากๆ ให้เป็นเรื่องง่าย แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/46oB7og แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://indeedhi.re/43W4NY7 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Tips #สมัครงาน #CoverLetter ### “ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า” ควรตอบอย่างไร เมื่อเจอคำถามสัมภาษณ์งานในลักษณะนี้ หลายครั้งเราอาจเจอคำถามประมาณว่า “ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า” ซึ่งบางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องถามหาเหตุผล ในฐานะ Recruitment Agency ที่ทำงานประสานระหว่างองค์กรและคนทำงานมากว่า 10 ปี อาจตอบได้ว่าสาเหตุเพราะองค์กรต้องการที่จะรู้เหตุผลเบื้องลึก เพราะบางทีผู้สมัครอาจมีความต้องการบางอย่าง ซึ่งบริษัทก็อยากเช็กให้แน่ใจว่าสามารถตอบโจทย์ได้ รวมถึงเพื่อเข้าใจทัศนคติและความคาดหวังจากการทำงานด้วย โดยแนวทางการตอบความจริงก็ไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะประมาทหรือตอบอะไรไปก็ได้ เพราะคำตอบที่ผู้สมัครมักจะใช้บ่อยๆ ก็คือการพูดความจริง แต่เป็นในมุมมองด้าน “ข้อเสีย” ของบริษัทเก่า เช่น “งานน่าเบื่อ บริษัทไม่มีวิสัยทัศน์” “ระบบจัดการภายในไม่ดี เพื่อนไม่โอเค” “ให้เงินเดือนน้อย ไม่พอใช้” แม้คำตอบเหล่านี้บางอย่างอาจจะเป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่ควรนำมาพูดใน “แง่ลบ” ให้บุคคลภายนอกฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสัมภาษณ์งาน ซึ่งทำให้อีกฝ่ายมองได้ว่าเราขาดวุฒิภาวะ ไม่เป็นมืออาชีพ และหากรับเข้ามาก็อาจนำเรื่องภายในองค์กรไปพูดเสียๆ หายๆ ที่อื่นได้เช่นกัน ดังนั้นเราอาจต้องเปลี่ยน “มุมมอง” ในการพูดสักหน่อย โดยเปลี่ยนเป็นการมองหาความเปลี่ยนแปลง “แง่บวก” จากการย้ายงานในครั้งนี้ โดยไม่ต้องโยนความผิดให้ใคร เช่น “ต้องการหางานที่สร้างรายได้มากขึ้น” “อยากเติบโตและทำงานในที่ที่เหมาะกับตัวเอง” “ต้องการเรียนรู้งานและมองหาความท้าทายใหม่ๆ” การตอบในลักษณะนี้นอกจากจะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแง่ลบ ยังบอกถึงความคาดหวังจากการย้ายงานให้อีกฝ่ายเข้าใจมากขึ้นด้วย อีกหนึ่งแนวทางหากเจอคำถามลักษณะนี้คือการแสดงออกถึงความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตัวเองหากได้เข้ามาทำงานในบริษัทนั้นๆ ดังนั้นใจความสำคัญสำหรับการตอบคำถามคือ ตอบตามจริงได้โดยไม่ต้อง “ดิสเครดิต” ใคร สื่อสารความต้องการจากการย้ายงานให้ชัดเจน ระวังการสื่อสาร ไม่ควรใช้ข้อความแง่ลบกับที่ทำงานเก่า ไม่ว่าจะเป็นการตำหนิ เปิดเผยข้อมูลภายใน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้อีกฝ่ายเกิดความไม่มั่นใจที่จะรับเราเข้าทำงาน สำหรับใครที่กำลังจะได้เข้าสัมภาษณ์งานตามที่หวังไว้ก็ถือว่ามีโอกาสสูงที่อาจจะต้องเจอกับคำถามลักษณะดังกล่าว ลองนำแนวทางการตอบนี้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง หาเหตุผลที่ทำให้เราอยากเข้าไปทำงานในบริษัทนั้นๆแล้วสื่อสารออกมาอย่างจริงใจ สร้างโอกาสให้ตัวเอง หางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ ฝากโปรไฟล์ไว้ที่: https://www.sourcedout.asia/talents/new อ่านเทคนิคการตอบคำถามสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม: "ข้อเสียของคุณคืออะไร" ตอบอย่างไรให้ได้งาน 3 เทคนิคตอบคำถาม "ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่" #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #InterviewGuideline #Tips #สัมภาษณ์งาน ### タイの住宅事情 タイ移住を考える中で1番大事にしたい所はやはり住宅ではないでしょうか。 今回はタイの家と日本の家の違いをご説明します。   タイの物件の種類 タイの物件にはコンドミニアム・アパート・サービスアパートの3つの種類があります。   ・コンドミニアム コンドミニアムは日本で言う分譲マンションに近いです。 各部屋によってオーナーが異なり同じ建物内でもお部屋によって内装・付属品・家賃等条件が異なります。 同クラスのサービスアパートなどと比べると家賃が安いのがメリットですが、家具や家電が壊れたときの修理費用が自己負担になる場合があるので、事前に確認しましょう。 コンドミニアムの特徴としては、ファシリティ設備が豪華で、物件ごとに異なりますがプールやジムなどまるで高級ホテルのような設備を楽しむことができます。 内装もおしゃれなので、移住者にはとても人気があります。 【メリット】 ・家賃の幅が広い ・共有設備が豪華 ・物件数が多いので選択肢が豊富 【デメリット】 ・部屋の内装が好みでない場合がある ・オーナーに当たり外れがある ・トラブル時の対応に時間がかかる   ・アパート タイでは、建物一棟がまるごと賃貸物件として管理されているマンションをアパートと言います。 日本でアパートといえば2階建ての低層物件が多いですが、タイでは低層から高層まで様々なタイプのアパートがあります。 尚、タイではアパートは決して安く借りれるものではありません。 もちろん安いアパートもありますが、日本人が多く住むスクンビットエリアにはタワマンの様な高級アパートも多数存在しています。 安いアパートは単身向けのワンルーム、高級アパートは家族向けの2ベッドルーム以上の物件がメインになります。 単身の方はコンドミニアムを借りることが多いですが、家族で住まれる方はアパートを検討するのも良いでしょう。 【メリット】 ・トラブル時の対応が迅速 ・即日入居可能 ・アパート内での他の家族との交流が多い 【デメリット】 ・高級物件以外は共有設備はほぼない ・電気代が高い   ・サービスアパート サービスアパートとは、アパートにメイドや生活備品などのサービスが備わったタイプの物件です。 またホテル系のサービスアパートもあり、レセプションにはスタッフが常駐しているので何か問題があっても安心に過ごせるのもメリットです。 3つの住宅タイプの中で駐在する日本人に人気の物件ですが、そもそもの物件数が少ないのでなかなか空き物件を見つけられない可能性もあります。 【メリット】 ・メイドサービスが付いている ・共有設備が充実 ・トラブル時の対応が丁寧かつ迅速 ・即日入居可能 【デメリット】 ・家賃、電気代が高い ・短期旅行者など不特定多数の入居者が頻繁に入れ替わる   家賃相場 家賃相場はエリアや環境によって変化します。日本人が多く住むエリア(スクンビット)や駅近になるとやや価格帯が上がりますが、駅から少し離れてみたり部屋の広さを狭くすれば比較的安く借りることができます。   【コンドミニアム】 スクンビットエリア 1LDK 18,000〜35,000THB スクンビット郊外 1LDK 10,000〜20,000THB 【アパート】(家族向けの部屋が多いため2ベットからの価格で表示します) スクンビットエリア 2LDK 60,000〜80,000THB スクンビット郊外 2LDK 20,000〜40,000THB 【サービスアパート】 スクンビットエリア 1LDK 50,000THB〜70,000THB スクンビット郊外 1LDK 20,000〜40,000THB ※各部屋にオーナーさんがいるので家賃交渉ができる場合もあります。   家探し これらの物件探しは大体、賃貸不動産仲介会社を通して探すことが多いです。 日本人向けの不動産仲介会社は多数あるのですが、賃貸のコンドミニアム、アパート、サービスアパートに関しては価格帯によって取り扱いが有るのと無いところがあります。 家賃8,000バーツ以下の物件については自分で探すか、現地のローカルの仲介会社を利用します。 家賃25,000バーツ以上の物件については日本向けの不動産仲介会社を利用してその間の価格帯については、単身者向けのコンドミニアムで家賃8,000~23,000バーツほどの物件も扱っている業者に頼んでみるのが良いでしょう。 またタイでの物件探しで要注意なのが冠水や害虫、住宅の部屋の確認(水回り、クーラーの水漏れ等)などです。 物件のトラブルが多くあるのでアフターケアが良い不動産会社を選ぶのが良いと思います。   まとめ タイでの家探しは日本とは違い注意点が多いですが、条件に合う家を見つけることが出来ればとても快適に過ごせるでしょう。 また、バンコク市内ではコンドミニアムやホテルの建設ラッシュが続いているので選択肢が増える事も楽しみですね。     =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### バンコクの子育て事情ってどうなっているの? (日本人学校、インターナショナル、ローカルスクール比較) バンコクでの子育ての魅力は色々ありますが、その中でも教育環境の選択肢が多いことはバンコク生活の魅力の一つです。 日本人学校、英語・タイ語のバイリンガル保育園・幼稚園、インターナショナルスクールなど、子供にとって無限大の可能性を作り出すことができます。 今回は日本人学校とインターナショナルスクール、ローカルスクールの3つの学校の比較をしていきます。   目次 【日本人学校】 ①日本人学校の特徴 ②メリット・デメリット ③入学金・授業料   【インターナショナルスクール】 ①インターナショナルスクールの特徴 ②メリット・デメリット ③入学金・授業料   【ローカルスクール】 ①ローカルスクールの特徴 ②メリット・デメリット ③入学金・授業料   日本人学校 タイ国内には泰日協会学校(バンコク日本人学校)と泰日協会学校シラチャ校(シラチャ日本人学校)という2つの日本人学校があります。 2校の生徒の人数3000人以上で生徒数は年々増加していると言われています。   【日本人学校の特徴】 日本人学校の特徴は、タイに居ながら日本に居るのと変わらない教育を受けることができるというところではないでしょうか。 日本人学校はタイ国学校法に基づくタイの私立学校でありながら、日本の文部科学省が定める「学習指導要領」に準じた教育課程を編成することがタイ教育省に認められています。 今後日本に帰国する予定があって、その後は日本で教育を受けることを前提としている場合は、日本人学校が最も安心な選択肢といえるでしょう。   【メリット・デメリット】 メリット 日本人学校の大きなメリットとしてはインターよりも費用が少なくて済むところです。 もう一つのメリットとしては日本国内以上の高水準の教育を受けられることです。 もちろんすべての学校がとはいえないですが、全体的に日本人学校の教員の方は教育への意識がとても高い方が多く、またクラス自体も少人数ですので、一人一人の学習を丁寧に見てもらえることが多いです。結果中学や高校入学時に帰国され、日本の教育機関に入学されるお子さんは、世間一般に難関校として知られている学校を受験して見事合格される方が非常に多いとお伺いします。   デメリット デメリットとしては小学校~中学校までしかない場合が多く、高校進学については進路を考えないといけません。 帰国して、日本の高校に入学する方と、高校から現地のインターナショナルスクールに行く方にと2つに分かれてしまいます。 また、生徒数の人数が多いのと、毎日お弁当を用意しないといけないところも親としては大変かもしれないですね。   【入学金・授業料】 2022年度(令和4年度)、2023年度(令和5年度)の児童生徒1人あたりの入学金・授業料は以下の通りです。 ・入学金 160,000バーツ ・授業料  1学期(4月~8月)分 58,400バーツ  2学期(9月~12月)分 58,400バーツ  3学期(1月~3月)分 29,200バーツ  ※寄付金はかかりません  ※宿泊を伴う校外学習等以外の教材費等の費用もかかりません 日本円で初年度に1人あたり日本円で122万円程はかかる計算となり、会社の補助が無いと中々大きい金額になってしまいます。   インターナショナルスクール バンコクには多くのインターがあるので、今回は日本人が多く住んでいるスクムビット界隈のインターの特徴と平均金額をご紹介します。 なお、今回はここに載せる情報は小学生の部を対象としています。   【インターナショナルスクールの特徴】 まず、タイのインターナショナルスクールに入学する前に入学試験を受けるところが多いです。そのため保護者の英語力が試される場合があります。 英語力に関しては、筆記テストで単語・文法・読解・作文・聞き取り、面接では会話を試されるのが一般的です。 受験時の英語力によっては、最初にESL/EAL(英語力を養う準備クラス)で勉強して、成績によってレギュラークラスへの編入となる学校もあります。 インターナショナルスクールを選ぶポイントは、下記4つの要点にまとめられると考えられます。 ・日本人の数 ・学費 ・生活習慣 ・カリキュラム   【メリット・デメリット】 メリット インターナショナルスクールに通うメリットはたくさんありますが、第一に英語力を始めとして語学力がつくことは間違いありません。 また、国際感覚が養えますし、国際基準の教育を受けることで世界情勢などにも知見を広げることにもつながります。 日本以外のいろいろな国の友人や知人が増え、さまざまな価値観を受け入れる器を育てられる、グローバル人材としての土壌を築くことができるでしょう。 また、海外の大学に進学する道も開かれています。   デメリット インターナショナルスクールに通うデメリットは、日本の学校と連携がしにくい所にあるでしょう。 例えば、文部科学省の認定校ではないインターナショナルスクールから日本の学校へ転校したい場合、難しいことが多く、受験や進学へのハードルとなります。 また、すべてが英語の授業の場合、日本語のフォローや日本の教育に合わせた勉強が必要になる生徒もいます。 保護者にも語学力が求められることも覚悟しておいたほうが良いでしょう。   【入学金・授業料】 今回は日本人生徒数が1番多いと言われているスクンビットにあるインター校の学費をご紹介します。 ・入学金   150,000バーツ ・年間授業料 440,000バーツ ・施設建設費 20,000バーツ ・入学試験料 5000バーツ ・その他デポジットやスクールバス代等 90,000バーツ 初年度の総金額は日本円で330万円程です。 有名所の学校になると駐在のご家庭で補助が出ても、プラスで少し自己負担しなければいけない場合があるので学費で検討することも大事でしょう。   ローカルスクール タイの義務教育は日本とほぼ同じで、プラトム :グレード1からグレード6 (日本でいう小学校)、マタヨム :グレード1からグレード3 (日本でいう中学校)とあります。 その後は進学したり、職業訓練コースに行ったりします。   【ローカルスクールの特徴】 小学校はプラトムと言い、学年は6年制でポー1~ポー6と呼ばれます。 タイの小学校の内容は日本の小学校とほとんど同じで、算数、理科、社会などがあり、授業内容もだいたい日本と同じようです。 ただ、タイは昔から1年生から英語の授業が始まります。 中高はマッタヨムと言います。頭文字からモー1と来て、モー6まであり、日本での中学の課程はモー3まで、モー4からは高校の扱いになります。 前者は日本語だと前期中等教育、後者は後期中等教育になり、地域によっては同じ校舎でずっと6年間学ぶこともあれば、農村などではモー4から別の校舎で数校の生徒が統合されることもあるそうです。 モー4からは職業訓練(日本での工業高校課程のようなもの)もあれば、選択授業が英語だけでなく日本語や中国語などの外国語を学ぶことができます。   【メリット・デメリット】 メリット ローカルスクールに通う最大のメリットは学費を安く抑えることができることでしょう。 そして学校によっては外国人のための「TSL」というクラスがあり、タイ語の基礎から教えてくれます。 タイ語の授業のときに外国人はそこに移動して学びます。タイ語がある程度理解できるようになったら普通クラスに戻って授業を受けることができます。   デメリット ローカルスクールの生徒のほとんどのは保護者に送り迎えをしてもらうので送迎時間の、朝と夕方4時前後は大渋滞です。 学校によっては学期途中での編入不可だったり、タイ語ができないと入学できない、または外国人お断りというところもあります。 事前に学校に問い合わせて必要事項を確認しましょう。   【入学金・授業料】 今回はバンコク市内にある公立校の学費をご紹介します。 ・入学金   基本的に無し ・年間授業料 35,000バーツ ・教科書代  1500バーツ ・制服代   1600バーツ ・その他スクールバス、サマースクール代等 24,700バーツ 初年度の総金額は日本円で25万円程です。 私立校、そしてイングリッシュ・プログラムを加算すると倍の値段になってしまいますが、やはり3つの中でもローカルスクールは良心的な価格になります。   まとめ 中学・高校で日本に帰る予定があるのであれば日本人学校で日本の勉強をしておく方がスムーズだと思います。 帰国後もインターに入れるのか、どういう方向に進ませたいのかをぜひよく考えてみてください。 特に将来の方向性から大学は日本を考える場合は、高校からは帰国するなどの必要が出てくることも多いです。 いろいろと学校があって迷うこともあると思いますが最後の最後までしっかり考えて悔いのない学校選びをしてください。 ### 7 สัญญาณที่บอกว่าเรากำลังมีการ “เติบโตขึ้น” จากการทำงาน ในฐานะมนุษย์เงินเดือนใครๆ ก็อยากที่จะก้าวหน้าเติบโตในหน้าที่การงาน ซึ่งผลสำรวจจาก Gallup พบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานออกห่างจากการมีส่วนร่วมกับองค์กรคือการขาด Career Development ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 เหตุผลหลักที่ทำให้คนตัดสินใจลาออก (อ้างอิงข้อมูลจาก McKinsey) แต่อันดับแรกเราจำเป็นต้องผ่านด่าน “การประเมิณ” ที่ช่วยยืนยันว่าเรามีพัฒนาการมากขึ้นจริงๆ ซึ่งมีอยู่หลายคนที่ยังไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ และความฝันที่อยากจะก้าวหน้าก็ต้องหยุดชะงักลง ดังนั้นเราต้อง “รู้จักตัวเอง” ให้มากขึ้นโดยสังเกตสัญญาณการเติบโตจากการทำงานในแต่ละวันเพื่อหาคำตอบว่าเราพร้อมจริงๆ แล้วหรือยัง 1) ชัดเจนกับความต้องการของตัวเอง การทำงานช่วงแรกๆ เรามักใช้เวลาไปกับงานประจำวันหรือเน้นเป้าหมายระยะสั้นให้ดีที่สุดเป็นอันดับแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากที่ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยก็ได้เวลาของ "เป้าหมายระยะยาว" หรือความต้องการส่วนตัวซึ่งจะช่วยให้มองเห็นอนาคตและเตรียมตัวได้ดีขึ้น 2) มีความเป็น “เจ้าของงาน” (Ownership) จากประสบการณ์หลายคนคงเข้าใจว่าการทำงานจริงมักจะมีปัญหาและรายละเอียดที่เฉพาะ "คนหน้างาน" เท่านั้นที่จะเข้าใจ และความเป็นเจ้าของงาน (Ownership) ที่ช่วยให้เราอธิบายเกี่ยวกับงานนั้นๆ ได้ดีที่สุดจึงเป็นสิ่งที่พูดแทนได้ว่าเรามีการพัฒนามากขึ้นผ่านความเข้าใจงานและประสบการณ์แก้ปัญหา นอกจากนี้เมื่อมีเป้าหมายที่ต้องการชัดเจนแล้วก็ลองคุยกับคนที่สามารถให้โอกาสนั้นแก่เราได้ เช่น หัวหน้างาน เพื่อสร้าง Ownership ให้แก่งานและเรียนรู้การจัดการงานด้วยตัวเอง ซึ่งการแสดงความเป็นผู้นำก็มีส่วนช่วยให้เราก้าวหน้ามากขึ้นเช่นกัน จงทำงานดีในแบบที่ "ไม่มีใครมาทดแทนได้" และกลายเป็นคนที่งานนั้นๆ "ขาดคุณไปไม่ได้" 3) เลิกสงสัยและ “ด้อยคุณค่า” ในตัวเอง อีกหนึ่งสัญญาณของการเติบโตคือเมื่อเราเลิก “สงสัยในตัวเอง” แต่สิ่งสำคัญที่บ่งบอกว่าเราเติบโตขึ้นคือการรู้จักตัวเองและ “ให้ความสำคัญ” กับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม คนทั่วไปมักคิดว่า “จุดอ่อน” คือสิ่งที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้าแต่อย่าลืมว่า “จุดแข็ง” ต่างหากที่ทำให้เราแตกต่างดังนั้นการรู้จักความสามารถของตัวเองและหันไปให้น้ำหนักกับการพัฒนาในด้านนั้นๆ มากที่สุดจึงจะช่วยให้เราก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 4) ทำสิ่งต่างๆ อย่างมั่นใจมากขึ้น ความมั่นใจคือจุดเริ่มต้นของสัญญาณว่าเรากำลังเติบโตขึ้น สังเกตตัวเองว่าหากปัจจุบันเรากล้าทำในสิ่งที่เคยกลัวอาทิ ยกมือของาน กล้าเสนอความเห็นในที่ประชุมมากขึ้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มองว่าเป็นเรื่องที่ยาก อาจหมายความว่าที่ผ่านมาเราได้เกิดความเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการเกิดขึ้นโดยที่อาจจะไม่เคยสังเกต 5) ทำงานเสร็จโดยใช้เวลาน้อยลง ช่วงแรกของการทำงานเราอาจต้องรอบคอบในทุกขั้นตอน ค่อยๆ เรียนรู้งานเพื่อป้องกันความผิดพลาดให้มากที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราจะพบว่าตัวเองทำได้งานได้คล่องขึ้นเนื่องจากระหว่างทางเราได้เรียนรู้วิธีที่จะสามารถจบงานโดยเร็ว ทำให้งานที่เคยยาก ก็กลับกลายเป็นง่ายขึ้นจนแทบจะรู้สึกราวกับว่าทำสิ่งต่างไปโดย “อัตโนมัติ” 6) เป็นที่ยอมรับจากคนในที่ทำงาน การมีตัวตน ถูกมองเห็นจากคนในที่ทำงานเป็นหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่าเราได้มีการเติบโตขึ้นและได้รับการยอมรับในผลงานและความสามารถ โดยสังเกตได้จากการปฏิบัติจากเพื่อนร่วมงาน การขอความช่วยเหลือ ความไว้วางใจในการทำงานและผลตอบรับเชิงบวกในการประเมิณแต่ละครั้ง 7) พร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ สุดท้ายหากรู้สึกว่างานปัจจุบันเริ่มที่จะง่ายเกินไป อยากปะทะกับ “ความท้าทายใหม่ๆ” อยู่เสมอ รวมถึงเริ่มสนใจเรียนรู้ทักษะอื่นๆ เพิ่มเติม ก็แปลว่าคุณได้มีการเติบโตมากขึ้นและอาจถึงเวลามองหาก้าวถัดไปในหน้าที่การงานเพื่อหาโอกาสให้ตัวเองได้เติบโตต่อไปเรื่อยๆ ในการทำงานสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการก้าวหน้าคือต้องรู้จักคุณค่าและความสามารถของตัวเองให้ดีเพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็น “เข็มทิศ” ที่ช่วยกำกับทิศทางให้เราเดินไปยังเส้นทางที่เหมาะสม และสุดท้ายอย่าลืมที่จะสร้างโอกาสให้ตัวเองเพิ่มโอกาสในการหางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ ฝากโปรไฟล์ไว้ที่: https://www.sourcedout.asia/talents/new อ่านบทความเพิ่มเติมที่: 6 วิธีจุดไฟการทำงานในช่วง Burnout หยุด Work Hard และหันมา Work Smart เพราะผลงานดีอยู่ที่การบริหารเวลา แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Jm6OEP #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### 英文レジュメの書き方とポイント 日本国内の転職活動と違い、海外で新たに仕事を見つけるためには履歴書と職務経歴書とは別に英文のレジュメが必要となります。 今回は英文レジュメの書き方とポイントについてご紹介します。   【英文レジュメの書き方】 ①用意する書類の種類 英文で作成する応募書類には、日本語の応募書類のように履歴書と職務経歴書の区別がありません。 日本語で応募書類を作成する場合には、氏名、住所、学歴、職歴、資格などといったプロフィールを履歴書に、詳しい職歴とその実績や身につけたスキルを職務経歴書に書くという明確な役割分担がありますが、英文で作成する場合は、「英文履歴書・職務経歴書(レジュメ)」として、ひとつの書類にまとめる形になります。   ②主な記載内容 英文履歴書・職務経歴書では、「応募先の企業に自分を採用するメリットを端的に伝える」ための書類です。 「簡潔で分かりやすい」ことが日本語よりも重視されます。   ・記載する内容 氏名、連絡先のほかは、「希望職種」「経歴やスキルの要約」「職歴」など、基本的にすべて仕事に直結する内容は記載します。 そして実績を記載するときは数値表現を用いて誰にでも理解できるようにしておきましょう。 また、箇条書きで、要点だけを端的にまとめると企業様にも分かりやすくて良いでしょう。 尚、誰についての記載かは分かりきっているので、主語の「I」は不要です。   ・記載しない内容 日本語の履歴書では記入する「生年月日」「年齢」「性別」「家族構成」「健康状態」「顔写真」「趣味・特技」「退職理由」「過去の給与、希望給与」「署名や作成日付」「通勤時間」などは不要です。 「自己PR・志望動機」は「カバーレター」に記載するため、英文レジュメには記載しません。   ・構成する項目 PERSONAL DATA(氏名や連絡先) OBJECTIVE(履歴書送付の目的) SUMMARY(経験の要約) CAREER HISTORY(職歴) EDUCATION(学歴) QUALIFICATIONS・SPECIAL SKILLS(資格、認定された技術) REFERENCE(紹介状)   ③英文レジュメ書き方のポイント 採用担当者は数多くの職務経歴書に目を通すため、長く要点のまとまらないものにはうんざりするはずです。 これもあれもと自己アピールを職歴やスキルに羅列しがちですが、伝えたいことを簡潔に、すっきりとした読みやすいものに仕上げることがカギとなります。   まとめ 今回は英文レジュメの書き方とポイントについてご紹介しました。 どれだけ簡潔に分かりやすく作成することが大事だということがわかりました。 ぜひ参考にしていただければと思います。 日本国内の転職活動と違い、海外で新たに仕事を見つけるためには履歴書と職務経歴書とは別に英文のレジュメが必要となります。 今回は英文レジュメの書き方とポイントについてご紹介します。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### Marketing Strategic Planner ตำแหน่งผู้วางกลยุทธ์การตลาด คือใครและมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง? ตำแหน่ง Marketing Strategic Planner หรือ ผู้วางกลยุทธ์การตลาด บางคนอาจจะสงสัยว่าตำแหน่งนี้ต้องทำอะไร และมีความสำคัญอย่างไร สามารถหาคำตอบไปพร้อมกันได้ในบทความนี้เลย สำหรับหน้าที่หลักของตำแหน่ง Strategic Planner ซึ่งส่วนมากเราอาจจะเห็นได้ในส่วนของงาน Marketing หรือ Business Development เป็นส่วนใหญ่ บางทีถ้าดูเกี่ยวกับงานวานแผนการตลาดออนไลน์ก็อาจใช้คำว่า Digital Strategic Planner ซึ่งตำแหน่งงานในกลุ่มนี้มีหน้าที่รับผิดชอบหลักที่ต้องดูแล ได้แก่ 1) รู้เขา รู้เรา วิเคราะห์เจาะลึกในทุกด้าน ก่อนที่จะสามารถวางแผนการตลาดออกมาได้อย่างครอบคลุม ต้องทำความรู้จัก มีความเข้าใจในตัวแบรนด์และคู่แข่ง ความต้องการของลูกค้า จุดประสงค์ ตำแหน่งของเราในตลาด จุดอ่อน จุดแข็ง กลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึง Pain Point ของแบรนด์อีกด้วย จะเป็นทั้งสินค้า หรือบริการก็มีความจำเป็นต้องวิเคราะห์ทั้งคู่ ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการขายขนมคลีน ก็ต้องทำการวิเคราะห์ออกมาก่อน ว่า Pain Point ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ในตลาดอาหารคลีนในปัจจุบันหรือ Location นั้น ๆ เป็นยังไง แล้วแบรนด์ของเราสามารถเข้าไปแก้ไข Pain Point นั้น ๆ ได้อย่างไร มีจุดแข็งของขนมคลีนที่แตกต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ อย่างไร ใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพต่างจากแบรนด์อื่นอย่างไร กลุ่มเป้าหมายเป็นเพศใด อายุเท่าไหร่ ราคาที่ขายประมาณนี้ จะสามารถเข้าถึง target ที่ตั้งไว้ได้ไหม เป็นต้น นอกจากจะต้องรู้เกี่ยวกับตัวแบรนด์ดีแล้ว ก็ต้องรวมถึงสามารถวิเคราะห์รูปแบบการทำการตลาดของบริษัท ณ ปัจจุบันได้ว่า ช่องทางที่ทำอยู่ คุ้มค่า หรือมีจุดไหนที่สามารถเข้าไปแก้ไขเพื่อให้สิ่งที่เราอยากจะสื่อสาร หรือช่องทางเข้าถึงสินค้าของเรา เข้าไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ด้วย 2) อ่านผู้บริโภคออก / ใช้ Tools เป็น / Customer Journey เป๊ะ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ว่าลูกค้ามีความต้องการด้านใด รวมถึงสามารถใช้ Tools หรือ ข้อมูลในด้าน Maketing เพื่อวิเคราะห์แนวทางการปรับปรุงการทำการตลาดของ Brand เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น อีกส่วนนึงที่สำคัญคือออกแบบ Customer Journey หรือขั้นตอนที่ลูกค้าจะรู้จักแบรนด์ เข้าใจเกี่ยวกับแบรนด์ และการเชื่อมต่อขั้นตอนเหล่านี้ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการได้ดีที่สุด เช่น ต้องกำหนดว่าลูกค้าจะเริ่มรู้จักสินค้าหรือบริการผ่านช่องทาง Marketing ไหนได้บ้าง หลังจากรู้แล้ว จะเข้ามาดูรายละเอียดของสินค้าผ่านทางหน้าเว็บ หรือผ่านทีมขายอย่างไร ข้อมูลอะไรที่จะได้รับบ้าง ใช้เวลากับข้อมูลส่วนไหนมากที่สุด หลังจากได้ข้อมูลแล้ว จะเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจสั่งซื้อได้อย่างไรบ้าง เป็นต้น 3) กำหนดขอบเขตการทำงาน และเป้าหมายร่วมกับทีม หนทางสู่ความสำเร็จ สำคัญที่ระยะทาง จึงจำเป็นต้องวางแผนระหว่างทางอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่จะสามารถก้าวสู่เป้าหมายได้อย่างสำเร็จ การวางแผนที่ดีก็ต้องมีการกำหนดแผนที่จะทำ ระยะเวลา วิธีการ หรือเครื่องมือที่จะใช้ในการวัดผล รวมถึงวิธีการทำงานร่วมให้กับทีมได้อีกด้วย 4) ช่วยกันระดมความคิด เพื่อหาไอเดีย ช่วยกันคิด วิเคราะห์ เสนอความคิดเห็น ว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้น มีจุดไหนที่ดี หรือควรปรับแก้ไขบ้าง เพื่อที่งานออกมาจะได้ไม่ผิดพลาด และสมบูรณ์แบบมากที่สุด 5) วัดผลลัพธ์ที่ได้ของงาน หลังจากได้ผลงานออกมาแล้ว สิ่งที่ควรจะทำเป็นอันดับสุดท้ายคือ การวัดผล เพื่อที่จะได้ทราบว่าสิ่งที่ทำนั้น ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร โดยอาจใช้วิธีการวัดผลแบบ OKR หรือ KPI และประเมินออกมาว่าที่สำเร็จออกมานั้น ตรงตาม Target ที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ เพราะฉะนั้นความเข้าใจในการใช้เครื่องมือและการสามารถในการทำ Data ที่เกิดจาก Tool ที่ใช้วัดผล มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการทำงานต่อก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้ คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ทักษะและความรู้ด้าน Data Analytics เพื่อวิเคราะห์และใช้ Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสบการณ์ในการวางแผนการตลาดออนไลน์ ใช้งาน Social Media, Marketing Tools ทั้ง Online และ Offline รวมถึงวิธีในการเก็บข้อมูลได้อย่างเชี่ยวชาญ มีความเป็นผู้นำ สามารถวางแผนงานได้ล่วงหน้า และวิเคราะห์ได้ดี ติดตามเนื้อหาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในอาชีพต่างๆ พร้อมสร้างโอกาสในการมองหางานผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ อย่าลืมฝากโปรไฟล์ที่: https://www.sourcedout.asia/talents/new แหล่งที่มาจาก Jobsdb: https://bit.ly/43IxqrH #JobExplanation #SourcedOut #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### สัญญาณของ Dead-End-Job ลักษณะงานที่ทำต่อไปก็ไม่มีวันเติบโต ชีวิตการทำงานบางครั้งเราจำเป็นต้องมองหาทางเลือกใหม่ๆ เมื่องานปัจจุบันไม่ตรงกับสิ่งที่คาดหวังไว้อีกต่อไปการเปลี่ยนงานถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต ดังนั้นจึงต้องแน่ใจว่างานปัจจุบัน “ไม่เหมาะ” กับเราแล้วจริงๆ และเส้นทางอนาคตก็ดูไม่มีอะไรชัดเจนเท่าที่ควร โดยเราสามารถสังเกตได้จากสัญญาณต่อไปนี้ว่านี่แหละ “งานที่ไม่มีเส้นทางให้เติบโต” 1) มีอัตราการ “หมุนเวียนพนักงาน” สูง หากที่ทำงานของคุณมีพนักงานลาออกอยู่บ่อยๆ มีคนมาเริ่มงานใหม่ภายในช่วงเวลาสั้นๆ จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ก็อาจหมายความว่าคุณต้องระวัง “บางสิ่ง” ที่ทำให้คนเหล่านั้นตัดสินใจว่าไม่สามารถทำงานในระยะยาวกับที่นี่ได้ โดยปัจจัยที่มักทำให้คนลาออกจากงานหลักๆ ได้แก่ สภาพแวดล้อม ภาระงาน เหตุผลส่วนตัวรวมถึง “การหมดความท้าทาย” เช่นกัน 2) คุณมีความสามารถ “เก่งเกิน” ตำแหน่งงาน เมื่อเรามีอายุงานที่มากขึ้น ประสบการณ์ต่างๆ จะสอนให้เราพัฒนาจน “เก่งขึ้น” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหากเรายังอยู่ในตำแหน่งเดิมโดยไม่มีการขยับหาความท้าทายใหม่ หรือมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นจนรู้สึกว่าทุกวันนี้เหมือน “ทำงานไปวันๆ” ก็เป็นไปได้ว่านี่คือทางตันของการทำงานที่นี่และเราควรย้ายไปสู่ที่ใหม่เพื่ออนาคตที่ไกลขึ้น 3) มีการปรับฐานเงินเดือนขึ้นแบบน้อยนิด บริษัทจะดำเนินการต่อได้จำเป็นต้องมี “ผลประกอบการ” หรือ “กำไร” ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ซึ่งตามหลักก็มักจะนำส่วนหนึ่งมาแบ่งจ่ายให้กับพนักงานเป็นการตอบแทนที่ทำงานอย่างหนักเพื่อส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน (ซึ่งต้องขึ้นตามกฎหมายอยู่แล้ว) หรือรูปแบบของการจ่ายโบนัสประจำปีก็ตาม แต่หากองค์กรของคุณไม่มีโบนัสหรือปรับฐานเงินเดือนด้วย “อัตราขั้นต่ำ” ก็อาจหมายถึงการขาดผลกำไรจากการประกอบการ และหากไม่สามารถทำได้ตามเป้าต่อไปเรื่อยๆ อาจลงเอยด้วยการ “ปลดพนักงาน” เพื่อรักษาต้นทุน 4) เน้น “จ้างคนนอก” มากกว่าโปรโมตคนใน หากระยะเวลาที่ผ่านมาคุณพบว่าบริษัทไม่ค่อยมีการปรับตำแหน่งหรือไม่ค่อยมีพนักงานภายในได้รับการโปรโมต รวมถึงเน้นจ้างคนนอกเข้ามาทำงานในตำแหน่งระดับสูงก็แสดงถึงข้อจำกัดของการเติบโตภายในองค์กรค่อนข้างชัดเจน 5) วัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง บริษัทที่ไม่ชัดเรื่องแกนหลักของธุรกิจหรือวัฒนธรรมการทำงานมักจะประสบปัญหาด้านการยืนระยะและรักษาพนักงานในองค์กร เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกถึง “ความไม่มั่นคง” ของบริษัทและพบว่าแนวทางและเป้าหมายการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่มีหลักที่ยึดถือได้ในระยะยาว ก็ไม่แปลกที่จะ “สละเรือ” ออกมา 6) เต็มไปด้วยงานด่วน งานเร่ง หากภาระงานที่พนักงานต้องแบกรับมีมากเกินไปจนทำให้การ “เร่งงานให้ทัน Deadline” เพื่อเตรียมรับงานด่วนชิ้นต่อไปกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นประจำ ก็สามารถสะท้อนถึงขีดจำกัดในการขยายองค์กรและไม่ดีต่อการทำงานในระยะยาวเช่นกัน 7) ถูกจำกัดการมีส่วนร่วมในหลายๆ เรื่อง ถ้าคุณไม่มาสามารถมีสิทธิมีเสียงในการขับเคลื่อนองค์กรอาจถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ Dead-End Job โดยทั่วไปตำแหน่งพนักงานทั่วไป (Entry level) มักจะมีขีดจำกัดในการขับเคลื่อนทิศทางขององค์กร แต่เมื่อเรามีพัฒนาการจากอายุงานและประสบการณ์ที่มากขึ้นก็ควรสามารถเป็นหนึ่งเสียงที่ออกความเห็นได้ในฐานะคนที่ “รู้งาน” หรือแม้แต่เริ่มโปรเจกต์ ก้าวขึ้นมาแสดงความเป็นผู้นำมากขึ้น ถ้าทุกวันนี้คุณยังรู้สึกว่าได้แต่ทำตาม “คำสั่ง” โดยปราศจากอิทธิพลที่จะกำหนดทิศทางการทำงานของตัวเอง ก็เป็นไปได้ว่าจะถูกจำกัดสิทธิด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ และบางทีอาจต้องเริ่มพิจารณามองหาที่ใหม่บ้างแล้ว 8) ไม่เห็นภาพตัวเองทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น ลองนึกภาพในอนาคตว่าตัวเองจะเป็นยังไงถ้าได้ก้าวขึ้นไปทำงานในตำแหน่งที่สูงกว่านี้ หากคำตอบคือ ไม่น่าสนใจ ไร้ความสุข คิดไม่ออก บางทีอาจหมายถึงความในใจเราคิดอยู่ลึกๆ ว่าไม่ได้ต้องการที่จะเติบโตบนเส้นทางนี้จริงๆ ก็เป็นได้ เพิ่มโอกาสในการหางาน มองหาก้าวต่อไปของอนาคตผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา: https://www.sourcedout.asia/talents/new อ่านบทความเพิ่มเติมที่: สรุป Future of Jobs 2023 กับ 10 อันดับอาชีพที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในปีนี้ 4 คำถามสำคัญที่ห้ามลืม เมื่อต้องเข้าสัมภาษณ์งานกับผู้บริหาร แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3MW7QZ2 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #Tips ### 履歴書・職務経歴書の書き方とポイント! 今回は転職活動に必要である履歴書、職務経歴書の書き方とポイントについてご紹介していきます!   目次 【履歴書の書き方とポイント】 ①誤字・脱字・略語はNG ②作成日に注意 ③顔写真撮影時に注意 ④和暦or西暦正しいのは? ⑤学歴・職歴の書き方 ⑥志望動機・自己PRのコツ ⑦希望欄の書き方のコツ 【職務経歴書の書き方とポイント】 ①職務経歴書と履歴書との違い ②各項目の書き方 ③職務経歴書の書き方のポイント   【履歴書の書き方とポイント】 タイでは自筆ではなく、基本的にはパソコンで履歴書を作成します。 基本の形式はだいたい決まっていて、氏名、住所、連絡先などの情報と、学歴、職歴など学校や企業に所属していた情報を記載します。   ①誤字・脱字・略語はNG 海外では手書きの履歴書を使用することは一般的に無く、基本的にPDFの履歴書を使用します。 その為、変換ミスや抜け落ちに注意しなければなりません。 誤字脱字があると不採用まではいかないかもしれませんが、たったひとつのミスでも”だらしない”という印象を与えてしまうかもしれません。 また、基本的に略語は避けましょう。 例:TOEIC 700点 ✖   TOEIC公開テスト 700点取得 ○   ②作成日に注意 応募書類の提出日は最新の日付にすると良いでしょう。 過去の履歴書を使い回していると、企業様の印象が左右されます。   ③顔写真撮影時に注意 顔写真は第一印象を決める重要な要素です。 海外ではプライベート写真や、歯を見せて笑った写真を履歴書に使用される方が多いです。 しかし外資系企業では無く、日経企業へ応募される場合は以下の用に撮影すると良いでしょう。   ︎スーツの着用 スーツ、シャツの襟に注意してください。 男性の場合はネクタイの緩み、曲がりにも注意してください。 ︎髪型 女性の場合は髪を後ろで束ねると良いでしょう。 髪色は地毛に近い色で、前髪が顔にかかっていないか注意してください。 ︎表情 口角を少し上げた自然な笑顔が良いでしょう。 ︎その他 髭が生えていないか、清潔感を感じられるか確認してください。 以上のような注意点が挙げられます。   ④和暦or西暦正しいのは? こちらについてはどちら記載しても問題ありませんが必ずどちらかで統一するように気をつけてください。 また、海外では通常西暦を使用するので、日系企業へ応募する際にはどちらでも良いですが西暦を使用した方が親切です。 外資系企業への応募には西暦に統一することをおすすめします。   ⑤学歴・職歴の書き方 学歴は高等学校の入学、卒業から記入し、学校名、学部、学科名も記載してください。 職歴は社会人としての経験を期間に関わらず全て記入してください。 ︎その他注意点 ・正しい会社名、所属部署、雇用形態、各社、入社退社日についても記入してください。   ⑥志望動機・自己PRのコツ 履歴書作成する上で、志望動機や自己PRの書き方について悩む方は多いと思います。 志望動機は応募先の企業ごとに志望動機を変えましょう。 なぜ今回の求人、企業に興味を持ったのかを簡潔に記入すると良いです。 自己PRは「自分の強み」をアピールするものなので、持っているスキルや今までの経験から得た学びをもとにした「自分の強み」を活かして、 入社後に実現したいことや貢献できることを記載します。 未入力にするのは基本的にはオススメしません。   ⑦希望欄の書き方のコツ ここの欄もどこまでの希望を記入して良いのか迷ってしまう方が多いと思います。 絶対に譲れない条件がない場合は、「貴社規定に準じます」or「貴社の規定に従います」と記入することをオススメします。 また、履歴書の雛形に ”給与・勤務地・勤務時間についての希望があれば記入”という欄がありますが、ありのまま全て記入してしまうと イメージダウンに繋がる可能性があるので気をつけてください。   【職務経歴書の書き方とポイント】 ①職務経歴書とは? 履歴書との違い 「職務経歴書」と「履歴書」はその役割と用途に違いがあります。 「職務経歴書」とは業務経験とスキルを確認するための書類です。一方「履歴書」では、氏名や住所、学歴や職歴など、応募者の基本的なプロフィールを確認します。   ②各項目の書き方 ・職務要約=あらすじ 職歴を分かりやすく伝えます。これまで経験した業務や実績(自分が何をしてきたのか・何ができるのか)を、3~5行程度でまとめます。   ・職務経歴書=内容 業務内容は「どこで」「誰に対して」「どんなことをしてきたか」「具体的な成果」が分かるように記載します。 具体的には、在職期間/ 会社名/ 規模/自分が行った業務内容/実績です。 会社の規模や、実績などは数字で表すと分かりやすいでしょう。 また、職務経歴書のフォーマットには「編年体形式」「逆編年体形式」「キャリア形式」があります。   ■編年体形式とは? 過去から現在の順番に、一番古い経歴が上部になるよう記載する形式です。 キャリアの浅い方や、直近の経験より以前の経験をアピールしたい方は編年体形式がおすすめです。 ■逆編年体形式とは? 現在から過去にさかのぼる書き方で、一番新しい経歴が上に記載される形式です。 直近の職務で実績やアピールポイントが多い場合は、書類の一番上に記載されるため担当者の目に留まりやすいのが特徴です。 ■キャリア形式とは? 業務内容やプロジェクトに分けて記載する形式です。 時系列や記載の順番に指定は無く、アピールしたいものから記載いただくことが可能です。 専門性の高い職種や、転職回数が多く同様の仕事をしてきた場合に向いていますが、経験職種が会社ごとに異なる場合は「編年体形式」「逆編年体形式」がおすすめです。 ご自身の経歴に適した形式を選択し書類を作成しましょう!   まとめ 今回は履歴書・職務経歴書の書き方とポイントについてご紹介しました。 ぜひ今後の転職活動の際に参考にしていただければと思います。 =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### タイの食事に関して タイは自炊をする文化があまり無く、屋台や外でご飯を食べることが多いです。 自宅にキッチンが無い家も多いため、自炊をする方がお金がかかると言われております。 そのため、駅の近くや会社付近など、至る所に屋台が並び朝から晩までたくさんの人で賑わっています。 また約9割の夫婦が共働きと言われるタイでは、手間なくすぐに食べられることが重要視されているため屋台文化が広がっています。   ●主食 主食はお米です。 タイ米として知られているのは長粒米が一般的ですが、北部と東北部はもち米も多く食べられています。 またお米から作られたライスヌードルを中心とした麺類も主食となっています。 お米料理の代表料理といえば皆さんも一度は耳にしたことのある”ガパオ”。 ガパオはタイでは一般的な料理で馴染みの深い料理、どこの食堂にもあるタイの国民食です。 日本では鶏肉を使用したものが一般的ですが、タイでは鶏肉だけではなく豚肉、魚介など様々な食材が使用されます。 麺料理で知られているのは”パッタイ”ではないでしょうか。   パッタイはタイの焼きそばと言われており、タイ料理特有の辛さがなく食べやすいことから外国人観光客にも大人気の料理です。 辛いのが得意という方は、自分で唐辛子をトッピングして味を調整することができるのもパッタイの美味しい食べ方です。 タイの味付け タイでは「辛み」「甘み」「酸み」「塩み」を自分好みに調整するのが当たり前のようです。 これら4つの味付けの素は屋台には必ずテーブルの上に置かれており、とくに汁麺のスープ(クイッティアオ)など、薄めの味付けのものによく使います。 タイ人が砂糖をたくさん入れているのを見てカルチャーショックを受ける方も多いです。   タイ料理に欠かせないナンプラー タイ料理に欠かすことのできない調味料『ナンプラー』。 ナンプラーは日本でいうところの魚醤です。 先ほどタイでは4つの調味料で自分好みに味の調整をすると記載したのですが、その中でも多く使われるのはナンプラーです。 最近日本でもナンプラーを使用する人が増えてきており、これを少し足すことによって一気にエキゾチック料理に仕上げることが出来ます。 このナンプラーはコンビニやスーパー、売店などどこでも気軽に買える調味料です。   ・スーパー事情 バンコク市内にはローカルスーパーから高級スーパーまで数ある店が立ち並んでいますが、タイ人はその中でもBig C、Lotusといういわゆるメガスーパーが多く見られます。 そのスーパーの利用者の多くは郊外から訪れたり、飲食店の材料などをまとめ買いする人が多いです。 一方、日本人に欠かせないスーパーといえば「フジスーパー」です。 日本食材を扱うのはもちろん、日用品、タイの食材、お土産も扱っており、商品には日本語で説明書きがされているで安心して選ぶことができます。 日本人の多く住むスクンビットエリアにあり、2023年2月には5号店がオープンしたばかりです。 商品の価格はやはり輸入のため日本円の数倍の値段になりますが海外生活で日本の商品を気軽に購入できることは有り難いです。   *フジスーパーの場所 フジスーパー1号店 スクンビットソイ33/1 フジスーパー2号店 スクンビットソイ39奥 ペチャブリー通り付近 フジスーパー3号店 スクンビットソイ39 ソイプロムシー沿い(ソイ49通り抜け可能) フジスーパー4号店 スクンビットソイ49 フジスーパー5号店 スクンビットソイ24 この中で1番アクセスしやすいのはBTSプロンポン駅から徒歩で行ける1号店です。   周りにはショッピングモールのエンポリアムやエムクオーティエ、日本食店があるので食事やお買い物をするにも便利です。 ちなみにエンポリアムにはスシローが入っているのでお寿司が食べたくなったら気軽に立ち寄れるのでおすすめです。   ●まとめ タイでは屋台で現地で本場の美味しいタイ料理を安く食べることが出来、日本食が恋しくなっても気軽に日本食店へ行くことが出来ます。 また日系スーパーで食材を購入もできるので、日本と変わらない料理を作れるので日本で生活しているのと変わらない生活もでき、これもタイ生活の魅力の一つですね。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 4 คำถามสัมภาษณ์งานกับผู้บริหาร เพื่อหาคำตอบว่าควรไปต่อหรือพอเถอะ เมื่อเราก้าวหน้าไปถึงจุดหนึ่งในชีวิตการทำงานก็อาจได้เข้าสัมภาษณ์งานกับบุคคลระดับสูงในองค์กร อาทิ ทีมผู้บริหาร, C-level, หรือแม้แต่ CEO บริษัท เพื่อพูดคุยในสิ่งสำคัญที่คุณอาจจะได้เข้าไปรับผิดชอบ และหากระดับผู้บริหารต้องมาสัมภาษณ์ด้วยตัวเองก็แปลว่าตำแหน่งงานนี้มีความสำคัญต่อองค์กรไม่น้อย แต่ทว่าตำแหน่งงานที่สำคัญก็มักจะมาพร้อมความเสี่ยงอย่างวลีที่ว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” ทั้งความคาดหวังและผลกระทบที่มีต่อองค์กรก็ย่อมเพิ่มขึ้นไปด้วย ทำให้การตัดสินใจทุกครั้งต้องรอบคอบมากที่สุดโดยเฉพาะเมื่อเลือกที่จะ “ย้ายงาน” หากเกิดความผิดพลาดก็ต้องรับความเสี่ยงต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อนร่วมงานใหม่ สังคมใหม่ วิธีการทำงานใหม่ เป็นที่รู้กันว่าผู้บริหารคือกลุ่มคนที่ตารางงานค่อนข้างยุ่ง ดังนั้น “เวลา” จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทุกสิ่งต่อจากนี้ และการพูดคุย ถามตอบทั้งหมดจะเป็นตัวชี้วัดกับคำตอบให้ทั้งสองฝ่ายว่า “ควรไปต่อหรือพอแค่นี้” ฝ่ายผู้บริหารเองก็ต้องการรู้จักเรามากขึ้นจากคุณสมบัติในโปรไฟล์จะสามารถแสดงศักยภาพได้แค่ไหน ทัศนคติ ความคิด วิสัยทัศน์เข้ากับองค์กรได้ไหม การจัดลำดับความสำคัญ ตรรกะเป็นอย่างไร ส่วนฝั่งของผู้สมัครที่มี “ความเสี่ยง” ค้ำคออยู่ก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าถ้าเข้าไปแล้วจะ “อยู่รอดปลอดภัย” ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นทุกวินาทีที่ใช้ไปจะต้อง “คุ้มค่า” คำถามที่ใช้จะต้องได้คำตอบในเรื่องสำคัญๆ มากที่สุด ทั้งการทำงาน ความคาดหวัง เป้าหมาย ฯลฯ ซึ่ง 2 ฝ่ายต้องเห็นภาพตรงกันถึงจะเดินหน้าต่อได้ อีกทั้งเป็นการช่วยป้องกันความผิดพลาดหลังเริ่มงาน และนี่คือ 4 คำถามเพื่อหาคำตอบว่าองค์กรนี้เป็นแบบไหน เป้าหมายคืออะไร แล้วเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้ 1) อะไรคือวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการสร้างและผลักดันให้เกิดขึ้น สาเหตุที่ต้องถามเพราะ “วัฒนธรรมองค์กร” คือแนวทางการทำงาน ความเชื่อ และวิถีปฏิบัติของสมาชิก ซึ่งมีจุดตั้งต้นมาจาก “หัวเรือ” ที่เป็นคนวางรากฐานสิ่งต่างๆ ทั้งการตั้งเป้าหมาย สร้างแรงกระตุ้น การตอบแทน โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นคำตอบของคุณภาพชีวิตในองค์กร ดังนั้นการถามถึง “วิธีการทำให้สำเร็จ” นอกจากจะให้คำตอบที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้ว ยังแสดงออกว่าเราให้ความสำคัญกับแกนหลักขององค์กรด้วย 2) เป้าหมายสำคัญสูงสุดในปีหน้า และอุปสรรคที่อาจต้องเผชิญ คำถามนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจชัดเจนว่าวิสัยทัศน์ของผู้บริหารว่าเป็นแบบไหน อะไรคือเป้าหมายสูงสุดสำหรับบริษัทต่อจากนี้ และตระหนักถึงความจริงที่ว่าแม้ความสำเร็จจะน่าสนใจแต่ก็อาจมี “ความเสี่ยง” บางอย่างที่ทำให้ล้มเหลวได้เช่นกัน แถมยังสามารถบ่งบอกถึงความเป็นผู้นำของอีกฝ่ายมีการประเมินความเสี่ยงรอบด้านอย่างรอบคอบหรือทะเยอทะยานจนไม่เผื่อใจ “แผนสำรอง” ไว้เลย จากคำตอบที่ได้ ก็ลองถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรหากเข้าไปแล้วจะสามารถทำงานด้วยกันได้ไหม 3) ทีมที่ประสิทธิภาพสูงเป็นแบบไหนแล้วต้องทำยังไงถึงจะเป็นได้ การจะได้ประสิทธิภาพของงานที่เพิ่มขึ้นผู้บริหารต้องรู้จักวิธีที่จะสามารถกระตุ้น ดึงศักยภาพและภาวะผู้นำของคนในองค์กรได้ ซึ่งรวมถึงอุปสรรคที่เป็นด้านตรงกันข้ามคือควรจัดการกับภาระที่คอยถ่วงโดยไม่เกิดประโยชน์ด้วย อีกหนึ่งประเด็นที่เราจะได้จากคำถามนี้คือ “ระบบการประเมิน” ขององค์กรเป็นอย่างไร Feedback กันได้อย่างตรงไปตรงมาแค่ไหน ซึ่งเป็นอีกวิธีที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรเช่นกัน 4) คาดหวังอะไรจากตำแหน่งงานนี้ แล้วจะวัดผลด้วยอะไร สิ่งสำคัญก่อนจะเริ่มงานคือเข้าใจถึง “หน้าที่สำคัญ” เรื่องที่ต้องรับผิดชอบ นิยามของความสำเร็จและคงไม่มีอะไรให้คำตอบได้ชัดเจนเท่าการถามหัวหน้างานโดยตรง การมีความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าอะไรสำคัญและคำว่า “ผลงานดี” มีลักษณะแบบไหนจะทำให้เราสามารถหาวิธีที่ชัดเจนในการบรรลุความคาดหวังหรือสรุปง่ายๆ ว่า “ตีโจทย์แตก” ได้อย่างตรงจุด โดยเราอาจอาศัยหลักการวางเป้าหมายแบบ 30/60/90 ร่วมด้วยเพื่อช่วยให้เราวางแผนการทำงานตามโจทย์ต่างๆ ได้ดีขึ้น (อ่านได้ที่บทความนี้: https://bit.ly/3NjwsfS) สรุป 4 คำถามดังกล่าวเป็นการเช็กเบื้องต้นถึงสไตล์การทำงานทัศนคติและวิสัยทัศน์ ซึ่งช่วยให้เราได้คัดกรององค์กรที่ใช่ก่อนตัดสินใจเริ่มงานจริงเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพิ่มโอกาสในการหางานมอง หาก้าวต่อไปของอนาคตผ่านเครือข่าย Recruiter มืออาชีพ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา: https://www.sourcedout.asia/talents/new อ่านบทความด้านการเทคนิคการสมัคร - สัมภาษณ์งานเพิ่มเติมที่: รวมข้อแนะนำการใช้ Linkedin หางาน คำแนะนำจาก 100 ผู้เชี่ยวชาญด้านการ Recruit 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน รู้ได้ทันทีว่าองค์กรไหนควร "หนีไป" แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/42tVywO #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Jobinterview #Tips ### วิธีใช้ Linkedin หางาน คำแนะนำจาก 100 ผู้เชี่ยวชาญด้านการ Recruit Linkedin ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่คนทั่วโลกใช้สร้างคอนเนกชัน สร้าง Personal Branding ด้านการทำงาน รวมถึงใช้ “มองหางาน” ซึ่งโดดเด่นด้วยฟังก์ชันระบุประสบการณ์ทำงาน ทักษะสำคัญ (Key essential skills) รวมถึงจำนวนผู้ใช้งานกว่า 930 ล้านบัญชีซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เป็นเครือข่ายที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลาย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ปัจจุบันใครๆ ต่างก็มีโปรไฟล์ Linkedin ไว้มองหาโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเอง ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “Your Linkedin profile is your Digital Brand” สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มาบ้าง การใช้ Linkedin คงไม่ยากอะไร แต่สำหรับ “มือใหม่” อาจต้องอาศัยความเข้าใจและเทคนิคเล็กน้อยเพื่อโปรไฟล์ที่โดดเด่นมากขึ้น และนี่คือคำแนะนำการใช้ Linkedin เพื่อหางานซึ่งแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการ Recruit Photo รูปโปรไฟล์และภาพหน้าปกคือ 2 สิ่งแรกที่คนจะเห็นเมื่อคลิกเข้าไปดู Linkedin ของคุณ ซึ่งภาพสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง ทั้งบุคลิก วุฒิภาวะ และความเป็นมืออาชีพ ในบทความได้แนะนำในเรื่องการใช้รูปภาพว่า 1) แน่ใจว่าภาพถ่ายใกล้เคียงปัจจุบันที่สุด 2) สามารถมองเห็น ‘ใบหน้า’ ได้ชัดเจน 3) แสดงถึงบุคลิกภาพและคงไว้ซึ่งความสุภาพ หลายคนอาจสงสัยว่ารูปถ่ายมีผลแค่ไหน คำตอบจาก Recruiter จากหลายบริษัทระบุว่า “มีผล” ไม่ทางคุณสมบัติก็ทางความรู้สึก เนื่องจากรูปถ่ายคือสิ่งแรกๆ ที่จะถูกมองเห็นและสามารถสะท้อนถึงความเป็นตัวเราได้ จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ Recruiter ใช้คัดกรองเบื้องต้น หากรูปที่ใช้ดูไม่ชัดเจน ไม่ Professional ไม่น่าประทับใจก็มีสิทธิที่จะถูกปัดตกและมองข้ามไปได้ “รูปถ่ายควรแสดงถึงตัวคุณในแบบที่ดีที่สุด” Arno Markus อดีต recruiter และผู้ก่อตั้ง iCareerSolutions Headline ส่วน “พาดหัว” หรือส่วน Headline ใน Linkedin จะปรากฏด้านใต้ชื่อหรือหน้าโปรไฟล์ของเรา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ Recruiter มักจะมองหาเพื่อคัดกรองคุณสมบัติกับความต้องการในรายละเอียดงาน ดังนั้นเราจึงต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นส่วนที่สามารถถูกมองเห็นแบบเต็มๆ เมื่อมีการค้นหาโปรไฟล์ของเรา ข้อระวังคือส่วนของ Headline ถูกกำหนดไว้ให้ใส่ได้เพียง 220 ตัวอักษรเท่านั้น ดังนั้นคงไม่ต้องอธิบายมากว่าควรระบุเฉพาะ “เรื่องที่สำคัญและโดดเด่นมากที่สุด” แต่หากไม่รู้ว่าควรใส่ข้อมูลเกี่ยวกับอะไรดีผู้เขียนก็ได้แนะนำแนวทางไว้ดังนี้ 1) ตำแหน่งหน้าที่ | ความสำเร็จ 2) ตำแหน่งหน้าที่ | ประสบการณ์ 3) ตำแหน่งหน้าที่ | บทบาทความรับผิดชอบ 4) ตำแหน่งหน้าที่ | ความเชี่ยวชาญ | ฯลฯ Tips ทิ้งทายในส่วนของ Headline คือไม่ควรใช้พื้นที่ส่วนนี้พูดถึง “บริษัทเก่า” เพราะแม้ว่าจะเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงแต่ก็ไม่ได้เป็นกระบอกเสียงพูดแทนตัวเราได้ดีเท่าเราพูดเอง นอกจากนี้หากเริ่มได้รับความสนใจแล้ว Recruiter ก็จะต้องอ่านโปรไฟล์ของเราทั้งหมดอยู่ดี จึงควรเน้นไปที่ตำแหน่ง ทักษะ ประสบการณ์เน้นๆ จะดีกว่า About Recruiter ส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้ที่กำลังหางานควรใช้ส่วนสรุป (About) อธิบายเกี่ยวกับตัวเอง พรีเซนต์ตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้ในแง่ดีที่สุดทั้งเป้าหมาย ความสามารถ ผลงาน ประสบการณ์ แบบตรงประเด็นไม่เวิ่นเว้อ ยาวไม่เกิน “สองบรรทัด” แม้ว่าส่วน ‘About’ ควรจะเน้นที่ด้านการทำงานมากที่สุด แต่การระบุถึง “ความสนใจส่วนตัว” นอกเหนือจากเรื่องงานจะทำให้ Recruiter ได้รู้จักตัวตนเราในแง่มุมอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจติดต่อเข้ามาเร็วขึ้นกว่าเดิม สุดท้ายการใส่ข้อความแบบ Call-to-action ซึ่งก็คือการ “ระบุเป้าหมายที่ชัดเจน” ว่าต้องการอะไร สามารถติดต่อได้อย่างไรซึ่งช่วยให้ Recruiter ทำงานกับเราง่ายขึ้น Featured Content Recruiter จำนวนมากแนะนำว่าพื้นที่ส่วนนี้ควรมีไว้เพื่อ “อัปเดตความสำเร็จ” หรือแสดงความเคลื่อนไหวทางชีวิตการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสายงาน ความสนใจต่างๆ อาทิ ผลงานความสำเร็จ บทความวิจัย พูดง่ายๆ ว่าพยายามปั้น Branding ของตัวเอง หาแสงให้เราอยู่ในสายตาบุคคลภายนอกอยู่เรื่อยๆ Activity ฟีดกิจกรรมการเคลื่อนไหวบน Linkedin อาทิ การแชร์ ความคิดเห็น การเผยแพร่เนื้อหา เป็นสิ่งที่สามารถแสดงถึงการมีส่วนร่วมในสิ่งที่เราสนใจและทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อการรับรู้ว่าเราเป็นคนแบบไหนยังแสดงออกว่าเรากำลัง “Active” ที่จะมองหางานด้วย Jonathan Reynolds, CEO จากบริษัท Titus Talent ยังอธิบายเพิ่มว่า การใช้งาน Linkedin สม่ำเสมอ มีการเชื่อมต่อกับผู้คนที่หลากหลายในสายงานแสดงให้เห็นถึง “คอนเนกชันที่แข็งแรง” ซึ่งถือเป็นกำไรของบริษัทที่จะได้ไปเช่นกัน Experience จุดคาใจเมื่อหลายคนไม่มั่นใจว่า “บอกแค่ไหน” ถึงจะดีและตัวอย่างที่ดีควรต้องระบุถึงอะไรบ้าง เราอาจเคยได้ยินหรือเข้าใจว่า “น้อยแต่มาก” บอกแค่ตำแหน่งและชื่อบริษัทก็เพียงพอ แต่บทความนี้พบว่า Recruiters ส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้สมัครอธิบายเกี่ยวกับการทำงานแบบลงรายละเอียดให้ครบถ้วน Brianna Rooney ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ TalentPerch อธิบายว่า “โปรไฟล์ Linkedin ควรทำหน้าที่ได้ไม่ต่างจากเรซูเม่” ด้วยการระบุถึงตำแหน่ง หน้าที่รับผิดชอบ ความสำเร็จที่ได้โดยแบ่งเป็นหัวข้อย่อยและลงรายละเอียดให้ชัดเจน โดยแนะนำให้นำ “ความสำเร็จ” ขึ้นมาดึงความสนใจก่อน เช่น เพิ่มยอดขายให้แผนก 200% จากการเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย เพิ่มเติมคือหากทำงานอยู่กับบริษัทขนาดเล็กก็อย่าลืมอธิบายลักษณะของธุรกิจไว้เบื้องต้นด้วย Licenses & Certifications การใส่หลักฐาน อาทิ License ใบประกอบวิชาชีพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในบางสายงาน เช่น Finance, CFA, CFP หรืออื่นๆ ซึ่งนอกจะใช้พูดแทนทักษะ ความสามารถแล้ว Jonathan Reynolds, CEO บริษัท Titus Talent Strategies เสริมว่ายังแสดงถึงความทุ่มเทในการพัฒนาตัวเองด้วยซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว (การหมั่นพัฒนาตัวเอง) จะกลายเป็นข้อดีที่สร้างแรงขับเชิงบวกสู่ทีมในอนาคต Recommendations แม้ Recruiter จะรู้ว่าความจริงเบื้องหลังว่าการแนะนำนี้อาจมีส่วนที่ “อวย” เกินจริงไม่ได้ตรงตามที่ทั้งหมดได้ระบุไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ “คอนเนกชัน” ที่เกิดขึ้นรวมถึงเป็น Reference check เกี่ยวกับผู้สมัครได้ ซึ่งมุมมองในฐานะ Recruiter โดย Arno Markus ผู้ก่อตั้ง iCareerSolutions อธิบายว่า ถ้ามีคนอื่นๆ แนะนำเกี่ยวกับตัวคุณไม่ว่าจะเรื่องทักษะการทำงาน ประสบการณ์ ก็จะส่งผลดีต่อการตัดสินใจว่าคุณจะได้ไปต่อในฐานะ Candidate สำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ หรือไม่ Steven Waudby ยังเสริมว่าหากหน้าโปรไฟล์ของคุณมี Recommendations จากอดีตหัวหน้างาน หรือแม้แต่จากหัวหน้าปัจจุบัน ก็เปรียบเสมือน “ทางลัด” ที่สามารถนำมาพิจารณาโดยไม่จำเป็นต้อง Reference check ด้วยซ้ำ นอกจากนี้การมี Recommendations ที่แข็งแรง ยังช่วยเพิ่มการมองเห็นโปรไฟล์ได้ผ่าน Keywords ซึ่งช่วยแสดงผลในสิ่งที่ตรงกับที่ Recruiter ค้นหาจึงเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับอนาคตของเราในทางอ้อม หวังว่าเทคนิคที่เราได้นำมาฝากกันในบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนได้มีความเข้าใจและสามารถใช้ Linkedin ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นและสุดท้ายหากคุณกำลังวางแผนที่จะมองหางาน อย่าลืมติดตามตำแหน่งงานดีๆ สถานที่ใกล้บ้านหรือฝากโปรไฟล์ไว้กับเราได้เลย คลิก: https://www.sourcedout.asia/talents/new อ่านบทความด้านเทคนิคการสัมภาษณ์งานเพิ่มเติม: S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้ดูมืออาชีพ แม้จะเป็นคนพูดไม่เก่ง จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังจะได้งาน? สังเกตจาก 7 สัญญาณต่อไปนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/43IdapL #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Linkedin #Tips #Career #Newjob ### タイで仕事を見つける方法は?どんな職種があるの? 近年日本から海外に就職、転職をする人が増えてきているというニュースを見かけます。 その中でもタイは日本人の求職者が多いと言われている国の一つでもあります。 しかしタイで働きたいけど、まずどうやって仕事を見つけたらいいの?自分に合う職種はあるの?と悩む人もいるのではないでしょうか。 そこで今回はタイで仕事を探す方法、さまざまな職種をご紹介します。   【目次】 ①タイで仕事を見つけるには? ②どんな職種があるの? ③日本とは違う注意点! ④まとめ   ①タイで仕事を見つけるには? まずタイで仕事を見つける方法として2つの方法があります。 ■海外転職エージェントに登録する 日本人が海外で仕事を探す場合、現地の転職エージェントサイトに登録し求人を見つけることが多いです。 日本からでも求人を探したり応募することができるので、条件に合った求人情報が見つかるまで仕事を続けられることができます。 ■現地の人材紹介会社を利用する タイの首都、バンコクは世界の都市別で見た時に人口が世界で2番目に多いと言われています。 そして東南アジアの国々の中で最も日本人が多く働いており、そのため人材紹介会社も多く、スキルや希望に合った企業を紹介してもらえます。 担当も日本人の方が多いので、言語に不安を感じる方も安心して利用できます。   ②どんな職種があるの? 先ほどもお伝えしたように、バンコクには多くの日本人が働いています。 どんな職種があるのか気になるところですが、弊社が保有している業界の割合は下記のようになります。 ・商社  :12% ・製造業 :50% ・コンサル:9% ・接客  :7% ・IT   :11% ・その他(物流、金融、医療、不動産、広告):11% ※2023年5月24日時点   ■商社 商社で働くというと営業職を思い浮かべる人も多いですが、商社の中にもさまざまな職種が存在します。 ・営業 営業は、商社の顔ともいえる職種です。生産者側とメーカー側の両方の担当者と関わりながらプロジェクトを進めていきます。 社内での業務より、取引先に出向く時間が多く、体力的にハードな仕事です。 ・営業事務・貿易事務 社外でプロジェクトを進める営業に代わり、書類作成や電話対応などのデスクワークが中心の業務を担当します。 特に貿易関連では、海外とのやり取りも多く、外国語スキルを活かすことができます。 各国の税関に対応するため、幅広い知識が必要とされます。 ・事業企画 企業を運営するための企画や経営戦略などを行う職種です。 取引する企業を決めたり、今後進出していく分野を決めたりするためマーケティングに近い要素もあります。 他企業の事業を改善する提案をするなど、コンサルティングの役割も担う場合もあるでしょう。   ■製造業 製造業とは、材料もしくは部品を加工・組立した製品を製造し販売する職種です。 自動車メーカー、医療機器メーカー、食品メーカーなど、つくっている製品ごとに分類することができます。 バンコク郊外に工場地帯が多くあり、バンコクから通勤する人もいれば郊外に住居を持つ人もいます。   ■コンサルタント コンサルタントとは、クライアント企業の経営課題を明らかにし、課題解決のための戦略を立案・提言することによって企業の成長や業績改善を支援する仕事です。 扱う内容は、財務や会計、ITを使った業務プロセスの改革、マーケティング戦略、人事戦略、生産プロセス戦略、エネルギー戦略など多岐にわたります。 担当する業界についての専門知識はもちろんのこと、事業会社の企業経営や組織運営などの知識・理論に精通していることが求められます。   ■接客 ・コールセンター 主に日本在住のお客様を対象に、日本語によるオペレーターとして問い合わせや注文受付などの電話応対、メール応対、パソコンでのデータ入力や処理業務が仕事内容です。 ・飲食店 日系飲食店にて接客業務全般、予約管理、問い合わせ対応(電話、メール、SNSなど)を担当する仕事です。 ・ホテルスタッフ 主にフロントにて日本語で対応、予約管理、問い合わせ対応を担当する仕事です。 海外からの旅行者も多いので英語が話せることは重要視されています。   ■IT 専門的な知識と技術を駆使して、情報技術産業に関わる職業がエンジニアです。 もっともよく知られているのはシステムエンジニア(SE)ですが、ほかにもWebやインフラ、AI、ブロックチェーンなどに深く関わる職種もあり、それぞれ担当する業務が異なります。   ③日本とは違う注意点! タイで勤務する人は、外国人であっても社会保険への加入が義務付けられています。 社会保険は健康保険、雇用保険、老齢年金の3つで、毎月給与から5%が天引きされます。(医療保険や日本の国民年金等は任意での加入です) そして最も重要なのがビザです。タイで仕事をするには必ず就労ビザが必要となります。 また労働許可証であるワークパーミットも同時に取得する必要があります。 転職サイトや人材紹介会社から紹介される日系企業のほとんどにはビザ、ワークパーミットの支給が福利厚生に入っていますが、念のため求職活動を行う際に確認しましょう。   ④まとめ 今回はタイでの仕事探しや職種について紹介させていただきました。 タイでは日本人社員に任される業務は多くあり、日本人にしかできない業務内容やよりレベルの高い業務を任せてもらえる機会が増えるので、スキルアップや今後のキャリアアップが叶う可能性が広がるでしょう。 ぜひ今後のタイでの就職、転職活動の参考にしていただければと思います。 ### S.T.A.R เทคนิคตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้กระชับ ฉับไว ง่ายๆ แต่ได้ใจความ คุณคิดว่าตัวเองเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี สื่อสารชัดเจน เข้าใจ ตรงประเด็น เน้น “เนื้อ” ในทุกๆ การสัมภาษณ์งานที่เคยผ่านมา หรือบางครั้งก็ดี บางครั้งก็ออกทะเลแล้วแต่ “วัน” ว่าจะออกมาในท่าไหน เราอาจคิดว่าบางครั้งสาเหตุที่ล้มเหลวเป็นเพราะเรื่องของการเตรียมตัว ปฏิกริยาท่าทางของผู้สัมภาษณ์ รวมถึงบรรยากาศที่ชวนประหม่าจนทำได้ไม่ดีในการสัมภาษณ์ สิ่งเหล่านี้ก็อาจใช่ในฐานะส่วนหนึ่ง แต่ยังมีอีกส่วนที่เกิดจาก “ทักษะการสื่อสาร” ซึ่งทำให้เราทั้งเล่าเรื่องได้ไม่ดีโดยเฉพาะเมื่อเจอคำถามยากๆ ที่ต้องอาศัยรายละเอียดเพื่อความเข้าใจจนทำให้เราเริ่มจะอธิบายแบบออกทะเล เราสามารถแก้ปัญหาด้วยหลัก S.T.A.R ที่ช่วยกำหนด “โครงสร้างการตอบคำถาม” ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้คนที่พูดไม่เก่งสามารถตอบคำถามได้อย่างดีและตรงประเด็นมากที่สุด โดยหลัก S.T.A.R มาจาก 4 ตัวอักษรได้แก่ S: Situation (สถานการณ์) T: Task (หน้าที่ที่รับผิดชอบ) A: Action (ทำวิธีไหน อย่างไร) R: Result (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น) เนื่องจากส่วนมากผู้สัมภาษณ์มักถามถึง “เหตุการณ์” หรือ “สถานการณ์” จากประสบการณ์ของเรา ดังนั้นการตอบคำถามให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจนจบจึงต้องมีทั้งตัวอย่างสถานการณ์ หน้าที่ความรับผิดชอบ วิธีที่เราตัดสินใจทำ รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้ เช่น เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า “งานไหนที่คุณทำแล้วภาคภูมิใจมากที่สุด” เมื่อถูกถามลักษณะนี้เราก็ควรตอบได้ทุกมิติทั้ง งานไหน-ทำอะไร-ทำไม-ผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายได้คำตอบที่ทั้งตรงประเด็น ครบถ้วน และสนใจในผลงานของเรามากขึ้น นอกจากนี้เมื่อมีข้อมูลมากพอ อีกฝ่ายยังทำการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเราเหมาะกับตำแหน่งงานนี้แค่ไหน โดย 4 ขั้นตอนต่อไปนี้จะเป็นการนำหลัก S.T.A.R มาปรับใช้ ด้วยตัวอย่างคำถามว่า “โปรดเล่าถึงความสำเร็จที่ตอนแรกคิดว่ายากเกินตัว” 1) เลือก Situation ที่น่าสนใจ เราไม่จำเป็นต้องบอกทุกอย่างให้อีกฝ่ายรู้เพียงแต่ต้องนำเสนอ “เรื่องที่น่าสนใจมากที่สุด” รวมถึงเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่กำลังสัมภาษณ์อยู่ให้ได้มากที่สุด 2) พูดถึง “หน้าที่สำคัญ” ให้ชัด โดยเฉพาะเมื่อเรามีส่วนสำคัญในโปรเจกต์นั้นๆ ซึ่งคำตอบในข้อนี้จะทำให้ผู้สัมภาษณ์มองเห็น ว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งงานนี้หรือไม่ ขั้นตอนนี้จะเป็นการอธิบายแบบ “ภาพรวม” ยังไม่ลงลึกถึงรายละเอียดที่ทำจริงๆ 3) เล่าถึงรายละเอียดหน้างาน เมื่ออีกฝ่ายเข้าใจถึงความต้องการและหน้าที่รับผิดชอบของเราแล้ว ถึงเวลาเล่าถึงรายละเอียดหน้างานที่เราทำแล้วสามารถ “บรรลุเป้าหมาย” หรือช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จริง กุญแจสำคัญคือเน้นสิ่งที่เป็นรูปธรรมมีขั้นตอนที่สามารถชี้วัดจับต้องได้ 4) ผลลัพธ์เป็นอย่างไร จุดนี้ถือได้ว่าสำคัญมากที่สุดในบรรดาทั้งหมด 4 ตัวอักษร เนื่องจากในมุมมองของผู้สัมภาษณ์อาจไม่ได้สนใจว่า “เราทำอะไร” แต่สนใจอย่างยิ่งว่าทำแล้ว “ได้อะไรกลับมา” ดังนั้นเราต้องตอกย้ำถึงความเปลี่ยนแปลงที่เราสร้างซึ่งสำคัญคือต้องชี้วัดได้ และ “ตัวเลข” สำคัญเสมอ รวมถึงควรอธิบายผลในระยะยาวที่เกิดขึ้นด้วย เมื่อนำทั้ง 4 ขั้นตอนมารวมกันก็จะได้เป็นโครงสร้างการตอบคำถามดังนี้ “ณ ขณะนั้นบริษัทมีเป้าหมายต้องการ__ในฐานะฝ่าย___จึงมีหน้าที่รับผิดชอบด้าน___ภายในระยะเวลา____ จากโจทย์ที่ได้รับจึงเริ่มจาก___แล้วพบว่ามีทางเลือก___ จึงนำไปปรึกษากับทีมและได้นำโปรเจกต์___ เพื่อ___ โดยผลลัพธ์คือ___ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงเรื่อง___ภายในระยะเวลา___บรรลุเป้าหมาย__%” 4 ขั้นตอนนี้เป็นเพียงแนวทางที่ช่วยให้เราสื่อสารตอบคำถามได้อย่างตรงประเด็นและไม่ออกทะเล แต่การจะทำให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจและมองเรา “ดีที่สุด” ยังต้องอาศัยทักษะรวมถึงปัจจัยๆ อื่นๆ พิจารณาควบคู่อีกมาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากพัฒนาตัวเองเพิ่มทักษะการสัมภาษณ์งาน เรียนรู้ทริคการสมัครงาน ก็อย่าลืมติดตามและฝากโปรไฟล์ไว้กับ Reeracoen Recruitment Thailand ด้วยนะครับ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: ทำไมเมื่อคนเรา “ได้ดี” แล้วมักจะมีนิสัยเปลี่ยนไป เทคนิคเสริมความมั่นใจก่อนสัมภาษณ์งานฉบับ Introvert แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3N6qBdH  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Jobinterview #Tips ### タイのビザ問題 タイに長期で滞在する際には、目的に合わせたビザを取得する必要があります。 今回はそれらのビザを紹介していきます。   【目次】 ①観光ビザ(ツーリストビザ) ②ノンイミグランドB (就労) ③ノンイミグランドO (家族) ④ノンイミグラントO (リタイヤメント) ⑤ノンイミグランドED ⑥ビザ申請場所 ⑦90日レポート   ①観光ビザ(ツーリストビザ) まず初めに、タイはビザ無しで入国することが出来ますが、下記条件が満たされている人のみが入国可能となっております。 ・パスポートに6ヶ月以上の残存期間がある ・帰国のチケットを所持していること ビザ無しでのタイ滞在は入国の日から30日までですが、滞在延長手続きを取れば30日間滞在を延長できます。   ②ノンイミグラントB(就労) タイで働く際に必ずビザを取得しなければなりません。 このノンイミグラントBビザは、日本企業に所属している場合とタイの現地採用で働く場合、いずれにおいても取得が可能で会社による代理申請も可能です。 ビザの有効期限は発行日から3ヶ月、入国後の滞在可能日数は90日となっています。 ※この期間にワークパーミット(労働許可証)を取得する必要があり、こちらを取得するとビザが1年間有効に切り替わります。   ③ノンイミグラントO(家族) ノンイミグラントOビザは、タイで正規就労する人の配偶者と20歳未満の扶養家族や、タイ人と結婚して配偶者となる人が申請できるビザです。 ビザの有効期限は発行日から3ヶ月、入国後の滞在可能日数は90日となっています。 ※このビザを持つとタイで就労することは認められないので要注意を。   ④ノンイミグラントO(リタイヤメント) ノンイミグラントOビザは、満50歳以上で、日本もしくは日本国籍もしくは日本に永住権を持つ外国籍の方が申請出来るビザです。 また以下の条件を満たしている必要があります。 ・タイ王国の入国禁止者リストに載っていない ・過去に日本でタイの治安を脅かすような犯罪歴がない ・80万バーツ以上の貯金、または月65,000バーツ以上の年金収入、または貯金及び収入の合計が80万バーツ以上ある方 ノンイミグラントO(リタイヤメント)ビザの有効期限はビザ発行日から3ヶ月です。 入国後の滞在可能日数は90日となっていますが、入国後にタイ入国管理局で滞在期間延長の申請をすることができます。   ⑤ノンイミグラントED ノンイミグラントEDは教育ビザや留学ビザと呼ばれるビザの種類です。 このビザはタイ教育省の認可を受けている教育機関への入学、留学、勉学を目的としている人が申請できるビザです。 学生のみが取得できるビザなので、学校教育機関ではない語学学校や塾等に通うために申請することはできません。 また、EDビザの保有者は就労許可証(ワークパーミット)は取得できないので就労も認められません。   ⑥ビザ申請場所 タイビザの取得は基本的にタイ国外で取得しますが、ノンイミグラントビザに関してはタイ国内でも取得が可能です。 その場合、申請時に所持するビザの残存日数が15日以上ある必要があるので必ずスケジュールを押さえておきましょう。 日本で取得する場合は、タイ王国大使館(東京)、在タイ王国総領事館(大阪)、在名古屋タイ王国名誉総領事館(名古屋)、在福岡タイ王国総領事館(福岡)で申請できます。 タイ国内で申請する場合は、タイ移民局 ディビジョン1(バンコク・チェーンワッタナー)、タイ移民局 パタヤ支所(チョンブリ)、タイ移民局 ラヨーン支所(ラヨーン)にて申請可能です。   ⑦90日レポート 90日レポートとは、タイに90日連続して滞在する際に現住所(滞在地)を申告することです。 90日を超えて滞在する場合(出国しない場合)は、この90日レポート(90 Days Report)を申請しなくてはいけません。 万が一、90日レポートを提出を忘れたり、提出をしなかったりした場合は、罰金として5,000THBに加え遅れた日数 x 200THBを取られます。 多くの日系企業の会社では代行サービスを利用しています。     まとめ 今回はタイに移住する際や長期滞在するために必要なビザの種類をご紹介しました。 滞在目的によって必要なビザの種類が異なります。自分のビザの種類を事前に調べておき、申請をするにあたりさまざまな書類を揃える必要があるため、早めに準備しておきましょう。 また個人で取得するとなると言葉に壁や不安があるかと思いますので、専門知識が豊富な代行業者を利用するのがオススメです。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### เทคนิคเสริมความมั่นใจก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์งานฉบับ Introvert การสัมภาษณ์งานนับว่าเป็นความกดดันและชวนให้เครียดได้เกือบทุกคน เมื่อเราต้องพาตัวเองไปเจอการยิงคำถามยากๆ ซึ่งต้องตอบให้ได้อย่างดีภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด หากเตรียมตัวไม่ดีก็ถึงขั้น “สติหลุด” ได้ง่ายๆ ซึ่งสำหรับชาว Introvert การต้องเจอกับสถานการณ์ดังกล่าวเปรียบได้ไม่ต่างจากการไปออกรบ เพราะลำพังแค่ไปพบเจอ พูดคุยกับคนแปลกหน้าก็ถือเป็นเรื่องที่ยากสุดๆ สำหรับพวกเขาแล้ว แถมยังต้องมาโดนยิงคำถามยากๆ พูดคุยกันในเชิงลึก และพยายามขายตัวเองอีก ถือเป็นสิ่งที่ขัดกับธรรมชาติของชาว Introvert ที่มักจะอึดอัดและไม่มั่นใจหากต้องเข้าสังคม โดยเฉพาะการอยู่กับคนแปลกหน้า ทำให้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ “สัมภาษณ์งาน” ชาว Introvert จึงดูขาดความมั่นใจในตัวเองจนไม่สามารถทำให้ผู้สัมภาษณ์ประทับใจได้ แต่หากคุณกำลังคิดว่าชาว Introvert ไม่มีทางที่จะทำได้ดีในการสัมภาษณ์ ต้องบอกเลยว่าคิดผิดแล้ว เพราะข้อดีในตัวพวกเขาคือการ “ฟัง คิด วิเคราะห์” ที่อาจมีมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาศัยการฝึกทักษะต่อไปนี้อีกเล็กน้อยก็จะทำให้สามารถมั่นใจในตัวเองและทำการสัมภาษณ์ได้ดีมากขึ้น 1) กักตุนพลังงานไว้เยอะๆ สิ่งหนึ่งที่ Introvert มักเป็นเหมือนกันคืออาการ “เหนื่อย” เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนนานเกินไป และเมื่อเหนื่อย พวกเขาก็จะ “หยุด” หรือเรียกง่ายๆ ว่าช็อตไปดื้อๆ ซึ่งการสัมภาษณ์งาน คือการพูดคุยมีปฏิสัมพันธ์และซื้อใจกันระหว่างคน 2 ฝ่าย เราจึงไม่สามารถ “เหนื่อย” และช็อตไปเองได้เพราะนั่นคงทำให้อีกฝ่ายไม่ประทับใจอย่างแรง ดังนั้นหากรู้ตัวว่าจะต้องมีนัดสัมภาษณ์งาน ก็จงเคลียร์ตารางตัวเองให้เรียบร้อย ลดการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นให้น้อยลง เตรียมตัวให้พร้อม ผ่อนคลาย รักษาความเฟรช และอย่าให้สิ่งใดมา “แย่งชิงพลังงาน” ของเราไปได้ 2) ใส่ใจในรายละเอียด แม้บางคนอาจไม่ชอบพูดคุยเรื่อยเปื่อย แต่ในการสัมภาษณ์เราก็จำเป็นต้องทำ นอกจากจะช่วยให้เรารู้จักกันมักขึ้นแล้วการมีจังหวะพูดคุยกันในเรื่องเล็กๆ เช่น “วันนี้เป็นยังไงบ้าง” ก็ทำให้บรรยากาศที่ดูจริงจัง กดดัน เคร่งขรึม ดูผ่อนคลายลงได้ สิ่งสำคัญคือการใช้ “คำตอบ” ซึ่งส่วนมากชอบตอบห้วน สั้น แบบปลายปิด โดยไม่ใช่เพราะเราหยิ่งหรือไม่อยากคุยด้วย แต่หลักๆ เป็นเพราะไม่รู้จะตอบหรือคุยอะไร เช่นผู้สัมภาษณ์ถามว่า “วันนี้เป็นยังไง” ด้วยความประหม่าหรือคิดไม่ทันเราก็อาจตอบง่ายๆ สั้นๆ ว่า “ก็ดี” ซึ่งฟังดูไม่ค่อยเป็นมิตรสำหรับอีกฝ่าย ลองใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นเปลี่ยนเป็นการตอบคำถามด้วยการถามกลับ เช่น “วันนี้ดีนะ ขอบคุณมากแล้วคุณล่ะ วันนี้เป็นยังไงบ้าง” แค่ปรับง่ายๆ เท่านี้ก็จะดูเป็นมิตรมากขึ้น 3) ไม่โอ้อวด แต่ก็ไม่ถ่อมตนจนเกินไป ปัญหาของ Introvert คือการไม่ค่อยพูดถึงตัวเอง ไม่ใช่เพราะไม่ภูมิใจในความสำเร็จหรืออะไร แต่เกิดจากการที่ไม่ชอบให้ตัวเองอยู่ในจุดสนใจ ซึ่งเราไม่สามารถทำแบบนั้นได้กับการสัมภาษณ์ เพราะองค์กรจะต้องหาคนที่ “โดดเด่นที่สุด” และคงน่าเสียดายหากเราเป็นคนคนนั้นแต่แสงส่องมาไม่ถึง เพราะขายตัวเองไม่เป็น ฝึกพูดคุย อธิบายเกี่ยวกับตัวเองทั้งทักษะ และความสำเร็จผ่านกระจก ให้เกิดความเคยชิน แล้วค่อยๆ ขอความร่วมมือลองขยับไปพูดกับคนใกล้ตัว อาทิ เพื่อน ครอบครัว เผื่อช่วยแก้ไขพัฒนาในส่วนที่เรายังต้องปรับปรุงแต่อาจมองไม่เห็น สุดท้ายอย่าลืมว่า First Impression สำคัญมากๆ พยายามมีความกระตือรือร้นที่จะพูดคุยด้วยความมั่นใจ เป็นมิตร สุภาพและให้เกียรติกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้อีกฝ่ายเริ่มจดจำภาพเราในทางที่ดี นอกจากนี้ใช้ข้อดีในความเป็นตัวเองให้เกิดประโยชน์ นิสัยแบบ Introvert ทำให้เราเป็นนักฟังที่ดีและมักจะ “คิดก่อนพูด” อยู่เสมอ ดังนั้นบุคลิกดังกล่าวจึงไม่ใช่จุดอ่อนแค่ต้องอาศัยการปรับตัวเล็กน้อยเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: ทำไมเมื่อคนเรา "ได้ดี" ถึงมักมีนิสัยเปลี่ยนไป? 4 ขั้นตอนรับมือและฮีลใจเมื่อไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3BVL3HJ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Jobinterview #Introvert ### ทำไมเมื่อคนเรา “ได้ดี” แล้วมักจะมีนิสัยเปลี่ยนไป ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นเราย่อมมีความสัมพันธ์ มีมิตรภาพที่ดีเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นเรื่องปกติของความเป็น “มนุษย์” ณ ชั่วขณะหนึ่งเราอาจเกาะกันเหนียวแน่น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราจะพบว่าโอกาส ชะตา และเป้าหมาย คือสิ่งที่นำพาให้เส้นทางชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน ตอนเด็กเรามักจะเคยสัญญากับใครบางคนไว้ “เราจะเป็นเพื่อนรัก ไม่ทิ้งกันตลอดไป” แต่เอาเข้าจริงปัจจุบันก็แทบไม่ได้ติดต่อกันด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราห่างกันและอีกส่วนคือสิ่งต่างๆ มันเปลี่ยนไปแล้ว บางคนได้ดิบได้ดี เป็นใหญ่เป็นโต บางคนประสบความสำเร็จรวยล้นฟ้าแถมเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ซึ่งรวมถึงคนที่เคย “ดี” ในวันนั้นกลับกลายเป็นคนที่ดูจะเฮงซ*ยในวันนี้ หนังสือ What Makes You You? โดย Toffy Bradshaw ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำไมเมื่อคนเราได้ดีถึงมีนิสัยเปลี่ยนไปโดยแบ่งได้เป็น 3 สาเหตุดังนี้ 1) อำนาจของเงิน บางครั้งก็มาในรูปแบบตำแหน่งหน้าที่การงาน เคยเจอไหมว่าเพื่อนที่สนิทหรือทำงานร่วมกันมีท่าทีที่เปลี่ยนไป ดูไม่ใช่คนเดิมหลังจากได้เลื่อนขั้น ซึ่งเหตุผลเป็นเพราะ “เงิน” หรือความสำเร็จส่งผลต่อ Empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) ในผู้อื่น ในการทดลองได้นำกลุ่มตัวอย่าง 300 คนมาแบ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้เยอะ กับรายได้น้อย เพื่ออ่าน “ความรู้สึก” ที่แสดงออกบนใบหน้า ซึ่งหากมี Empathy สูงก็จะสามารถทำได้ดี และพบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยสามารถอ่านความรู้สึกบนใบหน้าได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “เงิน” มีผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมา ผ่านการทดลองแบ่งกลุ่มเล่น “เกมเศรษฐี” โดยแยกฝ่ายที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ ฝั่งที่ได้เปรียบ จะมีเงินเริ่มเริ่มต้นที่ 2,000$ และเมื่อเดินครบ 1 รอบจะได้อีก 200$ ส่วนฝั่งที่เสียเปรียบนั้นได้เงินแค่ครึ่งเดียวหรือ 1,000$ และเมื่อเดินครบก็ได้เงินอีก 100$ แน่นอนว่ากลุ่มที่มีเงินตั้งต้นมากกว่าก็ชนะไป แต่สิ่งที่สรุปได้จากการทดลองครั้งนี้ก็คือ กลุ่มคนที่ได้เปรียบมีการแสดงพฤติกรรมในเชิง "ยิ้มเยาะ เย็นชา" ตลอดการเล่นเกม 2) ทัศนคติ “ใครๆ ก็ทำกันแบบนี้” เชื่อว่าเป็นประโยคที่หลายคนได้ยินแล้วจะร้อง “ห๊ะ” แล้วคิดสวนกลับไปว่า แล้วแบบนี้มันดีจริงๆ เหรอ? แนวคิดดังกล่าวถูกระบุไว้ในหนังสือโดยเรียกว่า The False Consensus Effect หรือการที่เรามีความเชื่อว่า “คนส่วนใหญ่” จะต้องคิดแบบเรา ซึ่งสะท้อนถึงการ “เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง” ละเลยคนเห็นต่างเพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้ และมักจะเกิดขึ้นกับ “ผู้นำ” ที่ไม่สนใจความคิดของคนรอบข้างเพราะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป 3)  อีโก้ที่เกิดจากโรคไม่ยอมรับผิด เราทุกคนน่าจะเคยเจอกับคนประเภท “ฉันไม่ผิด” และมักจะหาข้ออ้างมาโทษสิ่งรอบตัวได้เสมอ ซึ่งเราอาจมองว่าแค่รับผิดแล้วขอโทษ คงไม่ยากเกินไป แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันอาจไม่ง่ายแบบนั้น เมื่อข้อมูลพบว่า “การยอมรับผิด” คือเรื่องยากสำหรับหลายคน จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,727 คนมาทำการทดสอบเรื่อง Self-Esteem Test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนที่ “ยอมรับผิด” เมื่อทำพลาดกับกลุ่มที่ “ไม่ยอมรับผิด” และได้ค้นพบสาเหตุหลักที่ทำให้คนเราเกลียดกลัวการยอมรับผิด 😞เกลียดความรู้สึกอ่อนแอ ไม่ชอบการถูกตำหนิ 😞กลัวไม่ได้รับความเคารพ เนื่องจากถูกมองว่าห่วยแตก 😞กลัวการถูกปฏิเสธ จึงต้องการ “การยอมรับ” จากผู้อื่นเสมอ 😞ความเป็น Perfectionist ต้องประสบความสำเร็จเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะลงเอยด้วยการ “ตอบโต้” อย่างรุนแรงเมื่อถูกบอกว่าเขาทำผิด และมองว่าคนอื่นอิจฉาที่ตัวเขาเองนั้นมีดีมากกว่า ไปจนถึงแก้แค้นด้วยการนำความผิดของอีกฝ่ายมาโจมตีเช่นกัน ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จอาจทำให้ดูมีอำนาจ เมื่อมีอำนาจ จึงคิดพึ่งพาคนอื่นน้อยลง และไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ใครหลายคนเป็นคนไม่ดี แต่มันทำให้เห็น "ตัวตน"ของเขาชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Whatmakesyouyou? #Psychology ### 4 ขั้นตอนรับมือและฮีลใจเมื่อไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน “ขอบคุณสำหรับความสนใจ แล้วเราจะติดต่อกลับไป” คำตอบจากฝ่าย HR ของบริษัทที่ทำให้เราเจ็บไม่แพ้การโดนบอกเลิกจากคนรัก ที่แม้จะไม่บอกตรงๆ แต่ก็รู้ว่าความหมายคือเราไม่ผ่านการสัมภาษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรา “ตั้งความหวัง” ไว้สูง เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการสมัครงานบางครั้งก็มีสิทธิที่จะลงเอยด้วยความผิดหวังบ้างเป็นปกติ ซึ่งเราก็มีสิทธิที่จะเสียใจได้ แต่ต้องแน่ใจว่าจะไม่ปล่อยให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกัดกินตัวเองจน “พัง” ตามไปด้วย คำถามคือเสียใจแล้วยังไงต่อ? บทความจาก The Muse ได้แนะนำ 4 ขั้นตอนฮีลใจตัวเองให้พร้อมไปต่อ (อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น) 1) ใช้เวลารักษาแผลใจและพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่เรื่องดีหากเราเริ่มใหม่ด้วยสภาพจิตใจที่ยังไม่มั่นคงเพราะอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดง่ายขึ้น ใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้มาก ทำความเข้าใจเหตุผลที่ทำให้ไม่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งการวิเคราะห์จุดอ่อนคือหนทางที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิมและกอบกู้ “ความมั่นใจ” กลับมาอีกครั้ง 2) คิดว่า “ถ้า” สามารถทำให้ดีกว่าเดิม มองให้รอบด้านว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ผ่านและ “ถ้า” มีโอกาสอีกครั้งจะทำให้ดีกว่านี้ได้ไหม เราอาจใช้เวลาเตรียมตัวที่มากขึ้น ศึกษาข้อมูลองค์กรให้ดีกว่าเดิม ทำการบ้านล่วงหน้าเตรียมแผนไปนำเสนอ ถ้าคำตอบคือที่ผ่านมาเราก็ทำดีที่สุดแล้ว และหากมีโอกาสอีกครั้งก็คงจะทำเหมือนเดิม ก็แปลว่าสาเหตุไม่ใช่เพราะเราพยายามไม่พอ แต่เป็นเพราะมีบางอย่างที่ไม่ “คลิก” กับองค์กร อาทิ บุคลิกภาพ ทัศนคติ เป้าหมายความสำเร็จ ซึ่งไม่แน่ว่าเราอาจไปได้ดีกับบริษัทอื่นก็ได้ โดยผู้เขียนแนะนำว่าช่วงท้ายของการสัมภาษณ์เราสามารถสอบถามได้ว่า “คุณคิดว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ฉันไม่ผ่านการคัดเลือกไหม?” หากได้รับคำตอบมา ก็สมารถนำสิ่งที่ได้มาไปปรับปรุงแก้ไขสำหรับครั้งต่อไปได้ นอกจากนี้บทความจาก Robert Walters Group ได้แนะนำในลักษะเดียวกัน ว่าสำคัญที่ผู้สมัครควรถามถึง Feedback จากการสัมภาษณ์งานเพื่อจัดการจุดอ่อนที่แท้จริง โดยไม่ต้องตีวงกว้างหาสาเหตุที่ทำให้ไม่ได้งานด้วยตัวเอง 3) ยอมรับในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ นอกจากการทำได้ดีในตอนสัมภาษณ์หรือมีโปรไฟล์ที่แข็งแรงมากแค่ไหน ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ รวมถึงคู่แข่งในเงามืดซึ่งเราไม่สามารถมีสิทธิรับรู้ได้เลย อาทิ เด็กฝึกงานที่สมัครกลับเข้ามาใหม่ ผู้สมัครในฐานข้อมูลที่เคยสัมภาษณ์ในอดีต งบการเงินขององค์กร ภาวะ Hiring Freeze ฯลฯ ดังนั้นเมื่อทำเต็มที่แล้วแต่ยังไม่ได้ก็ไม่ได้แปลว่าเป็น “ความผิด” ของเราแล้ว เพราะบางอย่างจังหวะเวลาที่ใช่ก็สำคัญเช่นกัน 4) ได้เวลากลับสู่การไล่ล่า เมื่อความรู้ผิดหวัง เสียใจ เริ่มจางลง รวมถึงความมั่นใจกำลังค่อยๆ กลับคืนมา ก็ถึงเวลากลับเข้าสู่โลกความจริงอันดุเดือดและด้วยประสบการณ์ที่ได้จากความผิดหวังครั้งก่อน ต่อไปเราก็จะมี “ภูมิคุ้มกัน” ต่ออะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เราอาจต้องเสียใจอีกหลายครั้ง แต่ลองนึกถึงสิ่งดีๆ ในวันที่เรา “สำเร็จ” ความรู้สึกนั้นมันจะพิเศษมากขนาดไหน เมื่อทุกความพยายามไม่ได้สูญเปล่าและสุดท้ายก็ได้นำมาพามาถึงจุดนี้ อย่าลืมว่าโลกไม่ได้แตกสลายเพียงเพราะสัมภาษณ์งานไม่ผ่านแค่ครั้งเดียว และสมัครงานไม่ผ่านก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่งแต่อาจแค่ยัง “ไม่ Match” กับที่นี่เฉยๆ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: รู้ได้ไงว่าจะได้งาน? สังเกตจาก 7 สัญญาณต่อไปนี้ 7 ทักษะ Soft Skills ที่ผู้นำจำเป็นต้องมีในยุคนี้ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3MKFZw2 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3opSBzl #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #JobRejection #Career ### バンコクの観光地とおすすめスポット タイには首都バンコクやリゾート地プーケット、チェンマイなど、人気の観光地がたくさんあります。 今回は観光地とバンコクでおすすめのスポットを紹介していきます。   〜 三大寺院 〜 バンコクにはいくつかの観光名所がありますが、まずは寺院巡りは定番でしょう。 市内だけでも数多くの寺院がありますが、”三大寺院”と言い、必ず訪れるべき寺院があります。   【ワット・プラ・ケオ】 1782年、ラーマ1世が現在の王朝であるチャクリー王朝を開いたときに護国寺として建てた寺院で、通称エメラルド寺院と呼ばれています。 Wat(ワット)とは寺院や王宮、宮殿のことを表しております。エメラルド・ブッダ(仏像)が季節に合わせ年3回衣替えし、タイで最も格式が高く美しいきらびやかな寺院です。   【ワット・ポー】 長さ46メートル、高さ15メートルの黄金の大きな涅槃仏が横たわるバンコク最古の寺院。涅槃仏の迫力もすごいのですが、仏教の世界観を現した108の図が描かれた巨大な足の裏は思わず見とれてしまう美しさです。 また、108つのツボにコインを1枚づつ入れていく、煩悩を捨て去るための儀式も体験できます。 ワットポーのもう一つの見どころが4つの巨大仏塔で、この仏塔はそれぞれタイの歴代の王様であるラマ1世、ラマ2世、ラマ3世、ラマ4世を表しているのだそうです。   【ワット・アルン】 日本では、三島由紀夫が小説『暁の寺』の舞台になった寺院としても知られています。 「暁」という名前の通り朝も白い仏塔が映えて美しいのですが、日が暮れてからのライトアップが特に人気の寺院です。 中心の大仏塔は高さ75メートル、台座の周囲は234メートルにも及ぶ大きさで階段で登る事もできます。     〜 マーケット 〜 次にタイならではのマーケットも観光客には大変人気があり、バンコク市内で気軽に行けるマーケットをご紹介します。   【チャトゥチャック・ウィークエンドマーケット】 チャトゥチャック・ウィークエンドマーケットは、週末に開催されるタイで最も大きい市場です。 約1.13km²の広大な面積を誇る敷地内には、雑貨や衣料品といった定番アイテムもあれば、アンティーク品や陶器、ガーデニング用品・植物、ペット・ペット用品、アーミーグッズ、シルバー製品、革製品、天然石など、何でもあるのでお土産はもちろん自分の買い物も一緒に出来ます。 屋台や近くのJJモール内にて食事を取り休憩も取れるので安心です。     【ジョッドフェアーズ・ダンネラミット・ナイトマーケット】 ナイトマーケットは日本でいう夜市のようなものです。 その中でもこのジョッドフェアーズ・ダンネラミット・ナイトマーケット、今年4月末にオープンしたばかりの新しいナイトマーケットです。 MRTラマ9世駅から徒歩2分の場所にある”ジョッドフェアーズ”と同じ経営になるのですが、広い芝生があるので夜風を感じてゆっくり過ごしたり、小さなお城が写真スポットになるなど今後さらに人気が出てくるマーケットでしょう。   【鉄道市場シーナカリン】 鉄道市場シーナカリンは、バンコク中心部から少し離れたシーナカリン通りにあるのですがナイトマーケットの中でもとても広くおすすめです。 郊外にあるため、マーケットの敷地は広大で、観光客も少ないため、タイらしいローカルな雰囲気が魅力です。ものすごい数の食事や日用品の屋台が並びます。 さらに、市場の一角にクラシックな小物や古着などが揃うビンテージマーケットがあり、独特の雰囲気を醸し出しています。   〜 カフェ巡り 〜 バンコクには無数にお洒落カフェがあり、旅行中に訪れるべきインスタ映えカフェや休憩にぴったりなカフェをご紹介します。   【Blue Whale Cafe】 最初に紹介するタイ・バンコクでおすすめのカフェは「Blue Whale Cafe」です。 ここで1番人気なのは”ブルーラテ”で、バタフライピー(タイ語で”アンチャン”)というタイの花を使ったドリンクです。SNS映えする写真が撮れるととても人気があります。 先ほどご紹介した「ワット・ポー」から徒歩約7分の場所にあるカフェで、観光で歩き疲れた時や、ゆっくり休みたい方にもおすすめのカフェです。   【Patom Organic Living】 ナコンパトム県にあるオーガニックファームが運営に携わっているそうで、オーガニックの野菜やフルーツ、それらを使用した食品やボディケア商品などを取り扱っています。 広い庭もあるので乾季の時には外で過ごすのも気持ちがよさそうです。 こちらは日本人が多く住むエリアにあり、都会にありながら緑たくさんのオアシスを感じれることができます。   【Wallflowers Cafe】 観光客も多いバンコクのチャイナタウンは、実はおしゃれなカフェが密集するエリアでもあります。 その中でもここはチャイナタウン周辺で最もおしゃれな通り、ソイナナの中心に位置する花屋併設のレトロ調のお洒落カフェです。 ドリンクの値段は少しお高めですがチャイナタウンからの立地の良さや、カフェの雰囲気でまったりしてみてはどうでしょうか。 寺院、バンコク都内、チャイナタウンと3つのエリアからのおすすめカフェを紹介しましたが、まだまだたくさんのカフェがあります。 カフェがお好きな方はぜひバンコクの”カフェ巡り”という旅行プランを作るのもいいかもしれませんね。   〜 番外編 〜 【エビ釣り】 今バンコクでは子供連れの家族やカップルに”エビ釣り堀り”が流行っています。その場で釣って美味しく食べることが出来きるので、 ぜひ新鮮なエビ料理を楽しんでみてください。 【D-SPORTS STADIUM】 ドンキモールトンローの中に、D-SPORTS STADIUMという、日本のスポッチャのような子どもから大人まで楽しめる複合型アミューズメント施設があります。 運動不足を感じる方や汗をかきたい方などにおすすめです。雨が降っても遊べるのも魅力的ですね。   【ルンピニー公園】 バンコクにはいくつか公園がありますが、その中でもルンピニー公園は周辺にはホテルや高層ビルが立ち並び、都会の真ん中に位置しています。 敷地面積は0.57km²(570,000m²)あり、園内は自然豊かで木や花がたくさんあり、公共の図書館や運動施設、プール、人工池、広場、フードコートなどもあります。 またルンピニー公園の名物であるミズオオトカゲを探しながらお散歩をしてみてはどうでしょうか。   まとめ 今回はバンコクの観光地とおすすめスポットを紹介しましたが、いかがでしたが? コロナが明けて渡航がしやすくなってきたのでぜひバンコク旅行の計画を立てる際に参考にしみてください。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### 7 ทักษะ Soft Skills ที่ต้องเชี่ยวชาญ ถ้าอยากก้าวหน้าในยุคปัจจุบัน การทำงานจำเป็นต้องอาศัยทักษะ 2 ด้านทั้ง Hard Skill หรือ Technical Skill ที่เป็นความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำงานเฉพาะด้าน และ Soft Skill หรือทักษะการทำงานเป็นทีมที่ช่วยให้เราทำงานกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง Hard Skill ถือเป็นสิ่งที่มีคนสอน สามารถเรียนเพื่อความรู้และเชี่ยวชาญได้ ต่างจาก Soft Skill ที่มาจาก “ทัศนคติ” หรือสั่งสมเอาจากประสบการณ์การทำงาน อย่างที่ Zain Kahn เจ้าของทวีตอันโด่งดังได้กล่าวว่า “Hard Skills get you hired But Soft Skills get you promoted” ดังนั้นการมีทั้ง 2 คุณสมบัติข้างต้นนอกจากจะทำให้เราเป็นที่ต้องการขององค์กร ในบรรดา Soft Skill ที่หลากหลายก็มีทักษะที่ช่วยให้เราก้าวหน้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานไปอย่างมาก บทความจาก Forbes เรื่อง 7 Soft Skills You Should Master To Advance Your Career ได้แนะนำทักษะที่เราควรเชี่ยวชาญไว้ดังนี้ 1) Self-Awareness การมีทักษะ “เข้าใจในตัวเอง” คือประตูด่านแรกหรือสารตั้งต้นสำหรับการปลดล็อก Soft Skills อื่นๆ เมื่อเรารู้จักคุณค่า เป้าหมาย จุดแข็ง จุดอ่อนและแรงกระตุ้นของตัวเองในทุกมิติ จะทำให้เราจัดการตัวเองและมีส่วนร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น 2) สร้างวัฒนธรรม Feedback รู้จักทั้งการ “ให้” และ “รับ” คือสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องมีสำหรับการรักษาความสัมพันธ์ รวมถึงส่งผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของทีม หากมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็อาจทำให้ถูกมอง ในฐานะ “สมบัติ” ที่องค์กรไม่ควรมองข้าม 3) ความฉลาดทางอารมณ์ ทักษะที่ช่วยให้เราบริหารจัดการ “อารมณ์” ทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งในบางสถานการณ์การมีทักษะดังกล่าวอาจถือว่าสำคัญยิ่งกว่า IQ ด้วยซ้ำ เพราะในการทำงานบางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ ที่เราอาจเผลอมีอารมณ์ใส่กันและกัน และสิ่งสำคัญคือเราจะมีวิธีจัดการอารมณ์เหล่านั้นไม่ให้ทำลายความเป็น “ทีม” ได้อย่างไร 4) การฟังอย่างเข้าใจ เหมือนเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่ข้อแตกต่างระหว่าง “การฟัง” กับการได้ยิน คือความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากนำเสนอรวมถึงเป็นการแสดงออกถึงการให้เกียรติกัน ซึ่งความประทับใจนี้ก็มีผลต่อการทำงานร่วมกันในอนาคตทั้งกับเพื่อนร่วมทีม ต่างทีม และระหว่างองค์กร 5) เป็น “สมอเรือ” ให้ทุกคนในทีม ด้วยรูปแบบ Remote Working ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันน้อยลง เคว้งได้ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้นำควรที่จะเป็น” สมอเรือ” ยึดเหนี่ยวทุกคนไว้และมีส่วนร่วมกับองค์กรให้ได้ หรือหากจะเรียกว่าเป็นร่มไม้ใหญ่รวมใจของทุกคนก็คงไม่ผิด 6) ทำหน้าที่ Coaching นอกจากทำงานของตัวเองได้ดี นำทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ที่จะทำให้เรามีคุณค่ามากขึ้นคือความสามารถในการ “สร้างคน” ผ่านการสอนงาน ให้คำแนะนำเพื่อทำลายขีดจำกัดและพัฒนาทรัพยากรที่มีให้เก่งยิ่งขึ้น 7) Virtual Presence การจะนำทีมให้ได้เราต้อง “พูดให้เป็น” ดังนั้นทักษะการนำเสนอจึงสำคัญ ซึ่งปัจจุบันไม่จำกัดแค่รูปแบบ face to face เราจึงจำเป็นต้องเชี่ยวชาญให้ได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการพรีเซนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ Zoom, Google Meet และอื่นๆ ที่มีข้อจำกัดมากกว่าการนำเสนอในห้องประชุมทั้งปัญหาด้าน Software การสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย ทำให้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมากขึ้น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: รู้ได้ไงว่าจะได้งาน? สังเกตได้จาก 7 สัญญาณต่อไปนี้ ย้ายงานเมื่อไรดี 7 สัญญาณอันตรายแจ้งเตือนจากการทำงาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/435x0vj #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #SelfDevelopment #Softskills ### รู้ได้ไงว่าเราจะได้งาน? สังเกตได้จาก 7 สัญญาณต่อไปนี้ เราจะมีข้อสังเกตอะไรบ้างว่าหลังจากสัมภาษณ์งานจบแล้ว จะมีคนโทรเข้ามาแจ้งข่าวดีหรือรู้ทันทีว่านี่แหละสัญญานว่าเรากำลังจะ “ได้งาน” ซึ่งสาเหตุที่เราต้องสังเกต “ความเป็นไปได้” หลังสัมภาษณ์งาน เนื่องจากป็นส่วนสำคัญที่จะกำหนด Next step ของตัวเองว่าควรสมัครที่ใหม่ หรือตัดสินใจรอฟังข่าวดี เพราะหากเราเคลียร์ตัวเองไม่ดีก็อาจมีปัญหาและเสียเครดิตได้ บทความจาก indeed ได้ระบุถึง 12 ข้อสังเกตว่าเรามีแนวโน้มที่จะผ่านการสัมภาษณ์ ซึ่งเราคัดมาให้เหลือ 7 ข้อที่สังเกตได้ง่ายๆ ว่าอนาคตของเราจะไปในทิศทางไหนดังนี้ 1) ผู้สัมภาษณ์ใช้ “เมื่อ” แทน “ถ้า” ถ้าอีกฝ่ายมีการระบุถึงวัน-เวลา ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เช่น “เมื่อคุณได้เจอเพื่อนร่วมทีม” ก็ให้ความรู้สึกต่างจาก “ถ้าคุณได้เจอเพื่อนร่วมทีม” ดังนั้นภาษา คำพูดที่ใช้ระหว่างการสัมภาษณ์ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตที่เรามองหาได้ เมื่ออีกฝ่ายมีการชี้เฉพาะหรือแสดงความชัดเจน ทั้งวัน เวลา หรือตัวอย่างสถานการณ์ต่างๆ ก็อาจหมายถึงแนวโน้มที่เรากำลังจะได้งาน 2) แสดงออกว่า “ชื่นชม” โปรไฟล์ของเรา ทันทีที่เข้าสัมภาษณ์เราอาจได้ยิน “คำชม” ถึงประสบการณ์ ความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงคำอธิบายเพิ่มเติมว่าตัวเราเหมาะสมกับตำแหน่งนี้อย่างไรบ้าง หากเรามีคุณสมบัติที่องค์กรมองหาอย่างครบถ้วนโอกาสที่งานจะหลุดมือไปก็เหลือน้อยมากแล้ว (ยกเว้นว่า “ทัศนคติ” ไม่ตรงกัน) 3) สังเกตท่าทาง “ภาษากาย” เชื่อว่าผู้อ่านในที่นี้คงผ่านการสัมภาษณ์มาไม่น้อย ดังนั้นจึงพอจะรู้ว่า “ภาษากาย” ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกตว่าจบสัมภาษณ์ครั้งนี้เราจะได้ หรือไม่ได้งาน ถ้าผู้สัมภาษณ์มีปฏิกริยาแสดงออกถึงความ “สนใจ” เช่น การสบตา ยิ้มแย้ม ผ่อนคลาย ดูเป็นมิตร ก็แปลว่ามีสิทธิที่เราจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ 4) ลักษณะน้ำเสียงที่ใช้ โดยปกติผู้สัมภาษณ์มักจะยิง “คำถามสำคัญ” ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตำแหน่งงานด้วยความจริงจัง เพื่อคัดกรองว่าเรา “เหมาะสม” กับงานนี้แค่ไหน หากน้ำเสียงของผู้สัมภาษณ์ “ผ่อนคลาย” มากขึ้นหลังจากที่เราตอบคำถามสำคัญเหล่านั้นไปแล้ว ก็แปลว่าหลังเราได้ “ผ่านด่านแรก” ซึ่งต่อไปคือการทำความรู้จักตัวตนกันและกัน รวมถึงสร้างความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น 5) พยายาม “ขาย” ข้อดีขององค์กรมากขึ้น หากองค์กรเห็นแววและมั่นใจว่าเราเป็นคนที่ใช่ ก็คงไม่แปลกที่จะพยายามดึงความสนใจโดยการขายข้อดีต่างๆ อาทิ สวัสดิการ วัฒนธรรมองค์กร หรือแผนงานในอนาคต ซึ่งจะถูกระบุมาอย่างชัดเจนมากขึ้นในขั้นตอนการเสนอตำแหน่งงาน (Job Offer) 6) ใช้เวลาสัมภาษณ์นาน ข้อระวังคืออย่าเข้าใจผิดคิดไปเองว่าอีกฝ่ายสนใจ เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การสัมภาษณ์นานจะหมายถึงสัญญานว่าเรากำลังจะได้งาน โดยสาเหตุหลักมีอยู่ 2 ข้อได้แก่ ☑️ อีกฝ่ายให้ความสนใจมากๆ ❎ เรา “พูดไม่รู้เรื่อง” ตอบไม่ตรงประเด็น สังเกตง่ายๆ ว่าเราเป็นแบบที่ 1 หรือไม่ 👉ถูกถามในประเด็นสำคัญที่หลากหลาย 👉ไม่ถูกถามลักษณะเดิม ซ้ำหลายครั้ง 👉อีกฝ่ายมีปฏิกริยาโต้ตอบที่ดี 7) ถามถึงบุคคลอ้างอิง หรือวันเริ่มงาน สุดท้ายนี้ถ้าผู้สัมภาษณ์อยากได้เราแบบ “จริงจัง” ก็อาจถามถึงบุคคลอ้างอิงเพิ่มเติมเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจขั้นสุดท้าย รวมถึงสาเหตุที่ขอกำหนดวันเริ่มงานที่แน่นอนเนื่องจากองค์กรต้องการที่จะรู้ว่า “เร็วที่สุด” ที่เราจะย้ายมาเริ่มงานได้คือเมื่อไรและใช้เวลาวางแผนเตรียมต้อนรับให้ดีที่สุด ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: ทำไมการเป็น Perfectionist ถึงทำให้เรา Burnout ได้มากกว่าเดิม 1 คำถามต้องห้าม ที่อาจทำให้เราตกม้าตายตั้งแต่สัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/458PKvd #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Jobinterview #Career ### バンコクの交通事情 タイに訪れたことがある人や生活している人の中で1番不便に感じるのはやはり、交通渋滞です。 渋滞の酷さといったら世界で1番ではないでしょうか。 その渋滞の酷さは、世界の渋滞都市ランキングでワースト1になったこともあるほど。 ではなぜそこまで渋滞が酷いのでしょうか。 大きく4つの原因があります。   渋滞の原因 その1【信号機問題】 まずは最大の原因と言われるのが信号機です。 バンコクの信号は対面同士を青にせず、1方向ずつ信号を変えていきます。 つまり、4差路の場合一度赤信号になってしまったら、3回、ほかの方向が青になるのを待たなければなりません。 仮に1方向が2分間だけ青になるとすると、一度赤になったら最低でも6分間は停止を余儀なくされます。 また、バンコクの交差点の信号は大半が手動式となっています。 各交差点に交番のような小屋の中に信号操作盤があり、その中にいる交通警察官が交差点付近に設置されたカメラの映像や窓からの目視で信号を操作しているのです。 担当の警察官の判断で信号が切り替えられるので、酷い時は赤信号のままということもあります。 こういった信号機がそこら中にあると考えてみてください。 渋滞にならない訳がないですよね。   渋滞の原因 その2 【車の数が多い】 タイでは自動車を所有する人が増えました。 1つの理由としてバンコク市内の労働者の多くは郊外に住んでいるため、通勤に自動車を利用します。 そのため職場との往復の時間に学校の送迎車と重なれば交通渋滞が起きてしまいます。 2つ目の理由としてタイ人は簡単に車を購入することが出来ます。 タイ政府は車を買うことを奨励して税金安くしたり優遇しています。 また、タイ人の中で車を持つことをステータスとする文化もあります。   渋滞の原因 その3【運転手のマナー】 ドライバー個々の運転スキルとマナーの悪さです。 タイの運転免許証は日本よりも比較的取りやすいと言われております。 筆記試験があるのですが実際はパソコンによるマーク式と単純な実技試験で、1日数時間練習すれば取得できるほどとても簡単です。 そのため、ドライバーの運転スキルはあまり高くなく、交通法規を完全に理解していない人もいます。 日本だと考えられませんよね。   渋滞の原因 その4【事故渋滞】 タイは世界の渋滞都市ランキングでワースト1になったことがありますが、交通事故の死亡者もワーストクラスです。 タイでは、22分に1人が交通事故で死亡しており、2015年に交通事故死亡者で世界2位になりました。 人口10万人に対して年間32.7人が死亡していると言われております。 (参考までに日本は4.1人) 渋滞を回避するには? 渋滞を回避する策として、鉄道、バイクタクシーを利用するといいでしょう。 鉄道に関しては、もっとも安全に渋滞を回避する手段です。 2023年現在、バンコク都内のタイ国鉄の路線をはじめ、BTS(スカイトレイン)、MRT(地下鉄など)、SRTレッドライン、エアポートレールリンクなど都市鉄道の既存の路線はもちろん、今後開通する予定のイエローラインやピンクラインといったモノレールなどもあります。 今以上に鉄道が広がれば、郊外からの車やバイクの通勤が減りますし、バスよりも電車を使うという選択肢を取る人が増えることでしょう。   数年後には格段に電車が便利な交通手段となり、そのため車両通勤者は減少する見込みです。     バイクタクシーとはその名前の通りバイクのタクシーです。 日本人は略して”バイタク”と呼んでいますがタイ人は”モタサイ”と呼びます。 バイクタクシーの魅力は車の間をスイスイと通り抜けれることです。 料金は走行距離によって値段は変わりますが、近場であると大体20バーツからが相場になります。 なおバイクタクシーは時間を短縮するにはとても便利ですが、やはり事故が起きる場合もあるので使用時にはくれぐれも気を付けてください。 短距離の移動には非常に使い勝手が良いように感じます。 タイで生活する上でこの渋滞問題には誰しもが直面します。 今後タイの交通渋滞がもっと改善されることを期待し、自分に合う交通手段を見つけてみてください。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・就労に関する記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### ทำไมการเป็น Perfectionist ถึงทำให้เรา Burnout ได้มากกว่าเดิม คุณเคยมีประสบการณ์ Burnout ไหม แล้วมีวิธีดึงตัวเองกลับมาได้อย่างไร? โลกการทำงานและการแข่งขันในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความกดดัน เคร่งเครียด ทำให้ใครๆ ก็สามารถเข้าสู่ภาวะ Burnout ได้ และเมื่อเป็นแล้วเราอาจมีวิธี “แก้ไข” ต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันถ้าพูดถึงวิธี “ป้องกัน” ไม่ให้ความรู้สึกแย่ๆ นี้เกิดขึ้นอีก หนึ่งในนั้นคือการหาสาเหตุให้เจอว่าความจริงอะไรกันแน่ที่ทำให้เราหมดไฟ วิจัยจาก Midwestern University ได้ระบุถึงสาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนมากเข้าสู่ภาวะ Burnout ได้แก่ แบกภาระงานที่หนักเกินตัว ไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ละเลยความสุขของตัวเอง แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งตัวร้ายชื่อว่า “ความสมบูรณ์แบบ” ซึ่งหลายคนอาจแบกมาทั้งชีวิต ศาสตราจารย์ Gordon Parker จากมหาวิทยาลัย New South Wales, Australia ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Burnout: A Guide to Identifying Burnout and Pathways to Recovery ได้อธิบายว่าคนที่เป็น Perfectionist ซึ่งมักจะมีความรับผิดชอบสูง ไว้วางใจได้ พร้อมทำทุกอย่างเต็มที่ไม่มีกั๊ก (เรียกง่ายๆ พนักงานชั้นดีในองค์กร) มีแนวโน้มสูงที่จะ Burnout ได้ง่ายด้วยเหตุผลที่ว่ากลุ่มคนลักษณะนี้ มักจะมีนิสัยทำอะไรแบบ “สุดตัว” ชอบตั้งมาตรฐานไว้สูงในทุกๆ เรื่อง จนกดดันตัวเองมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว โดยกลุ่มคน Perfectionist มักคิดว่า “ตัวเองไหว” และสามารถทำได้ แต่ความจริงไม่ว่าใครต่างก็มี “ขีดจำกัด” กันทั้งนั้น ลองนึกภาพเราเหมือนกับลูกโป่ง เมื่อภาระและความคาดหวังมากเกินไป ถึงจุดหนึ่งลูกโป่งก็ต้องแตกออกและเวลานั้นเองที่เราเข้าสู่ภาวะ Burnout อย่างที่ Gordon Parker บอกว่า “ช่างไม่ยุติธรรมที่คนดีๆ มักลงเอยด้วยการหมดไฟ” แต่ข่าวดีคือเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโดยที่ยังคงไว้ซึ่งข้อดี อาทิ ความรับผิดชอบ มาตรฐานการทำงาน และปล่อยวางจุดอ่อนอย่าง “ความกลัว” ต่อความผิดพลาดซึ่งทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ รวมถึงยอมรับว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ 100% วิธีดังกล่าวจะทำให้เราสามารถปล่อยวางได้มากขึ้นมี Balance ในชีวิตที่ดีขึ้น และลดโอกาสที่จะแบกทุกอย่างไว้จน “หมดไฟ” ได้มากขึ้น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: ย้ายงานเมื่อไรดี? เช็ก 7 สัญญาณนี้เพื่อหาจังหวะเวลาที่ใช่! 1 คำถามต้องห้ามที่ผู้สมัครต้องระวัง ถ้าไม่อยากตกม้าตายในการสัมภาษณ์งาน แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/42HrGNR https://bit.ly/3prwxEF #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Burnout #SelfImprovement ### 1 ลักษณะ ‘คำถามต้องห้าม’ ที่อาจทำให้เราตกม้าตายตั้งแต่สัมภาษณ์งาน การจะได้งานหรือไม่ได้งาน นอกจากทักษะประสบการณ์ที่โดดเด่นแล้ว ส่วนหนึ่งยังสามารถชี้วัดจากการ ถาม-ตอบ ระหว่างสัมภาษณ์งานแต่ละครั้งด้วย และเชื่อไหมว่าทุกอย่างล้วนมี “จังหวะเวลา” ของมัน กับการสมัครงานก็เช่นกัน จากคนที่เคยเป็นถึงตัวเต็งก็ตกม้าตายได้ง่ายๆ เพียงเพราะใช้ “คำถาม” ไม่ถูกจังหวะและเวลา บทความจาก cnbc โดยคุณ Matt Higgins (CEO จาก RSE Ventures) และยังเป็นอดีตนักลงทุนในรายการ Shark Tank ได้กล่าวถึงลักษณะของ “คำถามต้องห้าม” ที่ผู้สมัครยังไม่ควรเปิดประเด็นใช้ถามตั้งแต่ต้นคือ “นโยบาย Work from home ของที่นี่เป็นยังไง” ก่อนที่รู้สึก ‘ข้องใจ’  สงสัยว่ามันผิดยังไง เราอยากพาทุกคนไปดูข้อมูล กับเหตุผล 2 ข้อที่ทำให้ Matt Higgins กล่าวแบบนั้น ข้อที่1 แม้เราจะรู้ว่าบริษัทจะมีนโยบาย Work from home อยู่แล้ว ก็ไม่ควรยกขึ้นถามเป็น “เรื่องแรก” ในการทำความรู้จักกันอยู่ดี เพราะมีนายจ้างบางส่วนที่อาจมองว่าเราจัดลำดับความสำคัญได้ไม่ถูกต้อง เข้าใจว่าในมุมคนทำงานก็ต้องถามให้ชัด เพื่อวางแผนจัดการเวลา การเดินทางให้ชัดเจน แต่ในมุมมองนายจ้าง ถ้ามีสองคนที่คล้ายกันทุกอย่าง ทั้งความสามารถและประสบการณ์ แต่ต่างกันตรงที่ 🧑‍💼คนที่ 1 ถามถึงการ Work from home ก่อนเป็นอันดับแรก 🧑‍💼คนที่ 2 พร้อมเข้าออฟฟิศเริ่มงานได้ทันทีไม่มีเงื่อนไข ในความเป็นจริงถ้าหากคุณเป็นนายจ้างหรือเจ้าขององค์กร จะเลือกใคร? ระหว่างคนที่พร้อมเข้ามาเรียนรู้งานทำความรู้จักและคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด กับคนที่นานๆ ทีจะเข้ามาทำงาน หรือมีส่วนร่วมกับองค์กรได้ ข้อที่2 ผลสำรวจจาก GoodHire ในปี 2022 ได้ทำการสอบถามไปยังนายจ้างและหัวหน้างานกว่า 3,500 คน และพบว่ากว่า 78% ชอบให้พนักงานมาที่ออฟฟิศมากกว่า นอกจากนี้กว่าครึ่ง (51%) ยังระบุว่า ถ้าพนักงานคนไหนปฏิเสธการกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศก็มีสิทธิถูกพิจารณา ‘ลดเงินเดือน’ อย่างแน่นอน แม้จากผลการศึกษาจะพบว่ามีข้อดีมากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในความรู้สึกลึกๆ ผู้นำองค์กรจำนวนมากซึ่งในที่นี้รวมถึง Mark Zuckerberg และ Elon Musk กลับมีมุมมองที่ไม่ค่อยดีต่อการ Work from home โดยพวกเขาเชื่อว่า “โลกนี้อวยการ Work from home มากเกินไป” จนทำให้หลายองค์กรประสบปัญหาอย่างในทุกวันนี้ซึ่ง Meta ก็ทำการแก้ปัญหา ด้วยการเลือกตัด Remote working ออกจากประกาศรับสมัครงาน (แบบชั่วคราว) ดังนั้นถ้าไม่อยากทำให้งานในฝันกลายเป็นวันแย่ๆ เมื่อรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่ถูกเลือก Reeracoen Thailand มีเคล็ดลับมาฝากกันทิ้งท้าย โดยทั่วไปการสัมภาษณ์งานครั้งแรกก็เหมือนกับ “เดทแรก” ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องสร้างความประทับใจให้ได้จนกว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกต้องการเรามากขึ้น และเมื่อเกมเป็นไปตามที่เราต้องการ นี่คือจังหวะที่ดีในการดึงอำนาจต่อรองกลับมา หากองค์กรติดต่อกลับมาหลังผ่านการ Screen ขั้นแรกก็แปลว่าเรามีแนวโน้มสูงที่จะเป็นตัวเลือกที่ ‘ใช่’ และถึงเวลาที่จะถามถึงสวัสดิการต่างๆ ให้ชัดเจน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: ย้ายงานเมื่อไรดี? เช็กได้จาก 7 สัญญาณนี้ ถอดบทเรียน Steve Jobs ในวันที่ถูกบีบให้ออกจาก Apple แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3NKbirF แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3Mep7h2 https://bit.ly/3HUWClG https://bit.ly/3HXPDZz https://bit.ly/42M0o9f #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### タイってどんな国? コロナが落ち着きはじめ、ようやく以前の生活に戻りつつありますね。 旅行で訪れる観光客はもちろん、最近ではタイに移住や転職を考えている方が増えているので、 今回は”タイってどんな国?”なのかを簡単に説明いたします!   ・国名  タイ王国 首都 バンコク 以下正式名称 ”クルンテープ・マハーナコーン・アモーンラッタナコーシン・マヒンタラーユッタヤー・マハーディロック・ポップ・ノッパラット・ラーチャタニーブリーロム・ウドムラーチャニウェートマハーサターン・アモーンピマーン・アワターンサティット・サッカタッティヤウィサヌカムプラシット” 現地の方でこの名前を言えるのか気になるところですね。 なお、タイ人は正式名称の初めの部分の「クルンテープ」を首都名として呼んでいます。   ・地理 東南アジアの中心に位置しており、国土面積は約51万4000平方キロメートル(日本の約1.4倍)ミャンマー、ラオス、カンボジア、マレーシアと国境を接しています。 そのため東南アジアへの旅行のアクセスもしやすく、タイ生活の魅力の一つでもあります。 日本からは飛行機で約6時間ほど。   ・通貨 バーツ(Baht)、補助通貨サタン(1バーツ=100サタン) 硬貨 25サタン、50サタン、1バーツ、2バーツ、5バーツ、10バーツ硬貨の6種類。 紙幣 20バーツ(緑)、50バーツ(青)、100バーツ(赤)、500バーツ(紫)、1000バーツ(グレー)の5種類。   ・人口  6,609万人(2023年現在) そのうち、日本人の割合は78,431人です。 そのため日本食がものすごく多く、食事には本当に困らないです。   ・公用語 空港やホテル、レストランなどでは英語が通じますが一般人の英会話レベルは、日本と同等もしくはそれ以下。 屋台やタクシードライバーとの会話も基本的にはタイ語です。   ・宗教  仏教:94% イスラム教:5% キリスト教・ヒンドゥー教:1%   ・その他の宗教 タイ国民のほとんどは仏教を崇拝しています。 そのため生活に仏教が深く根付いており、日常の多くの場面で僧侶を呼ぶ儀式が執り行われます。 冠婚葬祭、店舗や工場のオープニング、建前、地鎮祭のようなものが一般的ですが、年末などの節目にも僧侶を呼び「タンブン」と呼ばれる喜捨(布施)の儀式を行うといったこともあります。   ・気候 タイは熱帯性気候です。 年間の平均気温は約29℃で、バンコクでは一番暑い4月の平均気温が35℃、一番涼しい12月の平均気温が17℃です。 季節は11月~2月の乾期、3月~5月の暑期、6月~10月に雨期があります。 11月~2月は 雨がほとんど降らないため、過ごしやすい季節です。 日中の気温は25~30度程度で、日本の夏とあまり変わらない暑さですが、朝晩は20度近くまで気温が下がります。   ・タイの国民性 仏教徒の国なので温厚で親切、そして穏やかな人が多く争い事を好みません。 また、タイには”マイペンライ”という言葉があり、「大丈夫」「なんとかなる」「気にするな」「問題ない」という意味合いがあります。 仕事でミスが起こった時によくタイ人に「マイペンライ」と励まされることがあります。 またこちらに不手際があり相手に謝る際にも「マイペンライ」と気にしないタイ人も多いです。 この言葉を覚えるだけでタイ人との距離が少し縮まるかもしれませんね。 良い意味でも悪い意味でも細かいことにこだわらないのがタイです。 そして時間にルーズなところもあります。 部屋の修理などに来る時間も大体の時間を告げられ高確率で遅れます。 住んでいるとこういうところも気にならなくなりますが、 日本がどれだけきっちりしているのかが分かります。   ・街並み バンコクは寺院や王宮など昔ながらの風城を残しながらも、年々ビルやデパートなど近代的な建物が増えています。 そしてコロナが落ち着き始め、観光客が戻りつつあるのでコンドミニアムの開発ラッシュ。 中心地から少し外れているところでもコンドミニアムの開発が進められております。   ・タイの食事 タイは基本的に自炊ではなく外食文化です。 そのため外の屋台で食事をしたり、テイクアウトをしています。 日本ではタイ料理と聞くと、「辛いもの、パクチーが沢山入っているもの」と思い込み敬遠される方も少なくありませんが、 すべての料理が辛いわけでも、パクチー入りなわけでもなく、色々な味覚が充実しています。 タイの家庭では、子供から年寄りまでの大家族が多いため、辛みや味付けは抑えめに作り、各々が好みに応じて味を足していくのが普通です。 高級なお店であっても、屋台であっても“ナンプラー・砂糖・粉唐辛子・酢”この4点セットは自分の好みの味を作り出しています。 また日本人が住んでいるエリアには多くの方日本食屋が並び、夕ご飯に困ってもたくさんの選択肢があります。 そしてコロナ禍をきっかけにデリバリー制度がとても充実しております。   ・まとめ タイは旅行で訪れるにはとても楽しく、生活をするのにとても便利な国です。 物価は日本と一緒で値上がりしているのが現状です。 ただ、日々タイの暮らしの中で日本では感じられないような刺激を受けることもできるので そこの魅力にハマるとタイでの生活を楽しめられるのではないでしょうか。 まだまだこれから発展していくタイのこれからが楽しみです。   =============== 日系の人材紹介会社リーラコーエンタイでは、あなたに合わせたキャリア構築・面接対策など無料相談を行っております。 納得のいく転職を、日本人キャリアコンサルタントが最後までご支援させて頂きます。 タイ転職・キャリアアップに興味をお持ちの方は、是非お気軽にお問い合わせくださいませ。 また、就労や生活に関する最新情報をブログにてお届けしています。 月に4回ほど更新しておりますので、お見逃しなく! 最新の求人情報はこちら タイの生活情報・記事はこちら タイの就労関係の情報・記事はこちら リーラコーエンタイの公式LINEはこちら ### ย้ายงานเมื่อไรดี? 7 สัญญาณที่หากคุณกำลังเผชิญ ก็แปลว่าถึงเวลาแล้วที่ควรมองหางานใหม่ "ย้ายงานเมื่อไรดี?" 7 สัญญาณที่หากคุณกำลังเผชิญ ก็แปลว่าถึงเวลาแล้วที่ควรมองหางานใหม่ อะไรที่จะทำให้คุณรู้สึกและตัดสินใจกับตัวเองได้ว่านี่แหละคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” สำหรับการทำงานที่นี่และพร้อมมองหาเส้นทางใหม่ให้ตัวเองทันที จากประสบการณ์ที่เจอปัญหามาในชีวิตการทำงานที่ผ่านๆ มา หลายคนอาจพบ ‘สัญญาน’ และตอบได้ทันที แต่ก็เชื่อว่ายังมีบางส่วน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ที่อาจยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไรควรคิดเรื่องย้ายงาน ดังนั้นในบทความนี้เราจึงรวบรวม 7 คำถามเช็กลิสต์ ไว้สำรวจตัวเอง และถ้าหากตรงกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่ก็แปลว่าเวลาที่คุณควรนึกถึงงานใหม่นั้นได้มาถึงแล้ว 1) รู้สึกไม่ ‘คลิก’ กับงานที่ทำอยู่ ถ้าคุณรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจกับงานปัจจุบัน นี่อาจเป็นสัญญาณที่กำลังบอกให้คุณเริ่มมองหางานถัดไป หากเราเริ่มรู้สึกเบื่อ ไม่ค่อยเอ็นจอยกับงานที่ทำ ไม่ถูกเติมเต็มหรือได้รับความท้าทายอย่างที่ควรจะเป็น เราจะกลายเป็นคนที่ขาดแรงจูงใจและเริ่มค่อยๆ ถอยห่างจากการมีส่วนรวมกับสิ่งต่างๆ ในองค์กร จนหัวหน้าหรือผู้บริหารมองว่าเรากำลังอยู่ในสภาวะ Quiet Quitting (คนที่ไม่ทุ่มเท ทำงานเอาตัวรอดไปวันๆ) ซึ่งจะกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและมีผลต่ออนาคตของเราในที่สุด คลิกอ่านบทความเรื่อง Quiet Quitting 2) มองไม่เห็น ‘อนาคต’ ที่รออยู่ข้างหน้า คุณรู้สึก “ติด” มีเรื่องให้อึดอัดใจกับงานที่ทำ แถมยิ่งอยู่ ยิ่งทำ ยิ่งไม่รู้สึกถึงการเติบโต มีแต่เรื่องเดิมๆ งานซ้ำๆ ในแต่ละวันโดยไม่มีอะไรให้ท้าทายความสามารถอย่างที่ควรจะเป็น ก็ถือเป็นอะไรที่ “น่าผิดหวัง” มากๆ สำหรับวัยทำงานที่เราควรได้เรียนรู้ พัฒนาตัวเองให้มากที่สุด นอกจากทักษะที่มีจะไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ เรายังต้องเหนื่อยในการมองหาโอกาสให้ตัวเองเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปด้วย 3) ไม่มีคำว่า Work life balance ในพจนานุกรม หากงานของคุณ “กินชีวิต” ทั้งเวลาและแรงกายแรงใจ จนไม่เหลือให้ตัวเองไปทำเรื่องอื่นๆ หรือใช้เวลากับครอบครัว ถือเป็น Red flag ที่ส่งสัญญาณบอกว่าคุณควรมองหาทางเลือกใหม่ได้แล้ว หากเราไม่สามารถจัดการความสมดุลระหว่าง ‘ชีวิต’ กับ ‘งาน’สิ่งที่ตามมาก็คือความเครียดสะสม และส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ดังนั้นเราควรแบ่งน้ำหนักความสำคัญให้ได้ 4) ติดอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบ Toxic รูปแบบของสภาพแวดล้อมการทำงานที่ Toxic หมายถึง ที่ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด มีวิธีการสื่อสารที่ไม่ดี ขาดความเคารพ สนับสนุนซึ่งกันและกัน ถูกมองข้าม ไม่เห็นคุณค่า หรือแม้แต่มีการบูลลี่กันในที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้คือตัวร้ายที่คอยทำลายสุขภาพจิตของเราในทุกๆ วัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ติดอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรมแบบนี้ ก็ไม่ควรทนฝืนอยู่ต่อให้บั่นทอนความสุขของตัวเอง 5) พยายามแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการชื่นชม เคยได้ยินไหมว่า “ทุกสิ่งล้วนมีคุณค่า ถ้าอยู่ในมือของคนที่มองเห็นมัน” ถ้าคุณเริ่มตระหนักกับตัวเองได้ว่าผลงานของคุณไม่ได้รับการมองเห็นหรือถูกชื่นชมในที่ทำงาน ก็อาจแปลว่าองค์กรปัจจุบันอาจยังไม่ใช่สำหรับคุณ ไม่แน่ว่าปัญหานี้อาจเกิดขึ้นจาก “การสื่อสาร” เราอาจลองขอปรึกษากับหัวหน้าถึงประเด็นต่างๆ ที่กำลังกังวล อธิบายแจกแจงงานที่รับผิดชอบทั้งหมดโดยยกตัวอย่างความสำเร็จหรือสิ่งที่เราภูมิใจ รวมถึงงานส่วนที่อยู่นอกเหนือจากหน้าที่ทั่วไปเพื่อย้ำเตือนว่าเราสามารถสร้าง “ผลกระทบ” ได้อย่างไรบ้าง แล้วดูผลลัพธ์ที่ได้ก่อนทำการตัดสินใจอีกครั้ง 6) ไม่สบายใจกับวิธีการทำงาน หรือวัฒนธรรมองค์กร ถ้าเราเริ่มมีมุมมองที่ไม่เห็นด้วยกับค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอยู่ ซึ่งหากเราเป็นเพียง “คนเดียว” ที่คิดแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีและควรคิดถึงแผนสำรองเผื่อไว้ แต่หากเรา “ไม่ใช่คนเดียว” ที่คิดแบบนี้ เราสามารถพลิกสถานการณ์สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ไปในทิศทางใหม่ๆ ผ่านการทำโปรเจกต์ เสนอความคิดเห็น รวมถึงสร้างแนวร่วมของคนที่มีมุมมองคล้ายๆ กัน ซึ่งอาจเป็นวิธีพาองค์กรไปสู่ทางเลือกใหม่ได้เช่นกัน วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้สึกว่าบรรยากาศต่างๆ ดูดีขึ้น แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ถือเป็นการยืนยันว่าที่คิดจะหนีไปนั้น “ถูกแล้ว” 7) หมดความเชื่อใจในหัวหน้าและทีมบริหาร เมื่อคุณไม่เชื่อใจหรือให้ความเคารพการตัดสินใจโดยทีมผู้บริหาร หรือเกิดความเคลือบแคลงใจว่ามีบางอย่างที่ “ไม่โปร่งใส” เกิดขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่อาจกำลังบอกให้คุณควรมองหางานใหม่ ที่สามารถมั่นใจในการทำหน้าที่ผู้นำในองค์กรได้มากกว่านี้ การจะหาทางออกได้ อันดับแรกต้องหาสาเหตุว่าเพราะอะไรที่ทำให้เรามีความคิดดังกล่าว เกิดจากการกระทำที่ทำให้เราหมดความเชื่อมั่น หรือเป็นที่ความรู้สึกของตัวเราเองล้วนๆ ซึ่งเราควรพูดคุยกับหัวหน้า HR หรือเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจปรึกษาในเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น หาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อประกอบการตัดสินใจ ก่อนที่จะคิดย้ายงานด้วย กล่าวโดยสรุป เช็กลิสต์ทั้ง 7 ข้อที่เราได้นำมาฝากกันเป็นข้อสังเกตเบื้องต้นหากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ อันดับแรกคือพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับผู้ที่มีอำนาจหรือใครที่สามารถให้ความช่วยเหลือกับเราได้ เพราะทุกครั้งที่ย้ายงานคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต สุดท้ายแล้วคงไม่มีงานไหน หรือที่องค์กรใดที่สมบูรณ์แบบ มีแต่การเลือกหาสิ่งที่ “เหมาะสม” กับเรามากที่สุดเท่านั้น เมื่ออยู่ในที่ที่ใช่ เราก็จะเติบโตไปได้อย่างที่ควรจะเป็น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่: 5 คำถามที่ผู้สมัคร "ห้ามลืม" ตอนสัมภาษณ์ ถ้าไม่อยากพบกับความผิดหวังหลังเริ่มงาน ChatGPT ขึ้นแท่นทักษะยุคใหม่ ที่คนทำงานต้องมีและองค์กรก็ต้องการ แปลและเรียบเรียงจาก:  https://bit.ly/3NKbirF  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### ChatGPT ขึ้นแท่น 'ทักษะการทำงานยุคใหม่' ที่คนทำงานต้องมี และองค์กรก็ต้องการ นับตั้งแต่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานบนโลกนี้ ก็ได้มีมุมมองและประเด็นมากมายให้เราได้ถกเถียง ทั้งการชื่นชมในศักยภาพของมนุษย์ และ ‘ความกังวล’ ว่าสุดท้ายแล้วปลายทางของเทคโนโลยีเหล่านี้คือการเข้ามาแทนที่มนุษย์หรือไม่ ดังคำถามที่เราได้เห็นกันมาอย่าง “AI จะเข้ามาแย่งงานหรือช่วยให้มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น” เราคงได้เห็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ รวมถึงสื่อหลายสำนักได้วิเคราะห์แนวโน้มความเป็นไปได้ที่หลายอาชีพ กลุ่มคนงานในหลายอุตสาหกรรมอาจถูก ‘แทนที่’ ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่นับวันยิ่งถูกพัฒนาศักยภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งอาจถึงขั้นเหนือกว่ามนุษย์ในบางจุดไปแล้ว อาทิ ChatGPT, Midjourney และอื่นๆ อีกมากมาย จากผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และการทำงาน เราเองก็ต้องมีการปรับตัว รู้จักใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในฐานะ ‘เครื่องมือ’ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด (เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนก็เริ่มใช้ในการทำงานมากขึ้น) ปัจจุบันทักษะการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่หลายบริษัทให้ความสำคัญ โดยเฉพาะทักษะการใช้งาน ChatGPT ที่มีผลสำรวจพบว่าบางสายงานเริ่มปักหมุดไว้ในฐานะ ‘ทักษะดิจิทัล’ ที่คนทำงานยุคใหม่ควรมีติดตัว เนื่องจาก Generative AI อย่าง ChatGPT รวมถึง Midjourney และอื่นๆ สามารถเป็นเครื่องมือช่วยให้เราทำงานสะดวก ได้ทั้งความรวดเร็วและแม่นยำของข้อมูล รวมถึงเสนอความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำไปต่อยอดได้ ดังนั้นจึงแปลว่าองค์กรอาจได้งานที่มากขึ้นโดยที่พนักงานเหนื่อยน้อยลงกว่าเดิม บทความเรื่อง ChatGPT is the hottest new job skill That can help you get hired บนเว็บไซต์ cnbc.com โดยคุณ Morgan Smith อธิบายว่า ChatGPT คือทักษะการทำงานยุคใหม่ที่หลายองค์กรต่างกำลังต้องการ แถมยังทำให้เราสามารถหางานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ผลสำรวจจากเว็บไซต์ Resume Builder พบว่า 90% ของผู้ประกอบการจำนวน 1,000 คน ระบุว่าการมีประสบการณ์ใช้งาน ChatGPT ถือเป็น ‘ข้อดี’ ต่อการพิจารณารับสมัครงาน และ 49% (เกือบครึ่ง) ขององค์กรที่ได้ทำแบบสำรวจก็ได้เริ่มมีการใช้งาน ChatGPT ในฐานะเครื่องมือช่วยทำงาน อาทิ เขียนโค้ด สร้างคอนเทนต์ สรุปการประชุม Andrew Higashi ซีอีโอจาก ChangeEngine ได้อธิบายถึงการใช้งาน ChatGPT ว่า “การใช้งาน ChatGPT มันไม่ต่างอะไรกับทักษะอย่างการเขียนโค้ดหรือใช้ Microsoft Excel เลย” เขายังอธิบายเพิ่มว่า ยิ่งถ้าเรากำลังมองหางานโดยมีประสบการณ์หรือทักษะการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง ChatGPT ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่อาจทำให้เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงสำคัญมากๆ ที่ทุกคนควรมีติดตัวเพราะในอนาคตเราอาจต้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น หลายคนอาจสงสัยแล้วว่าสายงานไหนที่ทักษะการใช้ ChatGPT เริ่มเข้าไปมีบทบาทสำคัญ ข้อมูลจาก ZipRecruiter พบว่ามีหลายร้อยตำแหน่งงานที่ระบุถึง “ทักษะการใช้ ChatGPT” ซึ่งกว่าครึ่งอยู่ในสายงานวิศวกรรม AI (Engineering) และอีกครึ่งคือการตลาด งานโฆษณา และโซเชียลมีเดีย นอกเหนือจากสายงานที่กล่าวมา Andrew Higashi ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ChatGPT ยังสามารถช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารและการขายในกลุ่มสายงาน Sales ผ่านการทดลองสื่อสารกับ Chatbot ได้เช่นกัน เคล็ดลับทิ้งท้ายกับวิธีระบุ ‘ทักษะการใช้ ChatGPT’ หรือเครื่องมือ Generative AI อื่นๆ ลงในโปรไฟล์การทำงาน โดย Juan Pablo Gonzalez จากบริษัท Consulting, Korn Ferry อธิบายว่าเราควรที่จะต้องเจาะจงถึง ‘ผลสำเร็จ’ ที่เกิดจากการทำงานร่วมกับเครื่องมือเหล่านี้และเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยเหลืองานในด้านไหน ไม่ใช่แค่ระบุลงไปบนหน้ากระดาษ Resume เพียงอย่างเดียว มองหาโอกาสใหม่ๆ กับเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่: การยึดติด 'ความสำเร็จในอดีต' คือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในอนาคต 4 นิสัยของ 'ผู้นำมือใหม่' ที่ก่อให้เกิดความผิดพลาดในการนำทีม แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3LLKZQB แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3Vl2ZEB #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement #ChatGPT ### ถอดบทเรียน Steve Jobs ผ่านหลักแนวคิด ‘โชชิน’ เคยสงสัยไหมว่าคนหรือสิ่งที่เคยสำเร็จมากๆ ในอดีต ทำไมปัจจุบันนี้กลับเงียบหายไป วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบพร้อมสำรวจตัวเองกับแนวคิดที่ชื่อว่า ‘โชชิน’ (Shoshin) ซึ่งจะพาเราย้อนกลับไปยังความสำคัญของคำว่า ‘จุดเริ่มต้น’ หลักโชชินเป็นการผสมระหว่าง 2 คำในภาษาญี่ปุ่น ได้แก่ sho (初) ที่แปลว่าเริ่มต้น และ shin (心) ที่แปลว่าจิตใจ เมื่อนำมารวมกันจึงหมายความถึง ‘จิตวิญญาณของการเริ่มต้น’ หลักการสำคัญคือพาตัวเองกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เพื่อรีเซ็ตจิตใจให้พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ กระตุ้นความต้องการที่จะเรียนรู้ และกำจัดอคติในใจ เสมือน ‘เด็ก’ ที่กำลังจะได้รู้จักกับสิ่งต่างๆ เป็นครั้งแรก ทำไมเราต้องรู้จักที่จะรีเซ็ตตัวเองบ้าง เพราะการเป็นแก้วที่เต็มไปด้วยน้ำจะทำให้เราไม่มีที่ว่างมากพอจะเติมสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต หากวันนี้รู้สึกเหนื่อย ท้อเกินกว่าจะลองเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ อยากให้คุณลองอ่านเรื่องราวของคนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่ออ่านจบแล้ว อาจทำให้คุณมีกำลังใจ จุดไฟแห่งการเรียนรู้ใหม่ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงานอย่างหนักเหมือนกับพวกเราทุกๆ คน โดยในขณะนั้นเขาเองก็ได้รับการจับตามองในฐานะ ‘ดาวรุ่ง’ แห่งวงการเทคโนโลยี ถึงขั้นสามารถสร้างบริษัทใหญ่โตเป็นของตัวเองได้สำเร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความสำเร็จที่เขาเคยได้รับทำให้ ‘อีโก้’ ในตัวได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดปัญหาไม่ลงรอยกับบรรดาผู้บริหารในองค์กร และลงท้ายด้วยการถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองเป็นผู้ก่อตั้ง อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงรู้แล้วว่าเรากำลังพูดถึง Steve Jobs ซึ่งตัวเขาได้เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในปี 2005 ว่า “การถูกไล่ออกจาก Apple ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต” แน่นอนว่าเป็นประโยคที่ทำให้ทั้งโลกต้องฮือฮา ถ้าฟังผ่านๆ โดยไม่ได้สนใจถึงความหมายข้างใน ก็คงจะแปลกใจว่าต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะรู้สึกยินดีที่ถูกไล่ออกจากบริษัทของตัวเอง แต่ถ้าเราย้อนกลับมาดูถึงสิ่งที่ Steve Jobs ได้สอดแทรกไว้นั้นจริงๆ ความหมายที่เขาต้องการจะสื่อถึงก็คือ ไม่ว่าจะประสบการณ์ ความเชื่อ ความมั่นใจจากความสำเร็จในอดีตจะมากมายขนาดไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้คือ ‘ตัวถ่วงชั้นดี’ ต่อการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งหลายครั้งสิ่งเหล่านั้นคือความจริงที่เราต้องยอมรับก่อนที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้ ดังที่ Steve Jobs ได้กล่าวว่า “เมื่อเราเลิกยึดติดและปล่อยวางความสำเร็จที่ผ่านมาเราจะพบว่าการเริ่มต้นใหม่ๆ มักจะง่ายขึ้นเสมอ” หลักการ 'โชชิน' และการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง การที่ สตีฟ ต้องทิ้งทุกความสำเร็จของตัวเองไว้ที่ Apple จึงเป็นเหมือนการ ‘เริ่มต้นใหม่’ จากศูนย์อีกครั้ง และสุดท้ายเขาก็กลับมาพร้อมกับแนวคิดใหม่ๆ ที่พลิกชีวิตให้กับบริษัทที่ตัวเขาเองเป็นคนสร้างขึ้นมาได้สำเร็จ การยอมทิ้งความสำเร็จในอดีตเพื่อเปิดโอกาสให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆ อีกมากมาย อาจพาเราไปสู่ความสำเร็จในอนาคตที่มั่นคงยิ่งกว่าเดิม เหมือนอย่างที่ สตีฟ จ็อบส์ เคยแสดงให้คนทั่วโลกได้เห็น เราสามารถนำหลัก ‘โชชิน’ มาปรับใช้กับตัวเองด้วยการนึกย้อนกลับไปถึง “ความรู้สึกแรกในการทำงาน” ตอนนั้นมีความทุ่มเท และตั้งใจกับมันมากแค่ไหน นำความรู้สึกเหล่านั้นกลับมาอยู่กับตัวเองให้ได้ ซึ่งหลักสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจไว้เสมอ คือ 1) ให้คิดเสมอว่าเราไม่รู้ เคยสังเกตไหมว่าเวลามีได้ยินคนคุยกันเรามักจะเกิดความ ‘อยากรู้’ ว่าคนกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ดังนั้นการย้ำกับตัวเองว่า ‘เราไม่รู้’ จะทำให้สมองเราเกิดความสงสัยและอยากเรียนรู้ในสิ่งนั้นๆ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองที่ทำให้เรามีพลังและกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 2. รู้จักตั้งคำถามอยู่เสมอ เมื่อเราได้รู้ 1 อย่าง จงสงสัยที่จะรู้อีก 1 อยู่เสมอ การตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ จะทำให้เราเห็นถึงมุมมองใหม่ๆ จากแหล่งข้อมูลหรือบุคคลที่ต่างกัน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้หรือได้ยินมาก่อน สุดท้ายนี้อยากฝากคำพูดของคุณ ประภาส ชลศรานนท์ จากหนังสือ แด่คลื่นเล็ก ๆ ในมหาสมุทร โดยคุณ ธนา เธียรอัจฉริยะ ให้กับทุกคนที่ยัง ‘ลังเล’ กับทางเลือกต่างๆ ในชีวิตว่า “ความสำเร็จมาจากการตัดสินใจที่ถูก การตัดสินใจที่ถูกมาจากประสบการณ์ ประสบการณ์มาจากการตัดสินใจที่ผิด และการตัดสินใจที่ผิดนั้นมาจากความกล้า” อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่: 4 นิสัยของ 'ผู้นำมือใหม่' ที่ก่อให้เกิดความผิดพลาดในการนำทีม 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่ "ใช่" สำหรับเรา #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Inspiration #SteveJobs #Apple #ShoShin ### คนที่เก่งที่สุดอาจไม่ได้แปลว่า 'ดีที่สุด' เสมอไปสำหรับการรับสมัครงาน ไม่ว่าใคร หากเป็นเจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารก็ย่อมอยากได้คนที่ ‘เก่งที่สุด’ เข้ามาทำงาน เนื่องจากความสามารถหลากหลาย ทำได้ทุกอย่างตามที่องค์กรต้องการ แล้วถ้ายิ่งพกประสบการณ์มาด้วยแบบเต็มคาราเบล ก็ยิ่งชัดเลยว่านี่แหละคนที่เรากำลังมองหา! แต่ปัจจุบันการเลือกมองหาแต่คนที่เก่งที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ ‘ดีที่สุด’ เสมอไป ซึ่งเนื้อหาต่อไปนี้จะอธิบาย 3 เหตุผลว่าทำไมคนที่เก่งไม่ได้แปลว่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์องค์กรมากที่สุด | เหตุผลที่ 1 ยิ่งเก่ง ยิ่งหายากและรอนาน | หากในอดีตมีเพลง “ผู้ชายดีดีก็มีแต่ในนิยาย” กับการรับสมัครงานก็เช่นกัน คนเก่งที่สมบูรณ์แบบก็อาจจะมีแต่จะหาเจอไหมก็ค่อยว่ากันอีกที เพราะยิ่งเราวาง Spec แบบเฉพาะเจาะจงมากเท่าไรโอกาสในการหาผู้สมัครแบบนั้นๆ เจอก็ยิ่งยากมากขึ้น Caitlin Weiser ผู้ให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลจาก Red Clover ระบุว่า “โดยทั่วไปการมองหาคนที่สมบูรณ์แบบตาม Job Description ถือเป็นงานที่อาจจะเรียกได้ว่า “เป็นไปไม่ได้” เมื่อเราเปิดรับสมัครงานโดยยึดความคิดที่ว่า ‘ต้องเก่งที่สุด’ หรือ ‘สมบูรณ์แบบที่สุด’ จะทำให้เรามีอคติและปิดโอกาสในการเจอคนอื่นๆ ที่มีศักยภาพ | เหตุผลที่ 2 จ่าย ‘ค่าตัว’ แพงเกินจำเป็น | เราไม่ได้กำลังจะบอกว่าคนที่มีความสามารถ ไม่สมควรได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ แต่ค่าตัวที่แพงเกินความจำเป็นในที่นี้หมายถึง ‘การแข่งขัน’ ระหว่างองค์กร ที่ต้องการกลุ่มคนเหล่านี้ที่มีจำนวนน้อยและหายากเพื่อไปร่วมงานด้วยตามความคาดหวังที่มี ทำให้แต่ละองค์กรจำเป็นต้องงัด ‘ข้อเสนอ’ เพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น เงินเดือนที่มากกว่าเดิม สวัสดิการ ฯลฯ ซึ่งบางครั้งในบางตำแหน่งงานเราอาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเยอะขนาดนั้นแต่ยังสามารถได้ผลลัพธ์ที่คล้ายกันได้เช่นกัน | เหตุผลที่ 3 เบื่อง่าย ย้ายงานเร็ว | การได้มาซึ่งบุคลากรที่เก่งที่สุดอาจฟังดูเหมือนการประสบความสำเร็จในการจัดหาคน แต่ความสำเร็จที่แท้จริง อยู่ที่การบริหารกลุ่มคนเหล่านี้ทำยังไงถึงจะดึงดูดใจให้คนที่อยู่สามารถสร้างมูลค่า พัฒนาองค์กรให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม คำตอบอาจเป็น ให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น โปรโมต เลื่อนขั้น กำหนดเป้าหมายที่น่าสนใจ รวมถึงช่วยให้พนักงานได้พัฒนาตัวเองผ่านการทำงานกระตุ้นความท้าทาย ด้วยโปรเจกต์งานที่มีความกดดันอย่างพอเหมาะ แต่กับพนักงานระดับท็อปที่เราเฝ้ามองหาด้วยทักษะ ประสบการณ์ ความสำเร็จที่พวกเขาพกมาด้วย สิ่งที่เราได้วางแผนไว้อาจเป็นเพียงเรื่อง ‘ทั่วไป’ ที่เคยผ่านมาทั้งหมดแล้ว เมื่อองค์กรไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้อีกต่อไป กลุ่มคนที่เปี่ยมด้วยความสามารถเช่นนี้ก็จำเป็นต้อง ‘โยกย้าย’ เพื่อหาความท้าทายใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับตัวเขามากกว่า รวมถึงเมื่อองค์กรเลือกจากเฉพาะ ‘คุณสมบัติ’ ของผู้สมัครโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน อาทิ สไตล์การทำงาน ความคาดหวัง ทัศนคติ รวมถึงเป้าหมายที่ต้องการสำเร็จในอนาคต จนมาพบทีหลังว่าไม่ตรงกับที่องค์กรมองหา ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดปัญหาคนลาออกเร็วเช่นกัน เมื่อคนที่เก่งที่สุดอาจไม่ตอบโจทย์ เราจะมีวิธีไหนเพื่อให้ได้ คนที่ทั้งเก่งและ ‘เหมาะสม’ กับความต้องการขององค์กร จากประเด็นดังกล่าวคุณ Weiser ได้อธิบายว่าอันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่า “ความเก่งสามารถสร้างได้” โดยเราสามารถเลี่ยง 3 ข้อเสียข้างต้นได้ด้วยการให้ความสนใจกับ ‘ชุดทักษะ’ เริ่มต้นจากทำความเข้าใจ Job Description และลำดับความสำคัญในสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงาน 1) สิ่งที่ผู้สมัคร ‘จำเป็นต้องมี’ ในทุกกรณี 2) ทักษะที่ ‘เรียนรู้’ เพิ่มเติมได้ระหว่างทาง วิธีการดังกล่าวจะทำให้องค์กรมีโอกาสค้นหาผู้สมัครได้กว้างและเร็วขึ้นกว่าเดิม เมื่อคนที่เก่งที่สุดอยู่ไกลและหายากเกินจะหาเจอ องค์กรก็ควรมีแผนสำรองไว้เป็นทางเลือก เช่น วิธีการมองหาพนักงานแบบ Skill-based และอีกหนึ่งทางออกที่จะทำให้คุณได้ผู้สมัครที่ใช่ โดยไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา เลือกใช้ Reeracoen Recruitment บริการ Recruitment Agency ในไทยที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี พร้อมเครื่องมือและข้อมูลผู้สมัครที่ผ่านการคัดกรองในระบบแล้วกว่า 100,000 คน รวมถึงทีมงาน Recruiter ขนาดใหญ่ที่สามารถให้คำแนะนำในประเด็นสำคัญตลอดการรับสมัครงาน ฝากเรื่องงานของคุณไว้กับเรา: ติดต่อ Reeracoen Thailand แปลและเรียบเรียงจาก:  https://bit.ly/3L853eq #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 4 นิสัยของ 'ผู้นำมือใหม่' ที่ก่อให้เกิดความผิดพลาดในการนำทีม การประเมินจุดเด่นและภาพรวมของทีมก่อนทำการ ‘ตัดสินใจ’ ในหลายๆ เรื่อง คือหนึ่งหน้าที่สำคัญของการเป็นผู้นำ ดังนั้นทักษะที่จะช่วยให้เราก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ คือการเข้าใจ ‘ความเป็นคน’ รวมถึงบริหารกระจายงานในฐานะ ‘ทีม’ ไปพร้อมๆ กับดูแลระหว่างทางสู่เป้าหมาย สำหรับคนที่เพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมือใหม่ ถ้าไม่นับความดีใจ สิ่งที่จะรู้สึกได้ตั้งแต่วินาทีแรกคือ ‘ความท้าทาย’ ที่มาพร้อมกับ ‘ความกดดัน’ อาทิ “เราจะสามารถนำทีมให้บรรลุเป้าหมายได้ไหม” “ความกดดันจะหนักแค่ไหน” “ควรวางตัวยังไงให้ได้รับความเคารพ” ความกดดันจากสิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่มีส่วนทำให้ผู้นำมือใหม่มากมาย ‘ผิดพลาด’ จนล้มเหลวก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย ซึ่งอยู่ในรูปแบบของพฤติกรรม 4 ข้อ อาทิ 1) มั่นใจในตัวเองจนเกินไป แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้นำได้ ดังนั้นเมื่อได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนั้นแล้วบางคนจึงมั่นใจในตัวเองมากเกินไป โดยแสดงออกด้วยการใช้ ‘อำนาจ’ ในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ หรือควบคุมดูแลงาน ซึ่งเป็นจุดแรกที่หลายคนมักจะพลาด จริงอยู่ที่ผู้นำถือเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ แต่จะได้รับ ‘การยอมรับ’ หรือไม่ ก็ถือเป็นอีกเรื่อง เพราะการที่ ‘ผู้ตาม’ จะให้การยอมรับ ‘ผู้นำ’ มีหน้าที่ต้องแสดงให้เห็นว่าอะไรที่ทำให้เราก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่ด้วยการ ‘บังคับ’ ให้ทุกคนทำตามจากอำนาจที่ตัวเองมี สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือ ‘อย่ารีบร้อน’ ในช่วงแรกของการทำหน้าที่ เพราะหลายคนมีความตั้งใจที่ดี มุ่งมั่นอยากสร้างความเปลี่ยนแปลง จนลืมว่าเมื่อมีการ ‘เปลี่ยน’ ก็ย่อมมีคนที่ต้อง ‘ปรับ’ ซึ่งอาจไม่ถูกใจคนบางส่วนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแบบ ‘ทิ้งระเบิด’ ลองใจเย็นลงและทำความเข้าใจให้มากขึ้น เริ่มจาก “ทำการบ้านให้หนัก” ศึกษาภาพรวมของทีมให้เข้าใจมากที่สุด ดูว่าอะไรดี-ไม่ดี ส่วนไหนยังต้องพัฒนา แล้วนำการบ้านที่ทำมา อธิบายให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน เพราะอะไรถึงต้องเปลี่ยน ทำไมถึงต้องทำสิ่งเหล่านี้ ผู้นำนอกจากจะทำหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญแล้วยังต้องคอยอยู่เคียงข้าง และมีส่วนร่วมกับงานแต่ละส่วน ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจข้อจำกัดและปัญหาหน้างาน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้ทำหน้าที่แค่ ‘สั่ง’ แต่ยังพร้อมคอยให้ความช่วยเหลือด้วยเช่นกัน 2) เอาแต่ผลลัพธ์ ไม่สนใจวิธีการ Peter Drucker ผู้ริเริ่มแนวคิดการบริหารองค์กรยุคใหม่ ได้กล่าวว่า “ประสิทธิภาพ (Efficiency) คือการทำสิ่งต่างๆ อย่างถูกสิ่งและประสิทธิผล (Effectiveness) คือการทำในสิ่งที่ควรทำ” ความแตกต่างของการบริหารกับการเป็นผู้นำ คือผู้นำมักให้ความสำคัญกับ ‘ประสิทธิผล’ ที่เป็นผลลัพธ์ ขณะที่นักบริหารจะมองถึง ‘ประสิทธิภาพ’ ซึ่งต้องอาศัยทักษะบริหารในหลายมิติ ทั้งความสัมพันธ์ โอกาส และ ‘หลุมพรางทางความคิด’ “ทำงานให้ไว ขยับให้เร็ว พร้อมคงไว้ซึ่งความไว้ใจ” สามารถอธิบายถึงความยากในการทำงานของผู้นำที่ต้องสร้างทั้งผลงานและประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กัน เพราะผู้นำที่มองถึงแต่ผลลัพธ์ (Effectiveness) โดย “ไม่สนใจวิธีการ” มักมีแนวโน้มที่จะถูกต่อต้าน และพบกับความล้มเหลวต่อการนำทีมในที่สุด 3) ‘สุดโต่ง’ ในการปฏิบัติมากเกินไป หลังจากที่เราทำการบ้านและศึกษาว่าองค์กรนี้ทำงานกันแบบไหน ทั้งอะไรที่เคยทำแล้วหรือกำลังดำเนินการอยู่ รวมถึง ‘แรงกระตุ้น’ ในการทำงานของทีมคืออะไร ก็ถึงเวลาแล้วที่เราในฐานะผู้นำหน้าใหม่จะนำวิสัยทัศน์หรือแนวทางการทำงานลงไปผสมผสานให้เกิดความลงตัว ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าเมื่อก้าวขึ้นมาแล้วเราไม่สามารถ ‘ทิ้งระเบิด’ ตั้งมาตรฐานหรือเปลี่ยนทุกอย่างได้ตามใจตั้งแต่แรก เพราะตามหลักจิตวิทยา การจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งถ้าจะให้ผลดีต้องทำให้เป็นเหมือนกับ ‘คลื่นน้ำ’ เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่กระทบจนเป็นวงกว้าง หยอดความคิดเห็น ให้คำแนะนำทีละน้อยแล้วสังเกตปฏิกริยาตอบโต้จากสมาชิกในทีม เมื่อส่วนใหญ่เริ่มเห็นด้วยกับแนวทางของเรา จึงค่อยเริ่มลงรายละเอียด ซึ่งอาจมีบางอย่างที่ต้องยอมปรับให้เหมาะกับภาพรวมบ้างเพื่อให้ทีมเดินไปด้วยกันโดยไม่มีอะไรค้างคาใจ 4) กีดกันคนเห็นต่าง เมื่อองค์กรหรือทีมมีการเปลี่ยนผู้นำ แนวทางและวัฒนธรรมการทำงานก็มักจะมีสิทธิถูกเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งบางครั้งก็อาจกลายเป็นความผิดพลาดได้เช่นกัน ด้วยเจตนาที่ดี หลายคนต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยการ ‘ผ่าตัด’ ให้ทีมเดินไปในทางที่ดีกว่า ดังนั้นบางอย่างหรือบางคนที่ ‘ใช่’ ก็มีสิทธิได้ไปต่อ ส่วนอีกกลุ่มซึ่ง ‘ไม่ใช่’ ก็อาจถูกผลักออกไปจากขบวน แต่เชื่อไหมว่าการตัดสินใจผลักกลุ่มคนเหล่านั้นออกไปจะกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สร้างปัญหาร้ายแรงตามมาในภายหลัง เนื่องจากเมื่อองค์กรมีแต่กลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน เชื่อแบบเดียวกันโดยไม่มีคนโต้แย้ง จะก่อให้เกิดกับดักทางความคิดที่เรียกว่า Groupthink ซึ่งทำลายความคิดสร้างสรรค์ ปิดกั้นโอกาสของการพัฒนาสิ่งต่างๆ เพราะทุกคนมองว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว และทุกอย่างในตอนนี้ก็ ‘ดีอยู่แล้ว’ ผู้นำหน้าใหม่ควรเปิดใจรับความต่างของผู้คน ซึ่งนี่แหละคือจุดเด่นของการทำงานเป็นทีม จะมีประโยชน์อะไรถ้าทุกคนเหมือนกันไปหมด ผู้นำที่ดีควรรู้จักใช้ทักษะของคนในทีมให้เกิดประโยชน์สูงสุดและบอกตัวเองเสมอว่าสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืม คือการ ‘รับผิดชอบ’ การเติบโตของทุกคนในฐานะ ‘ผู้นำ’ ที่จะพาทุกคนสำเร็จไปพร้อมๆ กัน มองหาโอกาสใหม่ๆ กับเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่ 'ใช่' สำหรับเรา "เหนื่อยน้อยลงเพื่อผลงานที่ดีขึ้น" ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นด้วย Not To Do list แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3ouJNYu #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 3 เหตุผลทำไม ‘ความเร็ว’ ถึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ต่อความสำเร็จด้าน Recruitment ขององค์กร เคยสงสัยไหมว่าทำไมบริการ Recruitment Agency มักจะชูจุดเด่นด้าน ‘ความเร็ว’ ในการหาบุคลากรยอดฝีมือ เพื่อตอบรับกับความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กร Reeracoen Thailand มีคำตอบมาฝากกันครับ 1. จัดหาบุคลากร Top Talent ได้เร็วขึ้น ในตลาดงานที่แข่งขันกันอย่างหนักหน่วงปัจจุบันไม่ว่าใคร องค์กรไหนต่างก็ต้องการ Top Talent เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ ‘การแข่งขัน’ ระหว่างองค์กรเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยแต่ละบริษัทต่างก็มีการปรับตัว มองหารูปแบบใหม่ๆ ในการสรรหาพนักงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การทำ Employer Branding หรือวาง Journey เพื่อดึงดูดและช่วยให้ผู้สมัครเก่งๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ดังนั้นปัจจัยที่องค์กรต้องให้ความสำคัญอันดับต้นๆ คือ ‘ความเร็ว’ ในการเข้าถึงผู้สมัครเหล่านี้ให้มากที่สุด ยิ่งดำเนินการ Recruitment Process เร็วเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้ตัวหัวกะทิมาร่วมทีมมากขึ้นเท่านั้น 2. ลดเวลาในการจ้างงาน การเปิดรับสมัครงานที่กินระยะเวลานาน นอกจากจะทำให้แผนงานที่องค์กรวางไว้ต้องหยุดชะลอไป ยังมี ‘ผลเสีย’ อีกมากมาย โดยเฉพาะการถูกคู่แข่งทางธุรกิจชิงตัวผู้สมัครไป ซึ่งกระบวนการรับสมัครงานที่มีความรวดเร็วรวมถึงมีช่องทางเข้าถึงแหล่ง ‘ผู้สมัครที่ตรงสเปค’ จำนวนมาก อย่างการทำงานร่วมกับบริษัทจัดหางานชั้นนำ จะช่วยให้องค์กรสามารถแก้ปัญหาด้านระยะเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ Recruit ให้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด 3. ช่วยลดต้นทุน รู้หรือไม่ยิ่งกระบวนการรับสมัครงานใช้เวลานานเท่าไรยิ่งเป็นการทำให้ ‘ต้นทุน’ ที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นเท่านั้น เนื่องจากองค์กรต้องใช้ทรัพยากรทั้ง ‘แรงงาน’ และ ‘เวลา’ เหมือนเรากำลังสูญเสียรายจ่าย โดยไม่ได้อะไรกลับมา และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมขององค์กรได้ ถ้าองค์กรของคุณกำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้ อาทิ การเสียต้นทุนและเวลาโดยใช่เหตุ ดำเนินงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ขาดทีมงานผู้มีประสบการณ์ ไม่เข้าใจในเทคนิคการ ‘คัดเลือก’ ผู้สมัครที่มีความสามารถ เรามี 5 เหตุผลว่าทำไม Reeracoen Recruitment ถึงสามารถเป็นทางออกที่ใช่ให้กับองค์กรของคุณ 1. การเข้าถึงผู้ที่มีความสามารถสูง (Top Talent) Reeracoen Recruitment มีครบทั้งทรัพยากรบุคคล เครือข่ายคอนเนกชัน เครื่องมือ และช่องทางมากมาย ในการเข้าถึงผู้ที่มีความสามารถสูงในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงฐานข้อมูลผู้สมัครในระบบที่ถูก ‘คัดกรอง’ แล้วกว่าแสนคน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมตามที่บริษัทต้องการ 2. ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว กระบวนการรับสมัครงานของ Reeracoen Recruitment ทั้งในรูปแบบ Passive และ Active Recruitment ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการแก้ไขปัญหา ‘ความล่าช้า’ รวมถึงด้วยจำนวนฐานข้อมูลผู้สมัครกว่าแสนคน ที่ถูกคัดกรองผ่านเครื่องมือจัดเก็บข้อมูล (CRM Software) พร้อมระบบสนับสนุนการ matching อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถค้นหาผู้สมัครที่ตรงตามสเปกและตอบสนองความต้องการขององค์กรได้มากที่สุด 3. ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 10 ปี ทำให้ Reeracoen Recruitmentสามารถให้ ‘เบื้องลึก’ ที่จำเป็น อาทิ ภาพรวมตลาดแรงงาน ข้อมูลเบื้องหลังด้านการค้นหาผู้สมัครและความคาดหวังต่างๆ ในการจัดหาพนักงานให้กับพาร์ทเนอร์ 4. เข้าใจถึง ‘ความต้องการ’ ที่เฉพาะเจาะจง Reeracoen Recruitment สามารถช่วยหาผู้สมัครที่ตรงกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงขององค์กร เช่น ประสบการณ์ในสายงาน ทักษะสำคัญที่จำเป็น รวมถึงตำแหน่งงานที่เหมาะสม 5. ความสัมพันธ์ในฐานะ ‘Partner’ กับบริษัท หนึ่งในเป้าหมายธุรกิจของ Reeracoen Recruitment คือการสร้างความสัมพันธ์ในฐานะ Partner กับบริษัท ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการเติบโตขององค์กรด้วยการไว้วางใจให้เราช่วยจัดสรรทรัพยากรบุคคลที่ใช่ เพื่อก้าวต่อไปขององค์กรที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น ติดต่อเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความ Active vs Passive Recruitment คืออะไร แตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน แล้วควรเลือกใช้แบบไหนดี? #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailan ### “เหนื่อยน้อยลง” เพื่อผลงานที่ดีขึ้น ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นด้วย Not To Do list ใครมีปัญหา “งานเยอะจนทำไม่ทัน” บ้าง ทั้งภาระงานเดิมที่ยังต้องแบกทุกวัน แถมหัวหน้ายังขยันแตกโปรเจกต์หางานใหม่ๆ ให้ทำอยู่อีกเรื่อยๆ และเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยกตัวอย่างมาข้างต้นคงเป็น “ปมในใจ” ที่หลายคนต้องเจอ เพราะคงยากที่เราจะ Say no ใส่หัวหน้า แม้ว่างานที่ถืออยู่ตอนนี้ก็หนักหนามากพอแล้ว จริงอยู่ที่การได้ทำงานใหม่ๆ คือข้อดีที่จะทำให้เราโตขึ้น แต่ถ้าเดิมทีงานที่ต้องรับผิดชอบก็ล้นมืออยู่แล้ว เราควรทำอย่างไรในเมื่อทุกอย่างดู “สำคัญ” ไปหมด หรือถ้าลองคิดดูดีๆ ความจริงงานบางอย่างอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เช่น รายละเอียดบางอย่างที่อาจข้ามไปได้ งานที่ทำแล้ว ‘ไม่คุ้ม’ แรงงานและเวลา สิ่งที่หากตัดออกไปก็ไม่ได้เกิดปัญหาตามมา ทุกวันนี้มีเครื่องมือมากมายที่คอยช่วยบริหารจัดการงานให้รู้ว่าอะไร “ควรทำ” แต่กลับกัน เรามักไม่ค่อยรู้ว่าตัวเอง “ไม่ควรทำอะไร” หนึ่งในวิธีตีโจทย์ให้แตกเพื่อลดภาระงานในมือคือการสลับ ‘To Do list’ ให้เป็น ‘Not To Do list’ ซึ่งจะช่วยชี้ให้เห็นว่าอะไรบ้างที่กำลังทำให้เรา “เสียเวลา” โดยไม่รู้ตัว Not To Do list คืออะไร? ถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “รายการสิ่งที่ไม่ต้องทำ” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้ตัดบางสิ่งออก เพื่อจดจ่อกับงานที่สำคัญและจำเป็นมากกว่า เนื่องจากการไล่ตามสิ่งที่ต้องทำจนหมดทุกอย่าง จะทำให้สมองต้องรับภาระหนักจนเครียด ถ้าหากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีพอ คำถามต่อมา แล้วจะรู้ได้ไงว่าอะไรที่ “ไม่ควรทำ” บทความจาก Spica.com ได้อธิบายถึงสิ่งที่ควรจัดไว้ใน Not To Do list ว่า “คนเรามักจะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรที่ทำแล้วดี รวมถึงสิ่งที่ไม่ควรเสียเวลาทำ แต่ก็หยุดทำไม่ได้สักที” โดยสามารถออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่ สิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ปฏิเสธไม่ได้ พฤติกรรมหรือสิ่งที่คอยทำให้เสียสมาธิ งานที่ไม่จำเป็นต้องใช้เราทำ หรือคนอื่นทำแทนได้ ภาระต่างๆ ที่ถูกโยนมา งานที่สร้าง ‘คุณค่า’ ได้น้อย สิ่งที่ทำให้เราอารมณ์เสีย พฤติกรรมไม่ดีที่อยากกำจัดออกไป สิ่งที่ไม่สามารถ ‘ควบคุม’ ได้ เมื่อเข้าใจถึง Concept ลองมาเช็กก่อนจะทำ Not To Do list ของตัวกันเถอะ อันดับที่ 1 ประเมินงานในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาทั้ง “หน้าที่หลัก” และอื่นๆ ซึ่งต้องทำประจำซ้ำๆ ทุกวัน จะทำให้เราเห็นชัดว่ารูปแบบการของตัวเองเป็นอย่างไร อะไรที่ใช้เวลามาก-น้อย หรือทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็นมากที่สุด อันดับที่ 2 อะไรบ้างที่ควรย้ายไปอยู่ใน Not To Do list เริ่มจากประเมิน ‘ผลกระทบ’ หรือ ‘คุณค่า’ ว่าอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งไหนบ้างที่สามารถโยกไปให้คนอื่นทำได้ รวมถึงสังเกต ‘ความรู้สึก’ ตัวเอง งานแต่ละประเภทส่งผลต่ออารมณ์อย่างไร สนุก ท้าทาย หรือมีแต่น่าหงุดหงิด เบื่อหน่าย รับปากช่วยแล้วแอบมาคิดว่า “ไม่น่าเลย” หรือเปล่า นอกจากนี้อย่าลืมสำรวจพฤติกรรมตัวเองตอนทำงานด้วย เพราะหลายคนติดนิสัย “ผัดวันประกันพรุ่ง” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราทำงานไม่ทันเพราะงานล้นมือ ทั้งๆ ที่เราแค่ ‘หลุดโฟกัส’ ไปกับสิ่งรอบตัวในระหว่างทำงาน อันดับที่ 3 การฝึก ‘ปฏิเสธ’ ให้เป็น ถือเป็นส่วนที่อาจจะยากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามทำให้ได้มากที่สุด เพราะหนึ่งในต้นเหตุหลักของปัญหางานล้นมือคือการเป็น Yes man หรือคนที่ปฏิเสธไม่เป็น ไม่ว่าจะจากคนอื่น หรือแม้แต่ตัวเองที่คิดว่า ‘ไหว’ จนสุดท้ายแบกรับทุกอย่างไว้ไม่ไหว เพราะไม่ว่าใครต่างก็มี ‘ขีดกำจัด’ ของตัวเองกันทั้งนั้น ถ้าเริ่มรู้สึกว่ากำลังเหยียบคนเร่งเร็วเกินไป ผ่อนลงมาให้ตัวเองได้พักหายใจบ้างก็คงไม่เสียหาย เพราะอะไรที่มากเกินไปจนเรารับไว้ไม่ไหว ถึงตรงนั้นแม้แต่สิ่งดีๆ ก็อาจกลายเป็นไม่ดีอีกต่อไป มองหาโอกาสใหม่ๆ กับเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/41nrfIt แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3UOjBnW https://bit.ly/3KRPkQy #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #NotToDolist #Productive #SelfImprovement #Timemanagement ### 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่ "ใช่" สำหรับเรา 5 คำถามเช็กลิสต์ตอนสัมภาษณ์งาน องค์กรแบบไหนที่ "ใช่" สำหรับเรา การสัมภาษณ์งานคือการ “ขายของ” ผู้สมัครเองก็ต้องการขายทักษะ ความสามารถ ในขณะที่นายจ้างก็อยากนำเสนอว่าองค์กรตัวเองดีอย่างไร และจากประสบการณ์ที่คุณผู้อ่านได้ผ่านกันมาก็คงจะพอรู้ว่า “ไม่มีที่ไหนเพอร์เฟกต์” เพราะทุกที่ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีแต่ที่ที่ “เหมาะสม” ที่สุดเท่านั้นที่เราจะเลือกฝากชีวิตเข้าไปทำงานด้วย แต่เมื่อการสัมภาษณ์งานคือการ “ขาย” ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงพูดถึงเฉพาะด้านดีของกันและกัน ความท้าทายคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ไหน “ดี” หรือ “เหมาะ” กับตัวเราก่อนที่จะตอบตกลงเริ่มงาน หนึ่งในวิธีดมกลิ่นหาความ “ผิดปกติ” จากองค์กรคือการตั้งคำถามตอนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการสัมภาษณ์ เช่น 1) วัฒนธรรมองค์กรที่นี่เป็นอย่างไร เป็นคำถามสัมภาษณ์งานที่ทั้งเรียบง่าย และตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นการเปิดประเด็นให้ได้ข้อมูลกว้างๆ และช่วยให้เราสังเกตว่าอีกฝ่ายเน้นตอบด้านไหนเป็นพิเศษ นอกจากนี้หากเรามีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือจุดที่คิดว่าสามารถ “ขุด” ให้ลึกกว่าเดิมเพื่อให้ตัวเองได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นก็ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไป และอย่างที่เราคุ้นเคยกันดีบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบ “ครอบครัว” เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานเราจะพบว่าที่นั่นมักจะเป็น “สนามรบ” ของการทำงานในอนาคตด้วยการแบกความคาดหวังที่มากเกินตัว จนขาดขอบเขตของการทำงานและชีวิตส่วนตัว ถ้าเจอแบบนี้ก็อาจตีความได้ง่ายๆ ว่า “หนีไป” เพราะงานไม่ควรถูกนำมาปนกับชีวิตส่วนตัว (โดยไม่ได้เต็มใจ) ตั้งแต่แรก 2) ผู้นำแบบไหนที่จะก้าวหน้า และไม่ก้าวหน้าในการทำงานที่นี่ ถ้าหากองค์กรมีผู้นำที่ดี องค์กรจะก้าวหน้าได้ไวแต่กลับกันถ้ามีผู้นำแย่ๆ เราจะตายกันหมด ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจาก “ผู้นำ” ทั้งทัศนคติ ความเชื่อ วิธีการทำงาน ฯลฯ ดังนั้นเมื่อเราได้คำตอบจากคำถามดังกล่าว เช่น ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่มีความเห็นอกเห็นใจ มีส่วนร่วมกับผู้อื่น พร้อมรับฟังปัญหา ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว โดยเพิ่มเติมจากคำถามสัมภาษณ์งานนี้ นายจ้างควรที่จะสามารถอธิบายหรือยกตัวอย่างสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นอาจหมายความว่าทั้งหมดที่ได้กล่าวมา อาจเป็นแค่ภาพ “อุดมคติ” แต่ไม่ได้มีอยู่จริงสำหรับการทำงานในทุกวันนี้ 3) องค์กรสนับสนุนความเท่าเทียมหรือความเสมอภาคให้กับทุกคนอย่างไร ทุกวันนี้เรามีการตระหนักถึงความหลากหลายการสร้างกลุ่ม และความเท่าเทียมกันมากขึ้น ทั้งด้านเพศ เชื้อชาติ ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ หรือที่เรียกว่า DEI (Diversity, equity, inclusion) ซึ่งหน้าที่ขององค์กรคือทำให้สมาชิกทุกคนรู้สึกว่า “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ให้ได้ แม้สังคมจะตระหนักและองค์กรรู้ว่าเป็นหน้าที่สำคัญแต่บางแห่งอาจยังขาด “วิธีการ” ที่จะทำให้เกิดขึ้น ซึ่งประเด็นสำคัญคือคำว่า “อย่างไร” โดยคำตอบของคำถามสัมภาษณ์งานนี้ควรเป็นลักษณะของการกระทำที่ชัดเจน เพราะหากองค์กรไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้พนักงานทุกคนรู้สึกเป็นที่ยอมรับและเท่าเทียมก็น่าเป็นที่สงสัยว่าถ้าเข้าไปแล้วแล้วเรารวมถึงคนอื่นๆ จะได้รับการปฏิบัติแบบไหนกันแน่ 4) องค์กรมีวิธีช่วยให้คนกล้าพูดอย่าง "ตรงไปตรงมา" โดยไม่กลัวว่าจะมีปัญหาตามมาทีหลังอย่างไรบ้าง สัมภาษณ์งานทุกครั้งควรถามแนวทางการจัดในองค์กร เพราะหนึ่งในวัฒนธรรม toxic ที่เป็นแผลใหญ่ขององค์กรคือการมีปัญหา แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงเนื่องจากกลัวผลลัพธ์ที่อาจตามมาจนทำให้ปัญหาไม่มีวันถูกแก้และฝังรากลึกจนถอนออกยาก ในทางกลับกัน องค์กรที่ดีควรสามารถช่วยให้พนักงานทุกคนสามารถยืนหยัดเพื่อพูดถึงความจริงอย่างตรงไปตรงมาโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าถ้าพูดอะไรไปแล้วจะถูกหัวหน้าหมั่นไส้หรือโดนเพื่อนร่วมงานแอนตี้ 5) คุณสามารถแนะนำบุคคลที่จะให้ข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติมได้ไหม ไม่ว่าเราจะตั้งคำถามสัมภาษณ์งานไปสักกี่ข้อก็ไม่มีอะไรที่สามารถอธิบายว่าองค์กรนั้นเป็นอย่างไรได้ดีเท่ากับการรับฟัง “ประสบการณ์ตรง” จากคนที่ทำงานอยู่ แน่นอนว่าการที่คนแปลกหน้าสองคนพูดคุยกันคงเป็นเรื่องยากที่จะ “ใส่หมดเปลือก” ในทุกเรื่อง ดังนั้นเมื่อเราได้ข้อมูลที่ต้องการ ถ้าเป็นไปได้อาจลองขอช่องทางการติดต่อพนักงานคนอื่นๆ เพิ่มเติม ถามถึงข้อดี - ข้อเสียของการทำงานที่นี่ ซึ่งถ้าเราเห็นได้ว่าคนเหล่านี้ไม่กล้าที่จะพูดหรือมีท่าทีแปลกๆ ที่ผิดสังเกตไปก็อาจแปลว่านี่คือสัญญาณที่กำลังบอกให้คุณ “หนีไป” แบบอ้อมๆ อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 3 ผลกระทบจากการ WFH ที่หัวหน้างานต้องรับมือ เริ่มงานใหม่ให้ปังตั้งแต่ 3 เดือนแรกด้วยการกำหนดเป้าหมายแบบ 30-60-90 ### “ความยืดหยุ่น” พื้นฐานการทำงานยุคใหม่ ซึ่งไม่จำกัดแค่ในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ เมื่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปการทำงานจากที่บ้าน หรือ Remote working กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คนทำงานส่วนใหญ่มองหาโดยไม่ใช่แค่ในกลุ่มชาวออฟฟิศทั่วไปเท่านั้น เพราะกลุ่ม Non-office worker อาทิ โรงงาน การบริการก็มีความต้องการทำงานแบบ “ยืดหยุ่น” ด้วยเช่นกัน ผลสำรวจโดยบริษัท Randstad ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างกลุ่มคนงาน Blue และ Grey-collar worker เช่น สายงานการผลิต (โรงงาน) รวมถึงงานบริการทั้งหมด 7,500 คน พบว่า 46% มองว่า “ความยืดหยุ่นในการทำงาน” มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวเลขเงินเดือนที่ได้รับ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานของคนยุคใหม่ที่ยกให้ความยืดหยุ่นเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ และไม่ใช่แค่งานออฟฟิศเท่านั้นที่สามารถยืดหยุ่นได้ แต่สายงานอื่นๆ ก็ควรที่จะได้รับการประยุกต์ใช้ด้วยเช่นกัน โดยคุณ Sander Van ‘t Noordende CEO จาก Randstad ได้อธิบายว่า “ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการทำงานแบบยืดหยุ่นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของคนทำงานทั่วโลก และผลสำรวจยังพบว่าคนจากอีกหลายสายงานก็ต้องการให้องค์กรปรับมาทำงานแบบยืดหยุ่นเช่นกัน” ในมุมมองของคนทั่วไปหรือกลุ่ม Office worker การทำงานแบบยืดหยุ่นสามารถเกิดขึ้นได้กับ 2 ปัจจัย ได้แก่ 1. สถานที่ และ 2. ช่วงเวลาในการทำงานที่เราเลือกเองได้ แต่ด้วยรูปแบบการทำงานที่ต่างกันทำให้คำว่า “ยืดหยุ่น” ที่กลุ่ม Non-office worker มองหา อาจมีความแตกต่างออกไปจากที่เราคุ้นเคยเล็กน้อยโดย 30% ต้องการความยืดหยุ่นที่จะ “กำหนดตารางทำงาน” และอีก 22% มองว่าควรจัดการ “ชั่วโมงการทำงาน” ได้ ซึ่งคุณ Van ‘t Noordende ก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าด้านองค์กรก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจ และประยุกต์ใช้ความยืดหยุ่นให้เข้ากับรูปแบบธุรกิจของตัวเองด้วย เพราะการให้ความยืดหยุ่นแก่พนักงานสามารถให้ผลตอบกลับมาในรูปแบบของ “ความสุข” ในการทำงาน ที่ให้ Productivity ที่มากขึ้นและอาจหมายถึงอัตราการลาออกที่ลดลง รวมถึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดพนักงานใหม่ๆ ดังนั้นนอกจาก White collar แบบพนักงานออฟฟิศในธุรกิจสายงานอื่นที่เป็น Non-office worker การให้พนักงานได้ทำงานแบบยืดหยุ่นมากขึ้น (โดยไม่ลืมข้อจำกัดที่มี) ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีปรับตัวเข้ากับความต้องการของคนในปัจจุบัน ที่มองหาความลงตัวในการใช้ชีวิตและการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสำหรับคุณระหว่าง เงินน้อย ยืดหยุ่นมากกับเงินเยอะมาก แต่ไม่ยืดหยุ่นเลยงานแบบไหนที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่ากัน มองหาโอกาสใหม่ๆ กับเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3obLx8M http://bit.ly/40Xtn9s #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### 5 วิธีจัดการ 5 ความกังวลหลัก ที่คนมักจะกลัวเมื่อต้องย้ายงาน 5 วิธีจัดการ 5 ความกังวลหลัก ที่คนมักจะกลัวเมื่อต้องย้ายงาน คุณเคย “กลัวการเริ่มงานใหม่” ไหม? ทั้งเราจะเข้ากับสังคมใหม่ได้ไหม ความกดดันจะหนักแค่ไหน จะทำได้ดีพอสมกับความคาดหวังของหัวหน้าหรือเปล่า สำหรับหลายคนอาจไม่ใช่แค่เพราะกลัวการทำงาน แต่เกิดจากความกังวลถึงปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ซึ่งวันนี้เราได้รวม 5 ความกังวลหลักที่คนมักจะกลัวเมื่อต้องตัดสินใจย้ายงานรวมถึงวิธีจัดการแก้ปัญหา 1) กลัวความล้มเหลว บ่อยครั้งที่เรามักจะปล่อยให้ความกลัวอยู่เหนือทุกสิ่งโดยเฉพาะ “โอกาส” ที่จะพาตัวเองไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกคนเมื่อย้ายงานใหม่ ก็อยากจะทำผลงานให้ดีจึงถือเป็นความกลัวที่เรียกได้ว่าเกิดขึ้นบ่อยที่สุด เพราะในฐานะที่เราจะเข้าไปเป็นพนักงานใหม่แน่นอนว่าต้องมี “ความคาดหวัง” ที่เราต้องรับมือ ทั้งจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่จากตัวเองที่อยากจะเข้าไปช่วยสร้างผลประโยชน์ ไม่ใช่กลายเป็นภาระให้คนอื่นต้องเหนื่อยเพิ่ม อย่าปล่อยให้ความกลัวเป็นอุปสรรคจนไม่ได้ขยับไปไหน แก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการทำความเข้าใจความกลัวที่นึกถึงแล้วตอบคำถามตัวเองด้วย 4 คำถามต่อไปนี้ อะไรที่จะทำให้เราถือว่าตัวเอง “ล้มเหลว” วิธีไหนบ้างที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ถ้าหากเกิดขึ้นเราจะดึงตัวเองกลับมายังไง เรื่องไหนที่มีโอกาสเกิดขึ้นมาก - น้อยที่สุด 4 คำถามดังกล่าวจะชี้ให้เห็นปัญหาที่เรากังวลพร้อมแนวทางป้องกัน รวมถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นซึ่งทำให้เราสามารถเตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้นด้วย 2) กลัวความคิดของคนรอบข้าง เชื่อไหมว่าพลังของความคิดมีผลกับเรามากกว่าที่คิดและคนจำนวนไม่น้อยมักจะกลัว “ความคิดคนอื่น” ลองสังเกตไม่ว่าจะทำสิ่งไหน หรือตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ เรามักคิดนำไปก่อนไหมว่า “คนอื่นจะมองเรายังไง” ถ้าย้ายงานไปแล้วครอบครัวจะผิดหวังไหมจะมีคนมองว่าเราหนีปัญหา เป็นคนขี้แพ้หรือเปล่า เชื่อว่าลึกๆ ทุกคนมีเป้าหมาย มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำแต่ยังไม่กล้าทำเพราะกลัวความคิดคนรอบข้าง เช่น ครอบครัวอยากให้หางานประจำที่มั่นคง แต่ตัวเรากลับชอบความยืดหยุ่นแบบ Freelance หรือกลัวความคิดของเพื่อนว่าทำไมไม่หางานที่ดีกว่านี้ทั้งๆ ที่งานปัจจุบันทำให้เรามีความสุขกว่าที่อื่น และอีกหลายครั้งที่เราปล่อยให้ความคิดคนอื่นมีผลมากกว่าความต้องการของตัวเอง ก่อนที่จะลังเลเพราะกังวลถึงความคิดคนรอบข้างอย่าลืมว่าเหตุผลว่า “ทำไม” เราถึงอยากย้ายงาน แล้วสารพัดความคิดเหล่านั้นที่ทำให้เรากังวลอยู่ ณ ตอนนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาของเหตุผลนั้นได้หรือเปล่า 3) กลัวปัญหาจาก “อายุ” เมื่ออายุมากขึ้นการคิดจะทำหรือเปลี่ยนสิ่งใดคงต้องมีปัจจัยให้ต้องคิดอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจ “เปลี่ยนงาน” ตอนอายุมากที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตในหลายๆ ด้าน ทั้งการเงิน  ครอบครัว ความมั่นคงหลังเกษียน ซึ่งมีปัญหาหลักๆ ที่ต้องพบเจอ ได้แก่ ยิ่งอายุมาก ก็อาจยิ่งหางานยากขึ้น กลัวปรับตัวกับการทำงานแบบใหม่ไม่ได้ กลัวแบกรับ “ความเสี่ยง” ไม่ไหว แต่ความจริงมีข้อมูลพบว่าคนที่ย้ายงานตอนอายุมากถือว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ (อ้างอิงจาก American Institute for economic research) เนื่องจากมีทั้งประสบการณ์ทำงาน คอนเนกชันที่หลากหลายหรือแม้แต่ทักษะที่ช่วยสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับองค์กร วิธีจัดการกับความกังวลเมื่อต้องย้ายงานตอนอายุมากหากได้ข้อเสนอที่น่าสนใจเข้ามาแล้ว ให้ลองนึกถึงข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองเยอะๆ เชื่อมั่นว่าถ้า Recruiter หรือ HR ได้ติดต่อเข้าไปแล้ว ก็หมายความว่าเรา “ดีพอ” ที่จะทำงานได้แน่นอน แต่นอกจากนั้นก็อยู่ที่ว่าเราจะงัด “ของดี” มาใช้ได้แค่ไหน 4) กลัวการเริ่มจาก 0 สำหรับหลายคนการย้ายงานก็เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่ ทั้งหน้าความรับผิดชอบ รูปแบบการทำงานที่ต้องปรับตัว ไหนจะสังคม หัวหน้า เพื่อนร่วมงานที่เรายังไม่คุ้นเคย และการเริ่มต้นใหม่ให้ดีเราอาจจำเป็นต้องยอม “ทิ้ง” หลายสิ่งเพื่อมีพื้นที่สำหรับการเปิดรับและเรียนรู้ให้มากขึ้น เช่น เราอาจเคยชินกับการทำงานในรูปแบบหนึ่งแต่พอย้ายงานเราก็ต้องปรับตัวกับระบบของที่ใหม่ได้ ดังนั้นการเริ่มต้นใหม่จึงเป็นหนึ่งในความกังวลที่หลายคนข้ามผ่านไปไม่ได้ เพราะบางครั้งมันก็ยากและน่าเสียดายที่จะต้องพาตัวเองออกจากจุดที่ทำได้ดีมาตลอดแล้วเริ่มต้นเรียนรู้ทุกอย่างใหม่จาก 0 แต่ความจริงการย้ายงานใหม่ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นจาก 0 เสมอไป เราสามารถนำทักษะที่มีอยู่ไปปรับใช้กับงานใหม่หรือแม้แต่สิ่งที่เราคิดว่าทำได้ดีตอนนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตก็อาจจะต่อยอดไปได้ไกลกว่าเดิมด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าถ้าคุณสมบัติเราไม่ใช่ บริษัทก็คงไม่สนใจตั้งแต่แรก 5) กลัวความไม่แน่นอน ทุกครั้งที่เปลี่ยนงาน ย่อมมากับความเสี่ยงแต่ในขณะเดียวกันถ้าเราไม่ลองเสี่ยงจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนคือตัวเลือกที่ดีกว่า เราสามารถกำจัดความเสี่ยงให้ลดลงได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้ มองความเสี่ยงให้เป็น “โอกาส” ค่อยๆ วางเป้าหมายแบบก้าวเล็กๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ภายนอก Comfort zone อย่ามองข้ามความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ๆ แม้จะมาพร้อมความเสี่ยงที่เราอาจเจอความผิดหวัง และหลายครั้งที่เราเติบโตหรือได้เรียนรู้สิ่งสำคัญอาจไม่ได้มาจากความสำเร็จเสมอไป แต่เกิดขึ้นมาจากคำว่า “ล้มเหลว” ได้เช่นกัน มองหาโอกาสใหม่ๆ กับเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: 3 ผลกระทบจากการ WFH ที่หัวหน้างานต้องรับมือ เริ่มงานใหม่ให้ปังตั้งแต่ 3 เดือนแรกด้วยการกำหนดเป้าหมายแบบ 30-60-90 แปลและเรียบเรียงจาก:  http://bit.ly/3Mou9ry  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### สำรวจ 3 ผลกระทบจากการ Work from Home ที่ “หัวหน้างาน” ต้องเผชิญ ปัจจุบันสวัสดิการ Work from home ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่เกือบทุกองค์กรควรมีไว้สำหรับพนักงาน ซึ่งเราน่าจะได้เห็นวิจัยยืนยันข้อดีมากมาย อาทิ Productivity ที่เพิ่มขึ้น และ Work life balance ที่ดีกว่า แม้การ Work from home จะให้ผลดีในหลายด้านแต่ในขณะเดียวกันก็มีผลกระทบด้านลบเกิดขึ้น ซึ่งมาในรูปแบบของความท้าทายที่ “หัวหน้างาน” ต้องรับมือ งานวิจัยจาก Baruch Ivcher School of Psychology โดยมหาวิทยาลัย Reichman University ได้ศึกษาเรื่องมุมมองของหัวหน้างานที่มีต่อผลกระทบจากการทำงานแบบ Work from home และพบ 3 ประเด็นสำคัญที่เปลี่ยนไป ได้แก่ 1) ปรับตัวในรูปแบบการทำงานใหม่ ในการวิจัยได้เก็บข้อมูลจากคนที่มีตำแหน่งหัวหน้างานในหลายสายถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการ Work from home ซึ่งพบว่าหลายคนมีความกังวลมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะเมื่อสมาชิกไม่ได้อยู่ทำงานด้วยกันก็เกิดความกังวล และอยากควบคุมไม่ให้งานเละ แม้จะรู้แก่ใจว่าควร “ไว้ใจ” สมาชิกในทีมก็ตาม นอกจากนี้หลายคนยังต้องเจอปัญหาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับรูปแบบ Work from home ซึ่งต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและวิธีการที่จะบริหารทีมให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2) จาก “คนเบื้องบน” กลายเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ การ Work from home จะเกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ก็ต่อเมื่อหัวหน้ายอมเปลี่ยนตัวเองจาก "คอยสั่งงาน" และลอยตัวอยู่เบื้องบน เป็น “ลดระยะห่าง” และให้การสนับสนุนมากขึ้น เช่น คอยถามไถ่ ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในบางส่วน โดยที่ยังให้สมาชิกได้จัดการลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อใจระหว่างทีมและทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) ที่สมาชิกแต่ละคนมีต่องานของตัวเอง ต่างจากกลุ่มที่ไม่ปรับตัวและยึดถือรูปแบบเดิมคือคอยสั่งงาน จี้ถามความคืบหน้าอยู่ตลอด ทั้งไม่ไว้ใจและคอยสอดส่องควบคุมทุกอย่าง ก็จะส่งผลเสียต่อบรรยากาศรวมถึงความสัมพันธ์ทั้งด้านการทำงานและชีวิตส่วนตัว 3) ยอมรับกับอำนาจที่อาจลดลง หนึ่งในประเด็นสำคัญในงานวิจัยคือการพบว่าหัวหน้าจำนวนมากมีมุมมองที่ค่อนข้างแย่ต่อการ Work from home โดยรู้สึกว่า “อำนาจ” ในมือของตัวเองลดน้อยลง ซึ่งเกิดจากการไม่เห็นว่าทีมกำลังทำอะไรอยู่หรือขยันกันแค่ไหนเมื่อไม่ได้อยู่ในสายตา (อ่านบทความ Productivity Paranoia) บางส่วนอยากทำให้ทุกอย่างคงอยู่ในรูปแบบเดิมด้วยการพยายามดึงให้กลับเข้ามาที่ออฟฟิศ เพื่อให้อยู่ในการควบคุมตามที่ต้องการ แต่ในความเป็นจริงที่วิถีการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว และมีข้อมูลยืนยันว่าการ Work from home ไม่ได้ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพของงาน ดังนั้นจึงเป็นความยากของหัวหน้าที่จะต้านกระแสความต้องการแล้วหาวิธีจัดการให้เจอ โดยหนึ่งในทางออกที่ทำได้คือการ “ปรับตัว” เราอาจต้องยอมลดอำนาจควบคุมดูแลงานไปบางส่วน เพื่อแลกกับรักษาภาพรวมการทำงานและบรรยากาศของความเป็นทีมที่มีต่อกัน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: 6 ขั้นตอนสร้างวัฒนธรรมการ Feedback ให้คนในทีม เริ่มงานใหม่ให้ปังตั้งแต่ 3 เดือนด้วยการตั้งเป้าหมายแบบ 30-60-90 แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/40Zbdnm https://bit.ly/3zDpkmw #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### เริ่มงานใหม่ ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร ลองวิธีตั้งเป้าหมายแบบ 30-60-90 เป็นที่รู้กันว่า 3 - 4 เดือนแรกของการเข้าไปเริ่มงานถือเป็นช่วงสำคัญที่จะบอกได้ว่าอนาคตของเราในองค์กรนี้จะเป็นอย่างไร เพราะหากไม่สามารถสร้างความประทับใจหรือตอบโจทย์ความคาดหวังขององค์กรได้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะ “ไม่ผ่านโปรฯ” และต้องเก็บของเพื่อมองหางานใหม่ นับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับหลายคนเมื่อเข้าไปเริ่มงานใหม่แล้วจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อน รวมถึงกำหนดวิธีวัดผลไม่เป็นเพราะเราอาจเข้าใจว่า “หน้าที่” ต้องทำอะไร แต่ไม่รู้ว่า “ผลลัพธ์” จากหน้าที่นั้นควรเป็นอะไร ซึ่งเราสามารถจบปัญหาดังกล่าวได้ตั้งแต่ “วันแรก”ที่ก้าวเข้าสู่องค์กรกับหลัก 30-60-90 ที่ช่วยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนภายใน 3 เดือนแรกตั้งแต่เข้าไปเริ่มงาน ช่วยบรรลุทั้งความสำเร็จส่วนตัวและตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กร โดยแบ่งเป็น 1) ช่วง 30 วัน = ช่วงเวลาของการเรียนรู้ อันดับแรก การที่เราจะทำอะไรได้ดีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจสิ่งนั้นให้มากๆ ช่วง 30 วันแรกของก่อนที่จะเริ่มลงมือทำงานควรใช้เวลาทำความเข้าใจ “เป้าหมายขององค์กร” กับหน้าที่ความรับผิดชอบส่วนตัวที่ได้รับ และตอบคำถามว่าในฐานะส่วนหนึ่งขององค์กรเราจะช่วยส่งเสริมความสำเร็จนั้นได้อย่างไรบ้าง เพราะหนึ่งในข้อผิดพลาดของการเริ่มงานใหม่คือ “เริ่มลงมือทำ” โดยไม่รู้ว่าจริงๆ ควรทำอะไร ซึ่งไม่ต่างอะไรกับปิดตาเดินในเขาวงกต นอกจากนี้ในช่วง 30 วันแรกยังเป็นโอกาสดีที่จะผูกมิตร ทำความรู้จักกับคนอื่นๆ เพื่อขอคำแนะนำในแต่ละด้านอย่างชัดเจน อาทิ โครงสร้างการทำงานของทีม วัฒนธรรมองค์กรและทำให้เราปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น 2) ช่วง 60 วัน = ลงมือปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ หลังจากผ่านช่วงการเรียนรู้เรื่องสำคัญต่างๆ ก็ต้องถึงเวลาตกผลึก และนำสิ่งที่ได้จาก 30 วันแรกมากำหนดเป้าหมายที่ “สามารถทำได้จริง” สิ่งสำคัญคือการ “ลำดับความสำคัญ” อิงจากหน้าที่หลัก และผลลัพธ์เชิงบวกที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท รวมถึงความคาดหวังที่ Supervisor มีต่อเราโดยต้องมีวิธีการวัดผลที่ชัดเจนด้วย (เราสามารถหยิบมาอ้างอิงในช่วงการประเมิน Probation) 3) ช่วงสุดท้าย (90 วัน) = พยายามเป็น “ผู้นำ” ให้มากขึ้น เป็นช่วงที่เราควรจะมีความพร้อมทั้งความเข้าใจในเป้าหมายองค์กร หน้าที่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล วิธีการทำงานเป็นทีม รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากการทำงานจริง แต่ที่จะทำให้เราแตกต่างและโดดเด่นกว่าคนทำงานทั่วไปคือ “มุมมองใหม่ๆ” ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือพาองค์กรเดินไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้นช่วง 90 วันที่เป็นระยะสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่การประเมิน เป็นโอกาสดีที่เราจะนำสิ่งที่ได้มาตลอด 60 วันมาปรับใช้ มองหาโอกาสใหม่ เสนอความคิดเห็น ออกไอเดียต่างๆ เช่น ริเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่ช่วยพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย แก้ไขปัญหาที่เจอจากการทำงาน หรือวางโครงสร้างใหม่ร่วมกับทีม สิ่งเหล่านี้แม้ไม่ใช่ “หน้าที่หลัก” โดยตรง แต่ก็สามารถแสดงถึง “ความกระหาย” ที่จะอยากมีส่วนร่วมต่อความสำเร็จส่วนรวม ซึ่งเป็นคุณสมบัติในตัวคนทำงานที่องค์กรไหนๆ ก็ต้องการ มองหาโอกาสใหม่ๆ กับเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 6 ขั้นตอนสร้างวัฒนธรรมการ Feedback ให้กับคนในทีม 10 เรื่องที่ควรเลิกทำ เพื่อชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3G0A02a http://bit.ly/3G158yV https://bit.ly/3KgtF5f #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### 6 ขั้นตอนสร้างวัฒนธรรมการ Feedback ให้คนในทีม ไม่ใช่แค่ลูกทีมหรือพนักงานระดับ Junior Level เท่านั้น ที่สามารถเป็นฝ่ายได้รับ Feedback จากหัวหน้างาน เพราะ “ทุกคน” จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา ดังนั้นในฐานะหัวหน้าหรือผู้นำเราจะมีวิธีการอย่างไรให้ตัวเองได้รับ Feedback จากคนในทีมแบบตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้ตัวเอง “ย่ำอยู่กับที่” และมองหาโอกาสพัฒนาผ่านจุดอ่อนเหล่านั้น การ Feedback ที่มีประสิทธิภาพนอกจากจะชี้ให้เห็นจุดที่ควรปรับปรุง ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างคนในทีม ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกันและพร้อมช่วยกันผลักดันให้งานออกมาดีที่สุด เชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้ว่าการทำงานที่ผ่านมาเราทำได้ดีแค่ไหน หรือยังมีอะไรที่พัฒนาได้อีก แต่กลับกัน “ผู้นำ” กลับเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสในการได้รับ Feedback เหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา เพราะในทางปฏิบัติคงไม่ค่อยมีใครกล้าที่จะพูดถึงข้อเสียของคนที่เป็นหัวหน้าแบบตรงๆ ซึ่งหากคุณกำลังเจอปัญหาไม่ค่อยได้รับ Feedback ที่ตรงไปตรงมา นี่คือ 6 ขั้นตอนการสร้างวัฒนธรรม Feedback ให้คนในทีมจาก Harvard Business Review 1) เปิดใจยอมรับว่าเรื่องไม่ดี คือเรื่องดี! เป็นเรื่องยากที่เราจะรู้สึกดีใจเวลาได้รับฟังเรื่องที่เป็น “ข้อเสีย” ของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งมักจะไม่ค่อยเกิดขึ้นกับหัวหน้าทีม หากตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมาเราไม่ได้รับการ Feedback ในจุดที่ต้องพัฒนาก็อาจหมายความว่าเรากำลัง “ย่ำอยู่กับที่” ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากเรายังมีความรู้สึกที่ไม่ดีเมื่อได้รับ Feedback ถึงข้อเสียของตัวเอง ลองเปลี่ยนมุมมอง “ข้อเสีย” เหล่านั้นให้เป็นโอกาสที่จะได้เห็นเส้นทางในการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น จำไว้ว่าเรื่องที่อาจทำให้รู้สึกไม่ดี คือเรื่องดีที่จะส่งผลดีกับตัวเรา! 2) ใช้คำถามแบบ “ปลายเปิด” สำหรับคนในทีมอาจเป็นเรื่องยากที่จะกล้า Feedback หัวหน้าทีมแบบตรงไปตรงมา ดังนั้นถ้าอยากได้รับการ Feedback ที่ตรงจุดจริงๆลองเปลี่ยน “วิธีการสื่อสาร” และอาศัยเทคนิคหน่อย ด้วยการใช้ “คำถามปลายเปิด” ที่เจาะจงมากขึ้น เช่น “ขอ 1 สิ่งที่เราสามารถช่วยเหลือคุณได้” ด้วยลักษณะของคำถามที่เจาะจงถึง “1 สิ่ง” นั้นเราจะมีโอกาสได้คำตอบที่สามารถทำได้เป็นรูปธรรม รวมถึงอาจเป็นสิ่งที่เขากำลังมองหาจากเราจริงๆ มากขึ้น 3) หลักความเงียบ 6 วินาที เคยไหมที่ถามเรื่องสำคัญหรือมีความจริงจังไปแล้วเป็นการทำให้บรรยากาศในห้อง “เงียบกริบ” สาเหตุที่ทำให้การสนทนาเกิดความเงียบเป็นเพราะ “ความไม่สบายใจ” หรือไม่มั่นใจที่จะตอบ ซึ่งหลายคนเลือกที่จะปล่อยผ่านด้วยคำว่า “ไม่เป็นไร” แต่ความจริงคือเราต้องอาศัยความอึดอัดนี้ให้เป็นประโยชน์! หลังจากถามไปแล้วอีกฝ่ายเกิดเงียบเราต้องห้ามใจตัวเองและปล่อยให้เงียบต่อไปราว 6 วินาที ซึ่งเป็นตัวเลขทางหลักจิตวิทยาโดยเฉลี่ยที่มนุษย์จะสามารถทนต่อความเงียบในการสนทนาได้ จนพยายามหาคำตอบของคำถามเราในที่สุด 4) ฟังให้เข้าใจ อย่าเพิ่งรีบปกป้องตัวเอง สำหรับหลายคนอาจเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับเรื่องไม่ดีของตัวเองโดยที่ไม่หา “ข้อแก้ตัว” หรือปกป้องตัวเองเพื่อให้ความผิดนั้นเบาบางลง ซึ่งแน่นอนเมื่อเรา “แย้ง” ในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังอธิบายก็ไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกว่าเรากำลังโต้เถียง หรือไม่ได้รับฟังในสิ่งที่เขาตั้งใจสื่อสารอย่างจริงใจ ทางที่ดีเราควรรับฟังทั้งหมดด้วยความใจเย็นพยายามทำความเข้าใจข้อความของผู้พูด เมื่อรับฟังจบก็ไม่จำเป็นต้องรีบโต้ตอบเพื่อปกป้องตัวเองและควรขอบคุณสำหรับความคิดเห็น แม้จะเห็นด้วยหรือไม่ จากนั้นก็นำสิ่งได้ไปตกผลึกกับตัวเองเพื่อพัฒนาต่อยอด 5) พยายามอย่าปล่อยผ่าน เข้าใจว่าบางอย่างที่ถูก Feedback ออกมาอาจเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้หรือยังต้องใช้เวลา ทำให้ดูเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นให้เห็น แต่แม้จะทำไม่ได้ ก็ไม่ควรปล่อยผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะถ้าไม่มีการอัปเดตหรือติดตามผลหลัง Feedback เลยอีกฝ่ายก็จะรู้สึกได้ว่าเรา “ไม่ใส่ใจ” ในสิ่งที่พวกเขาเสนอแนะ และไม่มีประโยชน์ที่จะให้ Feedback ต่อในครั้งถัดไป นำสิ่งที่ได้รับจากการ Feedback ครั้งก่อนกลับมาพูดถึงอีกครั้งเพื่อให้สมาชิกในทีมรู้ทั่วกันว่า สิ่งเหล่านี้ได้รับการดูแลแก้ไขเท่าที่จะสามารถทำได้แล้ว 6) สร้างค่านิยม Feedback แทนที่ของการ “บ่น” เมื่อการทำงานเกิดปัญหาเราจะพบว่ามันง่ายกว่าที่จะ “บ่น” กับใครสักคนมากกว่า “แก้ไข” ที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง จนสุดท้ายกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่ถูกจัดการ แล้วเชื่อหรือไม่ว่าจากจุดเล็กๆ ในตอนนี้ อนาคตอาจเกิดเป็นปัญหา “การเมือง” เมื่อใครๆ ก็มา “บ่นลับหลัง” กันและกันอยู่ตลอด โดยเราสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ด้วยการ Feedback กันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อทำให้ปัญหาที่มีถูกจัดการไปพร้อมๆ กันซึ่งส่งผลดีต่อคำว่า “Teamwork” ด้วยเช่นกัน มองหาโอกาสใหม่ๆ กับเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3JtKcS1 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### เรซูเม่สมัครงานทำแบบไหนดี? เช็กลิสต์แนวทางและข้อผิดพลาดที่จะทำให้เราไม่ได้งาน ส่งเรซูเม่ไปหลายที่ แต่ไม่มีใครติดต่อกลับ? มัดรวมไกด์ไลน์เรซูเม่ฉบับ “มือใหม่” และข้อผิดพลาดที่ทำให้ “ไม่ได้งาน” ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหนไม่เข้าใจเลยสักครั้ง 😂 สมัครงานไปตั้งหลายที่อัดประวัติการทำงานแน่นๆ ใส่เรซูเม่ก็ยังไม่ได้งานสักที เป็นเพราะเราดวงไม่ดี ไม่มีความสามารถหรือมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับ “เรซูเม่” กันแน่? เราคงรู้กันดีว่าเรซูเม่คือ “ใบเบิกทาง” ให้องค์กรเริ่มสนใจ และเป็นด่านแรกที่ชี้ชะตาได้ว่าเราจะได้หรือไม่ได้งาน และจากประสบการณ์ที่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างองค์กรกับผู้สมัครมากว่า 10 ปี เราได้เห็นข้อผิดพลาดที่ผู้สมัคร “เข้าใจว่าดี” แต่ไม่ใช่กับสายตาของ HR หรือคนอ่านใบสมัคร ดังนั้นเราจึงรวมจุดบอดยอดฮิตที่ผู้สมัครมองข้ามและคิดว่าสิ่งเหล่านี้ “ไม่สำคัญ” ทั้งๆ ที่ความจริงสำคัญมาก! 1) รูปถ่าย 📷 แม้ว่าปัจจุบันจะมีหลายคนเริ่มเลิกใส่รูปภาพลงในเรซูเม่ ด้วยเหตุผลว่า “รูปลักษณ์ภายนอก” ไม่ได้มีผลต่อการทำงาน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อดีของการใส่รูปในเรซูเม่คือการ “แสดงตัวตน” ให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักในเบื้องต้นว่าเราคือใครก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสัมภาษณ์ โดยข้อผิดพลาดที่พบเจอบ่อยก็คือการเลือกใช้รูปที่ผู้สมัครมองว่า “ดูดี” แต่ความจริงอาจ “ไม่เหมาะสม” ในสายตาของ HR ซึ่งบางครั้งอาจถึงขั้น “ไม่พิจารณาอ่านใบสมัคร” เลยก็มี ดังนั้นในกรณีที่ใส่รูปภาพลงในเรซูเม่ควรใช้เป็นรูปถ่ายหน้าตรง ชุดสภาพ ฉากหลังเรียบ แสดงออกถึงความพร้อมในการทำงานแทนที่ของการใช้รูปอะไรก็ได้ตามใจชอบ (ปล. อย่าลืมตรวจสอบความเหมาะกับงานที่สมัครด้วยนะ) 2) ภาพรวม Profile ข้อนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับปัจจุบันที่การแข่งขันสูง สมัครงาน 1 ตำแหน่งอาจมีคู่แข่งมากถึง 10 - 100 คนทำให้ HR ต้องสแกนอ่านแบบเร็วๆ ซึ่งจุดที่จะทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็คือ “ภาพรวม Profile” หรือบางแห่งเรียกว่า Professional Summary เพื่อทำการคัดกรองคุณลักษณะเบื้องต้นและอาจชี้ชะตาได้เลยว่าเรา “ใช่” หรือไม่ใช่ ข้อมูลที่ควรจะต้องมีก็คือความชัดเจนและความโดดเด่น ตอบให้ได้ตั้งแต่ 1 ย่อหน้าว่าทำไมเราถึงเหมาะกับตำแหน่งงาน วางเป้าหมายที่ต้องการสำเร็จ รวมถึงเลือกใช้ Keywords ชุดทักษะที่ตรงกับการทำงานตาม Job Description เพื่อง่ายต่อการทำงานของ HR มากที่สุดโดยเฉพาะบริษัทที่มีระบบ AI คอยช่วยตรวจจับด้วย 3) รายละเอียดทักษะ (Skills) จุดที่บ่งบอกถึงความสามารถของตัวเองและควรอธิบายให้เข้าใจมากที่สุดแต่หลายคนเลือกใส่ “ค่าพลัง” มาเป็นแท่ง ทำให้ฝ่ายคนอ่านไม่สามารถรับรู้ได้ว่าค่าพลังมาก-น้อยที่ว่ามาใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด เราสามารถใช้การอธิบายชุดทักษะด้วยลักษณะของเนื้องานว่าทำอะไรได้บ้างเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจมากขึ้น โดยข้อควรระวังก็คือ เราไม่จำเป็นต้องระบุถึงทักษะทุกอย่างที่มีเลือกที่จำเป็นต้องมีหรือเกี่ยวข้องกับงานที่สมัครก็เพียงพอ 4) ประวัติการทำงาน เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งใส่เยอะๆ ยิ่งดี รวมถึงทำแบบกลางๆ ไว้เผื่อสมัครได้หลายที่ แต่ความจริงควรเน้นเฉพาะเรื่องที่ตรงจุดถึงจะยิ่งน่าสนใจในสายตาขององค์กร นอกจากนี้แทนที่จะอธิบายถึงเนื้องานที่รับผิดชอบเปลี่ยนเป็นระบุถึง “ความสำเร็จ” จากงานที่ทำ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพปลายทางของสิ่งที่จะได้จากตัวเรา และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 5) การใช้ Keywords ที่สำคัญ เมื่อต้องพิจารณารับสมัครพนักงานสิ่งที่ HR หรือ Recruiter จะมองหาเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ Keywords ต่างๆ ที่สอดคล้องกับหน้าที่ในตำแหน่งนั้นๆ ทั้งชุดทักษะที่จำเป็นและชื่อตำแหน่งงาน เพื่อง่ายต่อการมองเห็นของผู้อ่าน เช่น เราต้องการสมัครงานในตำแหน่ง Content Writer ก็ควรใส่ทักษะอย่างการเขียน การอ่าน การสื่อสาร หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและสำคัญกับหน้าที่หลักลงไปด้วย โดยเราสามารถระบุให้ชัดเจน ยังตำแหน่งที่สำคัญต่างๆ อาทิ คำอธิบายใต้ชื่อ ประวัติการทำงาน หรือภาพรวมโปรไฟล์ที่ HR หรือ Recruiter จะต้องอ่านอยู่ตลอด กล่าวโดยสรุป สิ่งที่ไม่ควรทำในเรซูเม่ ได้แก่ ทำ Resume แบบกลางๆ เผื่อสมัครหลายที่ ข้อมูลที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” เยอะเกินไป ใช้ “ค่าพลัง” กับระดับ Skill ที่มี และสิ่งที่ควรทำ ได้แก่ กำหนดเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจน ตรวจสอบความถูกต้องและการสะกดคำ บ่งบอกถึง “ความสำเร็จ” ที่โดดเด่น นอกจากเทคนิคที่เราได้นำมาฝากกันข้างต้นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรทำเป็นประจำก็คือการ “อัปเดต” เรซูเม่ ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลายังใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อ่านต่อได้ที่ 6 เหตุผลทำไมเราควร “อัปเดตเรซูเม่” เป็นประจำ สำหรับใครที่กำลังมองหางานอยู่ Reeracoen Thailand ก็ขอให้ทุกคนโชคดีกับเป้าหมายที่ต้องการ ลองนำไกด์ไลน์ที่เราได้นำมาฝากไปปรับใช้และเมื่อมั่นใจว่า “ใบเบิกทาง” ของตัวเองสมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น ก็อย่าลืมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ข้อเสนอตำแหน่งงานดีๆด้วยการ ฝากโปรไฟล์และเรซูเม่ไว้กับเรา ด้วยนะ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfdevelopment #Jobapplication #สมัครงาน ### 10 เรื่องที่ควรเลิกทำ เพื่อชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น “การจะก้าวไปข้างหน้าเราจำเป็นต้องทิ้งบางสิ่งไว้ข้างหลัง” ว่ากันว่าชีวิตก็เหมือนกับกระเป๋าเดินทางที่บรรจุสิ่งสำคัญต่างๆ ไว้ภายในมากมายและวันหนึ่งกระเป๋าใบนั้นก็ต้องเต็ม เมื่อถึงตอนนั้นเราก็ต้องเลือกที่จะเอาบางสิ่งออกแล้วนำของสำคัญชิ้นใหม่เข้าไปทดแทนเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายของตัวเอง กับชีวิตและการทำงานก็ไม่ต่างกันทุกคนล้วนมีเรื่องราว มีสิ่งสำคัญที่พาเราเดินมาถึงทุกวันนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะเอาทุกอย่างติดตัวไปด้วยได้ตลอดเวลา เมื่อถึงวันหนึ่งเราเองก็ต้องทิ้งบางสิ่งไป โดยบทความจาก Forbes.com ได้อธิบายถึง 10 สิ่งที่ถ้าหากเราโยนมันทิ้งไปได้ ก็อาจทำให้ชีวิตและการทำงานของเรา “ก้าวหน้า” มากขึ้น ได้แก่ 1) ความไม่ชัดเจนของหน้าที่ ในการทำงานเราอาจทำหน้าที่หลายอย่างทำให้บางคนมองว่าตัวเองเป็นได้ “ทุกอย่าง” ซึ่งบ่อยครั้งเป็นจุดที่ทำให้บุคคลภายนอกสับสนว่าจริงๆ แล้วเรา “โดดเด่น” เรื่องอะไร และ "ความสับสน" คือสาเหตุหนึ่งของการพลาดโอกาส เพราะปกติคนเรามักจะให้ความไว้ใจกับ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่สามารถให้ในสิ่งที่ต้องการได้อย่าง “ชัดเจน” ที่สุด ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการพนักงานเพิ่มเติม อันดับแรกเราก็คงต้องเลือกคุยกับแผนกบุคคล หรือติดต่อ Recruitment Agency โดยตรง มากกว่าที่จะไปคุยกับฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง 2) ประสบการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ในการสมัครงานหลายคนมักเชื่อว่าการบอกเล่าถึง “ประสบการณ์” ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันจะยิ่งดูน่าสนใจเพราะแสดงถึงการผ่านงานมาเยอะ แต่ความจริงด้วยเวลาที่จำกัดและจำนวนของผู้สมัครทำให้ HR ต้องใช้วิธีการสแกนโปรไฟล์อย่างรวดเร็ว ดังนั้นสาเหตุที่เราไม่ได้งานก็อาจเกิดจากกรณี “ยาวไปไม่อ่าน” 3) ความอยากที่จะสมบูรณ์แบบ ต้องยอมรับว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีเลิศ 100% ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ และความกลัวที่จะผิดพลาด และยึดติดกับคำว่าสมบูรณ์แบบตลอดเวลาจะกลายเป็นการปิดกั้นโอกาสที่จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาตัวเอง (อ่านเพิ่มเติมได้ที่: ผลเสียของการเป็น Perfectionist) 4) นิสัยปฏิเสธไม่เป็น การให้ความช่วยเหลือหรือทำสิ่งต่างๆ เพื่อคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ทำแล้วจะดีเป็นผลดีกับตัวเรา ซึ่งการติดนิสัย “ปฏิเสธไม่เป็น” อาจทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองรวมถึงเสียเวลาที่ควรจะไปทำในสิ่งที่มีค่า มากกว่ายอมทำในสิ่งที่ความจริงเราไม่ได้ต้องการ ดังนั้นเราควรหัดปฏิเสธให้เป็นบ้าง ช่วยเมื่อมีเวลา จัดลำดับความสำคัญให้ไม่ลำบากกับตัวเอง และไม่ลืมที่จะ “เลือกทำ” ในสิ่งที่เป็นผลดีกับตัวเรา 5) ความคาดหวังในอดีต เมื่อเรามีสังคม มีครอบครัว เพื่อนฝูงคนรอบข้างคงไม่แปลกที่เราจะ “หวังดี” ต่อกันอยากให้ประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่ดี บางครั้งก็มาจากคำแนะนำหรือคาดหวังอยากให้เป็นหรือทำในสิ่งที่เขาเหล่านั้นคิดว่าดี ซึ่งกลายมาเป็นสิ่งที่เราแบกรับไว้ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง 6) ดูถูกตัวเองด้วยคำพูดแย่ๆ เรามักถูกสอนให้ระวังการใช้คำพูดกับคนอื่น ควรใช้คำพูดที่ดี ไม่สร้างความบาดหมาง ซึ่งความจริงก็เป็นสิ่งที่เราก็ควรทำกับตัวเองด้วยเช่นกัน เลิกใจร้ายกับตัวเองด้วยคำดูถูกลองรักตัวเองให้เหมือนกับที่รักคนรอบข้าง เปลี่ยนทัศนคติจากการมองแต่ข้อผิดพลาดเป็นการมองหาโอกาสของการพัฒนาแก้ไขแล้วใช้คำพูดดีๆ ชื่นชมตัวเองวันละนิด เพื่อสร้างกำลังใจและ Growth Mindset ให้ตัวเราในทุกๆ วัน 7) การเปรียบเทียบด้วยความอิจฉา เราคงเคยได้ยินใครๆ บอกว่า “อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น” แม้จะเข้าใจแต่ความจริงก็อาจทำได้ยากเมื่อเรามีสังคมรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัจจุบันที่ใครๆ ก็อวดความสำเร็จใส่กันบน Social Media เราอาจเห็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันมีหน้าที่การงานที่ดีกว่า เงินเดือนสูงกว่า หรือเพื่อนร่วมงานที่ได้รับการโปรโมตก่อนแล้วเอามาคิดลบกับตัวเองว่า “ทำไมทำไม่ได้แบบเขา” แต่ลึกลงไปมากกว่าคำว่าความสำเร็จ เราต้องไม่ลืมว่าคนเราต่างกัน ต้นทุนของเรามีไม่เท่ากัน รวมถึงกว่าจะไปถึงจุดนั้นเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง เปลี่ยนจากความอิจฉาเป็นการมองถึง “โอกาส” มองหาว่าอะไรที่ทำให้เขาแตกต่างเพื่อพัฒนาแก้ไขในจุดนั้น แล้วสักวันเราเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน 8) สิ่งเก่าๆ ที่ไม่ได้ส่งผลต่ออนาคต “What got you here, Won’t get you there” - Marshall Goldsmith ในยุคปัจจุบันที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและความรู้ทักษะเป็นสิ่งที่ “หมดอายุ” ได้ เราต้องยอมรับว่าสิ่งที่พาเรามาถึงตรงนี้อาจไม่สามารถพาเราไปต่อในอนาคต ในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงเราจำเป็นต้องแลกบางสิ่งเสมอ ดังนั้นไม่มีคำว่าตลอดไป เราต้องเปิดใจเพื่อรับสิ่งใหม่ๆ และอะไรที่แบกไว้หนักเกินไปก็ควรรู้จักที่จะปล่อยวาง 9) คำแนะนำที่ไม่เกิดประโยชน์ การได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างไม่ใช่เรื่องยากซึ่งเราต้องแยกให้ออกระหว่าง “คำแนะนำ” กับ “ความคิดเห็น” ดังนั้นจึงไม่ใช่ทุกเรื่องที่จำเป็นต้องนำไปทำตามโดยเฉพาะกับสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะขอคำแนะนำจาก “ใครก็ได้” เปลี่ยนเป็นเจาะจงไปหาคนที่เคยมีประสบการณ์ หรือสามารถให้คำแนะนำที่ช่วยแก้ปัญหากับเราได้จริงๆ 10) ความกลัวในใจ “ความกลัว” คือกลไกทางธรรมชาติที่ต้องการจะป้องกันอันตรายเพื่อรักษาความปลอดภัยให้ตัวเอง แม้จะช่วยให้เราปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันความกลัวเองก็เป็นศัตรูอันดับหนึ่งของ “ความสำเร็จ” อย่างที่หลายคนติดอยู่ใน Comfort zone ของตัวเองไม่ว่าจะกับการทำงาน หรือกระทั่งการใช้ชีวิต เพราะการออกไปยังโลกที่ไม่คุ้นเคยหรือทดลองทำสิ่งใหม่ๆ มันยากเสมอ ถ้าเราฝึกนิสัยแล้วเอาชนะความกลัวได้การเดินไปข้างหน้าจะง่ายขึ้นเมื่อไม่มีอุปสรรคเหล่านี้ขวางทางอยู่ อย่ากลัวที่จะมองหาโอกาสใหม่ๆ เลือกเส้นทางที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3JCV2VZ  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Career #SelfImprovement ### Reeracoen Thailand ร่วมงาน HREX.asia ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดตัวหลังรีแบรนด์ครั้งใหญ่ ซึ่งแต่เดิมได้เริ่มต้นในฐานะสื่ออย่าง HR Note.asiaและขยายสู่แพลตฟอร์มใหม่ๆ อาทิ HR Board พื้นที่ของการพูดคุยถามตอบปัญหา HR Explore แหล่งรวบรวมเครื่องมือและบริการด้าน HR โดยคุณสหธร เพชรวิโรจน์ชัย Manager ของ HREX.asia ได้อธิบายถึงเป้าหมายในการรวมกันเป็น HREX.asia เพื่อตั้งเป้าสู่ HR Community แบบครบวงจรและขยายสู่ทิศทางใหม่ๆ โดยเบื้องต้นได้แก่ Excellent - มุ่งมั่นที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มให้ดียิ่งขึ้น Extra - ความหลากหลายของเนื้อหาการบริหารจัดการคน Extravaganza - การจัด Event เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาว HRExcite - พร้อมที่จะมองหาและเปิดรับโอกาสอยู่เสมอ ในโอกาสนี้คุณ Hiromichi Kawata | Managing Director จาก Reeracoen Thailand ได้รับเกียรติเข้าร่วมงานพร้อมด้วยแขกรับเชิญผู้มากประสบการณ์จากหลายวงการ ในการพูดคุยถึงและแบ่งปันถึงความสำคัญของการมีระบบบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความสำเร็จอย่างในปัจจุบัน อาทิ การบริหารคนในกีฬา Motorsport โดยคุณณัฐนิช ลีวัฒนาวรากุล กรรมการ YK Motorsports การจัดการปัญหาและบริหารงานครัว โดยเชฟบอย ปิยะชาติ พุทธวงษ์ เชฟมิชลินสตาร์และเจ้าของร้านอาหารเพลินฤดี การจัดการคนหมู่มากและความกดดันของเวลาในกองถ่ายละคร โดยดร.อิศริยา สายสนั่น ผู้จัดละคร อาจารย์พิเศษและนักแสดง สิ่งสำคัญในการผลักดัน “ผู้นำไทย” สู่ระดับโลก โดยดร. สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ หุ้นส่วนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Slingshot Group แม้งานเหล่านี้จะต่างกันในด้านลักษณะงาน แต่สิ่งสำคัญที่เหมือนกันคือการทำงานร่วมกับคน ซึ่งต้องมีการบริหารเพื่อทำให้เกิดศักยภาพมากที่สุด และประเด็นสำคัญในงานเกี่ยวกับบทบาทของ HR ในองค์กรคือการ “กล้าพัฒนาตัวเอง” ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจภาพรวมและสนับสนุนธุรกิจให้ตรงจุดรวมถึงทักษะ Digital และเครื่องมือต่างๆ เพื่อส่งเสริมการทำงานให้ดีขึ้น สามารถติดตามเนื้อหาดีๆ จาก HREX.asia ได้ที่ เว็บไซต์: https://th.hrnote.asia/ Facebook: https://www.facebook.com/th.hrnote.asia #HREX.asia #LifeatReeracoenThailand #ReeracoenThailand #ReeracoenRecruitment ### วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน "ข้อเสียของคุณคืออะไร" ว่ากันว่าหนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานที่ทำเอาผู้สมัครงานตอบยากที่สุดก็คือคำถามว่า “ข้อเสียของคุณคืออะไร?” เพราะบางครั้งคำตอบนั้นก็ดันกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้นายจ้างตัดสินใจไม่เลือกเราเสียเอง ดังนั้นการตอบคำถามที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้ก็ต้องมีการเตรียมตัวอย่างดี ซึ่งบทความใน Forbes.com ได้ค้นพบเทคนิคที่จะใช้ข้อเสียให้เป็นจุดแข็ง และเพิ่มโอกาสได้งานในฝัน โดยเราได้สรุปมาให้ 2 ขั้นตอนง่ายๆ เริ่มที่ 1) เลี่ยงคำตอบที่อาจดูส่งผลต่อการทำงาน ใช้วิธีการตอบในเชิงจุดด้อยของทักษะพร้อมแนวทางพัฒนาแก้ไขตามแผนของตัวเอง โดยเทคนิคเล็กๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเลือก “จุดด้อย” ที่จะนำมาตอบ เพราะแทนที่จะเลือกตอบในสิ่งที่เราไม่ถนัด อาจเปลี่ยนเป็นงานที่ไม่ค่อยได้ทำหรือทักษะที่อยากพัฒนามากขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่ทำให้นายจ้างคิดว่าเราจะทำงานไม่ได้ 2) ทำให้ข้อเสียเป็น “จุดแข็ง” เมื่อเรามองหาและได้ข้อเสีย (ที่ไม่กระทบต่อหน้าที่หลัก) เช่น สมัครงานตำแหน่ง Sales โดยที่จุดด้อยคือทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล อันดับต่อมาคือทำความเข้าใจว่า “ความยาก” ของมันคืออะไร ทำไมถึงเป็นทักษะสำคัญที่เราต้องการพัฒนา แล้วเรามีการวางแผนกำจัดจุดอ่อนของตัวเองยังไงบ้าง หากลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลคือจุดที่อยากจะพัฒนา เพราะตอนได้ทำครั้งแรก พบว่าปัญหาคือขนาดของฐานข้อมูลทำให้ต้องใช้เวลาเพื่อที่จะดึงจุดสำคัญออกมา ซึ่งหากใช้ควบคู่กับทักษะการขาย การโน้มน้าวใจก็จะทำให้การเสนอขายมีน้ำหนักง่ายต่อการตัดสินใจยิ่งขึ้น และหากได้เรียนรู้หรือฝึกฝนเพิ่มเติมผ่านการลงมือทำก็จะยิ่งมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และมีโอกาสที่จะทำให้ปิดการขายได้มากขึ้นด้วย จากที่ยกตัวอย่างมา เทคนิคสำคัญคือต้องอธิบายให้ละเอียด ยิ่งอธิบายให้นายจ้างหรือผู้สัมภาษณ์เห็นภาพชัดเท่าไร เราก็ยิ่งดูมีความเชี่ยวชาญในสิ่งนั้นๆ มากขึ้นตามไปด้วย อย่างที่เขาว่า “การอธิบายจะเป็นเรื่องง่าย ถ้าเราเข้าใจมันมากพอ” อย่าลืมว่าการเตรียมตัวสำคัญที่สุด เพราะการสัมภาษณ์เรามักจะมีโอกาสแค่ครั้งเดียว พลิกจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งด้วยการตอบอย่างจริงใจขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้งานในฝันกันนะครับ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความ "เทคนิคการสัมภาษณ์งาน" เพิ่มเติมที่: สัมภาษณ์งานนานแปลว่ามีโอกาสได้งานสูงจริงไหม? 5 จุดผิดพลาดของการสัมภาษณ์ ที่มักทำให้การสมัครงานล้มเหลว! แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3Yw8Eb4 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #สัมภาษณ์งาน #เทคนิคสัมภาษณ์งาน #สมัครงาน ### ส่อง “สวัสดิการ” ช่วยแบ่งเบาภาระพนักงานในยุคเงินเฟ้อ รู้สึกเหมือนกันไหมว่าทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิมแต่เหมือนเงินจะไม่พอใช้? ซึ่งปัญหา “ค่าแรง” สวนทางกับค่าครองชีพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก และพูดถึงกันมาตลอดเมื่อต้นทุนชีวิตสูงขึ้นทุกปีแต่รายได้กลับไม่เติบโต และทางออกที่ลงมือง่ายแต่ทำให้ใช้ชีวิตยากก็คือ “รัดเข็มขัด” ประหยัดรายจ่ายให้มากที่สุดเพื่อเก็บออมไว้สร้างความมั่นคงในอนาคต แต่ถ้าเรารัดเข็มขัดจนหายใจไม่ออกแล้วรวมถึงตัดเรื่องการหาแหล่งรายได้เสริมไป จะมีวิธีไหนอีกบ้างที่สามารถช่วยได้ ถึงตรงนี้การมองหาทางออกก็คงยากขึ้นเยอะ เพราะยังมีคนอีกมากที่ไม่สามารถทำงานเสริมหรือหาช่องทางสร้างรายได้พิเศษกันทุกคน เมื่อคนทำงานมาถึงจุดที่หายใจด้วยตัวเองลำบาก องค์กรก็อาจต้องรับหน้าที่เข้ามาช่วยประคอง อย่างในสหรัฐฯ ก็มีหลายที่ได้ใช้ระบบ “สวัสดิการ” แบ่งเบาภาระรายจ่ายพนักงานในภาวะเงินเฟ้อ อาทิ 1) สวัสดิการช่วยลดภาระรายจ่าย ได้แก่สิ่งที่จำเป็นต้องจ่ายในราคาสูงและอยู่นอกเหนือจากค่าครองชีพทั่วไป เช่น ค่ารักษาสุขภาพ การเลี้ยงดูครอบครัว การบำบัดสุขภาพจิต ซึ่งองค์กรสามารถช่วยได้ด้วยสวัสดิการที่เข้ามาครอบคลุมและแบ่งเบาภาระในบางส่วน หรืออาจสนับสนุนด้านการให้เครื่องมือช่วยเหลือวางแผนการเงินเพื่อให้พนักงานเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการตัวเองได้อย่างเหมาะสม 2) นโยบาย Work from home ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศ เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่พนักงานต้องเสียในทุกวัน ซึ่งสำหรับบางคนอาจเป็นถึง 1 ใน 3 ของรายได้เฉลี่ยต่อวัน โดยผลการสำรวจจาก FlexJobs พบว่า พนักงานสามารถ “ประหยัดเงิน” ได้มากถึง 12,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปีในช่วงที่ทำงานแบบ Remote Working เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าเดินทาง ค่ากิน หรืออื่นๆ โดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้นโบยาย Work from home ยังช่วยให้พนักงานได้มีเวลาจัดการชีวิต และลดความเครียดจากปัญหาต่างๆ อย่างภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลดีที่ย้อนกลับมายังองค์กรด้วย 3) Course เรียนฝึกทักษะเพิ่มเติม การให้ความช่วยเหลือพนักงาน ไม่จำเป็นต้องอัดฉีดด้วยเงินอย่างเดียวเท่านั้น เพราะสิ่งที่ยังสำคัญไม่แพ้กันก็คือการพัฒนาตัวเอง เมื่อทักษะความสามารถเพิ่มขึ้นประตูโอกาสใหม่ๆ ก็เปิดกว้างมากขึ้น แต่การเรียนรู้บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ “ต้นทุน” ซึ่งยากสำหรับคนทำงานในยุคเงินเฟ้อ ดังนั้นองค์กรก็สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แถมเป็นผลดีต่อการพัฒนาบุคลากรที่จะได้กลับมาซึ่งประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นหรือแม้แต่ขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางใหม่ๆ โดยสรุป ในช่วงเวลาที่พนักงานหลายคนรู้สึก “ไม่มั่นคง” องค์กรเองก็สามารถช่วยเหลือได้โดยไม่จำเป็นว่าต้องให้เงินเพิ่มเท่านั้น แต่การเข้าใจและสนับสนุนในสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยการแสดงให้เห็นว่าเราไม่ทิ้งกันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและกำลังใจ ซึ่งจะทำให้เกิดความผูกพันที่แน่นแฟ้นระหว่างคนทำงานและองค์กร อ่านบทความ 6 สัญญาณเมื่อคุณ “โตเกินงาน” ความสำคัญของ Personal Branding ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3IYPV3b แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3J00yTi #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Benefits #Inflation ### วิธีการ “ตามงาน” โดยไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกกดดัน บ่อยครั้งที่การ “ตามงาน” มักจะสร้างความลำบากใจให้ทั้งกับฝ่ายผู้มอบหมายและคนรับงาน ซึ่งในความเป็นจริงก็คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะอาจหมายถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าแค่การ “ทำงานไม่เสร็จ” แต่เป็นการขาดความเหมาะสมในการมอบหมายงาน โดยปกติก่อนจะเกิดการมอบหมายงาน หัวหน้าหรือคนที่ทำหน้าที่กระจายงานก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าใครเหมาะที่จะทำอะไรเพื่อให้ภาพรวมของงานราบรื่นและไม่ติดขัด แต่เมื่ออีกฝ่ายรับงานมาแล้วเกิดติดปัญหา ด้วยความรับผิดชอบและการแบกรับความคาดหวัง ส่วนใหญ่ก็คงเลือกหาทางออกด้วยตัวเองก่อนจนเป็นต้นเหตุที่ทำให้งานล่าช้า และสำหรับหัวหน้าบางคนก็ถือเป็นเรื่องน่าลำบากใจ เพราะการตามงานอาจไปสร้างความกดดันหรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่ได้รับความไว้วางใจ ดังนั้นเรื่องนี้จำเป็นต้องมีทางออกด้วยวิธีง่ายๆ แต่ทรงพลัง! อย่างการถามว่า “งานนี้ติดอะไรอยู่ไหม” เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่สามารถเกิดขึ้นได้และยังมีคนที่พร้อมให้คำปรึกษาหาทางออกร่วมกันเสมอ บทความจาก Harvard Business Review ได้อธิบายข้อดีจากการใช้คำถามดังกล่าวไว้ดังนี้ 1) ลดการ “ผัดวันประกันพรุ่ง” เมื่อเจอปัญหาหรือยังคิดงานไม่ออกสิ่งที่เรามักจะทำคือเลือก “ข้ามไปทำอย่างอื่น” เพื่อรักษาเวลาที่มีให้คุ้มค่ามากที่สุด แต่บางทีก็อาจลืมย้อนกลับมาดูแลงานที่ติดอยู่กลายเป็นการผัดวันประกันพรุ่งแบบอ้อมๆ ซึ่งการติดตามงานโดยถามว่า “งานนี้ติดปัญหาอะไร” สามารถเป็นทางออกในฐานะเครื่องมือที่พาย้อนกลับไปมองถึงปัญหา เพราะหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้งานไม่เดินคือการขาดความเข้าใจและวิธีการทำ 2) สานสัมพันธ์ในทีม เมื่อเรานำปัญหามาแชร์ร่วมกันในที่ประชุมเราจะได้คำแนะนำที่หลากหลายจากทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน แถมยังส่งผลดีต่อการทำงานเป็นทีมเพราะแต่ละคนก็จะมีความเชี่ยวชาญหรือมุมมองที่แตกต่างกัน ถือเป็นการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาร่วมกันของทีมด้วย 3) การพัฒนาตัวเอง ปกติการที่คนเราจะพัฒนาตัวเองได้มักเกิดขึ้นจากความท้าทายหรืองานใหม่ๆ ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งก็คงต้องมีบ้างที่จะเกิดปัญหาหรือติดอะไรบางอย่าง แต่ถ้าเรา “ไม่ติด” อะไรเลยอาจหมายถึงการขาดโอกาสในส่วนนี้ไป โดยสรุป การติดตามงานด้วยคำถามที่พาไปมองถึงปัญหา เป็นเครื่องมือที่จะใช้สื่อสารว่าอุปสรรคหรือขีดจำกัดที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาตัวเองรวมถึงยังมีคนที่พร้อมช่วยผลักดันให้เราก้าวข้ามไปให้ได้ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: 3 ข้อสังเกตเมื่อเรากำลัง “หลงรัก” งานที่ทำ เปลี่ยน CAREER PATH ด้วยทักษะและความสนใจ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3XSktYF #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #SelfImprovement #Leadership #Teamwork ### 3 ข้อสังเกตเมื่อเรากำลัง “หลงรัก” งานที่ทำ เมื่อเราไม่ได้รู้สึกดีกับงานที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน มักจะเกิดความรู้สึกด้านลบตามมาทั้งภาวะหมดไฟ เบื่อหน่ายและไร้ความสุข โดยสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้มีความสุขกับงานก็คือการเกิดคำถามในใจว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่” หรือแม้แต่สงสัยว่าจริงๆ แล้วเราชอบงานนี้แค่ไหน แล้วเราจะมีวิธีการสังเกตตัวเองอย่างไรว่า "ตกลงแล้วเรามีความสุขกับงานปัจจุบันหรือไม่" Reeracoen Thailand ได้สรุป 3 ข้อสังเกตว่าเรากำลังเข้าสู่โหมด “คนรักงาน” ดังนี้ 1) เราสามารถสนใจเรื่องอื่น “นอกเหนือจากงาน” หลายคนอาจอ่านแล้วสงสัยว่าถ้าเราไปสนใจเรื่องอื่น แปลว่าเราไม่ได้ชอบงานหรือเปล่า? จริงๆ แล้วเมื่อเรามีความสุขหรือพบว่าตัวเองชอบงานนี้เราจะสัมผัสได้ถึง “สมดุล” ของ Work life balance ที่สามารถใช้เวลาหลังเลิกงานไปกับสิ่งที่ตัวเองสนใจได้มากขึ้น ย้อนกลับไปยังคำถามที่ว่าถ้าเราไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่างานแปลว่าเราไม่ได้ชอบงานนี้หรือไม่ ก่อนจะไปถึงคำตอบ ต้องอธิบายด้วยหลักจิตวิทยาว่าปกติเราสามารถแยกประเภทความสนใจเป็น 2 แบบได้แก่ Harmonious Passion คือความสนใจที่จะทำสิ่งต่างๆ โดยมีความ “ยืดหยุ่น” สามารถมีอิสระให้กับตัวเอง ไม่ได้ผูกมัดจนเครียดเกินไป Obsessive Passion ที่แปลว่าความลุ่มหลง (หรือพูดง่ายๆ ว่าหมกมุ่น) ในสิ่งที่สนใจจนยากที่จะแยกตัวออกมาจากสิ่งเหล่านั้น และบางครั้งก็อาจลืมส่วนอื่นที่สำคัญในชีวิตไปได้ ดังนั้นสำหรับคำตอบว่าทำไมการที่เราสนใจเรื่องอื่นนอกจากงานถึงเป็นสิ่งที่แสดงออกว่า “เรากำลังชอบงานนั้นๆ” ก็เพราะว่ามันคือการแสดงถึงความ “พอดี” ของ Work life balance มีความรับผิดชอบต่องานเต็มที่โดยที่ยังมีเวลาไปดูแลส่วนอื่นในชีวิต ถ้าเราลุ่มหลงไปกับงานมากเกินไปโดยไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งอื่นจน Work life balance พัง จากคนที่เคยรักงานวันหนึ่งก็อาจ “หมดไฟ” โดยไม่รู้ตัว 2) เข้าสู่ภาวะไหล (Flow State) ระหว่างทำงาน เมื่อเราเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลงหรือทำสิ่งที่ชอบจริงๆ เรามักจะรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีผ่านไป 2 - 3 ชั่วโมงโดยที่ยังไม่เหนื่อย กับการทำงานก็เช่นกัน เมื่อไรก็ตามที่เราสนุกกับการทำงานก็จะเข้าสู่ภาวะ “ไหล” หรือ Flow Stateที่ทำให้มีสมาธิ จดจ่อกับงานได้ดีกว่าเดิม แถมยังเพิ่มแรงกระตุ้นและความคิดสร้างสรรค์ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก 3) เกิดความตื่นเต้นให้ชีวิตในทุกๆ วัน คุณเคยรู้สึกว่าตัวเอง “เกลียดวันจันทร์” ไหม? การเกลียดวันจันทร์เป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ว่าเรากำลังชอบงานนั้นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” เราจะพบว่าการตื่นไปเริ่มงานในแต่ละวันช่างเป็นสิ่งที่ยากและพาให้เศร้าใจทุกครั้ง โดยเฉพาะวันจันทร์ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากวันหยุดมาเป็นวันทำงาน แต่ถ้าเรากำลังตั้งตารอให้ถึงวันจันทร์ อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าคุณได้ค้นพบ “งานที่รัก” ไม่ว่าจะเจอปัญหา ความท้าทาย หรืออะไรที่ยากๆก็ยังคงตื่นเต้นและอยากจะทำให้สำเร็จเสมอ สุดท้ายแม้ว่าจะไม่มีงานไหนที่ “สมบูรณ์แบบ” แต่เราทุกคนสมควรที่จะได้รับความสุขแม้แต่กับเรื่องงาน อย่าลืมพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม เพื่อรอวันเติบโตในแบบฉบับของตัวเองนะครับ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: Career Path เส้นทางการทำงานที่เปลี่ยนได้ด้วยทักษะและความสนใจ ทำไมเราควรสร้าง PERSONAL BRANDING เพื่อตัวเอง แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3YUj0Ce  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #SelfImprovement #burnout #worklifebalance ### เปลี่ยน Career Path ด้วยทักษะและความสนใจ สำหรับคนที่ทำงานประจำโดยทั่วไปมักจะมองว่า “เส้นทางอาชีพ” มักจะเติบโตแบบเส้นตรง คือปัจจุบันทำอะไร อนาคตก็จะคล้ายเดิมแค่ตำแหน่งใหญ่ขึ้น เช่น เริ่มต้นในฐานะ Sale แล้วขยับขึ้นเป็น Senior หรือ Manager แล้วก็รอวันเกษียนไปตามลำดับ อย่างในยุคก่อนเราอาจเห็นผู้ใหญ่หลายคนในบ้านมีวิถีการทำงานแบบ “องค์กรเดียว” จนเกษียน แต่ต่อมาในยุค Gen X แนวคิดนี้ก็เปลี่ยนไป มนุษย์เงินเดือนเริ่มมีอิสระในการย้ายองค์กรเพื่อตามหาสิ่งที่ตอบโจทย์มากขึ้น ในช่วงระยะหลังมีคนจำนวนไม่น้อยที่มองหาความเปลี่ยนแปลงแบบไม่ใช่แค่ย้ายองค์กร แต่ถึงขั้น “เปลี่ยนสาย” ไปทำอย่างอื่น ด้วยปัจจุบันที่มีแต่ความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้น ทำให้คนเราต้องถอยกลับมาคิดวางแผนให้ตัวเอง ใส่ใจกับความต้องการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากที่สุด ซึ่งสำหรับบางคน “งานปัจจุบัน” อาจไม่ใช่คำตอบ เมื่อทักษะเดิมไม่ตอบโจทย์ เราก็ต้อง Reskill - Upskill เพื่อพาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางสำหรับ “อนาคต” ที่ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้ให้เข้าถึงมากมาย ดังนั้นแนวคิดแบบเดิมที่มองว่า “คนเรามักทำอาชีพเดียวไปจนเกษียน” อาจกำลังเดินทางไปสู่ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ใครๆ ก็เรียนรู้ทักษะใหม่ไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ โดยการเปลี่ยน Career Path เราอาจเริ่มต้นจาก 1) ทำความรู้จักตัวเองให้ชัดเจน ผ่านการตั้งคำถาม เช่น รู้สึกอย่างไรกับการทำงานในทุกวันนี้ พึงพอใจมากน้อยแค่ไหน อะไรคือสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ เพื่อมองให้เห็นภาพรวมที่มีต่องานปัจจุบันและชัดเจนต่อความต้องการสำหรับงานในอนาคต เพราะการเปลี่ยนสายงานแต่ละครั้งเราอาจต้องใช้เวลาเพื่อฝึกฝนทักษะใหม่ๆ หรือแม้แต่เรียนรู้ในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน ทำให้ทุกการตัดสินใจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การรู้จักความต้องการ สิ่งที่สนใจและวิธีการไปสู่เป้าหมายจะช่วยให้การลงมือขั้นต่อไปง่ายและชัดเจนขึ้น 2) จับคู่ทักษะกับงานที่ต้องการ เมื่อเราค้นหาและพบเป้าหมายงานที่สนใจแล้ว อันดับต่อมาคือหาวิธีพาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดนั้น เราจะประยุกต์ใช้ความสามารถหรือทักษะที่มีอยู่ได้อย่างไรบ้าง แล้วอะไรที่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเพื่อสอดคล้องกับงานนั้นๆ 3) Rebrand ตัวเอง สิ่งที่สำคัญนอกจากการพัฒนาตัวเองให้ตอบโจทย์คือต้องรู้จัก “นำเสนอ” ให้ตรงจุดด้วย เพราะโดยทั่วไปการที่องค์กรจะคัดเลือกคน มักจะเริ่มจากการมอง “สิ่งที่เห็น” อาทิ เรซูเม่ โปรไฟล์ ประสบการณ์ทำงาน ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่ “ทั้งหมด” ที่เรามี ดังนั้นหน้าที่ของเราคือนำเสนอตัวเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจะตอบสนองความต้องการของงานได้อย่างไร 4) มองหาและสร้างโอกาส อาจเกิดขึ้นด้วยการมี Connection ที่ดีหรือฝากโปรไฟล์ไว้กับบริษัทจัดหางาน ซึ่งมีระบบฐานข้อมูลรวมถึง Recruiter ที่คอยให้คำแนะนำรวมถึงช่วยนำเสนองานที่น่าสนใจให้กับเราได้ นอกจากนี้การพาตัวเองไปหาโอกาส เช่น การสมัครเข้าอบรมสัมนา ฝึกงาน ก็สามารถให้เราได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นและยังเป็นการช่วยตัดสินใจจากการได้ทดลองทำจริงด้วย สำหรับ Reeracoen Thailand เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของ Career Path ที่มากกว่าแค่การเติบโตในสายงานของตัวเอง ด้วยโครงการ Career Connect ที่ให้พนักงานที่ทำงานครบ 6 เดือนสามารถย้ายทีมไปสู่ตำแหน่งหรือทีมที่สนใจ เพื่อให้องค์กรเป็น “พื้นที่ของการเรียนรู้” สำหรับทุกคน โดยหวังว่าจะเพิ่มโอกาสในการเติบโตของพนักงาน ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่ในรูปแบบของเส้นตรง แต่ยังมีตัวเลือกในฐานะเส้นคู่ขนานได้เช่นกัน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3YOx2Fp แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://indeedhi.re/3Skcpie #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #CareerPath #Trend #SelfImprovement ### 5 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกใช้ Recruitment Agency ในยุคที่ “คน” อาจจะหายากกว่างานทำไมการใช้บริการ Recruitment Agency ถึงเป็นทางออกที่หลายองค์กรมองหา? สาเหตุเป็นเพราะในยุคปัจจุบันการแข่งขันเพื่อแย่งชิง “บุคลากรฝีมือ” กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะอาศัยแค่การเปิดรับสมัครแบบสมัยก่อนอาจไม่เพียงพอ องค์กรต้องรู้จัก “เข้าหา” จากช่องทางต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพด้วย แต่ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะสามารถทำ Recruitment ได้ครบทั้งแบบ Passive และ Active (อ่านบทความต่อได้ที่: ความแตกต่างระหว่าง Passive และ Active Recruitment) ทำให้ Recruitment Agencyจึงเป็นทางออกที่เข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ และคำถามถัดมาคือเราควรคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้างก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการ Recruitment Agency ซึ่งเราได้รวบรวม 5 ข้อที่ต้องพิจารณา ดังนี้ 1) อัตราค่าบริการ ในแต่ละบริษัทจะมีอัตราค่าบริการที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่ตัวเลขมักขึ้นอยู่กับ Operation Costs ซึ่งแตกต่างกันไปตามขนาดและต้นทุนที่องค์กรต้องจ่าย อาทิ ค่าเครื่องมือ Source ผู้สมัคร โปรแกรม CRM หรือที่ตั้งของบริษัทที่สะดวกต่อการเข้าหาของผู้สมัครงาน เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับ Partner และผู้สมัคร 2) ระยะเวลาในการค้นหา ‘เวลา’ คือปัจจัยที่องค์กรส่วนมากให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เพราะบางตำแหน่งงานก็จำเป็นต้องหาคนที่เหมาะสมในเวลาที่เร่งด่วน ซึ่ง Recruitment Agency สามารถตอบโจทย์ด้วยบริการแบบ “ครบวงจร” ทั้งช่องทาง Passive ได้แก่ เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย กลุ่มหางาน และ Active Recruitment โดย Recruiter ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายงาน โดยทั่วไปถ้าอาศัยเพียงการทำ Passive Recruitment การรับสมัครงาน 1 ตำแหน่งอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 1-2 สัปดาห์ แต่กับ Recruitment Agency อย่าง Reeracoen Thailand ที่มีทั้งฐานข้อมูลผู้สมัครในระบบและการค้นหาเชิง Active ทำให้เราสามารถลดช่องว่างของเวลาและการันตีที่จะส่งผู้สมัครให้พิจารณาภายใน 3 วันทำการสำหรับตำแหน่งงานทั่วไป 3) ขนาดฐานข้อมูลผู้สมัคร (Candidates’ Pool) หนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้การ Recruitment ยากสำหรับองค์กรก็คือ “ระยะเวลาที่จำกัด” ลองนึกภาพว่าเกิดเหตุการณ์พนักงานลา โดย HR ต้องหาคนมาแทนให้ได้ภายในสิ้นเดือน ซึ่งกว่าจะเริ่มเปิดรับ รอให้คนสมัคร ยังต้องใช้เวลาคัดกรองอีกไม่น้อย แต่การใช้ Recruitment Agency ซึ่งปกติมักจะมี “ฐานข้อมูลผู้สมัคร” ที่ผ่านการคัดกรองทั้งประวัติทำงาน ทักษะต่างๆ ระดับภาษา สถานที่ทำงาน หรือแม้แต่ฐานเงินเดือน ก็จะทำให้เกิดการ Match ง่ายและตรงโจทย์มากขึ้น ที่สำคัญคือยิ่งมีฐานข้อมูลผู้สมัครใหญ่และละเอียดเท่าไร การ Recruit ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างที่ Reeracoen Recruitment ที่มีฐานข้อมูลกว่าหลายแสนคน ก็ยิ่งช่วยตอบโจทย์ให้องค์กรในเวลาที่เร่งด่วนได้มากขึ้น 4) จำนวนของทีม Recruiter ในแต่ละวัน HR หนึ่งคนอาจคัดโปรไฟล์ผู้สมัครได้อย่างมาก 10-20 คน แต่ใน Reeracoen Thailand เรามีทีมงานทำหน้าที่ช่วยหาอีก 50 คน โอกาสในการเจอผู้สมัครก็ยิ่งเร็วขึ้นตามจำนวนของทีมงานที่มี รวมถึงด้านประสิทธิภาพในการทำ Active Recruitment เพราะแต่ละสายงานก็ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน ดังนั้น Agency ที่มีคุณภาพโดยส่วนใหญ่ มักจะมี Recruiter ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่ง Reeracoen Thailand มีทีม Recruiter มากกว่า 50 คนเพื่อประสิทธิภาพในการหาคนที่ตรงตามโจทย์มากที่สุด 5) การช่วยลดภาระงานของ HR หน้าที่ของ HR หรืองานในแต่ละวันไม่ได้มีแค่ 1 หรือ 2 อย่าง แต่ยังมีเรื่องของเอกสาร แก้ปัญหาต่างๆ ให้คนในองค์กร ซึ่งต่างคนต่างความต้องการ ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อน ในขณะที่การทำ Recruitment เองก็เป็นงานที่ต้องใช้เวลา เพื่อคัดกรองคนที่เหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด ดังนั้นงานส่วนอื่นๆ ก็อาจจะถูกเบียดและประสิทธิภาพลดลงซึ่งไม่เป็นผลดีต่อองค์กรอย่างแน่นอน ในส่วนนี้หลายองค์กรจึงมองหา Partner อย่าง Recruitment Agency ที่เข้ามาช่วยงานเป็นแขนขาให้กับฝ่าย HR อุดช่องว่างในเรื่องของภาระงานรวมถึงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการหาผู้สมัคร และเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีที่ Reeracoen Thailand ได้รับความไว้วางใจจาก Partner และบริษัทชั้นนำกว่า 13,000 องค์กร ในการค้นหาผู้สมัครที่ตรงตามโจทย์และมีคุณภาพภายใต้การทำงานโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ พร้อมเครื่องมือที่จะทำให้การ Recruit กลายเป็นเรื่องง่าย ติดต่อเราพร้อมให้คำปรึกษาโดย Recruiter มืออาชีพ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #สมัครงาน #รับสมัครงาน ### 【新卒・第二新卒の海外就職 無料ウェビナー】タイのキャリアアドバイザーが解説! 主に新卒・第二新卒の方向けに、海外就職 無料ウェビナーを開催します。 ・新卒で海外に挑戦したい! ・卒業後、日本で働いているけど海外で働いてみたい! ・社会人3年は日本で、と思っていたけど海外挑戦したい! そんなあなたのご参加お待ちしています! 質問にも無料でお応えしますので、ご気軽にご参加ご登録ください。 無料お申し込みはこちら! 2022年から求人数が回復傾向になってきており、入国規制も緩和・撤廃された国も多くなってきました。一部では、ワクチン接種証明書やPCR検査結果などの提出が求められる場合がありますが、海外就職で渡航・移住される方もコロナ前の水準へ戻っているでしょう。 そこで、もうすぐ卒業シーズンですが、主に新卒・第二新卒の方向けに海外就職についてウェビナーを開催します。 海外7拠点で、現地法人へ日本国籍者も含めた人材を紹介、求人の紹介をしているリーラコーエンと、ABROADERSの共同ウェビナーになります。 ウェビナーでは、タイ、マレーシア、フィリピンの日本人キャリアアドバイザーが、各国の海外就職事情について解説します。ご質問にもお応えします。 アジェンダ 1. Reeracoen のご紹介 2. 新卒・第二新卒のタイ就職(※) 3. 新卒・第二新卒のフィリピン就職(※) 4. 新卒・第二新卒のマレーシア就職(※) 5. 今後のウェビナー予定 ※質疑応答以外は録画したものを配信します。 こんな方にオススメ! ・新卒で海外就職を考えている ・第二新卒、社会人歴3年未満で海外就職を考えている ・20代のうちに海外へチャレンジしてみたい ・英語を使って海外で働きたい ・日本以外のキャリアを積みたい ...etc... ウェビナーの詳細 日時: 第1回目 2月21日(火)日本時間18:30~19:30 第2回目 2月23日(木)日本時間18:30~19:30 第3回目 2月25日(土)日本時間12:00~13:00(全編録画配信) 形式 Zoomウェビナー 参加費 無料 参加方法 事前登録制 以下リンクボタンからお申し込みお待ちしています。 第1回目 2月21日 第2回目 2月23日 第3回目 2月25日 ### ทำไมเราควรสร้าง Personal Branding เพื่อตัวเอง ในยุคที่การแข่งขันสูงแบบปัจจุบัน การอาศัยแค่คุณภาพหรือทักษะที่มีอาจยังไม่พอ แต่ต้องเพิ่มเติมด้วย “ชื่อเสียง” และ “ความน่าเชื่อถือ” เพราะในความเป็นจริงแม้เราจะเก่งแค่ไหน ก็มีแค่ตัวเองหรือในกลุ่มคนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ ซึ่งไม่ใช่กับ “คนภายนอก” การมี Personal Branding หรือ “ภาพจำ” ที่เราสร้างขึ้น เช่น ทักษะความสนใจ ความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ จนกลายเป็นที่รู้จักและทำให้เราเป็น “ตัวเลือกแรก” ในด้านนั้น ยิ่งในสังคมปัจจุบันที่คนเข้าถึงกันผ่านสื่อ Social Media การมี Branding ที่ดีก็ยิ่งทำให้เรามีความโดดเด่นมากขึ้นด้วย โดยข้อดีของ Personal Branding ที่ส่งผลต่อคนทำงาน ซึ่งถูกพูดถึงในบทความจาก Forbes.com มีอยู่ 5 ข้อ ได้แก่ 1) ได้รับความไว้วางใจ ปกติถ้าเราพูดถึงคำว่า Brand ก็คงนึกถึงสินค้าหรือบริษัทต่างๆ โดยเป็น “ชื่อ” ที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคย ไว้วางใจที่จะเลือกใช้กับ Personal Brand เองก็เช่นกัน มันคือการได้รับความเชื่อถือจากชื่อของตัวเราเอง ทำให้เรายืนหนึ่งในฐานะตัวเลือกแรกๆ ที่คนมักจะนึกถึง 2) เป็นที่สนใจในวงกว้าง เมื่อเราเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คนรับรู้ถึงความสามารถและจุดเด่น ดังนั้นคงไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจจากหลายองค์กรแม้จะไม่ได้ส่งใบสมัครงานหรือป่าวประกาศบรรยายตัวเองให้มากมาย 3) กลายเป็นคนสำคัญในองค์กร สำหรับองค์กร การที่พนักงานได้รับการติดตามหรือเป็นที่รู้จัก ถือเป็นข้อดีที่สามารถช่วยโปรโมตองค์กรทางอ้อมสำหรับองค์กรที่เห็นถึงความสำคัญของจุดนี้ ก็อาจมีกลยุทธ์หรือยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อเก็บเราไว้ให้นานขึ้น 4) หางานใหม่ง่ายขึ้น โดยทั่วไปถ้าเราอยากมองหางานใหม่ก็ต้องใช้เวลานั่งทำ Resume คอยอัปเดตผลงาน เพื่อเข้าเว็บนั่งสกรีนงาน เขียนอีเมลสมัครแล้วลุ้นให้ติดต่อกลับ แต่ Personal Brand ที่แข็งแรงจะเป็นแม่เหล็กคอยดึงดูด “ข้อเสนอดีๆ” จากหลายองค์กร โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยหลายขั้นตอนแบบเมื่อก่อน 5) กระตุ้นความมั่นใจ จากทั้งหมดที่กล่าวมา หลังจากที่เรามีตัวตนที่ชัดเจนสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราจะได้รับกลับมาคือ “ความมั่นใจ” ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เรากล้าที่จะทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับวิธีการสร้าง Personal Branding ต้องเริ่มจากกำหนดว่า “อยากให้คนรู้จักเราในเรื่องอะไร” ผ่านการนำเสนอจุดเด่นของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อาจลองเริ่มจากการสังเกตตัวเองหรือถามคนรอบข้างว่า “อะไรที่เราทำได้ดี” แล้วฝึกฝนขัดเกลา หาความรู้ต่อยอดจนเชี่ยวชาญ เพราะการจะสื่อสารออกมาได้ดี เราก็ต้องเข้าใจมันให้มากๆ ก่อน สุดท้ายแล้วการจะสร้าง Personal Branding ให้สำเร็จหรือเป็น “ที่หนึ่ง” ในใจของผู้คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องใช้เวลาและทำอย่างสม่ำเสมอจนถึงวันที่เราไปถึงเป้าหมาย ผลลัพธ์ที่ได้มันจะเปล่งประกาย สมกับที่เราได้ทุ่มเทพยายามตลอดเวลาที่ผ่านมา ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: วิธีตอบคำถามสัมภาษณ์งาน "ข้อเสียของคุณคืออะไร" การทำ RECRUITMENT ควรครบทั้งแบบ PASSIVE และ ACTIVE แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3k1VJiM แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3jWPXPd http://bit.ly/3E8Dsqy #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #PersonalBranding #Career #SelfImprovement ### การทำ Recruitment ควรครบทั้งแบบ Passive และ Active การสมัครงานในปัจจุบันจะบอกว่าง่ายก็ง่าย แต่ถ้าจะมองว่ายาก ก็ไม่เกินจริงเท่าไร เพราะยิ่งคนเรามีข้อมูล มีตัวเลือกมากเท่าไรการแข่งขันเพื่อเป็นผู้ถูกเลือกก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้นด้วย รูปแบบของการสมัครงานในปัจจุบันเกิดขึ้นง่ายกว่าในอดีตค่อนข้างมากด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ทำให้องค์กรกับผู้สมัครหากันง่ายขึ้น อาทิ เว็บประกาศงาน กลุ่มในโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่เพจขององค์กรที่ใช้ต้นทุนน้อย โดยเฉพาะองค์กรที่มีการทำ Employer Branding หรือมีชื่อเสียงที่ดีก็มักจะดึงดูดผู้สมัครได้ง่ายกว่า แต่การรับสมัครพนักงานในลักษณะ “รอ” หรือที่เรียกว่า Passive Recruitment ก็มีข้อเสียที่ต้องพิจารณาซึ่งก็คือเรื่องของ “จำนวนและคุณภาพ รวมถึงเวลา” เมื่อผู้สมัครสนใจเยอะ การคัดกรองก็ต้องยิ่งหนักขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณสมบัติตรงกับโจทย์ที่ตั้งไว้ ภาระงานจึงตกไปอยู่ที่ HR อย่างมหาศาล เพื่อลดภาระงานของ HR หลายองค์กรเลยต้องใช้วิธีการแบบ Active Recruitment ซึ่งก็คือการเสาะหาผู้สมัครจากช่องทางต่างๆ ซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามโจทย์ เมื่อคัดกรองว่ามีแนวโน้มว่าจะใช่ ก็จะเป็นฝ่ายเข้าไปยื่นข้อเสนอก็ช่วยประหยัดเวลาและลดภาระงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ดี ดังนั้นบริษัทที่อยากเสริมความแกร่งด้านการ Recruit คนเข้าองค์กร ก็ต้องมีการทำให้ครบรอบด้านทั้ง 2 แบบ ได้แก่ 1) Passive ผ่านการสร้าง Employer Branding ที่แข็งแรง 2) Active เช่นทีม Talent Acquisition พร้อมเครื่องมือและช่องทางเข้าถึงผู้สมัคร ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพโดยต้องอาศัยการ “ลงทุน” ที่มากพอ ซึ่งการลงทุนเองก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำหรับองค์กรที่ไม่ได้ขนาดใหญ่หรือมีทุนทรัพยากรมากมาย หลายบริษัทจึงเลือกมองหา Partner อย่าง Recruitment Agency ที่มีครบทั้งช่องทางแบบ Passive และทีมงาน Recruiter มากประสบการณ์ เพื่อการทำงานแบบ Active พร้อมเครื่องมือสำหรับค้นหาผู้สมัครที่ตรงตามโจทย์ในแต่ละสายงาน ทำให้กระบวนการสรรหาบุคลากรเกิดประสิทธิภาพสูงสุด Reeracoen Recruitment Thailand ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในฐานะผู้นำในการเชื่อมคนเข้าสู่งาน เราสามารถช่วยตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรด้วยช่องทางการเข้าถึงงานแบบ Passive ทั้งโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้กว่า 16,000 คน รวมถึงการทำงานเชิง Active โดย Recruiter ที่มีประสบการณ์ในหลายสายงาน พร้อมฐานข้อมูลผู้สมัครขนาดใหญ่กว่า 700,000 คน ที่จะทำให้การจัดหาบุคลากรเป็นเรื่องง่าย ลดระยะเวลาและภาระในการคัดกรองขององค์กร ได้ผู้สมัครที่ตรงโจทย์เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย และ “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” ในกรณีที่ไม่ได้คนเข้าไปทำงาน ติดต่อเราพร้อมให้คำปรึกษาโดย Recruiter มืออาชีพ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #สมัครงาน #รับสมัครงาน ### Skills-Based Hiring กลยุทธ์จ้างงานแบบเน้นทักษะ สำหรับคุณวุฒิการศึกษา - ใบปริญญาจำเป็นมากน้อยแค่ไหนสำหรับการทำงาน แล้วการมี “ทักษะ” ที่ใช้ทำงานนั้นๆ ได้ ถือว่าเพียงพอหรือไม่ต่อการสมัครงาน ปัจจุบัน 70% ขององค์กรกำลังเจอปัญหา “ขาดแคลนแรงงาน” ส่วนหนึ่งจาก Covid-19 ที่ทำให้หลายคนตัดสินใจออกจากงาน หรือที่เรารู้จักกันในนาม Great Resignation ที่น่าเป็นห่วงคือแม้ตลาดจะขาด “คน” แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนอีกมากที่ยัง “ตกงาน” เพราะขาดคุณสมบัติหรือติดเงื่อนไขบางอย่าง ทั้งๆ ที่มีทักษะที่ตอบโจทย์และสามารถทำงานได้ซึ่งต่างประเทศเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Invisible Worker Invisible Worker คือคนที่มีทักษะทำงานได้ แต่ถูกองค์กรมองข้าม เพราะขาด “ใบเบิกทาง” อย่าง วุฒิการศึกษา ใบปริญญา ตำแหน่งงานหรืออื่นๆ ที่ใช้เป็นเครื่องยืนยันความรู้ ความสามารถ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะให้ความสำคัญก่อนเป็นอับดับแรก แต่กับตลาดแรงงานที่กำลังตึงตัวอย่างในปัจจุบัน บางสายงานอาจต้องเปลี่ยนวิธีการมองด้วยการให้ความสนใจ “ทักษะ” ที่แท้จริงมากกว่าข้อมูลบนหน้ากระดาษ ซึ่งเรียกว่า Skills-Based Hiring กรณีตัวอย่าง จากที่ Covid-19 ทำให้หลายคนตกงาน ซึ่ง Linkedin ก็ได้พัฒนาเครื่องมืออย่าง Career Explorer ที่เข้ามาช่วยให้พวกเขาหางานใหม่โดยการ “จับคู่ทักษะ” เพื่อหางานที่เหมาะสม และพบว่าความจริงแล้วพนักงานสายบริการ เช่น ร้านอาหาร การโรงแรม มีชุดทักษะที่ใกล้เคียงกับสายงาน Customer Service มากถึง 71% ดังนั้นจึงหมายความว่าการมีทักษะใกล้เคียง อาจสามารถ "ข้ามสายงาน" เพื่อปิดช่องว่างในตลาดแรงงานได้ง่ายขึ้น โดยข้อดีของการ Recruit แบบ Skills-Based Hiring คือการลดข้อจำกัดด้านวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ ซึ่งเมื่อก่อนเราจะเลือกพิจารณาจากคนที่ตรงสายเท่านั้น ทำให้ได้ฐานผู้สมัครที่มีทักษะความสนใจที่กว้างและหลากหลายมากขึ้น เมื่อองค์กรให้ความสำคัญที่ตัวทักษะมากขึ้นก็เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้มีทางเลือกได้มากกว่าเดิม แต่ถึงอย่างไร “ข้อควรระวัง” ก็คือมันอาจไม่ได้เหมาะสมหรือใช้ได้สำหรับทุกสายงาน เพราะบางอย่างก็จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์หรือความรู้เฉพาะทางที่เราไม่สามารถเรียนหรือฝึกได้เอง ปัจจุบันมีหลายองค์กรให้ความสนใจ Skills-Based Hiring ในฐานะอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการสรรหาคน ซึ่งก็ต้องมีการสร้างความชัดเจนให้กับตำแหน่งงานนั้นๆ ว่าคนและทักษะแบบไหนที่จะตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด รวมถึงมีระบบการทำงานที่สนับสนุนให้พวกเขาสามารถปรับตัวเพื่อใช้ความสามารถที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: 6 สัญญาณที่บอกว่างานปัจจุบัน "เล็กเกินไป" สำหรับคุณ ผลกระทบจากการ LAYOFFS ในบริษัท TECH ยักษ์ใหญ่ มีอะไรบ้างที่เราต้องปรับตัว แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/40zetGw http://bit.ly/3YtBhpE http://bit.ly/3x1NCFL #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Trend ### Productivity Paranoia เมื่อการ WFH คือช่องทาง "อู้งาน" ในสายตาหัวหน้า การ Work from home ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่วิน-วิน ซึ่งให้ผลดีกับพนักงานในแง่ Work life balance และส่งผลกระทบต่อองค์กรในเชิงบวก หรือก็คือประสิทธิภาพงานสูงขึ้นผ่านคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่สำหรับหัวหน้า (บางส่วน) กลับมองอีกแบบ เมื่อพวกเขาคิดว่าลูกน้องส่วนใหญ่มักจะอู้งานในช่วง Work from home หรือตอนที่ “ไม่อยู่ในสายตา” ผลสำรวจจาก Citrix บริษัทด้านเทคโนโลยีองค์กรพบว่าจำนวนครึ่งหนึ่งของบรรดาหัวหน้าที่ได้ทำแบบสอบถาม “ไม่เชื่อว่าพนักงานจะขยันเท่าที่ควรเมื่อทำงานที่บ้าน” แต่ความจริงประสิทธิภาพการทำงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “สถานที่” อย่างที่หลายคนคิด มีผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าถ้าจัดสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม การทำงานแบบ WFH อาจให้ผลดีกว่าการเข้าออฟฟิศ เนื่องจากพนักงานจะสามารถจดจ่อและใช้สมาธิได้มากขึ้นเมื่อไม่มีคนในออฟฟิศหรือสิ่งอื่นมารบกวนการทำงาน นอกจากนี้การ Work from home ยังให้เราจัดสรร “เวลานาทีทอง” สำหรับทำงานได้สะดวกกว่าการไปออฟฟิศ ซึ่งแน่นอนเรามีช่วงเวลาแอคทีฟที่จะใช้งานสมองได้ต่างกัน การเสียเวลาไปเปล่าๆ กับอย่างอื่นซึ่งเราควบคุมไม่ได้ ก็ทำให้จัดการบริหารตัวเองได้ยากขึ้น แม้การ Work from home จะมีผลดีที่ได้เห็นจากการศึกษามากมาย แต่สุดท้ายถ้า “ไม่เห็น” ก็ยังเกิดความไม่สบายใจขึ้นมาอยู่ดี ดังนั้นการ “ทำให้เห็น” เช่น กำหนดเป้าหมายขึ้นมาร่วมกัน แล้วเช็กสถานะความคืบหน้ากันสม่ำเสมอ ก็เป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ปัญหาดังกล่าวเล็กลงได้ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3XYjneu #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Productivityparanoia #Trend #wfh #worklifebalance #productive ### Rage Applying เทรนด์ใหม่คน Gen Z รัวสมัครงาน "แก้แค้นองค์กร" เป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็สามารถมี “อารมณ์” กับที่ทำงานแต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือเรารับมือกับมันอย่างไร ดูเหมือนสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ (บางส่วน) “สันติ” จะไม่ใช่ทางออก เมื่อปัจจุบันเทรนด์ Rage Applying หรือการร่อนใบสมัครงานรัวๆ เพื่อ “แก้แค้น” องค์กร ซึ่งพวกเขามองว่า “ไม่แฟร์” กับตัวเองกำลังได้รับความสนใจในกลุ่ม Gen Z โดยเป้าหมายคือหวังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกับงานใหม่ ในเมื่อได้รับการปฏิบัติไม่ดี ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทน การมองหา “โอกาสใหม่ๆ” อย่างการย้ายงานจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจมากกว่า เทรนด์ Rage Applying กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อมีผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งระบายความในใจว่า “เดือดกับที่ทำงานเลยสมัครงานไปรัวๆ 15 ที่ สุดท้ายได้งานใหม่กับเงินเดือนที่มากกว่าเดิม 25,000$” กลายเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมาก มองว่าปัญหาในที่ทำงานแก้ได้ด้วยการ “เปลี่ยนงาน” เพราะนอกจากจะได้หนีปัญหาแล้วผลตอบแทนก็ยังมากขึ้นด้วย แม้การย้ายงานเพื่อหาโอกาสที่ดีกว่าจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถึงอย่างไรก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ควรจะคิดพิจารณาอย่าง “รอบคอบ” เพราะทุกการกระทำมีผลลัพธ์ที่ตามมาเสมอ อยากให้ลองคิดอย่างถี่ถ้วนก่อนว่า 1) ปัญหาที่เกิดขึ้น “ร้ายแรง” ถึงขั้นต้องลาออกจริงไหม 2) แน่ใจได้ไงว่าย้ายงานไปแล้วเจอทางออกที่ดีกว่า 3) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนความมั่นคงคือสิ่งที่เรากอดไว้ให้แน่นที่สุดหรือเปล่า การจะย้ายงานไม่ใช่เรื่องผิด ถ้ามันส่งผลดีและตอบโจทย์ที่เราต้องการมากกว่า แต่การย้ายงานเพื่อ “หนีปัญหา” โดยไม่รู้ปลายทางของตัวเองอาจน่ากลัวยิ่งกว่าอยู่สู้ลองแก้ปัญหาให้ถึงที่สุดเสียอีก เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราเอาแต่หนี วันหนึ่งเราอาจจะหลงทางจนสุดท้ายแล้วหาไม่เจอแม้แต่ “ตัวเราเอง” ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: 6 สัญญาณที่บอกว่างานปัจจุบัน "เล็กเกินไป" สำหรับคุณ BRAIN FOG ภาวะทำงานหนักจน "สมองไหล" แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3JAnRUm #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Rageapplying #Trend ### Brain Fog ภาวะทำงานหนักจน "สมองไหล" ทุกวันนี้ใครๆ ก็คงเหนื่อยทำงานหนักกันทุกคน ทั้งงานประจำวันที่ต้องทำเหมือนเดิม แถมยังเพิ่มเติมด้วยงานเร่ง งานด่วน งานแทรก ยังไม่นับ “งานเสริม” ที่ไว้เพิ่มรายได้ในยุคเงินเฟ้อแบบนี้อีก ซึ่งเป้าหมายของการทำงานหนักก็คงหนีไม่พ้นเพื่อสร้าง “ความมั่นคง” ให้ชีวิต มีบ้าน มีรถ มีเงินไว้ใช้จ่ายซื้อความสุขให้ตัวเอง แต่แทนที่ชีวิตจะมั่นคง หลายคนกลับเจอ “ปัญหาสุขภาพ” เข้ามารบกวน ซึ่งเป็นผลจากสู้ชีวิตอย่างหนัก กลายเป็นว่าต้องเอาสิ่งที่หามาไปจ่ายค่ารักษาเพื่อวนกลับไปหามาใหม่อย่างน่าเศร้า หนึ่งในผลจากการ “ทำงานหนัก” ก็คือภาวะ Brain Fog กับความรู้สึกที่เหมือนว่า “สมองช็อตไปดื้อๆ” จนคิดอะไรไม่ออก โฟกัสไม่ได้ และส่งผลกับความเครียดรวมถึงกระทบต่อสมองในระยะยาว ลดความเสี่ยง จัดการปัจจัยที่สร้างภาระให้สมอง ตั้งแต่ 1) การทำงานแบบ Multitasking ปัจจุบันเราน่าจะคุ้นเคยกับการทำงานหลายๆ อย่างควบคู่กัน ซึ่งต้องอาศัยทักษะที่ต่างกันไป ส่งผลให้สมองต้องรับภาระหนักในการพยายาม “โฟกัส” ไปพร้อมๆ กับการ “เปลี่ยน” โหมดเพื่อทำงานต่างๆ ลองจัดลำดับความสำคัญหรือใช้เครื่องมือช่วยเหลือ อาทิ Eisenhower Matrix หรือทำ To do list อ่านต่อได้ที่: เครื่องมือบริหารเวลาฉบับมือใหม่! 2) จมอยู่กับ “งาน” นานเกินไป เราเข้าใจดีว่างานสำคัญ ก็ควรทำให้เสร็จ แต่ถ้าเราใช้เวลาจมอยู่กับมันนานเกินไปก็อาจไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้เหมือนกัน ลองเปลี่ยนอิริยาบถ ออกไปขยับร่างกายหรือทำอย่างอื่นที่ช่วยให้สมองผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อ “รีชาร์จ” ให้สมองกลับมาทำงานได้เต็มที่กว่าเดิม 3) เปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน ลองสังเกตกิจกรรมหลังเลิกงานเราใช้เวลาทำอะไรบ้าง เพราะหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สร้างความเครียดให้สมอง คือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เราไม่เคยรู้ตัว อาทิ การใช้โซเชียลมีเดีย รับรู้สิ่งที่สร้างพลังงานลบให้ตัวเอง หรือ Revenge bedtime procrastination พฤติกรรมของคนที่ไม่ยอมนอน ความอยากที่จะ “ใช้ชีวิต” ให้เต็มที่หลังเลิกงาน จนพักผ่อนไม่เพียงพอ และอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความเหนื่อย ความเครียด การทำงานหนักอาจช่วยให้เราก้าวหน้า พาเราไปหาเป้าหมาย ได้มาในสิ่งที่ต้องการซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใน “อนาคต” แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมดูแล “ปัจจุบัน” ที่เรามีอยู่อย่างร่างกาย จิตใจ และคนรอบข้าง ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนและมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยนะครับ --------------------------------------------------------------------------- ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3jnemgN http://bit.ly/3YjVJZJ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Brainfog #Worklifebalance ### 6 สัญญาณที่บอกว่างานปัจจุบัน "เล็กเกินไป" สำหรับคุณ ถ้าพูดถึงสาเหตุที่จะทำให้คนตัดสินใจ “ย้ายงาน” หนึ่งในปัจจัยสำคัญไม่แพ้ปัญหาความ Toxic ต่างๆ คือการตกอยู่ในภาวะ “จมอยู่กับที่” จนมองไม่เห็นอนาคตที่ดี ซึ่งผลสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่กว่า 74% พร้อมที่จะลาออกทันทีเมื่อรู้สึกว่างานปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้พวกเขาเติบโตไปกว่านี้ เพราะสุดท้ายต้นไม้ใหญ่ก็ไม่สามารถโตต่อไปได้ในกระถางเล็กๆ โดยสิ่งรอบตัวและการทำงานในทุกวันนี้คือ “สัญญาณ” ที่กำลังบอกใบ้ว่าเราเดินมาถึงจุดที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและต้องการความท้าทายใหม่ๆ เพื่อการเติบโต อาทิ 1) คอย "แบกงาน" อยู่คนเดียว ถ้าการทำงานทำให้เรารู้สึกว่า “อยู่ตัวคนเดียว” เหนื่อยมากกว่าชาวบ้าน มีเพื่อนร่วมงานก็เหมือนไม่มี เหมือนเป็นคนเดียวที่อยากให้องค์กรพัฒนาไปต่อ ในขณะที่คนอื่นยังคงอยู่กับที่จนไม่มีใครเข้าใจหรือตามทัน อาจเป็นสัญญาณที่หมายถึงระดับของความสามารถและความทะเยอทะยานกำลังขยายตัวจนมากเกินขนาดองค์กร 2) Career Path ถึงทางตัน ปัญหา “งานงอก” จนล้นมือ แม้จะผลงานดีและอยู่มานานแต่ตำแหน่งไม่ขยับ อาจไม่ได้เกิดจากความสามารถเราไม่ยังไม่ถึง แต่เป็นเพราะองค์กรไม่มีพื้นที่ให้เราได้ “ฉายแสง” มากกว่านี้แล้ว เมื่อทักษะของเราพัฒนาไปไกลเกินหน้าที่ แต่ยังไม่ได้รับโอกาสที่ควรจะได้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องพิจารณาตัวเลือกใหม่ๆ เพื่ออนาคตข้างหน้า 3) ไม่ได้เก่งขึ้นจากการทำงาน ปกติคนเรามักจะได้พัฒนาตัวเองควบคู่ไปกับการทำงานทั้งความเชี่ยวชาญที่มากขึ้นและประสบการณ์ที่ได้จากการแก้ปัญหา ซึ่งล้วนสอนให้เรา “เก่งขึ้น” อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าถึงจุดที่เราคิดว่าตัวเอง “จมอยู่กับที่” ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้เติบโตหรือเก่งขึ้นจากการทำงานเลย อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสู่ตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่จะเพิ่มความท้าทายพร้อมโอกาสเรียนรู้ที่มากกว่าเดิม 4) รู้สึก "เบื่อ" เหมือนทำงานไปวันๆ นอกจากความเหนื่อยล้า สิ่งที่กัดกินความสุขในการทำงาน อีกหนึ่งอย่างก็คือ “ความเบื่อหน่าย” ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากขาดความตื่นเต้น เป็นปกติที่เราจะเบื่อเมื่อถึงจุดที่คุ้นเคยกับงานทั้งหมดแล้ว ลองนึกภาพว่าเราทำงานเดิมๆ มาเป็นปีๆ จะให้รู้สึกสนุกเหมือนเดิมก็คงยาก ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายใหม่ๆ ก็คือเครื่องมือที่ควรสร้างขึ้นมาร่วมกันระหว่างองค์กรและคนทำงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้รู้สึกถึงความท้าทายอยู่ตลอด 5) ไม่ภูมิใจกับงานที่ทำอีกต่อไป ฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกถึงคุณค่าของงานที่ทำ และใช้มันในฐานะเครื่องมือบ่งบอก “ตัวตน” ผ่านความรับผิดชอบที่มี ไม่ว่างานนั้นจะน่าเบื่อแค่ไหน แต่สุดท้ายถ้าเราทำมันออกมาเต็มที่ เราจะเกิดความภูมิใจและอยากทำต่อไปในที่สุด แต่กลับกันถ้าหาความภูมิใจไม่เจอ มองไม่เห็นถึงเหตุผลและความสำคัญก็อย่าลืมหาจุดเปลี่ยนเพื่อกู้มันคืนกลับมา มองหาโอกาสใหม่ๆ เติบโตในองค์กรใช่ผ่านงานที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: ผลกระทบจากการ LAYOFFS ในบริษัท TECH ยักษ์ใหญ่ มีอะไรบ้างที่เราต้องปรับตัว WORKPLACE WELLNESS ก็สำคัญ เพราะผลงานที่ดีย่อมเกิดพนักงานที่มีความสุข #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ผลกระทบจากการ Layoffs ในบริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ มีอะไรบ้างที่เราต้องปรับตัว ปลายปีที่ผ่านมาเราคงเห็นข่าวการปลดพนักงานจำนวนมากหรือชะลอการจ้างงานเพิ่มในหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เช่น Google, Netflix, Meta, Twitter เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งเมื่อความต้องการลดลง สินค้าและบริการก็ควรจะปรับลดราคาให้สอดคล้องตามกลไกเศรษฐศาสตร์ แต่ปัจจุบันหลายบริษัทไม่เลือกที่จะทำแบบนั้นเพราะแทนที่จะปรับลดราคา องค์กรเลือกที่จะลดต้นทุนด้วยการ “ปลดพนักงาน” หรือ “ชะลอการจ้างงาน” แทน หลายคนคงอยากรู้ว่าการ Layoff ที่เกิดขึ้นถี่ๆ ในหลายบริษัทใหญ่จะเป็นสัญญานของบางสิ่งที่เราต้องระวังหรือไม่ Reeracoen Thailand ได้สรุปมาให้ดังนี้ครับ แม้เราจะเห็นกระแสปลดพนักงานเกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันสถิติอัตราจ้างงานกลับอยู่ในภาวะคงที่ ซึ่งเกิดจากกลไกเศรษฐศาสตร์กับเรื่องง่ายๆ อย่าง “ความต้องการ” สาเหตุที่ทำให้ตลาดแรงงานสาย Tech เติบโตในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพราะการแพร่ระบาดของ Covid ทำให้โลกเปลี่ยนไปทั้งการ Work from home และการใช้ชีวิตที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น ส่งผลให้หลายบริษัทจ้างงานเพิ่มขึ้นและต่อยอดไปสู่อนาคต แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติก็ทำให้แนวโน้มการเติบโตที่คาดไว้ไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งหลายบริษัทใหญ่ต้องปรับตัวกลับมาด้วยการ Layoff จึงเป็นที่มาของการปลดพนักงานจำนวนมากเพื่อรักษาสมดุล โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเป็นแรงกระเพื่อมเล็กน้อยสำหรับตลาดจ้างงานในสาย Tech ที่คนจะต้องขยับปรับตัวเผื่อรับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆ ที่ยังไม่ค่อยลงตัว ดังนี้ 1) ภาพรวมตลาดจ้างงาน ความต้องการสำหรับสาย Tech ยังคงเติบโตและมีจำนวนมาก กลุ่มพนักงานสาย Tech ที่ถูก Layoff เองก็สามารถหางานใหม่ได้ไม่ยาก ด้วยจำนวนงานรองรับที่เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 3 ล้านตำแหน่งตั้งแต่ปี 2020 - 2021 (อ้างอิงจากข้อมูลเศรษฐกิจธนาคารกลางสหรัฐฯ) 2) คนทำงานต้องรู้จัก “ยืดหยุ่น” ตามสถานการณ์ จากภาวะเศรษฐกิจและความผันผวนต่างๆ ทำให้บริษัทต้องวางแผนอย่างรอบคอบดังนั้นการจะเปิดรับคนเพิ่มต้องผ่านการคิดหนักและยากมากขึ้น มองหางานสาย Tech ในบริษัทที่ชอบและตำแหน่งที่สนใจ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ้างอิงจาก: http://bit.ly/3Hab4pY แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3H7JMRg http://bit.ly/3IUBr4S #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #วัยทำงาน #มนุษย์เงินเดือน #สมัครงาน ### Workplace Wellness ก็สำคัญ เพราะผลงานที่ดีย่อมเกิดพนักงานที่มีความสุข ปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่เกิดจากอะไร? เราอาจบอกว่าเพราะหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ระบบ ผลตอบแทน ฯลฯ หรือความจริงแล้วคำตอบเหล่านี้เป็นแค่ส่วนประกอบแต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “ความสุข” ในการทำงาน จากปรากฏการณ์ Quiet Quitting ที่คนทำงานทั่วโลกอยู่ในภาวะ “ไร้ใจ” คือทำงานตามหน้าที่ให้เสร็จไปวันๆ เพื่อรักษาสมดุลชีวิตและการทำงานของตัวเองเพราะไม่มีความสุขในการทำงาน มองว่าไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ทำให้มองไม่เห็นเหตุผลว่า “ทำไมต้องทุ่มเท” ซึ่งผลเสียสำหรับองค์กรก็เหมือนการโดน “แช่แข็ง” ในขณะที่องค์กรอยากขยับหรือปรับไปยังทิศทางต่างๆ ตามความเปลี่ยนแปลง แต่กลับกันพนักงานไม่กระตือรือร้น หรือเต็มใจที่จะเปลี่ยนตาม และต่อให้โละคนออกก็กลายเป็นช่องว่างที่ต้องเติมเต็มอีก ดังนั้นสำหรับองค์กรสิ่งที่ต้องหันกลับมาทบทวนก็คือทุกวันนี้ได้ใส่ใจ “ความสุข” ของคนมากพอหรือยัง นอกเหนือจากผลตอบแทน สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขกับการทำงานได้ก็คือสังคมวัฒนธรรม และสวัสดิการที่ดีซึ่งต้อง “ใส่ใจ” อย่างจริงจัง ปัจจุบันหลายองค์กรได้เพิ่มสวัสดิการใหม่ๆ เพื่อดูแลจิตใจมากขึ้น อาทิ ความยืดหยุ่นในการทำงาน การส่งเสริมความชอบของพนักงานและอื่นๆ ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้ เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกว่าองค์กรไม่เหลียวแล ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องทุ่มเท โดย Workplace Wellness สามารถสร้างได้จากสิ่งรอบตัว อาทิ สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน วัฒนธรรมและระบบที่ดี มิตรภาพจากผู้คนไปจนถึงการช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิต ในโลกความจริงเราคงไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับคำว่าความสุข ไม่ได้มีทางลัดว่าทำ 1-2-3-4 ตามนี้แล้วพนักงานทุกคนจะแฮปปี้เหมือนกันทั้งโลก เพราะต่างคนต่างความต้องการ แต่เป็นหน้าที่ขององค์กรที่ต้องใส่ใจมองหาและตอบให้ได้ว่าพนักงานกำลังเจอปัญหาแบบไหนแล้วอะไรที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้บ้าง ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Wellbeing #Worklifebalance ### Chief Purpose Officer คือใคร สำคัญอย่างไรในยุคปัจจุบัน!? โดยทั่วไปเรามักคุ้นกับตำแหน่ง C Levels อย่าง CEO CTO CFO ที่คอยดูแลบริหารจัดการแต่ละส่วนขององค์กรให้ทำงานได้ราบรื่น แต่ดูเหมือนโลกการทำงานในปัจจุบันจะต้องการอะไรที่มากกว่านั้น! บทความจาก Forbes.com ได้ชี้ถึงอีกหนึ่งตำแหน่งระดับสูงที่หลายองค์กรปัจจุบันต่างเล็งเห็นตรงกันว่า “สำคัญ” อย่างการ “นำจิตวิญญาน” สร้างเจตจำนงแห่งการทำงานให้กับผู้คนในองค์กร ซึ่งเจตจำนง หรือการมีเป้าหมายในการทำงานเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกยกขึ้นมาในฐานะผลกระทบต่อเนื่องจาก The Great Resignation ที่หลายคนลาออกไปทำตามความต้องการ หรือตามหาเจตจำนงของตัวเอง ดังนั้นองค์กรที่สามารถช่วยพวกเขาได้ ก็มีสิทธิที่จะลดอัตราการลาออกได้เช่นกัน ตำแหน่ง Chief Purpose Officer (CPO) มีหน้าที่กำหนดและสร้างการรับรู้ถึงเจตจำนงให้ทั้งคนภายนอกรับรู้และภายในองค์กรเองก็ต้องเข้าใจกันเป็นอย่างดี เพราะในการทำงานสำหรับบางคน “เงิน” ไม่ใช่ผลตอบแทนเดียวที่เขาต้องการ แต่มันคือการค้นหาตัวตนว่าแท้จริงแล้วเราคือใคร เราทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร ซึ่งมันคือแรงขับเคลื่อน เป็นความเชื่อเสมือน “เชื้อเพลิง” ให้ทำงานต่อไปได้ในระยะยาว โดยเจตจำนงขององค์กรไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยคำพูดหรูๆ หรือการคิดตัดสินใจของใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคุณค่าที่สอดคล้องกับการกระทำที่เกิด “ความเปลี่ยนแปลง” ในทางที่ดีขึ้น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment: แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3IEUj7J #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### ใช้ความเป็น “มนุษย์เป็ด” ยังไงให้ตัวเองเป็นที่ต้องการในยุคนี้ สมัยก่อนการเป็น “มนุษย์เป็ด” ที่ทำเป็นหลายอย่าง แต่ได้แบบครึ่งๆ กลางๆ อาจถูกมองในเชิงลบที่หมายถึง “คนทั่วไป” ไม่ได้มีทักษะอะไรที่โดดเด่นหรือจับต้องได้ ต่างกับคนที่ไปสุดในด้านของตัวเองอย่าง นักดนตรี นักกีฬา ที่ถ้าทำหากได้ดีสังคมก็จะมองว่า “คนนี้เก่ง” และได้รับการยอมรับ สำหรับหลายคนการเป็น “เป็ด” จึงเจ็บปวดอย่างที่เขาว่า “ธรรมดาโลกไม่จำ” แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอดีต เพราะปัจจุบันการเป็น “มนุษย์เป็ด” กลายเป็นคุณสมบัติที่อาจทำให้ได้เปรียบในยุคที่สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยิ่ง “รู้กว้าง” ก็ยิ่งมีเส้นทางให้เลือกโตมากกว่าการ “เชี่ยวชาญ” เฉพาะเรื่อง แถมยังช่วยองค์กรต่อยอดความสำเร็จได้หลากหลายมากขึ้น สังเกตดูว่ายิ่งเวลาผ่านไป ความรู้ชุดใหม่ ทักษะใหม่ๆ และความท้าทายก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมนุษย์เป็ดจะมีพื้นฐานนิสัยที่ชอบเปิดรับสิ่งใหม่อย่างหลากหลาย สามารถปรับตัวเข้าหาความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย นอกจากนี้สำหรับองค์กร การที่มีมนุษย์เป็ดอยู่ในทีมยังช่วยให้การทำงานภาพรวมไหลลื่นมากขึ้น ด้วยทักษะที่หลากหลายจะทำให้มองออกและเข้าใจว่างานแต่ละส่วนเป็นยังไง ข้อจำกัดคืออะไร และควรทำยังไงให้งานราบรื่นมากที่สุด สิ่งที่กล่าวมาถึงจะเป็นข้อดีที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้หลายคนแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็ดทั้งโลกจะกลายเป็นยอดคนที่องค์กรต้องการเสมอไป เพราะสุดท้ายเป็ดอย่างเราสักวันก็ต้องเติบโตขึ้นในแบบฉบับของตัวเอง การลองทำอะไรหลากหลายเพื่อค้นหาสิ่งที่ชอบแล้วฝึกฝนพัฒนาสม่ำเสมอเป็ดอย่างเราก็จะกลายเป็น “เป็ดโปร” ในสักวัน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### เหนื่อยจนไม่มีเวลาพัฒนาตัวเอง? ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่เวลา แต่เป็นเพราะ “ตัวเราเอง” เหนื่อยจนไม่มีเวลาพัฒนาตัวเอง? ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่เวลาแต่เป็นเพราะ “ตัวเราเอง” ปีที่ผ่านมาเคยรู้สึกถึง “ความไม่มั่นคง” ในชีวิตและการทำงานบ้างไหม? สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การปลดพนักงาน เทรนด์ความต้องการ เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นคงทำให้เดี๋ยวนี้อะไรก็ดู “ยาก” ไปหมด จนหลายคนน่าจะมีความคิดอยากเริ่ม “พัฒนาตัวเอง” ในด้านต่างๆ เช่น ฝึกทักษะใหม่ๆ หรือความรู้ที่ช่วยให้อนาคตมั่นคงมากขึ้น แต่ปัญหาหลักที่หลายคนรู้สึกก็คือ “จะเอาเวลาที่ไหนไปพัฒนาตัวเอง” ในเมื่อทุกวันนี้ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว โดยเราจะโทษว่าเวลาเป็นต้นเหตุอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองให้เห็นถึงสาเหตุว่าอะไรที่ทำให้เสียเวลาด้วย บทความจาก hrb.org ได้อธิบายถึงสาเหตุหลัก 4 ข้อที่ทำให้เราเสียเวลาสำหรับพัฒนาตัวเอง ได้แก่ “When Who What และ Where” ซึ่งความจริงล้วนเกิดจาก “ตัวเราเอง” ที่มัวแต่รอและหยิบเอาสิ่งรอบตัวมาเป็นข้ออ้าง อาทิ “รอมีเวลาว่างค่อยทำ” “ยังไม่มีใครว่างมาช่วย” “คิดไม่ออกว่าควรทำอะไร” “ขาดโอกาสจากที่ทำงาน” 1) ในความเป็นจริงเราคงไม่ได้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงหรือต้องมีเวลาว่างเยอะๆ เท่านั้น แค่มีวินัย สร้างนิสัยสำหรับการเรียนรู้และฝึกตัวเองไปทีละนิดก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว 2) การไม่มีคนว่างมาช่วยไม่ได้แปลว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ถ้าการเติบโตของเราขึ้นอยู่กับคนอื่น แปลว่าคนรอบข้างมีผลต่อชีวิตมากเกินไปหรือเปล่า ทำไมต้องรอความช่วยเหลือทั้งที่ปัจจุบันมีช่องทางมากมายให้เข้าถึงการเรียนรู้ได้ไม่ยาก 3)  ถ้าคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรก็ลองเริ่มจากทำความเข้าใจตัวเอง จัดลำดับความสำคัญค่อยๆ วางเป้าและวิธีการรวมถึงนึกถึงผลลัพธ์ที่จะได้ เริ่มจากพัฒนาทักษะที่ “ต้องมี” สำหรับปัจจุบันและจำเป็นต่ออนาคตก่อนแล้วค่อยต่อด้วยสิ่งที่ “น่ารู้” สำหรับตัวเอง 4) ถ้ารู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ได้ช่วยให้เติบโตอีกต่อไป อาจเป็นเพราะเรากำลังติดอยู่ใน Comfort Zone ซึ่งแก้ได้ด้วยการพาตัวเองไปหาความแตกต่าง โดยวางเป้าหมายที่ตอบโจทย์กับสิ่งที่อยากเรียนรู้และตอบให้ได้ว่าสิ่งนั้นสำคัญยังไง เช่น เริ่มนำโปรเจกต์ใหม่ เพราะเราจะได้ฝึกบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งต่อยอดไปสู่การเติบโตเลื่อนตำแหน่งในอนาคต แต่ถ้าองค์กรเดิมไม่ตอบโจทย์การเปิดโอกาสให้ตัวเองไปเจอสิ่งใหม่ๆ ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าและชีวิตยังมีอะไรที่น่าทำมากกว่าที่จะเสียเวลาไปกับการ “รอ” เพียงอย่างเดียว ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งที่สามารถรอให้เข้ามาหาแต่เป็นเราต่างหากที่ต้องลงมือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราเอาแต่ “รอ” ก็คงไม่ได้ “เริ่ม” สักที ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: เอาชนะความกลัวในใจด้วยการก้าวออกจาก COMFORT ZONE GROWTH MINDSET ทัศนคติที่ทำให้เรียนรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3X5fJyA #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Growthmindset #SelfImprovement ### เอาชนะความกลัวในใจด้วยการก้าวออกจาก Comfort Zone ปีที่ผ่านมามีอะไรบ้างที่เรา “อยาก” แต่ “ไม่กล้า” ลงมือทำเพราะกลัวความผิดหวัง เราติดอยู่ใน Comfort Zone เพราะการพาตัวเองไปเจออะไรใหม่ๆ มันยากเสมอ ทั้งการปรับตัว ปัญหาอีกมากมายที่ต้องใช้เวลาเพื่อเรียนรู้ ในขณะที่การปิดตัวเองไว้กับพื้นที่ปลอดภัยและบอกตัวเองว่า “แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” มันทั้งง่าย ไม่เหนื่อย แถมยัง “สบายใจ” กว่ากันเยอะ แต่ความสบายเหล่านี้คงอยู่ได้แค่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะโลกไม่เคยหยุดนิ่ง แต่เกิดความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วัน ถึงตอนนี้เราไม่เปลี่ยน วันหนึ่งโลกก็จะบีบให้เราต้องเปลี่ยนอยู่ดี ดังนั้นการเลือกอยู่ใน Comfort Zone โดยไม่ปรับตัวจะทำให้เราพลาดโอกาสสำหรับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่าไม่มีอะไรการันตีว่าการออกจาก Comfort Zone จะให้ผลลัพธ์ที่ดีหรือสำเร็จทุกครั้ง แต่อย่าลืมว่าการจะได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ ต้องอาศัยวิธีการที่ต่างจากเดิม การเอาชนะใจตัวเองให้กล้าออกจาก Comfort Zone ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยเป้าหมายใหญ่ๆ หรือยากมากๆ จนทำให้เราท้อ ค่อยๆ เริ่มลองทำจากสิ่งเล็กๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วค่อยๆ ขยับไปทำสิ่งที่ท้าทายมากขึ้น ความสำเร็จบางครั้งก็ต้องแลกมาด้วยความพยายาม ผ่านการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย เพราะทุกการ “ล้ม” ย่อมควบคู่กับการสอนให้ “ลุก” ยืนให้มั่นคงยิ่งขึ้น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: GROWTH MINDSET ทัศนคติที่ทำให้เรียนรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต 5 จุดผิดพลาดของการสัมภาษณ์ ที่ทำให้การสมัครงานล้มเหลว! แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3Q83hvY #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Growthmindset #SelfImprovement ### Growth Mindset ทัศนคติที่ทำให้เรียนรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต ทัศนคติสำคัญแค่ไหนสำหรับการทำงาน? ปัจจุบัน Growth Mindset ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะทัศนคติแห่งการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองที่ทำให้เราสนุกกับปรับเปลี่ยนหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อเอาชนะปัญหาหรือเรื่องยากๆ ซึ่งเราจะเป็นคนที่เก่งขึ้นได้เสมอ ตราบใดที่ตั้งใจและพยายาม ต่างจาก Fixed Mindset ที่มองว่าปัญหาคืออุปสรรค ซึ่งเราอาจเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ก็จริง แต่ตัวตนจริงๆ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ รวมถึงถ้าเจอความก็จะไม่พยายามหาวิธีแก้ไขเพราะมองว่าเกินความสามารถ ทำให้คนกลุ่มนี้มักขาดทักษะการปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนา แต่รู้หรือไม่สำหรับการทำงาน “ทัศนคติที่ดี” คือสิ่งสำคัญไม่แพ้ความเก่งเพราะ “น้ำที่ไม่มีวันเต็มแก้ว” จะสามารถเปิดรับสิ่งใหม่ได้เสมอ จนวันหนึ่งปัญหาที่เคยยากก็จะกลายเป็นง่ายและต่อยอดไปได้เรื่อยๆ กลับกันสำหรับ Fixed Mindset ที่แม้ตอนแรกจะเก่งสุดๆ แต่สุดท้ายถ้าเจอความท้าทายหรือปัญหาใหม่ๆ ก็จะไม่กล้าทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสามารถเพราะมองว่ายากเกินไป “กลัวความล้มเหลว” จนไม่มีช่วงเวลาของการทดลองเรียนรู้ แต่อย่าลืมว่าถ้าชีวิตไม่เกิดการเรียนรู้แล้วเมื่อไรเราจะพัฒนาได้? เมื่อ Growth Mindset เป็นคุณสมบัติที่ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ลองสำรวจตัวเองในปี 2022 ที่ผ่านมาเรามี Mindset แบบไหนผ่านการตั้งคำถามถึงการใช้ชีวิตที่ผ่านมา หรือทำแบบทดสอบที่นี่ โดยทั่วไปคนเรามักจะมีทั้ง Growth และ Fixed Mindset ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเชื่อในด้านนั้นๆ แต่ทัศนคติคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงกันได้เสมอ อันดับแรกต้องยอมรับว่าไม่มีใครที่เก่งตั้งแต่เกิดหรือมี Mindset ที่ดีเลิศมาตั้งแต่ต้น เราทุกคนล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่สิ่งที่ต่างกันคือ “ทัศนคติ” ที่พร้อมเปิดใจให้กับข้อผิดพลาด มองหาและพัฒนาจุดด้อยที่มี รวมถึงเรียนรู้ที่จะใช้ “พรสวรรค์” ที่มีควบคู่ไปกับ “พรแสวง” ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกวัน ปีที่ผ่านมาเรามีข้อเสียอะไรบ้าง อย่าลืมหาให้เจอและค่อยๆ แก้ไขมันให้ได้นะครับ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจต่อที่: อีกด้านของความเป็น PERFECTIONIST ที่สมบูรณ์แบบจนทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง กล้าแหกเพื่อไปต่อ! ฝึกทลายกำแพง ‘ความเกรงใจ’ เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่ดีกว่า แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3Q83hvY #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Growthmindset #SelfImprovement ### 5 จุดผิดพลาดของการสัมภาษณ์ ที่ทำให้การสมัครงานล้มเหลว! ทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์ “สัมภาษณ์” มาไม่มากก็น้อยซึ่งผลลัพธ์ก็สำเร็จบ้าง พลาดบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่รู้ไหมว่าในความผิดพลาดนั้นจริงๆ แล้วเราพลาดตรงไหน? หลายคนอาจมองว่าเป็นเพราะตัวเองไม่ดีพอ คนอื่นเก่งกว่าหรือไม่ก็เพราะยังไม่แมตช์กับความต้องการขององค์กร ซึ่งคำตอบเหล่านี้ถือว่าเป็นไปได้ทุกข้อ แต่นอกเหนือจากนี้ยังมีจุดเล็กๆ ซึ่งเกิดจาก “การสัมภาษณ์งาน” ที่แม้จะโปรไฟล์ดีแค่ไหน ทำการบ้านมาเท่าไร แต่ถ้าตกม้าตายตรงนี้ก็ทำให้เราพลาดโอกาสดีๆ ที่ไม่ควรพลาดไปได้เช่นกัน แม้แต่องค์กรเองก็สามารถทำพลาดได้เช่นกัน เมื่อได้ผู้สมัครดีๆ เข้ามาสัมภาษณ์แต่กลับไม่สามารถดึงความสนใจไว้ได้ บทความนี้ Reeracoen Thailand ได้รวบรวมข้อผิดพลาดของการสัมภาษณ์ที่ทั้งผู้สมัครและองค์กรควรต้องรู้มาให้แล้วครับ 1) การสัมภาษณ์ควรเป็นการ “แลกเปลี่ยนข้อมูล” โดยทำความรู้จักกัน พูดคุยกันให้ชัดเจนในทุกประเด็นที่ส่งผลต่อกันและกัน ไม่ใช่การนำเสนอเฉพาะด้านดี เพื่อหวังให้อีกฝ่ายสนใจเท่านั้น เพราะหลายครั้งผู้สมัครมักจะมองว่าการสัมภาษณ์คือการขายตัวเองให้องค์กรเลือก ในขณะที่องค์กรก็นำเสนอจุดเด่นๆ ให้คนสนใจ แต่กลับมองข้ามเรื่องความคาดหวังหรือปัญหาที่เขาต้องเจอ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เช่นได้ฟังประสบการณ์ของผู้สมัครแล้วคิดว่าเขาจะแก้ปัญหาหรือทำงานในองค์กรเราได้ทันที แต่ลืมนึกถึงปัจจัยอื่นๆ อย่างสภาพแวดล้อม ทรัพยากร เพื่อนร่วมทีม จนทำให้เมื่อผู้สมัครเข้ามาโดยขาดข้อมูลในจุดดังกล่าวอาจลาออกเร็วได้ 2) สัมภาษณ์อย่างเดียวอาจไม่พอ การมีแบบทดสอบร่วมกับการสัมภาษณ์จะช่วยให้เห็นวิธีแก้ปัญหาหรือทักษะของผู้สมัครก่อนเริ่มงานจริงได้ชัดขึ้น เพราะบางครั้งบางคนอาจมีประสบการณ์จากที่เก่าก็จริง แต่ถ้าสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่างกันก็ต้องอาศัยวิธีการที่เปลี่ยนไป ซึ่งจุดนี้จะทำให้องค์กรเห็นได้ชัดและตัดสินใจได้ง่ายกว่าเดิม เช่น ตั้งคำถามจากปัญหาที่บริษัทกำลังเจอเพื่อดูตรรกะ วิธีคิดแก้ปัญหาว่าใช่สำหรับองค์กรไหม 3) การให้เกียรติกันสำคัญเสมอ อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เชื่อไหมว่าเป็นจุดผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยมาก เคยเจอนัดแล้วไม่มาตามเวลาไหม หรือแม้แต่สัมภาษณ์แบบคุยไปด้วย เที่ยวไปด้วย ทำธุระไปด้วย เรื่องเหล่านี้คือประเด็นที่ละเอียดอ่อน แต่สำคัญกับการสร้างความประทับใจมากๆ ซึ่งการกระทำมักจะสะท้อนตัวตน ถ้าไม่ให้เกียรติกันก็พอสรุปได้ง่ายๆ แล้วว่าควรไปต่อกับอีกฝ่ายหรือเปล่า 4) ทำความเข้าใจความต้องการของฝ่ายตรงข้าม การรู้ถึงสาเหตุที่ผู้สมัครอยากย้ายงาน เช่น ต้องการเงินเดือนเพิ่ม มองหาความท้าทายใหม่ๆ หรือวิเคราะห์ว่าทำไมองค์กรถึงเปิดรับสมัครจะช่วยให้เราสามารถนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ต่างๆ ให้ตรงจุด สร้างความน่าสนใจให้ฝ่ายเราได้ง่ายขึ้น 5) ด่วนตัดสินแค่จากประสบการณ์ทำงาน การมีทักษะและประสบการณ์ทำงานเป็นสิ่งที่ทำให้ได้เปรียบขึ้นมากก็จริง แต่อาจไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับบางตำแหน่ง เพราะบางลักษณะงานขอแค่มีลักษณะบุคลิกที่ใช่ สามารถเข้ามาเติมเต็มองค์กรได้ก็เพียงพอ เพราะทัศนคติที่ดีก็สำคัญไม่แพ้ประสบการณ์ทำงาน ความเก่งพัฒนากันได้ผ่านระบบการฝึกอบรม แต่ทัศนคติคือสิ่งที่ปลูกฝังกันยาก รับฟัง Podcast ฉบับเต็มได้ที่: ข้อผิดพลาดของการสัมภาษณ์ที่ทั้งผู้สมัคร ทั้งองค์กร ต้องรู้! อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: ทำไมเราต้องจ้างคุณ? 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน สัมภาษณ์งานนาน มีโอกาสได้งานสูงจริงไหม? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #สัมภาษณ์งาน #สมัครงาน ### ลดหย่อนภาษี 2565 ทำที่ไหน ยังไง เมื่อไร ครบจบ! สิ้นปีแบบนี้ถึงเวลาเตรียมตัว “ยื่นภาษี” ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยที่มีรายได้มากกว่า 120,000 บาททุกคน โดยค่าภาษีที่เสียจะคำนวนอัตราภาษีตามฐาน “รายได้สุทธิ” ซึ่งหาได้จากเงินได้หักลบกับสิทธิค่าลดหย่อนต่างๆ อ่านต่อที่ สรุปวิธีคำนวนภาษี 2565 ฉบับมนุษย์เงินเดือน หลายคนอาจสงสัยว่าตัวเองสามารถใช้อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง วันนี้เราได้รวบรวม 4 กลุ่มลดหย่อนพร้อมรายละเอียดเอกสารที่ต้องใช้ รวมถึงสถานที่ ได้แก่ กรมสรรพากรหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ทางออนไลน์ผ่าน เว็บไซต์กรมสรรพากร แอปพลิเคชัน RD Smart Tax โดยสามารถทำการยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 1. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ปราศจากเงื่อนไข สามารถใช้ได้ทันที ลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท (มีทะเบียนสมรตามกฎหมาย และคู่สมรสต้องไม่มีรายได้) ฝากครรภ์และคลอดบุตรตามที่จ่ายจริง (สูงสุดไม่เกินครรภ์ละ 60,000 บาท) โดยลูกแฝดนับเป็น 1 ครรภ์ (ทั้งนี้การตั้งครรภ์ลูกแฝดจะนับว่าเป็นครรภ์เดียว) ลดหย่อนภาษีบุตรคนละ 30,000 บาทสำหรับบุตรตามกฎหมาย* หรือบุตรบุญธรรม* ที่กำลังศึกษาอยู่ อายุไม่เกิน 20 ปีหรือ 25 ปี ซึ่งหากอายุเกิน 25 ปีขึ้นไปแต่เป็นบุคคลไร้ความสามารถก็ลดหย่อนได้ ลดหย่อนภาษีบุตรคนที่ 2 ขึ้นไป (เกิดปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป) สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท*บุตรตามกฎหมายใช้สิทธิลดหย่อนกี่คนก็ได้ตามจำนวนจริง*บุตรบุญธรรมลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาทสูงสุด 3 คน *ถ้ามีบุตรทั้งสองแบบ ต้องใช้สิทธิบุตรตามกฎหมายก่อน ถ้าเกิน 3 คนแล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิบุตรบุญธรรมเพิ่มได้ เลี้ยงดูบิดามารดาของตนเองและของคู่สมรสคนละ 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 4 คน รวมเป็น 120,000 บาท (ต้องมีอายุมากกว่า 60 ปี รายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) อุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพลภาพคนละ 60,000 บาท (ผู้พิการมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี มีบัตรประจำตัวผู้พิการและหนังสือรับรองการอุปการะ*ถ้าผู้พิการเข้าข่ายเงื่อนไขในข้ออื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถใช้สิทธิลดหย่อนควบคู่กันได้ 2. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน (สำหรับปีนี้ประกันสังคมจะลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 6,300 บาท) เบี้ยประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท(คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไปโดยห้ามเวนคืนก่อนครบระยะ และต้องทำกับบริษัทในประเทศไทยเท่านั้น) เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันอุบัติเหตุที่คุ้มครองสุขภาพ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 บาท(รวมกับประกันชีวิตและประกันแบบสะสมทรัพย์ ต้องไม่เกิน 100,000 บาท) เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี) เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท(คุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ทำกับบริษัทในประเทศไทย) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สูงสุดไม่เกิน 13,200 บาท เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคมตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป) สามารถนำเงินลงทุนไปเป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท 3. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาค เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี เงินบริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา พัฒนาสังคมและสถานพยาบาลของรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี บริจาคให้พรรคการเมือง ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท 4. ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ โครงการช้อปดีมีคืน 2565 สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 30,000 บาทสำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2565 ตามที่จ่ายจริง (สินค้าและบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้า OTOP และสินค้าหมวดหนังสือ (รวมถึง E-Book) ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย เช่น บ้านเดี่ยว คอนโด ห้องชุด และอาคาร ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท 5. เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ภ.ง.ด.90 (สำหรับผู้มีรายได้นอกเหนือจากเงินเดือน) ภ.ง.ด.91 (สำหรับผู้มีรายได้เป็นเงินเดือนโดยไม่มีรายได้เสริมอื่น) และจะต้องเตรียมเอกสารดังนี้หนังสือรับรองภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)รายการลดหย่อนภาษีที่รวบรวมทั้งปี เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา เอกสารประกอบการลดหย่อนภาษี เพื่อกรอกแบบฟอร์มการยื่นจ่ายภาษี ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment: ขอบคุณข้อมูลจาก: https://bit.ly/3velH4q #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #ภาษี2565 #ลดหย่อนภาษี ### ต้อนรับงานใหม่ ส่งท้ายงานเก่า? เช็กลิสต์คำถาม 7 ข้อ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงานช่วงสิ้นปี สิ้นปีแบบนี้มองหางานใหม่ดีไหม? ช่วงส่งท้ายปีเก่าเริ่มต้นปีใหม่แบบนี้เป็นเวลาที่หลายคนน่าจะต้องคิดวางแผนกำหนดเป้าหมายในด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ชีวิตในปีหน้า ทั้งการเงิน ครอบครัว สุขภาพ และที่สำคัญคือการงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจที่จะ “เปลี่ยนงาน” สำหรับบางคน 1 ปีของการทำงานถือว่ามากพอที่จะชี้ให้เห็นถึงความต้องการสำหรับอนาคต บางคนรู้สึกอิ่มตัวกับงานที่ทำ รู้สึกว่าองค์กรเดิมไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ลึกๆ ก็อยากลองออกไปหาอะไรใหม่ๆ แต่อีกใจก็ยังลังเลว่าจะเอายังไงดี วันนี้ Reeracoen Thailand มีคำแนะนำจาก Forbes.com มาฝากกันครับ ก่อนอื่นต้องถามว่าทำไมถึงมองหางานใหม่ แล้วเป็นความต้องการที่ผ่านการไตร่ตรองอย่างดีหรือเป็นเพียงความคิดที่เข้ามาแค่ชั่วคราวกันแน่ สำหรับคนที่ผ่านการคิดมาในระดับหนึ่งแล้ว เชื่อว่าน่าจะมีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ ลองมองจุดอื่นๆ ให้รอบด้านผ่านคำถาม 7 ข้อนี้ก็อาจช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เริ่มจาก องค์กรมองเห็นคุณค่าของเรามากแค่ไหน รู้สึกว่าได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสมไหม ได้รับโอกาสสำหรับการเติบโตมากพอหรือเปล่า ยังรู้สึกถึงความหมายและแรงจูงใจในการทำงาน รู้สึกเบื่อหน่ายที่จะต้องไปทำงานไหม มีสังคม มิตรภาพ หรือใครในที่ทำงานที่ดีหรือเปล่า มีความสุขไหม? ถ้าคำตอบที่ได้ออกมาในแง่ลบเป็นส่วนใหญ่ก็อาจแปลว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องหางานใหม่ ต่อมาเราลองดูภาพรวมของตลาดการจ้างงานกันว่าโอกาสและอุปสรรคสำหรับการย้ายงานในช่วงสิ้นปีหรือปีใหม่แบบนี้จะมีอะไรบ้าง เริ่มกันที่ “โอกาส” ได้แก่ 1) ปีใหม่ เป้าหมายใหม่ ความต้องการใหม่ ช่วงเริ่มต้นปีเป็นเวลาที่หลายองค์กรกลับมาดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้เมื่อปลายปีที่ผ่านมาซึ่งเมื่อมีแผนงานใหม่ๆ ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะมองหาพนักงานเข้ามาเติมในส่วนต่างๆ 2) คนเก่าออก คนใหม่เข้า แน่นอนเมื่อเราคิดจะมองหางานใหม่ เป็นไปได้ว่าคนอื่นๆ ก็อาจคิดเหมือนกันเป็นวงจร “เราออก อีกคนเข้า คนอื่นออก เราเข้า” ทำให้เกิดการสลับสับเปลี่ยนตัวพนักงานค่อนข้างเยอะ แต่ในโอกาสก็มี “อุปสรรค” ที่ทำให้เราต้องเหนื่อยเพิ่ม อาทิ 1) การแข่งขันสูง คนส่วนมากเลือกลาออกช่วงต้นปีเพราะรอโบนัสก่อน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นในตำแหน่งงานและบริษัทที่มีความน่าสนใจ 2) บริษัทขยับตัวปิดช่องว่างของการลาออก หลังจากโบนัสออกมักจะมาพร้อมกับการ “ปรับตำแหน่ง” และฐานเงินเดือน ซึ่งเป็นวิธีที่องค์กรใช้เพื่อจูงใจให้พนักงานเก่าเลือกอยู่กับองค์กรต่อไป เมื่อช่องว่างน้อยลง การแทรกตัวเข้าไปสำหรับคนที่มองหางานใหม่ก็เป็นไปได้ยากขึ้น สำหรับการเปลี่ยนงานช่วงปีใหม่ก็เป็นเวลาที่มีทั้งโอกาสและอุปสรรคซึ่งด้านไหนจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการวางแผน เตรียมตัวเองให้พร้อม รวมถึงได้รับคำแนะนำที่ดีจาก Recruiters ที่มีประสบการณ์ดูแลผู้สมัครให้ได้งานที่ใช่ในองค์กรที่ชอบ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติม: สรุป 5 เทรนด์โลกการทำงานในปี 2023 สรุปวิธีคำนวนภาษี 2565 ฉบับมนุษย์เงินเดือน แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3WBz0Yp #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #ปีใหม่ #2023 #ปีใหม่งานใหม่ ### สรุปวิธีคำนวนภาษี 2565 ฉบับ “มนุษย์เงินเดือน” การยื่นจ่าย ‘ภาษี’ ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยที่มีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปีขึ้นไปซึ่งทุกคนน่าจะรู้กันดี แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามนุษย์เงินเดือน (ที่มีรายได้ทางเดียว) และยังไม่ได้แต่งงานต้องเสียภาษีเท่าไรหรือมีวิธีคิดตัวเลขจากไหน วันนี้ Reeracoen ได้สรุปมาให้แบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ 1) หารายได้สุทธิ ปกติแล้วมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ทางเดียวจะยื่นภาษีปีละ 1 ครั้ง ซึ่งอันดับแรกต้องหา “เงินได้สุทธิ” โดย นำรายได้ (เงินเดือน) รวมหักลบกับค่าใช้จ่าย (สูงสุด 100,000 บาทต่อปี) หักลบกับค่าลดหย่อนซึ่งโดยทั่วไปทุกคนจะมีค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวคนละ 6,000 บาทต่อปี และนำตัวเลขที่ได้ไปคำนวนกับ “อัตราภาษี” 2) คำนวนอัตราภาษีแบบ “ขั้นบันได” เมื่อได้ตัวเลข “เงินได้สุทธิ” มาคำนวนกับอัตราภาษีซึ่งมีอยู่ 7 ขั้นตั้งแต่ 0 - 35% ซึ่งจะทบขึ้นไปตามขั้นบันไดและถ้าคำนวนแล้วไม่เกิน 150,000 บาทก็จะได้รับการยกเว้นภาษี 3) รู้หลักการคำนวนแล้ว ลองมาดูตัวอย่างกัน ตัวอย่างที่ 1 “นาย A” มีเงินเดือน 18,000 บาท (216,000 บาทต่อปี) หักลบค่าใช้จ่าย 100,000 และลดหย่อนอีก 60,000 เหลือ 56,000 บาท เท่ากับว่าได้รับการยกเว้นภาษี ตัวอย่างที่ 2 “นาง B” มีเงินเดือน 40,000 บาท (480,000 บาทต่อปี) หักลบค่าใช้จ่าย 100,000 ลดหย่อนอีก 60,00 เหลือ 320,000 บาท หมายความว่าต้องจ่ายอัตราภาษี 10% และบวกด้วยค่าภาษีสูงสุดจากขั้นก่อนหน้า (7,500 บาท) ตัวเลขที่ได้จะเป็น [(320,000 - 300,000)] x 10% +7,500 บาท = เสียภาษี 9,500 บาท จริงๆ แล้วเรื่องของภาษียังมีรายละเอียดยิบย่อยที่เราควรรู้ไว้อีกมากมายสำหรับเนื้อหาถัดไปจะเป็นอะไร อย่าลืมติดตาม Reeracoen Recruitment กันไว้นะครับ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #ภาษี2565 #คำนวนภาษี ### อีกด้านของความเป็น Perfectionist ที่สมบูรณ์แบบจนทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง ความเป็น Perfectionist หมายถึงคนที่มีมาตรฐานสูงไว้กับตัวเองรวมถึงคนรอบข้างซึ่งจะทำอะไรก็ต้องสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติเสมอ โดยเกิดได้จากทั้งทัศนคติของตัวเองหรือแม้แต่สังคมรอบตัวที่แข่งขันสูงจนพาให้เราเชื่อว่าต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา เมื่อใช้อย่างเหมาะสม ความสมบูรณ์แบบจะเป็นดาบที่ทรงพลัง สามารถเป็นมาตรฐานและแนวทางการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตในแต่ละด้านให้ดีขึ้นแต่บางครั้งคมดาบนั้นก็ย้อนกลับทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว หลายคนให้ความสำคัญกับคำว่า “สมบูรณ์แบบ” มากเกินไป มองว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์อยู่ในมาตรฐาน ห้ามผิดพลาดไม่เว้นแม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่ความจริงอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้น และเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คิดก็จะกังวล เครียด หงุดหงิด กลายเป็นคนขี้จุกจิกจนบดบังความสุขของตัวเองและคนรอบข้าง ถ้าคุณยังเป็นอีกคนที่กำลังเจ็บปวดจากความเป็น Perfectionist อันดับแรกต้องยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเรา 100% เราไม่ควรตั้งความหวังไว้กับคนอื่นมากจนเกินไป เพราะถ้าไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง อันดับต่อมาลองเปลี่ยนมุมมองจากการตามหาความสมบูรณ์แบบ เป็นการมองหาวิธีเรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ยังไง กับบางเรื่องไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป เราต้องหัดแพ้บ้างเพราะความผิดพลาดไม่ใช่ตัวร้ายสำหรับความสำเร็จแต่เป็นครูที่สอนให้เราเติบโตขึ้นทุกครั้งที่ได้เรียนรู้จากมัน และสุดท้ายเราไม่ต้องไปแข่งขันกับใครแค่แข่งกับตัวเองให้ดีขึ้นกว่าวันที่ผ่านมาก็พอ แล้วสักวันเราจะสมบูรณ์แบบในแบบของตัวเองอย่างลงตัว ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: “ความสุขในการทำงาน” นอกจากเงินคือเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้าที่ดี อย่ายึดติดหรือตัดสินใคร เพียงเพราะเขาอายุน้อยกว่า #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #แรงบันดาลใจ ### สรุป 5 เทรนด์ “โลกการทำงาน” ในปี 2023 ปี 2022 นี้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตการทำงานบ้าง? อันดับแรกคงหนีไม่พ้นวิถีการทำงานแบบ Hybrid การลาออกครั้งใหญ่หลังจากการระบาดของ Covid-19 ภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ทุกอย่างมีราคาแพงขึ้น ซึ่งตามมาด้วยการปลดพนักงานจำนวนมากในหลายบริษัท จากสถานการณ์เหล่านี้คงทำให้หลายคนอยากรู้ว่าในปี 2023 ที่จะมาถึงนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกและเราต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร วันนี้ Reeracoen Thailand ได้สรุป 5 เทรนด์วิเคราะห์โลกการทำงานในปี 2023 จากบทความบนเว็บไซนต์ Forbes.com มาฝากกันครับ 1) “พนักงานหัวกะทิ” จะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าองค์กร จากรายงานของ Glassdoor และ Indeed พบว่าในปี 2023 เราจะยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ “พนักงานหัวกะทิ” จะถือไพ่เหนือกว่า เนื่องจากมีจำนวนน้อยและเป็นที่ต้องการสูงซึ่งหมายความว่า “พนักงานหัวกะทิ” เหล่านี้จะมีสิทธิต่อรองและเป็นฝ่ายเลือกองค์กรที่ตอบโจทย์ในด้านต่างๆ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ ความยืดหยุ่น รวมถึงสามารถมอบโอกาสเติบโตให้พวกเขาได้มากที่สุด 2) การทำงานแบบยืดหยุ่นไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็นเรื่องพื้นฐาน ตั้งแต่เริ่มมีการใช้วิถีการทำงานแบบ Remote หรือ Hybrid Working ซึ่งช่วยให้คนทำงานมีอิสระมากขึ้นรวมถึงจัดการตัวเองได้ง่ายขึ้น ทำให้หลายคนมองว่าการทำงานแบบยืดหยุ่นสามารถตอบโจทย์ได้มากกว่า เพราะยังทำผลงานได้ดีแถมยังบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้ในแบบของตัวเอง 3) องค์กรจะเริ่ม “สอดส่อง” การทำงานมากขึ้น เมื่อการทำงานแบบยืดหยุ่นเป็นวิถีการทำงานแบบใหม่ ซึ่งยืดหยุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแลกกับการเข้าออฟฟิศน้อยลง ทำให้องค์กรเริ่มที่จะพยายามติดตามสถานะการทำงานด้วยโปรแกรมต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับตรวจเช็กพฤติกรรมพนักงานขณะที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศและพัฒนาระบบสนับสนุนการทำงานต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น 4) ต้องคอยเฝ้าระวัง “สุขภาพจิต” โดยปกติคนทำงานเกิดความเครียดได้ง่ายอยู่แล้ว แต่มันกลับยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นกับปัจจุบันที่มีสิ่งแวดล้อมยิ่งบีบคั้นจากภาวะเงินเฟ้อ โรคระบาด เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ “ใจ” เราอาจเปราะบางขึ้น ผลสำรวจจาก Gympass แพลตฟอร์มเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของคนทำงานพบว่า 48% ของกลุ่มสำรวจมีแนวโน้มสุขภาพจิตแย่ลงในปี 2022 ในขณะที่ความต้องการดูแลด้านสุขภาพจิตก็มีตัวเลขเพิ่มขึ้นด้วย 5) ฐานเงินเดือนโปร่งใส จากการบังคับใช้กฎหมายเงินเดือนโปร่งใสในสหรัฐอเมริกาฯ ที่นายจ้างต้องระบุ “ฐานเงินเดือน” แบบกำหนดตัวเลขอย่างชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเงินเดือนที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งผลการศึกษาพบว่าการเปิดเผยฐานเงินเดือนอย่างโปร่งใสส่งผลดีต่อคนทำงานทั้งด้านความ Productive และสุขภาพจิตที่ดีขึ้น รวมถึงลดความยุ่งยากเรื่องการต่อรองเงินเดือน ทำให้การจ้างงานเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม จึงมีแนวโน้มว่าอาจเป็นโมเดลที่น่าสนใจและอาจแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3HGVQK0 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #2023 ### “ความสุขในการทำงาน” นอกจากเงินคือเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้าที่ดี เคยได้ยินไหมว่าถ้าอยาก ‘เก่ง’ และมี ‘ความสุข’ กับชีวิตการทำงานต้องพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สาเหตุที่ทำให้สภาพแวดล้อมนั้นสำคัญ เพราะทุกวันเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากเงินและสวัสดิการ “เพื่อนร่วมทำงานและหัวหน้าที่ดี” คือสิ่งที่จำเป็น ถ้าเจอสังคมที่เป็นมิตร มีโอกาสให้เติบโตพร้อมการสนับสนุนจากคนรอบข้างทั้งเพื่อนและหัวหน้าเราก็สามารถมีความสุขและพัฒนาตัวเองได้ง่าย แต่ถ้าเจอสังคม Toxic มีแต่คนจ้องจับผิด พร้อมนินทาและแทงข้างหลังกันทุกเมื่อ “สุขภาพจิต” และชีวิตการทำงานก็คงพังพินาศ ซึ่งเราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่า ‘นิสัย’ แต่ละคนเป็นแบบไหนและลำพังตัวเราคงไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยใครได้ สิ่งที่เราทำได้คือเรียนรู้ ปรับตัวและหาวิธีรับมือเพื่อป้องกันไม่ให้ ‘ความสุข’ ในการทำงานถูกทำลายลง อย่าปล่อยให้ความสุขของตัวเองถูกเบียดเบียนโดยคนบางคน และบางทีการเลือกพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าฝืนทั้งที่มันร้อนจนอยู่ไม่ไหว สุดท้ายแล้วบางครั้งแม้งานดี เงินดี แต่เราก็อาจไม่มีความสุข ถ้าขาดสังคมเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าที่ดีด้วย จำแนกนิสัยคนผ่านโมเดลจิตวิทยา ‘DISC’ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #แรงบันดาลใจ #ความสุขในการทำงาน ### สัมภาษณ์งานนาน มีโอกาสได้งานสูงจริงไหม? จากประสบการณ์สัมภาษณ์งาน คุณเคยใช้เวลานานที่สุด หรือสั้นที่สุดแค่ไหน บางคนอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงในขณะที่บางคนไม่ถึงสามสิบนาที แล้วถ้าให้เดาว่าระหว่างคุยสั้นๆ กับคุยนานๆ แบบไหนมีโอกาสได้งานมากกว่ากัน? จากการให้คำปรึกษาด้านการสัมภาษณ์งาน เราพบว่ามีผู้สมัครหลายคนที่เชื่อว่า “ระยะเวลา” ของการสัมภาษณ์ มีส่วนสำคัญกับโอกาสที่จะได้งาน โดยยิ่งใช้เวลามากเท่าไรก็ยิ่งมีสิทธิสมหวังมากเท่านั้น ซึ่งถือว่าจริง! แต่จริงแค่เสี้ยวเดียว เพราะอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การสัมภาษณ์ต้องใช้เวลานานก็คือ “เราคุยกันไม่รู้เรื่อง” เมื่อเข้าสัมภาษณ์บางคนมักมีอาการเรียบเรียงคำพูดหรือเนื้อหาไม่ถูก อาจด้วยความกดดันและตื่นเต้น จนทำให้ตัวเอง “รวน” จนไปไม่เป็น ทั้งๆ ที่เตรียมตัวมาแล้ว เช่น ถามนก ตอบไม้ อธิบายทีมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ ซึ่งทำให้ผู้สัมภาษณ์จับประเด็นไม่ถูก และต้องใช้เวลานานเพื่อทำความเข้าใจ แต่บางคนเข้าใจไปว่า ที่คุยนานแปลว่าอีกฝ่ายกำลังให้ความสนใจ แม้ว่าในความจริงจะเป็นเพราะเราพูดไม่รู้เรื่อง จนติดไปเป็นความเชื่อและหวังว่าการคุยนานๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้งานมากขึ้น และนอกจาก “คุยไม่รู้เรื่อง” ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลานานโดยเกิดจากรูปแบบของการสัมภาษณ์ อาทิ 1) มีผู้สัมภาษณ์หลายคน (Board Interview) บางองค์กรอาจใช้รูปแบบการสัมภาษณ์โดยทีมงานหลายคน หรือแม้แต่หลายรอบ เพื่อทำความรู้จักและช่วยกันประเมินผู้สมัครอย่างละเอียด 2) สัมภาษณ์พร้อมผู้สมัครคนอื่นๆ (Group Interview) วิธีการสัมภาษณ์ที่ต้องชิงไหวพริบกันระหว่างผู้สมัคร โดยทำให้เห็นถึงวิธีการคิด การวางตัวในสถานการณ์ที่ทุกคนคือคู่แข่งซึ่งสามารถสร้างความกดดัน และทุกคนต้องงัดไม้เด็ดออกมาอย่างเต็มที่ที่สุด สิ่งที่ผู้สมัครควรทำคือเตรียมตัวให้พร้อมทั้งชุดข้อมูล บุคลิกภาพ หมั่นฝึกซ้อมและทำการบ้านให้เยอะ "เน้นเนื้อไม่เอาน้ำ" แสดงความเป็นตัวเองให้ชัดเจนและตรงประเด็นมากที่สุดและเมื่อเราพร้อม อีกหนึ่งสิ่งที่ควรพกไปให้เยอะๆ คือ “ความมั่นใจ” ที่จะช่วยให้เราฉายแสงจากภายในได้ตลอดการสัมภาษณ์งาน ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #สัมภาษณ์งาน #Jobinterview ### อย่ายึดติดหรือตัดสินใคร เพียงเพราะเขาอายุน้อยกว่า อย่าตัดสินคนจากภายนอก อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก และยุคสมัยนี้ต้องเพิ่มอีกหนึ่งข้อคือ “อย่าตัดสินใครจากอายุ” เชื่อว่ามีหลายคนที่ ‘เก่ง’ แต่ไม่ได้รับโอกาสเพียงเพราะ ‘ไม่แก่’ เราคงคุ้นกันดีกับสำนวนอย่าง “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” และ “เดินตามหลังผู้ใหญ่สุนัขไม่กัด” หรืออื่นๆ ซึ่งบ่งบอกถึงความเก่งตามความอาวุโส เหมือนกับขิงที่ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจนกลายมาเป็นคมดาบอีกหนึ่งด้านที่ทำร้ายคนที่เก่งแต่อายุน้อยอย่างที่เขามักจะบอกว่า “เด็กเมื่อวานซืน” หรือ “ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” จริงอยู่ที่ทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์มักจะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาแต่ก็ไม่ได้แปลว่าอายุจะเป็นตัวชี้วัดทั้งหมดเสมอไป ลองสังเกตดูว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงเข้าใจและใช้เทคโนโลยีได้คล่อง ทำไมถึงมีบางสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่ถนัด แต่เราต้องฝึกปรับตัวเพื่อก้าวตามให้ทัน ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ทำไมบริษัทหรือองค์กรต้องมองหาพนักงานใหม่ๆ เข้ามาทำงานอยู่เรื่อยๆ สาเหตุเพราะปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงพฤติกรรม ค่านิยม ความสนใจที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย ทำให้ทุกอย่างต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอและแน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างก็ต้องให้คนที่เหมาะสมเข้ามาดูแล เมื่อข้อมูลต่างๆ เข้าถึงง่าย ประกอบกับตัวช่วยการทำงานมีมากขึ้น ดังนั้นความสามารถอาจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอายุอีกต่อไป บางคนยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ ด้วยทัศนคติที่คิดว่า “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” แก่กว่าต้องเก่งกว่า จนลืมไปว่าทุกอย่างต้องเกิดการเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาต่อยอดสู่ความสำเร็จในอนาคตข้างหน้า เพราะสุดท้ายแล้วคลื่นลูกใหม่ย่อมเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่าในสักวันหนึ่ง เมื่อถึงวันนั้นเราอาจจะกลายเป็นเด็กในเรื่องที่ไม่ถนัดโดยที่ต้องให้คนอายุน้อยกว่า แต่แก่วิชาพอที่จะมาสอนก็เป็นได้ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment ติดตามบทความเพิ่มเติมที่: "ทำงานไม่ตรงสาย" ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เรียนมา คือความล้มเหลว “ว่างงานนาน” ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์ที่ดี #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Inspiration #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน #แรงบันดาลใจ ### “ว่างงานนาน” ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์ที่ดี “ว่างงานนาน” ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจแค่ลองออกไปค้นหาอะไรใหม่ๆ การมีช่วง “ว่างงาน” เชื่อว่าทุกคนย่อมมีเหตุผลส่วนตัว ไม่ว่าจะปัญหาต่างๆ การดูแลครอบครัวหรือหยุดพักเพื่อพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม ซึ่งนั่นหมายความว่าเราไม่ได้แค่ขี้เกียจทำงานเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับมุมมองของนายจ้างบางแห่ง การที่เรามีช่วง “ว่างงาน” อาจเป็นช่องโหว่ให้สงสัยในทางที่ไม่ดีนัก อาทิ 1) ตกงานแล้วไม่มีใครจ้าง 2) เราอาจมีปัญหาอะไรบางอย่าง 3) ในช่วงเวลาที่หายไป เราทำอะไรมาบ้าง 4) ถ้ากลับมาจะยังทำงานได้เหมือนเดิมไหม 5) อะไรที่ทำให้อยากกลับมาทำงาน ความจริงนายจ้างเองก็พอจะรู้และเข้าใจว่าแต่ละคนมีเหตุผลต่างกัน แต่สาเหตุที่ต้องถามก็เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจเหตุผล รวมถึงดูว่าเรามีทัศนคติและวิธีใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานั้นอย่างไร ซึ่งถ้าเราไม่สามารถคลายข้อสงสัยเหล่านี้ได้อาจเกิดเป็นความลังเลต่อการตัดสินใจจนนายจ้างเลือกมองหาคนอื่นที่รู้สึกมั่นใจได้มากกว่า หากเราเป็นหนึ่งในคนที่เคยมีช่วงว่างงานและกำลังวางแผนที่จะกลับสู่การทำงานอีกครั้ง สิ่งที่ต้องทำอาจต้องอาศัยความพยายาม รวมถึงเตรียมความพร้อมให้มากกว่าคนอื่นหน่อยทั้งการติดต่อสื่อสารกับองค์กร ทำความรู้จัก ดึงดูดความสนใจให้มากขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ แล้วนำ “จุดเด่น” ของตัวเองทั้งทักษะ ความสามารถ ประสบการณ์ รวมถึงเป้าหมายและแรงผลักดันที่มีมา “อุดช่องโหว่” ดังกล่าวให้รอบด้าน พร้อมสร้างความมั่นใจให้นายจ้างรู้สึกว่าโชคดีที่ค้นพบเราก่อนองค์กรอื่นๆ แน่นอนไม่ใช่การเล่าทั้งชีวิตให้นายจ้างฟังว่าช่วงที่ว่างทำอะไรบ้าง แค่อธิบายเหตุผลที่ชัดเจนและจริงใจ เน้นไปที่การพูดคุยถึงงานตรงหน้าเป็นหลัก ทำไมองค์กรถึงเปิดรับสมัคร แล้วเราสามารถเติมเต็มความคาดหวังนั้นได้อย่างไรคือสิ่งสำคัญ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความเพิ่มเติมที่: "ทำงานไม่ตรงสาย" ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เรียนมา คือความล้มเหลว “เงินเดือน” ควรเป็นความลับ หรือเปิดเผยให้ชัดเพื่อความยุติธรรม? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3iDs1zr #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### "ทำงานไม่ตรงสาย" ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เรียนมา คือความล้มเหลว ปัจจุบันใครทำงานไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองเรียนมาบ้าง? ด้วยหลายเหตุผลทำให้บางคนอาจคิดว่า “การทำงานไม่ตรงสาย” แปลว่าการเรียนที่ผ่านมาคือความล้มเหลว แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะมีเหตุผลมากมายที่ทำให้หลายคนเลือกทำงานไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา หลายคน “หาตัวเองไม่เจอ” ในระหว่างที่เรียน หลายคน “ถูกป้อนข้อมูล” ให้เชื่อว่าทางเลือกนั้นๆ ดี หลายคน “ทำตามความคาดหวัง” ของคนรอบข้าง เราจะเรียนอะไรมาอาจไม่สำคัญเลยถ้าเราไม่ได้ชอบและอยากทำในสิ่งนั้นจริงๆ และเวลาที่เสียไปกับการเรียนที่ผ่านก็ไม่ได้สูญเปล่าหรือหายไปไหนเพราะสิ่งที่เราได้รับกลับมาเสมอก็คือ “การเรียนรู้” ถ้าเราไม่ลองเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นใช่ หรือไม่ใช่ และช่วงเวลาของการเรียน ไม่ได้จำกัดอยู่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแต่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต ขนาดโลกยังเปลี่ยนไปในทุกๆ วัน ไม่มีอะไรอยู่กับที่หรือเหมือนเดิมตลอดไป วันหนึ่งสิ่งที่เราเคยชอบก็อาจเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้าม อย่าเสียเวลากับสิ่งที่รู้ตัวว่าไม่ใช่ เพราะชีวิตมีค่ามากกว่าการจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบ อย่าเอาแต่ฟังคำคนอื่น แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองต้องการและเมื่อรู้ว่าชอบอะไร ก็เตรียมตัว วางแผน และลงมือทำให้เต็มที่ ชีวิตมีแค่ครั้งเดียว ทำไมต้องทนกับอะไรที่ไม่ชอบ บางครั้งอาจไม่สำคัญว่าเรียนอะไรมาแต่อยู่ที่ว่าใจอยากทำอะไร เลือกสิ่งที่ใช่ ทำในสิ่งที่ชอบ เช็กตำแหน่งงาน และฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจ: 8 ข้อดีสุดเหลือเชื่อจากความขี้เกียจ (อย่างพอดี) QUIET QUITTING เทรนด์ทำงานประคองตัว เพราะไม่รู้จะเหนื่อยไปทำไม #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #ทำงานไม่ตรงสาย #เรียนไม่ตรงสาย #เปลี่ยนสายงาน ### รับได้ไหมถ้าเพื่อนที่เคยลาออก รีเทิร์นกลับมาใหม่ แถมตำแหน่งใหญ่ขึ้น เริ่มต้นใหม่กับคนเดิม? รับได้ไหมถ้าเพื่อนร่วมงานเก่ารีเทิร์นกลับมาใหม่ แถมตำแหน่งใหญ่ขึ้น ชีวิตการทำงานเราอาจจะเคยเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ชวนงง อย่างเช่น เพื่อนร่วมงานคนเก่ารีเทิร์นกลับมาอีกครั้งแถมยังอัปเกรดมาใหม่กลายเป็น “หัวหน้า” ไปซะงั้น! ปัจจุบันเราอาจจะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้บ่อยขึ้น เนื่องจากเกิดเทรนด์ “Boomerang Employees” พนักงานเก่าย้อนกลับมาที่เดิมเพิ่มเติมคืออัปตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้นสืบเนื่องมาจากปรากฎการณ์ The Great Resignation ซึ่งเป็นทางออกของปัญหาพนักงานลาออก แถมหาคนใหม่ไม่ได้ ก็เลยเลือกกลับไปดึงพนักงานเก่าเข้ามา โดย HR หลายองค์กรมองว่าเป็นตัวเลือกที่ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย เพราะได้ทั้งคนที่มีประสบการณ์ รู้จักองค์กรดี สามารถเริ่มงานได้เลยไม่จำเป็นต้องสอนงานหรือปรับตัว และอาจนำประสบการณ์ ความสามารถที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานที่อื่นมาช่วยพัฒนาองค์กรได้ด้วย ปัญหาคือแม้ 2 ฝ่ายจะแฮปปี้ แต่ก็ไม่สามารถลืมอีกหนึ่งด้านอย่าง “เพื่อนร่วมงาน” ที่อาจไม่ได้ยอมรับการกลับมาแบบอัปเกรดของพนักงานเก่าทุกครั้งไป บางคนอาจเกิดความสงสัย ไม่พอใจว่าทำไมกลับเข้ามาแล้วแซงหน้าคนอื่นๆ ที่อยู่กับองค์กรมานานกว่า หรือว่าความภักดีจะไม่มีความหมาย แบบนี้เราจะอยู่กับองค์กรไปนานๆ เพื่ออะไรในเมื่อคนที่เคยลาออกดันได้ดีกว่าเมื่อกลับเข้ามา แล้วถ้าเป็นคุณจะรับได้ไหม ถ้าวันหนึ่งอดีตเพื่อนร่วมงานคนเก่ากลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้งแบบอัปเกรดทั้งตำแหน่ง เงินเดือน รวมถึงอำนาจที่มากขึ้น ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 8 ข้อ DO & DON’T และ 3 สเต็ปสำหรับ “ขอขึ้นเงินเดือน” ทำยังไงเมื่อ "หมดใจกับที่ทำงาน" แต่ลาออกไม่ได้ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #BoomerangEmployees #เพื่อนลาออก #พนักงานใหม่ ### “เงินเดือน” ควรเป็นความลับ หรือเปิดเผยให้ชัดเพื่อความยุติธรรม? “เงินเดือน” ควรเป็นความลับหรือเปิดเผยให้ชัดเพื่อความยุติธรรม? เคยได้ยินไหมว่า “เงินเดือนคือความลับ” ห้ามบอกใคร และห้ามไปถามของคนอื่น! และบางบริษัทถือว่าเป็นความลับสุดยอดที่หากฝ่าฝืนสามารถลงโทษไล่ออกได้ทันที ประเด็นการปิดเงินเดือนเป็นความลับน่าจะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไม? มีหลายเหตุผลที่สนับสนุนให้เงินเดือนควรเป็นความลับ อาทิ ลดปัญหาในภาพรวม บางคนอาจน้อยใจถ้ารู้ว่าเพื่อนร่วมงานได้มากกว่า จัดการง่าย ต่อรองได้โดยไม่มีตัวแปร เช่น “เงินเดือนคนอื่น” มาเกี่ยวข้อง เป็นมารยาททางสังคม ไม่ควรรู้และไม่ควรถามกันในเรื่องส่วนตัว แม้ว่าจะฟังดูเป็นข้อดี แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีกลุ่มคนที่มองว่ายุคสมัยนี้ “เงินเดือนควรโปร่งใส” เพื่อแก้ปัญหาความไม่ยุติธรรมของโครงสร้างเงินเดือน และรักษาสิทธิของคนทำงานที่ควรรู้ว่าอัตราค่าจ้างเหมาะสมหรือยัง จากความต้องการ เริ่มเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงให้เห็นเมื่อวันที่ 1 พย. 2022 นครนิวยอร์กได้ประกาศ "กฎหมายเงินเดือนโปร่งใส" โดยนายจ้างต้อง “เปิดเผยฐานเงินเดือน” แบบกำหนดตัวเลขต่ำสุด สูงสุดชัดเจนเพื่อลดช่องว่างของความไม่เท่าเทียม เพราะบางครั้ง บางบริษัทแม้จะตำแหน่งงานเดียวกันแต่ก็จ่ายเงินเดือนไม่เท่ากันด้วยเหตุผลด้านเพศ เชื้อชาติ ซึ่งทำให้หลายคนมองว่าไม่ยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจที่พบว่าการเปิดเผยเงินเดือนอย่างโปร่งใส สามารถช่วยให้พนักงานมีความสุขมากขึ้นเพราะรู้สึกเกิดความยุติธรรมและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานในทางที่ดีขึ้นด้วย จากข้อมูลทั้ง 2 ด้านเราจะพบว่ามีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันและเงินเดือนคือเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองเป็นของตัวเอง แล้วคุณคิดเห็นอย่างไร “เงินเดือน” ควรเปิดเผยหรือปิดเป็นความลับ? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3OTxdeM https://bit.ly/3AZa98u #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #เงินเดือน #เปิดเผยเงินเดือน #พนักงานออฟฟิศ ### อยากได้คนเข้าองค์กร ต้องรู้จัก “เข้าหา” ไม่ใช่นั่งรอ หาคนผ่าน Recruitment Agency ดีอย่างไร ทำไมหลายบริษัทถึงเลือกใช้? เมื่อพนักงานลาออกก็ต้องหาคนมาทดแทนหรือแม้แต่ “ขยายทีม” เพื่อรองรับงานและการเติบโต เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้องค์กรต้องเร่งหาคนที่ทั้งทำงานได้ โปรไฟล์ดี และตอบโจทย์องค์กรในภาพรวมเพื่อทำให้องค์กรไม่สะดุด และคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด แต่ปัญหาคือถ้ารออย่างเดียว เมื่อไรองค์กรจะได้เดินต่อ? ตัวช่วยอย่างบริษัทจัดหางานซึ่งมีทั้งกำลังคน (Recruiters) ที่มีประสบการณ์ รู้วิธีและช่องทางที่จะเข้าหา รวมถึงฐานข้อมูลผู้สมัครขนาดใหญ่ในแต่ละสายอาชีพ จึงเป็นทางออกที่หลายบริษัทมองหา โดยข้อดีของการใช้ Recruitment Agency ได้แก่ 1) Active Recruitment แน่นอนทุกองค์กรย่อมอยากได้คนเก่ง ซึ่งอาจไม่สามารถหาได้ทั่วไป ดังนั้นจะเป็นฝ่ายรอให้คนเก่งเข้ามาสมัครเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องรู้จักช่องทางและวิธีการเข้าหาคนเก่งเหล่านั้นอย่างตรงจุดช่วยประหยัดเวลาและหาคนที่ใช่เข้าองค์กร 2) ฐานข้อมูลผู้สมัคร รองรับทุกสายงาน ข้อมูลคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เกิดการ Match ระหว่างผู้สมัครและองค์กร ซึ่งทำได้ง่าย รวดเร็ว ตอบโจทย์ และง่ายขึ้นด้วยฐานขนาดใหญ่ซึ่งรองรับกับทุกสายงาน ทุกประเภทธุรกิจ 3) ยิ่งมีคนช่วยหาเยอะ ยิ่งมีโอกาสเจอคนที่ใช่เร็ว HR หนึ่งคนอาจติดต่อผู้สมัครได้วันละสิบคน แต่ถ้าเรามี HR เจ็ดสิบคนจะค้นหาได้เร็วแค่ไหน การมีทีม Internal Recruiter ขนาดใหญ่ซึ่งมีประสบการณ์จากแต่ละสายจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้สมัครที่หลากหลายและรวดเร็วมากขึ้น 4) ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก โดยทั่วไปการจัดหาบุคลากรเข้าบริษัทแต่ละครั้ง จะต้องผ่านการทำงานหลายขั้นตอน ตั้งแต่ประกาศงาน ค้นหาผู้สมัคร คัดกรองเบื้องต้น โทรสัมภาษณ์ นัดสัมภาษณ์ ไปจนถึงติดตามผล แต่การใช้ Recruitment Agency ที่มีทีมงานช่วยดูแลจะตัดขั้นตอนเหล่านี้ที่กินเวลาและแรงคนออกไป 5) มีแหล่งข้อมูลให้เข้าถึงผู้สมัครได้ง่าย ปัจจุบันมีคำกล่าวที่ว่า “ข้อมูลมีค่ายิ่งกว่าทอง” กับการ Recruit ก็เช่นกัน การลงทุนกับแหล่งข้อมูลที่สามารถช่วยให้เข้าถึงผู้สมัครได้ทุกสายงานคือปัจจัยที่จำเป็น บริษัท Recruitment ขนาดใหญ่บางแห่งอาจใช้ต้นทุนสูงกว่า 10 เท่าของงบฝ่ายบุคคลของบางบริษัทเนื่องจากการแข่งขันในการเข้าถึงผู้สมัคร และ Reeracoen Recruitment Thailand คือผู้นำในการเชื่อมต่อคนเข้าสู่งาน สามารถช่วยตอบโจทย์ความต้องการทั้งด้านการลดเวลาหาผู้สมัคร ทำให้การจัดสรรบุคลากรเข้าองค์กรเป็นเรื่องง่าย และที่สำคัญคือไม่เสียค่าใช้จ่าย ในกรณีที่ไม่ได้คนเข้าไปทำงาน ติดต่อเราพร้อมให้คำปรึกษาโดย Recruiter มืออาชีพ คลิก กำลังหางาน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment คลิก อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: Hard Skills & Soft Skills ทักษะการทำงานที่เป็น ‘สมอง’ และ ‘หัวใจ’ ของความสำเร็จ ด้านมืดของการ “หว่านใบสมัครงาน” ยิ่งส่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งมีโอกาสได้งานจริงเหรอ? #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #หางาน #สัมภาษณ์งาน #HR ### Hard Skills & Soft Skills ทักษะการทำงานที่เป็น ‘สมอง’ และ ‘หัวใจ’ ของความสำเร็จ “Hard Skills อาจทำให้คุณได้งานแต่ Soft Skills จะช่วยให้คุณก้าวหน้า” หลายคนน่าจะคุ้นกับประโยคดังกล่าวของคุณ Zain Kahn ที่ได้พูดถึงทักษะการทำงาน 2 ด้านของคนทำงาน ได้แก่ 1) Hard Skills (ทักษะทางสายอาชีพ) เช่นภาษา การเขียนโค้ด การวาดรูป ซึ่งเป็น “กุญแจหลัก” ของการทำงานตามตำแหน่งต่างๆ 2) Soft Skills (ทักษะส่วนบุคคล) เช่นความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำ การสื่อสาร อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่เหมือน “น้ำมันหล่อลื่น” ช่วยทำให้ทำงานราบรื่นและพาให้ก้าวหน้า เติบโตไปได้ไกลขึ้น เคยสงสัยไหมว่าผู้นำหรือหัวหน้าบางคนอาจไม่ได้มี Hard Skills ระดับเทพ อาจไม่ได้ปฏิบัติเก่งเท่าลูกน้องในทีม แต่ทำไมถึงเป็นหัวหน้าที่ใครๆ ก็รัก รวมถึงนำทีมให้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุเป็นเพราะการทำงานจะใช้แค่ ‘สมอง’ อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ ‘หัวใจ’ ควบคู่กันไปด้วย บางคนอาจมี Hard Skills ที่เจ๋งสุดๆ ทำงานเก่ง เป๊ะไร้ข้อกังขา แต่ได้แค่ทำตามหน้าที่ตัวเอง ไม่สามารถสร้างสรรค์หรือนำเสนอสิ่งใหม่ๆ คุยไม่รู้เรื่อง นำเสนองานไม่เป็นเพราะขาดทักษะการสื่อสาร ในขณะที่อีกคนอาจทำได้ใกล้เคียงกัน แต่ต่างกันตรงที่มี Soft Skills ติดตัวมาด้วย อาทิ เสนอไอเดียได้ สื่อสารเข้าใจ และถ้าหากมีความเป็นผู้นำด้วยก็จะสามารถก้าวขึ้นมาโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ที่ยังขาดคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคุณ Zain Kahn ถึงได้พูดถึงความสำคัญของ Soft Skills ส่วนสำคัญที่จำเป็นต้องมีติดตัวไว้ แต่หลายคนอาจยังมองไม่เห็น นอกจากนี้ผลสำรวจของ Linkedin ยังพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สมัครพลาดงานคือการขาด Soft Skills อาทิ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร เจรจาต่อรอง ความเป็นผู้นำ ทำงานเป็นทีม ซึ่งสามารถให้อะไรกับองค์กรมากกว่าการ “ทำตามหน้าที่” เพียงอย่างเดียว ดังนั้นการมี Hard Skills เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราได้งานและทำตามหน้าที่ได้ แต่ถ้าอยากจะไปได้ไกลขึ้นการมี Soft Skills ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน รู้จักทักษะสำคัญผ่านการกระทำเล็กๆ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ แค่เริ่มที่ตัวเอง กำลังมองหางาน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3EIk1Vk http://bit.ly/3VfsVQY #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #skills #skillshare #work #skillset #training #skillsforlife #Hardskill #Softskill #สมัครงาน #พัฒนาตัวเอง ### เมื่อสถานะเปลี่ยนเป็น ‘EX’ ทำงานกับแฟนเก่ายังไงไม่ให้เละทั้งคนและงาน! ความรักในที่งานเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ (แม้บางองค์กรจะมีกฏห้าม) แม้ในช่วงต้นจะเริ่มด้วยความรัก แต่ตอนจบก็เหลือไว้แต่ความเศร้า ถ้าจบกันด้วยดีก็แล้วไป แต่บางกรณีอาจมีการ “จบไม่สวย” แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าจบไม่สวยแต่ยังต้อง “ทำงานด้วยกัน” เหมือนเมื่อก่อน! หลายคนอาจตอบว่าไม่เห็นยากก็แค่แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน แน่นอนว่าการพูดนั้นง่าย แต่ในทางปฎิบัติอาจตรงกันข้ามเพราะความรู้สึกมันห้ามกันยาก จะให้ไม่เสียใจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็คงเป็นไปไม่ได้! แต่ถึงแม้ใจจะช้ำมากแค่ไหน แต่ The Show Must Go On งานต้องมาก่อนเสมอ เราจะปล่อยให้ความรู้สึกมาทำลายอาชีพและอนาคตไม่ได้ เรามีแนวทางมาให้ได้ลองไปทำตาม ถือว่าเป็น Challenge ขัดเกลาความแข็งแกร่งของจิตใจ ถ้าผ่านมรสุมความเสียใจนี้ไปได้ เราจะเข้มแข็งขึ้นเป็นเท่าตัว ทฤษฎีเปลี่ยนนิสัยใน 21 วันโดยคุณ Dr. Maxwell Maltz ผู้เขียนหนังสือ Psycho-Cybernetics ได้อธิบายว่า “ถ้ามนุษย์ทำอะไรซ้ำๆ ต่อเนื่อง 21 วัน นิสัยและพฤติกรรมของเราจะเปลี่ยนไป” 1) คุณต้องเป็นมืออาชีพ มองหน้าที่เป็นหลัก ไม่ว่าอดีตจะขมสักแค่ไหน แต่เราต้องก้าวไปให้ได้ด้วยความเป็นมืออาชีพและมืออาชีพไม่ควรปล่อยให้ปัจจัยภายนอกมามีผลต่อการทำงาน โฟกัสที่งาน ทำทุกอย่างให้ปกติตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถืออยู่แล้วเมื่อทำหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นแล้วหลังจากนั้นค่อยว่ากัน 2) พูดคุยเท่าที่จำเป็นเฉพาะเรื่องงาน ลด ละ เลี่ยงจุดเสี่ยงที่ต้องเข้าไปพบปะพูดคุยโดยไม่จำเป็น ยิ่งเราใกล้ชิดเท่าไร ความรู้สึกและความทรงจำเก่าๆ ก็จะย้อนกลับมาทำร้ายเรามากเท่านั้น หากต้องทำงานร่วมกันแบบใกล้ชิด ก็ย้อนกลับไปข้อแรกครับ “เป็นมืออาชีพ” พูดคุยเฉพาะเรื่องงาน เท่าที่จำเป็น 3) ยอมรับความจริงให้ชีวิตเดินหน้าต่อ แน่นอนว่าข้อนี้เป็นอะไรที่ทำได้ยากมาก แต่ต้องทำได้ในสักวัน หากคุณยังไม่มีแพลนในการย้ายงานไปไหน ต้องอยู่และปรับตัวกับมันให้ได้ การยอมรับความจริงและเดินหน้าต่ออาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด โดยทำในสิ่งที่เราทำได้ “รักษาระยะห่าง” แล้ววันหนึ่งช่วงเวลาแห่งความเศร้าก็จะผ่านพ้นไป 4) โฟกัสหรือหางานอดิเรกทำเพื่อพัฒนาตัวเอง สุดท้ายแล้วก็วนกลับมาที่การรักตัวเอง ดูแลตัวเองให้ดีขึ้น อย่าปล่อยจมอยู่กับอดีต ทำในสิ่งที่สนใจ วางเป้าหมาย สร้างความท้าทายให้ตัวเองและมีวินัยทำมันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เราไม่ฟุ้งซ่านไปคิดถึงอดีตจนกลับมาทำร้ายตัวเอง สุดท้ายนี้ถ้าเราลองทำทั้ง 4 ข้อนี้แล้วเป็นเวลา 21 วัน เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยและมุมมองต่อเรื่องราวต่างๆ ไป ในทางปฎิบัติแม้มันจะทำได้ยาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คนที่กำลังหรือเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ด้วยนะครับ ทำไมบริษัทบางแห่งถึงต้องมีกฎ “ห้ามพนักงานคบกัน” อ่านต่อ คลิก --------------------------------------------------------------------------- กำลังมองหางาน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment #Jobinterview #มนุษย์เงินเดือน #วัยทำงาน ### เงินอาจเป็นเส้นเลือดขององค์กร แต่ ‘มันสมอง’ ของคนทำงานก็สำคัญ Recruit คนที่ใช่ให้องค์กรไปต่อได้! ธุรกิจไม่โตตามเป้า พนักงานลาออกบ่อย มีแผนงานแต่หาคนมาดำเนินการไม่ได้ เมื่องานไม่เดิน คนก็ไม่อยู่ สุดท้ายองค์กรก็คงหนีไม่พ้น ‘ความตาย’ และถ้าอยากสร้างความเปลี่ยนแปลง พลิกสถานการณ์ให้องค์กรพ้นจากความตาย อย่ามองข้าม “การจัดสรรบุคลากร” เสริมทัพให้ตรงจุด ดึงคนที่ใช่เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะองค์กรจะขับเคลื่อนได้ ไม่ใช่ด้วย ‘ไอเดีย’ หรือ ‘แบบแผน’ เพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นต้องมี ‘แรงงาน’ ที่มาช่วยขับเคลื่อนให้ภาพหรือระบบที่วางไว้เกิดขึ้นได้จริงและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง! บางองค์กรมองข้ามความสำคัญของ ‘ทรัพยากรบุคคล’ ที่เป็นมันสมองของธุรกิจไป เช่น ใช้คนผิดงาน เป้าหมายยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีกำลังคน อยากหาคนเพิ่มก็ทำไม่ได้ด้วยหลายสาเหตุ อาทิ ทักษะไม่ใช่ สไตล์การทำงานไม่เหมาะ ทัศนคติและเป้าหมายไม่ตรงกัน เมื่อองค์กรไปต่อไม่ไหว ต้องการคนมาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายแต่ไม่มีทั้งเวลาและกำลังคนที่จะช่วยคัดกรอง ลอง “ใช้คนให้ถูกงาน” อุดช่องว่างด้วย Recruitment Agency บริษัทจัดหางานที่มีประสบการณ์ในการจัดสรรบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการ พลิกชีวิตองค์กรด้วยหมากตัวเล็กๆ เติมคนที่ใช่ให้องค์กรไปต่อได้ไกลยิ่งขึ้น ติดต่อ Reeracoen Recruitment Thailand ผู้นำในการเชื่อมต่อคนเข้าสู่งาน พร้อมให้คำปรึกษาโดย Recruiter มืออาชีพ --------------------------------------------------------------------------- กำลังมองหางาน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### “หว่านใบสมัครงาน” ยิ่งส่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งมีโอกาสได้งานจริงเหรอ? อยากได้งานเร็วๆ ทำยังไง? การหว่านเรซูเม่ หย่อนใบสมัครงานไปหลายๆ ตำแหน่ง บริษัทไหนเปิดก็ลองส่งเข้าไปก่อน ซึ่งตามหลักแล้วควรจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้งานเร็วขึ้น สัมพันธ์ไปตามสถิติความน่าจะเป็น เมื่อสมัครเยอะก็ควรมีโอกาสเยอะขึ้นตามไปด้วย แต่การคัดเลือกคนเข้าทำงานมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาและละเอียดอ่อนมากกว่านั้น หลายคนที่อยากได้งานมักคิดว่าลองสมัครไปก่อน ผลจะได้ไม่ได้ เอาไม่เอาก็ค่อยมาคิดทีหลัง แต่ปัญหาคือถึงจะสมัครเยอะจริงแต่ไม่ค่อยมีองค์กรไหนติดต่อกลับมา ซึ่งสาเหตุอาจเป็นเพราะเรา “หว่านใบสมัครงาน” เยอะเกินไป ทำให้สิ่งที่ควรจะระบุเฉพาะเจาะจง เช่นประสบการณ์ ทักษะที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่สนใจซึ่งควรจะชัดเจน กลับขาดความโดดเด่นแบบที่ควรจะเป็น เมื่อเราเลือกหว่านใบสมัครเราก็คงไม่มีเวลามากพอที่จะเกลาเรซูเม่หรือจดหมายสมัครงานทีละใบ จึงต้องทำแบบ “กลางๆ” ไว้ก่อนเพื่อให้ส่งได้หลายที่ หลายตำแหน่ง แต่ลองนึกกลับกันว่าเราเป็น HR หรือ Recruiter ที่ต้องอ่านใบสมัครวันหนึ่งเป็นสิบๆ ฉบับ ก็คงต้องมองหาใบที่ “โดดเด่นที่สุด” ดังนั้นการทำเรซูเม่หรือเขียนจดหมายสมัครงานแบบกลางๆ โดยเฉพาะการสมัครหลายตำแหน่งในบริษัทเดียว HR ก็จะไม่รู้ว่าสรุปแล้วเราสนใจตำแหน่งไหน ทักษะคืออะไร เป็นสาเหตุให้ใบสมัครของเราถูกมองข้ามไป นอกจากใบสมัครถูกมองข้ามแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่อาจจะตามมา อาทิ 1) ลืมว่าเคยสมัคร ยิ่งเราสมัครไปเยอะเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะลืมว่าสมัครที่ไหนไปบ้าง ถ้าบริษัทติดต่อกลับมาแล้วเราจำไม่ได้ HR ก็คงเสียความประทับใจไปตั้งแต่ตอนเริ่มคุย 2) เสียเวลาและดูไม่โปร ถ้าบริษัทติดต่อกลับมาแล้วเป็นตำแหน่งที่เราไม่ได้ต้องการ ก็เป็นการเสียเวลากับทั้งสองฝ่าย เราเองก็ต้องมองหางานใหม่จนพลาดตำแหน่งงานที่สนใจจริงๆ ไปได้ ถ้ากำลังเร่งมองหางานให้เร็วที่สุดและจำเป็นต้องส่งใบสมัครหลายที่เพื่อให้ได้งานเร็วๆ ทางที่ดีอย่างน้อยเราควรกำหนดขอบเขตของงานที่สนใจ เช่นประเภทของงาน สายงานที่ชอบรวมถึงจดว่าเราได้สมัครงานไปที่ไหนบ้าง เพื่ออุดช่องโหว่และลดโอกาสเกิดปัญหาที่กล่าวมา อย่างไร Reeracoen Thailand ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนได้งานที่ชอบในบริษัทที่ใช่นะครับ อ่านบทความเพิ่มเติมที่: "ด่าที่ทำงานลงโซเชียล" สะใจแต่ไม่คุ้ม คนรุ่นใหม่พร้อมย้ายที่ทำงาน เมื่อรู้สึกว่าอยู่ต่อไปก็ “ไร้อนาคต” -------------------------- กำลังมองหางาน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment พร้อมให้คำแนะนำโดย Recruiter มืออาชีพ คลิก #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### Work From Home ไม่ได้แปลว่าว่าง ทำไมคนที่บ้านชอบคิดว่าไม่ไปออฟฟิศคือไม่ได้ทำงาน? WFH ≠ ว่าง ทำไมคนที่บ้านชอบคิดว่าไม่ไปออฟฟิศคือไม่ได้ทำงาน? ใครเจอปัญหา “อยู่บ้านแล้วไม่ค่อยได้งาน” บ้าง? อุปสรรคของการ Work From Home นอกจากความขี้เกียจของตัวเองอีกหนึ่งตัวการก็ต้องยกให้ ‘คนที่บ้าน’ ที่ไม่เข้าใจว่าอยู่บ้านก็ยังต้องทำงานทุกอย่างเหมือนไปออฟฟิศซึ่งแปลว่า “ห้ามรบกวน” และไม่ควรเรียกไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งาน! นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ผ่านมานานพอสมควรตั้งแต่มีการปรับจากเข้าออฟฟิศเป็นการทำงานอยู่บ้าน ซึ่งอาจจะสะดวกและตอบโจทย์สำหรับคนส่วนหนึ่ง เพราะไม่ต้องเสียเวลาและประหยัดค่าเดินทางแถมยังได้ทำงานอย่างมีสมาธิอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ถึงแม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีบางส่วนที่อาจไม่เหมาะกับการทำงานที่บ้าน เนื่องจาก “คนทางบ้าน” ยังไม่ปรับตัวและไม่เข้าใจว่าการทำงานแบบ Work From Home คืออะไร หลายคนที่ Work From Home น่าจะต้องเคยเจอกับอุปสรรคจากคนทางบ้านตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ซึ่งล้วนทำให้งานสะดุด ประชุมไม่สะดวก เช่น โผล่มาหลังกล้องตอนประชุม เรียกให้ช่วยทำงานบ้าน ขอให้พาไปซื้อของ หรือเสียงรบกวนจากการดูดฝุ่น เลื่อยไม้ เจาะผนัง เพื่อนบ้านเสียงดัง และอื่นๆ อีกมากมายเกินจินตนาการ เมื่ออยู่บ้านไปก็ไม่ได้งาน บางคนก็เลือกต้องออกไปทำงานข้างนอก หรือยอมฝ่าไปออฟฟิศเพื่ออย่างน้อยทำงานสะดวกกว่า และไม่ต้องเสียสุขภาพจิตนั่งทะเลาะกันกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซึ่งสาเหตุของปัญหาที่สร้างความลำบากใจให้คนทำงาน (ที่ต้องอยู่บ้าน) อาจเป็นเพราะความต่างของยุคสมัย เมื่อเกิดความไม่เข้าใจก็ต้องมีการพูดคุยเพื่อปรับตัวและอยู่ร่วมกันได้ ลองอธิบายลักษณะงานด้วยความใจเย็น ค่อยๆ สร้างความเข้าใจว่างานคือทำอะไร ทำไมถึงห้ามรบกวน รวมถึงกำหนดขอบเขตระยะเวลาและอาจแยกพื้นที่การทำงานออกมาให้ชัดเจน ทำให้ทุกอย่างเหมือนอยู่ในออฟฟิศเพื่อรับรู้โดยทั่วกันว่า “อยู่ระหว่างการทำงาน ขอความกรุณาอย่ารบกวน” สุดท้ายไม่ว่าปัญหาจะเกิดจากอะไร เราอย่าเผลอไปใช้อารมณ์จนทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี เพราะถึงแม้ว่างานจะสำคัญก็จริง แต่ในที่สุดครอบครัวและคนทางบ้านก็เป็นคนที่จะอยู่กับเราไปตลอดไม่ว่าจะร้ายหรือดี ใจเย็นๆ และหันหน้าปรับความเข้าใจกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หรือใครมีวิธีรับมือปัญหา “อยู่บ้านแล้วโดนรบกวนจนไม่ได้งาน” ที่คิดว่าได้ผลแบบชะงัดนัก แชร์มาใต้คอมเมนต์นี้หน่อยนะครับ เผื่อจะได้ลองเอาไปใช้ตาม กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับการทำงาน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา Reeracoen Recruitment พร้อมให้คำแนะนำโดย Recruiter มืออาชีพ คลิก อ่านบทความเพิ่มเติมที่: คนรุ่นใหม่พร้อมย้ายที่ทำงาน เมื่อรู้สึกว่าอยู่ต่อไปก็ “ไร้อนาคต” ทำยังไงเมื่อ “หมดใจกับที่ทำงาน” อยากลาออก แต่ก็ยังทำไม่ได้ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### คนรุ่นใหม่พร้อมย้ายที่ทำงาน เมื่อรู้สึกว่าอยู่ต่อไปก็ “ไร้อนาคต” รู้สึกไหมว่างานที่ทำอยู่คือการ “เสียเวลาชีวิต” ได้ทำแต่งานเดิมๆ ไปวันๆ ขาดโอกาสพัฒนาตัวเองจนมองไม่เห็นว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง ในขณะที่โลกพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราแช่แข็งตัวเองไว้กับที่ ไม่เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งใหม่ๆ จะเกิดอะไรขึ้น? ปัญหานี้ได้กลายเป็นเรื่องที่คนทำงานต้องตัดสินใจเมื่องานที่ทำอยู่ในปัจจุบันอาจไม่สามารถช่วยให้พวกเขาอยู่รอดต่อไปในอนาคตได้ ผลสำรวจจาก Amazon และ Workplace Intelligence พบว่า 74% ของคนทำงานรุ่นใหม่ (Gen Z) พร้อมลาออกจากที่ทำงานในปี 2023 เพราะรู้สึกว่าการอยู่องค์กรเดิมต่อไป ไม่ได้ช่วยพัฒนาให้พวกเขามี “อนาคตที่ดี” หรือเก่งขึ้นได้ โดยคุณ Dan Schawbel จาก Workplace Intelligence ได้อธิบายว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “คนเก่ง” เป็นฝ่ายเลือก มากกว่าจะถูกองค์กรเลือก โดยจะมองหาที่ที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายและสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญด้านการ “พัฒนาพนักงาน” จะมีโอกาสชนะในสงครามนี้ และได้คนเก่งมาเสริมทัพให้แกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่คนทำงานก็จะมีพื้นที่ในการเติบโต ตอบการทำงานโจทย์ในระยะยาว สำหรับองค์กรที่ไม่อยากเสียพนักงานออกไปก็ต้องหันมาใส่ใจความต้องการของพนักงานในด้านนี้เช่นกัน จากสัญญาณดังกล่าว Amazon เป็นหนึ่งในองค์กรที่เห็นถึงความสำคัญและตัดสินใจขยับตัวเร็ว ด้วยการลงทุน 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปกับการ ‘Upskill’ ให้พนักงาน 3 แสนคนได้เรียนและพัฒนาทักษะใหม่ๆ รวมถึงเปิดโอกาสสำหรับการโยกย้ายตำแหน่งงานให้ตอบโจทย์คนในองค์กรมากขึ้น ซึ่ง Eric Adams รองประธานฝ่าย Talent Management and Compensation ของ Amazon ให้ความเห็นว่าการช่วยพัฒนาคนในองค์กรและสร้างพื้นที่สำหรับการเติบโตไม่ใช่สิ่งที่ “มีก็ดี” อีกต่อไป แต่เป็นกุญแจสำคัญที่นอกจากจะช่วยให้องค์กรได้คนแล้วยังทำให้พวกเขาอยู่ได้ยาวด้วย คำถามคือเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ เราจะอยากหยุดอยู่ที่เดิม หรือพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันต่อไป? กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับการทำงาน? ฝากโปรไฟล์ไว้กับเราพร้อมให้คำแนะนำโดย Recruiter มืออาชีพ คลิก อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่: "ด่าที่ทำงานลงโซเชียล" สะใจแต่ไม่คุ้ม เช็กให้ดี! เพื่อนร่วมงานเป็น “ซึมเศร้า” หรือจริงๆ แล้วเขาแค่ “เครียด” แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3EgJhlf #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### "ด่าที่ทำงานลงโซเชียล" สะใจแต่ไม่คุ้ม เมื่อเกิดอาการ “หัวร้อน” กับที่ทำงาน ไม่ว่าจะสาเหตุจะเกิดจากอะไร เรามีวิธีรับมือและจัดการกับอารมณ์นั้นอย่างไร? 1) ระงับสติ สงบจิตใจ 2) ปรึกษาเพื่อนหรือคนที่คิดเหมือนกัน 3) คุยกับหัวหน้าหรือ HR เพื่อแก้ปัญหา 4) ตำหนิออกสื่อ เช่น โพสต์ด่าลงโซเชียลมีเดีย มีหลายคนที่เลือกข้อ 4 เพราะเป็นหนึ่งในช่องทางที่ง่ายที่สุด และเป็นพื้นที่ของตัวเองโดยไม่รู้ว่าผลเสียที่อาจตามมานั้นคืออะไร ร้ายแรงได้ขนาดไหน โดยเว็บไซต์ lawyers.in.th ได้อธิบายว่า "การด่านายจ้างหรือที่ทำงานออกสื่อและทำให้เกิดความเสียหาย ถือเป็นความผิดตามพรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 มาตรา 119 (2) ซึ่งนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย" นอกจากเป็นการทำผิดตามกฎหมายแล้ว ยังส่งผลไปถึงอนาคตด้วย โดยการสมัครงานอาจยากขึ้นเนื่องจากประวัติที่ไม่ดี แม้คุณสมบัติอื่นจะผ่านแต่ถ้ามีพฤติกรรมที่สามารถทำให้องค์กรเสียหาย HR บางคนก็อาจเลือกที่จะไม่เสี่ยง และถ้าพูดถึงการด่าที่ทำงานออกสื่อ ตัวอย่างล่าสุดคงต้องพูดถึงกรณีของ "คริสเตียโน โรนัลโด" ชายที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก ทั้งในแง่ของผลงานและความประพฤติ จนคนทั่วโลกรักและสนับสนุนเขามาตลอด แต่ล่าสุดกลับมีประเด็นดรามาเมื่อ คริสเตียโน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อในเชิง “ตำหนิสโมสร” ชนิดไม่ไว้หน้า โดนหมดทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่วมทีม ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน โดยหลังจากนั้นก็มีทั้งกระแสตีกลับทั้งจากฝั่งคนรักสโมสรที่ออกมาตำหนิการกระทำของคริสเตียโน และก็มีอีกส่วนที่เห็นด้วยกับเขา ที่แน่นอนก็คือ “ผลที่ตามมา” ซึ่งถือเป็นจุดแตกหักระหว่างสองฝ่าย ถ้าไม่ได้ย้ายออก กลับมาแล้วจะมองหน้ากับเพื่อนร่วมงานติดเหมือนเดิมไหม หรือถ้าย้ายออกไปแล้วจะมีผลต่อการหาต้นสังกัดใหม่หรือเปล่า เพราะแม้จะมีความสามารถ แต่ถ้ามีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงก็เป็นจุดที่ต้องพิจารณาเช่นกัน คงไม่มีองค์กรไหนอยากโดนพนักงานนำเรื่องภายในออกไปพูดในที่สาธารณะจนเสียหาย สุดท้ายแล้วคุณคิดอย่างไร ถ้าหากมีคนเก่งแต่ประวัติไม่ดี เคยด่าที่ทำงานออกสื่อจนองค์กรเสียหายเข้ามาสมัครงานในบริษัท คุณจะรับเข้ามาหรือเลือกตัดความเสี่ยงออกไป? ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม ทำยังไงเมื่อ "หมดใจกับที่ทำงาน" อยากลาออก แต่ก็ยังทำไม่ได้ อ้างอิงจาก: http://bit.ly/3hRiJ2w http://bit.ly/3UM2r9u  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #ChristianoRonaldo #CR7 #ManchesterUnited ### ทำยังไงเมื่อ “หมดใจกับที่ทำงาน” อยากลาออกสุดใจ แต่ยังทำไม่ได้ มนุษย์เงินเดือนหลายคนน่าจะเคยเจอกับเรื่องแย่ๆ ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะตัวงาน เพื่อนร่วมทีม หัวหน้า และอื่นๆ จนทนไม่ไหว “อยากลาออก!!!” แต่ปัญหาคือ หลายคนทำได้แค่พูด เพราะเอาเข้าจริงก็ลาออกไม่ได้ด้วยหลายเหตุผล เช่น “เงิน” เราอาจหนีจากงานที่ทำให้ทุกข์ได้ แต่เราไม่สามารถหนีค่าใช้จ่ายได้อย่างที่เขาว่า “ออกไปแล้วจะเอาอะไรกิน” หรือเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องแบกรับ ทำให้หลายคนเลือกกัดฟันสู้ต่อ แต่สุดท้ายเมื่อเรายิ่งฝืนผลลัพธ์ก็อาจยิ่งแย่ เราจะกลายเป็นคนทำงานที่ “หมดไฟ” หรือ Burnout จนไปต่อไม่ไหว แล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างเราจะทำอย่างไร? อันดับแรกคือลองพูดคุยถึงปัญหา ขอคำแนะนำหรือปรึกษาหาทางแก้กับหัวหน้า แต่ถ้าที่ผ่านมาก็คุยตลอด พยายามแค่ไหนก็ยังแก้ไม่ได้อยู่ดีและยังลาออกไม่ได้เราก็อาจต้องพิจารณาตัวเลือกอย่างการ “ทนอยู่ต่อเพื่อเสริมแกร่ง” ให้ตัวเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากปัญหาที่เราต้องเผชิญแล้วค่อยออกเมื่อเราพร้อมจริงๆ และถ้ายังไม่แน่ใจ เราก็สามารถลองพิจารณาทางออกในหลายๆ แบบ รวมถึงผลลัพธ์จากการตัดสินใจนั้นๆ ผ่าน 4 คำถาม ที่ช่วยให้เราเข้าใจความต้องการ รวมถึงความเป็นจริงและแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ ออกแล้วมีเงินใช้ หรือมีชีวิตรอดได้ไหม? ได้งานใหม่หรือยัง แล้วอยากทำแค่ไหน? ทำไมอยากลาออก ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร แก้ไขได้หรือเปล่า? ถ้าลาออกไปหรือย้ายงานใหม่ แน่ใจไหมว่าจะไม่เสียใจทีหลัง? ถ้าเราสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ทั้งหมด การตัดสินใจก็จะง่ายและช่วยให้เราไม่เสียใจในภายหลัง เพราะรู้ถึงผลลัพธ์ที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีที่สุดแล้ว จริงๆ แล้วแต่ละปัญหาของแต่ละคนอาจยิ่งใหญ่หรือรับมือ ยาก-ง่ายไม่เท่ากัน เราไม่สามารถเอามาตรฐานของตัวเองมาตัดสินคนอื่นได้ แต่เราสามารถให้มุมมองความคิดเห็นได้ แต่สุดท้ายการตัดสินใจก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของปัญหานั้นๆ ว่าจะจัดการกับมันยังไง แล้วคุณคิดเห็นอย่างไร เมื่อหมดใจกับงานแต่ลาออกไม่ได้ ควรทำอย่างไร? อย่าลืมเตรียมแผนรับมือกรณีตัดสินใจ “ลาออก” ฝากโปรไฟล์ไว้กับเราพร้อมให้คำแนะนำโดย Recruiter มืออาชีพ ติดตามบทความเพิ่มเติมที่: ถ้าไม่อยากทำงาน ก็คิดซะว่าทำเพื่อเงิน! ลอง 6 วิธีจุดไฟการทำงานให้ลุกโชนในช่วง Burnout 4 สัญญาณเตือน เมื่อบริษัทคุณอาจกำลังจะ “ปลดพนักงาน” #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### เช็กให้ดี! เพื่อนร่วมงานเป็น “ซึมเศร้า” หรือจริงๆ แล้วเขาแค่ “เครียด” เช็กให้ดี! เพื่อนร่วมงานเป็น “ซึมเศร้า” หรือจริงๆ แล้วเขาแค่ “เครียด” ข้อมูลจาก HDC (คลังข้อมูลการแพทย์) ในปี 2022 จากประชากร 50 ล้านคนพบผู้มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้ามากถึง 1.3 ล้านคน และมีผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาอีก 1.2 ล้านคน รวมแล้วจะมีผู้ป่วยซึมเศร้ามากถึงราว 2.5 ล้านคน ซึ่งอาจเกิดกับคนใกล้ตัวเช่น “เพื่อนร่วมงาน” หรือตัวเราเอง โดยขาดความเข้าใจว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร ส่งผลยังไง จนเป็นต้นเหตุของปัญหาในที่ทำงานได้ การสังเกตว่าช่วงนี้คนข้างๆ เราดูเศร้าหมอง หดหู่ ไม่มีความสุข เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนหรือเปล่าก็เป็นหนึ่งในวิธีเช็กความผิดปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเป็นอาการโรคซึมเศร้า แต่นอกจากโรคซึมเศร้า ยังมี “โรคเครียด” ที่มีความคล้ายกัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนใกล้ตัวเราเป็นโรคซึมเศร้า หรือจริงๆ เขาแค่เครียดกันแน่ เพราะแม้จะมีความคล้ายกัน แต่ก็อาศัยความเข้าใจและการดูแลที่ต่างกัน ซึ่งความผิดพลาดจากความเข้าใจผิดเพียง 1 ครั้ง อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คิด ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างของสองโรคนี้ก่อน 1) ภาวะซึมเศร้า เกิดจากความผิดปกติของสารในสมอง ซึ่งส่งผลต่อความคิด อารมณ์ พฤติกรรม รวมถึงร่างกาย มีอาการนานต่อเนื่องโดยที่ไม่รู้ถึงสาเหตุของความเศร้า และไม่สามารถหายได้ด้วยการ “ให้กำลังใจ” แต่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเหมาะสม 2) ภาวะเครียด มีต้นเหตุที่ชัดเจน มักจะค่อยๆ ดีขึ้นในเวลาไม่นาน และถึงแม้จะหลับยาก แต่ก็พอนอนหลับได้ ซึ่งกำลังจากคนรอบข้างถือเป็นยารักษาชั้นดีที่จะช่วยให้พวกเขาผ่านความยากลำบากไปได้ แม้ความเครียดจะดูไม่น่าห่วงเท่า แต่ถ้าไม่จัดการและปล่อยให้สะสมก็กลายเป็นซึมเศร้าได้เช่นกัน ถ้าตอนนี้คนข้างๆ คุณดูผิดแปลกไปไม่เหมือนเมื่อก่อน ลองสังเกตอาการเหล่านี้ โดยเราได้นำแบบทดสอบประเมินความเครียดและเช็กความเสี่ยงโรคซึมเศร้าโดยกรมสุขภาพจิตมาฝากกัน เพื่อที่เราจะได้ให้ความช่วยเหลือพวกเขาอย่างเข้าใจและถูกต้องมากขึ้น ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่: 4 สัญญาณเตือน เมื่อบริษัทคุณอาจกำลังจะ “ปลดพนักงาน” อย่ากลัวการสั่งงาน! ทีมจะแกร่งขึ้นได้ เมื่อหัวหน้าจ่ายงานเป็น แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3E3qnOC http://bit.ly/3ADNnmD http://bit.ly/3AfK6JZ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Depression #Stress #Worklifebalance ### 4 สัญญาณเตือน เมื่อบริษัทคุณอาจกำลังจะ “ปลดพนักงาน” ในปี 2022 Twitter ได้ “ปลดพนักงานครั้งใหญ่” นับเป็นจำนวน 3,700 คน เช่นเดียวกับอีกหลายบริษัทใหญ่ที่มีข่าวปรับลดจำนวนพนักงานทั้งในไทยและทั่วโลก เมื่อกระแสการปลดพนักงาน (Layoffs) เกิดขึ้นต่อเนื่อง จนหลายคนเกิดความกังวลที่จะ “ตกงาน” ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติที่จู่ๆ เราก็สามารถกลายเป็น “คนตกงาน” ได้ในชั่วข้ามคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าเราไม่มีแผนรองรับเผื่อกรณีฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ ไม่ว่าจะค่าครองชีพและหนี้สินที่ต้องจ่ายอยู่ทุกเดือน จริงอยู่ที่อนาคตคือสิ่งที่ “คาดเดาไม่ได้” แต่เราก็สามารถสังเกตสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อเตรียมรับมือได้ คุณ Mark Murphy ผู้ก่อตั้ง Leadership IQ ได้อธิบายถึง 4 สัญญาณเตือนภัย ว่านอกเหนือจากปัจจัยหลักๆ เช่น งบการเงิน หัวหน้าทยอยลาออก การปรับโครงสร้างองค์กร หรือการเปลี่ยนทีมผู้บริหาร ยังมีข้อสังเกตเล็กๆ ที่จะช่วยให้เราไหวตัวทันก่อนหายนะครั้งใหญ่จะมาเยือน ได้แก่ 1) สถานการณ์ขององค์กร โดยทั่วไปในหลายๆ องค์กรมักไม่ค่อยสื่อสารกับพนักงานตรงๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ไม่ดีไม่ว่าจะด้านผลกำไร สถานะการเงิน หรือแผนงานที่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อพนักงาน ผลสำรวจโดย Leadership IQ พบว่าจากพนักงานกว่า 27,000 คน มีเพียง 15% เท่านั้นที่เชื่อว่าองค์กรมีการสื่อสารกับพนักงานอย่างตรงไปตรงมาในทุกแง่มุม เมื่อเรื่องร้ายกลายเป็นความลับ ดังนั้นจึงยากที่เราจะรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงขององค์กร แต่นอกเหนือจากรายงานบัญชี หรือเบาะแสอื่นๆ ที่เป็นลายลักษณ์อักษร อีกหนึ่งวิธีที่เราจับสังเกตได้คือ “การสื่อสาร” และ “การจัดการ” จากทีมผู้บริหารหรือหัวหน้าที่ดูรัดเข็มขัดมากขึ้น ทั้งประหยัดเงิน ตัดงบ ลดต้นทุน หรืออื่นๆ ที่บ่งบอกถึงสภาพคล่องที่ไม่ค่อยดีนัก เมื่อสถานการณ์การเงินขององค์กรไม่เป็นไปตามแผน บริษัทก็ต้องรัดเข็มขัดด้วยการปลดพนักงานเป็นการลดต้นทุน จากข่าวล่าสุดแม้แต่ Meta หรือ Facebook บริษัทยักษ์ใหญ่ ก็เตรียมปลดพนักงานเป็นจำนวนหลายพันคนในวันพรุ่งนี้ (9/11/2022) เพื่อรักษาต้นทุนให้สอดคล้องผลกำไรที่ถดถอยลงไปด้วย อีกหนึ่งข้อสังเกตคือ “แผนขยายทีม” ถ้าเมื่อก่อนองค์กรมีเป้าหมายต่อยอดในส่วนต่างๆ แต่ปัจจุบันแผนงานเหล่านั้นกลับถูกพับไป ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของการ “Hiring Freeze” เพื่อรักษาต้นทุน ซึ่งอาจหมายถึงตอนนี้องค์กรไม่ได้กำลังเติบโต แต่กลับอยู่ในช่วงของการดิ้นรน 2) หัวหน้าที่เปลี่ยนไป จากการสำรวจลักษณะของ “หัวหน้า” พบว่า 50% มีวิธีการทำงานที่มักจะเน้นการสร้างทีมให้แน่นแฟ้น ช่วยดูแลทั้งด้านการทำงานและความสนิทสนมภายในทีมให้ราบรื่นเสมอ หากเมื่อก่อนหัวหน้าของคุณเคยสนุกสนานกับการทำงานร่วมกับทีม แต่ปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปเป็นคนเงียบๆ เฉยชา อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยว่าเขาได้รับรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่สามารถบอกทุกคนตรงๆ ได้ แม้จะรักและหวังดีมากแค่ไหน แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเก็บความลับให้กับองค์กร รวมถึง “การใช้เวลา” ที่เปลี่ยนไป เช่นจากเมื่อก่อนอาจมีการพูดคุย ประชุมกันสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง แต่ปัจจุบันกลับลดลงไปแบบผิดสังเกต หรือถ้าเดี๋ยวนี้มีการเรียกพนักงานคุยแทบทุกวันในเรื่องงานทั้งๆ ที่ไม่ก่อนไม่ค่อยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก็สื่อถึงสถานการณ์บางอย่างที่ได้เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน 3) เมื่อก่อนทำแล้วดี แต่ตอนนี้กลับแย่ ถ้าเมื่อก่อนสิ่งที่เราทำนั้นเคยดี เช่น ได้รับการชื่นชมใน Performance Review อยู่เสมอ แต่ปัจจุบันผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงกันข้ามแม้จะทำเหมือนเดิม นี่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณว่ามีบางอย่างในกอไผ่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการ “ปูทาง” ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อผลงานเราไม่ดี ได้รับแต่ Feedback แย่ๆ ก็หมายความว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้สร้างประโยชน์ให้องค์กรอีกต่อไป 4) เปลี่ยน “หัวเรือ” และรูปแบบการบริหาร เชื่อว่าทุกคนคงรู้ว่าสิ่งแรกที่ Elon Musk ทำหลังจากเข้าซื้อ Twitter คืออะไร เมื่อมีการเปลี่ยนผู้บริหาร ทำให้องค์กรต้องเกิดการผ่าตัดครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งทิศทางของธุรกิจและทีมงาน จากกรณีศึกษาเมื่อ Elon Musk ปลด 50% ของพนักงานทั้งองค์กร โดยระบุว่าต้องการพา Twitter ไปยังทิศทางที่ถูกต้องและเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดให้บริษัท ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบ แม้จะมีข่าวปลดช็อกโลก แต่ก็ภายหลังก็มีข่าวเปิดเผยว่า Twitter มีความพยายามที่จะดึงพนักงานบางส่วนกลับเข้ามาทำงานอีกครั้งเนื่องจากความผิดพลาด แสดงให้เห็นว่าในบางทีแม้เราจะมีความสามารถแต่เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในองค์กร อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ สุดท้ายนี้ 4 สัญญาณที่กล่าวมา อาจไม่ได้เป็นหลักประกันแน่ชัดว่าบริษัทต้องการจะปลดพนักงาน แต่ก็เป็นข้อสังเกตได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป ทางที่ดีสำหรับคนทำงานคือการอ่านสถานการณ์ให้ออก เมื่อเรารับรู้ถึงเมฆฝนที่กำลังก่อตัวในขณะที่คนอื่นเพิกเฉย ก็ถือเป็นข้อแตกต่างที่จะช่วยพาเราให้รอดจากวิกฤติที่อาจจะกำลังเกิดขึ้น แล้วบริษัทคุณกำลังวางแผนจะ Layoffs หรือเปล่า? ฝากโปรไฟล์และเรซูเม่ไว้ที่เรา เช็กตำแหน่งงานที่น่าสนใจ พร้อมให้คำแนะนำปรึกษาด้านการสมัครงาน คลิก: https://bit.ly/3T6G25Q อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 10 อาชีพมาแรง ฐานเงินเดือนสูง ปี 2023 5 กลุ่มทักษะและอาชีพที่จะไม่มีวันถูกยึดครองด้วยเทคโนโลยี AI แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3zYts14 https://bit.ly/3zW9PqH แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3fNfo3K  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Layoffs #Twitter #Elonmusk ### 5 ทักษะ “Sales” ที่องค์กรมองหาและผู้สมัครต้องมี ถึงแม้ว่าลักษณะงานและชื่อตำแหน่งของสายอาชีพ Sales จะมีอยู่มากมายแต่หัวใจสำคัญที่ทุกคนในสายงานนี้ต้องมีเหมือนกันคืออะไร? หลายคนอาจเข้าใจว่า “Sales” นั้นมีหน้าที่แค่การขาย พยายามปิดยอดให้ได้แต่ใครจะรู้บ้างว่าในการ “ขาย” นั้นมีรายละเอียดหรืออาศัยทักษะอะไรบ้าง? เมื่อก่อนอาจขายสินค้าและบริการผ่านบุคคล หน้าร้าน หรือโทรศัพท์ (Telesales) เป็นหลัก โดยฝ่ายขายก็ต้องใช้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ รู้จักลูกค้า รู้ทันคู่แข่ง พร้อมทักษะการสื่อสารโน้มน้าวใจให้เกิดการขาย แต่สำหรับปัจจุบันการจะอาศัยเพียงทักษะและช่องทางเหล่านั้นอาจยังไม่พอ เมื่อตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้น รูปแบบสินค้าบริการมีมากขึ้น รวมถึงข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วย ทำให้ Sales ก็ต้องพัฒนาทักษะของตัวเอง ต้องวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าเป็น ใช้ช่องทางที่หลากหลายในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้ปิดยอดขายได้และกลายเป็น Sales ชั้นยอดที่องค์กรต้องการ จากผลสำรวจกว่า 20,000 ตำแหน่งงาน Sales พบว่าปัจจุบันมี 5 ทักษะที่หลายบริษัทมองหาจากผู้สมัครมากขึ้น โดยจะมีอะไรบ้างและแต่ละข้อนั้นสำคัญอย่างไร ลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลยครับ 1) ขาย “อนาคต” ที่สร้างได้ตั้งแต่วันนี้ การรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับ Sales แต่ถ้าจะไปให้ไกลกว่านั้นคือการ “ขายอนาคต” ให้กับลูกค้าโดยเข้าไปเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาหรือพัฒนาสร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีกว่าเพื่อวางกลยุทธ์การขายได้ตรงจุด เมื่อรู้ว่าวันนี้พวกเขาต้องการอะไรและส่งผลต่ออนาคตอย่างไร ฝ่ายขายก็ยิ่งโน้มน้าวใจได้ง่ายขึ้น 2) รักษาลูกค้าและประสานงาน ทุกคนน่าจะทราบดีว่าสินค้าและบริการบางครั้งบางอย่างก็ไม่ได้ขายออกตั้งแต่วันแรก แต่จะเกิดขึ้นเมื่อ “ลูกค้ามั่นใจ” ว่าเราคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ดังนั้นความสามารถในการรักษาระยะห่างไม่ให้ความสนใจของผู้ซื้อหลุดมือไปจึงสำคัญ เช่นเดียวกับการสร้างความประทับใจเพื่อให้เกิดการแนะนำบอกต่อ (word of mouth) ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างยอดขายได้ นอกจากการรักษาฐานลูกค้าเดิม การเข้าหาฐานลูกค้าใหม่ก็เป็นอีกส่วนที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Sales ที่รู้จักลักษณะของลูกค้าในอุดมคติ (Ideal Customer Profile) อาจกำหนดเพศ อายุ รายได้ ที่อยู่อาศัยให้มีความสอดคล้องกับสิ่งที่เราจะขายก็มีส่วนช่วยเช่นกัน 3) การใช้สื่อดิจิทัลผ่านหลายช่องทาง แม้ปัจจุบันการขายจะเปลี่ยนแปลง มีวิธีการซื้อและช่องทางใหม่ๆ มากแค่ไหน แต่การซื้อขายแบบเห็นหน้า (face to face) ก็ยังมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือ สร้าง “ความน่าเชื่อถือ”  นอกจากนี้ยังทำให้เราสามารถเดาใจลูกค้าผ่านสีหน้าท่าทางซึ่งช่วยให้ปิดยอดได้ง่ายขึ้นด้วย ปัจจุบันเทรนด์ของการขายแบบ face to face อาจต้องมีการปรับตัวด้วยปัจจัยหลายด้าน เช่นเวลาและการเดินทาง ทำให้จากการนัดพูดคุย ต้องเปลี่ยนเป็นการใช้ช่องทางอื่นๆ เช่น Social Media, Zoom, Google Meet และอีเมล เพื่อตัดปัญหาด้านเวลาและระยะทาง ดังนั้น Sales ในยุคปัจจุบันนอกจากจะขายเก่ง ยังต้องก้าวทันเทคโนโลยีที่มีช่องทางที่หลากหลาย พร้อมสร้างการมีส่วนร่วม มอบประสบบการณ์ที่ดี ตอบสนองความสะดวกสบายให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพราะปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเจอหน้าเราก็ต้องขายได้ 4) เข้าถึงข้อมูลได้และเลือกใช้ข้อมูลเป็น หาก Sales มีทักษะการวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วจะช่วยสนับสนุนการขายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรู้ว่าข้อมูลแบบไหนที่ควรนำมาใช้เพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ โดยผลวิจัยจาก Gartner ในปี 2022 พบว่า 74% ของลูกค้าให้ความสำคัญมากถึงมากที่สุดกับข้อมูลที่ฝ่ายขายนำมาเสนอ เมื่อผู้ซื้อให้ความสำคัญดังนั้นจึงหมายความว่า Sales ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและใช้งานเป็น มีโอกาสที่จะปิดการขายได้มากกว่า จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมบริษัทจำนวนมากถึงต้องการให้ผู้สมัครมีทักษะดังกล่าว รวมถึงศึกษาและใช้ข้อมูลเพื่อค้นหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่มีทั้งกำลังซื้อและความต้องการ 5) อ่านสถานการณ์และรู้วิธีการรับมือ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง การรู้ทันความเปลี่ยนของปัจจัยต่างๆ รวมถึงคู่แข่ง เช่น การใช้เครื่องมือวิเคราะห์การตลาดอย่าง SWOT ที่ช่วยให้เรามองจุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรคและโอกาสต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น จนเราสามารถวางกลยุทธ์รวมถึงวิธีการรับมือได้ นอกจากนี้เมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการขาย เช่น “คำถาม” จากลูกค้าที่เราก็ต้องรับมือได้โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจในสินค้า บริการ และส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงความเชี่ยวชาญและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งผลสำรวจจาก Linkedin ในปี 2021 พบว่าปัจจัยอันดับหนึ่งที่ทำให้ Sales ไม่สามารถปิดการขายได้คือการขาดความรู้ความเข้าใจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่ฝ่ายนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นอธิบายผิด ตอบคำถามไม่ได้ ก็ล้วนส่งผลต่อความน่าเชื่อถือที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แม้ว่าสายอาชีพ Sales (ฝ่ายขาย) จะต้องมุ่งเน้นไปที่ “การขาย” แต่กว่าจะไปถึงจุดที่ปิดการขายได้ก็ต้องอาศัยทักษะที่เป็นส่วนประกอบสำคัญมากมาย ทั้ง Hardskill และ Softskill ซึ่งปัจจุบันโลกมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การอาศัยทักษะเดิมๆ ที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จอาจไม่สามารถพาเราไปต่อได้ในอนาคต ดังนั้นเราต้องสร้างโอกาสให้ตัวเอง โดยการพัฒนาฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการอยู่เสมอ สนใจตำแหน่งงานด้าน Sales เช็กตำแหน่งงานและฝากโปรไฟล์ไว้ที่เรา พร้อมให้คำปรึกษาโดย Recruiters มืออาชีพ คลิก อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: ART OF RECRUITMENT 4 ขั้นตอนขายงานให้น่าซื้อ 8 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนตกลงเงินเดือน แปลและเรียบเรียงจาก: http://bit.ly/3hbxkp6 http://bit.ly/3T7rYsd แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://bit.ly/3WxHT5Q http://bit.ly/3WpiqM9 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Career #Sales #Recruitment ### อย่ากลัวการสั่งงาน! ทีมจะแกร่งขึ้นได้ เมื่อหัวหน้าจ่ายงานเป็น ทุกคนรู้ว่าการป้อนงานคือกลไกการทำงานระหว่าง “หัวหน้า-ลูกทีม” โดยหัวหน้าก็สามารถใช้เวลากับงานที่มีความสำคัญมากกว่าได้ ในขณะที่ลูกทีมก็จะได้พัฒนาตัวเองฝึกทักษะเพิ่มขึ้น แม้กลไกนี้จะเป็นเหมือนฟันเฟืองที่ดีซึ่งขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน แต่ในฐานะ “ผู้สั่ง” ทำให้หัวหน้าหลายคนกลับรู้สึกลำบากใจจนสุดท้ายไม่กล้าที่จะป้อนงานให้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ภาพรวมสะดุดหรือช้าลงได้ โดยมีหลายเหตุผลที่ทำให้คนเป็นหัวหน้าไม่อยากที่จะสั่งงานลูกทีม เช่น 1) เชื่อว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ทำได้ 2) ขี้เกียจอธิบาย ทำเองง่ายกว่า 3) กังวลว่าจะถูก “ยึดงาน” 4) กลัวป้อนงานให้เยอะเกินไป แม้ว่าการดูแลรักษาสมดุลให้ลูกทีมจะเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบของหัวหน้า แต่เมื่อเกิดปัญหาว่าหัวหน้ารู้สึกผิดไม่กล้าป้อนงานด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม โดยเลือกทำเองก็จะหมายถึงภาระงานหนักขึ้น ในขณะเดียวกันลูกทีมก็ขาดโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองสุดท้ายไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย ถึงเวลาจัดการความรู้สึกผิดที่เป็นอุปสรรคต่อความแกร่งของทีมด้วยการเผชิญหน้าและตั้งคำถามต่อความรู้สึกว่า “อะไรทำให้รู้สึกผิด” แล้วความรู้สึกนั้นดีต่อตัวเองหรือคนอื่นไหม? เช่น รู้สึกผิดเพราะกังวลว่างานยากๆ จะทำให้ลูกทีมลำบากเลยเลือกที่จะทำเอง ซึ่งความจริงคือลูกทีมสามารถทำได้ จึงแปลว่าความรู้สึกผิดนี้ไม่ดีต่อทั้งตัวเองและลูกทีม แต่กลับกันถ้าสาเหตุเกิดจากลูกทีมมีงานเยอะอยู่แล้ว จึงเลือกเก็บไว้ทำเองแบบนี้ถึงเป็นความรู้สึกผิดที่สามารถเข้าใจได้ การเผชิญหน้าและตั้งคำถามคือส่วนสำคัญโดยเฉพาะกับคนที่กำลังตกอยู่ในปัญหาดังกล่าว ถ้าความรู้สึกผิดนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเลือกที่จะแบกไว้เอง สุดท้ายผลลัพธ์ก็มีแต่เสียกับเสีย ลองมองว่านี่คือโอกาสที่ลูกทีมจะได้เก่งขึ้นและการป้อนงานจะช่วยเสริมความมั่นใจว่าเขาสามารถทำได้ ทิ้งท้ายกับ 2 ข้อดีที่จะเกิดขึ้นกับทีมจากการป้อนงานที่มีประสิทธิภาพดังนี้ครับ ข้อที่ 1) สร้างทีมและพัฒนาทักษะการแจกงาน แทนที่จะเป็นหัวหน้าคอยสั่งงานเฉยๆ ลองเปลี่ยนผู้นำที่จะช่วยสนับสนุนลูกทีมทุกคนโดยการจับ “คนที่เหมาะสม” ให้มาทำงานนั้นๆ เพื่อพัฒนาทักษะที่เขาขาดอยู่ พร้อมติดตามให้คำแนะนำในจุดที่ยากลำบาก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีมด้วย ข้อที่ 2) ปกป้องทีมจากงานที่ไม่จำเป็น การป้อนงานให้ลูกทีมโดยการพูดคุยอย่างจริงจังโดยหยิบงานแต่ละอย่างออกมาดู จะทำให้รู้ว่าทีมเราตอนนี้ถืออะไรอยู่ในมือบ้าง แต่ละส่วนสำคัญแค่ไหน ตัดอะไรออกไปได้บ้าง? ซึ่งช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็นออก ทั้งยังสร้างประโยชน์ให้องค์กรได้ดีขึ้น เผลอๆ ลูกทีมอาจงานเบาลงแต่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นก็เป็นไปได้ สรุป การแจกงานคือส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างทีมให้แกร่งยิ่งขึ้นผ่านการเรียนรู้งานและยังพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำของเรา รวมถึงเป็นผลดีต่อองค์กรในระยะยาว วันนี้เราอาจต้องลงทุนเสียเวลาในการเรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไขเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต่อตัวเองและทีมในในวันข้างหน้า ซึ่งทุกคนมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้ แค่ต้องกล้าที่จะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ และความเปลี่ยนแปลง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Wl9CXt อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 8 ข้อดีสุดเหลือเชื่อจากความขี้เกียจ (อย่างพอดี) เช็ก 4 บุคลิกภาพจากหลัก DISC #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfimprovement #Psychology #Teambuilding ### 8 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนตกลงเงินเดือน สมัครงานใหม่แต่ละครั้งหรือย้ายงานแต่ละที หนึ่งในเรื่องที่ต้องคิดหนักคงหนีไม่พ้น “ความคาดหวังต่อเงินเดือน” ซึ่งเป็นเหมือนคำถามวัดใจว่าเราจะตอบแบบไหน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเลขนั้นเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป? เมื่อหลายคนไม่รู้ และไม่มีใครบอก! ด้วยประสบการณ์ในสายงาน Recruitment พร้อมฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อช่วยจับคู่ความต้องการของบริษัทและความคาดหวังของผู้สมัคร Reeracoen Thailand มีคำตอบพร้อมทริคง่ายๆ กับ 8 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนตกลงเงินเดือนมาฝากกันครับ ● เรื่องที่ 1: ควรกำหนดฐานเงินเดือนในใจ เราไม่ควรไปสัมภาษณ์หรือยื่นสมัครงานแบบแบบตัวเปล่าๆ ใจลอยๆ ได้ข้อเสนออะไรมาก็รับหมด จนรู้ตัวอีกทีก็เสียผลประโยชน์ที่ควรได้ ดังนั้นจึงควรมี “ฐานเงินเดือนในใจ” ก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์และไม่ควรรีบระบุไปตั้งแต่แรกถ้ายังไม่ทำการบ้านศึกษาข้อมูลมาดีจนแน่ใจแล้ว ● เรื่องที่ 2: วิธีคิด “ฐานเงินเดือน” การคิดฐานเงินเดือนจะไม่ใช่การคิดตัวเลขลอยๆ แต่มาจากปัจจัยหลัก 4 ข้อ ได้แก่ ทักษะ ประสบการณ์ ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน และเทรนด์สายอาชีพ ซึ่งจะเป็นโครงสร้างหลักช่วยให้ภาพชัดขึ้นว่าเราควรได้เงินเดือนเท่าไร เช่น ถ้าที่ทำงานไกล ก็ควรเผื่อค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทางให้ครอบคลุมมากขึ้น หรือถ้าผ่านงานมาเยอะ จัดการงานเก่ง ก็สามารถเพิ่มค่าประสบการณ์เข้าไปได้ รวมถึงถ้าทักษะที่เรามีเป็นที่ต้องการ เป็นอาชีพที่อาศัยทักษะเฉพาะซึ่งมีคู่แข่งน้อย ยิ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้สมัครในการอัปเงินเดือนด้วย ● เรื่องที่ 3: ไม่ต้องรีบตอบ “ตัวเลข” ถ้าไม่แน่ใจ บางครั้งด้วยความเร่งรีบหรือกดดัน เราก็มักจะทำพลาดไปแบบน่าเสียดาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด เมื่อ HR หรือ Recruiter ถามถึงตัวเลขเงินเดือนที่คาดหวัง ถ้าเรายังไม่แน่ใจก็สามารถตอบเป็นขอบเขตกว้างๆ ไม่ใช่ตัวเลขที่เจาะจง หรือขอเวลาไปทำความเข้าใจเนื้องานก่อน ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำก่อนจะถึงขั้นตอน “ตกลงเงินเดือน” คือการศึกษาข้อมูล วางแผนให้ดี และอย่าลืมสิ่งเล็กๆ ที่มีความสำคัญ ซึ่งนำไปสู่ข้อถัดไป ● เรื่องที่ 4: สำรวจฐานเงินเดือนในตลาด ถ้าไม่รู้ว่าจะกำหนดขอบเขตเงินเดือนด้วยอะไร มองไม่ออกว่าควรเรียกเท่าไร วิธีที่จะช่วยกำหนด “ฐานเงินเดือน” ให้ง่ายและเห็นภาพมากขึ้นคือการสำรวจฐานเงินเดือนของสายอาชีพในตลาด เช่นจากเว็บไซต์บริษัทจัดหางาน ที่มีข้อมูลให้ครบถ้วนทั้งตำแหน่ง ลักษณะงาน ฐานเงินเดือน และสถานที่ทำงาน เรายังสามารถศึกษาเทรนด์ความต้องการของตลาด หากอาชีพเรากำลังเป็นที่ต้องการสูง แต่จำนวนผู้สมัครมีน้อย ก็เป็นจุดที่สามารถ “อัปค่าตัว” ได้มากขึ้นเช่นกัน ● เรื่องที่ 5: คำนวณค่าใช้จ่ายให้ดี สิ่งที่สำคัญคือเงินเดือนที่ได้รับจะต้องตอบโจทย์ทั้งค่าใช้จ่ายรายเดือน และแผนเก็บเงินหรือการลงทุน พูดง่ายๆ ว่าเงินเดือนที่ได้รับควรเพียงพอต่อความจำเป็นและมากพอสำหรับอนาคต โดยไม่ใช่การขอสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องสอดคล้องไปกับทักษะตำแหน่งงาน และประสบการณ์ที่มีด้วย ● เรื่องที่ 6: วางแผนรองรับด้วยตัวเลข “ขั้นต่ำ” เมื่อมี “ขอบเขตเงินเดือน” ที่ต้องการ รวมถึงรู้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ถัดมาคือกำหนดตัวเลข ‘ขั้นต่ำ’ ที่ตัวเองรับได้โดยที่ไม่ลำบากกัดก้อนเกลือกิน เพราะบางครั้งเราอาจสนใจในตัวงาน แต่บริษัทไม่มีงบมากพอจะให้ได้ตามที่เราคาดหวังเป๊ะๆ ก็อาจต้องมีอีกหนึ่งตัวเลขสุดท้ายที่เรายังโอเคที่จะไปต่อได้ ● เรื่องที่ 7: ต่อรองให้ตัวเองสักหน่อย เป็นปกติที่เราจะไม่อยากต่อรองอัตราเงินเดือน เพราะนั่นหมายถึงเราไม่ได้ในตัวเลขที่หวังไว้แต่แรก แต่ก็น่าเสียดายเช่นกันถ้าเราตอบรับให้ตัวเลขที่ถูกเสนอมาโดยไม่ได้ ‘ต่อรอง’ สักหน่อย จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 5,500 คนของ Robert Half พบว่า 70% ของผู้ว่าจ้างคาดหวังให้ผู้สมัครต่อรองอัตราเงินเดือนโดยที่มีเพียง 43% ของผู้สมัครที่เคยทำ หมายความว่าเราทำ “เงินหล่นหาย” ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มงาน เช่นจาก 30,000 บาท เราอาจต่อรองเป็น 32,000 บาท ซึ่ง 2,000 บาทนี้อาจดูเป็นตัวเลขน้อยนิด แต่เมื่อรวมกัน 1 ปีก็เท่ากับ 24,000 บาทซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย ● เรื่องที่ 8: อย่ามองข้ามสวัสดิการ นอกเหนือจากเงิน อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนพลาดคือ “สวัสดิการ” ซึ่งอาจดูเป็นแค่ “ของแถม” แต่ความจริงถ้านำมากางให้เห็นภาพกว้างว่าประโยชน์ที่เราได้รับมีอะไรบ้าง เช่นโบนัส วันหยุด สถานที่ทำงาน ซึ่งคำนวณแล้วอาจสำคัญไม่แพ้เงินเดือนเลยทีเดียว โดยแต่ละบริษัทก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป ควรเลือกที่เหมาะกับตัวเราและสามารถใช้ได้จริงจะดีที่สุด ฝากโปรไฟล์และเรซูเม่ไว้กับเราพร้อมดูแลให้คำปรึกษาในการหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 8 ข้อ DO & DON’T และ 3 สเต็ปสำหรับ “ขอขึ้นเงินเดือน” 6 เหตุผลที่เราควรหมั่นอัปเดตเรซูเม่ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3sVAujz https://bit.ly/3TJJT9D  แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://indeedhi.re/3DHipfi #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfdevelopment #jobinterview #hiring #recruit ### จัดการ Zeigarnik Effect ยิ่งเราดองงานเท่าไร สมองก็จ้องจะเล่นคุณมากเท่านั้น เคยสังเกตไหมว่าถ้าเรามีบางอย่างต้องทำ หรืออยากรู้อะไรสักเรื่อง เราจะนึกถึงมันเรื่อยๆ และจะเริ่มเครียดมากขึ้นถ้ายังไม่ได้ลงมือจัดการ โดยวิธีเดียวที่จะหยุดนึกถึงได้ก็คือต้องทำให้มันจบ เช่น การดูซีรีส์ตอนถัดไป อ่านหนังสือให้จบเล่ม หรือแม้แต่กับการทำงาน ยิ่งงานเยอะเท่าไรใจเราทุกคนก็ยิ่งอยากทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จเร็วๆ เท่านั้น แต่ติดที่ร่างกายเหมือนจะไม่เข้าใจ เค้นแค่ไหนสมองก็ไม่แล่น บางทีงานก็ไม่เดิน หรือผลลัพธ์ออกมาไม่ดีตามที่ต้องการ ปัญหานี้เป็นเพราะความยากของงาน ความสามารถของเราหรือเราถูก ‘สมอง’ ของตัวเองเล่นงานกันแน่? ถ้าคุณเคยหรือกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่งานรออยู่อีกเพียบ แต่ไม่สามารถโฟกัสงานตรงหน้าได้ ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งเครียดมากขึ้นจนสุดท้ายไม่มีอะไรเสร็จสักอย่าง ถึงเวลาเข้าใจความสัมพันธ์ของ “งานค้าง-สมอง-สองมือ” และประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา โดยปรากฏการณ์นี้มีชื่อว่า Zeigarnik Effect ที่พบว่าสมองจะจดจำและคิดถึงเรื่องที่อยากรู้ หรือสิ่งที่ต้องทำ เช่น “งานที่ยังไม่เสร็จ” ได้ดีกว่าอะไรที่ทำสำเร็จลุล่วงแล้ว ลองสังเกตตัวเองถ้าวันนี้มีคนถามว่าทำงานอะไรเสร็จไปแล้วบ้างก็คงต้องใช้เวลานึกประมาณหนึ่ง กลับกันถ้ามีคนถามว่า วันนี้ทำอะไรเสร็จไปแล้วบ้าง เราก็คงพรั่งพรู บรรยายออกมาได้ยาวเหยียดแบบอัตโนมัติ ปัญหาคือระหว่างที่ Zeigarnik Effect ทำงาน เราจะคอยคิดถึงสิ่งที่ยังค้างอยู่ ขาดสมาธิจากงานตรงหน้าแม้จะพยายามแล้วก็ตาม ซึ่งความกังวลนี้จะกระตุ้นความเครียด และหนทางเดียวที่จะหยุดได้ก็คือทำสิ่งนั้นให้เสร็จ! ยิ่งไปกว่านั้นผลจาก Zeigarnik Effect ยังพบว่าความกังวลถึงเรื่องที่คาใจอยู่ ยังเป็นสาเหตุให้เราไม่สามารถจัดการงานให้ออกมาดีได้ ไม่ว่าจะด้านประสิทธิภาพ หรือคุณภาพเพราะสมองไม่ได้สนใจสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า แต่กลับถูก ‘รบกวน’ โดยงานที่ยังไม่เสร็จ คุณ Bluma Zeigarnik ได้ทำการศึกษาผ่านการทดลองกับคน 2 กลุ่ม ด้วยการให้ต่อ Puzzle กับทำโจทย์คณิตศาสตร์ง่ายๆ โดยที่กลุ่มแรกปล่อยให้ทำไปเลย ในขณะที่กลุ่มที่สองจะถูกเข้าไปขัดจังหวะเป็นระยะ ผลคือ 90% ของคนกลุ่มที่สองสามารถจดจำแบบทดสอบได้มากกว่า ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า “สมองจะจดจำสิ่งที่คาใจอยู่ได้มากกว่าสิ่งที่ทำเสร็จไปแล้ว” ทำให้กับการทำงาน ถ้าเรายังมี ‘งานค้าง’ รอไว้อยู่ สมองก็จะจดจำแต่สิ่งนั้นจนไม่มีสมาธิมาจัดการงานตรงหน้า จนงานเดินช้าลง ประสิทธิภาพไม่ดี คุณภาพไม่ได้ตามที่หวัง ดังนั้นอะไรที่ยังค้างคา ก็ต้องทำให้มันจบด้วยการ ‘คลายปม’ ไปทีละจุด จัดลำดับสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเขียนลงเป็น To-Do List ก็ได้ เราสามารถจัดการ ‘ปม’ ได้ตามความถนัด บางคนอาจชอบเขียนออกมา บางคนอาจจำไว้ในหัว ยังไงก็ได้แต่ต้องให้สมองเห็นภาพและรู้ลำดับขั้นตอนชัดเจน อะไรทำก่อน - หลัง สำคัญมากน้อยแค่ไหน เท่านี้ความเครียดก็จะลดลง และทำงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้น เพราะไม่มีอะไรมา ‘รบกวนใจ’ จนไม่มีสมาธิกับงานตรงหน้าแล้ว ถ้าวันนี้คุณยังมี ‘งานค้าง’ ที่คาใจอยู่จนงานเดินไปไหนไม่ได้ลองจัดลำดับความสำคัญให้ตัวเองเห็นภาพ เพื่อการทำงานที่ราบรื่นมากขึ้น หรือถ้า “งานเยอะจนงง” ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรขอแนะนำ 3 เครื่องมือบริหารงานและเวลา จัดการงานง่ายๆ มองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับการทำงาน? ฝากโปรไฟล์และเรซูเม่ไว้กับเราพร้อมดูแลให้คำปรึกษาในการหางานที่ใช่ในบริษัทที่ชอบ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3W2y93k #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfdevelopment #ZeigarnikEffect #งานค้าง ### 6 เหตุผลที่เราควรหมั่นอัปเดตเรซูเม่ 6 เหตุผลที่เราควรหมั่นอัปเดต ‘เรซูเม่’ พร้อม 3 เคล็ดลับอัปโปรไฟล์ให้ปัง! ซึ่งควรทำประจำแม้ไม่ได้จะสมัครงาน ทุกคนคงรู้ว่าเรซูเม่คือใบเบิกทางสำหรับการสมัครงาน แต่น้อยคนที่จะรู้ว่านอกเหนือจากนั้น มันยังช่วยให้เราก้าวหน้าได้ง่ายและเร็วมากขึ้น ถ้าเรามีวินัยหมั่น ‘อัปเดต’ กันสักหน่อย การอัปเดตเรซูเม่บ่อยๆ อาจดูไม่มีความจำเป็นสำหรับบางคน เพราะคิดว่าหน้าที่ของเรซูเม่จะสิ้นสุดลงก็ตอนส่งสมัครงาน จากนั้นก็เก็บเข้ากรุและจะขุดขึ้นมาใหม่อีกครั้งก็ตอน “มองหางานใหม่” เมื่อถึงตอนนั้นก็มาเหนื่อยย้อนประวัติกันยาว ใช้เวลากันเป็นวัน ไหนจะรีบจนลืมรายละเอียดสำคัญต่างๆ ไปอีก ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเรามีวินัยอัปเดตเรซูเม่อยู่เสมอ การมีวินัยหมั่นอัปเดตเรซูเม่ นอกจากช่วยให้เราไม่เสียเวลาแล้วยังมีข้อดีที่คาดไม่ถึงตามมาอีกเพียบ ยกตัวอย่างง่ายๆ หนึ่งในนั้นคือการช่วยให้เรา “รู้จักตัวเองมากขึ้น” ผ่านการบันทึกความสำเร็จลงในเรซูเม่ทั้งประวัติการทำงาน ความเชี่ยวชาญและความก้าวหน้าในอาชีพ ถ้าพอจะเห็นภาพคร่าวๆ ถึงความสำคัญแล้ว วันนี้เรามี 6 เหตุผลว่าทำไมเราถึงควรหมั่นขยันอัปเดตเรซูเม่ พร้อมเคล็ดลับ 3 ข้อที่จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับใบเบิกทางของเรากันครับ ทำไมเราควรหมั่นอัปเดตเรซูเม่ ? 1) รู้จักตัวเองมากขึ้น การหมั่นอัปเดตเรซูเม่จะช่วยให้เราสามารถเก็บรายละเอียดของการทำงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ทักษะความเชี่ยวชาญ ผลงานความสำเร็จรวมถึงภาพรวมเส้นทางอาชีพเพื่อตั้งเป้าหมายในอนาคตด้วย 2) ประหยัดเวลา โดยทั่วไปเรามักจะขุดเรซูเม่ขึ้นมาอัปเดตก็ต่อเมื่อ “มองหางานใหม่” หรือได้ข้อเสนอตำแหน่งงานจาก Recruiter เข้ามา คำถามคือ ณ ตอนนั้นเราจะมีเรซูเม่พร้อมส่งหรือมีเวลาทำมากพอไหม? ยิ่งไม่ได้อัปเดตนานแค่ไหน ก็ต้องใช้เวลามากขึ้นนานเท่านั้น และ “เวลาไม่เคยรอใคร” ด้วยเวลาที่จำกัดมีโอกาสสูงมากที่เราจะพลาดรายละเอียดสำคัญไปจนสุดท้ายพลาดโอกาสดีๆ ไปแบบน่าเสียดาย 3) พร้อมสำหรับโอกาสใหม่ๆ เสมอ ‘โอกาส’ สามารถมาได้ทั้งข้อเสนองานใหม่ ความก้าวหน้าในองค์กรหรือแม้แต่งานเสริมแบบ Freelance ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อไร แต่การอัปเดตเรซูเม่จะช่วยแสดงถึงทักษะความสามารถและหน้าที่ของเรา ณ ปัจจุบันให้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ทำให้เมื่อไรก็ตามที่มีโอกาสเข้ามาเราก็พร้อมที่จะคว้าไว้ 4) พัฒนาตัวเองได้ตรงจุด การหมั่นอัปเดตเรซูเม่นอกจากจะทำให้รู้ว่าทักษะความสามารถของตัวเองแล้ว ยังช่วยให้มองหาจุดที่ยังสามารถพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือตำแหน่งงานที่สนใจได้ง่าย ชัดเจนและตรงจุดมากขึ้น 5) ใช้ประเมินตัวเอง เรซูเม่สามารถทำหน้าที่ในฐานะเครื่องมือบันทึกความสำเร็จและการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอจะทำให้มองเห็นถึงการเติบโต ผ่านความสำเร็จ ทักษะที่เพิ่มขึ้นและจุดเด่นจุดด้อยที่มี ซึ่งสามารถเป็นหลักฐานอ้างอิงสำหรับการประเมินผลงานประจำปีด้วย 6) แสดงความเป็นมืออาชีพ การมีวินัยขยันอัปเดตเรซูเม่เปรียบเหมือนการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองสำหรับโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีและยืนยันถึงความเป็น “มืออาชีพ” แถมทิ้งท้ายกับ เคล็ดลับในการอัปเดตเรซูเม่ให้ตรงจุด และวิธีที่จะทำให้โปรไฟล์ของเราโดดเด่นเข้าตา Recruiter มากขึ้น 1) รวบรัด กระชับ เข้าใจง่าย สำหรับ HR หรือ Recruiter การต้องอ่านเรซูเม่วันละหลายฉบับ ทำให้ต้องใช้เทคนิคการ ‘สแกน’ แทนที่จะอ่านทุกรายละเอียด ทุกตัวอักษร ดังนั้นอย่าลืมที่จะเน้นความกระชับและตรงประเด็นมากที่สุด อาทิ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงาน คุณสมบัติเด่นที่ตอบโจทย์นายจ้าง 2) ใช้ ‘คีย์เวิร์ด’ ให้เป็นประโยชน์ ปัจจุบัน HR หรือ Recruiter มักใช้ช่องทางออนไลน์ในการค้นหาผู้สมัคร ซึ่งมักจะมีฐานข้อมูล พร้อมคีย์เวิร์ดเพื่อง่ายต่อการค้นหาและตรงกับความต้องการมากขึ้น ดังนั้นการใช้ข้อความเฉพาะในเรซูเม่หรือคำอธิบายที่ตรงกับคุณสมบัติใน Job Description ก็จะช่วยให้โปรไฟล์ของเราถูกค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น 3) ปรับตัวให้ตามทันเทรนด์ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เทรนด์ต่างๆ จะเปลี่ยนไป การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานจะขาดไม่ได้ ในขณะที่ค่านิยมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเรายึดติดอยู่กับสิ่งเดิมไม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นคนที่ถูกลืมไปตามกาลเวลา การออกแบบเรซูเม่ให้เหมาะสมกับสายงานทั้งดีไซน์และรายละเอียดข้อมูลก็จะช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้มากขึ้น และแสดงถึงความสามารถในการปรับตัว พัฒนาตัวเองเพื่อสิ่งที่ดีกว่าด้วย ฝากโปรไฟล์และเรซูเม่ไว้กับเรา พร้อมดูแลให้คำปรึกษาในการหาคนที่ใช่และงานที่ชอบ คลิก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3yQ9oxz https://bit.ly/3gh26fR #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfdevelopment #Resume #Jobapplication #Career #Recruitment ### 12 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูงปี 2024 มาถึงโค้งสุดท้ายของปี 2023 ปีแห่งการสูญเสียงานของใครหลายคน และเป็นปีที่ถูกพิษภัยเงินเฟ้อเล่นงานกันไปทั่วโลก ซึ่งเราคงได้เรียนรู้กันมาพอสมควรว่าควรปรับตัวอย่างไร บางคนรีบเร่งเรื่องการ Upskill, Reskill ให้ตัวเอง สำหรับบางส่วนอาจมองหาทางเลือกใหม่ๆ อย่างการ “ย้ายงาน” เปลี่ยนสายอาชีพเพื่อหางานที่ตอบโจทย์ชีวิตได้มากขึ้นเพื่อประกัน “ความมั่นคง” และสถานะทางการเงินและที่สำคัญต้องสามารถไปต่อในอนาคตได้ยาวๆ ในบทความนี้ Reeracoen Thailand ได้รวบรวม 12 อาชีพมาแรงพร้อมฐานเงินเดือนสูง จากตลาดภาพรวมระดับโลกมาฝากกันครับ (อ้างอิงจาก emeritus และค่าเฉลี่ยเงินเดือนจาก Glassdoor และ Comparably) 1) Software Developer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,670,000 บาท หน้าที่ตามชื่อคือการ “พัฒนา” ออกแบบระบบไอที วางโครงสร้างรากฐานทั้งสำหรับธุรกิจ B2B (business to business) และ B2C (business to consumer) ซึ่งมีตัวเลือกงานให้ค่อนข้างมากในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม คุณสมบัติที่จำเป็น เชี่ยวชาญการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น  C++, Python, Java เชี่ยวชาญภาษา SQL รวมถึงอ่านและป้องกันฐานข้อมูลในระบบต่างๆ รู้จักโครงสร้างและอัลกอริธึมต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูล สามารถแก้บักเพื่อลบการทำงานที่ผิดพลาดออก ทักษะการใช้งาน Atom, TextMate, Notepad++ หรืออื่นๆ การเข้ารหัสข้อมูลและคุ้นเคยกับ Cloud platforms 2) AI Engineer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 5,570,000 บาท เทคโนโลยีคือการพัฒนาซึ่งสามารถงอกเงยได้ในหลายแง่มุมซึ่ง AI ก็ถือเป็นหนึ่งในประเภทเทคโนโลยีที่มนุษย์เราให้ความสนใจ และมีศักยภาพในการเติบโตมากที่สุดอาชีพหนึ่งในโลก จากความสามารถในการพลิกธุรกิจให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ด้วยตัวเลขคาดการณ์ที่ AI สามารถนำรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่าถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 โดยวิศวกรออกแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI engineer) มีหน้าที่ออกแบบ พัฒนา และตั้งโปรแกรม กำหนดอัลกอริธึม ให้เครื่องจักรหรือโปรแกรมนั้นๆ สามารถ “คิด” ได้แบบมนุษย์ คุณสมบัติที่จำเป็น สามารถโปรแกรมด้วยภาษา Python, C++ และอื่นๆ เข้าใจกระบวนการ Deep learning ในรูปแบบต่างๆ จัดการและวิเคราะห์ข้อมูสำหรับสร้างแบบจำลอง AI ได้ดี เชี่ยวชาญคณิตศาสตร์ สถิติ พีชคณิต ฯลฯ เชี่ยวชาญ Machine learning เช่น TensorFlow, PyTorch 3) Data Analyst/Scientist เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,330,000 บาท ข้อมูลคือ “เชื้อเพลิง” ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนโลกดิจิทัล ดังนั้นธุรกิจมากมายจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถวิเคราะห์ ศึกษา ควบคุมฐานข้อมูลใหญ่ๆ เพื่อนำไปใช้ต่อได้ สำหรับความร้อนแรงของอาชีพนี้ถ้าไม่พูดถึงผลสำรวจจาก Statista, Bernard Marr & Co. ก็คงไม่ได้ เพราะมีการคาดการณ์ว่าจะมีข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นภายในปี 24 ถึง 147 zettabytes (ราวๆ 147,000,000,000 terabytes) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมต่างๆ คุณสมบัติที่จำเป็น การเก็บข้อมูล สร้างภาพจำลอง และดึงข้อมูลสำคัญจากฐานข้อมูลใหญ่ ทำเหมืองข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบความเชื่อมโยงกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อแยกข้อมูล ศึกษาและอธิบายให้เข้าใจได้ดี มีความเข้าใจในระบบอัลกอริธึมที่ซับซ้อน สถิติ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ 4) Data or Information Broker เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,425,000 บาท ถือเป็นอาชีพที่แตกออกมาจากตำแหน่ง Data Analyst ก่อนหน้านี้เมื่อธุรกิจมีความต้องการด้าน “ข้อมูล” ที่มากขึ้น ทำให้ต้องมีบุคคลที่สามารถเป็น “นายหน้า” คอยรวบรวม วิเคราะห์ อธิบาย และจัดระเบียบข้อมูลพร้อมออกใบ license ให้กับคู่ค้า เช่น ธุรกิจที่เน้นดำเนินการโดยยึดจากลูกค้าเป็นหลัก อาจติดต่อกับ Data Broker เพื่อให้ช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพสินค้า / บริการในอนาคต สำหรับอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่อาชีพ Data Broker จะมีบทบาทสำคัญอย่างถาวร เมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดทั่วโลกพบว่าในปี 2021 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 5.4 หมื่นล้านเหรียญภายในปี 2028 ถือเป็นส่วนต่างที่มากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญในเวลาเพียงไม่กี่ปี คุณสมบัติที่จำเป็น ความสนใจและเชี่ยวชาญในการค้นคว้าข้อมูล มีความรู้ครอบคลุมเกี่ยวกับเครื่องมือและโปรแกรมวิจัยข้อมูล สื่อสารและสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างดีเยี่ยม เข้าใจพื้นฐานกฎหมายและนโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล 5) Cybersecurity/Information Security Expert เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,356,00 บาท เนื่องจากทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งของวันไปกับการอยู่กับคอมพิวเตอร์ เครืองมือสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จึงสำคัญที่จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแรง เพื่อป้องกันการโจรกรรมทางไซเบอร์ สถิติในปี 2023 ที่ผ่านมาพบค่าเฉลี่ยมูลค่าความเสียหายจากการถูกเจาะข้อมูลอยู่ที่ราวๆ 4.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับองค์กรที่จะหันมาให้ความสำคัญและสร้างระบบป้องกันภัยที่มั่นคง จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมอาชีพนี้ถึงเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในปัจจุบัน โดยสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS สหรัฐฯ) คาดว่าจะเติบโตขึ้น 35% ภายในปี 2031 คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยและการจัดการอย่างลึกซึ้ง ทักษะด้านการโปรแกรมและค้นหาจุดบอดล่วงหน้า คาดการณ์ปัญหาและประเมินความเสี่ยงได้ อัปเดตเทรนด์และพัฒนาโครงสร้างระบบให้ทันสมัยเสมอ 6) Blockchain Developer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,530,000 บาท มีหน้าที่กำหนดโครงสร้างบล็อกเชน วางโปรโตคอลและรับผิดชอบให้ทำงานได้อย่างราบรื่น หนึ่งในสาเหตุที่เทคโนโลยีบล็อกเชนเกิดขึ้นมาก็เพื่ออุดช่องโหว่ในระบบจากความไม่มั่นคงของโลก เป็นวิธีบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง แก้ไข ซึ่งรวมถึงการโจรกรรมข้อมูลผ่านการ “แฮ็ก” ด้วย นอกจากนี้มีการคาดว่าจะมี 40 ล้านตำแหน่งที่ได้รับผลจากเทคโนโลยีดังกล่าวภายในปี 2030 คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านการทำงานของระบบสถาปัตยกรรมบล็อกเชน ความเข้าใจพื้นฐานที่จำเป็นในระบบ cryptographic คุ้นเคยกับรูปแบบโครงสร้างข้อมูลต่างๆ ความรู้ในภาษาคอมพิวเตอร์ที่หลากหลาย 7) Digital Media Content Creator เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 3,130,000 บาท อาชีพด้านการตลาดถือเป็นหนึ่งในงานที่ถูกมองว่าสนุกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และไม่มีทางที่โลกนี้จะหมดความต้องการลงไปได้ง่ายๆ อ้างอิงจากรายงาน State of Content โดย Linkedin คอนเทนต์ครีเอเตอร์ทุกคนสามารถ “โล่งใจ” กันได้ยาวๆ เนื่องจากพบว่าเป็นอาชีพที่ไม่อยู่ในขั้น “อันตราย” แม้เศรษฐกิจและสถานกาณ์โลกจะทำให้หลายๆ คนเจอปัญหา ซึ่งการสำรวจบุคลากรในสายงานดังกล่าวกว่า 1,200 คนได้ข้อสรุปว่าแบรนด์ต่างๆ ยังคงลงทุนในการสร้างสรรค์ผลิตเนื้อหา เพื่อใช้เป็นสื่อกลางสำหรับกระตุ้นการขายต่อไป คุณสมบัติที่จำเป็น ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจในหลัก SEO และนำมาปรับใช้กับงาน ทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศ สามารถใช้เครื่องมือสำหรับเขียน ตัดต่อ ตกแต่งสื่อต่างๆ ได้ บริหารจัดการวางกลยุทธ์เนื้อหาให้เหมาะสมในแต่ละช่องทาง 8) Nurse Practitioner เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 4,320,000 บาท มีอีกชื่อหนึ่งว่า “พยาบาลวิชาชีพ” ซึ่งเป็นลำดับที่สูงกว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาล” โดยมีอำนาจสั่งการรักษาและจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้ สำหรับอัตราการเติบโตของอาชีพค่อนข้างเป็นไปในทิศทางบวกต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้มากถึง 40% ภายในปี 2031 คุณสมบัติที่จำเป็น ให้คำแนะนำและดำเนินการวิจัยเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้ผู้คน ความสามารถการคิดวิเคราะห์และสื่อสารได้อย่างดีเยี่ยม อัปเดตองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นประจำ พัฒนาหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้การรักษาได้ดียิ่งขึ้น 9) Health and Medical Manager เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,500,000 บาท ทำหน้าที่ติดตามกำกับดูแลกิจกรรมให้แก่ผู้ให้บริการรักษา เช่น โรงพยาบาล คลินิก หรือศูนย์ปฏิบัติงานทางการแพทย์ รวมถึงรับผิดชอบด้านการเงิน และจดบันทึกการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากธุรกิจด้านสุขภาพกำลังมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2021 มีงานในระบบที่ 4.8 แสนตำแหน่งซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้น 28% ไปจนถึงปี 2031 คุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการสื่อสารเป็นเลิศ เข้าใจภาพรวมของงานบริการด้านสุขภาพและการบริหารธุรกิจ บริหารจัดการเวลาได้ดี 10) Financial Manager เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 6,430,000 บาท การลงทุนคือสิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะในฐานะบุคคลหรือองค์กรโดยช่วยสร้างประโยชน์สูงสุดให้การลงทุน บริหารจัดการด้วยความรอบคอบ ลดความเสี่ยงในจุดต่างๆ เพื่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคง ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจในธุรกิจและศาสตร์ของการลงทุนอย่างลึกซึ้ง คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ ความเข้าใจในการทำธุรกิจ การสื่อสารและนำเสนอระดับดีเยี่ยม จัดการตัวเลขได้อย่างรวดเร็ว สามารถบริหารความเสี่ยงให้องค์กร 11) Web Developer เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,860,000 บาท การสร้างและบำรุงรักษาเว็บไซต์ รวมถึงซอฟต์แวร์ต่างๆ มักจะอยู่ภายใต้การทำงานของ Web Developer ทั้งในรูปแบบ Back-end, Front-end และ Full-stack ซึ่งทุกวันนี้ธุรกิจปรับตัวโดยการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่รูปแบบ digital มากขึ้น จึงต้องมีเว็บไซต์หรือโปรแกรมที่แข็งแกร่งทำให้ตำแหน่งงาน Web Developer ถูกคาดว่าจะโตขึ้น 23% ไปจนถึงปี 2031 คุณสมบัติที่จำเป็น ความรู้ด้านการ coding อย่างรอบด้าน คุ้นเคยกับการออกแบบ UX/UI เป็นอย่างดี รู้จักภาษา HTML เช่นเดียวกับ CSS ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล รับผิดชอบในการออกแบบเว็บไซต์ให้เข้ากับแต่ละอุปกรณ์ 12) Business Management Analyst เงินเดือนเฉลี่ย/ปี: 2,910,000 บาท ลักษณะเบื้องต้นคือคนที่ชอบหาวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพโดยหน้าที่คือการจัดการ ดูแลพร้อมให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการเติบโตและพัฒนาธุรกิจในทิศทางที่เหมาะสม คุณสมบัติที่จำเป็น ทักษะการคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูล รู้เท่าทันเทรนด์และวิธีการใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม แก้ปัญหาได้อย่างดีเยี่ยม สามารถบริหารจัดการเวลาได้ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะการสื่อสารและการเข้าสังคม ฝากโปรไฟล์พร้อมมองหางานใหม่ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกับ 12 อาชีพมาแรงในปี 2024 อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: 7 นิสัยและการกระทำเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในปี 2024 4 สัญญาณ Red flag จาก Job description ที่กำลังเตือนให้เรารีบหนีไป! แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3v7HqhQ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruitment ### 8 ข้อ Do & Don’t และ 3 สเต็ปสำหรับ “ขอขึ้นเงินเดือน” ผลสำรวจของ Payscale ในปีค.ศ. 2015 พบว่าจากตัวอย่าง 30,000 คน มีเพียง 43% ที่กล้าขอขึ้นเงินเดือน โดยสำเร็จแค่ 5,600 คนหรือคิดเป็น 18.6% จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ทำไมมนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องลำบากใจและผิดหวังเสมอเมื่อต้องพูดคุยเรื่องเงินเดือน ทั้งๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการครองชีพ? การขอขึ้นเงินเดือนคงเป็นสิ่งที่คนทำงานแทบทุกคนคงจะรู้สึกคล้ายๆ กันว่าพูดยา ขอยากและมีโอกาสสูงมากที่จะถูกบ่ายเบี่ยง ซึ่งจะเป็นปมฝังใจว่า “ตัวเราไม่ดีพอ” นำไปสู่ภาวะหมดความเชื่อมั่นในตัวเอง (Imposter Syndrome) หนึ่งในสาเหตุของโรคซึมเศร้า ทั้งๆ ที่ควรมีการหมั่นปรับฐานโดยอิงจากเรทเงินเดือนสายอาชีพ อายุงาน ผลประกอบการและผลงานที่ได้ทำ เพื่อรักษาประโยชน์ทั้งสองฝ่าย พนักงานไม่หนีหาย และองค์กรอาจได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น (แล้วแต่ข้อตกลง) เมื่อลูกจ้างอยากได้แต่ก็ไม่กล้าขอ ส่วนนายจ้างก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องให้ อัตราเงินเดือนจึงกลายเป็นประเด็นที่หาตรงกลางได้ยาก มนุษย์เงินเดือนหลายคนเลยตกอยู่ในสถานะ ‘ดอง’ ตัวงานดี สังคมโอเค เลยอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ให้งานค่อยๆ เพิ่ม แต่เงินไม่ขยับ (หรือขยับนิดหน่อย) เมื่อใจไม่ได้อยากย้ายงาน แค่ต้องการผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อมากขึ้น เราจึงต้องอุดช่องโหว่ระหว่างพนักงาน-นายจ้างด้วยเหตุผลที่ดีทำให้นายจ้างเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกที่ ‘วิน-วิน’ ทั้งสองฝ่าย รวมเทคนิค 8 ข้อ Do & Don’t กับเคล็ดลับการเตรียมตัวขอขึ้นเงินเดือน Do 1) สำรวจฐานเงินเดือน การสำรวจฐานเงินเดือนจะทำให้เรารู้ว่าในอาชีพเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกันนี้ได้แค่ไหน ซึ่งต้องดูความสมน้ำสมเนื้อของเงินและงานด้วย ความยาก ความท้าทายต่างกันยังไงเพื่อกำหนดตัวเลขในใจไว้ก่อน 2) มีตัวเลขในใจ การมีตัวเลขในใจจะทำให้เรามี ‘เป้า’ ที่ชัดเจนโดยที่ต้องไม่เยอะจนเกินไป แต่ก็ควรตอบสนองความพึงพอใจมากที่สุดเพราะไม่สามารถขอได้บ่อยๆ 3) รวบรวมผลงาน ตั้งแต่ทำงานที่นี่อะไรที่เป็นผลงานชัดๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทีมหรือองค์กรในทางที่ดีขึ้นบ้าง เพื่อประเมินตัวเองว่า ‘ดีพอ’ จะไปขอผลตอบแทนที่มากขึ้นหรือยัง 4) รู้คุณค่าตัวเอง จุดเด่นของเราคืออะไร สามารถทำอะไรให้ทีมและองค์กรซึ่งคนอื่นทำไม่ได้ การรู้ข้อนี้จะทำให้เรามีน้ำหนักมากพอที่จะให้องค์กรจะกล้าลงทุนเพิ่มขึ้น 5) วางแผนอนาคต การเติบโตในระยะยาว เมื่อเรากล้าที่จะขอผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น เราก็ต้องมีอะไรให้องค์กรกลับไปเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน วางแผนให้ดีทั้งโปรเจกต์ใหม่ๆ โอกาสเติบโตในอนาคต 6) มองไกลกว่าตัวเงิน หากสุดท้ายไม่ได้สิ่งที่คาดหวังแต่ก็ไม่ได้อยากย้ายไปไหน ลองนึกถึงสิ่งอื่นนอกเหนือจากเงิน เช่น งบสำหรับลงเรียนคอร์ส วันหยุดพิเศษ หรืออื่นๆ ที่องค์กรมอบให้ได้และเป็นผลดีกับองค์กรด้วย 7) นัดคุยจริงจัง เมื่อเรื่องเงินนั้นสำคัญเราจึงต้องทำให้หนักแน่น ควรนัดหมายอย่างชัดเจน แสดงความจริงจังให้หัวหน้ารับรู้ มากกว่าพูดคุยตอนกินข้าวหรือเดินผ่านไปมา 8) มั่นใจในตัวเอง Don’t 1) เข้าหาไม่รู้จังหวะเวลา 2) ขอมากเกินสมควร ต้องคำนึงถึงภาพรวมของฐานเงินเดือนในองค์กร และแม้จะทำตำแหน่งเดียวกันแต่คนละบริษัท ก็ควรพิจารณาปริมาณงาน ความท้าทายที่ต่างกันด้วย 3) เอาเงินเดือนเพื่อนร่วมงานมาพูด 4) ใช้เหตุผลส่วนตัว ถ้าเราใช้เหตุผลส่วนตัวเข้าหาเช่น “ค่าข้าวแพง ค่าใช้จ่ายเยอะขึ้น” ซึ่งไม่ใช่ความผิดขององค์กร ก็จะทำให้การขอขึ้นเงินเดือนนี้ไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟัง 5) ขู่ย้ายงาน จาก “พูดคุยเจรจา” กลายเป็นการสร้างความ “แตกหัก” และชี้ให้เห็นว่าตัวเราเองไม่ได้รักองค์กร พร้อมจะจากไปตลอดเวลา 6) เคลมผลงานเข้าตัว ไม่ควรนำผลงานที่สำเร็จในฐานะทีมหรือองค์กร มาเป็นหนึ่งในผลงานส่วนตัว 7) ไม่หนักแน่น ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง 8) ปิดกั้นโอกาสใหม่ๆ ทั้งจากข้างในและนอกองค์กร เมื่อรู้สิ่งที่ควรเตรียมรวมถึงข้อควรระวังแล้ว เราก็สามารถปรับใช้ตามความถนัด ด้วยหลัก G.I.M.M.E ได้แก่ Give Background: ประวัติการทำงาน ผลงาน Introduce: คุณสมบัติความสามารถ Make Your Case Research-based: ชี้ให้เห็นฐานงานเดือนในตลาด Make the ask: ขอผลตอบแทนในฐานะรางวัลและแรงกระตุ้น Ending: จบด้วยความจริงจังและมั่นใจ ซึ่งแบ่งเป็นขั้นตอนให้เห็นภาพง่ายขึ้นดังนี้ครับ สเต็ปที่ 1 “การเตรียมตัว” สำรวจฐานเงินเดือนในตลาดเพื่อหาตัวเลขในใจ รวบรวมผลงาน ความสำเร็จ ดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม (อารมณ์ สถานการณ์ เวลา) นัดหมายอย่างจริงจัง (เช่นคุย One on one) สเต็ปที่ 2 “พูดคุย” พูดถึงความสำเร็จและผลงานที่ผ่านมา เกริ่นถึงคุณค่าและความโดดเด่นของตัวเอง นำเสนอแผนในอนาคต ความท้าทายใหม่ๆ และความต้องการที่ต้องการเติบโตในองค์กร ขอขึ้นเงินเดือน เพื่อเป็นกำลังใจให้ความทุ่มเท และกระตุ้นสู่เป้าหมายที่วางไว้ สเต็ปที่ 3 “รอผล” เมื่ออธิบายหมดแล้วเราควรหยุดพูดเพื่อแสดงความหนักแน่นและมั่นใจ โดยทั่วไปหัวหน้ามักขอเวลาคิด และจะนัดมาพูดคุยอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุป หากคำตอบคือไม่ แต่เราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นจริงๆ อาจลองมองหาในรูปแบบอื่น เช่นวันหยุดพิเศษ สวัสดิการที่เพิ่มขึ้นหรืองบสำหรับลงเรียนคอร์สต่างๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะได้ง่ายกว่า เปิดใจให้กับโอกาสใหม่ๆ ฝากโปรไฟล์ไว้กับเรา สำรวจฐานเงินเดือนในแต่ละสาย พร้อมเช็กตำแหน่งงานที่สนใจ คลิก อ่านบทความเพิ่มเติมที่: 5 กลุ่มทักษะและอาชีพที่จะไม่มีวันถูกยึดครองด้วยเทคโนโลยี AI 8 ข้อดีสุดเหลือเชื่อจากความขี้เกียจ (อย่างพอดี) แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://we.co/3eqJ0mG https://bit.ly/3T4qJdE https://bit.ly/3rFwlzw https://bit.ly/3yu1kCo #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfdevelopment #Salary #Raises ### 5 กลุ่มทักษะและอาชีพที่จะไม่มีวันถูกยึดครองด้วยเทคโนโลยี AI หลังจากบริษัท Tesla ได้เปิดตัว “Optimus” หุ่นยนต์ต้นแบบมนุษย์ซึ่งถูกออกแบบมาให้ขยับ ทำได้หลายอย่าง พร้อมราคาขายที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ CEO อย่าง Elon Musk เองยังออกมาเปิดเผยถึงแผนเพิ่มเติมว่า “เตรียมผลิตหุ่นยนต์ที่สามารถมี___กับมนุษย์ได้” งานนี้อาจทำเอาบางคนสงสัยว่าถ้าหุ่นยนต์ล้ำได้ขนาดนั้น ในอนาคตข้างหน้า AI จะเข้ามาทำทุกอย่างแทนเราไหม? ซึ่งคำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ ประเด็นเรื่อง AI แย่งงานมนุษย์เป็นเรื่องให้พูดคุยกันมาตลอด ซึ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสสูงที่บางอาชีพจะถูกทดแทนด้วย AI โดยสมบูรณ์ เนื่องจากก่อความผิดพลาดน้อยกว่า ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องขึ้นเงินเดือน และที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องมีวันหยุด ทำให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว เห็นได้จากปัจจุบันที่เริ่มมีการนำ AI เข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ เช่น จำนวนพนักงานเสิร์ฟที่น้อยลง และแทนที่ด้วยหุ่นส่งอาหาร เครื่องชำระเงินอัตโนมัติคอยทำหน้าที่แทนพนักงานแคชเชียร์ และงานอื่นๆ ที่ไม่ต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญหรือความสามารถเฉพาะทาง หรือแม้แต่วงการศิลปะ ณ ปัจจุบันเองก็ถูก AI เริ่มเข้ามาเขย่าวงการ ตั้งแต่มีการใช้หุ่นวาดภาพ จนล่าสุดเกิดกรณีผลงานของ AI ชนะเลิศการประกวด ในหมวด Digital Arts ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ในสังคมว่าเป็นการลดทอนคุณค่าของงานศิลปะ ถึงแม้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทแทนมนุษย์ได้หลายอย่าง แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่พวกมันไม่สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ด้วยทั้งข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและการยอมรับจากสังคม ทำให้เกิดคำถามว่าในอนาคตอาชีพไหนจะอยู่ จะไป ใครจะรอดและใครจะร่วง วันนี้เรามี 5 กลุ่มอาชีพที่จะไม่สามารถถูกทดแทนได้โดย AI มาฝากกันให้อุ่นใจครับ 1) อาชีพที่อาศัย “ความเป็นมนุษย์” ในการทำงาน ใช้ทักษะการสื่อสาร การจัดการอารมณ์เพื่อตอบสนองความต้องการและความรู้สึกของมนุษย์ ซึ่งยากที่ AI จะสามารถวิเคราะห์ได้ เช่นงานบริการ งานสื่อ งานสอนฝึกอบรม และ HR 2) อาชีพที่อาศัย “ความคิดสร้างสรรค์” เช่น การเขียน การวาดภาพ และการทำอาหารที่ต้องอาศัยการพลิกแพลงและความยืดหยุ่นในการปฏิบัติ หลายคนอาจแย้งว่าปัจจุบันมี AI ที่วาดภาพได้แล้ว แต่เอกลักษณ์ของผลงาน หรืองานที่มี “ลายเซ็น” ของศิลปินยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญอยู่เช่นกัน 3) อาชีพที่อาศัย “การตัดสินใจ” อย่างเฉียบแหลม เช่น CEO ทนาย นักการเมือง ซึ่งต้องได้รับความไว้วางใจจากสังคมมากกว่าจะให้ AI มาทำหน้าที่แทน 4) ผู้พัฒนาและควบคุมเทคโนโลยี ยิ่งความต้องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในตลาดมีมากขึ้นเท่าไร โอกาสในการเติบโตของกลุ่มอาชีพนี้ก็เพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะจะให้ AI สร้าง AI ขึ้นมาอีกทีนั้นคงเป็นไปไม่ได้ 5) อาชีพที่อาศัย “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” เช่น นักกีฬา แพทย์ นักกายภาพบำบัด และนักมายากล สุดท้ายอาชีพที่กล่าวมาทั้งหมดอาจได้รับความช่วยเหลือโดยเทคโนโลยี AI หรือหุ่นยนต์ในฐานะเครื่องมือเพื่อพัฒนาศักยภาพ แต่จะไม่ถูกทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ เพราะสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างคือพลังแห่งการคิดและจินตนาการ ซึ่งไม่มีอะไรสามารถเลียนแบบได้ นอกจากนี้การหมั่นพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองจะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่สามารถถูก AI หรือใครเข้ามาทดแทนได้ เพิ่มโอกาสให้ตัวเอง เปิดทางให้อนาคต ฝากโปรไฟล์ไว้ที่ Reeracoen Thailand ผู้นำในการเชื่อมต่อคนเข้าสู่งาน คลิก อ่านบทความเพิ่มเติม: 8 ข้อดีสุดเหลือเชื่อจากความขี้เกียจ (อย่างพอดี) เช็ก 4 บุคลิกภาพจากหลัก DISC แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3SN6IIU https://bit.ly/3efU8mu https://bit.ly/3T1VwYK #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfdevelopment #Inspiration #Psychology #AI #Tesla #jobs ### 8 ข้อดีสุดเหลือเชื่อจากความขี้เกียจ (อย่างพอดี) อยากเจริญต้องขยันหมั่นเพียร ทำงานทุกอย่างให้หนักเพื่อพัฒนาตัวเองเท่านั้นจริงเหรอ หรือเราจะเป็นคน ‘ขี้เกียจ’ อย่างชาญฉลาด ที่เลือกทำเฉพาะสิ่งสำคัญและมีประโยชน์สูงสุดโดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องไม่จำเป็น? “เลือกคนขี้เกียจมาทำงานที่ยาก เพราะเขาจะหาวิธีมาทำมันให้ง่าย” - Bill Gates “ความขี้เกียจ” ถูกมองในฐานะตัวแทนของความเฉื่อยชา ไม่ก้าวหน้า ไม่พัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของความขยัน (Productive) ที่มนุษย์เชิดชู ทั้งขี้เกียจตัวเป็นขน ขี้เกียจสันหลังยาว ขี้เกียจแบบนี้ไม่มีวันเจริญ และอีกสารพัดคำที่เราจะใช้เพื่อตำหนิลักษณะนิสัยดังกล่าว แต่รู้หรือไม่ว่า “ความขี้เกียจ” เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ และเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงาน หากรู้จักใช้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่ใช่ว่าอะไรๆ ก็ขี้เกียจ จนสุดท้ายกลายเป็นคนไม่เอาอะไรเลย บทความบน Linkedin โดยคุณ Kelly Evagelakos CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท NEON Management ได้ระบุถึงหลากข้อดีที่น่าสนใจ ซึ่งเกิดขึ้นบนความขี้เกียจดังนี้ครับ 1) เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ คนขี้เกียจจำนวนมากใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ตัดขาดตัวเองจากเรื่องต่างๆ ที่ชวนเหนื่อย เสียพลังงาน ซึ่งหมายความว่าเขาจะมีเวลาในการคิดและทำในสิ่งที่สนใจ ทำให้ได้ไอเดียสดใหม่ออกมาบ่อยครั้ง 2) งานคุณภาพสูง ด้วยความขี้เกียจทำให้พวกเขาเลือกที่จะทุ่มพลังงานไปที่งานใดงานหนึ่ง มากกว่าการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ซึ่งช่วยให้โฟกัสงานได้ดีขึ้น มีเวลาให้ลงรายละเอียดยิ่งขึ้น ลดข้อผิดพลาดได้มากขึ้น 3) ฟื้นพลังให้ตัวเองเก่ง เมื่อเหนื่อยล้า หรือว่างจากงาน แทนที่จะไปหาทำเหมือนคนทั่วๆ ไป พวกเขาก็มักจะเลือกใช้เวลาในการพักผ่อนอย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งทำให้ฟื้นตัวจากความเหนื่อยได้เร็ว เหมือนคนที่พก Power bank ไว้ตลอดเวลา ลดโอกาสที่จะเหนื่อยล้าสะสม จนกลายเป็นคน Burnout 4) กระตุ้นเพื่อนร่วมทีม หากทีมมีคนที่ดูขี้เกียจ (ที่ทำงานดี) เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ก็จะรู้สึกถูกกระตุ้นให้ขยันมากขึ้น โดยการคอยเติมจุดนั้น เสริมจุดนี้ ช่วยเหลือกันและกัน เพื่อทำให้ภาพรวมของทีมทำงานได้อย่าง “ไม่ติดขัด” 5) วางแผนและตัดสินใจเฉียบคม การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองทำให้พวกเขาสามารถคิดต่อยอดสิ่งต่างๆ และทำความเข้าใจสิ่งที่ตัวเองต้องการ รวมถึงวางแผนได้อย่างรอบคอบ 6)  ซื่อสัตย์ จริงใจ ไร้เหลี่ยม เนื่องจากขี้เกียจหางานใหม่ ก็เลยต้องทำผลงานให้ดีจะได้ไม่ถูกเชิญออก รวมถึงไม่สนใจที่เล่นเกมจิตวิทยาใส่คนอื่น ตัดสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นใดใด เพราะแค่ทำงานปกติก็เหนื่อยแล้ว 7) รับฟังอย่างดี แถมไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติม หากองค์กรกำลังมีปัญหาที่กำลังดำเนินการแก้ไขแล้วมีคนยกประเด็นขึ้นมาสุมไฟเพิ่มเติม ก็คงสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนอื่นๆ ได้ แต่เราสามารถหายกังวลได้ระดับหนึ่ง เพราะคนขี้เกียจจะไม่ทำอย่างนั้น พวกเขาชอบที่จะอยู่ชิลๆ เงียบๆ ลอยไปกับกระแสน้ำมากกว่าตะเกียกตะกายขึ้นเกาะ 8) ไม่ทำตัว Toxic จ้องจะแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลา ถ้ามีใครสักคนคอย “ขิง” ใส่คนเพื่อนร่วมงานตลอดเวลาหรือทำตัวเก่งไปหมด ใครทำอะไรหน่อย ก็ต้องกระโดดร่วมวงมาแข่ง ฉันดีกว่า เก่งกว่า เจ๋งกว่า คงทำให้บรรยากาศการทำงานอึดอัดได้ ต่างกับคนขี้เกียจ ที่ไม่มีเวลาและพลังงานมากพอจะไปยุ่งเรื่องคนอื่นขนาดนั้น ความขี้เกียจสามารถพลิกกลับมาเป็นข้อดีได้หากรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยห้ามใช้ความขี้เกียจเป็นข้ออ้างในการ "ผัดวันประกันพรุ่ง" จนเวลาที่ควรจะได้ใช้โฟกัสกับงาน หรือสิ่งที่สำคัญนั้นหายไปเปล่าๆ ใช้เวลาไปกับสิ่งที่จำเป็น อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ และอย่าลืมความรับผิดชอบ เต็มที่กับสิ่งที่ต้องทำด้วย อ่านบทความเพิ่มเติม: Build-Break-Build ทักษะการ “ชื่นชมเพื่อพัฒนา” 3 เครื่องมือบริหารเวลา จัดการงานง่ายๆ ฉบับมือใหม่ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3e6A0Df แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3SEq3Mf https://bit.ly/3M5dJSX #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Selfdevelopment #Inspiration #Psychology #Laziness ### Art of recruitment 4 ขั้นตอนขายงานให้น่าซื้อ ทำไมหลายองค์กรถึงประสบปัญหาเปิดรับสมัครมาตั้งนาน แต่ก็ยังหาคนไม่ได้ ในขณะเดียวกันบางคนพยายามควานหาเท่าไรก็ยังไม่เจองานที่ใช่สักที? สำหรับองค์กร สิ่งที่ยากไม่แพ้การทำผลกำไรหรือขยายธุรกิจ คือการหาคนเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งไม่ใช่ “ใครก็ได้” แต่ต้องมีคุณสมบัติตรงสเปก ตอบโจทย์ทั้งความสามารถ ทัศนคติ บุคลิกภาพ สำหรับคนทำงานเองก็ต้องการ “งานที่ใช่” ในบริษัทที่ชอบ ทั้งผลตอบแทน สวัสดิการ เนื้องาน วัฒนธรรมองค์กรและโอกาสเติบโต เมื่อสองฝ่ายมีความต้องการและเงื่อนไขที่ต้องคลิกกันและตัวเลือกในตลาดทั้งบริษัทและผู้สมัครก็มีอยู่มากมาย ทำให้ต้องมีตัวกลาง (Recruiters) ที่ช่วยจับคู่ให้ทั้งสองได้มาลงเอยกัน แต่บางครั้ง Recruiters ก็พลาดได้เมื่อขายงานไปแล้วผู้สมัครไม่สนใจ จู่ๆ มาเปลี่ยนใจทิ้งข้อเสนอในตอนท้าย ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากการ “ผิดสเปก” ของตัวงานหรือความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพลาดรายละเอียดเล็กๆ อย่าง “การสื่อสาร” ที่จี้ถูกจุด และการขายจะต้องคำนึงถึงเหตุผลว่าทำไมคนถึงต้องซื้อ ดังนั้นความยากของ Recruiters ในการขายงานก็คือการ “เกาให้ถูกที่คัน” วิเคราะห์ว่าสิ่งที่เป้าหมายมองหาคืออะไร ทำอย่างไรให้ได้ความสนใจและวิธีการที่จะรักษาความประทับใจไปจนถึงปลายทาง ปรับการขายให้มีชั้นเชิงด้วยทักษะ Art of recruitment และ 4 Steps ง่ายๆ ไม่ต่างจากการ “ออกเดต” เริ่มจาก 1) การเข้าหา (First Call) การเริ่มต้นสำคัญเสมอ เพราะติดกระดุมพลาดเม็ดเดียวก็จะทำให้เม็ดต่อไปผิดหมด ทำให้เป้าหมายรู้สึกว่าตัวเอง “สมบูรณ์แบบ” สำหรับตำแหน่งนั้นๆ และโน้มน้าวให้เปิดใจรับฟังข้อเสนอจากเราด้วยสิ่งที่คาดว่าเขากำลังมองหา เช่นหากเป้าหมายของเรามีทักษะที่ดีแต่ไม่ค่อยมีโอกาสเติบโต เราก็สามารถขายจุดนี้รวมถึงความท้าทายใหม่ๆ หรือผลตอบแทนที่มากขึ้น เพื่อดึงความสนใจในข้อเสนอให้มากที่สุด แต่พยายามอย่าขายหนักเกินไปจนดูไม่น่าเชื่อถือ 2) การพูดคุย (Meeting) มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการ Recruit คนก็เหมือนกับการออกเดต จะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายประทับใจ สนใจในตัวเราและสิ่งที่เรามีมากขึ้นเรื่อยๆ ในการพูดคุยหรือสัมภาษณ์ เราต้องให้พื้นที่และเวลากับอีกฝ่ายมากกว่าตัวเอง ทำให้เขารู้สึกว่า “เราสนใจในตัวเขา” ไปพร้อมๆ กับทำให้เขาสนใจในตัวเราด้วย สิ่งสำคัญคือการทำให้บรรยากาศไม่อึดอัด ปลอดภัย น่าพูดคุยและสบายใจที่จะเป็นตัวเอง 3) การดูแล (Follow Up) หนึ่งในจุดที่สำคัญ แต่มักถูกมองข้าม หลังจากได้ความสนใจแล้วสิ่งที่เราควรทำต่อคือ “การดูแล” เมื่อจีบติดแล้ว เราก็ต้องเอาใจใส่ระหว่างทาง อย่าปล่อยให้รู้สึกเคว้ง ทำให้เขาเชื่อใจเราเหมือนเพื่อน พี่ น้อง พูดคุยสื่อสาร ด้วยวิธีการและช่องทางที่เหมาะสม และพยายามอย่าสร้างความรำคาญใจให้อีกฝ่าย 4) ปิดงาน (Closure) หลายคนอาจคิดว่าขั้นตอนสุดท้ายของการ Recruit คือการยื่นข้อเสนอให้ผู้สมัครเซ็นแล้วก็จบไป แต่ความจริงแล้วจุดนี้เราต้องทำให้เขา “เชื่อใจ” ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ดี สามารถเปลี่ยนชีวิตและฝากอนาคตไว้ในมือเราได้ รวมถึงระบุเหตุผลสำคัญว่าทำไมเขาถึงได้รับเลือกในตำแหน่งนั้นๆ เพื่อยกระดับ “ความภูมิใจ” และเพิ่ม “ความกระหาย” ที่จะมาทำงานในองค์กร สุดท้ายแล้วการเริ่มงานเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการดูแลเขาไปตลอดระยะเวลาต่อจากนี้ ดูแลให้ดีเหมือนวันแรกที่คุยกัน “เสมอต้นเสมอปลายและเสมอไป” ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: รู้จัก PROFESSIONAL BLIND SPOT กับดัก 3 ข้อที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า องค์กรจะหา “คนที่ใช่” ในโลกของการทำงานได้ยังไง? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3SOdNbD https://bit.ly/3URexPn #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Recruiting #HR #Hiring ### 10 เช็กลิสต์สู่การเป็น “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ไหวไหม ยังไหวอยู่นะ!? 10 เช็กลิสต์สู่การเป็น “ยอดมนุษย์เงินเดือน” เคยสงสัยไหมว่าถ้าเราลาออกไป บริษัทจะเป็นยังไง ป้าแม่บ้าน หัวหน้า เพื่อนร่วมงานจะมีใครเสียดายที่เสียเราไปบ้างไหม การมีความสำคัญในองค์กร เป็นหนึ่งในวิธีชี้วัดความสามารถและคุณค่าของคนทำงาน ซึ่งนอกจากได้รับการชื่นชมและความเคารพจากหลายๆ คนแล้ว ยังช่วยให้เรา “อัปมูลค่าตัวเอง” ให้มีอำนาจต่อรองได้มากขึ้นเช่นกัน ทั้งการเลื่อนตำแหน่ง หน้าที่อำนาจตัดสินใจต่างๆ รวมถึงอัตราเงินเดือนด้วย ทำอย่างไรถึงจะกลายเป็นสุดยอดพนักงานที่องค์กรขาดไปไม่ได้? เรามี 10 ข้อเช็กลิสต์สุดยอดพนักงาน จากเว็บไซต์ indeed.com ที่หากทำได้ รับรองว่าองค์กรใดๆ เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้าคนไหนก็ต้องรักและอยากเก็บเราไว้ชั่วฟ้าดินสลายอย่างแน่นอน 1) ทัศนคติดี การมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆ นอกจากช่วยให้เราทำงานได้ดีตลอดทั้งวัน ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของเพื่อนร่วมทีม ด้วยการสร้างบรรยากาศที่ดีผ่านการทักทาย สีหน้าท่าทาง และวิธีรับมือกับงานหรือปัญหาต่างๆ ที่มีมากมาย 2) แสดงพลังอันทุ่มเท ความทุ่มเท คือหนึ่งในหัวใจหลักของการเป็นสุดยอดพนักงาน มุ่งมั่นที่รักษามาตรฐานของตัวเอง กระหายที่จะต่อยอดสร้างสรรค์งานใหม่ๆ พร้อมที่จะทุ่มเท พาองค์กรไปยังปลายทางที่ดี 3) สานสัมพันธ์ สร้างเครือข่ายกับคนรอบข้าง การมีความสัมพันธ์หรือคอนเนกชันที่ดี มีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง จะทำให้เราจัดการงานง่ายขึ้น รวมถึงช่วยฝึกทักษะการสื่อสาร ซึ่งเป็นผลดีต่อการทำงานและอนาคต 4) หมั่นพัฒนาตัวเอง การแสดงความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองผ่านการศึกษาหาความรู้ ทดลองแนวทางใหม่ๆ หรือทำงานอื่นๆ เพิ่มเติม จะทำให้เราเป็นทรัพยากรที่น่าลงทุนและเก็บไว้ 5) ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงาน บางครั้งแม้เราจะทุ่มเท แต่ทำผิดจุด ก็อาจไม่มีใครมองเห็น ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้คือการ ‘เปิดประเด็น’ สร้างสรรค์โปรเจกต์ใหม่ๆ เพิ่มทักษะการจัดการปัญหา และทำให้เราเติบโตขึ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก 6) มีแรงขับเคลื่อนเสมอ การมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย จะทำให้เราสามารถยกระดับพลังงานและบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจในตัวเราด้วยเช่นกัน 7) จริงใจ กล้ายอมรับในข้อด้อยเพื่อพัฒนาตัวเอง กล้าที่จะเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง เพื่อเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ ทำให้หัวหน้ามองเห็นความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองจากเรา ซึ่งจะกลายเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าในอนาคต 8) จัดการตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการจัดการที่ดีจะทำให้เราเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผน ทำให้ตารางงานส่วนตัว และการประชุมมีความชัดเจน ด้วยการแบ่งหมวดหมู่ จัดลำดับความสำคัญและระยะเวลาที่ต้องใช้ การวางแผนล่วงหน้า นอกจากเพิ่มความ Productive แล้ว ยังทำให้เราไม่พลาดส่วนสำคัญๆ ด้วย 9) ฝึกทักษะ Active Listening จริงอยู่ที่การฟังคือหนึ่งในเรื่องที่ง่ายที่สุด แต่การ “ฟังให้เข้าใจ” ต่างหากที่ยาก Active Listening คือการฟังเพื่อเข้าใจฝ่ายตรงข้าม เกิดขึ้นด้วยหลัก 3A ได้แก่ Attitude ลบอคติเพื่อเปิดใจรับฟัง Attention แสดงความสนใจต่อผู้พูด Adjustment หาวิธีการโต้ตอบที่เหมาะสม ทักษะ Active Listening เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาทักษะการสื่อสารของเรา หากเราสามารถฟังอย่างเข้าใจในจุดประสงค์ของอีกฝ่าย จะทำให้เราวิเคราะห์ความต้องการ รวมถึงวิธีการรับมือเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้ทั้งสองฝ่ายได้ง่ายขึ้น 10) ช่วยให้เพื่อนร่วมงานได้พัฒนา เมื่อเพื่อนร่วมงานเกิดปัญหา ลองยื่นมือเข้าไปในเรื่องที่เราสามารถให้คำแนะนำ ช่วยเหลือได้ นอกจากเพื่อนร่วมงานได้ฝึกทักษะที่ยังขาดไปแล้ว ความสัมพันธ์ก็แน่นแฟ้นขึ้นด้วย การทำให้ครบทั้ง 10 ข้ออาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน (เชื่อว่าแทบจะทุกคน) เพราะในทุกๆ วันงานและปัญหาที่เราต้องเผชิญก็ไม่ใช่น้อยๆ แถมชีวิตเราก็ไม่ได้มีแค่การทำงาน แต่เราสามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาตัวเอง ฝึกไปทีละน้อย เพราะความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเกิดจากการวิ่งด้วยความเร็ว หรือก้าวกระโดดไกลๆ แต่การก้าวเล็กๆ อย่างมั่นคงก็ทำให้เราสำเร็จได้เหมือนกัน อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: เช็ก 4 บุคลิกภาพจากหลัก DISC ฝึกทลายกำแพง ‘ความเกรงใจ’ เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่ดีกว่า แปลและเรียบเรียงจาก: https://indeedhi.re/3Rm1hyW แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3SBHhcO #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Psychology #Selfdevelopment #inspiration ### เช็ก 4 บุคลิกภาพจากหลัก DISC “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” การดูไม่ออกว่าแต่ละคนนิสัยแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร ทำให้หลายคนต้องออกอาการ ‘กังวล’ อยู่บ่อยๆ เมื่อต้องเข้าหาหรือทำงานร่วมกับคนที่ไม่คุ้นเคย หรือบางคนอาจแปลกใจเมื่อมีคนพูดถึงเราในมุมอื่นๆ ที่เราไม่เคยรู้ตัว จนทำให้ไม่มั่นใจว่านิสัยของตัวเองจริงๆ แล้วเป็นแบบไหน ถึงเวลาฝึกตัวเองให้เลิกกลัวคนด้วยโมเดลจิตวิทยา DISC เครื่องมือเช็กนิสัยไม่ต้องคอยสะกิดเพื่อนข้างๆ อีกต่อไป DISC คือทฤษฎีสะท้อนรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ คิดค้นขึ้นโดยดร. วิลเลียม มาร์สตัน (Dr. William Marston) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยแบ่งเป็น 4 รูปแบบหลักตามความ ‘เด่นชัด’ ของนิสัยที่ปรากฏออกมา 1) Dominance (นักสู้) จุดเด่น เด็ดขาด รวดเร็ว ตัดสินใจฉับไว ชอบความท้าทาย ออกนอกกรอบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คนลักษณะนี้กล้าที่จะเสี่ยงเพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็น ‘นักสู้’ ที่แม้ชีวิตจะสู้กลับ ก็ยังสู้อยู่ ข้อระวัง เมื่อบุคลิกแบบนี้ต้องการอิสระสูง รวดเร็ว ทำให้ถ้าถูกบังคับหรือคนอื่นตามไม่ทัน ก็จะหงุดหงิดง่าย รวมถึงอาจดูโผงผาง ขวานผ่าซาก สนใจผลลัพธ์เป็นหลักและด้วยความใจร้อนก็อาจพลาดรายละเอียดเล็กๆ สิ่งที่ควรระวังหรือวิธีการที่ควรจะเป็น 2) Influence (ส.ส.) จุดเด่น นักสร้างคอนเทนต์ คอนเนกชันกว้างขวาง เป็นส.ส. ประจำกลุ่ม กล้าแสดงออก ปรับตัวเก่ง เป็นแหล่งกระตุ้นพลังให้คนรอบข้าง ทำให้บรรยากาศสนุกสนาน และสนใจหลายสิ่ง ข้อระวัง ด้วยความสนใจที่หลากหลาย กว้างขวาง ทำให้บางครั้งเป็นคนลืมง่าย และนำไปสู่เรื่องของรายละเอียดที่คนลักษณะนี้จะรู้กว้าง แต่มักไม่ค่อยลงลึก ซึ่งบางครั้งก็ดูเหมือนคนไปเรื่อยนอกจากนี้ด้วยนิสัยที่ไปไหนก็เด่น อาจทำให้คนอื่นมองว่า ‘หิวแสง’ 3) Steadiness (มนุษย์อะไรก็ได้) จุดเด่น เป็นคนสายชิล นิ่งๆ อะไรก็ได้เพื่อนว่าไงก็เอาตามนั้น รับฟังเก่ง ให้ความช่วยเหลือดี ชอบทำตามแบบแผนแต่มีความยืดหยุ่น เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ลมพัดไปเฉพาะใบ แต่รากยังปักหลักแน่นอยู่ ข้อระวัง เนื่องจากการชอบทำตามแบบแผน อยู่ในกรอบของตัวเอง ทำให้คนนอกมองว่า ‘เอื่อยเฉื่อย’ ชอบอยู่กับที่ หรือติดเซฟโซน ไม่เปิดโอกาสพัฒนาตัวเองให้อะไรใหม่ๆ 4) Compliance (เพอร์เฟกชันนิสต์) จุดเด่น ช่างสังเกต มีวินัย รอบคอบ ละเอียด มาตรฐานสูง ตรรกะดี มีความสามารถในการใช้เหตุผลได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งต่างๆ ได้ดี ข้อระวัง ด้วยความเป๊ะทุกระดับ ทำให้มักจะถูกมองว่าจุกจิก หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เยอะ” นอกจากเมื่อคนลักษณะนี้ชอบที่จะวางแผนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจแบบกระทันหัน จนพลาดโอกาสดีๆ ไปได้ สรุป จากรูปแบบทั้ง 4 เราสามารถปรับใช้ด้วยการวิเคราะห์ตัวตน แนวคิด ความเชื่อ ของเพื่อนร่วมงานแต่ละคนเพราะสิ่งที่ยากในการทำงาน นอกจากงานแล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘คน’ นิสัยแต่ละแบบก็ต้องใช้ความเข้าใจ การรับมือที่ต่างกัน ถ้าเราเจอคนใจร้อน แล้วเราสู้กลับ ก็คงต้องแตกหักกันไปข้างหนึ่ง หรือถ้าเราเจอคนเงียบๆ แล้วเราเผลอรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวมากเกินไป ก็อาจสร้างความอึดอัดใจให้อีกฝ่ายได้ ใช้ความโดดเด่นของแต่ละคนให้เป็นประโยชน์ กลบจุดอ่อน เสริมจุดแข็งให้กันและกัน สร้างทีมที่แข็งแกร่งจากเหล่าคนที่แตกต่าง แต่สามารถเติมเต็มด้วย ‘ความเข้าใจ’ ในกันและกัน อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่: QUIET QUITTING เทรนด์ทำงานประคองตัว เพราะไม่รู้จะเหนื่อยไปทำไม ย้ายงานใหม่ แต่ทุกข์ใจกว่าเดิม แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3dD0NXK https://bit.ly/3xRDCiW #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Psychology #Selfdevelopment #inspiration #DISCmodel ### ฝึกทลายกำแพง ‘ความเกรงใจ’ เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ ที่ดีกว่า ในชีวิตของเรา เชื่อว่าหลายคนต้องเคยผ่านความอึดอัด เมื่ออยากจะทำอะไรสักอย่างแทบขาดใจแต่ก็ทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ แต่ก็ต้องจำใจยอมเพราะ ‘ความเกรงใจ’ มันค้ำคอ จริงอยู่ที่ความเกรงใจคือข้อดีที่ทุกคนควรจะมี เสมือนอาวุธที่ถ้ารู้จักใช้ก็จะกลายเป็นที่รักในสายตาคนอื่น แต่ถ้าเราไม่รู้จักควบคุม ปล่อยให้ความเกรงใจชนะทุกอย่าง ก็สามารถกลายเป็นข้อเสียทีหลังได้เช่นกัน "ไม่กล้าตำหนิเพื่อนเมื่อทำผิด" "เก็บไอเดียไว้กับตัวเพราะไม่อยากข้ามหน้าข้ามตาใคร" หลายครั้งที่เราต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ต่อ ‘ความเกรงใจ’ จนพลาดโอกาสดีๆ ให้กับตัวเอง หรือแม้แต่กับคนรอบข้าง เพราะถ้าเรากล้าตำหนิเพื่อน เขาอาจปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือถ้าเรากล้าเสนอไอเดีย ผลดีก็จะตกอยู่กับส่วนรวม แต่เมื่อเราเลือกที่จะปล่อยผ่านเพราะความเกรงใจ สุดท้ายแล้วอาจเป็นเราเองที่ต้องเสียใจ และเสียดายทีหลัง เพราะไม่สามารถทำในสิ่งที่คิดไว้ได้ เมื่อคุณสมบัติที่ดีอย่างความเกรงใจ ดันกลายเป็นดาบสองคม ดังนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเราจะ 'เลิกเกรงใจ' เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยเฉพาะในการทำงาน ที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยผ่านกันมาบ้างกับการ "เกรงใจจนทำให้งานออกมาไม่ดีอย่างที่หวัง" หากเราลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ A: “ไอเดียนี้ดีไหม?” B: (คิดในใจ) “โห ไม่น่าไหวมั้ง” A: “น้อง B ว่าไง” B: “อ๋อ ได้อยู่นะพี่” เมื่อ B เลือกที่จะสนับสนุนไอเดียของ A โดยไม่เต็มใจเพราะ ‘ความเกรงใจ’ ไม่อยากหักหน้าให้รู้สึกแย่ แม้ตัวเองมีไอเดียที่ดีอาจจะดีกว่าแต่ด้วยความเกรงใจเพื่อน รุ่นพี่ หรือแม้แต่หัวหน้า สุดท้ายงานที่ควรจะดี ก็อาจออกมาไม่ดีอย่างที่คิดและทุกคนก็อาจต้องนั่งผิดหวัง เสียพลังใจกันไปทั้งหมด โดยเฉพาะ B ที่จะนึกย้อนกลับไปว่าถ้าวันนั้นกล้าเสนอไอเดียออกไป วันนี้ก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจและเสียดายแบบนี้ แต่กลับกัน ถ้า B เลือกที่จะ “เลิกเกรงใจ” นำเสนอไอเดียของตัวเองผ่านทักษะการสื่อสารที่ดี โดยไม่ทำร้ายจิตใจและความมั่นใจของใคร ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่า จนจบแบบ Happy Ending ปรับความคิด ฝึกเป็นคนเลิกขี้เกรงใจด้วย 3 วิธีง่ายๆ 1) เกรงใจ ≠ เอาใจ หลายคนมักติดกับดักคำว่าเกรงใจ จนไม่กล้าทำอะไรเลย ซึ่งความเกรงใจ จะใช้ก็ต่อเมื่อตัวเองจะไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน กับการทำงาน ถ้าเราไม่กล้าแย้งเพราะกลัวตัวเองจะมีปัญหา ก็ย่อมไม่ใช่ความเกรงใจแต่เป็น ‘การเอาใจ’ ซึ่งไม่ถูกต้อง 2) มองถึงผลลัพธ์ยาวๆ มากกว่าการเขี่ยปัญหาออกไปสั้นๆ “ถ้าวันนั้นกล้าพูดออกไป วันนี้คงไม่ต้องเสียใจแบบนี้” การต้องเสียใจทีหลังเพราะเสียดายโอกาสที่ผ่านไปแล้วเพราะเลือกที่จะปัดปัญหาออกไปจากตัว เมื่อกระแสน้ำพัดมา แน่นอนการ ‘ตามน้ำ’ ย่อมง่ายกว่าการสร้างขวางไว้ แต่สุดท้ายกระแสน้ำนั้นอาจพัดไปหาจุดจบที่ทุกคนต้องเสียใจ ถ้าเลือกได้อีกครั้ง เราก็คงจะทุ่มสุดตัวเพื่อขวางเอาไว้ กับการทำงานก็เช่นกัน เมื่อเรารู้ว่าสามารถเปลี่ยนกระแสน้ำได้ ทำไมเราไม่ลองทุ่มสุดตัวเพื่อเสนอความคิดอีกมุมล่ะ? 3) มองโลกในแง่ดีบ้าง เรามักกลัวเมื่อจะแสดงความคิดเห็น ‘แย้ง’ กับใครสักคนคิดไปเองว่าถ้าบอกไปเขาจะต้องโกรธและมองเราไม่ดีแน่ๆ แต่ความจริงแล้วเขาอาจจะเข้าใจและให้ความร่วมมืออย่างดีก็ได้ ซึ่งเราสามารถลดความเสี่ยงความขัดแย้งได้ด้วยทักษะการสื่อสารที่ดี เข้าหาด้วยความเป็นมิตร จริงใจ และอธิบายให้เข้าใจตรงกัน หากทุกวันนี้เรายังไม่สามารถเอาชนะความขี้เกรงใจของตัวเองได้ ก็อยากให้ลองย้อนไปว่าอาวุธที่มีชื่อว่า ‘ความเกรงใจ’ ที่เราถือไว้นี้ เคยทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายคนรอบข้างไปบ้างไหม เพราะนอกจากเกรงใจคนอื่นแล้ว เราต้องเกรงใจตัวเองให้เป็นด้วย ให้ความสำคัญกับตัวเองและเป้าหมาย เข้าใจความต้องการของตัวเอง และอย่างลืมเกรงใจอีกหนึ่งสิ่งสำคัญอย่าง ‘โอกาส’ จะได้ไม่ต้องเสียใจและเสียดายทีหลัง เมื่อมันผ่านไปแล้ว อยากคอมเมนต์งาน นำการ Brainstorm แต่ไม่รู้จะทำยังไง? ฝึกทักษะ Build-Break-Build “การชื่นชมเพื่อพัฒนา” ไม่ว่า Feedback งาน หรือการประชุมก็เอาอยู่ ได้งานแถมความสัมพันธ์ราบรื่น อ่านต่อที่: https://bit.ly/3KBrpEo อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: QUIET QUITTING เทรนด์ทำงานประคองตัว เพราะไม่รู้จะเหนื่อยไปทำไม ย้ายงานใหม่ แต่ทุกข์ใจกว่าเดิม แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3S03vW8 https://bit.ly/3UDezu2   #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Psychology #Selfdevelopment #inspiration ### Quiet Quitting เทรนด์ทำงานประคองตัว เพราะไม่รู้จะเหนื่อยไปทำไม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ Great Resignation ในช่วง Covid-19 หลายคนตระหนักถึงความต้องการของตัวเองกันมากขึ้น จนมีอัตราการลาออกสูงถึง 4 ล้านคนต่อเดือนในสหรัฐฯ ซึ่งบางองค์กรต้องเสียคนไป และไม่สามารถหาใครมาแทน และดูเหมือนว่าปัจจุบัน การลาออกของพนักงานอาจไม่ใช่เรื่องเดียวที่นายจ้างและองค์กรต้องรับมือ หลังจาก Great Resignation ยังมีอีกหนึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเทรนด์ Quiet Quitting (การลาออกเงียบๆ) เมื่อคนทำงานเลิกทุ่มเท ทำงานแค่เสมอตัว ไม่อยากมีส่วนร่วมกับเป้าหมายยิ่งใหญ่อะไรทั้งนั้นเพราะมองว่า “ทุ่มเทไปก็เหนื่อยฟรี” และแม้การทำแบบนี้จะไม่ช่วยให้เราได้เติบโต แต่หลายคนก็รับได้และเลือกที่จะ ‘ชิล’ ดีกว่าทนเหนื่อย สาเหตุเป็นเพราะ ‘ความโหด’ ของการทำงานในปัจจุบัน เราหันมา Work From Home คุยงานผ่านแอปฯ ทำให้หลายคนไม่สามารถแยกงานออกจากชีวิตได้ เมื่อก่อนเราอาจมีเวลาเข้า-ออกงานที่ชัดเจน แต่ปัจจุบันไม่ว่าที่ไหน เมื่อไร เราก็หนีงานไม่พ้น เพราะการ ‘ส่งข้อความ’ มันง่ายกว่านัดเจอที่ออฟฟิศ เทคโนโลยีทำให้โลกการทำงานเปลี่ยนไป ติดต่องานกันง่ายขึ้น พื้นที่ส่วนตัวลดน้อยลง จนหลายคนมองว่า ‘ไม่คุ้ม’ ที่จะทำงานหนัก ซึ่งบางคนก็ถึงขั้น Burnout จนต้องลาออก ดังนั้นการทำงานแบบประคองตัวก็คือการ ‘ปกป้องตัวเอง’ จนถูกมองว่าขี้เกียจ ไม่พัฒนาตัวเอง และไม่ทุ่มเทเพื่อองค์กร ในขณะเดียวกัน องค์กรก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเมื่อต้องการขยับไปในทิศทางใหม่ๆ แต่ถ้าพนักงานไม่ยอมปรับตามก็จะขัดแย้งกันจนพังไปทั้งระบบ เมื่อบางคนไม่ให้ความร่วมมือตามความคาดหวังองค์กร คนอื่นก็อาจต้องรับภาระแทนในจุดนั้นๆ ลองคิดเล่นๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนหนึ่งทุ่มเททำงาน 3 เท่า ในขณะที่อีกคนทำงานเท่าเดิม แต่ทั้งคู่ก็ทำงานด้วยกัน? คำตอบคือถ้าทีมไม่พัง ก็ต้องมีใครสักคนที่ ‘ลาออก’ เพราะทนอยู่แบบนี้ไม่ไหว ทำไมคนหนึ่งทำแทบตาย ส่วนอีกคนอยู่ชิลๆ ก็ได้เงินเหมือนกัน กลายเป็นทุกคนเริ่มเกิดคำถาม จนสุดท้ายพังไปทั้งองค์กร ความจริงเทรนด์ Quiet Quitting ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งจะเคยเกิดขึ้น แต่เป็นวงจรที่มีอยู่ตลอดเวลา แค่เราอาจไม่เคยสังเกต หากเปรียบเทียบการทำงานเป็นการขับรถ ถ้าเราเหยียบคันเร่งนานๆ แล้วรู้สึกเหนื่อยเกินไป บางคนก็จะหาทางออกด้วยการจอดพัก บางคนก็เลือกผ่อนคันเร่งเพื่อลดความเมื่อยล้า Quiet Quitting ก็คือการผ่อนคันเร่งของคนทำงาน ไม่ได้หยุดวิ่ง แต่ลดความเร็วให้พอประคองไปได้โดยไม่คว่ำหรือพังไปก่อน เมื่อมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด ถึงเวลาที่ทั้งคนทำงานและองค์กรต้องตั้งคำถามกับตัวเองถึงปัจจัยต่างๆ เช่นตัวงาน และความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้สอดคล้องกันไปอย่างสม่ำเสมอ เราปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากงาน องค์กรมักคาดหวังบางสิ่งบางอย่างนอกเหนือจากหน้าที่ ไม่ว่าจะการมีส่วนร่วม กิจกรรมสังคม หรือไอเดียใหม่ๆ ที่ทำให้นายจ้างและเพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าคนคนนี้ ‘ทุ่มเท’ เหลือเกิน ซึ่งก็มีหลายคนก็พร้อมจะผลักดันตัวเองเพื่อองค์กร และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยอยู่ในสถานะ ‘นอกเหนือจากหน้าที่’ ก็กลายเป็นหนึ่งในงานหลักไปโดยปริยาย และมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมคนทำงานก็อาจไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย ดังนั้นองค์กรและคนทำงานต้องตกลงกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเนื้องาน ความคาดหวัง และผลตอบแทน สร้างพื้นที่ที่เปิดกว้างทางความคิดและปลอดภัยสำหรับทุกคน อย่ามองข้ามปัญหาเล็กๆ เพราะมันอาจเป็นเนื้อร้ายที่ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ จนสุดท้ายต้องสูญเสียทุกอย่าง อ่านบทความที่น่าสนใจ: ย้ายงานใหม่ แต่ทุกข์ใจกว่าเดิม 3 เครื่องมือบริหารเวลา จัดการงานง่ายๆ ฉบับมือใหม่ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3BjTvQ8 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3RW4HcP #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Psychology #Selfdevelopment #greatresignation #quietqutting ### ย้ายงานใหม่ แต่ทุกข์ใจกว่าเดิม ทำไมย้ายงานแต่ละครั้งต้องคอยลุ้นเหมือนซื้อหวย? จะดีอย่างที่คิดไว้ไหม จะเจอปัญหาอะไรบ้าง จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและคนอื่นๆ ได้หรือเปล่า หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์ “หนีเสือปะจระเข้” ตอนแรกดีใจแทบตายได้ย้ายงาน เพื่อหนีจากสารพัดปัญหาที่ไม่เคยถูกแก้ สุดท้ายก็ต้องแบกร่างไร้วิญญานมาตายซ้ำสองด้วยปัญหาเดิมๆ ปัญหาโลกแตกของคนทำงานที่ออกจากงานเก่าไปเริ่มใหม่ แต่ก็ยังไม่วายต้องเจอกับปัญหาเดิม ทำให้เป็นเรื่องหนักใจว่า “เราจะรู้ได้ไงว่างานใหม่จะดีกว่าเดิม?” ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลก และมีหลายคนเคยเผชิญ ผลสำรวจปี 2022 พบว่า จากกลุ่มคน Gen Z จำนวน 2,500 คน มีมากถึง 72% ที่เคยเจอปัญหา ‘เฟล’ กับที่ทำงานใหม่ ผิดหวังกับสิ่งที่เจอ เมื่อเทียบกับความคาดหวังที่มีในตอนแรก และเมื่องานใหม่ไม่โอเค คน Gen Z จำนวน 48% เลือกกลับไปที่เก่า อีก 41% อาจลองดูไปก่อนสัก 2-6 เดือน ในขณะที่อีก 20% ขอไม่ทน พร้อมออกไปหาที่ใหม่ทันทีภายใน 1 เดือนแรก กลายเป็นปัญหา Turnover rate (พนักงานลาออก) ที่องค์กรต้องกลุ้มใจ งานที่ควรจะดำเนินต่อเนื่อง ก็ต้องมาสะดุดด้วยปัญหาเรื่องคน ในขณะเดียวกันการลาออกบ่อยๆ ก็เป็น ‘จุดด่าง’ ใน Career Path (เส้นทางอาชีพ) ที่ถูกฝังลงในประวัติของเราที่ลบยังไงก็ไม่ออก หลายคนอาจสงสัยว่าการลาออก หรือย้ายงานบ่อยๆ มีผลอะไร ก็งานปัจจุบันยังไม่ใช่ แถมชีวิตเป็นของเรา แล้วทำไมต้องทนอยู่? สาเหตุคือ สมมติว่าเรากำลังสนใจบริษัทแห่งหนึ่งมากๆ อยากได้ตำแหน่งนี้ แต่เป็นงานแบบ ‘โปรเจกต์ระยะยาว’ ซึ่งต้องใช้เวลา ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก็ต้องมองหาคนที่เหมาะสม และเมื่อ HR พบว่าเราย้ายงานบ่อย องค์กรก็อาจกังวล ถ้าจู่ๆ เราลาออก งานก็คงชะงักไปด้วย ทำให้โอกาสได้งานที่เล็งไว้ก็ลดน้อยลงไป ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาทั้งส่วนของประวัติการทำงานและความเหนื่อยใจที่ต้องเจอกับความ ‘เฟล’ ซ้ำๆ ก็ต้องแน่ใจว่างานใหม่นั้น ‘ใช่’ จริงๆ ซึ่งคำถามคือเราจะแน่ใจได้อย่างไร? บทความจาก cnbc ได้เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ได้น่าสนใจว่าทำไมปัจจุบันหลายคนมักผิดหวังเมื่อตัดสินใจย้ายงาน “ข้อแรกคือผู้สมัครหลายคน มองวัฒนธรรมองค์กรไม่ออก โดยเฉพาะปัจจุบันที่หลายบริษัทมีนโยบายทำงานที่บ้านเป็นหลัก ทำให้ยากที่จะปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้” เมื่อไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว แถมงานไม่ได้โอเคขนาดนั้น ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนลอยคออยู่กลางทะเล ซึ่งง่ายต่อการตัดสินใจ ‘ลาออก’ มากยิ่งขึ้น “ข้อสอง วิถีของการทำงานเปลี่ยนไป คน Gen Z มักมองหาสิ่งที่องค์กรมีให้มากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะความยืดหยุ่น สวัสดิการ ความน่าเชื่อถือ วัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อม เงินเดือน ซึ่งองค์กรต้องรับบทเป็นฝ่ายตาม” หรือก็คือฝั่งของผู้สมัครเป็นฝ่าย ‘เลือก’ มากขึ้น โดยอีกมุมหนึ่งก็แลกมากับการได้งานยากขึ้นเช่นกัน ทำให้บางครั้งองค์กรเองก็มองว่า “คนรุ่นใหม่ไม่มีความอดทน” งานหนักไม่เอา เบาไม่สู้ เจอปัญหาก็เลือกที่จะหนี แต่จริงๆ แล้วบริษัทเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อให้ได้คนมาทำงาน บางองค์กรก็พยายามนำเสนอเฉพาะด้านดีๆ เช่น สวัสดิการล้นๆ ความยืดหยุ่นสูง อยู่กันสบายๆ มีอะไรช่วยกัน แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดและเงื่อนไขให้เข้าใจอย่างรอบด้าน จนทำให้เมื่อผู้สมัครเข้ามาทำงานจริง ก็เกิดความผิดหวัง เพราะสิ่งที่คุย กับสิ่งที่เจอ ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน เมื่อองค์กรก็บอกไม่หมด ชอบล่อซื้อคนมาทำงาน ผู้สมัครเองก็ช่างเลือกมากขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างในตลาดแรงงาน เมื่อหาตรงกลางไม่ได้สุดท้ายก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย ดังนั้นทั้งองค์กรและผู้สมัคร ควรพูดคุยให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้องาน วัฒนธรรมองค์กร ความคาดหวัง โอกาสเติบโต เพื่อเข้าใจให้ตรงกัน ลดโอกาสเกิดความเข้าใจผิดจนต้องเฟลกันทั้งสองฝ่าย กำลังจะสมัครงานแต่ยังไม่แน่ใจว่า ‘ใช่’ หรือยัง? เช็กลิสต์ 5 ข้อก่อนสมัครงาน ควรรู้อะไรบ้าง อ่านบทความที่น่าสนใจ: ทำไมบางบริษัทต้องมีกฎ “ห้ามพนักงานคบกัน” ภาพลักษณ์ภายนอก มีผลต่อ ‘ความสำเร็จ’ จริงไหม? อ้างอิงจาก: https://cnb.cx/3U8Yjkd https://bit.ly/3DsYvEU #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration ### ทำไมบางบริษัทต้องมีกฎ “ห้ามพนักงานคบกัน” “ยิ่งโต ยิ่งหาแฟนยาก” คุณคิดว่าจริงไหม? ยิ่งกับยุคปัจจุบันที่ความรักแบบจริงจังไม่ได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ ทั้งๆ ที่มีตัวช่วยอย่างโซเชียลมีเดียมากมาย เช่น แอปฯ สีแดง เฟซบุ๊ก ไอจี แต่จนแล้วจนรอดหลายคนก็ไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที จากปัญหาความรักที่ชวนปวดหัวประมาณร้อยแปดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเข้ากัน ฐานะ ความชอบ ไลฟ์สไตล์ สุดท้ายบางคนเลยหันเข้าหา ‘เพื่อนร่วมงาน’ ที่เห็นกันอยู่ทุกวัน ผ่านทุกข์สุขร่วมกันนานๆ ก็เริ่มมีโมเมนต์นอกเหนือจากงาน ผ่านไปสักพักก็ร่วมกันปลูกต้นรักจนความสัมพันธ์ ‘ผลิดอกออกผล’ งานวิจัยชี้ว่าเราจะเริ่มรู้สึกสนิท และสร้างมิตรภาพได้หลังใช้เวลาร่วมกัน 200 ชั่วโมง และคนทำงานก็ใช้เวลาไปประมาณ 1,680 ชั่วโมงต่อปีในที่ทำงาน จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกสนิทกันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป อีกหนึ่งงานวิจัยโดย totaljobs ระบุว่า 22% จากกลุ่มตัวอย่าง 5,000 คน พบรักกันในที่ทำงาน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าการหาคู่จากโลกออนไลน์ เพื่อนของเพื่อน หรือจากบาร์ด้วยซ้ำ ซึ่งการมีความรักในที่ทำงานเป็นส่วนช่วยเพิ่มความสุขในการทำงาน เป็นแรงใจให้เราอยากออกไปทำงานในทุกๆ วัน นอกจากนี้ยังมีโอกาสยืนยาวมากกว่าด้วยเป้าหมาย ความสนใจ วิธีการรับมือปัญหาต่างๆ ที่เห็นผ่านการทำงานร่วมกัน ทำให้หลายคนตัดสินใจ ‘ปัดขวา’ ได้ไม่ยาก แต่จู่ๆ ความหวังก็โดนตัดฉับเมื่อบริษัทมีนโยบาย “ห้ามพนักงานคบกัน” !? หลายคนอาจคิดว่ามีจริงเหรอ ทำไมบริษัทต้องเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องนี้มีเหตุผลว่าทำไมบางบริษัทถึงต้องมีกฎห้าม และการคบกันในออฟฟิศ ก็มีข้อควรระวังมากกว่าที่คิด 1) ปกป้องพนักงานส่วนรวม การแสดงออกด้านความรักสามารถทำได้หลายแบบ ทั้งคำพูด การกระทำ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ปัญหาคือเราจะแน่ใจได้แค่ไหนว่าทั้งสองฝ่าย “โอเค” กันจริงๆ บางคนอาจรู้สึกตรงกันข้าม ไม่ได้ชอบแต่ไม่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวจะเกิดปัญหาต่อการทำงานในอนาคต เลยต้องยอมทำเหมือนว่าโอเค แม้ในใจจะไม่ได้คิดแบบนั้น ดังนั้นคงไม่ต่างอะไรกับการถูกขืนใจอ้อมๆ เมื่อไม่ถูกพูดถึง ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว ด้วยเหตุผลว่า “ความรักคือเรื่องของสองคน” บริษัทจึงต้องมีกฎไว้เป็น “ไม้กันหมา” ปกป้องส่วนรวม ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ต้องทนฝืนอึดอัดใจ ลดโอกาสเกิดปัญหา 2) ถ้าความสัมพันธ์จบ อาจกระทบกับงาน แน่นอนว่าไม่มีใครอยากมีความรักแล้วรอเลิก แต่กับการคบในที่ทำงาน เราจำเป็นต้องตระหนักและป้องกัน ‘กรณีเลวร้ายที่สุด’ ที่อาจเกิดขึ้นหลังยุติความสัมพันธ์ ซึ่งอาจกระทบต่องานได้ ถ้าอีกฝ่ายไปเริ่มความสัมพันธ์ใหม่กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น? ถ้าจบไม่สวยแล้วมองหน้ากันไม่ได้ แต่ยังต้องร่วมงานกัน? เมื่อความสัมพันธ์ที่เคยสวยงามกลับเป็นพิษ สุดท้ายอาจเป็นตัวเราเอง เขา หรือทั้งคู่ที่ต้องเก็บของยื่นใบลาออกเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว 3) สร้างความอึดอัดใจให้คนรอบข้าง ทุกคนคงรู้ว่า ‘เวลางาน’ ถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ซึ่งกินพื้นที่ไปถึง 1 ใน 3 ของเวลาในหนึ่งวัน และเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เวลานี้อยู่กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ด้วย หากคู่รักไม่สามารถเป็น ‘มืออาชีพ’ ได้มากพอ ไม่สามารถแยกแยะเรื่องงาน หวงจนเกินเหตุ คอยจับตามองตลอดเวลา ก็คงเป็นจุดที่น่ารำคาญใจ จนบางคนเลือกตัดปัญหาไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวซึ่งกระทบต่อการทำงานอย่างแน่นอน 4) ขาดพื้นที่ส่วนตัว ในความสัมพันธ์เราควรมีเวลาและพื้นที่ที่เป็นของตัวเองบ้าง กลับมาบ้านก็ต้องการพักผ่อน พูดคุยระบายเรื่องราวที่เจอมา กับคู่ที่ทำงานต่างบริษัท ก็สามารถปรึกษา ระบายได้เต็มที่ แต่สำหรับคู่ที่ทำงานที่เดียวกันก็อาจมีความ ‘ใกล้ชิด’ มากเกินไป หากเรามีปัญหากับใครบางคน ซึ่งเป็นเพื่อนของคู่เราก็คงพูดไม่ได้ หรือเราอยากจะพักผ่อน ตัดขาดจากเรื่องงาน แต่อีกฝ่ายก็มาชวนคุยเรื่องงาน ก็คงไม่ไหว ลองนึกภาพว่าต้องอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง จะนั่ง นอน กิน ทำงาน ไม่ว่าจะทำอะไรก็เจอตลอด จนไม่มีพื้นที่ของตัวเอง แถมยังสุขภาพจิตเสียเพราะแยกงานจากชีวิตส่วนตัวไม่ได้ 5) ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ในกรณีที่อยู่แผนกเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกันและได้ช่วยกันทำงานมาโดยตลอดแต่จู่ๆ อีกคนหนึ่งกลับได้โอกาสเลื่อนขั้น อัปเงินเดือน หรืออื่นๆ ที่แซงหน้าเราไป ก็คงมีแอบเคืองในใจ ทั้งๆ ที่ทำเหมือนกัน แต่ทำไมอีกคนได้ประโยชน์ซึ่งอาจเป็นรอยร้าวเล็กๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบความสัมพันธ์ได้เช่นกัน ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 3 เครื่องมือบริหารเวลา จัดการงานง่ายๆ ฉบับมือใหม่ INTROVERT เข้าสังคมอย่างไร โดยไม่สูญเสีย ‘พื้นที่ส่วนตัว’ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3U8J7DC https://n.pr/3U1Rjp4 https://bit.ly/3BeULEm #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration #loveatwork ### 3 เครื่องมือบริหารเวลา จัดการงานง่ายๆ ฉบับมือใหม่ หากคุณยังเจอปัญหา “งานเยอะแต่ไม่รู้จะเริ่มที่อะไร” จนสุดท้ายทำไม่ทัน หรือแม้กระทั่งลืม รู้ตัวอีกทีก็คือ “ซวยแล้ว!” ถึงเวลาปรับวิธีการทำงานด้วย 3 เครื่องมือบริหารเวลา Eisenhower Matrix, To-Do List และ Time Boxing เคยเป็นไหม ตื่นเช้ามาเปิดคอมฯ ทำงานทีไรเป็นต้องนั่งเหม่อทุกที เมื่อเห็น ‘กองงาน’ จำนวนมหาศาลที่ต้องจัดการให้เสร็จ ทั้งตอบอีเมล งานเร่ง งานแก้ งานด่วน งานราษฎร งานหลวง งานเสริม งานหลัก งานรอง เยอะขนาดนี้แค่มองก็เหนื่อยแล้ว! เชื่อว่าหลายคนมักเจอปัญหา ‘ทำงานไม่ทัน’ ไปจนถึง ‘ลืม’ ว่ามีงานไปเลย เนื่องจากทำงานแบบ Multitasking ที่อาศัยวิธีการทำงานที่ต่างกัน ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดี ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเสียเวลาไปฟรีๆ รวมถึงทำงานไม่เสร็จตามกำหนดได้ง่ายมาก เช่น ทำงานลงรายละเอียด แล้วจู่ๆ ก็สลับไปตอบอีเมล แทนที่เราจะได้โฟกัสไปทีละงาน กลับต้องเสียเวลาปรับโหมดตัวเองบ่อยๆ ด้วยปริมาณ และวิธีการทำงานแบบ Multitasking ทำให้ ‘เวลา’ คือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดสำหรับคนทำงาน คงไม่มีใครอยากทนถ่างตาทำงานดึก เพราะทำงานไม่ทันหรือลืม และเราสามารถทำงานให้เสร็จได้ โดยไม่ต้องลากเลือดอยู่จนดึกดื่น แถมเก็บงานได้หมดจดด้วยการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ จาก 3 เครื่องมือง่ายๆ แต่ได้เรื่อง! Eisenhower Matrix หลายคนน่าจะคุ้นเคยดีกับตาราง 4 ช่องจากประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ที่ช่วยแบ่งการทำงานให้มีประสิทธิภาพและบริหารเวลาให้ดียิ่งขึ้นด้วยลำดับ ‘ความสำคัญ’ และ ‘ความเร่งด่วน’ แต่ปัญหาคืองานสำคัญมักจะไม่ด่วน และงานด่วนมักจะไม่สำคัญ และทุกงานล้วนมีผลต่อตัวเราในฐานะ ‘ความรับผิดชอบ’ ที่ต้องลุล่วงอย่างราบรื่น งานเร่งด่วน (Urgent Tasks) คืองานที่ต้องรีบใช้ และอาศัยการลงมือทำทันที เช่น งานเร่ง งานด่วน งานแก้ งานเผา ในขณะที่งานสำคัญ (Important Tasks) อาจจะไม่จำเป็นต้องทำเร่งด่วน สามารถใช้เวลาค่อยๆ ทำ โดยมีผลต่อความสำเร็จในระยะยาวมากกว่างานอื่นๆ แต่ถ้าไม่วางแผนจัดการให้ดีก็จะกลายเป็นงานเร่งด่วนในที่สุด เมื่อรู้จักลักษณะงานทั้งสองประเภทแล้ว ทีนี้เรามาฝึกวิธีการวางแผนการทำงานด้วย ตาราง Eisenhower Matrix ด้วยการแบ่งออกเป็น 4 ช่องตามความสัมพันธ์ของ ‘ความเร่ง’ และ ‘ความสำคัญ’ ดังนี้ 1) ลงมือทำ = เร่งด่วนและสำคัญ เป็นงานที่เห็นผลกระทบชัดเจนและต้องทำทันที โดยมีผลต่อเป้าหมายระยะยาวด้วย ซึ่งตัวเราเองจะรับรู้ได้ทันทีว่างานไหนบ้างที่จัดอยู่ในประเภทนี้ เพราะมันจะคอยกวนใจเราอย่างชัดเจนอยู่ตลอดเวลา ถ้ายังไม่เสร็จ 2) วางแผน = สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน งานสำคัญที่ยังมีเวลาให้ค่อยๆ จัดการได้ ซึ่งเราสามารถจัดสรรเวลาตามความถนัด เช่น งานโปรเจกต์ที่ต้องนำเสนอในสัปดาห์หน้า เราอาจค่อยๆ ทำไปทีละจุดเพื่อความสมบูรณ์ ครบถ้วนมากขึ้น 3) หาคนช่วย = ด่วนแต่ไม่สำคัญ งานที่ต้องอาศัยการลงมือทำทันที แต่ไม่ได้ความสำคัญพอจะให้เราทำด้วยตัวเอง อาจลองกระจายงานออกไปให้คนอื่นๆ ในทีม เพื่อเพิ่มทักษะและเรียนรู้งานใหม่ๆ 4) ไม่ต้องทำ = ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ สุดท้ายคืองานที่เราไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะไม่ได้สำคัญพอให้วางแผน และไม่ได้เร่งด่วนพอให้เสียเวลาไปลงมือทำ ดังนั้นจึงหมายความว่ามันคือ ‘งานเสียเวลา’ ที่ไม่จำเป็นต้องทำ เช่น หมกมุ่นกับสถานะในแอปฯ ตลอดเวลา To-Do List ยิ่งจดยิ่งจำ ยิ่งทำได้ดี และช่วยลดโอกาสที่จะลืม! นี่คือนิยามของการใช้เครื่องมือ To-Do List ที่จะคอยบอกและย้ำเตือนว่า “มีอะไรต้องทำบ้าง” ตามลำดับความสำคัญ เป็นได้ทั้งเช็กลิสต์การทำงาน และการใช้ชีวิตสำหรับคนที่ภาระหน้าที่เยอะไปหมด เทคนิค 6 ข้อที่จะทำให้ To-Do List ของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 1) กางงานทุกอย่างออกมาดู ไม่สำคัญว่าจะทำในไหน แต่ต้องแน่ใจว่าเราจะ ‘เห็น’ ได้ง่าย รวมไว้ที่เดียวและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อไม่ทำให้หลงลืมหรือสับสนกว่าเดิม! ซึ่งเราอาจจดลงในกระดาษ หรือทำลิสต์ในแอปฯ ที่ปัจจุบันมีให้ใช้มากมาย โดยที่จดทุกอย่างออกมาเพื่อให้เห็นภาพรวมของงานทั้งหมด ป้องกันการหลงลืม และทำให้เราจัดลำดับความสำคัญได้ง่ายขึ้น 2) แยกหมวดหมู่ และจัดลำดับความสำคัญ งานที่สำคัญและเร่งด่วน เรามักจะรู้อยู่แล้วตามความร้อนรนของจิตใจ อะไรด่วนสำคัญ ก็ต้องทำก่อน ส่วนที่เหลือค่อยโยกไปทำทีหลัง และอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยบริหารเวลาให้ดีขึ้นคือการ ‘จัดหมวดหมู่’ เคลียร์งานทีละประเภท จัดระเบียบการทำงานให้ดี โฟกัสไปทีละอย่าง จะช่วยให้เราสมาธิดีขึ้น ไม่ต้องปรับโหมดตัวเองจนเสียเวลาไปฟรีๆ 3) กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน การบริหารเวลางานที่ดี ต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะถ้าเราทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่กำหนดเวลา เราจะติดอยู่ในกับดักที่หลอกให้คิดว่า “ยังมีเวลาอยู่” และรู้ตัวอีกทีงานก็ไม่เสร็จตามกำหนด เป็นปัญหาให้ตามเก็บเพิ่มอีก นอกจากนี้การวางกรอบเวลาเป็นประจำจะช่วยให้เราเรียนรู้ว่า งานแบบไหนควรใช้เวลาเท่าไรในการลงมือทำ ซึ่งเมื่อชินแล้ว จากงานที่เคยต้องใช้เวลา เราก็สามารถทำได้คล่องและเร็วขึ้นด้วย 4) ขึ้นต้นด้วย ‘วิธีการ’ จะทำให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้น To-Do List ที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย ควรเริ่มต้นด้วย ‘วิธีการ’ ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้น รู้ว่าต้องทำอะไร ด้วยวิธีการไหน เปรียบเหมือนการป้อนโปรแกรมให้ร่างกายพร้อมทันทีตั้งแต่เห็น Task สามารถลงมือทำได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาตีความ เช่น ออกแบบภาพกราฟิก 3 รูป ส่งอีเมลให้หัวหน้าตรวจงาน อัปโหลดไฟล์ ส่งงานตาม Deadline 5) ซอยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็กๆ ทุกเป้าหมายใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญ กระจายงานออกมาให้เห็นองค์ประกอบที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ทำให้เราวางแผน หรือติดตามขั้นตอนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เรารู้ว่าแต่ละโปรเจกต์ขาดเหลืออะไรอีกบ้าง ทำให้เรามองภาพรวมออก และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน รวมถึงยังช่วยให้เราเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งด้วย 6) วางแผนล่วงหน้า หากเราเสียเวลาระหว่างวัน หรือก่อนเริ่มงานไปกับการ ‘วางแผน’ ทั้งๆ ที่งานบนมือก็เยอะพอแล้ว การทำ To-Do List ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ แถมจะเป็นการเสียเวลาซ้ำซ้อน ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความกดดัน เราอาจรีบเกินจนหลงลืมบางอย่างไปจนพลาดในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการ ‘เตรียมล่วงหน้า’ ใช้เวลาช่วงใกล้เลิกงาน วางแผนงานของวันถัดไปให้ชัดเจน เมื่อเรามีเวลาทำ To-Do List อย่างรอบคอบมากขึ้น ความผิดพลาดก็จะน้อยลงไปด้วย Time Boxing เครื่องมือฝึกความ Productive ขั้นสุด ต่อยอดมาจาก To-Do List และใช้เทคนิค Eisenhower Matrix ร่วมจัดความสำคัญด้วยได้ โดย Time Boxing คือการเพิ่มความชัดเจนของรายละเอียดงานให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด และทำให้เราบริหารจัดการได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น Time Boxing คือการแก้ปัญหาความหลงลืม ทำงานไม่ทัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเวลาด้วยการแตกรายละเอียดของงาน อย่างมีแบบแผน ขั้นตอน ป้องกันการไม่เสียเวลาเปล่า นอกจากฝึกให้เราใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า Time Boxing ยังช่วยชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของเราได้ด้วย เช่น จากเมื่อก่อนเคยใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปก็ควรใช้เวลาน้อยลง เนื่องจากมีประสบการณ์แล้ว แต่ถ้าหากใช้เวลาเพิ่มขึ้น ก็ต้องหาสาเหตุเพื่อทำการแก้ไข ฝึก Time Boxing ง่ายๆ ด้วยการสร้าง To-Do List บนปฏิทินรายสัปดาห์ แบ่งลำดับตามความสำคัญและเร่งด่วน กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน เหมาะสม พยายามทำตามเป้าหมายไปทีละชิ้นตามลิสต์ที่วางไว้โดยไม่ลืมที่จะกำหนดเวลาพัก เพื่อรักษาพลังในการทำงานของตัวเองด้วย Time Boxing จะช่วยให้เราควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มแรงใจ เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าสามารถควบคุมได้ เราจะสบายใจและมีทัศนคติของ ‘ผู้ชนะ’ ไว้เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ งานไหนๆ ก็จัดการได้ด้วยวิธีการทำงานที่ดี อ่านบทความที่สนใจ: INTROVERT เข้าสังคมอย่างไร โดยไม่สูญเสีย ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ภาพลักษณ์ภายนอก มีผลต่อ ‘ความสำเร็จ’ จริงไหม? แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3xfVwfk https://bit.ly/3L6bdet https://bit.ly/3L8ylJf https://bit.ly/3DgfHxc #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #SelfImprovement #Psychology #Inspiration #Timemanagement #Eisenhower #Timeboxing #To-DoList ### Introvert เข้าสังคมอย่างไร โดยไม่สูญเสีย ‘พื้นที่ส่วนตัว’ A: (คิดในใจ) ไม่ทักใครเลย หยิ่งจริงๆ B: (คิดในใจเช่นกัน) ไม่ได้หยิ่ง แค่มันเหนื่อย! ทำไมเพื่อนร่วมงานถึงไม่ชอบเข้าออฟฟิศ ทำไมลูกทีมเลี่ยงการทำกิจกรรมของบริษัท ทำไมบางคนถึงเก็บตัว ไม่พูดคุยกับคนอื่นๆ เลย หลายสถานการณ์ที่ Introvert มักถูกตั้งแง่ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร หรือพูดง่ายๆ ว่า “โลกส่วนตัวสูง” เข้ากับคนอื่นยาก ดูไม่น่าจะทำงานด้วยได้ง่าย ซึ่งความเข้าถึงยากนี้นอกจากยากต่อการทำความรู้จัก บางครั้งยังเป็นจุดที่สร้างความอึดอัดให้กับการทำงาน ด้วยความ ‘ไม่รู้’ จะเข้าหาหรือจัดการยังไง จากทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่รู้จะเข้าหายังไง กลัวที่จะล้ำเส้นพื้นที่ส่วนตัว ในขณะที่อีกฝ่ายก็ไม่รู้จะคุยยังไง กลัวพูดอะไรไปแล้วทำให้เข้าใจผิด ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับชาวออฟฟิศสาย Introvert เพื่อการทำงานที่ราบรื่นโดยไม่ต้องข้ามเส้น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ของกันและกัน สำหรับคนทั่วไปการเจอคนเยอะๆ คงไม่มีปัญหาอะไร แต่กับชาว Introvert การเข้าสังคมที่ทำงาน อยู่ในที่ประชุมหรือทำงานกับคน คือเรื่องยากที่สุดเพราะจะ ‘เหนื่อย’ แทบทุกครั้งเมื่อต้องเจอคนเยอะๆ กับบางคนการประชุม 1 ชั่วโมงนั้นเหนื่อยยิ่งกว่าทำงานทั้งวัน งั้นก็ขอเอาเวลาไปเหนื่อยกับงาน แยกไปทำอยู่คนเดียวจะดีกว่า แต่ปัญหาคือเมื่อบริษัทไม่ได้มีแค่เรา และงานบางอย่างก็ทำคนเดียวไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรให้ความเป็น Introvert ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ถึงเวลาทำความเข้าใจและวิธีสานสัมพันธ์จากทั้งสองฝ่ายผ่านการกระทำเล็กๆ เพื่อให้การทำงานราบรื่น เริ่มจากการเข้าใจตัวตน Introvert แต่ละแบบ 1) Social Introvert ไม่ค่อยต่างจากคนทั่วไป เข้าสังคมได้ในกลุ่มเล็กๆ มีความสุขเมื่อได้อยู่กับกลุ่มคนที่สนิท แต่บางครั้งจะดูเหมือน ‘หยิ่ง’ เพราะไม่ค่อยพูดกับคนที่ไม่คุ้นเคย 2) Thinking Introvert กลุ่มคนที่ชอบใช้เวลาอยู่กับ ‘ความคิด’ ของตัวเอง สามารถจินตนาการและมีความสุขไปกับการได้คิด วางแผน 3) Anxious Introvert มักจะอึดอัด กดดันเมื่อต้องอยู่หรือทำอะไรต่อหน้าคนอื่นเนื่องจากความกังวล ไม่ค่อยกล้าที่จะเข้าสังคมเพราะความ ‘ประหม่า’ ไม่มั่นใจในตัวเอง 4) Restrained Introvert ระมัดระวังตัวเองสูง ใช้เวลาเตรียมตัวนานกว่าจะลงมือทำ ซึ่งทำให้ยาก เมื่อต้องทำการตัดสินใจแบบทันที เมื่อเรารู้จักบุคลิกของ Introvert แต่ละประเภทแล้ว ต่อมาเราก็จะสามารถจับจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อปรับวิธีเข้าหาและจัดการอย่างเหมาะสมมากขึ้น ในขณะที่ชาว Introvert เองก็สามารถปรับตัวให้เข้าถึงง่ายขึ้น ด้วยการแสดงออกถึงความเป็นมิตรในแบบฉบับของตัวเอง ทำงานร่วมกับทุกคนได้โดยที่ไม่ต้องอึดอัดใจ เริ่มจาก 1) ถ้าไม่ถนัดพูด ก็ใช้การพิมพ์ หากรู้สึกเหนื่อยที่ต้องพบปะ พูดคุย อยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ แต่จำเป็นต้องติดต่องาน จัดการประชุม ก็ลองใช้ ‘เครื่องมือสื่อสาร’ ไม่ว่าจะเป็นแช็ตส่วนตัว หรือแช็ตงานทดแทนการเจอซึ่งหน้าดู ปัจจุบันหลายบริษัทใช้นโยบาย Hybrid Working หรือบางที่อาจไม่ต้องเข้าออฟฟิศเลย คุยงาน เข้าประชุมก็ทำได้ผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเป็นผลดีต่อชาว Introvert แต่ก็ยังมีหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังคือเมื่อใช้การ ‘แช็ต’ แทนการ ‘เจอ’ ปัญหาคือเราไม่สามารถรับรู้สีหน้า อารมณ์ของคู่สนทนาผ่านตัวอักษรได้! ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการสื่อสารที่ชัดเจน และเลือกใช้ข้อความเชิงบวก แสดงออกถึงความเป็นมิตร เลี่ยงการสร้างความเข้าใจผิดจนเกิดปัญหาในอนาคต ก็ช่วยให้ดูเป็นเข้าถึงง่าย พูดคุยด้วยไม่ยากอย่างที่คิด 2) สื่อสารอย่างมีกลยุทธ์ เมื่อ Introvert อาจเป็นคนประเภท ‘พูดไม่เก่ง’ บางครั้งก็ทำให้ใช้คำพูดไม่ค่อยเป็นหรือใช้คำน้อยไปนิด จนดูเหมือนเป็นคนห้วนๆ พูดจาขวานผ่าซาก พุ่งตรงไปที่ประเด็นในทันที ซึ่งเราสามารถปรับการสื่อสารให้ดูซอฟต์ลงได้ แทนที่จะพุ่งตรงไปที่ประเด็น ซึ่งบางครั้งเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน และสร้างความร้าวฉานได้ง่าย ลองเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง จากคนคอมเมนต์เป็นเพื่อนที่อยากจะให้ความช่วยเหลือด้วยการ ‘ทักทาย’ และ ‘ชื่นชม' เช่น “สวัสดี งานนี้น่าสนใจมากเลยนะ นี่เป็นส่วนที่เราว่าน่าจะปรับพัฒนาได้ สู้ๆ !” 3) รู้จักใช้ภาษากาย เมื่อต้องเข้าประชุม หรือทำกิจกรรมแล้วเราไม่รู้จะพูดอะไร ทำตัวแบบไหน หลายคนก็เลยเลือกที่จะเงียบจนเหมือนกับหายตัวไป เป็นสาเหตุที่ถูกมองว่าไม่มีส่วนร่วม ไม่ให้ความสนใจ ดูหยิ่งและเข้าถึงยาก ทั้งๆ ที่เจตนาไม่ได้เป็นแบบนั้น แก้ปัญหาด้วยการใช้ภาษากายให้เป็นประโยชน์โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด ทำให้คนอื่นๆ รับรู้ว่าเราให้ความสนใจและต้องการมีส่วนร่วม ผ่านสีหน้า ท่าทาง เช่นการพยักหน้า 4) แบ่งเวลาเพื่อสานความสัมพันธ์ หลายๆ ครั้งในที่ประชุม เรามักลืมที่จะพูดคุยถามไถ่ความเป็นไปของกันและกันเพราะกลัวที่จะเสียเวลา มองว่ารีบประชุม แยกย้ายไปโฟกัสงานจะดีกว่า ในมุมหนึ่งก็เป็นข้อที่ดีที่เราจะได้มีเวลาโฟกัสกับงานมากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นเหมือน ‘ดาบสองคม’ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินได้ เพราะทุกคนก็จะสนใจเฉพาะงาน และขาดการมีส่วนร่วมในภาพรวมจนรู้สึกว่าการประชุมนั้น ‘เสียเวลา’ ดังนั้นในการประชุมนอกจากเพื่อระดมไอเดีย อัปเดตงานในส่วนต่างๆ เราอาจลองจัดสรรเวลาส่วนหนึ่งในการพูดคุยชื่นชม ทั้งเรื่องงานและความสำเร็จต่างๆ สร้างความสัมพันธ์ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมต่อกันในฐานะทีม ติดตามบทความที่น่าสนใจ: คนหน้าตาดี มีโอกาส ‘สำเร็จ’ มากกว่าจริงไหม Build-Break-Build ทักษะการ “ชื่นชมเพื่อพัฒนา” แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://wb.md/3D1nH5h https://bit.ly/3KTzAfs #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration #Introvert ### ภาพลักษณ์ภายนอก มีผลต่อ ‘ความสำเร็จ’ จริงไหม? ทำไมโลกนี้ถึงต้องมีวลีว่า “อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก อย่าตัดสินคนจากหน้าตา” และแม้รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรทำ แต่ทำไมยัง ‘อดไม่ได้’ ที่จะแอบตัดสินหลายๆ สิ่งด้วยการมองแค่ภายนอก ทั้งๆ ที่ความจริงอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เช่น “อาหารน่ากิน ต้องอร่อยแน่ๆ” “ผลไม้ลูกนี้สวย ข้างในน่าจะหวาน” “ตัวเล็กแบบนี้ คงไม่ค่อยได้กินข้าว” “ของชิ้นนี้ดูดีนะ ราคาแพงน่าดู” เรามักติดอยู่กับหลุมพราง Halo Effect (อคติทางความคิด) ที่พาให้เรา ‘เหมารวม’ ว่าภาพที่เห็นเป็นอย่างไร เนื้อในก็คงเป็นแบบนั้น! ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หลายคนเชื่อว่า ‘ความดูดี’ ทั้งรูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม บุคลิกท่าทาง และการวางตัวที่ดี จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้มากกว่าทั้งการงาน การเงิน ชื่อเสียง ความเคารพ และการมีพื้นที่ในสังคม ตั้งแต่อดีตเราคงจะคุ้นเคยและเจ็บปวดกับสิ่งที่เรียกว่า Beauty Privilege อภิสิทธิจากความดูดี เป็นที่ชื่นชอบ ใครๆ ก็อยากรู้จัก ได้รับโอกาสมากมาย ที่คนทั่วไปไม่สามารถได้มาง่ายๆ อย่างที่เขาว่า “แค่ดูดี โลกนี้ก็จะใจดีกับคุณ” ซึ่งวลีดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่พูดลอยๆ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าจริง!! บทความจาก Businessinsider ได้รวบรวมข้อมูลวิจัยที่บอกว่าการจะประสบความสำเร็จ ทั้งการงาน การเงิน และเป็นที่ยอมรับ สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าถ้าเรา ‘ดูดี’ วิจัยปีค.ศ. 2005 จาก Harvard ทดลองให้นายจ้างดูแค่ ‘รูปผู้สมัคร’ และพบว่าคนที่ดูดี มีโอกาสได้เงินเดือนสูงกว่าคนทั่วไปถึง 10.5% นอกจากนี้ยังมีการทดลองโดย American Psychological Association พบว่า คนที่ดูดีมีแนวโน้มจะถูกมองว่าเข้าสังคมเก่ง มีความฉลาด และเหนือกว่าคนทั่วไป ข้อมูลจากฟินแลนด์ยังพบอีกว่า ความดูดีมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสให้เป็นที่ยอมรับ จากผลการเลือกตั้งที่ชี้ว่าคนดูดีได้รับเลือกมากกว่า เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แม้แต่กับการสมัครงาน ก็ยังมีวิจัยปีค.ศ. 2013 จาก Harvard ทดลองส่งใบสมัครงานออกไปจำนวน 10,000 ฉบับ และพบว่า ค่าเฉลี่ยคนทั่วไปได้รับการติดต่อกลับมา 30% ในขณะที่โปรไฟล์ของคนดูดีจะถูกติดต่อกลับมากสุดถึง 54% ตรงกันข้าม คนที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีถูกติดต่อกลับมาเพียงแค่ 7% ปัจจุบันแม้หลายคนจะรู้แล้วว่าไม่ควรเชิดชู ‘ภาพลักษณ์ภายนอก’ เพียงอย่างเดียว เพราะคุณค่าที่แท้จริงต้องวัดจากตัวตนที่เป็นและสิ่งที่ทำด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Halo Effect มีอยู่จริง และภาพลักษณ์ก็มีผลต่อมุมมองเช่นกัน ซึ่งภาพลักษณ์ภายนอกที่ ‘ดูดี’ ไม่ได้จำกัดความหมายอยู่แค่ ‘หน้าตา’ แต่ยังรวมถึงบุคลิกภาพ การแต่งกาย ความสะอาดสะอ้าน พูดจาฉะฉาน รู้จักกาลเทศะ ความเหมาะสม และที่สำคัญคือความมั่นใจ ดังนั้นเพื่อ ‘เป้าหมาย’ เราต้องคอยหมั่นพัฒนาตัวเองให้รอบด้าน สร้างความสำเร็จขึ้นจากองค์ประกอบเล็กๆ ทั้งความขยัน ความสามารถ และเพิ่มโอกาสให้ตัวเองมากขึ้นด้วยบุคลิกภาพ การวางตัวที่ดี ใช้ Halo Effect ให้เป็นประโยชน์ สร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ฝึกพรีเซนต์ความเป็น ‘คนดูดี’ ที่มากความสามารถ และเราสามารถพัฒนาไปเป็นคนที่ดีขึ้นได้ในทุกๆ วัน ติดตามบทความเพิ่มเติมได้ที่: ไม่ลองไม่รู้ และถ้าไม่สู้ก็ไม่ชนะ บทเรียนเจ้าสังเวียน “โคตะ มิอุระ” “ผู้นำ” นอกจากเก่ง ต้องซื้อใจคนเป็นด้วย! รู้จักทักษะสำคัญผ่านการกระทำเล็กๆ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ แค่เริ่มที่ตัวเอง แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3RyGjgY https://bit.ly/3KP6zkR  https://bit.ly/3KUru6o  https://bit.ly/3RlZQ4w   https://bit.ly/3Bgugjc  https://bit.ly/3qdRkZy   https://bit.ly/3q9CVO3   https://bit.ly/3QjMTa5   #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Leadership #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration #haloeffect ### Build-Break-Build ทักษะการ “ชื่นชมเพื่อพัฒนา” Reeracoen Thailand ขอแชร์ 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อการทำงานอย่างราบรื่น ผ่านทักษะ Build-Break-Build ที่ฝึก 1 ได้ถึง 3 ได้ทั้งไอเดีย บรรยากาศไม่เสีย และยังช่วยสร้างความมั่นใจ เอาอยู่ทุกงานไม่ว่าจะประชุม ประเมินผล โดยไม่ต้องทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ เพราะคนเราจะเติบโตได้ ไม่จำเป็นต้องตำหนิเพียงอย่างเดียว เบื่อไหมกับการประชุมที่ไม่เคยได้ข้อสรุป งานที่ยังไม่ดีพอ ลูกน้องทำงานไม่ได้ตามความคาดหวัง แต่ “ไม่รู้จะบอกยังไง” ถ้าตำหนิก็คงเสียบรรยากาศ และความมั่นใจ เลยเลือกที่จะเงียบเพราะไม่อยากทำให้รู้สึกแย่ต่อกัน สุดท้ายเลยต้องเหนื่อยใจกว่าเดิมเพราะงานไม่เดิน บรรยากาศก็ตึง ทนอึดอัดใจต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับลูกโป่งที่รอวันระเบิด แต่ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย “ทักษะการสื่อสารที่ดี” หลายคนอาจคิดว่าการบอกตรงๆ ก็ไม่คงไม่เสียหาย เพราะงานคืองาน มืออาชีพควรแยกแยะได้ แต่เคยได้ยินไหมว่า “เมื่อมั่นใจ ทำอะไรก็ดี” ความมั่นใจคือแรงขับเคลื่อนภายในที่กระตุ้นให้เราไปถึงความสำเร็จที่วางไว้ เหมือนกับความเชื่อ หากเราเชื่อในความสามารถ เชื่อในวิธีการและเป้าหมาย เราจะเดินหน้าทำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งเราควรรักษาเอาไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้ความมั่นใจถูกทำลายลงไปง่ายๆ กับการทำงานก็เช่นกัน แม้เราจะหวังดี อยากให้งานออกมาเรียบร้อย แต่หากเราไม่รู้จักฝึกวิธีการสื่อสาร ใช้คำพูดแรงๆ ไปทำลายความมั่นใจคนอื่น ก็ควรปรับแก้ไข อย่าลืมว่าความหวังดี ก็สามารถมาคู่กับการใช้คำพูดดีๆ ได้ด้วย เพราะเราเองก็คงไม่ชอบที่จะถูกตำหนิ ดุด่า ทำลายความมั่นใจ จริงไหม? ฝึกทักษะ Build-Break-Build ชื่นชมเพื่อพัฒนา ง่ายๆ 3 ขั้นตอน เริ่มต้นด้วยคำชม หาจุดพัฒนา และชื่นชมอีกครั้งเมื่อจบงาน ดังนี้ Build: “ไอเดียนี้ดีนะ!” เมื่อมีใครนำเสนอไอเดียที่อาจจะยังสามารถพัฒนาได้อีก สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การสวนกลับไปว่า ห่วย ใช้ไม่ได้ หรือตำหนิให้เขาเสียความมั่นใจ แต่ควรเริ่มต้นการพูดคุย เข้าหาด้วยทัศนคติเชิงบวก ซึ่งจะช่วยให้คู่สนทนารู้สึกดี เหมือนว่าเรายืนอยู่ฝั่งเดียวกัน และพร้อมเปิดใจรับฟังมากขึ้น แต่หากเราเข้าหาด้วยคอมเมนต์เชิงลบในทันที จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปิดกั้น และเป็นการผลักให้เขาออกไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม จนบรรยากาศเสียในที่สุด Break: “จากตรงนี้เราลองปรับไปแบบไหนได้บ้าง” เมื่อเราสามารถมีพื้นที่ในใจของอีกฝ่าย เข้าไปยืนในฝั่งเดียวกันกับเขาได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการจับจุดที่สามารถต่อยอดได้ ใช้วิธีการสื่อสาร แสดงความสนใจ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราไม่ได้มาตำหนิ แต่ต้องการมีส่วนร่วมให้ไอเดียนั้นๆ พัฒนาไปในทิศทางที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น Build: “ดีมากเลย ขอบคุณนะ” และขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้สองข้อแรก คือการ “ชื่นชม” อีกครั้ง สำหรับไอเดีย ความพยายาม ที่อีกฝ่ายมอบให้ ซึ่งเป็นการปิดท้ายเชิงบวกให้อีกฝ่ายรู้สึกดี มีกำลังใจ และมั่นใจที่จะทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ โดยเทคนิค Build-Break-Build สามารถปรับใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะการประชุมหาไอเดียจากคนจำนวนมาก (Brainstorming) และการประเมินผลงานของลูกทีม (Performance Feedback) ซึ่งล้วนจำเป็นต่อการทำงาน ในฐานะ “เครื่องมือประเมินสถานการณ์” ทำให้รู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางในการทำงานต่อในอนาคต หากเรามีทักษะการสื่อสารที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดปัญหาขัดแย้งได้ ฝึก 3 ขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป จบปัญหาบรรยากาศตึงเครียด งานไม่ราบรื่น พลิกวิกฤติเป็นโอกาสผ่านคำพูดดีๆ แค่ “ชื่นชม ให้คำแนะนำ และขอบคุณ” เมื่อสิ่งที่สำคัญของคนทำงานคือความมั่นใจ เราจึงต้องทำความเข้าใจ และรู้จักวิธีการเข้าหาที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้ตำหนิ ดุด่าแรงๆ คนเราก็พัฒนาได้ เพราะต้นไม้ไม่ได้เติบโตจากน้ำกรด แต่เกิดจากการรดน้ำและให้ปุ๋ยด้วยความเข้าใจ ติดตามบทความที่น่าสนใจ: จากสำคัญ แต่ปัจจุบันไร้ตัวตน! รู้จัก Stealth Demotion เมื่อเราไม่ได้รับ “ความไว้ใจ” อีกต่อไป ถ้าไม่อยากทำงาน ก็คิดซะว่าทำเพื่อเงิน! ลอง 6 วิธีจุดไฟการทำงานให้ลุกโชนในช่วง Burnout แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3AzTaZs https://bit.ly/3B1Cqvm #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Leadership #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration #Stealthdemotion ### รู้จัก Stealth Demotion เมื่อเราไม่ได้รับ “ความไว้ใจ” อีกต่อไป ทำอย่างไรเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือน “อำนาจลดลง” ทั้งๆ ที่ตำแหน่งงานก็คงเดิม? จากที่เมื่อก่อนมีสิทธิตัดสินใจ ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับ ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันบทบาทเหล่านี้กลับค่อยๆ ถูกถอดออกไปเรื่อยๆ จนต้องตั้งคำถามในใจว่าเกิดอะไรขึ้น หากคุณกำลังเจอกับปัญหานี้ ถึงเวลารู้จักกับ Stealth Demotion กลไกการ “ลดบทบาท” ถูกยึดอำนาจ มีความสำคัญน้อยลงโดยที่ตำแหน่งคงเดิม ซึ่งเรามักจะไม่รู้ตัว และเป็นสัญญานอันตรายที่หมายถึงหัวหน้าเริ่มไม่ไว้ใจ! หากเราไม่สามารถมีสิทธิตัดสินใจอะไรเองได้ หรือสูญเสียบทบาทของเราไปให้กับคนอื่น ก็เหมือนกับการถูกแช่แข็ง ดองไว้ที่เดิม หรือแม้แต่ฉุดความก้าวหน้าทางอาชีพให้ถอยหลังลง เป็นการทำลายความมั่นใจอย่างหนัก รวมถึงพรากโอกาสในการทำงาน กลายเป็นคนไร้ตัวตน พูดแล้วไม่มีใครฟัง และหากไม่รีบจัดการก็จะกระทบต่ออนาคตของเราด้วย การถูกลดบทบาทลงกับบางคนอาจไม่มีปัญหา เพราะยังพอใจที่ได้เงินเหมือนเดิม งานน้อยลง ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากมายเหมือนเมื่อก่อน แต่สำหรับคนที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มองหาโอกาสเติบโต ต้องการความสำเร็จ การถูกลดบทบาทคงไม่ต่างอะไรกับการ “บีบให้ออก” เพราะเหมือนเป็นคนที่ทำงานไปวันๆ รอรับเงินเดือน โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพอีกไหม ดังนั้นหากไม่อยากกลายเป็น “คนไร้ตัวตน” ซึ่งยากที่จะเติบโตในหน้าที่การงาน เราต้องรู้จักวิธีรับมือเมื่อถูกลดบทบาท ไม่ควรปล่อยเลยตามเลย เพราะรู้ตัวอีกทีอนาคตที่สดใสก็อาจไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว บทความจาก Psychologytoday.com ได้แนะนำขั้นตอนรับมือ เมื่อเราต้องเผชิญกับ Stealth Demotion โดยเริ่มจาก 1) เช็คบทบาทของตัวเอง ถามตัวเองง่ายๆ ว่าทุกวันนี้ยังมีสิทธิตัดสินใจ ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบได้เหมือนเดิมไหม หากคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ” อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังค่อยๆ ถูกลดบทบาทไปโดยไม่รู้ตัว ต้องมีการพูดคุยกับหัวหน้าอย่างจริงจังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และหากไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ก็เป็นไปได้สูงว่าเราถูกลดบทบาท ซึ่งต้องหาสาเหตุเพื่อแก้ไขต่อไป อาจเกิดจากผลงาน ความประพฤติ หรือคุณสมบัติต่างๆ ของเราที่ไม่ตรงกับความคาดหวังขององค์กร 2) ทำความเข้าใจสาเหตุที่เกิดขึ้น หากคุณรู้สึกว่าไม่เข้าใจ หรือไม่โอเคกับการตัดสินใจของหัวหน้า ก็ต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดจากตัวเราเอง ไม่ว่าจะคุณสมบัติ ประสิทธิภาพการทำงาน ทัศนคติ แนวทางที่ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังขององค์กร ย้อนกลับไปดูว่าเราทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีพอหรือยัง เรามีภาวะผู้นำ หรือเป็นตัวอย่างที่ดีให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ มากน้อยแค่ไหน เคยมีส่วนร่วมปรับปรุงพัฒนาองค์กรไปในทิศทางใหม่ๆ อย่างไรบ้าง เพียงแค่ไม่กี่ข้อเราก็จะเห็นว่าตัวเองดีพอ เหมาะสมแค่ไหนกับโอกาสที่ได้รับ หรือถ้าเรามั่นใจในความสามารถ เป็นแบบอย่างที่ดี ทำงานเต็มที่มาตลอด และไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของหัวหน้า ก็ต้องพูดคุยถึงสาเหตุที่แท้จริงอย่างตรงไปตรงมา อย่าปล่อยให้เป็นความสงสัยที่ติดอยู่ข้างใน จนความเชื่อใจกระทบต่องานในอนาคต 3) พิจารณาหา “ทางออก” หากพูดคุยถึงสาเหตุแล้วเราไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจลดบทบาทที่เกิดขึ้น ขั้นตอนถัดมาคือการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเราไม่โอเค เพราะคนส่วนมากแม้ในใจจะไม่เห็นด้วย แต่ก็มักจะไม่กล้าพูดคุย เพราะด้วยตำแหน่งหน้าที่ อำนาจการตัดสินใจที่ต่างกัน สุดท้ายก็ยอมปล่อยเลยตามเลย โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อยอมหนึ่งครั้ง ก็จะติดนิสัยยอมไปตลอด กลายเป็นคนรักษาสิทธิของตัวเองไม่เป็น เราต้องรักษาคุณค่าในตัวเองด้วยการแสดงออกให้ชัดเจน มั่นใจในคุณค่าของตัวเอง ฝึกต่อรอง เรียกร้องข้อเสนออื่นๆ เพื่อรักษาสิทธิของเรา และสุดท้ายหากตกลงร่วมกันไม่ได้ อาจถึงเวลาวางแผนย้ายไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในที่ที่สามารถผลักดันเราได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น ติดตามบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ทุ่มเทแค่ไหน ก็ไม่เติบโต? รู้จัก Professional Blind Spot และกับดัก 3 ข้อที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้าสักที ไม่ลองไม่รู้ และถ้าไม่สู้ก็ไม่ชนะ บทเรียนเจ้าสังเวียน “โคตะ มิอุระ” แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Ath0px #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Leadership #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration #Stealthdemotion ### รู้จัก Professional Blind Spot กับดัก 3 ข้อที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า หากทุกวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าแม้เราจะทำงานหนักแค่ไหน ทุ่มหมดใจใส่หมดตัวเพื่อบริษัทเท่าไร ก็ยังไม่เคยได้โอกาสเลื่อนตำแหน่ง หรือสิ่งตอบแทนดีดีกลับมาเลย ถึงเวลารู้จักและจัดการกับ “Professional Blind Spot” จุดบอดที่เป็นกับดักฉุดรั้งความก้าวหน้าของคนทำงาน แม้จะทุ่มเทแค่ไหนก็ตามก็ยังไม่ดีพอในสายตาคนอื่นๆ อยู่ดี บทความเรื่อง Do You Have Any of These Professional Blind Spots จากเว็บไซต์ Psychologytoday.com ได้อธิบายถึง กับดัก 3 ข้อ ของคนทำงาน ที่เรามักจะพลาดหรือมองข้ามไป จนไม่สามารถก้าวหน้าในเส้นทางการทำงาน ได้แก่ 1) การเชื่อมั่นทำแต่สิ่งเดิมๆ อะไรที่คิดว่าดีอยู่แล้ว ก็อาจสามารถดีขึ้นได้อีก แค่เพียงเรากล้าคิด กล้าเสนอ นอกจากทำงานตามหน้าที่ได้ดีแล้ว เราควรพลิกบทบาทตัวเองมาเป็น “ผู้นำ” ที่คอยเสนอไอเดียใหม่ๆ หรือภาพใหญ่ที่สร้างความแตกต่างให้องค์กรและเพื่อนร่วมทีมไปในทางที่ดีขึ้น เพราะการเป็น “ผู้ตาม” คอยทำงานที่ได้รับมอบหมายเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นนักคิดในเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และสามารถพาทุกคนไปสู่ความสำเร็จ พัฒนาทักษะผู้นำ ซื้อใจคนรอบข้างไปพร้อมกับการรักษามาตราฐานการทำงาน เพื่อเปิดโอกาสความก้าวหน้าให้ตัวเองมากขึ้น 2) คาดหวังให้ทุกคน “เก่ง” เหมือนกันหมด การทำงานเร็ว ทำงานดี คือหนึ่งในคุณสมบัติที่ดี และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้วยการเป็นตัวอย่างที่ดีได้ แต่ไม่ควร “คาดหวัง” ว่าทุกคนจะสามารถทำได้เหมือนตัวเอง เพราะผู้นำที่ดีจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่จะพาทุกคนเข้าเส้นชัยไปพร้อมกันด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสม จงเป็นคนที่เก่ง และเป็นหัวหน้าที่ดีด้วย เพราะเป้าหมายส่วนรวมก็มีค่าไม่น้อยไปกว่าความสำเร็จส่วนตัว หากทุกวันนี้เราเป็นผู้นำที่ “เร่ง” ทุกอย่างมากเกินไป ให้เวลาทำงานเพียงน้อยนิดและคาดหวังผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบเพราะ “ตัวเองทำได้” ถึงเวลาหยุดสักพักแล้วมองดูคนรอบข้าง งานจะดีอย่างยั่งยืน เราและเพื่อนร่วมทีมต้องมีความสุขในการทำงานด้วย ถ้าทุกงานเริ่มต้นด้วยความกดดัน เร่งด่วน เวลาน้อยแต่หวังผลเลิศตลอดเวลา สุดท้ายปลายทางก็คือการหมดไฟ สร้างความสมดุลให้กับ Work life balance ทั้งทำงานดี และบริหารเวลาของตัวเองและทีมอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กัน 3) คอยรับบท “ตัวร้าย” ด้วยความหวังดี “ไอนั่นก็ไม่ดี ไอนี่ก็ใช้ไม่ได้” หากคุณคอยรับบทตัวร้าย คอยขัดขาคนอื่นในทุกการประชุม อาจเป็นจุดที่ทำให้คนอื่นๆ ไม่ว่าจะลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หัวหน้า มองเราในฐานะคนที่ไม่น่าร่วมงานด้วย แม้ความจริงแล้วเราจะทำไปด้วยความหวังดี อยากให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุดก็ตาม ถ้าเราทำงานเก่ง แต่เป็นแหล่งพลังงานลบในองค์กร คอยทำลายความสัมพันธ์ระหว่างทีม ไม่มีความสามารถในการบริหารคน โอกาสในการเติบโตก็คงลดน้อยตามไปด้วย ในฐานะคนทำงาน แน่นอนว่าทุกคนก็ย่อมอยากให้งานออกมาดีที่สุด แต่ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องรับบทตัวร้าย คอยยกธงแดงให้กับทุกๆ คน เราต้องรู้จัก “จังหวะที่เหมาะสม” รู้ว่าเมื่อไรควรรุก ตอนไหนควรถอย และเรียนรู้ที่จะใช้ทักษะโน้มน้าวใจ ไม่ใช่โต้เถียง เมื่อรู้จักกับกับดักทั้ง 3 ข้อแล้ว ถึงเวลาหันมาทบทวนกับตัวเองให้มากขึ้น สังเกตตัวเอง ถามจากคนรอบข้างถึงวิธีการ แนวทาง และพฤติกรรมที่เราเป็น เพราะการจะแก้ไขปัญหาใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องเริ่มที่ความเข้าใจในสิ่งนั้นก่อน แม้ว่าการเป็นตัวของตัวเองจะเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าลืมว่าอะไรที่ดีแล้ว ก็สามารถดีขึ้นได้อีก อยู่ที่ว่าเรากล้าเปิดใจ ออกจากกรอบเดิมๆ เพื่อคว้าโอกาสใหม่ๆ นั้นไว้หรือเปล่า ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: 3 เทคนิคตอบคำถาม "ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่" ในโลกอันกว้างใหญ่ การตามหา “คนที่ใช่” จึงเป็นความท้าทายสำหรับองค์กร แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Re5mWi #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Leadership #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration #professionalblindspot ### ในโลกอันกว้างใหญ่ การตามหา “คนที่ใช่” จึงเป็นความท้าทายสำหรับองค์กร “เงินอาจจะเป็นเส้นเลือดของธุรกิจ แต่ทรัพยากรบุคคลคือสมอง” - Rob Silzer เมื่อทรัพยากรบุคคลมีความสำคัญ และทุกการจ้างงานคือการ “ลงทุน” ขององค์กร เพราะหากบริษัทได้คนที่ใช่เข้ามาเติมเต็ม องค์กรจะยิ่งสามารถขับเคลื่อนไปได้ไกลยิ่งขึ้น แต่คำถามคือทำยังไงบริษัทถึงจะได้คนที่ตรงตามความต้องการเข้ามา? ในปัจจุบัน จุดเชื่อมต่อระหว่าง “คน” กับ “งาน” ก็มีตัวเลือกอยู่ไม่มาก ได้แก่ เว็บประกาศงาน โซเชียลมีเดีย การจ้างบริษัทจัดหางาน และคอนเนคชันจากคนในองค์กร ซึ่งปัญหาที่บริษัทต้องเจอเป็นประจำคือจะหา “คนที่ใช่” ได้อย่างไร เพราะบ่อยครั้งองค์กรไม่สามารถหาจิ๊กซอว์เข้ามาเติมเต็มช่องว่างได้ ทั้งจากผู้สมัครไม่ตรงสเปค ไม่มีช่องทางเข้าหา และขาดเวลาคัดกรองคน ซึ่งการจะลงทุนจ้างพนักงานเข้ามาใหม่ ก็ต้องเลือกให้ดีที่สุด และหากโยนให้ฝ่าย HR ดูแลทั้งหมดก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้สมัครก็คงไม่ได้มีแค่หลักหน่วยหรือหลักสิบคน แต่อาจเป็นร้อยจนถึงพัน ลองนึกภาพว่า HR ต้องไล่อ่าน Resume คัดกรองเบื้องต้น นัดสัมภาษณ์เป็นร้อยคน จะต้องใช้เวลาแค่ไหน ดังนั้นองค์กรที่ “มีงบ” จึงต้องใช้บริษัทจัดหางาน ยอมจ่ายแพงหน่อย เพื่อแลกความคุ้มค่า ให้คนนอกช่วยดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ รอจ่ายเงินอย่างเดียว แต่ปัญหาคือไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะทำได้ จึงเกิดช่องวางสำหรับบริษัทขนาดเล็ก ที่ไม่ได้มีกำลังคนแผนก HR และไม่มีงบพอจะจ้างบริษัทจัดหางาน ดังนั้นสิ่งที่น่าเสียดายคือการที่คนเก่งๆ มากมายในปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าถึงงานและโอกาสดีๆ ที่รอคอยการเติมเต็มอยู่ แต่ถ้าเรามีแพลตฟอร์มรวม HR ที่มีทรัพยากรฝีมืออยู่ในคลังและสามารถเชื่อมถึงกัน ได้คนที่ตรงตามสเปค กับบริการที่ดี โดยที่ค่าจ้างอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ล่ะ? รู้จัก SourcedOut อวนใหญ่ในทะเลกว้าง หากเปรียบโลกของการทำงานเป็นทะเล “SourcedOut” คืออวนขนาดใหญ่ ที่สร้างจากเครือข่ายของ Recruiter ในแต่ละสายงาน ทำให้เป็นพื้นที่ที่ ใครๆ ก็สามารถมองหาและจับปลาที่ต้องการได้ SourcedOut คือแพลตฟอร์มที่เข้ามาอุดช่องว่างในตลาดการจ้างงาน ให้องค์กรได้ตามหาคนที่ใช่ ลดภาระของ HR และไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง ด้วยการใช้ “Freelance Recruiter” ที่มีประสบการณ์ ซึ่งทำงานเหมือนกับ Rider ที่ส่งอาหาร แต่เปลี่ยนเป็น Recruiter คอยหาพนักงานให้ โดยที่ Freelance Recruiter เองก็สามารถทำงานที่ไหน เมื่อไรก็ได้ และได้ผลตอบแทนสูง ทำให้ SourcedOut มี Recruiter ในแต่ละสายงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่หาคนได้ง่าย เร็ว และตรงสเปคมากยิ่งขึ้น ดังนั้น SourcedOut จึงเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถพลิกวงการจัดหางาน ด้วยเครือข่าย Recruiter ขนาดใหญ่ มีประสบการณ์จากหลากสาย สามารถส่งมอบคนที่ตรงสเปคด้วยความรวดเร็ว และอัตราค่าบริการที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ อย่ามัวเสียเวลารอสิ่งที่ไม่รู้จะมาเมื่อไร เพราะเป้าหมายมีไว้พุ่งชน “คนที่ใช่” ก็เช่นกัน รู้จัก SourcedOut เพิ่มเติม คลิก: https://www.sourcedout.asia/ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย SourcedOut: https://bit.ly/3dSWsiO #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #SourcedOut #HR #Hiring #Job #Recruitment ### ทำไมอยากทำงานที่นี่ 3 เทคนิคตอบคำถามให้ได้งาน ทำไมอยากทำงานที่นี่ 3 เทคนิคตอบคำถามให้ได้งาน บางครั้ง “ความยาก” ก็แอบซ่อนมาในความง่าย สำหรับการสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน เพราะนอกจากคำถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” อีกหนึ่งคำถามที่เป็นเหมือนหนามยอกอก คงหนีไม่พ้น “ทำไมอยากทำงานที่นี่” ซึ่งดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ถือว่าตอบให้น่าสนใจได้ค่อนข้างยาก วันนี้ Reeracoen Thailand มาแชร์เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถปั้นคำตอบให้ดูดี มีความโปร เพิ่มความน่าสนใจเพื่อคว้าโอกาสที่จะได้งานในฝันกัน อันดับแรกต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่นายจ้างต้องใช้คำถามนี้ก่อน เพราะถ้าตอบเร็วๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมากก็คงมีอยู่ไม่กี่เหตุผลคือถ้าไม่อยากได้เงินก็ต้องอยากได้งาน ซึ่งเป็นคำตอบทั่วไปที่ “ใครๆ ก็รู้” แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถสร้าง “ความประทับใจ” ด้วยการแสดงความมุ่งมั่น ความสนใจที่มีต่องานหรือองค์กรให้นายจ้างได้เห็นผ่านการตอบคำถามดังกล่าว บทความเรื่อง How to Answer “Why Do You Want To Work Here” จากเว็บไซต์ hbr.org ได้ระบุถึงประเด็นสำคัญ 3 ด้านที่ผู้สมัครควรพูดถึงและอธิบายให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเทคนิคโดยผู้มีประสบการณ์กว่า 16 ปี ดังนี้ 1. ความมุ่งมั่น แพชชั่นที่มีต่อองค์กร แสดงความหลงใหลต่อเป้าหมายขององค์กรให้รู้ว่าเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ ซึ่งเราควรอธิบายถึงสาเหตุให้นายจ้างรับฟังด้วย เพราะการที่ตัวพนักงานและองค์กรมีเป้าหมายเดียวกัน จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่พาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จชั้นดี เช่น หากเป้าหมายขององค์กรคือ “การสร้างโอกาสให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น” เราก็สามารถแสดงออกได้ด้วยการอธิบายว่าทำไมการสร้างโอกาสถึงสำคัญ โดยอธิบายถึงแนวคิด ความเชื่อในส่วนอื่นๆ ของชีวิต ที่ไม่ใช่แค่การทำงาน 2. การสร้าง “ความสุข” ในการทำงาน คงไม่ดีสำหรับนายจ้างหากรับคนเข้ามาแล้วทำงานไปวันๆ โดยไม่มีความสุข ดังนั้นในการทำงาน นอกจากความเก่ง ยังต้องมี “ใจ” ที่จะทำด้วย เมื่อมีความสุขหรือสนุกกับบางสิ่ง เราจะมีแต่ทัศนคติดีๆ ต่อสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้นายจ้างที่จะได้คนที่พร้อมทุ่มเท อยู่ทน และเต็มที่กับงานเสมอ ดังนั้นเราต้องทำให้นายจ้างเห็นว่าเราจะมีความสุขกับการทำงานได้อย่างไร และวิธีง่ายๆ คืออธิบายถึงสาเหตุ ความเชื่อ และวิธีการทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 3. เป้าหมายที่ต้องการสำเร็จกับองค์กร ในการสัมภาษณ์งานคุณเคยเจอคำถามแบบนี้ไหม? “ในอีก 5 ปีคิดว่าตัวเองจะเป็นยังไง” หรือ “แบบไหนถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จกับที่นี่” สาเหตุเป็นเพราะทุกครั้งที่มีการจ้างงาน รับพนักงานเพิ่ม เปิดแผนกใหม่ ล้วนเป็นการ “ลงทุน” ของบริษัท ดังนั้นแน่นอนว่าสิ่งที่องค์กรมองหาจากเรา นอกจากผลงานตามหน้าที่ คือ “การเติบโต” ของพนักงาน ซึ่งจะเห็นได้จากคำถามข้างต้นว่าเราจะสามารถพาองค์กรไปเป็นแบบไหน หรือตัวเรามีเป้าหมายในใจที่อยากประสบความสำเร็จกับองค์กรอย่างไรบ้าง อธิบายอย่างรอบด้าน เริ่มจากความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ในอดีต โดยที่เราเองก็พร้อมพัฒนาและผลักดันตัวเองผ่านความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งช่วยตอบโจทย์ในสิ่งที่องค์กรต้องการเช่นกัน Tips สุดท้าย ยิ่งเราลงลึกในรายละเอียดของคำตอบระหว่างสัมภาษณ์ได้มากเท่าไร คำพูดของเราจะยิ่งมีน้ำหนักมากเท่านั้น กลับกันถ้าเราได้แต่พูดในสิ่งทั่วไป ก็คงไม่ต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ ดังนั้นถ้าอยากสร้างความโดดเด่น ก็จงทำให้ตัวเองน่าสนใจมากขึ้น ชัดเจนในเป้าหมายและความเชื่อ โดยที่ไม่ลืมว่าเป้าหมายหลักขององค์กรคืออะไร และเราจะประสบความสำเร็จไปพร้อมกันได้อย่างไร ตอบยังไงถ้าถูกถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ?” : https://bit.ly/3aN2pwi ติดตามบทความที่น่าสนใจ: ทักษะสำคัญจากการกระทำเล็กๆ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ แค่เริ่มที่ตัวเอง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3QIMXBb   #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #selfdevelopment #psychology #HR #jobinterview ### บทเรียนเจ้าสังเวียน "โคตะ มิอุระ" ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เรา “สู้” สุดความสามารถแล้วหรือยัง? สำหรับศึกมวยหยุดโลกระหว่าง “บัวขาว บัญชาเมฆ” และนักสู้หนุ่มหน้าหยก “โคตะ มิอุระ” เราจะขอพูดถึงนักมวยเลือดเดือดจากแดนซามูไรที่ไม่ยอมให้อายุเป็นอุปสรรคในการพิสูจน์ตัวเองและเผชิญหน้ากับความท้าทาย และเมื่อมีโอกาส โคตะ ก็ไม่กลัวที่จะวัดกับของแข็งอย่าง บัวขาว ที่อายุห่างถึง 20 ปี นอกจากฝีมือการชกและหน้าตาที่ดูดี สิ่งที่น่าสนใจในตัวนักสู้วัย 20 คนนี้คือความมุ่งมั่นและความกล้า โคตะ อาจไม่ได้ผ่านประสบการณ์มากมาย เคยขึ้นชกระดับอาชีพแค่ครั้งเดียว แต่สิ่งที่เขาพกมาสู้กับหนึ่งในนักมวยที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการมวยไทยคือ “ใจ” เพื่อพิสูจน์ตัวเองในเส้นทาง “นักมวยอาชีพ” ที่เขาหลงรัก การแบกชื่อ “มิอุระ” ที่มาพร้อมความกดดัน อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ โคตะ เป็นที่จับตามองในสายตาของผู้คน โดยเฉพาะแฟนๆ กีฬาเป็นเพราะเขาไม่ใช่คนทั่วๆ ไป ไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มโนเนม แต่เขาเป็น “ลูกชาย” ของ “คาซึโยชิ มิอุระ” หรือ “คิงคาซู” ตำนานนักฟุตบอล กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นที่ใครๆ ต่างรู้จัก แน่นอนว่าในฐานะนักกีฬา การเป็นลูกชายของซูเปอร์สตาร์ของวงการนั้นย่อมมาพร้อมกับ “ความกดดัน” ที่ต้องแบกชื่อ “มิอุระ” เอาไว้ทุกครั้งเมื่อลงแข่ง สำหรับหลายคนมันอาจเป็นภาระที่หนักอึ้ง เหมือนกับแบกภูเขาไว้บนบ่า และเมื่อไรก็ตามที่พ่ายแพ้ก็จะถูกหินผามากมายหล่นทับ แต่ไม่ใช่กับ โคตะ เขาภูมิใจที่จะประกาศให้โลกรู้ว่าเขาพร้อมจะใช้ชื่อ “มิอุระ” โดยไม่สนว่าศัตรูจะเป็นใคร เพราะเขาพร้อมจะเผชิญหน้าอย่างเต็มที่และคว้าชัยชนะมาให้ได้เสมอ เส้นทางอาชีพของ “โคตะ” เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 2021 ในการขึ้นชกสังเวียน MMA โดยใช้กำปั้นคว้าชัยเหนือคู่แข่งแบบ TKO (Technical knockout) ไปตั้งแต่ยกแรกของการแข่งขัน ถือเป็นการเปิดตำนานบทใหม่ของชื่อ “มิอุระ” กลายเป็น “คิงจูเนียร์” ในเส้นทางที่ต่างจาก คาซึโยชิ “กล้าเลือกสิ่งที่รัก ปักหลักสู้เพื่อสิ่งที่เชื่อ” หลายคนอาจสงสัยว่าพ่อเป็นนักบอล แต่ทำไมลูกกลายเป็นนักมวย ส่วนมาก “ลูกชาย” มักจะได้รับอิทธิพลจากคนเป็นพ่อ ชอบอะไรคล้ายๆ กัน ซึ่งจะเห็นได้จากนักกีฬามากมายที่ส่งเสริมผลักดันให้ลูกๆ เดินตามรอย และสำนวนว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ก็ยังคงใช้ได้กับกรณีของ โคตะ เพราะสาเหตุที่เขาเลือกเดินในเส้นทางนักมวย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัว คิงคาซู เองก็ชื่นชอบกีฬามวยเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ โคตะ ได้ซึมซับ เริ่มสนใจตั้งแต่ยังเด็ก และได้เข้าสังกัดค่าย Brave หลังจากเรียนจบ หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับ โคตะ มิอุระ กันไปแล้ว เรามาถอดบทเรียนจากเส้นทางสู่การเป็นเจ้าสังเวียนของเขากันดีกว่า ยังจำได้ไหมในวัยเด็กเราชื่นชอบสิ่งไหน ฝันอยากเป็นอะไร และทุกวันนี้เราได้ลงมือทำหรือเข้าใกล้ความฝันนั้นขนาดไหนแล้ว? เชื่อว่าทุกคนย่อมมี “ฝัน” ในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือฝันยิ่งใหญ่ จนบางทีอาจดูเหมือนกับความเพ้อฝัน แต่หลายคนกลับยอมทิ้งมันไปเพราะ “ความกลัว” กลัวที่จะล้มเหลว กลัวที่จะผิดหวัง กลัวความกดดันทั้งจากตัวเองและคนรอบข้างจนยอมแพ้ไปเอง แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดไม่ใช่การสู้แล้วแพ้ แต่เป็นการยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้ต่างหาก หากเราสู้ อย่างน้อยที่สุดคือความผิดพลาด ล้มเหลว หรือพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากการลุกขึ้นสู้ครั้งนั้นคือ “โอกาส” ที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด และใครจะไปรู้ว่าจากความพ่ายแพ้ครั้งนั้น ครั้งต่อไปเราอาจหาวิธีเอาชนะก็ได้ เพราะถ้าไม่ลองก็จะไม่มีวันรู้ ถ้าไม่ลุกขึ้นมาสู้ก็จะไม่มีวันชนะ แล้ววันนี้คุณลุกขึ้นสู้หรือยัง? ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม เทคนิคเปลี่ยนชีวิต แค่ “เลิกคิดมาก” จัดการ IRONIC EFFECT ฉบับนักบาส NBA ถอดบทเรียนชัชชาติเรื่อง "เวลามีมูลค่า" อย่าปล่อยให้ "โอกาส" ลอยไปในอากาศ แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.sanook.com/campus/1408096/ https://sudsapda.com/men/292852.html https://mgronline.com/sport/detail/9650000005802  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Leadership #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration ### ทักษะสำคัญจากการกระทำเล็กๆ เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ แค่เริ่มที่ตัวเอง ถ้าถามว่าผู้นำที่ดีสำหรับคุณต้องเป็นอย่างไร? หลายคนอาจมองถึงภาระความรับผิดชอบที่ “ยิ่งใหญ่” อาทิ การบริหารคน ทำงานดี ตัดสินใจเฉียบขาด ช่วยพัฒนาลูกทีม มองภาพรวมให้เป็น วางแผนให้ได้ โดยทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นความสามารถ (Skills) ในแต่ละส่วนของคนเป็นหัวหน้า แต่ก็ยังมีอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันซึ่งก็คือ “การซื้อใจคน” วันนี้ Reeracoen Thailand จะพาทุกคนมารู้จักกับทักษะเล็กๆ ที่ช่วยให้ใครๆ ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ รวมใจผู้คน ทำให้การงานราบรื่นได้ เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ซื้อใจคนได้ ใครๆ ให้ความเคารพ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ผ่านการฝึกฝน ไม่ได้เรียนสูง หรือบางคนอาจมีฐานะยากจน เป็นคนด้อยโอกาสด้วยซ้ำ เช่น อับราฮัม ลินคอล์น มหาตมะคานธี หรือ เนลสัน แมนเดลา เองก็ตาม และในขณะเดียวกันบางคนแม้จะมีตำแหน่งระดับสูง มีลูกน้องมากมาย ก็ไม่สามารถซื้อใจคน ไม่ได้รับความเชื่อใจแม้แต่กับลูกทีมของตัวเอง สิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร? บางครั้งเราอาจสนใจแต่ Hard Skill ในด้านการทำงาน ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จนมองข้ามความสำคัญของ Soft Skill ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้แม้เราจะมีตำแหน่งสูงเท่าไร ทำงานเก่งแค่ไหนก็ยังไม่สามารถซื้อใจใครๆ ได้ ไปจนถึงมีปัญหาตลอดการทำงาน เจออุปสรรคติดขัด ไม่ว่าจะลูกทีมตีกัน ความคิดเห็นไม่ลงรอย หรือแม้แต่ไม่ได้รับความเชื่อใจจากคนในทีม ดังนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเราเป็นทั้งคนที่ทำงานเก่งและเป็น "ผู้นำ" ที่ทุกคนไว้ใจ เพื่อทำให้งานราบรื่นและสปิริตภายในทีมดียิ่งขึ้น บทความเรื่อง Small Actions Make Great Leaders จากเว็บไซต์ hbr.org ได้พูดถึงทักษะที่ช่วยพัฒนาศักยภาพให้เรากลายเป็นผู้นำที่ "ซื้อใจ" ใครต่อใครได้ ผ่านการศึกษาตัวอย่างกว่า 1,000 คน โดยให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างมีส่วนสำคัญ และพบว่าวิธีการส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาใช้และประสบความสำเร็จคือการ "ตั้งเป้าหมายร่วม และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกคน" โดยอาศัยทักษะการเข้าหา โน้มน้าวใจ เพื่อดึงเอาข้อดีของแต่ละคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยความใจเย็น และเริ่มต้นด้วย "ทัศนคติที่ดี" คำถามคือเราจะสามารถเรียนรู้ทักษะนี้ได้อย่างไร? ขั้นตอนที่ 1 รู้จักพลังงานขับเคลื่อนภายใน โดยทั่วไปเราจะมีพลังงานขับเคลื่อน หรือแรงกระตุ้นภายในที่แตกต่างกัน อาทิ [ ] เป้าหมาย ที่จะเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จ [ ] การยอมรับ ทำให้ตระหนักรู้ถึงสิ่งต่างๆ ตามความจริง [ ] การเติบโต โดยพัฒนาศักยภาพให้เต็มที่ [ ] ความรัก ซึ่งเกิดจากความเข้าอกเข้าใจ [ ] พลังจากการรู้จักความต้องการของตัวเอง ขั้นตอนที่ 2 ฝึกวิธีการที่จะเข้าหา เมื่อเรารู้จักพลังงานขับเคลื่อนในแต่ละด้านแล้ว ต่อมาคือการหาวิธีที่จะดึงสิ่งเหล่านี้ออกมา โดยอาศัยเครื่องมือง่ายๆ อย่างการตั้งคำถามด้วย What และ How ดังนี้ [ ] เราจะดึง “แรงกระตุ้น” ในด้านไหนของแต่ละคนออกมาบ้าง [ ] การจะดึงแรงกระตุ้นเหล่านั้นออกมาได้ ต้องใช้วิธีการไหน กรณีศึกษา แม้จะไม่ใช่หัวหน้า ก็สามารถแสดงความเป็นผู้นำได้ จูลี่ ต้องการขอคำปรึกษาจากหัวหน้าที่เก่งแต่อารมณ์ร้อนและปากไม่ดี ซึ่งเธอรู้ดีว่าการจะไปยุ่เกี่ยวเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ดังนั้นสิ่งที่เธอทำเป็นอันดับแรกคือการเริ่มจากภายใน (Inner actions) เข้าหาหัวหน้าด้วยทัศนคติที่ดี ปล่อยวางอคติและไปด้วยใจเปิดกว้าง จากนั้นค่อยๆ ปรับการกระทำภายนอก (Outer actions) ไม่ว่าจะการใช้คำพูด สีหน้าท่าทาง เพื่อสร้างแนวร่วม ลดความขัดแย้งให้มากที่สุด จึงค่อยๆ โน้มน้าวใจให้มาร่วมทางด้วยกัน ผลก็เป็นไปตามความคาดหมาย จูลี่ โดนหัวหน้าตำหนิอย่างไม่มีชิ้นดี แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือหัวหน้าของเธอยอมให้ความร่วมมือจนงานสำเร็จอย่างดีในที่สุด สิ่งที่จูลี่ทำคือการ “เข้าหาด้วยใจเปิดกว้าง” จัดการกับอคติที่ตัวเองมีและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ หว่านล้อมให้เกิดความร่วมมือ โดยเริ่มจาก 1) ทำให้คำตำหนิของกอร์ดอน เป็นความจริงที่ยอมรับได้ แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด 2) กล่าวชื่นชมหัวหน้าด้วยความจริงใจ ทำให้เขาเริ่มเปิดกว้างและลดความขัดแย้ง 3) นำเสนอจุดขายที่น่าสนใจ เพื่อดึงความสนใจจากหัวหน้าให้ได้ 4) วาดภาพความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจากความร่วมมือในครั้งนี้ 5) “ซื้อใจ” เชิญชวนให้มาช่วยกันทำให้ภาพสำเร็จนั้นเกิดขึ้นจริง ซึ่งหากเราไม่รู้จักที่จะใช้ทักษะการซื้อใจคนผ่านวิธีการเหล่านี้ เราอาจพลาดโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือ สิ่งความร่วมมือในสิ่งที่เราต้องการ ลองนึกภาพว่าถ้าหาก จูลี่ โต้ตอบหัวหน้ากลับไปในขณะที่เขากำลังตำหนิผลงานของเธออยู่ ความร่วมมือก็คงไม่เกิดขึ้นได้ รวมถึงเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาต่อการทำงานในอนาคต ดังนั้นเราจะเห็นได้จากกรณีตัวอย่างว่าแม้ จูลี่ จะไม่ได้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้า แต่เธอก็สามารถใช้ทักษะดังกล่าวในการเป็นผู้นำแล้ว “ซื้อใจ” หัวหน้ามาให้ความร่วมมือจนสำเร็จลุล่วงได้ ดังนั้นเราทุกคนก็สามารถเป็นผู้นำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งสูงๆ หรือมีลูกน้องมากมาย เพียงแค่รู้จักเปิดกว้าง ลดอคติของตัวเอง มองเป้าสำเร็จเป็นสำคัญ และหัดที่จะซื้อใจคนให้เป็นด้วย บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: ปฏิเสธไม่เป็น รับงานล้นมือ เสี่ยง BURNOUT ข้อเสียของ “เดอะแบก” ที่ต้องแก้ ก่อนจะพังทั้งกายและใจ พลังแห่ง DEADLINE มีอยู่จริง หรือเราแค่ติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3C7fNXo  #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #Leadership #Psychology #Selfdevelopment #Inspiration ### ปฏิเสธไม่เป็น รับงานล้นมือ เสี่ยง Burnout ข้อเสียของ “เดอะแบก” ที่ต้องแก้ ก่อนจะพังทั้งกายและใจ การแสดงออกถึงความรับผิดชอบ คือเครื่องมือสำคัญที่บ่งบอกถึงภาวะผู้นำ อย่างสำนวนต่างประเทศที่กล่าวว่า “The Buck Stops Here” ความรับผิดชอบทั้งหมดอยู่ที่นี่ และ “Leadership is taking responsibility while others are making excuses” ผู้นำจะแสดงความรับผิดชอบ ในขณะที่คนอื่นๆ มองหาข้อแก้ตัว แม้การแสดงความรับผิดชอบจะเป็นสิ่งที่ดี แต่บ่อยครั้งที่มันสามารถย้อนกลับมาทำร้ายใครหลายคน เนื่องจาก “รับผิดชอบมากเกินไป” รับทุกอย่างจากทุกคน ไม่ว่าจะภาระงาน อารมณ์ หรือแม้กระทั่งรับผิดแทนคนอื่น ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวเองแต่ยังส่งต่อมาถึงทีมด้วย เมื่อผู้นำเริ่มที่จะ “แบกไม่ไหว” จนเริ่มที่จะ Burnout แน่นอนว่าสายน้ำก็จะไหลต่อมายังคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะลูกทีม เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ครอบครัว เช็คง่ายๆ อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็น “เดอะแบก” ด้วยอาการเหล่านี้ อาทิ [] ให้ความสำคัญกับความต้องการของคนอื่นก่อนตัวเอง [] ต้องคอยย้ำคนอื่นให้ทำงาน และรู้สึกเบื่อหน่าย [] มักจะตอบตกลง แม้ในใจจะไม่อยากรับปาก [] เมื่อเกิดข้อผิดพลาดจะรู้สึกว่าเป็นความผิดของตัวเอง ถึงเวลาต้องเรียนรู้วิธีบริหารจัดการตัวเอง อย่าปล่อยให้ความเป็นเดอะแบกมาทำให้เรา Burnout จนพังทั้งกายและใจ รวมถึงทีม ด้วย 5 วิธีจากบทความเรื่องAre You Too Responsible? บนเว็บไซต์ HRB.org (Harvard Business Review) ดังนี้ 1)  ปรับแนวคิด เปลี่ยนมุมมอง หลายคนอาจภูมิใจที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ได้แสดงออกถึงความรับผิดชอบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่อีกมุมหนึ่งลองถามตัวเองว่าตัวเราจำเป็นต้องรับผิดชอบทั้งหมดจริงหรือ งานที่ทำอยู่สามารถช่วยพัฒนาตัวเราได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นจะไม่สามารถทำได้เลยหรือเปล่า? เพราะการที่เรารับงานมาจนล้นมือ โดยที่ทำให้อีกฝ่ายได้ทำงานสบายๆ มากขึ้น สามารถส่งผลเสียให้งานที่ทำนั้นไม่ได้ประสิทธิภาพเพราะไม่มีเวลาในการดูแลอย่างเต็มที่ และในกรณีที่เราเป็นผู้นำก็ยังทำให้ลูกทีมขาดโอกาสในการพัฒนาตัวเองด้วย 2) ฝึกปฏิเสธอย่างมืออาชีพ และคืนความรับผิดชอบให้เจ้าของงาน ไม่ว่าคุณจะถูกบังคับ หรือเต็มใจทำเอง แต่บางทีถ้ามันล้นมือเกินไปก็ถึงเวลาส่งคืนให้เจ้าของ เริ่มจากพยายามบอกเหตุผลที่ทำให้เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น ติดงานสำคัญ กำลังดำเนินการวางแผนงานส่วนอื่นๆ ซึ่งมีเขาเป็นผู้รับผิดชอบ และเสนอความช่วยเหลือในส่วนเล็กๆ ก็จะทำให้คนรอบข้างรับรู้ว่าจะขอให้เราช่วยตลอดเวลาไม่ได้ 3) รู้จัก “ความรับผิดชอบ” ที่แท้จริงของตัวเอง เมื่อเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองแบกโลกไว้ทั้งใบ ถึงเวลาหยิบกระดาษออกมาสักหนึ่งแผ่น วาดแผนภูมิว่ามีงานแบบไหน ต้องดำเนินการทำกับใครหรือฝ่ายใดบ้าง จากนั้นหาสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของตัวเองในแต่ละงาน จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าควรโฟกัสกับอะไร และสิ่งไหนที่คนอื่นสามารถจัดการได้ 4) ช่วยมา ช่วยกลับ ไม่โกง! หากคุณเป็นคนที่ชอบแบก ไม่แปลกที่จะชอบช่วยเหลือ อยากสนุกกับงานและทำให้คนอื่นมีความสุข แต่กลับกันเมื่อคนอื่นมาเสนอช่วยงานกลับไม่กล้าให้ช่วย เพราะกลัวเขาจะลำบาก ทำไมไม่คิดซะว่าการที่มีใครสักคนอยากช่วยงานเป็นเพราะพวกเขาอยากสนุก ได้มีส่วนร่วม ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมเหมือนที่ตัวเองเป็นบ้าง การที่ผู้นำเปิดโอกาสให้ลูกทีมได้หยิบยื่นความช่วยเหลือ หรือเสนอความคิดเห็น ได้มีส่วนร่วมกับงานต่างๆ คือการสร้างแรงบันดาลใจ และช่วยสานความสัมพันธ์ภายในทีมอีกด้วย 5) เอาใจใส่ แต่ไม่แบกรับ การเป็นผู้นำ ไม่เพียงแต่ทำเฉพาะงาน แต่ยังต้องบริหารจัดการคน และรับฟังให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆ ทั้งด้านการงาน หรือรวมถึงเรื่องส่วนตัวด้วย ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้ผู้นำที่แบกรับทุกอย่างไว้มากเกินไปมักจะพลาด การที่เราเอาความรู้สึกลงไปแบกรับ หาทางช่วยจนสุดความสามารถ ย่อมพาให้จิตใจเราได้รับผลกระทบไปด้วย เราสามารถรับฟัง ให้คำปรึกษาได้ แต่อย่าถลำลึกไปปฏิบัติเหมือนกับว่าปัญหาต่างๆ เป็นเหมือนปัญหาของเราเอง ใช้เหตุและผลถามหาความเป็นมาจากมุมนอก อย่าเข้าไปคลุกวงในกับปัญหาเหล่านั้น 6) ใจดีกับตัวเองหน่อย การปรับนิสัย หรือเปลี่ยนพฤติกรรมมักเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้เริ่มต้นและต้องใช้เวลาเสมอ แน่นอนว่าคงไม่ดำเนินไปอย่างราบรื่น เราจะต้องเผชิญหน้ากับความลำบากใจ อึดอัด และอาจเจอการตอบสนองเชิงลบจากคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือบ้าง ก็จงอดทนและผ่านมันไปให้ได้ เพื่อสร้างสมดุลที่ดี ไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้กับตัว และช่วยให้คนอื่นได้พัฒนาตัวเองไปพร้อมๆ กัน บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: พลังแห่ง DEADLINE มีอยู่จริง หรือเราแค่ติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง กับดักของ PEOPLE PLEASER ในที่ทำงาน ยอมไปเรื่อย รับปากไปงั้น แต่งานไม่เดิน! แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3BVJt9U #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #psychology #overresponsibility ### พลังแห่ง Deadline มีอยู่จริง หรือเราแค่ติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ใกล้เส้นตาย ไฟทำงานไม่มา? พลังแห่ง Deadline มีอยู่จริง หรือเราแค่ติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง “Deadline” เส้นตายที่ช่วยเปิดพลังปริศนาให้เรางัดความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาใช้ โดยมีเงื่อนไขคือ “ระยะเวลา” ที่มีจำกัด ไม่ว่างานจะเยอะหรือยากแค่ไหนแต่สุดท้ายก็สามารถทำงานเสร็จได้อย่างดีและเร็ว จนเราอาจสงสัยว่าจะเสียเวลาทำงานไปนานๆ เพื่ออะไร แต่ Deadline ช่วยให้เราทำงานได้ดีจริงเหรอ? บทความนี้ Reeracoen Thailand มีคำตอบให้ครับ เชื่อว่าหลายๆ คนต้องคุ้นเคยกับพลัง Deadline เป็นอย่างดี ตั้งแต่เด็กจนโต สมัยเรียนยันวัยทำงาน ใครๆ ก็ต้องเคยมีช่วงเวลา “อัจฉริยะชั่วข้ามคืน” กันทั้งนั้น เช่น “One Night Miracle อ่าน 10 บทก่อนสอบวันรุ่งขึ้น” “โต้รุ่งเผาพรีเซนต์ก่อนเข้าประชุมตอนเช้า” และเหตุการณ์อีกมากมาย ที่เราใช้พลัง Deadline มาเป็นแรงกระตุ้นให้ทำงาน ปัญหาของการผัดวันประกันพรุ่ง ดูเหมือนว่าการเร่งทำงานก่อนถึง Deadline จะไม่เป็นปัญหาอะไร อาจมีตื่นเต้น กดดันบ้างระหว่างทำ แต่สุดท้ายงานก็เสร็จแถมประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลาทำนานๆ ไว้ใกล้ส่งค่อยทำ งานก็ออกมาดีได้ หากคุณกำลังคิดแบบนี้อยู่ คุณอาจเป็นคนที่ติดกับดักนิสัย “ผัดวันประกันพรุ่ง” (Procrastinator) ที่ส่งผลให้เรากลายเป็นคนขี้เกียจ แถมผลงานที่ควรจะดี กลับแย่ลงโดยไม่รู้ตัว บทความเรื่อง “But I Work Best Under Pressure” จากเว็บไซต์ Psychologytoday.com ได้พูดถึงผลเสียของการติดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง หรือการดองงานไว้ค่อยทำตอนใกล้ส่ง ซึ่งเป็นความเชื่อผิดๆ ของคนส่วนใหญ่ ที่คิดว่าพลัง Deadline จะช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม หลายคนอาจชอบทำงานตอนใกล้ Deadline เพราะรู้สึกมีแรงกระตุ้น สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดสั่งให้ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีน เพิ่มความต้องการปะทะกับกองงานที่ดองไว้ คิดว่าความกดดันจะช่วยให้ผลงานดีขึ้น ซึ่งก็เป็นไปได้ใน “บางครั้ง” แต่ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่หวังกับความเป็นจริงนั้นมักจะสวนทางกัน หลายครั้งที่เราเชื่อในพลังของ Deadline แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่เป็นไปอย่างที่คิด ไม่ว่าจะคะแนนสอบที่น้อยนิด งานที่ถูกส่งกลับมาแก้ใหม่ กลายเป็นว่าทำแค่พอให้มีส่ง ขอรอดตายก่อน โดยที่ผลลัพธ์แย่ๆ เหล่านี้เรามักไม่จำ แต่จะไปจำเฉพาะ “ปาฏิหาริย์” ที่นานทีมีหน แล้วก็ติดใจในรสชาติของความสำเร็จว่าถ้ามันเคยเกิดขึ้นแล้ว มันก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะจากนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ด้วยเวลาที่จำกัด เราจะถูกหลอกให้เชื่อว่างานที่ทำออกมานั้น “ดีที่สุดแล้ว” ทั้งที่ความจริงถ้าหากเราให้เวลากับมันมากขึ้น ก็สามารถดีกว่านี้ได้อีก การทดลองพิสูจน์พลังแห่ง Deadline  มีการทดลองเพื่อพิสูจน์ “พลังแห่ง Deadline” ว่าสามารถช่วยให้เราทำงานได้ดีจริงหรือไม่ โดยการแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่มให้ทำงานชิ้นหนึ่ง ด้วยระยะเวลาเท่ากัน ปรากฏว่าเมื่อหมดเวลา กลุ่มผัดวันประกันพรุ่งเชื่อว่าตัวเองนั้นทำได้ดี และอาจดีกว่าอีกกลุ่มด้วยซ้ำ แต่เมื่อทำการตรวจกลับพบงานผิดพลาดเยอะ และไม่ได้ออกมาคุณภาพดีอย่างที่พวกเขาคิด ดังนั้นพลังแห่ง Deadline อาจไม่ได้ช่วยให้เราทำงานได้ดีภายใต้ความกดดันด้านเวลาอย่างที่เราคิด แม้ว่าในบางครั้งผลลัพธ์อาจจะออกมาดี แต่มันก็อาจจะดีกว่าถ้าเราให้ความใส่ใจทำตามความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ บริหารจัดการเวลาที่มีอยู่ในมือให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผลักดันให้อะไรที่ดีอยู่แล้วสามารถดีขึ้นได้อีก ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เลิกยึดถือความเชื่อผิดๆ และอย่าปล่อยให้นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) มาทำให้เราต้องเสียโอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: หยุด WORK HARD และหันมา WORK SMART เพราะการทำงานดี อยู่ที่การบริหารเวลา 6 วิธีจุดไฟในช่วง BURNOUT แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3Qj8QX1 #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #psychology #selfdevelopment #deadline #procrastination ### หยุด Work Hard และหันมา Work Smart เพราะการทำงานดี อยู่ที่การบริหารเวลา หยุด Work Hard และหันมา Work Smart เพราะการทำงานดี อยู่ที่การ "บริหารเวลา" รู้หรือไม่ เราสามารถทำงานได้ดี โดยที่ไม่จำเป็นต้อง "ทำงานหนัก" ประสิทธิภาพเหมือนเดิม แต่เหนื่อยน้อยลง แถมยังมีเวลาไปทำส่วนอื่น วันนี้ Reeracoen Thailand จะพาทุกคนไปฝึก7 วิธีง่ายๆ ในการ Work Smart เคยเป็นไหมกับสถานการณ์ที่ถึงเวลาเลิกงาน แต่ก็ไม่กล้าเก็บของกลับบ้านก่อนคนอื่น เพราะกลัวจะถูกมองว่า “ขี้เกียจ” เลยยอมนั่งเสียเวลาอยู่ในออฟฟิศ แสร้งว่ากำลังทำงาน (บางคนก็อาจทำจริง) เพื่อให้ดูเป็นคนขยัน ทุ่มเท เต็มที่กับงานในสายตาคนอื่น หลายคนต้องลำบากใจ ยอมเสียเวลา เพราะกลัวจะถูกกดดันโดยวัฒนธรรมองค์กรที่เชิดชูแต่คนทำงานหนัก (Hard work culture) จนกลายเป็น Toxic Productivity ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งเจ๋ง ยิ่งได้รับการยอมรับ จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้เราจะเห็นคนจำนวนไม่น้อยชอบพูดถึง “การทำงานหนัก” ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น “เนี่ยเมื่อคืนพี่ทำงานถึงเที่ยงคืน แล้วก็ตื่นมาทำงานต่อ 7 โมงเช้า” “ฉันกลับคนสุดท้ายของออฟฟิศตลอด” “วันเสาร์อาทิตย์ทำงานไปด้วย เที่ยวไปด้วย ปกติจ้า” ยิ่งสังคมรอบข้างให้คุณค่า คอยเชิดชูคนทำงานหนักมากขึ้นเท่าไร คนรอบข้างยิ่งกดดันที่จะต้องทำงานหนักตามเพื่อให้ได้การยอมรับ จนสุดท้ายสุขภาพกายและใจก็พังตามกันไปเรื่อยๆ ดังนั้นถึงเวลาหยุดวัฒนธรรมบ้างาน (Workaholism) เพราะเราสามารถทำงานได้ดี โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก ด้วยการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือสรุปง่ายๆ ว่า “บอกลาการ Work Hard และแทนที่ด้วยการ Work Smart” จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถเรียนรู้ที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่เหนื่อยน้อยลง เช่นจากเมื่อก่อนใช้เวลาครึ่งวันในการทำงานหนึ่งชิ้น แต่ปัจจุบันทำเสร็จได้ภายใน 3 ชั่วโมง โดยที่เหนื่อยน้อยลงด้วย! ฟังดูอาจเหมือนปาฏิหาริย์ แต่ความจริงการ Work Smart คือสิ่งที่หลายๆ คนมองข้ามไป เพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับการ Work Hard เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่รู้ตัวว่าสามารถทำให้งานแต่ละอย่างง่ายขึ้นได้ แค่อาศัยการบริหารจัดการที่ดีเท่านั้นเอง บทความเรื่อง 10 Tips To Work Smarter Not Harder บนเว็บไซต์ Forbes.com ได้แชร์วิธีบริหารจัดการเวลาการทำงาน โดยลด “ความหนัก” แต่ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเราได้ทำการเรียบเรียงวิธีการที่น่าสนใจออกมาทั้งหมด 7 ข้อ ได้แก่ 1) จัดลำดับความสำคัญให้กับงานที่ต้องทำ การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และเหนื่อยลง สามารถเริ่มจากการ “จัดลำดับความสำคัญ” เพราะโดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักจะทำงานไปเลย โดยที่ไม่ได้สนใจว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ซึ่งท้ายที่สุดเราอาจพลาดไปทำงานที่ไม่ได้สำคัญก่อน จนใกล้จะหมดวันแล้วเพิ่งจะมีเวลาให้กับงานสำคัญในตอนท้าย พลังกาย พลังใจก็ใกล้จะหมดลงไปทุกที กลายเป็นว่าต้องไปโหมทำตอนกลางคืนอย่างหนักหน่วงแทน ลองจัดลำดับความเร่งด่วน และความสำคัญ ว่าอะไรควรให้ความสนใจก่อน อะไรที่สามารถทำทีหลังได้ เช่น เริ่มวันด้วย “งานสำคัญและด่วน” ต่อด้วย “งานด่วนแต่ไม่สำคัญ” และ “งานสำคัญแต่ไม่ด่วน” และปิดท้ายด้วย “งานไม่ด่วนแถมไม่สำคัญ” ก็จะช่วยให้เราบริหารจัดการเวลาได้ดียิ่งขึ้น 2) รู้จัก “พอ” “ขออีกนิด งานใกล้เสร็จแล้ว” พูดแบบนี้ตั้งแต่หกโมง รู้ตัวอีกทีสี่ทุ่ม แถมงานยังไม่ได้เดินไปไหน! หากคุณเคยเป็นแบบนี้ ถึงเวลาที่จะต้องเรียนรู้ที่จะ “พอ” ปิดคอมฯ เลิกทำงานแล้วไปพักผ่อน เพราะหากฝืนทำต่อไป มีแต่จะเสียเวลาเปล่าโดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย สังเกตอาการตัวเองถ้ารู้สึกตัน คิดงานไม่ออก เค้นยังไงก็ไม่ได้ไอเดีย หรือแม้แต่งานง่ายๆ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะโฟกัสให้เสร็จได้ ก็ถึงเวลาที่ควรจะต้องเลิกทำงาน พักผ่อนชาร์จพลัง รอให้กลับมาพร้อมลุยงานอีกครั้ง 3) จัดการประเภทงานให้เป็นหมวดหมู่ ในการทำงาน หน้าที่ของเราก็คงไม่ได้มีเพียง 1 หรือ 2 อย่าง โดยเฉพาะบางสายงานอาจต้องทำงานแบบ Multitask ซึ่งต้องสลับโหมดการทำงานไปเรื่อยๆ ระหว่างวัน ตั้งแต่ประชุม แก้ปัญหา ตอบอีเมล หรืออื่นๆ ซึ่งหากเราสลับไปมาโดยไม่จัดหมวดหมู่ หรือลำดับขั้นที่ควรจะทำ ก็อาจพาให้เราเสียเวลาไปง่ายๆ เช่น จากเดิมที่เราจะคอยสลับมาตอบอีเมลทุกครั้งที่มีการส่งเข้ามา ลองเปลี่ยนเป็นกำหนดช่วงเวลาในการตอบอีเมลพร้อมๆ กันทีเดียว กับงานอื่นๆ ก็เช่นกัน เราควรหันมาโฟกัสงานไปทีละประเภท ก็จะช่วยให้เราไม่เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ 4) ค้นหา “นาทีทอง” ของตัวเอง ในหนึ่งวันเราจะมีอยู่ 3 โหมดหลักๆ คือ 1. ขยัน 2. เฉยๆ 3. หมดแรง ซึ่งในช่วงเวลาที่เราขยัน หรือที่เรียกว่า “นาทีทอง” ควรจะใช้ไปกับการทำงานสำคัญ หรืองานที่ต้องอาศัยสมองและร่างกายมากๆ และเอาช่วงหมดแรงไปทำงานง่ายๆ หรืองานที่ไม่สำคัญเท่าไร ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเวลาได้ และแต่ละคนย่อมมีนาทีทองแตกต่างกัน บางคนอาจขยัน สมองแล่นในช่วงเช้า แต่บางคนอาจมีไฟขึ้นมาในช่วงบ่าย ซึ่งหน้าที่ของเราคือค้นหานาทีทองของตัวเองให้เจอ และจัดตารางงาน - ตารางเวลาให้สัมพันธ์กัน 5) อย่ามัวรอ “แรงบันดาลใจ” การมีแรงบันดาลใจก่อนเริ่มงานคือสิ่งที่ดี แต่ถ้าแรงบันดาลใจไม่โผล่มาสักที เราจะได้ทำงานไหม!? หนึ่งในวิธีการ Work Smart ที่ดีที่สุด คือการ “ลงมือทำไปเลย” Zeigarnik Effect ได้อธิบายไว้ว่าสมองเราจะเครียด กังวล คิดมาก ถ้ายังมีงานไม่เสร็จ และวิธีการเดียวที่จะแก้ไขก็คือการลงมือทำให้เสร็จเท่านั้น ดังนั้นถ้าเรามัวแต่รอแรงบันดาลใจ ค่อยทำ งานก็ไม่เสร็จสักที แถมยังต้องเสียเวลามานั่งเครียด กังวลถึงกองงานที่ยังไม่ได้เคลียร์ แม้ว่าส่วนที่ยากที่สุดในการทำงานคือตอนเริ่มต้น แต่ถ้าเรามีเวลาได้โฟกัสกับงานนั้นๆ สักพัก สมองจะเริ่มเกิดความอยากเอาชนะงานให้จบโดยอัตโนมัติ 6) จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม อีกหนึ่งวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน คือการจัด “สภาพแวดล้อม” ระหว่างการทำงานให้เหมาะสมทั้งในบ้าน และที่ออฟฟิศ อย่าให้มีปัจจัยรบกวน ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ไกลตัว จัดระเบียบข้าวของที่วางกองไว้ เพื่อให้สะดวกต่อการทำงาน และลดการรบกวนจากสิ่งเร้าให้มากที่สุด 7) กฎ “90 นาที” มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ว่าสมองของเราจะทำงานได้ดีที่สุดในกรอบระยะเวลา 90-120 นาที หลังจากนั้นประสิทธิภาพจะค่อยๆ ลดลง ซึ่งต้องใช้เวลาพัก 20-30 นาที ถึงจะสามารถกลับมาทำงานได้เต็มที่อีกครั้ง ดังนั้นเราสามารถจัดการงานแต่ละชิ้นให้จบภายในระยะเวลาดังกล่าว ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด และบริหารจัดการเวลาได้อย่างดีที่สุดด้วย บทความที่น่าสนใจ: 6 วิธีจุดไฟในช่วง BURNOUT กับดักของ PEOPLE PLEASER ในที่ทำงาน ยอมไปเรื่อย รับปากไปงั้น แต่งานไม่เดิน! แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3cE9PCI แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3cPgdY1 https://bit.ly/3zFfeCA https://bit.ly/3BqKmXL #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #psychology #worksmart #workhard #toxicproductivity ### 6 วิธีจุดไฟในช่วง Burnout เมื่อเราทำงานมานานๆ จนถึงช่วง “หมดไฟ” จากความรู้สึกตื่นเต้น ท้าทาย ก็เปลี่ยนไปเป็นความเบื่อหน่าย ไม่อยากทำงาน ไปจนถึงขั้นเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเส้นทางอาชีพ ไม่อยากอยู่ในสายงานนั้นๆ  ปัญหาที่จะตามมาจากภาวะ Burnout คือ “ความเสี่ยงต่ออนาคต” ที่เกิดขึ้นจากหน้าที่การงาน บทความนี้ Reeracoen Thailand จะมาแชร์วิธีในการจุดไฟ ดึงตัวเองขึ้นมาจากหลุมแห่งความ Burnout! “โอย ไม่อยากทำงาน ลาออกเลยดีไหม!?” หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในภาวะ Burnout หมดไฟในการทำงาน แต่ยังมีภาระค่าใช้จ่าย ต้องหาเงินมาเลี้ยงชีพ ถึงเวลาดึงตัวเองกลับขึ้นมาจากหลุมแห่งความเหนื่อยล้า ด้วย 6 วิธีจุดไฟในการทำงาน ปลุกใจหาเงินไปใช้ชีวิต! Burnout Syndrome หรือโรคหมดไฟในการทำงาน เกิดจากความเครียดที่สะสมเรื้อรัง ไม่ว่าจะปริมาณงาน สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน โดนบีบด้วยเวลา งานที่ทำไม่น่าภูมิใจ ผลตอบแทนไม่สมน้ำสมเนื้อ ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็น “โรค” ชนิดหนึ่งอย่างเป็นทางการโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยกระทบต่อการทำงาน 3 ด้าน หลักๆ อาทิ 1) เหนื่อยล้า ขาดแรงจูงใจ ไม่มีอารมณ์ทำงาน 2) มีทัศนคติแง่ลบต่องานที่ทำอยู่ 3) ประสิทธิภาพลดลง เริ่มออกห่างจากสังคมที่ทำงาน ปัญหาที่จะตามมาจากภาวะ Burnout คือ ความเสี่ยงต่ออนาคต ที่เกิดขึ้นจากหน้าที่การงาน เมื่อไรก็ตามที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ซ้ำยังไม่สามารถดึงตัวเองขึ้นมาจากทัศนคติลบๆ ได้ และหากไม่รีบแก้ไข ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เราถูกตักเตือน พักงาน หรือแม้กระทั่ง “เชิญออก” ซึ่งปัญหาจากการว่างงาน นอกจากจะทำลายกำลังใจ ยังรวมถึงภาระการเงินที่ต้องรับผิดชอบอีกสารพัด ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกเริ่มที่จะ “หมดไฟ” ในการทำงาน ต้องรู้จักวิธีในการจุดไฟ ดึงตัวเองขึ้นมาให้ได้! บทความเรื่อง 6 Ways to Ease Yourself Back Into Work After Burnout จากเว็บไซต์ Psychologytoday ได้แนะนำวิธีที่น่าสนใจในการจุดไฟในการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งหลังผ่านพ้นภาวะ Burnout ดังนี้ 1) รู้จัก “รับฟังตัวเอง” ให้มากขึ้น ทุกครั้งที่เราเริ่มจะหมดไฟ ร่างกายมักมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพียงแต่ถูกมองข้ามไปง่ายๆ เหมือนกับเส้นผมบังภูเขา เช่นการที่เรารู้สึกว่า “เหนื่อย” แต่มีงานให้ทำอีกเยอะเหลือเกิน ซึ่งจุดนี้บ่งบอกถึงสภาพร่างกาย และจิตใจของเราที่อาจจะขาดการพักผ่อน หรือเกิดความไม่สมดุลระหว่างการพักผ่อน - การทำงาน เราควรรับฟังตัวเองให้มากขึ้น ทั้งสภาพร่างกาย และสิ่งที่กำลังคิดอยู่ในใจ อย่าปล่อยผ่านไปเหมือนว่าไม่มีความหมาย เพราะสุดท้ายแล้วกว่าเราจะรู้ตัวก็อาจจะสายเกินแก้ 2) จดจำวิธีกระตุ้น “อะดรีนาลีน” ในการทำงาน! ยังจำความรู้สึกตื่นเต้น ท้าทายจากงานในช่วงแรกๆ ได้อยู่ไหม อะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้น? เมื่อเราเจอความท้าทาย อะดรีนาลีนในร่างกายจะหลั่ง ซึ่งทำให้เรารู้สึกดี สนุก ตื่นเต้น แถมยังปลดล็อกพลังแฝงในตัวเองให้ทำงานได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ หากเราสามารถจดจำ “เงื่อนไข” ที่จะทำให้ตัวเองปลดปล่อยอะดรีนาลีน ดึงความรู้สึก “สนุก” ในการทำงานกลับมาได้ ก็จะช่วยให้ตัวเองมีท้าทายไปตลอดชีวิตการทำงาน เช่น เราอาจจะต้องมีโปรเจกต์ใหม่นอกเหนือจากงานเดิมๆ เข้ามาเป็นระยะ เพื่อพัฒนากรอบทักษะที่เคยมี กระตุ้นการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา 3) อย่าเพิ่ง “รับปาก” ว่าทำได้ เมื่อเราเริ่มหลุดออกมาจากช่วงเวลาของความเหนื่อยล้า เป็นปกติที่เราจะมีความกระหายในการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจุดนี้แหละที่หลายๆ คนมักจะพลาดไป “ขุดหลุมฝังตัวเอง” เพราะความจริงตัวเรายังไม่หายเหนื่อยจริงๆ แต่กลับไปรับงานเข้ามาเพิ่ม ซึ่งส่งผลให้เราต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง โดยที่มีเวลาพักน้อย ยิ่งตอกย้ำอาการ Burnout ด้วยปริมาณงานที่ไม่เคยลดลงไปสักที! 4) ฝึกวิธีจัดการความเครียดในวันทำงาน หลายคนมักคิดว่าการพักผ่อนจำกัดอยู่แค่ในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เรา Burnout เพราะรู้สึก “พักผ่อนไม่เพียงพอ” ได้หยุดแป๊บเดียว กะพริบตาสองทีพรุ่งนี้วันจันทร์อีกแล้ว! ลองเปลี่ยนมาทำให้วันทำงาน ก็สามารถพักผ่อนได้ เช่นการใช้เวลาพักช่วงเที่ยงคลายเครียดจากงานในช่วงเช้า หาอะไรที่ชอบทำ คุยกับเพื่อน ให้พาตัวเองออกมาจากงานบ้าง 5) สร้างกฎสำหรับตัวเอง “ถ้ายังมีงานในมือ อย่ารับงานเร่ง” “หยุดทำงานเมื่อถึงเวลาเลิกงาน” และ “อย่าตอบอีเมลในวันหยุด” หัดตั้งกฎที่จะรักษาสมดุล Work life balance ของตัวเองให้ได้ อย่าปล่อยให้ชีวิตทั้งหมดถูกตีกรอบด้วยการทำงาน โดยเริ่มต้นจากความเหมาะสมของเป้าหมายที่ต้องทำในแต่ละวัน (Daily Tasks) จากนั้นค่อยๆ ขยายขอบเขตเป็นต่อสัปดาห์ เดือน และปี จะทำให้เราเห็นภาพกว้าง โดยที่รักษาสมดุลชีวิตรายวันไปพร้อมกัน 6) เรียนรู้ที่จะ “ยืดหยุ่น” หลังจากที่มีการตั้งกฎในการทำงานแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อก็คือการรู้จักความยืดหยุ่น เพราะการเคร่งทำตามกฎตลอดเวลา ก็สามารถพาเราเข้าไปหาความเครียดได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเราจัดการสมดุล Work life balance ให้เข้าที่ได้แล้ว ลองถอยออกมาดูว่ามีช่วงเวลาไหนที่เราสามารถทำอะไรเพิ่มได้หรือเปล่า และถามใจตัวเองว่า “ต้องการที่จะทำไหม” เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปอยู่ในวงจรของความ Burnout อีกครั้ง และหากวิธีที่กล่าวมายังไม่เวิร์ก ก็จะเหลือวิธีสุดท้ายอย่าง “แรงกระตุ้น” หาอะไรก็ได้ที่จะทำให้เรามีแรงฮึดไปทำงานได้ทุกวัน เช่นตั้งเป้าหมายใหญ่ที่จำเป็นต้องอาศัย “เงิน” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ก่อหนี้” เพราะไฟที่ร้อนแรงที่สุด คือหนี้ที่ต้องจ่ายในทุกๆ เดือน อย่างที่เรารู้กันว่ามีงาน = มีเงิน บทความที่น่าสนใจ กับดักของ PEOPLE PLEASER ในที่ทำงาน ยอมไปเรื่อย รับปากไปงั้น แต่งานไม่เดิน! ไม่ได้เปลี่ยนไป แค่ไม่มีเวลา! วิธีดูแลความสัมพันธ์ ในวันที่งานล้นมือ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3vfs7AL แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3zaesfy #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### กับดักของ People Pleaser ในที่ทำงาน ยอมไปเรื่อย รับปากไปงั้น แต่งานไม่เดิน! ในออฟฟิศของคุณมีคนลักษณะนี้อยู่หรือเปล่า? เป็นมิตร ไร้พิษภัย พยายามช่วยเหลือทุกคน เรื่องตัวเองไว้ทีหลัง ขอแค่คนรอบข้างมีความสุข คนเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า People Pleaser ซึ่งแม้จะฟังดูเป็นเรื่องดีที่มีใครบางคนเห็นความสำคัญของคนรอบตัวไม่น้อยกว่าตัวเอง แต่หากไม่ระวัง บางที “ความดี” นี้อาจย้อนกลับมาเป็นภัยในภายหลังได้ Reeracoen Thailand จะมารู้จักกับคนเหล่านี้ และวิธีการรับมือเพื่อป้องกันสารพัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บทความเรื่อง How to Deal with People-Pleasers Who Go Too Far จากเว็บไซต์ Psychologytoday ได้ระบุถึงปัญหาที่อาจเกิดจาก People Pleaser ในที่ทำงาน และการใช้ชีวิตหากไม่มีการตั้งโล่ป้องกันที่ดี พร้อมวิธีการรับมือง่ายๆ ที่จะช่วยให้ทั้งงานและความสัมพันธ์ดำเนินไปด้วยกันได้อย่างไม่ติดขัด สาเหตุที่บุคลิกแบบ People Pleaser อาจสามารถสร้างปัญหาได้ เพราะในบางครั้งการเลือกที่จะ “ยอม” มากเกินไป สามารถส่งผลเสียต่อการทำงานและความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยที่เราและเขาอาจจะไม่รู้ตัวด้วย ไม่ว่าจะปัญหาการจัดลำดับความสำคัญ เวลา หรือประสิทธิภาพการทำงาน ผลเสียจาก People Pleaser เช่น การที่ People Pleaser รู้ว่านาย A กับนาย B ไม่ถูกกัน และกำลังอยู่ระหว่างการทำผลงานเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งเขาก็เลือกที่จะช่วยเหลือนาย B จนทำงานสำเร็จ ได้เลื่อนตำแหน่งตามที่คาดหวัง แม้จะรู้ดีว่าการช่วยนาย B จะส่งผลกระทบต่อนาย A โดยตรงในฐานะคู่แข่ง แต่ก็ยอมช่วยเพราะ “ปฏิเสธคนไม่เป็น” และแน่นอนว่าการตัดสินใจนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ส่วนในด้านการทำงาน ลองนึกภาพว่าคุณได้ทำงานกับ People Pleaser แต่แทนที่จะมาสนใจงานที่ต้องทำ เขากลับเอาเวลาส่วนใหญ่ไปช่วยทำงานคนอื่น ปล่อยให้เรางมอยู่คนเดียว ซึ่งแน่นอนเมื่อ 1 สมอง 2 แขนหายไป ประสิทธิภาพการทำงาน (Work Efficiency) ก็หายไปด้วย งานที่อาจเสร็จได้ใน 1 วัน ก็อาจต้องเลื่อนออกไป กระทบต่ออนาคตในหน้าที่การงานอีก หรือเมื่อมีการประชุมขอความคิดเห็น ให้เสนอไอเดียต่างๆ ที่มีความจริงจัง เข้มข้น People Pleaser ก็มักจะเป็นคนที่เงียบๆ แต่จะคอย “สนับสนุน” ทุกความเห็น เพราะไม่อยากมีปัญหากับใคร ซึ่งทำให้งานนั้นอาจเสียโอกาสที่จะได้ไอเดียที่ดีที่สุดเพราะมัวแต่เกรงใจ แม้กระทั่งบางครั้ง People Pleaser อาจทำการ “สัญญา” รับปากอย่างดีว่าจะทำบางสิ่งบางอย่างตามที่ได้รับการร้องขอ หรือถูกมอบหมาย และเมื่อถึงเวลากลับไม่สามารถส่งมอบงานได้จริง ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่ตัวเองก็เลือกที่จะรับปากไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แม้จะรู้ว่าทำไม่ได้ หรือทำไม่ทันก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไรก็ตามที่เราเป็นฝ่ายพูดถึงปัญหาจากพฤติกรรมของ People Pleaser ที่แบ่งแยกความสำคัญไม่เป็น ละเลยหน้าที่ของตัวเอง นอกจากเขาอาจจะไม่สนใจ เลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหา ยังอาจกลายเป็นตัวเราเองที่เป็นฝ่ายผิดจากการถูก Guilt Trip (ใช้คำพูดให้เรารู้สึกผิด ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายถูก) เพราะ People Pleaser จะหยิบเหตุผลร้อยแปดมาเพื่อให้เราเห็นใจ และบอกว่าทั้งหมดนี้ทำไปเพราะหวังดี ในด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ People Pleaser  ไม่ชวนให้ปวดหัว สร้างพลังงานบวก ไม่มีปัญหากับใคร แถมยัง “ยอมได้ตลอด” ฟังดูจะเป็น Healthy Relationship ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าการยอมตลอดนี่แหละ คือตัวการฉุดความสัมพันธ์ที่ควรจะ Healthy ให้กลายเป็น Toxic อย่างไม่ทันตั้งตัว เช่น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็เลือกที่จะยอมไว้ก่อน โดยที่ไม่เผชิญหน้าแก้ไขอย่างจริงจัง กลายเป็นว่าปัญหาหนักใจก็ไม่ได้ถูกแก้ไข แถมยังต้องอึดอัดเพิ่มขึ้นเพราะอีกฝ่ายไม่พยายามทำความเข้าใจอีก และด้วยนิสัย “ยอมคน” ทำให้ People Pleaser อาจไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ กลายเป็นว่า “ทุกคนสำคัญเท่ากัน” ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น! คงไม่มีใครโอเคเมื่อจู่ๆ ก็มีสถานะสำคัญเท่ากับเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรืออื่นๆ จัดการกับ People Pleaser ด้วยความใจเย็น และเห็นใจ 1) อธิบายปัญหาด้วยเหตุและผลอย่างจริงใจ ขั้นแรกเมื่อต้องจัดการกับ People Pleaser คือการบอกตรงๆ ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงเหตุและผลให้เขาสามารถคิดตาม และแสดงให้เห็นผลกระทบจากการกระทำนั้นๆ ให้ได้ เช่น “รู้สึกว่ายังโฟกัสกับงานตรงนี้น้อย อาจเพราะเอาเวลาไปช่วยส่วนอื่นเยอะไป เวลาที่ได้มาทำงานนี้เลยเหลือไม่มากแล้ว ลองปรับมาทำตรงนี้ก่อนค่อยไปช่วยคนอื่นดีไหม?” 2) กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน พยายามทำให้ขั้นตอน หรือกระบวนการทำงาน “โปร่งใส” ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อเข้าใจถึงเป้าหมายและวิธีการให้เห็นภาพตรงกัน รวมถึงขีดเส้นผลลัพธ์ของการไม่ทำตามขอบเขตดังกล่าว จะทำให้เราสามารถติดตามกระบวนการทำงานได้ทุกขั้นตอน และเตรียมตัวเผื่อกรณีฉุกเฉินได้ตลอดเวลา แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่การเป็นคนอะไรก็ยอม ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป เพราะอีกมุมหนึ่งก็แสดงถึงการให้ความสำคัญกับทุกๆ คนรอบตัว สามารถสร้างความสุข กระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันด้วย เพียงแต่ต้องรู้จักลำดับความสำคัญ และฝึกที่จะปฏิเสธบ้าง เพราะถ้ายอมทุกเรื่อง จะกลายเป็นตัวเราเองที่สูญเสียตัวตน ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยการพยายามทำให้คนอื่นพึงพอใจ จนไม่รู้ว่าแท้จริงตัวเรานั้นต้องการอะไร บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม: ทำไมเราต้องจ้างคุณ? 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน ระวัง TOXIC SUPERSTAR ในที่ทำงาน คนทำงานเก่ง แต่ “ฝีปากแซ่บ” พอๆ กับฝีมือ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3B0Mjdt แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3zch3GV #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #peoplepleaser #psychology ### ไม่ได้เปลี่ยนไป แค่ไม่มีเวลา! วิธีดูแลความสัมพันธ์ ในวันที่งานล้นมือ เคยไหม รู้สึกอึดอัดและกังวลใจทุกครั้ง เมื่อต้อง "ทำงานล่วงเวลา" ไหนจะความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้น แถมยังต้องรับมือกับคนทางบ้านที่อาจมองว่าเราเปลี่ยนไป ไม่มีเวลาให้กันเหมือนเดิม ซึ่งเป็นปัญหาหนักใจคนทำงานและเชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยเผชิญ วันนี้ Reeracoen Thailand จะพามาดูวิธีการดูแลความสัมพันธ์ ในวันที่งานล้นมือ ติดตามได้ในบทความนี้เลยครับ A : “ช่วงนี้เปลี่ยนไปนะ ไม่มีเวลาให้เราเลย” B : “ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่งานมันหนักจริงๆ อย่าทำให้เหนื่อยเพิ่มได้ไหม” A : “ได้ งั้นก็ไม่ต้องเหนื่อยแล้วนะ เรา-เลิก-กัน!” B : “อ้าว..” คุณเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ในความสัมพันธ์ไหม? ในสถานการณ์ทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างคนทางบ้าน-งาน คงดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเมื่อมีโปรเจกต์พิเศษ หรือภาระหน้าที่การงานเพิ่มขึ้นอย่างกระทันหัน แน่นอนว่าในฐานะคนทำงาน ก็ยากที่เราจะเลี่ยงได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ “งานเข้า” จนเป็นต้นเหตุของการจบความสัมพันธ์แบบในตัวอย่างข้างต้น ถึงเวลาเรียนรู้วิธีการดูแลความสัมพันธ์ ในวันที่งานล้นมือ เพื่อรักษาเธอไม่ให้จากไปแม้เธอพร้อมจะบอกลา บทความเรื่อง You’re Working More. Here’s how to talk to your partner about it. บนเว็บไซต์ Harvard Business Review ได้บอกว่า เมื่อต้องทำงานล่วงเวลา ซึ่งกระทบกับเวลาที่เดิมเป็นของ “คนทางบ้าน” เพื่อทำงานให้ลุล่วง ตามเป้าหมาย หรือเร่งทำผลงาน และแสดงออกถึงความมุ่งมั่น เต็มที่ ก็ส่งผลดีต่อหน้าที่การงาน แต่อีกส่วนก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ให้เกิดรอยร้าวได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการทดลองผ่านตัวอย่างทดลองกว่า 1,000 คน เพื่อหาวิธีการ “ต่อรอง” กับคนทางบ้าน สื่อสารให้เข้าใจถึงเป้าหมายว่าเพราะอะไรถึงเลือกทำงานล่วงเวลา แทนที่จะใช้เวลาหลังเลิกงานด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน ลดรอยร้าว ประสานรอยรั่ว และช่วยให้เราเต็มที่กับงานได้โดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ในขั้นแรก ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากคู่รักพนักงานออฟฟิศ 28 คู่ และแบบสอบถามเพิ่มเติมอีก 192 คู่ ถึงวิธีการคุยกับคนรัก เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องเลิกงานดึก ซึ่งแบ่งออกมาได้ 5 รูปแบบ เรียงลำดับจากถูกใช้บ่อยที่สุดไปน้อยที่สุด อันดับที่ 1 บอกล่วงหน้า อันดับที่ 2 ขออนุญาต อันดับที่ 3 ช่วยหาวิธีแก้ปัญหา ลดภาระที่อาจเพิ่มขึ้น อันดับที่ 4 อธิบายถึงเหตุผลของการทำงานล่วงเวลา อันดับที่ 5 เน้นย้ำข้อตกลงที่เคยคุยกันไว้ ผลการศึกษาครั้งแรกพบว่า สามอันดับแรก ได้แก่ 1. บอกล่วงหน้า 2. ขออนุญาต และ 3. ช่วยแก้ปัญหา มีแนวโน้มที่ “คนทางบ้าน” จะพอใจมากที่สุด เนื่องจากได้รับรู้ถึงความใส่ใจของอีกฝ่าย ในขณะที่สองอันดับสุดท้ายเป็นการพูดเฉพาะเหตุผลในฝั่งของตัวเอง เพื่อเป็นการพิสูจน์เพิ่มเติม ผู้วิจัยจึงได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครอีก 900 คน ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิม คือคนทางบ้านจะพึงพอใจมากที่สุด เมื่อมีการแจ้งล่วงหน้า หรือขออนุญาต และจะไม่พอใจมากที่สุด เมื่อถูกย้ำถึงข้อตกลงที่เคยทำร่วมกันก่อนหน้านี้ แต่ถึงแม้ว่าการบอกล่วงหน้า หรือขออนุญาต จะเป็นวิธีที่ “คนทางบ้าน” พอใจมากที่สุด และดูเหมือนจะลงเอยด้วยดี แต่ผลวิจัยยังชี้ต่อไปอีกว่าพนักงานที่ใช้วิธีบอกล่วงหน้า หรือขออนุญาต กลับมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ทำงานล่วงเวลา ด้วยสาเหตุที่ว่า “ไม่ได้รับอนุญาต” จากคนทางบ้าน ในขณะที่พนักงานที่เลือกใช้เหตุผลอันดับที่ 4 และอันดับที่ 5 นั้นมีแนวโน้มที่จะสำเร็จในการทำงานมากกว่า! ถ้าการเลือกคนทางบ้านจะทำให้งานไม่เดิน แถมถ้าเลือกงาน คนทางบ้านก็งอน คำถามคือแล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม? คำตอบคือ ได้! ในบทความเดียวกันนี้ ได้แนะนำวิธีที่น่าสนใจในการดูแลกับคนทางบ้าน เมื่อต้องทำงานล่วงเวลา โดยเริ่มจาก 1) จัดระเบียบความสำคัญ จากบทความระบุว่าอาสาสมัครหลายคนมักจะรู้สึกว่า “การทำงานล่วงเวลา” เป็นสิ่งที่จำเป็น แม้จะไม่ถูกสั่ง ก็รู้สึกว่าควรจะทำ เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและประสบความสำเร็จในการสร้างครอบครัวที่มั่นคง โดยสนใจเฉพาะ“สิ่งที่ตัวเองคิดว่าสำคัญ” อย่างการทำงานล่วงเวลา หรือออกไปกินข้าวกับลูกค้าในวันหยุด ทั้งๆ ที่ความจริงอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้น และมองข้ามความสำคัญของอีกฝ่ายที่อาจจะสำคัญไม่แพ้กัน สิ่งที่เราควรทำเพื่อจัดลำดับความสำคัญให้ถูกต้องคือวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่างานนี้สำคัญขนาดไหน สามารถมีใครทำแทนได้หรือเปล่า หรือที่ออกไปกินข้าวกับลูกค้า เพราะหัวหน้าแค่ถามพอเป็นพิธี แต่ไม่ต้องไปจริงๆ ก็ได้? วิธีการเหล่านี้สามารถช่วยให้เรามองทะลุถึงความสำคัญ และจัดการได้อย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ถ้าเรื่องสำคัญควรทำ ก็แค่บอกคนทางบ้าน แต่ถ้าไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ก็ลองวิธีการอื่นในการจัดการเพื่อรักษาทั้งงาน และคนทางบ้านให้ไปด้วยกันได้ 2) การทำงานล่วงเวลาไม่ใช่วิธีเดียวที่จะเติบโตในองค์กร! นอกจากการทำงานล่วงเวลา เรายังสามารถมีส่วนร่วมกับทีม กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้แม้ในเวลางานปกติ เช่นเสนอความช่วยเหลือในโปรเจกต์พิเศษ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างการทำงาน เสนอไอเดียในโปรเจกต์ใหม่ๆ เพื่อมีส่วนร่วมกับองค์กรในทุกๆ ระดับ พร้อมให้ความสำคัญกับคนทางบ้านไปด้วย สร้างสมดุลระหว่างงาน - บ้าน อย่างยั่งยืนโดยที่ไม่ต้องทำงานล่วงเวลาให้เหนื่อยกว่าเดิม 3) อย่าละเลยการสื่อสาร และความใส่ใจ จากผลวิจัยเราจะเห็นได้ว่า การบอกล่วงหน้า การขออนุญาต และการช่วยหาวิธีลดภาระต่างๆ คือวิธีที่ดีที่สุดในการต่อรองกับคนทางบ้าน เมื่อต้องทำงานล่วงเวลา ซึ่งหลายคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องขอ ในเมื่อเรื่องนี้ก็สำคัญในฐานะวิธีการผลักดันตัวเองเพื่ออนาคต จริงอยู่ที่การทำงานเพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาเส้นทางอาชีพไม่ใช่เรื่องที่เราต้องขออนุญาตใคร แต่อย่าลืมว่าการให้ความใส่ใจ มอบความสำคัญให้กับอีกฝ่ายก็ไม่ควรถูกละเลยเช่นกัน แน่นอนว่าอีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจอยู่แล้วถึงภาระหน้าที่การงาน แต่การแสดงออกของเราที่มองว่าเขาสำคัญไม่แพ้กัน ก็ช่วยเสริมความรู้สึกดีๆ ให้กันได้ เราจึงควรรู้จักที่จะพูดคุย ใส่ใจกันและกันด้วย ติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ ทำไมเราต้องจ้างคุณ? 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน ระวัง TOXIC SUPERSTAR ในที่ทำงาน คนทำงานเก่ง แต่ “ฝีปากแซ่บ” พอๆ กับฝีมือ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3PBgTym #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### รู้จัก HR Explore แพลตฟอร์มรวมบริการด้าน HR ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ครบจบในที่เดียว! บริษัทของคุณกำลังมองหา HR Outsourcing Services อยู่หรือเปล่า? Reeracoen Thailand พามาดู HR Explore แพลตฟอร์มรวบรวมบริการ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของ HR ไม่ว่าจะบริษัทเล็กหรือใหญ่ ที่นี่มีครบจบ พร้อมเปรียบเทียบข้อมูลแบบง่ายๆ นอกจากนัดสัมภาษณ์งาน ทำเอกสาร ดูแลสารทุกข์สุขดิบให้กับพนักงานในองค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (Human Resources) หรือ “HR” ยังมีหน้าที่อะไรอีกบ้าง? เชื่อว่าหลายคนไม่รู้ แต่คนที่ทำงานในสาย HR ด้วยกันจะรู้ดีถึงรายละเอียดในเนื้องานที่มีมากราวกับเม็ดทรายบนชายหาด ยิ่งไปกว่านั้นคนส่วนใหญ่มักจะมองว่างานของ HR ดูจะไม่ได้มีอะไรมาก ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีคนเยอะ หรือใช้เครื่องมืออะไรมากมาย แต่ความจริงนั้นกลับตรงกันข้าม เพราะ HR คือฝ่ายที่มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปทุกอย่างในองค์กร ตั้งแต่สวัสดิการ การออกเงินเดือน เอกสารต่างๆ หาแนวทางการพัฒนาศักยภาพให้พนักงาน จัดกิจกรรม Team Building รวมถึงช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อความสำเร็จขององค์กร อาทิ เดี๋ยวคนนั้นลา คนนี้ป่วย เงินเดือนไม่ครบ เข้างานไม่ตรง พนักงานหมดใจ ไฟมอด ดังนั้นจึงมีหลายส่วนที่ HR ต้องดูแลเอาใจใส่ ตั้งแต่ปัญหาเรื่องคน ไปจนถึงเอกสารทุกชนิด ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 1. HRM บริหารจัดการทั่วไป ส่วนงานที่พนักงานในออฟฟิศมักจะคุ้นชินในสายตามากที่สุด ไม่ว่าจะขาด ลา มาสาย หรือดูแลเรื่องเงินเดือน เอกสารต่างๆ ก็ต้องเข้ามาหาที่ HRM 2. HRD พัฒนาทรัพยากรบุคคลในองค์กร ดูแลการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ให้แก่พนักงาน ไม่ว่าจะการจัดคอร์สอบรม ระบบการประเมินผลพนักงาน รวมถึงจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กร 3. HRBP พัฒนาธุรกิจ ที่คอยเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปพร้อมๆ กัน มองทิศทางการเติบโตของธุรกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในองค์กรให้เติบโตไปในทิศทางที่วางไว้ เหมือนกับ “แม่ทัพ” ขององค์กร HR กับ HR Outsourcing Services ในเมื่อเนื้องานส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับ “คน” ซึ่งเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ฝ่าย HR จึงต้องมีเครื่องมือ และวิธีจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับองค์กรขนาดเล็กที่ไม่ได้มีพนักงานในด้าน HR มากมาย ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ “Outsource” จ้างคนข้างนอกเข้ามาพัฒนา ให้บริการคนข้างใน หรือแม้แต่บริษัทใหญ่ที่ยังต้องมีระบบคอยช่วยเหลือให้การจัดการงานต่างๆได้ง่ายขึ้น  และ ณ ปัจจุบันก็มีกลุ่มสำหรับแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร บอกต่อ Outsourcing Services สำหรับ HR อยู่พอสมควร โดยสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาต่อมาที่ยากกว่าเดิมก็คือ “ความยากในการค้นหาข้อมูล” เพราะกว่าจะใช้เวลาค้นหา ติดต่อสอบถาม เปรียบเทียบข้อมูล ศึกษาจุดเด่น จุดด้อย ขอใบเสนอราคา ก็ใช้เวลาไม่น้อย การจะให้ HR เอาเวลาที่มีไปตามดูส่วนนี้หมด ก็คงไม่เหลือเวลาในการดูแลส่วนอื่นๆ ที่สำคัญอย่างพนักงานในองค์กรแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีพื้นที่รวบรวมข้อมูลสินค้า บริการ สามารถเลือกเปรียบเทียบได้ชัดเจน อย่าง “HR Explore” แพลตฟอร์มรวบรวมบริการ Outsource สำหรับ HR ที่สะดวก ใช้งานง่าย เปรียบเทียบข้อมูลได้ และมีตัวเลือกหลากหลายหมวดหมู่ เลือกได้ตามความต้องการ อาทิ นอกจากจะมีรายละเอียด จุดเด่นที่ครบถ้วน ยังมีระบบเปรียบเทียบราคาและบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท ตั้งแต่บริษัทใหญ่ ไปจนถึง SMEs ครบจบในที่เดียว และนอกจากชาว HR จะได้ข้อมูลบริการ Outsource ตามความสนใจแล้ว ฝั่งผู้ให้บริการยังสามารถเข้าร่วมเป็น Partner โปรโมทสินค้าและบริการของตัวเองได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย! สมัครที่นี่ มองหาสินค้า และบริการ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่ #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #HRExplore #HRTech #HR #Hiring #Recruitment #Payroll ### ทำไมเราต้องจ้างคุณ? 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน ทำไมเราต้องจ้างคุณ? ฝึก 4 เทคนิคง่ายๆ “ขายตัวเอง” ให้ได้งาน อะไรคือส่วนที่ยากที่สุดในการสัมภาษณ์งาน? หนึ่งในนั้นต้องมีคำถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” หรือการให้นำเสนอข้อดีของตัวเองที่ทำให้เราโดดเด่น และน่าสนใจกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ซึ่งรูปแบบของคำถามอาจจะต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันซึ่งก็คือ “การขายตัวเอง” ให้นายจ้าง หรือ HR ได้ตัดสินใจว่าเราใช่คนที่เขาตามหาอยู่หรือไม่ บทความนี้ Reeracoen Thailand จะมาดูข้อห้าม และข้อควรทำในการตอบคำถามสัมภาษณ์ ขายตัวเองให้เป็น ซื้อใจคนให้ได้ ติดตามได้เลยครับ “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” “เล่าเรื่องตัวเองให้ฟังหน่อย” “คุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ยังไง” “ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเหมาะกับตำแหน่งนี้” หลายคนมักประสบปัญหาเมื่อกับคำถามในลักษณะดังกล่าว ทั้งคิดไม่ทัน ตกใจ ตื่นเต้น ประหม่า ไปจนถึงพูดไม่ออก ซึ่งหากไม่มีการเตรียมตัวที่ละเอียดรอบคอบ จากการสัมภาษณ์ที่กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ก็สามารถเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้งานเช่นกัน ทำไมนายจ้างถึงต้องถาม? ก่อนที่เราจะวางแผนการนำเสนอตัวเอง หรือตอบคำถามอย่าง “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” เราต้องทำความเข้าใจถึงเหตุผล และสิ่งที่นายจ้างมองหาก่อนว่าเขาอยากเห็นอะไรจากคำตอบของเราบ้าง ซึ่งส่วนมากผู้สมัครที่ได้นัดสัมภาษณ์ ล้วนมีคุณสมบัติในตำแหน่งนั้นๆ มากพอกันอยู่แล้ว ดังนั้นในเมื่อพื้นฐานมีความใกล้เคียงกัน สิ่งถัดมาที่นายจ้าง หรือ HR จะมองหาก็คือ “ความโดดเด่น” และ “ทักษะอื่นๆ” รวมถึงบุคลิกภาพ ความเป็นผู้นำ การรับมือกับความกดดันในสถานการณ์ไม่คาดฝัน ว่าเราจะมีการตอบสนองกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร และมีการทำการบ้าน ศึกษาองค์กรมามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นการถามว่า “ทำไมเราต้องจ้างคุณ” ซึ่งเป็นการถามคำถามแบบปลายเปิด จึงเป็นคำถามที่นายจ้างและ HR มักจะใช้ เพื่อให้ผู้สมัครใช้ทักษะในการนำเสนอ ซึ่งเกิดขึ้นบนความกดดันเพราะเวลาอันจำกัด รวมถึงเป็นหลักประกันขั้นต้นในฐานะ “คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งมากที่สุด” และมีทักษะที่จำเป็นขั้นพื้นฐานอย่างการนำเสนอ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสามารถรับมือความกดดันได้ เมื่อเข้าใจถึงเหตุผลของนายจ้าง หรือ HR แล้ว ต่อมาหน้าที่ของเราก็คือ “ซื้อใจ” พวกเขาด้วยการสร้างความเชื่อมั่นในทักษะ ความสามารถ ทำให้รู้ว่าเราคือ “คนที่ใช่” ซึ่งพร้อมพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น โดยที่สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน และยิ่งเราขายตัวเองได้น่าสนใจมากเท่าไร โอกาสได้งานก็มีมากขึ้นตามไปด้วย จุดผิดพลาดส่วนใหญ่ที่อาจทำให้เราไม่ได้งาน ได้แก่ 1. เตรียมตัวไม่ดีพอ หากเราเข้าไปสัมภาษณ์แล้วไม่สามารถตอบคำถาม หรือพูดอะไรได้เลย ก็คงหมดโอกาสได้งานอย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนสัมภาษณ์เราควรมีการเตรียมตัว ฝึกซ้อม เรียบเรียงสิ่งสำคัญที่ควรจะพูด รวมถึงวางแผนในการตอบคำถามต่างๆ ซึ่งช่วยลดอาการประหม่าและทำให้เรามีคลังเนื้อหาที่จะใช้ในการสัมภาษณ์ด้วย 2. ขาดความมั่นใจ เจียมเนื้อเจียมตัว ความมั่นใจ คือพลังที่จะทำให้เราทำอะไรได้ดี ดังนั้นการพกความมั่นใจไปในวันสัมภาษณ์ ก็จะช่วยให้เราสามารถโชว์ความเป็นตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับเนื้อหาที่เราได้มีการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี หากเราเข้าไปแล้วไม่กล้าพูด ไม่กล้าตอบคำถาม เพราะกลัวความผิดพลาด ก็เป็นจุดที่ทำให้เราดูขาดภาวะความเป็นผู้นำ ซึ่งอาจทำให้เราดูด้อยกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ได้ 3. ไม่แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ในการสัมภาษณ์งาน สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจากการคุยงาน ก็คือการทำความรู้จักกันระหว่างผู้สมัคร และบริษัท หากเราไม่สามารถแสดงออกถึงบุคลิกนิสัย ความเป็นตัวเอง ก็ทำให้นายจ้างมองไม่ออกว่าจะสามารถเข้ากับพนักงานคนอื่นๆ หรือวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ 4. พูดเยอะเกินไป สาเหตุที่การพูดเยอะเกินไปสามารถกลายเป็นข้อเสียได้ เพราะในการตอบคำถามที่ดี เราควรกำหนดประเด็นสำคัญ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เอาเนื้อ ไม่เอาน้ำ” เพราะหากยาวหรือเยอะเกินไป ก็ทำให้เราดูเป็นคนที่เรียบเรียงประเด็นไม่เป็น และส่งผลให้ผู้สัมภาษณ์หลุดความสนใจไปได้  ป้องกันข้อผิดพลาดด้วยเช็กลิสต์ควรเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์ และเทคนิคขายตัวเองให้ได้งาน 1. ทำความรู้จักคุ้นเคยกับบริษัท การศึกษาทำการบ้านให้เข้าใจถึงลักษณะขององค์กร ประเภทธุรกิจ เนื้องานที่ต้องทำ รวมถึงความคาดหวังและความท้าทาย จะช่วยให้เราสามารถดึงจุดเด่นในทักษะและประสบการณ์ที่มี เพื่อใช้นำเสนอในระหว่างการสัมภาษณ์งานได้ 2. ประเมินเนื้องานและทักษะที่สำคัญ ยิ่งเรา “รู้ลึก” ถึงเนื้องานมากเท่าไรเราจะยิ่ง “รู้จริง” ด้วยทักษะที่เรามีมากเท่านั้น เช่นในสายงานด้าน Social Media ทักษะอะไรบ้างที่จำเป็น นอกจากการทำคอนเทนต์ ภาพประกอบ วิดีโอ แต่ยังมีส่วนประกอบอีกมาก อาทิ ระบบ Algorithm ของแต่ละช่องทาง การใช้เงินยิงโฆษณาเพื่อเพิ่มการรับรู้ แล้วในกลุ่มทักษะที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ เรามีอะไรเป็นจุดแข็ง ก็สามารถหยิบขึ้นมาเป็นไพ่ตาย ในการซื้อใจนายจ้างได้เช่นกัน 3. สร้างลิสต์ “ข้อดี” ของตัวเอง เทคนิคการซื้อใจ สร้างความโดดเด่นด้วยการนำเสนอ “ข้อดี” ที่ดีที่สุดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์งานที่เคยทำ ความสามารถอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทักษะ Soft Skills และความสำเร็จที่สำคัญ รางวัลที่เคยได้รับ รวมถึงใบรับรองจากคอร์สเรียนต่างๆ ซึ่งเราสามารถอิงจาก Job Description เพื่อนำมาจับคู่กับทักษะสำคัญที่เรามี และเก็บทักษะสำคัญที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงไว้เสริมความน่าสนใจให้กับตัวเองเหนือคู่แข่ง 4. ฝึกซ้อม หนทางที่จะทำให้การสัมภาษณ์ราบรื่นไปได้ด้วยดี นอกจากจะมีคลังในสมองแล้วยังต้องอาศัยความคล่องแคล่ว และ “ความเป็นธรรมชาติ” ในการสื่อสารด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ควรละเลยการฝึกซ้อม และนี่ก็คือเทคนิคง่ายๆ และข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายคนไม่ได้งาน ลองนำไปปรับใช้ พัฒนาทักษะให้ตัวเอง เพิ่มโอกาสที่จะได้งานที่ชอบ ในบริษัทที่ใช่ ซึ่งที่ Reeracoen เรามี Career Advisor พร้อมให้คำแนะนำตลอดการสมัคร ไปจนถึงก่อนสัมภาษณ์ ส่งโปรไฟล์เข้ามาได้เลย คลิก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3IHar6x แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม https://bit.ly/3AWQ1ot #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### เทคนิคเปลี่ยนชีวิต แค่ “เลิกคิดมาก” จัดการ Ironic Effect ฉบับนักบาส NBA เคยไหม บอกตัวเองว่า “อย่าคิดมาก” แต่กลับไม่สามารถหยุดคิดได้ ซึ่งเสียเวลา บั่นทอนความสุขในชีวิต บทความนี้ Reeracoen Thailand จะพามาดูวิธีการจัดการ และกรณีศึกษาจากทีมบาสเกตบอล NBA อย่าง The Golden State Warriors ที่ใช้วิธีการเลิกคิดมากให้เสียเวลา จนประสบความสำเร็จในที่สุด เคยสังเกตไหมว่าถ้าเรา "พยายาม" ที่จะไม่คิดถึงบางสิ่งบางอย่าง เรามักจะคิดถึงสิ่งนั้นมากกว่าเดิม และยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ถึงผลกระทบของการ "ย้ำคิดย้ำทำ" ซึ่งสามารถบั่นทอนความสุข ทำให้เสียเวลาชีวิต สุขภาพจิต จนกลายเป็นคนคิดมากโดยไม่รู้ตัว การพยายามห้ามตัวเองให้ไม่คิด แต่กลับยิ่งคิดมากกว่าเดิม จนกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ มีชื่อเรียกทางจิตวิทยาโดยคุณ Daniel Wegner ซึ่งตั้งขึ้นมาในช่วงปีค.ศ. 1990 ว่า “Ironic Effect” ซึ่งเชื่อว่าเราทุกคนต้องเคยผ่านจุดนี้กันมาบ้างกับการบอกตัวเองว่า “อย่าคิดมาก” แต่กลับยิ่งไม่สามารถหยุดคิดได้ ปัญหาจากการย้ำคิดย้ำทำ มีผลกระทบโดยตรงต่อตัวเรา โดยสามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกๆ สถานการณ์และบทบาทของชีวิต ไม่ว่าจะในการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือแม้กับตัวเองซึ่งเป็นอุปสรรคเหมือนขอนไม้ท่อนใหญ่ขัดขวางความสุข เสียทั้งเวลา สุขภาพจิต รวมถึงการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ยกตัวอย่างสถานการณ์ให้เห็นภาพ เช่น “ทำงานไม่ทันแน่เลย ขอเลื่อนวันหัวหน้าคงเข้าใจ แต่จะโดนตำหนิไหม ถ้าโดนแล้วจะทำไงดี?” คิดวนไปวนมาถึงวิธีแก้ปัญหา แต่ไม่ลงมือทำเสียที ซึ่งเชื่อว่าหลายคนยังเป็นอยู่ หากเราไม่สามารถจัดการกับความคิดมากเหล่านี้ได้ สิ่งที่จะตามมาคือการเสียเวลาและโอกาสที่จะพัฒนาตัวเอง หรือทำตามเป้าหมายที่แท้จริง แทนที่จะมัวแต่คิดว่าทำยังไงดี หรือหาข้อแก้ตัวอะไรที่จะไม่โดนต่อว่า เราอาจเอาเวลานี้ไปทำงานให้เสร็จ หรือเสนอทางออกให้หัวหน้าเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ก็คงดีกว่านั่งคิดอย่างเดียว แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้นเลย เอาชนะอุปสรรคสู่ชัยชนะ แบบฉบับนักบาส NBA บทความบนเว็บไซต์ Psychologytoday ได้พูดถึงการจัดการกับปัญหาการย้ำคิดย้ำทำ กับกรณีศึกษาวิธีการเล่นของ The Golden State Warriors ทีมบาสเกตบอลที่สามารถคว้าแชมป์ NBA ได้สำเร็จด้วยการ “เลิกคิดมาก” และฝึกวิธีที่จะเอาชนะเป้าหมายที่แท้จริง เราทุกคนคงทราบกันดีว่าในเกมกีฬา มักจะวัดผลแพ้ชนะด้วยการทำคะแนน ซึ่งการพยายามครองเกม ครองบอล ไม่เล่นพลาดง่ายๆ ให้กับคู่แข่งคือวิธีที่ช่วยกุมความได้เปรียบ เพราะถ้าเราไม่เสียบอล ไม่พลาด ไม่ฟาวล์ คู่แข่งก็ไม่สามารถหาโอกาสทำสกอร์ได้ง่ายๆ ดังนั้นในหมู่นักกีฬาหรือโค้ชจึงมักย้ำเสมอว่า “อย่าเล่นพลาด” The Golden State Warriors เป็นหนึ่งในทีมบาสเกตบอลที่มีเทคนิคการพาบอลเคลื่อนที่ รวมถึงรับส่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายคนอาจคิดว่ายิ่งเคลื่อนที่เยอะ ส่งบอลเร็วมากขึ้นเท่าไร โอกาสในการเล่นพลาด ไม่ว่าจะฟาวล์ เสียบอล หรือถูกตัดเกมก็น่าจะมีมากขึ้นตาม ดังนั้นสิ่งที่ผู้เล่น และทีมโค้ชจำเป็นต้องทำในการฝึกซ้อมแทคติกตลอดเวลาก็คือการเพิ่มความแม่นยำ และ “พยายามเล่นให้ไม่พลาด” แต่ปรากฏว่าสิ่งที่คุณ David Hanscom ผู้เขียนบทความเรื่อง The Golden State Warriors and The “Ironic Effect”  ได้เห็นในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ถึงวิธีการเล่นของ The Golden State Warriors นั้นกลับไม่เป็นไปอย่างที่ใครหลายคนคิด และหลุดเหนือจากความคาดหมายไปไกล เพราะนอกจากจะไม่ได้พุ่งเป้าการฝึกซ้อมไปที่การ “ไม่เล่นพลาด” กลับกันพวกเขา “เลิกกังวลว่าจะเล่นพลาด” และเล่นไปตามสถานการณ์ที่ควรจะเป็นให้มากขึ้น จนสุดท้ายผลงานของทีมก็ดีขึ้นและสามารถคว้าแชมป์ NBA ได้ กรณีศึกษาของทีม The Golden State Warriors เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงผลกระทบของ Ironic Effect ที่ทำให้นอกจากจะเสียเวลาในการย้ำคิดย้ำทำ ยังส่งผลให้เราไม่สามารถเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ช่วยพัฒนาตัวเองจริงๆ จนสุดท้ายก็ไปไหนไม่ได้สักที ซึ่งในกรณีของ The Golden State Warriors การที่ให้ความสำคัญกับการไม่เล่นพลาด และคาดหวังว่าจะเป็นวิธีที่ทำให้ “ไม่แพ้” จึงเป็นการเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย เพราะแทนที่เราใช้พลังที่มีทุ่มไปยังเป้าหมายที่มีชื่อว่า “ชัยชนะ” เมื่อเราตั้งเป้าว่าจะ “ไม่แพ้” หรือ “ไม่พลาด” ไม่ว่าจะด้วยการครองบอล การทำฟาวล์ต่างๆ สมองและร่างกายจะถูกความคิดฉุดให้ช้าลง ด้วยความกังวลเหล่านี้ “อย่าเพิ่งออกบอล ถ้าถูกตัดกลางทางทีมจะต้องเสียแต้ม” “เราได้เปรียบอยู่ ยังมีเวลาอีกเยอะ ค่อยๆ เล่นเดี๋ยวก็จบเกมแล้ว” จากตัวอย่างสถานการณ์ข้างต้น ในวงการกีฬาก็มีให้เห็นกันมามากมาย ที่ฝ่ายหนึ่งกุมความได้เปรียบทุกอย่าง ทั้งด้านแทคติก รูปเกม รวมถึงโอกาสในการได้คะแนน หรือได้แชมป์ แต่สุดท้ายก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะมัวแต่กังวลว่าจะพลาดเอง ซึ่งถ่วงให้เราก้าวไปสู่ “ชัยชนะ” ที่แท้จริงไม่ได้ หากเราสามารถเรียนรู้และฝึกวิธีเอาชนะปัญหาการย้ำคิดย้ำทำ ที่เสียเวลาชีวิต เสียเวลาในการพัฒนาตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ก็จะช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นทั้งทางร่างกายรวมถึงจิตใจ และประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ดังนั้นวิธีการจัดการกับความย้ำคิดย้ำทำ คือการฝึกทำความเข้าใจกับตัวเอง รู้จักกำหนดเป้าหมาย เรียนรู้วิธีการทำให้สำเร็จ สุดท้ายลงมือปฏิบัติ และอย่าคิดมากจนเกินไป เพราะการ “ชนะ” ไม่เท่ากับการ “ไม่แพ้” และหนทางไปสู่ชัยชนะมีทางเดียวนั่นก็คือการ “ฝึกที่จะเอาชนะ” ถึงเวลาทำความเข้าใจว่า ณ ตอนนี้ คุณต้องการชนะหรือไม่? แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3AFg96U #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### ระวัง Toxic Superstar ในที่ทำงาน คนทำงานเก่ง แต่ “ฝีปากแซ่บ” พอๆ กับฝีมือ Toxic Superstar ลักษณะของพนักงานที่พฤติกรรมแย่ แต่ทำงานเก่ง ซึ่งสามารถสร้างปัญหาให้องค์กรในระยะยาว หากขาดการจัดการที่ดี Reeracoen Thailand จะพามาดูวิธีการรับมือ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะในด้านการทำงาน ความสัมพันธ์และวัฒนธรรมองค์กร ในสังคมการทำงาน แน่นอนว่าเราต้องพบเจอกับคนหลายแบบ ซึ่งแต่ละคนก็มาจากต่างที่ ต่างสังคม ต่างวัฒนธรรม และถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วย “การทำงาน” ทั้งในฐานะทีมและองค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมายไปด้วยกัน ความหลากหลายของคนสามารถเป็น “ข้อดี” ที่สร้างจุดแข็งให้กับองค์กรได้ เพราะเราจะได้มุมมองที่หลากหลายมากขึ้น โดยงานแต่ละชิ้นก็จะผ่านการช่วยกันคิด ช่วยกันไตร่ตรองอย่างรอบด้าน ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ในบางกรณี ความหลากหลายเหล่านี้ก็มี “ข้อเสีย” ที่แอบซ่อนอยู่ อาทิ ความคิดเห็นไม่ตรงกันแล้วเกิดปัญหา หรือแม้กระทั่งเรื่องนิสัยส่วนตัวที่แน่นอนว่าโตมาคนละแบบ นิสัยก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งบางครั้งเราก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอ “คนนิสัยเสีย” ในที่ทำงาน แล้วจะยิ่งปวดหัวมากขึ้นถ้าเจอคนนิสัยเสียที่ดัน “ทำงานเก่ง” อย่างเหลือเชื่อ โดยคนลักษณะนี้ถูกเรียกว่า Toxic Superstar หรือ Toxic Rock Star ซึ่งสรุปสั้นๆ ได้ว่า “พนักงานฝีมือดี แต่มีฝีปากแซ่บพอๆ กัน” ทำอย่างไรเมื่อพนักงานดีเด่น เป็นคนนิสัยเสียเข้าขั้น “Toxic” แต่ผลงานดีจนไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะ? ลองนึกภาพว่าในออฟฟิศของเรามีคนที่หัวร้อนง่าย ไม่เกรงใจใคร ทำตัวเป็นศูนย์กลาง ตัดสินทุกอย่างจากมุมมองตัวเอง หรือก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ซึ่งทุกคนรู้แต่ไม่มีใครกล้ายุ่ง เพราะคนคนนั้นเป็น “พนักงานผลงานดี” ที่มักจะได้รับคำชมหรือรางวัลอยู่เสมอ ปัญหาจึงมีอยู่ว่า แม้พฤติกรรมจะแย่จริง แต่อีกมุมหนึ่งก็สร้างผลตอบแทนให้บริษัทได้มากกว่าคนอื่น ดังนั้นคงไม่มีนายจ้างหรือหัวหน้าที่ไหนกล้าไล่ออก สมาชิกคนอื่นๆ ก็เลยต้องยอมทนอึดอัดใจอยู่กับคนลักษณะนี้สุดก็องค์กรก็กลายเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม Toxic คนดีอยู่ไม่ได้ คนร้ายยิ่งเติบโตราวกับ “มะเร็ง” Toxic Superstar สามารถมาได้ทั้งรูปแบบของ “เพื่อนร่วมงาน” ไปจนถึง “หัวหน้า” ที่ไม่สนใจอะไรเลยนอกจากผลลัพธ์ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งล้วนสร้างความร้าวฉานในการทำงานและส่งผลเสียต่อองค์กรในระยะยาว บทความเรื่อง Leaders, Stop Rewarding Toxic Rock Stars จาก Harvard Business Review ได้ระบุว่า “เราควรเลิกยกย่องพนักงานที่ทำงานดีแต่มีนิสัยแย่ และหันมาให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนขององค์กร” เพราะเมื่อปัญหาความ Toxic ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไข พนักงานที่ผลงานดี (แต่อาจไม่ถึงขั้น Superstar) ก็อาจเลือกที่จะเดินจากไป จนสุดท้ายเหลือแต่คน Toxic ที่สร้างวัฒนธรรมแย่ๆ จนไม่มีใครอยากเข้ามาร่วมงานด้วยในที่สุด แล้วองค์กรจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร? ดังนั้นหัวหน้า หรือผู้บริหารควรหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาความ Toxic ในองค์กร ไม่ใช่สนใจเฉพาะผลงาน ณ ปัจจุบัน จนลืมมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว หากยังเก็บเหล่า Toxic Superstar ไว้โดยไม่มีการจัดการที่ดี อาทิ 1. กำหนดจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดขาด การกำหนดข้อตกลงร่วมกันระหว่างพนักงาน และจุดยืนที่ชัดเจนขององค์กร ในการต่อต้านพฤติกรรม Toxic ต่างๆ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานได้ว่าพวกเขาจะสามารถได้รับการปกป้องจากปัญหาต่างๆ และเป็นเครื่องมือใช้เตือนสติให้แก่คนที่กำลังจะสร้างความ Toxic ในองค์กรได้ 2. สำรวจภาพรวมองค์กร และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดกว้าง วัฒนธรรมองค์กรที่มีปัญหา ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการปฏิบัติของพนักงาน และอีกส่วนเกิดจากการ “ละเลย” ของผู้มีอำนาจมีการดูแล สังเกตจาก “พฤติกรรม” ที่ถือว่าแย่ที่สุด แต่องค์กรสามารถยอมรับได้ ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่าองค์กรนั้นๆ มีวัฒนธรรมเป็นอย่างไร ให้ค่ากับการจัดการพฤติกรรม Toxic มากแค่ไหน ในฐานะผู้บริหาร หัวหน้า หรือคนที่มีอำนาจดูแลรับผิดชอบ ลองสังเกตดูว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อถูกพูดถึงแล้วได้รับการจัดการแก้ไขหรือไม่ ถูกปล่อยปละละเลยหรือเปล่า หากใช่ อาจหมายถึงวัฒนธรรมในองค์กรของคุณกำลังมีปัญหา ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่ เข้าไปพูดคุยกับผู้ที่หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาด้วยใจที่เปิดกว้าง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน และแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน 3. สร้างความโปร่งใสในการแก้ไขปัญหา เมื่อปัญหาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง สิ่งถัดไปที่องค์กรควรลงมือจัดการคือ “ความโปร่งใส” ของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการ Feedback กลับไปยังผู้เสียหายถึงขั้นตอนที่บริษัทได้ลงมือดำเนินการ หรือวิธีการอื่นๆ เพราะหากพนักงานรู้สึกได้ว่า “พูดไปก็ไม่มีประโยชน์” ไม่รู้ว่าปัญหาต่างๆ จะถูกแก้ไขด้วยวิธีการไหน หรือแม้กระทั่งจะมีใครลงแก้อย่างจริงจัง ก็ทำให้สุดท้ายองค์กรขาดความน่าไว้ใจ และคนๆ ก็ทยอยหนีออกไปในที่สุด 4. ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม การที่องค์กรให้ความสนใจเฉพาะผลงาน หรือผลประโยชน์ขององค์กรเพียงอย่างเดียว เป็นจุดที่ยิ่งทำให้พนักงานประเภท Toxic Superstar มีที่ยืนในสังคมการทำงาน เพราะเขาไม่จำเป็นต้องสนใจอย่างอื่น ขอแค่ทำผลงานได้ตามเป้า ก็ได้รับคำชม ได้เป็นคนที่โดดเด่น ไปจนถึงได้รางวัลพิเศษ ซึ่งมีผลทำให้พนักงานคนอื่นๆ ที่อาจผลงานดี พฤติกรรมดี แต่อาจจะไม่ได้โดดเด่นเท่า Toxic Superstar เกิดคำถามและมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อองค์กรได้ ลองเปลี่ยนจากให้คุณค่ากับ “ผลงาน” เป็นให้คุณค่ากับ “ทุกคนที่ทำงาน” เพราะความแตกต่างเหล่านี้เป็นส่วนที่เติมเต็มให้องค์กรสมบูรณ์ และช่วยกันส่งเสริมองค์กรให้ดียิ่งขึ้น หากองค์กรมีแต่คนทำงานเก่ง แต่ไม่มีใครที่มีทักษะการเชื่อมทีม หรือเข้าสังคมที่ดี บรรยากาศในการทำงาน หรือแม้กระทั่งการทำโปรเจกต์ที่ต้องอาศัยทีมก็คงขาดประสิทธิภาพไปเช่นกัน แม้จะทำงานเก่งแค่ไหน สร้างผลตอบแทนให้องค์กรอย่างไร แต่หากมีพฤติกรรมและนิสัยที่คอยบั่นทอนคนอื่นๆ ในองค์กร ก็ถึงเวลาที่หัวหน้า หรือผู้บริหารควรจัดการอย่างจริงจัง เพราะความก้าวหน้าขององค์กรนอกจากผลตอบแทน ก็ควรที่จะมาควบคู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีด้วย เพราะความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความสุขในการทำงาน บทความที่น่าสนใจ: “ถูกเลิกจ้าง” ต้องได้เงินชดเชยเท่าไร?! เช็กสิทธิพื้นฐานและเงื่อนไขที่คนทำงานต้องรู้ FEEDBACK ที่ดีพัฒนาทีมได้เยอะ แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3nsVZFF https://bit.ly/3a4dEAb ขอบคุณรูปภาพจาก: https://bit.ly/3NKCYcs #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand #toxicsuperstar #toxicrockstar ### “ถูกเลิกจ้าง” ต้องได้เงินชดเชยเท่าไร?! เช็กสิทธิพื้นฐานและเงื่อนไขที่คนทำงานต้องรู้ อัปเดตปี 2024 รู้หรือไม่ หากจู่ๆ เราถูกบริษัทเลิกจ้างโดยไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า มนุษย์เงินเดือนแบบเรามีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน มีอัตราขั้นต่ำเท่ากับค่าจ้างสุดท้าย 30 วัน (กรณีทำงานยังไม่ครบ 1 ปี) โดยจะยิ่งได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นตาม “อายุงาน” ตั้งแต่ 120 วัน ไปจนถึง 10 ปี สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้วการถูกเลิกจ้างทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด คงเป็นเรื่องที่ชวนให้เครียดและสำหรับบางคนอาจถึงขั้นหาทางออกไม่ได้ เพราะคงไม่มีใครคาดคิดว่าวันตัวเองจะกลายเป็นคนว่างงาน ไหนจะการหางานใหม่ แถมมีภาระค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นแรงงานจึงจำเป็นต้องมี “หลักประกัน” หรือ “ค่าชดเชย” เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งมีเงื่อนไขในการคุ้มครองหลายรูปแบบ ในระยะ 2-3 ปีให้หลังเราคงเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกการทำงานกันมาไม่น้อย อาทิ การปลดพนักงานของบริษัทใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ซึ่งมีศักยภาพมากพอจะเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ในบางส่วนถือเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของวิกฤติการณ์ “คนตกงาน” ในปัจจุบัน นอกจากเก็บข้าวของเดินคอตกออกจากออฟฟิศแล้ว มนุษย์เงินเดือนสามารถทำอะไรได้อีกบ้างหากถูกบริษัทเลิกจ้าง Reeracoen Thailand จะพามารู้จักสิทธิพื้นฐาน รวมถึงเงื่อนไขที่คนทำงานต้องรู้ในกรณีถูกเลิกจ้างเพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ และรักษาผลประโยชน์ของตัวเองตามที่ควรจะได้รับ เงื่อนไขการเลิกจ้างที่พนักงานต้องได้รับเงินชดเชย ตามพรบ. คุ้มครองแรงงานฉบับปี พ.ศ. 2562 ระบุว่าพนักงานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยในกรณีที่ถูก “เลิกจ้างแบบไม่เป็นธรรม” หมายถึงตัวเราไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า โดยลูกจ้างต้องได้รับค่าชดเชยเท่ากับฐานเงินเดือนล่าสุดและจำแนกเป็นขั้นบันไดตามอายุงานดังนี้ ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี : ได้รับเงินชดเชย 30 วัน ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี : ได้รับเงินชดเชย 90 วัน ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี : ได้รับเงินชดเชย 180 วัน ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี : ได้รับเงินชดเชย 240 วัน ทำงาน 10 ปีขึ้นไป : ได้รับเงินชดเชย 300 วัน นอกจากนี้ พรบ. คุ้มครองแรงงาน (พ.ศ.2541) ฉบับเดียวกันนี้ก็ได้มีระบุถึง “เงื่อนไข” ที่นายจ้างไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงานเอาไว้ดังนี้       กรณีปรับปรุงหน่วยงานหรือเปลี่ยนแปลงกิจการ ซึ่งต้องลดจำนวนพนักงาน       เพิ่มเติมจาก 2 กรณีข้างต้น ยังมีกรณีเพิ่มเติมที่ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินชดเชย ดังนี้ ถูกไล่ออกเนื่องจากมีความผิด ซึ่งมีจดหมายตักเตือนแล้ว (หากร้ายแรงไม่จำเป็นต้องตักเตือน) ทิ้งงานติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่มีเหตุจำเป็น พนักงานเป็นฝ่ายลาออกเอง ทุจริตต่อหน้าที่ ทำผิดกฎหมายอาญา จงใจทำให้เกิดความเสียหายต่อนายจ้าง / บริษัท ลูกจ้างได้รับโทษจำคุก การยกเลิกจ้างตามสัญญาที่มีกำหนดเวลาแน่นอน      กรณีการเลิกจ้างในช่วงระยะเวลาทดลองงาน (Probation) มีหลายคนสงสัยและถามเข้ามาว่าถ้าหากบริษัทเลิกจ้างภายในช่วงทดลองงาน พนักงานจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชย หรือเข้าข่ายพรบ. คุ้มครองแรงงานข้างต้นไหม ต้องเริ่มจากแยกให้เห็นเป็นกรณีชัดเจน เมื่อกฎหมายได้ระบุไว้ว่าต้องมีการ “แจ้งล่วงหน้า” อย่างน้อย 30 วัน หากบริษัททำตามเงื่อนไขดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องให้เงินชดเชย แต่ถ้าหากแจ้งวันสุดท้ายของการปฏิบัติงานแล้วให้ออกทันทีก็จำเป็นต้องให้เงินชดเชยในอัตราขั้นต่ำ 30 วันตามฐานเงินเดือนล่าสุด กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างที่คนทำงานต้องรู้ นอกจากรูปแบบการจ้างพนักงานประจำ หรือพาร์ทไทม์ ยังมีอีกการจ้างงานอีกหนึ่งประเภทอย่าง “พนักงานสัญญาจ้าง” ที่มีกำหนดระยะเวลาทำงานเป็นหนังสือลงลายลักษณ์อักษรชัดเจนซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดได้ บริษัทเลิกจ้างเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ กรณีการเลิกจ้างที่เป็นธรรมอันเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการเลิกจ้างที่บริษัทไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงาน โดยมีหลักการพิจารณาจากสองปัจจัย ได้แก่ มีความเป็นธรรมทางเนื้อหา (ความจำเป็นที่ต้องเลิกจ้าง)อย่างสถานการณ์ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สะสม สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ จนเป็นให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ มีความเป็นธรรมทางกระบวนการ (ไม่มีทางออกอื่นแล้ว)กล่าวคือก่อนที่จะตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน บริษัทต้องพยายามหามาตรการอื่นๆ ที่สามารถทำได้ก่อน สิทธิประโยชน์ในช่วงที่ยังไม่มีงานใหม่ นอกเหนือจากได้รับเงินชดเชยจากบริษัทกรณีถูกเลิกจ้าง ยังมีสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ม.33 รองรับอยู่ ซึ่งเป็นการจ่ายให้ “ทุกกรณี” ไม่ว่าจะลาออกเอง หรือถูกเลิกจ้าง โดยสามารถขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานได้ตามขั้นตอน ผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือจุดบริการสำนักงานประกันสังคม สำหรับเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน ได้แก่ เป็นผู้ประกันตน ม.33 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน (ภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน) ว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ขึ้นทะเบียนว่างงานผ่านเว็บไซต์ภายใน 30 วันเพื่อรักษาสิทธิ รายงานตัวผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน เดือนละ 1 ครั้ง มีความพร้อม สามารถทำงานที่จัดหาให้ได้ ไม่ปฏิเสธการฝึกงาน ไม่ใช่การถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุต่อไปนี้ทุจริต, ทำผิดกฎหมายอาญา, จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย, ฝ่าฝืนระเบียบขาดงาน 7 วันโดยไร้สาเหตุ, ประมาทจนทำให้นายจ้างเสียหายร้ายแรง, ติดคุก ไม่เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีแก่ชรา ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 สิทธิประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน ม.33 จะแบ่งออกได้เป็นสองกรณี ได้แก่ ถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงิน 50% ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน/ปี ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงิน 30% ของค่าจ้างรายวัน สูงสุด 90 วัน/ปี โดยสำนักงานประกันสังคมจะโอนเงินรายเดือนผ่านทางบัญชีที่ระบุไว้ตอนขึ้นทะเบียนอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ในชีวิตเรามักจะเจอกับเหตุไม่คาดฝันอยู่เสมอ งานที่ทำอยู่ดีๆ วันหนึ่งเราก็อาจไม่ได้ไปต่อ ในฐานะคนทำงานเราไม่ควรประมาทและเตรียมความพร้อมแผนสำรองไว้เผื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงศึกษาข้อมูลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเราเองด้วย ฝากโปรไฟล์กับบริษัท Recruitment Agency เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ที่ใช่มากกว่าเดิม และพร้อมเป็น “เปล” รองรับในวันที่คุณสะดุดล้มเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เล็กลงด้วยผู้ช่วยที่ใช่ อ้างอิงจาก: https://bit.ly/3nFEW3a https://bit.ly/3R5OjGZ https://shorturl.at/bdsvC #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### เกลียดวันจันทร์? ฝึก 7 วิธีเปลี่ยนความคิด คืนความสุขให้การทำงาน เคยเป็นไหม เช้าวันจันทร์ทีไร รู้สึกหมดไฟ มีไข้ ไม่มีแรงจะก้าวออกจากห้องนอน ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ไปจนถึงอยากลาออกให้มันจบๆ ไป? เราอาจไม่ได้ป่วยกาย แต่เรากำลังป่วยใจอยู่กับภาวะ “Monday Blues” หรือโรคเกลียดวันจันทร์ หนึ่งในอาการยอดฮิตที่มนุษย์เงินเดือนเป็นกันทั่วโลก อันเป็นผลมาจากความเครียด Reeraceon Thailand ขอแชร์ 7 วิธีเปลี่ยนความคิด คืนความสุขให้การทำงาน เปลี่ยนตัวเองจากคนที่ท้อทุกทีเมื่อถึงวันจันทร์ ให้กลายเป็นคนที่มีความสุขในทุกๆ วันด้วยการ "เลิกเกลียดวันจันทร์ เชื่อว่าทุกคนทำได้อย่างแน่นอน เชิญติดตามได้เลยครับ "พรุ่งนี้วันจันทร์" ฝันร้ายที่เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนมักจะไม่อยากได้ยินหรือนึกถึง เพราะมันคือสัญญาณเตือนว่าเวลาแห่งความสุขในวันหยุดกำลังจะหมดไป และตื่นเช้ามาอีกทีก็ต้องลากตัวเองไปออฟฟิศ นั่งทำงาน ใช้ชีวิตอยู่บนความเครียดไปอีก 5 วันเพื่อรอคอยให้ถึงวันหยุดอีกครั้ง จากนั้นฝันร้ายอย่างวันจันทร์ก็วนกลับมา หากคุณกำลังเป็นอีกหนึ่งคนที่ "เกลียดวันจันทร์" อาจถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะถ้าต้นสัปดาห์เราก็เริ่มชีวิตอย่างไม่มีความสุข วันต่อๆ ไปความทุกข์ก็จะเริ่มสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคต หากเราไม่สามารถจัดการ Work Life Balance ให้ดีได้ ลองนึกตามว่าถ้าเราเริ่มต้นสัปดาห์อย่างไม่มีความสุข การใช้ชีวิตของเราจะต้องเผชิญกับความทุกข์ถึง 5 วัน เพื่อให้เจอความสุขเพียง 2 วัน หรือบางคนทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ก็หมายความว่ามีความสุขได้แค่วันเดียว ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ใช่ว่าเราจะได้พักไปทำอะไรที่ชอบในวันหยุดทุกครั้ง เพราะนอกจากการทำงาน ชีวิตของเราแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่อย่างอื่นให้ทำอีกมากมาย กลายเป็นว่าบางสัปดาห์ไม่ได้พักเลยก็มี จะดีกว่าไหมหากเราเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความสุข ความท้าทาย และความหวังในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง หรือให้กับงานที่ทำอยู่ “ต้นเหตุของการเกลียดวันจันทร์” สาเหตุที่คนส่วนใหญ่มักจะเกลียดวันจันทร์ นอกจากจะมีสาเหตุจากความเครียดสะสมในที่ทำงาน ซึ่งทำให้เราไม่มีความสุข เช่น รู้สึกว่างานไม่ใช่ ถูกกดดันมากเกินไป หรือเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ยังสามารถเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็สามารถพาให้เกิดภาวะ Monday Blues ได้เช่นกัน เมื่อเรารู้ถึงต้นเหตุของการเกลียดวันจันทร์แล้ว คำถามต่อมาคือเราจะ “รับมืออย่างไร?” บทความเรื่อง 11 Ways to Beat the Monday Blues จาก Forbes.com ได้แชร์ 11 วิธีในการรับมือและเอาชนะความเกลียดวันจันทร์ และหันกลับมารักวันจันทร์ในที่สุด ซึ่งเราได้หยิบยก 7 วิธีการเปลี่ยนความคิดเพื่อชีวิตมีความสุขยิ่งขึ้น มาแชร์กันดังนี้ครับ 1. หาต้นเหตุของปัญหาให้เจอ หากเราต้องตื่นมาเผชิญกับความท้อแท้สิ้นหวังในทุกเช้าวันจันทร์ แสดงว่าต้องมีปัญหาบางอย่างแน่นอน เพราะหากปกติทั่วไป เราคงไม่เครียดสะสมเก็บมาทุกสัปดาห์ ต้องมีช่วงเวลาที่ดีหลงเหลืออยู่บ้าง ต้นเหตุของปัญหาอาจจะอยู่ที่ตัวงาน หรือความสัมพันธ์หัวหน้า แม้แต่เพื่อนร่วมงาน ซึ่งควรทำการพูดคุยเพื่อหาทางออก และหากเราหาเจอแล้วแก้ไขสำเร็จ ต่อไปเราก็สามารถให้กำลังใจตัวเอง และมีความสุขกับการทำงานได้มากขึ้น 2. เริ่มงานวันจันทร์ ตั้งแต่วันศุกร์ ฟังไม่ผิดครับ การที่เราเกลียดวันจันทร์ สามารถเกิดได้จากความกังวล และไม่สบายใจเกี่ยวกับ “สิ่งที่ต้องทำในวันจันทร์” ซึ่งอาจถูกลากยาวมาเพราะทำไม่เสร็จ โดยปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ได้ด้วยการวางแผนการทำงาน เตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ว่ามีอะไรต้องทำบ้าง และมีวิธีดำเนินการอย่างไร พยายามลดเมฆดำที่ลอยเหนือหัวให้ได้มากที่สุดเมื่อเริ่มสัปดาห์ถัดไป ก็สามารถช่วยให้เราสบายใจมากขึ้นได้ 3. ปรับแนวคิด มองงานเป็น “ความท้าทาย” ลองปรับแนวคิดที่มีต่องานด้วยการสร้างความท้าทายให้เหมือนกับการเล่นเกม หากเราสามารถเปลี่ยนแนวคิดตัวเองที่มีต่องาน จาก “ปัญหาที่ต้องแก้” สู่ “เกมที่ต้องเอาชนะ” จะช่วยให้เรามีมุมมองที่ดีต่องานที่ทำ และภูมิใจกับตัวเองในทุกๆ สัปดาห์ เช่นสัปดาห์หน้าจะมีด่านอะไร บอสตัวไหนที่เราต้องเอาชนะบ้าง? 4. ตัดขาดจากงานในวันเสาร์-อาทิตย์ สำรวจตัวเองทุกวันนี้ยังคอยเปิดอีเมลอ่านทุกวันหยุด หรือตอบข้อความเกี่ยวกับงานตลอดเวลาหรือเปล่า? ลองสร้างเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง เวลางาน-เวลาส่วนตัว เพราะในบางครั้งเรามักจะเผลอปล่อยให้งานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมากจนเกินไป จนรู้สึกขาดเวลาส่วนตัวไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อสะสมเป็นเวลานานก็ทำให้เรารู้สึก Burn out หรือหมดไฟในการทำงานได้เช่นกัน 5. สร้างพลังบวกจากความมั่นใจ เคยได้ยินไหมว่า “เมื่อมั่นใจ ทำอะไรก็ออกมาดี” สาเหตุเพราะความมั่นใจ ช่วยสร้างพลังงานบวกให้กับเราได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองก็คือ “การแต่งตัว” ลองแต่งตัวด้วยชุดเก่ง หรือเปลี่ยนลุคให้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะหากเรารู้สึกว่าวันนี้ดูดีจังเลย มอบคำชมให้กับตัวเราเอง ก็จะเป็นการช่วยเป็นการมอบพลังงานบวก และช่วยให้เรามีทัศนคติที่ดีไปตลอดทั้งวัน 6. ลดความยุ่งยากที่ต้องทำในวันจันทร์ เป็นปกติสำหรับคนทำงานที่วันจันทร์มักจะเป็นวันที่งานเยอะ ตารางเวลาวุ่นวายเป็นพิเศษ เพราะทุกคนกลับมาจากวันหยุด และต้องเคลียร์กองงานที่รออยู่ และแน่นอนว่างานทำกันเป็นทีม ทำให้ความยุ่งนั้นส่งผลกระทบต่อกันมาเป็นทอดๆ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม การเคลียร์งาน และอื่นๆ แต่หากเราสามารถ “ลดความยุ่งยาก” จากสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะช่วยให้วันจันทร์เป็นวันที่ไม่น่าเบื่อ และสามารถช่วยให้เราวางแผนจัดการงานในวันต่อๆ ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 7. สร้างโอกาสพิเศษหลังเลิกงาน ลองนัดเพื่อนไปทำกิจกรรม หรือใช้เวลาร่วมกันหลังเลิกงานในวันจันทร์ เป็นเทคนิคที่ช่วยลดความน่าเบื่อ และช่วยสร้างความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี เช่นนัดคนรู้ใจไปหาอะไรกินหลังเลิกงาน หรือสร้างโอกาสพิเศษชวนเพื่อนร่วมงานไปออกกำลังกายร่วมกัน ก็เป็นวิธีการที่สามารถทำให้วันจันทร์ เป็นวันที่แตกต่างออกไปจากเดิมได้ สุดท้ายหากลองทำตามเทคนิคทั้งหมดนี้แล้วปัญหาต่างๆ หรือสัญญาณของการเกลียดวันจันทร์ยังไม่ดีขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าถึงจุดที่คุณต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต เพราะเราไม่ควรที่จะต้องตื่นมาพบเจอกับความทรมานในเช้าวันจันทร์ หางานที่ชอบ และองค์กรที่ใช่ ด้วย Agency จัดหางานครบวงจร คลิก แปลและเรียบเรียงจาก: https://bit.ly/3AiNIvA แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3a3GHUy บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ 7 วันอันตรายชี้ชะตา “พนักงานใหม่” และ 5 เรื่องสำคัญที่หัวหน้าไม่ควรละเลย! เช็กลิสต์ 5 ข้อควรระวังก่อนสมัครงาน องค์กรแบบไหนที่ควร “เลี่ยง” #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### 7 วันอันตรายชี้ชะตา “พนักงานใหม่” และ 5 เรื่องสำคัญที่หัวหน้าไม่ควรละเลย! หากกล่าวว่าเด็กแรกเกิด เปรียบเสมือนผ้าขาว 7 วันแรกในการทำงานของพนักงานใหม่ก็เช่นกัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เขาสามารถเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ซึ่งบ่อยครั้งที่เกิดเหตุการณ์ชนิดที่ว่ามาทำงานวันเดียว "ลาออก" ทั้งนี้อาจเกิดจากหัวหน้า หรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลไม่ได้ให้ความใส่ใจ หรือละเลยสิ่งสำคัญไป วันนี้ Reeracoen Thailand จะพาไปดูว่าในช่วงเวลา 7 วันชี้ชะตาพนักงานใหม่ มีอะไรต้องระวังและควรกระทำบ้าง? ในฐานะหัวหน้า หรือนายจ้าง คุณเคยเจอกรณีเหล่านี้ไหม เช่น "เข้ามาทำงานได้สัปดาห์เดียว ลาออก!?" “ตอนสัมภาษณ์งานก็ดูโอเค แต่พอมาทำจริงๆ กลับเป็นหนังคนละม้วน” หรือ “จู่ๆ พนักงานที่เข้ามาใหม่ก็มีทัศนคติต่อบริษัทในแง่ลบ” หากคุณเคยเจอกับปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าจะมาทำงานได้แปปเดียวแล้วก็หายไป หรือทำไปทำมา กลายเป็นว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีกับองค์กร หรือแม้แต่ทำงานออกมาไม่ตรงตามความต้องการ อาจไม่ได้ผิดที่ตัวพนักงานใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวเราเองที่ “ละเลยสิ่งสำคัญ” ในการดูแล ตอบคำถาม ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน “7 วันแรกคือช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน และต้องให้ความใส่ใจมากที่สุด” สัปดาห์แรกที่สมาชิกใหม่เข้ามาร่วมทีม เป็นจุดหนึ่งที่หัวหน้าหลายคนเผลอมองข้ามไป โดยที่ไม่รู้ตัวว่าใน 7 วันแรกนี่แหละ ที่มักจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าพนักงานจะอยู่หรือจะไป และนอกจากหัวหน้าที่ควรทำความเข้าใจถึงช่วงเวลา 7 วันแรกนี้ พนักงานใหม่เองก็สามารถเรียนรู้ได้เช่นกันว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องระวัง และให้ความร่วมมือกับหัวหน้า เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากความเข้าใจผิด จนสูญเสียโอกาสดีๆ ที่จะได้ทำงานในองค์กรต่อไป สาเหตุเป็นเพราะการย้ายงานไปอยู่ในสังคมใหม่ การทำงานแบบใหม่ สภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากเดิม เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และบางบริษัทก็ไม่สามารถให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้สมาชิกใหม่ปรับตัวได้ ยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นฝั่งภายในองค์กรเองที่ส่งมอบ “พลังงานลบ” เข้าหาพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่คอยนินทาคนอื่น ตำหนิปัญหาต่างๆ ที่องค์กรกำลังหาทางแก้ไขอยู่ นอกจากพลังงานแง่ลบที่พนักงานใหม่ได้รับ ยังมีปัญหาในด้านการทำงาน หากพนักงานใหม่มีคำถาม แต่หัวหน้าไม่สามารถให้คำตอบได้ หรือระบบการสอนงานที่ไม่ชัดเจน ครบถ้วน ปล่อยให้คนมาใหม่เกิดแต่คำถามขึ้นมาในหัว โดยไม่ได้รับคำตอบ ก็เป็นจุดที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจ “หนี” ได้ไม่ยากเลย “รับมือ 7 วันอันตราย และสิ่งที่คนเป็นหัวหน้าไม่ควรที่จะละเลย” เมื่อเรารู้แล้วว่าสัปดาห์แรกของพนักงานใหม่ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้ชะตาของพวกเขาและองค์กร มีเรื่องอะไรบ้างที่หัวหน้าควรจะทำ เพื่อป้องกันการสูญเสียชิ้นส่วนสำคัญที่จะมาเติมเต็มองค์กรให้ดีขึ้น วันนี้ Reeracoen Thailand นำเช็กลิสต์ 5 ขั้นตอนดูแลพนักงานใหม่สำหรับหัวหน้ามาแชร์กันดังนี้ครับ Step ที่ 1 “เคลียร์ทุกข้อสงสัย” ไม่แปลกที่พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเริ่มงานในช่วงแรก จะมีคำถามมากมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับงาน เพื่อนร่วมทีม ภาพรวมองค์กร วิถีปฏิบัติไปจนถึงวัฒนธรรม ซึ่งคำถามเหล่านี้ อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่อยู่มาก่อน แต่แน่นอนว่าสำหรับคนใหม่ สิ่งเหล่านี้คือความแตกต่างที่เขาต้องเผชิญเมื่อมีการตั้งคำถามขึ้นมา แต่ไม่มีใครให้คำอธิบาย หรือแม้แต่ปล่อยให้พนักงานใหม่หาตอบด้วยตัวเอง อาจจะทำให้เค้ามีมุมมองหรือทัศนคติที่ผิดไปได้ หน้าที่ของหัวหน้าคือการสร้างความเข้าใจ และสร้างมุมมองที่มีต่อองค์กรในด้านต่างๆ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนให้กับเขา Step ที่ 2 “สร้างมาตรฐานที่ดีร่วมกันก่อนเริ่มงาน” แน่นอนว่าช่วงอาทิตย์แรกเป็นช่วงที่มีความสำคัญสำหรับการทำงานของพนักงานใหม่ เพราะเขาจะคอยสังเกตทุกอย่างรอบตัว ซึ่งรวมถึง “มาตรฐานการทำงาน” ที่คนในองค์กรมี เพื่อปรับตัวให้ทำงานร่วมกับทีมได้ และหากปล่อยให้สมาชิกใหม่ที่กำลังจะเข้ามาร่วมทีมเห็นถึงมาตรฐานหรือพฤติกรรมการทำงานที่ไม่ดีของคนในทีม ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเขาลดลงไปด้วยได้ Step ที่ 3 “เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันพลังงานแง่ลบ” พลังงานในแง่ลบ เป็นอีกหนึ่งตัวอันตรายที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งแม้จะยาก แต่เราสามารถป้องกันได้! ในช่วงแรกของการทำงาน พนักงานใหม่มักจะมีคำถามกับสิ่งต่างๆ ในองค์กร รวมถึงคำถามต่อปัญหาต่างๆ ที่อาจได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึง ซึ่งในฐานะหัวหน้าการให้คำอธิบายกับปัญหาที่เขาได้ยินมา หรือมุมมองในแง่ลบเหล่านี้ จะช่วยให้เขามีความเข้าใจและเพิ่มภูมิคุ้มกันกับพลังงานแง่ลบได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีคือการพาสมาชิกใหม่ไปรู้จักกับพนักงานที่ดี มีความคิดในแง่บวก ก็สามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีได้ Step ที่ 4 “อธิบายความคาดหวังและเป้าสำเร็จให้ชัดเจน” การปล่อยให้พนักงานใหม่ทำงานอย่างเคว้งคว้าง ไม่รู้เป้าหมาย หรือทำงานด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน รวมถึงหากขาดตัวชี้วัดหรือเป้าสำเร็จ ก็มีส่วนให้เขาทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การเข้าใจในความคาดหวัง และเป้าหมายชัดเจนที่สามารถวัดผลได้เป็นรูปธรรม จะช่วยให้พนักงานใหม่สามารถวางแผนการทำงานว่าเขาควรจะทำแบบไหน วิธีการใด เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนตามเป้าหมายขององค์กร Step ที่ 5 “วางแผนการสอนงานอย่างรอบคอบ” “การสอนงานที่ดี” ไม่จำเป็นว่าหัวหน้าจะต้องอธิบายงานทั้งหมดภายในวันแรกเท่านั้น เพราะการป้อนข้อมูลที่เยอะเกินไป ทั้งๆ ที่พนักงานใหม่ยังตามไม่ทัน หรือไม่เห็นภาพร่วมกัน จะยิ่งทำให้เขาปรับตัวได้ยาก ดังนั้นการสอนงาน หรือให้แนะนำอาจจะเริ่มจากอธิบายภาพรวมของตัวงาน และค่อยๆ เพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็น ตามลำดับความสำคัญไปทีละจุด เพื่อให้เขาได้ใช้เวลาค่อยๆ ปรับตัว หรือถ้าอยากให้พนักงานใหม่ศึกษางานผ่านการสังเกต ก็ควรจะมีการแนะนำหรือไกด์ไลน์ว่าควรดูจุดไหน ก็จะช่วยให้เขาเรียนรู้ได้เร็วขึ้น สรุปสั้นๆ สำหรับคนเป็นหัวหน้า เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นกับพนักงานใหม่ “อย่าปล่อยให้สงสัย ให้เวลาปรับตัว ตั้งเป้าหมายและมาตรฐานที่ชัดเจน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ค่อยๆ ให้คำแนะนำ และวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ” . . #ReeraceonRecruitment #ReeraceonThailand ### ถอดบทเรียนชัชชาติเรื่อง "เวลามีมูลค่า" อย่าปล่อยให้ "โอกาส" ลอยไปในอากาศ "เวลามีมูลค่า" หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทมฯ คนปัจจุบันมักเน้นย้ำถึงความสำคัญอยู่เสมอ วันนี้ Reeracoen Thailand จะชวนทุกคนย้อนทบทวนว่าทำไมเวลาและโอกาสถึงสำคัญ และทุกวันนี้เราปล่อยให้ทั้งสองสิ่งหลุดมือไปง่ายๆ หรือเปล่า? หากถามว่า “สิ่งสำคัญ” ในชีวิตของคุณคืออะไร? คำถามนี้ฟังดูเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่น่าจะต้องคิดอะไรมาก และเชื่อว่าคำตอบส่วนใหญ่ก็คงเป็นทรัพย์สินเงินทอง บ้านที่ดิน สุขภาพร่างกาย ครอบครัวมิตรภาพ ซึ่งไม่แปลกเพราะเป็นปัจจัยที่มีความจำเป็น แต่ถ้าถามต่อไปอีกว่า “ถ้าจู่ๆ พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต” อะไรคือสิ่งที่อยากจะทำ? ถึงตรงนี้คำตอบก็คงไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว เพราะเราคงต้องคิดให้ดีว่าอีก 24 ชั่วโมงที่เหลืออยู่ เราจะสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง และแน่ใจหรือไม่ว่าตัวเลือกนั้น “คุ้มค่ากับเวลา” ที่มีอยู่จริงๆ? “ถ้ารู้แบบนี้ คงทำอย่างนั้น” ประโยคคุ้นชินของใครหลายคน ที่สามารถย่อสั้นๆ ได้ว่า “รู้งี้” ล้วนแสดงถึงความเสียดายในอดีตที่ผ่านไปแล้ว ซึ่งหากทุกวันนี้ยังเป็นแบบนี้อยู่ แปลว่าเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญถึงเวลาและโอกาสมากพอ ทุกวันนี้หลายคนปล่อยให้เวลาและโอกาสหลุดลอยไป ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งถามว่าผิดไหม ตอบได้เลยว่า “ไม่ผิด” เพราะเรามีสิทธิที่จะเลือกเสมอ แต่บางครั้งการเลือกนั้นไม่ได้ผ่านการคิดตัดสินใจอย่างรอบคอบเท่าที่ควรจะเป็น เช่น วันหนึ่งหากเราได้รับโอกาสย้ายงาน ไปบริษัทที่ใหญ่ขึ้น ตำแหน่งสูงขึ้น ผลตอบแทนมากขึ้น และความรับผิดชอบมากขึ้น แล้วเราเลือกจะปล่อยผ่านไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากรู้ทีหลังว่าโอกาสครั้งนี้สามารถให้ผลตอบแทนอย่าง “ประสบการณ์” หรือเส้นทางการเติบโตในอาชีพที่หาไม่ได้จากที่อื่นแล้ว ถึงวันนั้นเราจะนึกเสียดายทีหลังแล้วรู้สึก “ผิด” ที่ไม่คว้าโอกาสนั้นไว้ไหม? ลองหันกลับมาใช้ความคิดและตัดสินใจอย่างรอบคอบ บ่อยครั้งเมื่อถึงจุดเปลี่ยน หรือมีทางเลือกเข้ามาในชีวิต เรามักเลือกหรือทำบางสิ่งไปโดยไม่ได้ “คิด” ให้รอบคอบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และดูเหมือนว่าเราไม่ได้เสียอะไรไป ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ความจริงเราได้เสียสิ่งสำคัญอย่าง “เวลาและโอกาส” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำไมเวลาและโอกาสถึงสำคัญ? เพราะตั้งแต่เกิดชีวิตเราล้วนเกี่ยวข้องกับเวลา เคยได้ยินไหมว่าบนโลกนี้มี 3 สิ่งที่เสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้คือ “คำพูด เวลา และโอกาส” หากในวันนี้มีข้อเสนอดีๆ เข้ามา แล้วเราปล่อยผ่านไป วันพรุ่งนี้ข้อเสนอนั้นก็อาจตกไปอยู่กับคนอื่นแล้ว จะย้อนเวลากลับไปก็ทำไม่ได้ โอกาสที่เคยได้รับก็เสียไปไม่ย้อนคืน ต้นทุนค่าเสียเวลา เครื่องมือในการประเมินทางเลือกที่ให้ประโยชน์สูงสุด ในทางเศรษฐศาสตร์ เวลาและโอกาสถือเป็นหนึ่งใน “ต้นทุน” ที่มีความสำคัญ เพราะโลกนี้มีทรัพยากรอย่างจำกัด ทำให้เราต้องรู้จัก “ประเมินทางเลือก” ที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเรา หรือองค์กร "ถ้าวันนี้เอาเงินที่ควรลงทุนไปสังสรรค์ จะเสียกำไรที่ควรได้ไปเท่าไร?" "หรือถ้าวันนี้เลือกที่จะไม่ออกไปหาความท้าทาย โอกาสจะเข้ามาอีกเมื่อไร?" บทเรียนเรื่องเวลาและโอกาส จากผู้ว่าฯ ชัชชาติ ต้นทุน “ทรัพยากรเวลา” คือปัจจัยที่นอกจากระดับบุคคล หรือองค์กร ระดับประเทศเองก็ยังต้องให้ความสำคัญ เห็นได้จาก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่ากทมฯ คนปัจจุบัน ที่มักเน้นย้ำอยู่เสมอ ย้อนกลับไปพ.ศ. 2556 ขณะที่ชัชชาติ ยังดำรงตำแหน่งรมว. กระทรวง คมนาคม ก็เคยพูดถึงความสำคัญของเวลาในที่ประชุมรัฐสภา ว่าเมื่อปี 2536 เราใช้เงินสร้างรถไฟทางคู่ 8 หมื่นล้าน มาวันนี้ต้องใช้ 4 แสนล้าน และในอนาคตเราอาจต้องใช้ถึง 2 ล้านล้าน เพราะเวลามีมูลค่า และล่าสุดก็ได้มีการกล่าวถึงความสำคัญของเวลาอีกครั้งบนเวทีเสวนา “Stronger Bangkok : Stronger Thailand” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 ถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่เคยเสนอไปในสมัยดำรงตำแหน่งรมว. คมนาคมเมื่อปีพ.ศ. 2556 ว่า “อดีตก็คืออดีต เราย้อนกลับไปไม่ได้ แต่ต้องมองให้เป็นบทเรียน” และบทเรียนที่ได้รับก็คือ “เวลามีค่า” ยิ่งเวลาเปลี่ยนผ่านไปเท่าไร ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดก็มีปริมาณก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และที่โอกาสที่ควรจะได้รับ ก็ไม่สามารถงอกเงยขึ้นมาได้ ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจถึงความสำคัญของเวลาและโอกาส ถึงเวลาสำรวจตัวเองว่า ทุกวันนี้เรากำลังปล่อยให้สองสิ่งนี้หลุดลอยไปอยู่หรือไม่? หากใช่ ถึงเวลาต้องทำความเข้าใจถึงความต้องการ และเป้าหมายที่แท้จริงว่าเราต้องการอะไรด้วยความรอบคอบ ก่อนจะตัดสินใจ “ลงทุน” ด้วยการใช้ทรัพยากร “เวลา” ที่กำลังเดินไปข้างหน้านี้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อให้โอกาสไม่หลุดลอยไปกับอากาศอย่างที่เคยเป็นมา Reeracoen Recruitment Thailand ผู้นำในการเชื่อมต่อ “โอกาส” เข้าหา “คนทำงาน” บริการหางานครบวงจร ด้วยการตามหาคนที่ใช่ เลือกงานที่ชอบ สร้างโอกาสให้ตัวเองและองค์กร https://bit.ly/3QxETUl . แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: https://bit.ly/3OA8xGA https://bit.ly/3QNAAnK https://bit.ly/3A4KXOh . #ReeracoenRecruitment #ReeracoenThailand ### เช็กลิสต์ 5 ข้อควรระวังก่อนสมัครงาน องค์กรแบบไหนที่ควร “เลี่ยง” สมัครงาน ย้ายงาน จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่สามารถพาไปทั้งอนาคตที่สดใส และฝันร้ายบนโลกแห่งความเป็นจริง เพราะเลือกผิด = ชีวิตเปลี่ยน แล้วคนทำงานควรรู้อะไรบ้างเพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคต วันนี้ Reeracoen Thailand นำ 5 ข้อควรพิจารณาที่คนทำงานคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครงานมาฝากกันครับ เคยไหม ที่สมัครงานหรือย้ายงานไปด้วย “ความหวัง” แต่พอได้เข้าไปทำงานจริงๆ กลับเจอแต่ “ความพัง” ทั้งปัญหาวัฒนธรรมองค์กร เนื้องาน เพื่อนร่วมทีม หรือแม้กระทั่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพาเสียทั้งเวลา สุขภาพจิต และ “โอกาส” ที่เราอาจได้ไปอยู่ในที่ที่ดีกว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ เพราะถูกดึงดูดด้วย “ด้านดี” ที่องค์กรเสนอให้ จนหลงลืมที่จะเช็กข้อมูลสำคัญให้รอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจสมัครงาน หรือย้ายงาน 5 ข้อสำคัญที่ควรรู้และพิจารณาก่อนตัดสินใจสมัครงาน 1. ข้อมูลและชื่อเสียงองค์กร ก่อนสมัครงาน หรือเริ่มงานในบริษัทใดก็ตาม เราก็ควรทำความรู้จักกับบริษัท หรือตัวงานก่อน เพื่อศึกษาทำความคุ้นเคยล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นจากโซเชียลมีเดียขององค์กร เว็บไซต์หรือมุมมองของคนที่เคยมีประสบการณ์ว่าพูดถึงบริษัทนี้อย่างไร แต่ถ้าหากองค์กรนั้น “ไม่มีข้อมูล” หรือ “ถูกพูดถึงในแง่ลบเป็นประจำ” ก็เป็นจุดที่ควรระวังและให้ความสนใจ เพราะอาจเกิดปัญหากับตัวเราได้ในอนาคต ไม่ว่าจะในทางการทำงาน หรือร้ายแรงกว่านั้น เราสามารถตรวจสอบและศึกษาประวัติองค์กร ลักษณะงาน ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และช่องทางต่างๆ ว่าเป็นธุรกิจแบบไหน ดำเนินการอย่างไร รวมถึงชื่อเสียงของบริษัทตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อความถูกต้อง ของข้อมูลและความชัดเจนก่อนตัดสินใจเริ่มงาน พร้อมป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 2. วัฒนธรรม และการปฏิบัติต่อพนักงาน ชีวิตการทำงาน นอกจากงานและค่าตอบแทน อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนๆ มักจะให้ความสำคัญ และคนทำงานควรพิจารณาก่อนสมัครงานและเริ่มงานก็คือ “วัฒนธรรมองค์กร” เคยไหม เมื่อถึงวันนัดสัมภาษณ์แต่จู่ๆ นายจ้างก็แจ้งว่าไม่ว่างเข้าสัมภาษณ์ หรือกำลังสัมภาษณ์อยู่ดีๆ จู่ๆ ก็ลุกออกไปคุยโทรศัพท์ ปล่อยเรานั่งอยู่ในห้องแบบงงๆ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง “ความเคารพ” และการให้ความสำคัญที่นายจ้างมีต่อพนักงาน ซึ่งในอนาคตก็คงเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้อีกเช่นกัน แน่นอนว่าถ้าหากงานดี เงินดี แต่วัฒนธรรม Toxic ก็ย่อมส่งผลต่อความสุขในการทำงาน และเมื่อนานไปสุขภาพจิตก็ยิ่งทรุดโทรม ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดน้อยถอยลงทั้งทางตรงและทางอ้อม จนสุดท้ายความ Toxic ก็จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราอย่างไม่ทันตั้งตัว ลองสังเกตพฤติกรรมทั้งคำพูด น้ำเสียง หรือการปฏิบัติของคนในองค์กรนั้นๆ ที่มีต่อกัน และการให้ความสำคัญของวัน เวลา ความชัดเจนในการประสานงานเพื่อนัดสัมภาษณ์ ว่าองค์กรนั้นๆ ให้ความสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหน 3. ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนในเรื่องสำคัญ ในการสัมภาษณ์หรือการพูดคุยก่อนที่จะตกลงสมัครงาน และทำงานร่วมกัน เราควรที่จะสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานและตัวเราให้ชัดเจน และหากองค์กรมีทีท่าว่าไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลสำคัญทั้งที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือกระทบต่อตัวเรา อาจหมายความว่าพวกเขาต้องการ “ปกปิดปัญหาบางอย่าง” ซึ่งมันจะกระทบต่อเราในอนาคต ยกตัวอย่างกรณีผู้สมัครถามว่า “ไม่ทราบว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงเปิดรับเพิ่ม?” องค์กรทั่วไปก็น่าจะสามารถตอบได้ทันที เช่น “มีงานเข้ามาเยอะขึ้น เลยต้องการขยายทีม” หรือ “เพราะคนเก่าย้ายออกไป จึงต้องหาคนมาแทน” เพื่อให้ผู้สมัครหรือพนักงานใหม่ ได้ทำความเข้าใจเหตุผล รวมถึงวางแผนการทำงานของตัวเองให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ซึ่งในฐานะที่กำลังจะร่วมงานกัน ทั้งองค์กรและพนักงานควรเปิดกว้าง และแสดงความจริงใจแก่กันมากที่สุด เพื่อความชัดเจนและประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองฝ่าย เพราะหากเปิดมาด้วยความคลุมเครือ อนาคตข้างหน้าทั้งหน้าที่การงาน ความก้าวหน้า และความเข้าใจในด้านต่างๆ ก็ย่อมไม่ชัดเจนไปด้วย 4. พยายาม “ขายฝัน” แบบเกินจริง เป็นธรรมดาที่นายจ้างที่อยากได้พนักงานที่มีความสามารถเข้ามาสมัครงาน จึงต้องพยายามผลักดัน ดึงดูดคนทำงานด้วยข้อดีของบริษัทตัวเอง แต่ในฐานะคนทำงาน สิ่งที่เราควรตระหนักคือการนึกถึง “ความเป็นจริง” ว่านอกเหนือจากสิ่งที่องค์กรพยายาม “ขาย” ยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกบ้างที่เราควรรู้ อาทิ ความกดดัน วัฒนธรรมองค์กร เพื่อนร่วมงาน หน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งไม่ควรถูกมองข้ามเช่นกัน โดยเราอาจหาคำตอบด้วย “คำถามเจาะจง” เพื่อให้ได้ความชัดเจนจากองค์กรมากที่สุด เช่น “ปริมาณงานต่อสัปดาห์ที่ต้องรับผิดชอบ” “ชี้วัดประสิทธิภาพ หรือผลการทำงานด้วยอะไร” “แผนในการขยายทีมเป็นอย่างไร” เป็นต้น 5. ไม่สามารถช่วยให้พนักงานมีโอกาสเติบโต ก่อนตัดสินใจย้ายงาน หรือเซ็นสัญญากับองค์กร ควรศึกษาและสอบถามให้แน่ชัดถึงการภาพรวมของการทำงานจริง และโอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเองควบคู่ไปกับเป้าหมายขององค์กร อาทิ [] ลักษณะงาน [] ความท้าทาย [] แผนงานในอนาคต [] โอกาสในการเติบโต คงไม่ดีแน่ถ้าเราจะต้องทำงานไปวันๆ โดยที่ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น หรือพาองค์กรประสบความสำเร็จ เพราะหากสุดท้ายทั้งเราและองค์กรไม่พัฒนา วันหนึ่งก็จะกลายเป็นผู้แพ้ในตลาดการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้นทุกวินาที สุดท้าย ลองสำรวจตัวเองกันก่อนที่จะตัดสินใจสมัครงาน ย้ายงาน หรือเซ็นสัญญาเริ่มงานกับบริษัทใดก็แล้วแต่ วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และนึกถึง “โอกาส” ที่จะเสียไปหากไม่คิดอย่างรอบคอบและมองอย่างรอบด้านอย่างที่ควรจะเป็น เพราะโอกาสไม่ได้มีบ่อยๆ และเราควรพิจารณาให้ดีที่สุดก่อนจะตัดสินใจในทุกๆ เรื่อง ### อยากได้ผลลัพธ์ใหม่ ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่โควิดเข้ามาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ทุกๆอย่างถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย หลายๆธุรกิจต้องปรับตัว แต่ในหลายๆที่ก็ยังคงไม่ฟื้น ยังคงยอดตกสะสม ปัจจัยบางอย่างอาจจะควบคุมไม่ได้ ปัจจัยบางอย่างเราควบคุมได้ ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์ใหม่ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? ชาร์ลส์ ดาร์วิน เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดคือผู้อยู่รอด” เป็นคำที่หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว และมันยังคงใช้ได้กับในหลายๆสถานการณ์ ผมจะยกตัวอย่างหากคุณลองสังเกตดีๆ แต่ก่อนเราอาจจะเห็นการขายของหน้าร้านกันโดยมาก เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อในโลเคชั่นแถวนั้น หลังจากมีอินเตอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดีย โลกเริ่มเชื่อมถึงกันมากขึ้น ร้านต่างๆก็เริ่มมีการปรับรูปแบบจากขายหน้าร้าน 100% เป็นเพิ่มช่องทางการขายแบบออนไลน์ด้วย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องโลเคชั่นอีกต่อไป แบบนี้พอจะเห็นภาพแบบง่ายๆแล้วใช่ไหม การกระทำเหมือนเดิมไม่ได้การันตีผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป หากคุณเป็นคนที่ลองปรับเปลี่ยนดูแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น นั่นแสดงว่าคุณเริ่มมาได้ถูกทางแล้ว แต่วิธีการเดิมๆมันใช้ไม่ได้ตลอดไป คุณอาจจะต้องมองลงไปถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อะไรที่สามารถ Lean ในองค์กรได้บ้าง การปรับตัวหันมาใช้เทคโนโลยี Digital เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้การทำงานต่างๆง่ายขึ้นและทำงานได้ effective มากขึ้น จริงอยู่ที่การนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้ อาจมีส่วนเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทบ้าง แต่ก็ช่วยเพิ่มผลดีในระยะยาว ควรจะทำไหม? ไม่มีคำว่าทำไม่ได้ “มีแต่ยังไม่ได้ลองทำ” หากจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของคนในองค์กรเพื่อให้เห็นผลลัพท์ที่ดีขึ้น ก็ควรเริ่มต้นทีละนิดปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ให้เวลากับมัน กำหนดเป้าหมาย เช่น ในช่วงโควิดแบบนี้ที่หลายๆบริษัทเองยังจำเป็นต้องพึ่งยอดขายเพื่อให้บริษัทอยู่รอดและดำเนินต่อไปได้ แต่ก็ต้องมองถึงสวัสดิภาพในการทำงานของพนักงานเช่นกัน ถ้าหากบริษัทคุณไม่เคยทำงาน WFH เลย คุณควรจะเริ่มคิดได้แล้วว่า “ถ้าเกิดต้องWFH” บริษัทเราต้องทำยังไงบ้าง? ควรใช้ software ไหนเพิ่มเติมเพื่อให้การทำงานของพนักงานได้เต็มประสิทธิภาพ? จะปรับรูปแบบการทำการตลาดหรือแนวทางการขายยังไง? รวมถึงจะคงผลลัพท์จากการทำงาน WFH ให้เหมือนทำงานที่ออฟฟิศได้ยังไง? การตั้งคำถามว่าทำไมยอดตกเยอะจัง? ทำไมมันขายไม่ได้เท่าเดิม? ทำไมไม่มีคนมาใช้บริการ/ซื้อของเรานะ คำถามพวกนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆวนไป วนมา หากคุณยังใช้การกระทำเดิมๆเพื่อหวังผลลัพธ์ใหม่ เรามาลองปรับเปลี่ยนกันดูนะครับ เพราะมันสามารถใช้ได้ตั้งแต่ตัวองค์กรไปยันคนทำงานปกติ และชีวิตประจำวันอีกด้วย ขอให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี เป็นกำลังใจให้นะครับ ### เพราะชีวิตคือการวิ่งสู่เป้าหมาย สำหรับบทความนี้ผมมีเคสกรณีศึกษามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อเป็นแรงบัลดาลใจให้กับหลายๆคนที่ยังท้อแท้ต่ออุปสรรคชีวิต แม้มันจะยากเย็นแค่ไหน แต่หากเราต่อสู้กับมันพยายามกับมันอย่างเต็มที่แล้วละก็เราอาจจะประสบผลสำเร็จได้อย่าง Sifan Hassan นักวิ่งหญิงชาวดัตช์เจ้าของเหรียญทอง 5000 เมตร เรื่องราวของ Sifan Hassan ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายและรวดเร็วกับการลงแข่งขันโอลิมปิกวิ่ง 1500 เมตร ซึ่งเจ้าตัวมีดีกรีเป็นนักวิ่งเจ้าของเหรียญทอง 5000 เมตร ของโลกอีกด้วย หลายคนมองการลงแข่งครั้งนี้เป็นความท้าทายใหม่สำหรับเจ้าตัว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เจ้าตัวรักและอยากจะลงมือทำมัน แต่ระหว่างการแข่งขันเมื่อเพื่อนร่วมวิ่งเริ่มมีการเสียหลัก ทำให้เธอนั้นสะดุดล้มลงในช่วง 350 เมตรสุดท้าย การหกล้มครั้งนั้นน่าใจหายเป็นอย่างมาก เพราะมันดูท่าจะเป็นไปไม่ได้เลยในการเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่1 ทำดีให้สุดคงได้แค่พยายามทำอันดับให้ดีกว่านี้ ซึ่งในขณะนั้น Sifan Hassan อยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 13 อันดับ แต่ใครจะรู้ถ้าหากเราไม่ได้ลองทำมันอย่างสุดกำลัง หลังจาก Sifan Hassan ลุกขึ้นยืนได้ เธอก็ได้วิ่ง วิ่ง และวิ่ง สับขาอย่างรวดเร็วค่อยๆไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้ที่สุด Sifan Hassan ก็สามาถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ได้ เป็นเรื่องราวที่สุดจะเหลือเชื่อ ช็อคกับทุกๆสายตาที่จับจ้องมองเธอ” เรื่องราวในครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญอะไรให้เรียนรู้บ้างมาถอดบทเรียนกัน 1. จะรู้ได้ไงว่าจะสำเร็จถ้าไม่ลงมือทำ หลายๆท่านอาจมีความคิดในการเปลี่ยนสายงาน การเปลี่ยนที่ทำงาน หรือแม้แต่ขยับขยายตำแหน่งงาน ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราไปในทิศทางที่ถูกต้องรึไม่ มีแต่ชั่งน้ำหนักและลงมือทำมันอย่างเต็มกำลังเท่านั้นผลลัพธ์จะออกมาเอง 2.แม้มันอาจไม่ใช่ที่1 แต่มันจะเป็นอันดับที่ดีกว่า บทเรียนจาก Sifan Hassan ในขณะที่เธอล้มลงและทำให้ตัวเองต้องอยู่อันดับที่ 11 จากทั้งหมด 13 อันดับ การลุกขึ้นวิ่งใหม่อีกครั้งในชีวิตจริงมันอาจจะยากและอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไปอยู่ที่ 1 แต่เชื่อเถอะ มันจะต้องดีกว่าอันดับที่ 11 แน่นอนถ้าคุณลองตั้งใจกับมัน 3. เอาความผิดพลาดมาเป็นแรงผลักดัน เราเชื่อว่าไม่มีใครอยากจะผิดพลาดบ่อยๆหรอก แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราจะรับมือกับมันยังไงต่อนี่แหละที่สำคัญ อย่างในกรณีการสะดุดล้มของ Sifan Hassan เปรียบเหมือนเราที่ทำงานผิดพลาดไปบางครั้งบางคราว เราควรจะต้องคิดแล้วว่าครั้งต่อไปฉันจะแก้ไขมันได้อย่างไรบ้างเพื่อให้มันดีขึ้น การถอดบทเรียนจากการแข่งขันโอลิมปิกทางเราก็หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ อยากส่งต่อพลังงานดีๆไปสู่ผู้อ่าน พวกเราขอเป็นแรงใจให้กับทุกท่านและขอให้มีความสุขกับการทำงานนะครับ คลิป: https://www.youtube.com/watch?v=PUZBN500F7E ### WFH ยังไงให้งานเดิน โอ้ยย ไม่มีสมาธิ งานไม่เดิน ทำไมที่บ้านวุ่นวายจัง สารพัดเหตุผลของคนทำงาน WFH ที่บอกได้เลยว่าถ้าไม่รีบเคลียร์ปัญหาเหล่านี้นะ จาก Work from home กลายเป็น Work from hell แน่ ๆ วันนี้เรามี How to มาช่วยเหล่า Working กันให้งานมันดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพแถมสุขภาพจิตไม่เสียด้วยนะ ลองเอาไปปรับใช้กันดู บรรยากาศมันสำคัญนะเออ! บรรยากาศการทำงานเมื่อเราทำที่ออฟฟิศมันถูกลายล้อมไปด้วย เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราทำงานสะดวกสบาย แถมเพื่อนร่วมงานก็พร้อมที่จะเจรจาเรื่องงาน แหม๊ อะไรๆก็ดูเป็นใจเนอะ แต่พอมาที่บ้าน มันยากซะเหลือเกิน สัตว์เลี้ยงก็วุ่น ข้างบ้านก็เสียงดัง หนังเรื่องนี้ก็น่าดู โซเชี่ยลคนนี้ก็อัพไม่พัก มาลองเปลี่ยนบรรยากาศกันดูก่อน จากห้องนอนสู่ห้องทำงาน หรือหามุมไหนในบ้านที่เงียบสงบจัดพื้นที่ให้เปรียบเสมือนการทำงานดู วางแฟ้ม วางต้นไม้ พร้อมคอมพิวเตอร์ข้างกายและบรรเลงไปเลย ท่องไว้เถอะ โฟกัส โฟกัส! เรื่องการใช้สมาธิเป็นอะไรที่หลายต่อหลายคนต้องการ บางคนเก่งมากๆต่อให้เกิดความวุ่นวายขนาดไหนก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้ เอ๊ะ!หรือบางคนจะแฮปปี้อยู่แล้วกับการได้มาทำงานที่บ้าน เพราะที่ออฟฟิศวุ่นวายกว่า 55 อะมาดูวิธีการที่จะช่วยกันบ้างคือ คุณต้องวางแพลนไว้เลยว่าวันนี้ฉันจะทำอะไรให้เสร็จ แล้วค่อยไปทำอะไรที่ไร้สาระ เท่านี้ก็เลิศแล้วนะผมว่า ยกตัวอย่างสมมุติว่าเราจะเขียนบทความนี้ให้เสร็จภายในวันนี้ ผมก็จะแบ่งขั้นตอนและเวลาออกมาเพื่อให้เสร็จตามกำหนด ยิ่งงานใครที่มีเดดไลน์แล้วก็ควรวางแพลนทำเสร็จไว้ก่อนล่วงหน้านะ เผื่อแก้ไขความผิดพลาดได้ทัน เตรียมพร้อมบรรดาการสื่อสาร ปัจจุบันโลกเราก็มีทั้ง เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานค่อนข้างดีเลย แถมซอร์ฟแวร์ต่างๆก็ช่วยได้เยอะ การสื่อสารกันภายในทีมจึงเป็นเรื่องสำคัญ จะช่วยทั้งการทำงานโปรเจคต่างๆและแก้ไขข้อต่างๆที่เกิดความไม่เข้าใจได้ ดังนั้นเตรียมอุปกรณ์การสื่อสารไว้ให้ดีละ วางโทรศัพท์ลงก่อนแม่!! รู้น๊าา .. การเล่นโซเชี่ยลมันติดเป็นกิจวัฒของทุกคนไปแล้ว แต่ถ้าหากอยากให้งานมันเดินไปละก็ต้องฝึกฝน การวางโทรศัพท์หรือเล่นให้น้อยลงเพียงแค่วันละ1-2ชม. ก็จะช่วยให้งานมันดำเนินไปได้เยอะแล้ว นอกจากสมาธิที่จะมาแล้ว เรายังไม่ได้เพลิดเพลินไปกับการค้นหา สืบหาอะไรที่เราอยากจะรู้ไปหมดด้วย วางลงซักนิด อีกนิดนั้นแหละ! ยืดเส้นยืดสาย จิบกาแฟชิคๆ WFH ให้เหมือนไปคาเฟ่ ถึงแม้ไม่ได้มีที่ถ่ายรูปสวยๆก็เถอะ แต่เราก็มีมุมทำงานพร้อมหรือมุมที่เราเอาไว้พักผ่อนบ้าง อย่าไปนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่แต่กับหน้าคอม เอาตัวเองออกมายืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายหรือหากิจกรรมคลายเครียดของตัวเองบ้าง สุขภาพจิตดี สบายใจค่อยเอาตัวเองกลับไปทำงานใหม่ รับรองว่าสมองจะไหลลื่นๆเลย หลังจากได้อ่าน How to ของเราไปบ้างแล้ว เชื่อว่ามันดีขึ้นไม่มากก็น้อยแหละ อีกหน่อยการทำงาน WFH มันจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว แค่พยายามปรับตัวให้มันเข้ากับสถานการณ์และให้มันมีความสุขไม่อึดอัดมากจนเกินไปก็พอ สำหรับท่านอื่นๆมีวิธีอย่างไรก็มาแนะนำพวกเราได้นะ ### Feedback ที่ดีพัฒนาทีมได้เยอะ คำว่า Feedback ปัจจุบันถูกพูดถึงกันบ่อยมากไม่ว่าคุณจะเป็น Leader หรือแม้แต่คนในทีม เพราะการให้ Feedback ที่ดีนั้น จะช่วยสร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้อย่างมากเลยละ มาดูกันดีกว่าว่าการ Feedback ที่ดีควรใส่ใจถึงอะไรบ้าง 1. ต้องสร้างสรรค์และแก้ปัญหา ในหลายๆครั้งที่เราต้องเรียกคนใดคนหนึ่งมาพูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหรือการวิจารณ์งานต่างๆ ทักษะการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อลดความขัดแย้งและไม่ท้อแท้ไปกับการทำงาน แน่นอนว่าการใช้อารมณ์ไม่ได้ตอบโจทย์อย่างแน่นอน และในการFeedback เราควรจะบอกถึงวิธีการแก้ไขปัญหาให้กับน้องๆในทีมด้วย ว่าลองทำแบบนี้ดูไหม แบบนั้นดูสิ การเรียบเรียงคำก่อนการเกิด Feedback จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ควรทำเลยละ 2. Feedback ทั้งแง่บวกและแง่ลบ การเริ่ม Feedback นั้นคุณควรเริ่มมองจากภาพรวมก่อนมันอาจจะมีเรื่องที่ไม่ดีแต่มันก็ไม่ทั้งหมดนิ? ในเรื่องที่น้องๆทำดีเราก็ควรชื่นชมเขา และในทางกลับกันสำหรับบางคนก็อาจจะชอบการขับเคลื่อนแบบแง่ลบมากกว่า แต่ก็นั่นแหละทักษะการสื่อสารจึงสำคัญ การ Feedback แง่ลบควรเป็น Collective คือการแนะนำและต่อยอด 3. ตรงประเด็นไม่นอกเรื่อง เราจะพูดแต่เรื่องที่เราจะ Feedback กันเท่านั้น ไม่ออกนอกประเด็นและไม่ควรเอาเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานมาพูดคุยกัน หากตรงประเด็นและอธิบายได้อย่างชัดเจน เราจะได้ทำความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 4. ความถี่ในการ Feedback หลายคนคงสงสัยว่าแล้วเราควร Feedback กันอย่างน้อยยังไงดี? เราทำงานด้วยกัน นั่งข้างกัน ควรจะFeedback บ่อยไหม ก็คุยกันทุกวันนี่หน่า คำตอบคือ ควรครับ! เพราะการ Feedback เรื่องเล็กๆน้อยๆ จะช่วยพัฒนาศักยภาพให้ดียิ่งขึ้นได้ ส่วนเรื่องของความถี่ก็ขึ้นอยู่กับเนื้องานหรือบริการนั้น ๆ แต่อย่างน้อยๆควรมีสักเดือนละครั้ง เพื่อให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรได้ทัน หากเรา Feedback กันปีละครั้ง อะไรที่เกิดความผิดพลาดไปแล้วก็อาจจะถูกแก้ไขได้ช้ายิ่งขึ้น 5. Feedback ที่ดีควรจะเปิดรับทั้งสองทาง เอาละถึงข้อที่หลายคนน่าจะชอบ เพราะการ Feedback มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเพียงหัวหน้าที่ Feedback น้องๆ แต่น้องๆเองก็ควรจะ Feedback หัวหน้าเช่นเดียวกัน แต่อย่าลืมมันต้องเป็นการต่อยอดและสร้างสรรค์นะ เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่ดีในองค์กรและช่วยกันขับเคลื่อน ทีมก็จะเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน การ Feedback หากนำไปปรับใช้ดีๆแล้วละก็จะทำให้องค์และบุคคลากรเติบโตไปพร้อมกัน เพราะในโลกปัจจุบันถึงแม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเหลือในหลายๆด้าน แต่การสื่อสารยังนับเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นอยู่ รู้แบบนี้แล้วเราควรจะตั้ง Feedback ให้กับทีมได้รึยัง ### ทำไมต้องใช้บริการ บริษัทจัดหางาน ในยุคที่งานนั้นก็หายากเหลือเกิน แต่งานที่ใช่นั้นกลับหายากยิ่งกว่า หลายๆคนและหลายๆบริษัทจึงตัดสินใจมาใช้บริการเหล่านี้ แล้ววันนี้ทางเราจะมาไขข้อข้องใจกันว่า ทำไมต้องเลือกใช้บริการ “บริษัทจัดหางาน” 1. ตรงตามความต้องการสูง ถ้าหากเราคือเจ้าของกิจการแล้วละก็การจะหาคนมาทำงานในตำแหน่งต่างๆ มันก็พอจะมีลู่ทางอยู่บ้างละนะ แต่ถ้าเป็นอาชีพที่เฉพาะทางละ? โอ้ยย! จะไปหาจากไหนดีละ? คอนเนคชั่นที่มีก็ไม่ได้ครอบคลุมไปทุกอาชีพ นี่แหละคือหน้าที่ของบริษัทจัดหางาน เพราะฐานข้อมูลของเหล่าผู้สมัครงานที่มาทิ้งโปรไฟล์ไว้กว่าแสนคน เราสามารถระบุได้เลยว่า ต้องการคนสเปคนี้นะ รายได้เท่านี้นะ ทางบริษัทก็จะสกรีนมาให้เลยว่าคนที่ตรงตามคุณสมบัติมีอยู่กี่คน เท่านั้นไม่พอสัมภาษณ์สกรีนให้ก่อนจะส่งถึงมืออีกด้วย 2. เปิดโอกาสในการได้งาน จากข้อที่ 1 นายจ้างแฮปปี้ไปละ ต่อมาในส่วนผู้สมัครกันบ้าง การมีโอกาสในการได้งานที่มากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปวิ่งไล่หาสมัครหรือดูประกาศตามเว็บหรือช่องทางอื่นๆ ที่ถึงแม้เราจะพยายามดูมากแค่ไหนก็อาจจะมีหลุดลอยไปบ้าง นั่นคือโอกาสทั้งนั้น  แต่การทิ้งโปรไฟล์ไว้ที่บริษัทจัดหางานจะช่วยสกรีนบริษัทที่น่าจะใช่กับผู้สมัครอีกด้วย ไม่ใช่แค่งานที่เลือกเรานะ เราเองก็ต้องเลือกงาน เท่านั้นยังไม่พอทางบริษัทจัดหางานยังช่วยต่อรองเรื่องอื่นๆขั้นต้นให้อีกด้วยเชียร์อัพกันสุดๆ 3. ช่วยงาน HR ในยุคปัจจุบันที่ออฟฟิศเกิดขึ้นกันมามากมายหรือแม้แต่องค์ก่อนใหญ่ๆเองก็ต้องทำงานหนักกันอยู่แล้ว การจะเปิดรับสมัครงานสักตำแหน่งก็ต้องมีผู้สมัครมาเป็นจำนวนมาก แล้วถ้าหากบริษัทนั้นมีHR อยู่ไม่กี่คนละ งานในหนึ่งตำแหน่งนั้นอาจจะมีคนสมัครมาราว 30-40 คนก็ได้ นั่งสกรีนกันทั้งวัน! ยังไม่พอนัดสัมภาษณ์กันทีกว่าจะครบคนที่คิดว่าโอเคก็กินเวลาไปแล้วเป็นเดือนๆ แต่ตำแหน่งงานก็ต้องการคนมาสานต่อเพื่อให้งานดำเนินไป และหน้าที่บริษัทจัดหางานนั่นแหละที่จะเข้ามาเป็นฮีโร่ของเหล่า HR เพราะที่บริษัทจัดหางานนั้นเขามีHR 50-100 คนการสกรีนหรือคัดกรองคนย่อมทำได้อย่างรวดเร็วกว่า แถมสัมภาษณ์ขั้นต้นให้เรียบร้อย ส่งผู้สมัครไปเพียงไม่กี่คนเลยที่ตรงคุณสมบัติที่สุด 4. ประหยัดเวลา ในสถานการณ์ที่เวลาเป็นเงื่อนไขสำคัญ การสมัครงาน 1 ตำแหน่ง ยิ่งอาชีพเฉพาะทาง 1 ใบสมัครใช้เวลาอ่าน 2-5 นาที ใช้เวลาโทร 10-15 นาที และนัดสัมภาษณ์อีก 30-60 นาที คูณตามจำนวนใบสมัคร แน่นอนว่าเสียเวลามากแน่ๆ การใช้บริการบริษัทจัดหางานนั้นมีข้อดีมากมายและตรงตามเงื่อนไขคุณสมบัติมากๆ หากเวลาคือสิ่งสำคัญ จะดีกว่าไหมถ้าคุณภาพที่ดีมาพร้อมกับการประหยัดเวลา ### หางานกับบริษัทจัดหางานดียังไง ผมเชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงเคยผ่านการฝาก Resume ไว้ในเว็บต่างๆกันแล้วบ้าง หรือแม้แต่เข้าไปอยู่ในกลุ่ม Community ตามสายงานนั้นๆ แต่ยังคงมีอีกหลากหลายอาชีพที่ช่องทางตรงนี้อาจจะยังไม่ได้เปิดกว้างมากนัก และในหลายๆส่วนข่าวสารก็ยังมาไม่ถึง กว่าจะมาถึงก็เตรียมการอะไรไม่ทัน และบทความนี้จะมาบอกข้อดีอีกหลายๆข้อ ที่ท่านอาจจะพลาดหรือลืมช่องทางนี้ไปเลยกับ “บริษัทจัดหางาน” 1. เพิ่มโอกาสในการได้งาน ในปัจจุบันงานนั้นเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจเราเองก็แย่ลงบ้าง แต่ในอีกหลายๆองค์กรก็มีการเติบโตเช่นกัน ในบางสายงานจึงมีโอกาสขยับขยายและแน่นอนว่าหากคุณลง Resume ไว้ในหลายๆที่แล้ว อย่าลืมเพิ่มโอกาสฝากประวัติไว้ในบริษัทจัดหางาน เพิ่มโอกาสเจองานที่ใช่และบริษัทที่ใช่เพราะทาง Recruiter จะพยายามเสนองานที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของตัวคุณ 2. ไม่โดนกดเงินเดือน ข้อนี้หลายๆคนคงปลื้มไม่น้อย เคยไหมครับว่าการที่เราจะส่ง Resume หรือ Walk in ไปสมัครแต่ละที่ เงินเดือนที่เสนอมา ไม่เหมาะสมกับความสามารถและหน้าที่รับผิดชอบเลย จะพูดเองก็ยากเดี๋ยวจะดูเป็นคนหน้าเงิน แต่จะให้ยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดก็ดูจะเหนื่อยเอามากๆ ทางบริษัทจัดหางานก็จะรับหน้าที่เป็นผู้ต่อรองให้ทั้งฝ่ายคนหางานและบริษัทหาคน เพื่อให้ได้เงินตามที่คุณคาดหวัง หากคุณเรียกน้อยไปเขาก็จะเชียร์ให้ หากคุณเรียกเยอะมากเกินไปเขาก็จะพยายามบอกคุณถึงราคาที่เหมาะสม แฮปปี้ทุกฝ่าย 3. เป็นที่ปรึกษาที่ดี บริษัทจัดหางานเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงที่จะคอยแนะนำ เทคนิคหรือ How to ต่างๆทั้งก่อนที่จะได้งาน เช่น เทคนิคการสัมภาษณ์ ข้อมูลบริษัทที่ไปสัมภาษณ์ การแต่งตัว จนไปถึงปัญหาการเดินทาง เป็นคนกลางที่จะคอยดูแลหลายๆอย่างให้ราบรื่นไปได้ด้วยดี (ยิ่งบางที่นะ ถามไถ่กันดีมากๆ) 4. ไม่เสียค่าใช้จ่าย ภาพจำหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจดีนักว่า โห! .. หลายๆอย่างดีแบบนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะแน่เลย บอกเลยครับว่าไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งดีต่อผู้สมัครอย่างแน่นอน 5. โอกาสโดนจ้างงานสูงถึง 80% จากผลสำรวจของเราผู้มาสมัครกับบริษัทจัดหางาน ได้งานจากบริษัทไปถึง 80% คิดจากรายเดือน 100 ราย ได้งาน เฉลี่ยถึง 82 ราย ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเลยทีเดียว 6. ได้สายงานตรงกับที่คาดหวังไว้ เพราะทาง Recruiter จะมองหางานที่ทางผู้สมัครสนใจทั้ง เงินเดือน สถานที่ และเนื้องาน ไปเสนอให้กับผู้สมัคร แถมทั้งยังติดตามสถานะให้เราอีกด้วย ลดเวลาในการรอคอยเหมือนมีคนคอยทำงานให้เลย   ถ้าเพื่อนๆ เห็นโอกาสดีๆแบบนี้แล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ มาร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มโอกาสให้ตัวเองกัน ที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่ายนะจ๊ะ https://www.reeracoen.co.th/th ### งานที่ทำอยู่เหมาะกับตัวเองแล้วรึยัง? เพราะว่าชีวิตการทำงานใช้เวลาในแต่ละวันยาวนานเหลือเกิน การที่เราจะมีความสุข สุขภาพจิตแข็งแรง มีหลายปัจจัยในการประกอบร่าง และบทความนี้จะเป็นตัวรีเช็คว่างานที่คุณทำอยู่นั้นเหมาะกับตัวเองหรือไม่ เพื่อที่คุณจะได้ไม่เสียเวลาไปกับอะไรที่ไม่ใช่และไม่มีความสุขจริงๆ 1. คุณไม่สามารถโฟกัสกับงานที่ทำอยู่ได้ ข้อนี้บอกเลยว่าหลายต่อหลายคนเป็น เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันและในหลายๆตำแหน่งงานมีความพร้อมที่จะหั่นขาเก้าอี้กันบ่อย ๆ หรือแม้แต่การต้องยกโล่ถือดาบเพื่อฟาดฟันงานจากข้างนอกและออกรบกับคนข้างใน การที่คุณจะต้องมาคอยกังวลเรื่องเหล่านี้มันคงจะไม่ดีนัก ลองเช็คดูนะว่าที่ทำงานคุณเป็นรึเปล่า? 2. ไม่อยากออกจาก Comfort zone เอาละข้อนี้ก็คงเริ่มจี้จุดใครบางคนบ้างแล้ว การที่คุณไม่กล้าออกจากความรับผิดชอบเดิมๆที่เคยทำอยู่หรือกลัวงานใหม่ที่เสนอเข้ามา นั้นจะต้องทำให้คุณเริ่มสำรวจตัวเองอีกครั้งว่าการที่เราไม่อยากพัฒนาความสามารถใหม่ๆ นั้นเพราะอะไร? เพราะฉันจะต้องเหนื่อยขึ้นหรือยังไง เพราะถ้าหากคุณมีความสุขกับงานที่ทำต่อให้ไม่ต้องพยายามทำงานมากคุณก็จะคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆในการทำงานได้เสมอ 3. ปัจจุบันคุณมีความสุขไหม? ตั้งคำถามกับตัวเองไปเลยว่าทุกวันนี้ที่ทำอยู่มีความสุขไหม อยากตื่นขึ้นมาทำงานรึเปล่า เข้าไปออฟฟิศแล้วลองดูหน้าตัวเองในกระจกสิ๊ ว่าหน้าตายังสดใสรึเปล่า ถ้าหากคุณไม่มีความสุขคำว่า “เช้าวันจันทร์” มันคงเกิดขึ้นทุกวันเลยแหละ และมันจะดีกว่าไหมถ้าเกิดความรู้สึกในการไปทำงานของคุณเหมือนไปเรียนและเล่นสนุกกับเพื่อนๆ ลองสำรวจตัวเองดูนะ 4. ความก้าวหน้า การเติบโตในตำแหน่งสายงานหรือการพัฒนาศักยภาพของตัวเองเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายต่อหลายคนอยากได้ หากการทำงานที่จำเจเบื่อหน่ายทำไปทุกวัน มันคงจะหมด Passion ในการเดินต่อไปในอนาคต คุณเองก็ควรต้องสำรวจแล้วละว่า เอ๊ะ!ฉันจะ Challenge ตัวเองได้ยังไงบ้าง ถ้าเนื้องานยังมีแค่นี้ อย่าลืมหาเรื่องอัพเลเวลกันด้วยนะ 5. สุขภาพ เรื่องนี้เรียกได้ว่าสำคัญมากๆ เพราะต้นทุนของเราคือสุขภาพ หากใครได้ทำงานที่ต้องเสียสุขภาพหนักๆ สมดุลชีวิตด้านอื่นๆเสีย ไม่ว่าจะสุขภาพร่างกาย หรือสุขภาพจิตใจ ต้องรีบซ่อมแซมด่วนเลย เพราะว่าการทำงานที่ดีจะต้องรักษาสมดุลได้นะจ๊ะ ถึงแม้จะมีเรื่องให้เครียดและกดดันอยู่บ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นอยากทิ้งตัวลงนอนทุก5นาทีหรอก และอีกอย่างหนึ่งอย่าทำงานหนักเพื่อมาจ่ายค่ารักษาละ        จาก 5 ข้อข้างต้นพวกเราชาวออฟฟิศก็น่าจะได้สำรวจตัวเองกันไปบ้างแล้ว ว่างานที่ทำอยู่นั้นเหมาะกับตัวเองไหม หรือไม่เหมาะจะได้ปรับเปลี่ยนอะไรได้ทัน ทางเรา Reeracoen ก็ขอให้คุณมีความสุข สุขภาพดีไปกับการทำงานนะ ### タイにおける福利厚生 タイにおける一般的な福利厚生は? 弊社がお客様からよく聞かれることとして、他社の福利厚生の導入状況があります。 言うまでもないですが、タイ人にとって、給与や福利厚生の充実は非常に重要になります。 福利厚生の良し悪しが採用の成功率、離職率の低減に繋がると言っても過言ではありません。 こちらについて、本ブログにて、タイ人・日本人(現地採用)に分けて、福利厚生の導入状況をまとめております。 弊社が企業向けに実施したアンケートによりますと、各種の福利厚生の導入状況については以下となっております。 タイ人の福利厚生導入実績 ※アンケート実施機関2020年8月14日から19日(有効回答数300社)   全般的な傾向を見ていくと、製造業の方が、非製造業よりも、導入している福利厚生が多いと言えます。 製造業では、特に残業代の支給や健康診断の実施は100%近い会社が導入しております。 加えて、非製造業では、食事手当や皆勤手当の導入実績が少ないですが、製造業では、8割近い導入実績があります。   日本人(現地採用)の福利厚生導入実績   ※アンケート実施機関2020年8月14日から19日(有効回答数300社)   続いて、日本人(現地採用)の福利厚生の導入実績を見ていきます。 こちらによると、製造業・非製造業に関わらず、多くの会社が、健康診断やビザ・ワークパミットを会社が負担しております。 民間の医療保険は非製造業の方が導入割合が多い一方、一時帰国手当・住宅手当・赴任時の渡航費は、製造業の方が導入実績が多いです。   一般的なタイ人・日本人の福利厚生の導入実績となりますが、自社が一般的な福利厚生と比較して、 導入実績が少ないということであれば、採用や従業員の定着に不利になる可能性がありますので、 その場合は、他社の動向に合わせて、見直しを検討頂くのも良いと思います。 ### コロナショック後の求人トレンド(11月2週終了時点) コロナショックによって、タイの求人動向は変わったのか!? タイ政府は、新型コロナウィルス感染拡大に伴い、3月から学校閉鎖、商業施設閉鎖、日本人の入国制限、非常事態宣言の発令など、タイ国内の状況が一変しました。 これらに伴い多くの企業が採用活動を止め、市場での求人数が激減しました。 足元の2020年11月は、非常事態宣言発令直後に比べると市場の求人も徐々に回復しておりますが、前年の水準までは戻っておりません。 コロナ前VSコロナ後の求人数の比較 図:コロナ前とコロナ後の求人数の推移   タイでの市場の求人動向を見るためには、大手求人メディアの求人掲載数の推移を見ると傾向が掴めます。 タイの大手求人メディアは、Jobs DBやJob Thaiがあります。 通常、企業は、採用をする際にこれら求人メディアに自社の求人を掲載しますので、これらに掲載されている求人数の推移を見ることで、タイの求人動向が把握できます。   上記の図は、コロナショック前の2020年2月の求人数が100だった場合、現在がどのような状態かということをしめしております。 (各求人メディアを比較しやすいように2月時点の求人数を100に指数化)   オレンジ・灰色・青色と3つの折れ線がありますが、以下の通りとなります。   オレンジ:Jobs DBに掲載されている求人数(タイ大手求人メディア) 灰色:Job Thaiに掲載されている求人数(タイ大手求人メディア) 青色:弊社保有の求人数(人材紹介会社)   こちらによると、コロナ感染拡大による非常事態宣言が発令された3月後半あたりから、いずれの求人媒体でも求人数が激減しております。 特に5月~7月に求人数が、コロナショック前の2月と比べると、30%から50%減少しており、ここがコロナ後の求人数の底と見ることができます。   その後、いずれの求人媒体も求人数が底を這っているような状況ではありますが、足元では、かなりスローなペースで回復している状況です。 そして、直近(11月16日時点)では、2月比でいずれも媒体も30%前後減少まで持ち直している状況となっております。 しかしながら、前年同時期比較をしてみますと、依然求人数が3割減となっております。   日系企業の採用動向   図:弊社のお客様で採用活動をしている企業の割合   続いて、弊社のお客様である日系企業の採用活動状況について見ていきます。 こちらについても、市場の求人数が非常事態宣言後に激減したのと同じように3月末から採用している企業の割合が激減しております。 非常事態宣言前は、製造業で6割超、非製造業で4割超の企業が採用活動をしていましたが、8月が底となり、それぞれ17%・11%まで落ちております。 しかしながら、足元では、製造業・非製造業で、26%・14%と回復の兆しがあります。 求人数の回復が景気回復の兆し!   市場における求人数は、景気の先行指標と言われております。 その理由として、企業が忙しくなれば、今後の採用を増やすため、市場での求人数が増えます。 例えば、製造業の場合、自社の生産が増えると、人が足りなくなり、今後追加で人が必要であるため、新規採用をするために求人サイトなどに求人を掲載します。 そして、このように求人を掲載する会社の数が増えれば、忙しい会社が増えているということになり、市場での求人が増え、将来の景気が良くなる兆しと言えます。   それゆえ、今後の景気が良くなるかどうかの兆しを掴むためには、求人動向をウォッチするのは良い方法の一つと言えます。 ### タイの大学ランキング(2020年版) タイの大学ランキング(2020年版) タイは学歴社会と言われており、国民の約半数が大学に進学しております。 UNESCOの2019年の統計によるとタイの大学進学率は、49.3%となっており、統計がある152カ国のうち、67位となっております(日本63.6%)。 他のASEAN諸国は、シンガポール88.9%、マレーシア43.1%、インドネシア36.3%、フィリピン35.5%、ベトナム28.6%となっており、主要ASEAN諸国の中では、タイの進学率は、シンガポールに次ぐ高さとなります。 大学には、日本同様18歳で入学しますが、飛び級が認められているので、卒業する年齢は人によって異なります。 タイには、200弱ほどの大学があると言われておりますが、2020年のRANKING WEB OF UNIVERSITIESのタイの大学ランキング(外部リンク)によると、タイにおける大学ランキングは、タイの東大と言われるタイで最も古い大学であるチュラロンコン大学が1位となっております。 そのあとに、医療教育が強いマヒドン大学、地方の中核大学として設立されたチェンマイ大学、農業大学からスタートしたカセサート大学、タイ南部で最も古いプリンス・オブ・ソンクラー大学、会計学校からスタートしたタマサート大学が続きます。 順位 (タイ) 順位 (世界) 大学名 1 530 Chulalongkorn University 2 611 Mahidol University 3 734 Chiang Mai University 4 819 Kasetsart University 5 1058 Prince of Songkla University 6 1196 Thammasat University 7 1267 King Mongkut's University of Technology Thonburi 8 1306 Suranaree University of Technology 9 1348 Naresuan University 10 1376 Khon Kaen University 11 1475 Asian Institute of Technology Thailand 12 1588 King Mongkut's University of Technology North Bangkok 13 1746 Burapha University 14 1873 Srinakharinwirot University 15 1954 Mahasarakham University 16 1988 University of Phayao 17 2144 Mae Fah Luang University 18 2152 King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang 19 2246 Suan Sunandha Rajabhat University 20 2676 Ubon Ratchathani University 21 2748 Rangsit University 22 2949 Maejo University 23 2951 Walailak University 24 2962 National Institute of Development Administration 25 2965 Rajamangala University of Technology Isan 26 3017 Silpakorn University 27 3257 Bangkok University 28 3363 Nakhon Pathom Rajabhat University 29 3578 Assumption University of Thailand 30 3593 Ramkhamhaeng University 31 4311 University of the Thai Chamber of Commerce 32 4320 Rajamangala University of Technology Thanyaburi 33 4334 Suan Dusit University 34 4365 Mahanakorn University of Technology 35 4422 Chiang Mai Rajabhat University 36 4477 Udon Thani Rajabhat University 37 4549 Thaksin University 38 4847 Buriram Rajabhat University 39 4928 Sripatum University 40 5028 Yala Rajabhat University 41 5108 Rajamangala University of Technology Lanna 42 5115 Phetchaburi Rajabhat University 43 5167 Rajabhat Maha Sarakham University 44 5260 Rajamangala University of Technology Tawan-Ok 45 5266 Sukhothai Thammathirat Open University 46 5293 Dhurakijpundit University 47 5308 Pibulsongkram Rajabhat University 48 5343 Kasem Bundit University 49 5378 Loei Rajabhat University 50 5548 Mahachulalongkornrajavidyalaya University 51 5624 Rajamangala University of Technology Rattanakosin 52 6077 Sakon Nakhon Rajabhat University 53 6107 Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi 54 6107 Suratthani Rajabhat University 55 6157 Rajamangala University of Technology Phra Nakhon 56 6538 Huachiew Chalermprakiet University 57 6550 Phranakhon Si Ayutthaya Rajabhat University 58 6574 Rajamangala University of Technology Srivijaya 59 6617 Phuket Rajabhat University 60 6698 Stamford International University Thailand 61 6813 Chandrakasem Rajabhat University 62 6881 Rajamangala University of Technology Krungtheb 63 7049 Sisaket Rajabhat University 64 7341 Nakhon Si Thammarat Rajabhat University 65 7586 Nakhon Ratchasima Rajabhat University 66 7591 Kanchanaburi Rajabhat University 67 7846 Chiang Rai Rajabhat University 68 7962 Kamphaeng Phet Rajabhat University 69 8052 Fatoni University 70 8120 Phetchaboon Rajabhat University 71 8138 Western University / มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น 72 8305 Siam University 73 8361 Roi-Et Rajabhat University 74 8652 Uttaradit Rajabhat University 75 8723 Songkhla Rajabhat University 76 8770 Phramongkutklao College of Medicine 77 8992 Bansomdejchaopraya Rajabhat University 78 8992 Nakhon Phanom University 79 9261 Ubon Ratchathani Rajabhat University 80 9517 Vongchavalitkul University 81 9714 Lampang Rajabhat University 82 9887 Surindra Rajabhat University 83 9991 Pathumwan Institute of Technology 84 10017 (3) Sasin Graduate Institute of Business Administration Chulalongkorn University 85 10097 Rattana Bundit University 86 10267 Nakhon Sawan Rajabhat University 87 10305 Thai Nichi Institute of Technology 88 10357 Bunditpatanasilpa Institute 89 10400 Mahamakut Buddhist University 90 10400 Pitchayabundit College 91 10457 Rajanagarindra Rajabhat University 92 10610 SIU International (Shinawatra University) 93 10918 Hatyai University 94 10918 Princess Galyani Vadhana Institute of Music 95 11033 Dhonburi Rajabhat University 96 11149 Rambhai Barni Rajabhat University 97 11169 Princess of Naradhiwas University 98 11176 Krirk University 99 11194 Phranakhon Rajabhat University 100 11386 Panyapiwat Institute of Management ### タイにおける失業率の実態 タイにおける失業率の実態は? 前回のブログでは、20年9月におけるタイの失業率が2.1%とお伝えしました。 しかしながら、失業率の計算には、実態の反映に乏しい自営業者・家族従業者が分母に含まれているとお伝えしました。 このような背景からタイの失業率の実態を把握するためには、正規社員の数を見ていく必要があります。 正規社員とは、社会保険に加入している被雇用者となります。こちらの数字は、社会保険への加入ベースで数えていることから、信頼できます。   ※正規社員の定義 ・社会保険を支払ってる企業で働いている会社員 ・ホワイトカラー・エンジニア・マネージャー・日本人被雇用者、社会保険を払っている工場労働者・契約社員 ・2019年の時点で正規社員は、1,169万人いる   正規社員の雇用者数の推移   正規社員数の推移を見ていきますと、基本的には、右肩上がりで伸びてきておりました。 しかしながら、コロナショックによって、ピークの20年3月1,173万人から9月時点では、 1,109万人となっており、64万人(5.8%)の雇用が減少しております。 そして、現在も雇用者数が減少中となっております。     正規社員の失業者数の推移 一方、正規社員の失業者数(失業保険申請者数)の推移を見ていきますと上記のグラフのようになっております。 正規社員の減少に合わせて、失業者数が過去最高水準で増えており、現在も増加中となります。   青い部分が解雇による失業者数の推移、オレンジの部分が自発的・または契約終了による失業者数の推移となりますが、 特徴的なところとしては、直近の失業者は解雇による失業が大半を占めていることになります。   正規社員の失業率が急上昇中!!   正規社員の失業率の推移 上記でお伝えした正規社員数を分母、正規社員の失業者数を分子として、失業率を算出するとタイにおける失業率の実態が分かります。 こちらによるとコロナにおける非常事態宣言があった3月以降に急上昇しております。 9月が4.2%となっており、現在も上昇が続いております。 前回のブログでお伝えしたとおり、タイ政府が公式発表している失業率は、分母に自営業者・家族従業者が多く含まれており、失業率の実態の反映に乏しいです。 一方、信頼できる数字である正規社員数の分母と分子で失業率を算出すると、実態が反映され、我々の肌感覚の数字に近いのではないでしょうか。 ### タイにおける現在の失業率 これだけ景気が悪くて、タイの失業率(2020年9月)は、2.1%なのか? 本日の記事は、タイの失業率についてとなります。 11月16日タイ国家統計局(NSO)によると2020年9月におけるタイの失業率は、2.1%と発表されました。 コロナショック前の1%前後と比べれば、高い水準とはなりますが、他国と比べれば、依然低い水準となっております。 タイの主要産業である観光業が大きな打撃を受ける中で、果たしてこちらの数字はタイの失業率の実態を示しているのでしょうか。 タイの失業率の推移 図:タイの失業率の推移(タイ労働省HPより、弊社作成)   タイの失業率の実態を把握するためには、まずタイの人口構成を見る必要があります。 タイの人口構成を見ると、タイにおける就労者数は、2019年末の段階で3,761万人(人口に占める割合は、54%)となっております。 一方、失業者は、36.7万人となっており、失業者数/就労人口数の式で失業率を計算すると1%(0.97%)となります(上記の図の2019年12月時点のものと合致)。 産業別・雇用形態別の就業者数 図:産業別及び雇用形態別の就労者数 タイの就業者の大半が、自営業・家族従業者 2019年におけるタイの就労者の数が、3,761万人となりますが、こちらの内訳を産業別及び雇用形態別に見ていきますと、タイにおける雇用の実態が分かります。 こちら産業別を見ていきますと、農業に従事しているのが、全体の31%(1,169万人)となっており、就業者に占める農業従事者の割合が高いです(日本3%)。 続いて、タイの就労者の内訳を雇用形態別に見ていくと、自営業者と無給の家族従業者で全体の47%(1,796万人)と過半を占めております。 自営業者・家族従業者が多い背景としては、多くの農業従事者が自営業または家族従業者としてカウントされていることに加え、 露店・タクシードライバー・フリーランサーなどが自営業としてカウントされる点になります。 自営業者の多くが働きたいときに働く、また、家族従業者は無給ということから、あまり失業という概念がなく、これらに従事する実際の失業者数を数えることが難しいです。 失業率の計算にはこれらの数字が分母の47%を占め、47%の数字を正しく数えることができないことから、失業率の実態を把握することが難しくなっています。 このような背景から、失業率の実態を把握するためには、正規社員の雇用者数を見ていく必要があります。 正規社員とは、社会保険に加入している一般企業に勤めている会社員となります。 こちらの数字の内訳・推移をタイ政府が月次ベースで発表しており、こちらの数字は信頼することができます。 次回のブログでは、社会保険に加入している正規社員数ベースで失業率の実態を説明できればと思います。 ### ผลกระทบของโคโรนาไวรัสต่ออัตราการขึ้นเงินเดือนและโบนัสในไทย ในประเทศไทยจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากชุมชนยังคงเป็นศูนย์และยังไม่มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการตกต่ำของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและรถยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในเศรษฐกิจของไทย จากการประกาศของธนาคารพัฒนาเอเชียเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2563 อาจติดลบถึง 8.0% เรียกได้ว่าเป็นการคาดการณ์ที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรวมถึงในรอบหลายๆปีเลยทีเดียวในสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยากที่บริษัทจะตัดสินใจที่จะขึ้นเงินเดือนและจ่ายโบนัสให้กับพนักงานเหมือนที่เคยเป็นหรือมากกว่าเดิม ดังนั้นรีราโคเอ็นจึงทำการสรุป โบนัสและการขึ้นเงินเดือนจากการทำผลสำรวจจากแบบสอบถามถึงบริษัทในอุตสาหกรรมต่างๆกว่า 17 กลุ่มธุรกิจในปริมาณกว่า 3000 บริษัท ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับบริษัทต่างๆรวมถึงพนักงานบริษัทที่ยังกังวลเกี่ยวกับโบนัสและการขึ้นเงินเดือนกันนะครับ คงไม่ต้องบอกว่า การขึ้นเงินเดือนและโบนัสเป็นปัจจัยหลักที่พนักงานบริษัทต่างๆคาดหวังหลังจากที่พวกเขาทำงานหนักกันมาตลอดทั้งปี ถ้าอัตราการขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าที่พวกเขาคาดหวังที่จะได้รับหรือแม้แต่มีการให้อัตราโบนัสต่ำ อาจเป็นการตัดสินใจที่จะนำไปสู่การลาออกของพนักงานในบริษัทได้ ในทางตรงกันข้าม หากพวกเขาพอใจกับการขึ้นเงินเดือนและโบนัส ก็จะกลายเป็นแรงกระตุ้นที่พวกเค้าจะยังคงทำงานหนักและอยู่ทำงานกับบริษัทต่อไปได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามในกรณีของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งกระทบต่อภาคธุจกิจในประเทศไทยอย่างหนัก ทำให้ผลประกอบการของบริษัทต่างๆในไทยแย่ลงอย่างมาก และแน่นอนมันเป็นเรื่องยากที่บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินให้กับพนักงานเหมือนอย่างที่เคยเป็นตามปกติได้ แบบสอบถามเกี่ยวกับอัตราการขึ้นเงินเดือนหลังจากคำนึงถึงภาวะโคโรนาช็อก (Corona shock) (ที่มา: แบบสอบถามจัดทำโดยบริษัท Reeracoen ในเดือนพฤษภาคม 2563 | บริษัทที่ตอบกลับ 402 แห่ง) จากผลการสำรวจของแบบสอบถามพบว่า หลายบริษัทมีการปรับอัตราการขึ้นเงินเดือนในช่วงของไวรัสโคโรนามีอัตราที่ “ต่ำกว่าปกติ” ในอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย  78% ของบริษัทมีอัตราการปรับเงินเดือนที่ “น้อยกว่าปกติ” 13% ตอบว่า “น้อยกว่าปกติอย่างมาก” และอีก 11% ตอบว่า “ไม่ขึ้นเงินเดือน” ในทางกลับกัน ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตนั้น 65% ของบริษัทที่ทำแบบสอบถามมีการปรับเงินเดือนที่ “น้อยกว่าปกติ” 5% ตอบว่า “น้อยกว่าปกติอย่างมาก” และอีก 15% “ไม่ขึ้นเงินเดือน” เราจะเห็นได้ว่า บริษัทต่างๆทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตหรือในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ก็ล้วนแต่มีอัตราการปรับเงินเดือนให้กับพนักงานในบริษัทที่ลดลงทั้งนั้น แล้วคำถามคือ บริษัทต่างๆ มีอัตราการปรับขึ้นเงินเดือนที่เฉพาะเจาะจงเท่าไรหลังจากการเกิดการแพร่กระจายของโคโรนาไวรัส ? ตารางข้างล่างแสดงอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนตามตำแหน่งในประเทศไทยในปีนี้ (รวมถึงการคาดการณ์) เปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า (ก่อนเกิดสภาวะโคโรนาช็อก (Corona shock)) และการต่อสนองเป็นไปตามสภาวะโคโรนาช็อกในปี 2563 (ที่มา: แบบสอบถามจัดทำโดยบริษัทของเรา | จัดทำในเดือนตุลาคม 2562 และเดือนสิงหาคม 2563) ตามผลสำรวจของแบบสอบถามนี้ อัตราการขึ้นเงินเดือนในบริษัทต่างๆน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในทุกช่วงตำแหน่ง ทั้งในอุตสาหกรรมการผลิตและกลุ่มธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิต อัตราการปรับเงินเดือนซึ่งเคยมีการปรับเพิ่มในอัตราที่มากกว่า 4-5% ในปี 2562 ส่วนหลังจากการเกิด COVID-19 อัตราการปรับเงินเดือนกลับลดลงเหลือน้อยกว่า 3% ในทุกช่วงตำแหน่งอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกันกับในกลุ่มธุจกิจอื่นผลิตด้วย อัตราการปรับเงินเดือนเพิ่มน้อยลงในทุกตำแหน่งเช่นกัน แต่ยังคงถือว่ามีสัดส่วนของการปรับเพิ่มเงินเดือนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาเมื่อลองเปรียบเทียบกับในอุตสาหกรรมการผลิต    ด้านล่างนี้คือผลลัพท์จากการทำแบบสอบถามเกี่ยวกับโบนัสที่จ่ายโดยธุรกิจหลังจากการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 (ที่มา: แบบสอบถามจัดทำโดยบริษัทของเราในเดือนพฤษภาคม 2563 | บริษัทที่ตอบกลับ 402 แห่ง) จากผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจ หลายบริษัทจ่ายโบนัสหรือคาดการณ์ว่าจะมีการจ่ายโบนัสน้อยกว่าปกติในช่วงหลังจากการเกิดโคโรนาไวรัส ในอุตสาหกรรมการผลิต 81% ของบริษัทตอบว่าจำนวนจะลดลงจากปีปกติ 30% ตอบว่า “น้อยกว่าปกติมาก” และอีก 3% ตอบว่า “ไม่มีการจ่ายโบนัส” ในทางกลับกันอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การผลิต 66% ของบริษัทตอบว่า “น้อยกว่าปกติ” 18% ตอบว่า “น้อยกว่าปกติมาก” และอีก 6% ตอบว่า “ไม่มีการจ่ายโบนัส” อย่างที่เห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่ในอุตสหกรรมการผลิตและไม่ใช่อุตสาหกรรมการผลิตก็มีการปรับลดการจ่ายโบนัสหรือคาดการณ์ว่าจะมีการปรับการจ่ายโบนัสลงเช่นกันแล้วบริษัทต่างๆ คาดว่าจะปรับอัตราการจ่ายโบนัสประมาณเท่าไร? กราฟด้านล่างแสดงคำตอบเกี่ยวกับการจ่ายโบนัสครั้งต่อไปหลังจากคำนึงถึงโคโรนาช็อก (ที่มา: แบบสอบถามจัดทำโดยบริษัท Reeracoen | จัดทำในเดือนตุลาคม 2562 และเดือนสิงหาคม 2563) ผลจากแบบสอบถามเกี่ยวกับการจ่ายโบนัสนี้ 12% ของบริษัททั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตตอบว่า พวกเขาไม่ได้มีการจ่ายโบนัสในช่วงเวลาของการสำรวจในปี 2562 แต่ในปี 2563 กลับมีบริษัทที่ไม่ได้มีการจ่ายโบนัสเพิ่มขึ้นเป็นอัตราถึง 28% ในช่วงเวลาของการสำรวจเดียวกัน การจ่ายเงินโบนัสน้อยกว่าหนึ่งเดือน" ก็เพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 13% เช่นกัน ในทางกลับกัน ในช่วงเวลาของการสำรวจในปี 2562 38% ของบริษัทตอบว่า พวกเขาจะได้รับเงิน 3 เดือนขึ้นไปหรือมากกว่านั้น แต่ในช่วงเวลาเดียวกันของการสำรวจในปี 2563 มีอัตราลดลงเหลือ 11% เท่านั้น โดยวิธีนี้จำนวนของผู้ตอบแบบสอบถามว่า “ไม่มีการจ่าย” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 12% เป็น 28% ในขณะที่จำนวนของผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับเงินเดือน 3 เดือนขึ้นไปหรือมากกว่านั้นลดลงอย่างมาก จาก 38% เป็น 11% ตารางด้านล่างแสดงจำนวนเงินโดยประมาณของการจ่ายโบนัสสำหรับอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การผลิตโดยคำนึงถึงภาวะโคโรนาช็อก (เทียบกับปี 2562 ก่อนจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา) (ที่มา: แบบสอบถามจัดทำโดยบริษัท Reeracoen | จัดทำในเดือนตุลาคม 2562 และเดือนสิงหาคม 2563) ตามข้อมูลนี้ 9% ของบริษัทตอบว่า พวกเขาไม่ได้รับโบนัสในช่วงเวลาของการสำรวจในปี 2562 แต่ในช่วงเวลานั้นของแบบสอบถามในปี 2563 พบว่ามีการเพิ่มขึ้น 21% “การจ่ายน้อยกว่า 1 เดือนได้เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 13% เช่นกัน” ในทางกลับกัน ในช่วงเวลาของการสำรวจในปี 2562 พบว่า 22% ของบริษัทตอบว่าพวกเขาจะได้รับเงินจำนวน 3 เดือนหรือมากกว่านั้น แต่ในช่วงการสำรวจในปี 2563 ถูกลดลงเหลือ 6% โดยวิธีนี้จำนวนของผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า “ไม่มีการจ่าย” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 9% เป็น 21% ในขณะที่จำนวนของผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับเงินเดือน 3 เดือนขึ้นไปหรือมากกว่านั้นลดลงอย่างมาก จาก 22% เป็น 6% การขึ้นเงินเดือนและโบนัสคือปัจจัยที่สำคัญต่อพนักงานในบริษัทเป็นอย่างมากและหากพวกเขาพอใจกับเงินที่บริษัทตอบแทนการทำงานหนักก็ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้แก่พนักงานได้ ในทางตรงกันข้ามก็อาจจะเกิดผลตรงกันข้าม ในอีกแง่หนึ่ง กรณีการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสนั้นดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยากสำหรับบริษัทที่จะทำให้การขึ้นเงินเดือนและโบนัสเป็นไปตามที่พนักงานพึงพอใจ โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานขององค์กร เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้พนักงานทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันนี้ เช่น ผลการดำเนินงานขององค์กร ตลาด แนวโน้มของบริษัทอื่นๆ เศรษฐกิจไทย เป็นต้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่พอใจหรือเชื่อมั่นก็ตาม ในขณะเดียวกันความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตจะบรรเทาลงด้วยการทำให้ชี้แจงให้พวกเขาเข้าใจเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน และตลาดของบริษัทจะเป็นอย่างไรเมื่อโบนัสและการขึ้นเงินเดือนสามารถกลับคืนสู่มาตรฐานเดิมก่อนที่จะเกิดภาวะโคโรนาช็อก ### アジア各国から海外就職動画を発信する、Reeracoen チャンネルを開設しました! こんにちは!リーラコーエンの小池です。 この度、他のアジア各国のリーラコーエンと、アブローダーズと協力して、新しいYoutubeチャンネル「Reeracoenチャンネル」を開設しました! そして、そこで私もYoutuberデビューしました! Reeracoenチャンネルでは海外就職事情や、生活していく情報などを各国のリーラコーエンとお届けしたいと思っています! 私はタイにいますので、特にタイの就職情報や生活情報を配信いたします。 初回は、「タイ就職の面接で、よく聞かれる質問と、その対策3つ」です! 初めてでしたので、非常にドキドキしました(笑)。 これから、私だけではなく、アジア各国から動画をReeracoenチャンネルで発信していきます! 今回、他にも動画を公開していますので、ぜひご覧ください! 今後週1回以上、新しい動画を公開していきます! ぜひチャンネル登録をして、こんな情報を知りたい!等、コメントなどしていただけると大変うれしいです! 参考にさせていただき、皆さんのお役に立つような動画を配信していきます! ### 9 ขั้นตอนการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด 90/91 ปี 2563 และแล้วอีกหนึ่งปีก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก ก็สมควรแก่เวลาที่เราจะต้องยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากันอีกครั้งแล้ว ปีนี้นับว่าเป็นโอกาสทองในการหมุนเวียนเงินสด สำหรับคนที่ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม เพราะกรมสรรพากรกำหนดวันยื่นและชำระภาษีวันสุดท้ายคือวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ใครที่กำลังมีภาระการเงินท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้ คงจะพอโล่งใจกันไปได้บ้าง สมัยนี้การเสียภาษีไม่ยุ่งยากอย่างในอดีต เพียงแค่เตรียมเอกสารและข้อมูลที่จำเป็น กรอกแบบฟอร์มในระบบออนไลน์ และทำตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ง่าย ๆ ไม่ต้องเดินทางไปที่ไหน เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว สำหรับใครที่ยังใหม่หรือยังไม่ชินกับระบบ เราอยากแนะนำขั้นตอนที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องปวดหัวกับการยื่นภาษี 2563 ทำตามนี้ทีละขั้นตอน ไม่มีพลาดแน่นอน ลำดับขั้นตอนการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีออนไลน์ปี 2563 1. เตรียมเอกสารและข้อมูลให้พร้อม เปิดเว็บบราวเซอร์ที่คุณมีในเครื่อง แล้วเข้าไปที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ https://www.rd.go.th/publish/index.html แล้วคลิกที่ ‘ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90/91’ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2. ระบบจะให้เรากรอกหมายเลขผู้ใช้ 13 หลัก (เลขบัตรประชาชน) และรหัสผ่าน หากนี่เป็นการยื่นภาษีครั้งแรกของคุณ ให้คลิกที่ ‘ลงทะเบียนที่นี่’ ซึ่งอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมด้านล่าง จากนั้นเลือกประเภทของผู้เสียภาษีให้ถูกต้อง ขั้นตอนการลงทะเบียนจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนด้วย เพราะต้องใช้รหัสด้านหลังบัตร 3. เมื่อเข้าสู่ระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะมาถึงหน้าข้อมูลผู้มีเงินได้ ตรวจสอบว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ ทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้มีเงินได้ ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องหรือได้ทำการขอเปลี่ยนมา ให้ทำการแก้ไขเสียก่อน ถ้าเห็นว่าเรียบร้อยแล้วให้คลิกไปที่ ‘ทำรายการต่อไป’ ได้เลย 4. ระบบจะพาเรามาสู่ 1) หน้าหลัก ที่นี่เราจะต้องเลือกสถานภาพของผู้มีเงินได้ และสถานะการยื่นแบบ รวมถึงคู่สมรส (ถ้ามี) เลือกให้ตรงกับความเป็นจริงแล้วคลิกที่ ‘ทำรายการต่อไป’ ที่อยู่ด้านขวาล่างสุด 5. จากนั้นระบบจะพาเรามาสู่ส่วนที่ 2) เงินได้/ลดหย่อน ที่นี่ให้คุณเลือกติ๊กประเภทเงินได้ของคุณทางกรอบสี่เหลี่ยมฝั่งซ้ายมือ เช่น ถ้าเป็นเงินเดือนของพนักงานบริษัทเอกชนต่างๆ ให้เลือกติ๊กช่อง 40(1) ส่วนผู้ที่มีรายได้จากธรกิจอื่นๆ ก็ต้องเลือกในช่องที่แตกต่างกันไป เราสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตรงเครื่องหมาย (?) ด้านหลังแต่ละมาตราเลย จากนั้นให้เลือกติ๊กเงินที่ได้รับการยกเว้นและค่าลดหย่อนในกรอบทางขวามือ ตรงนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ อย่างประกันสุขภาพ ประกันชีวิต กองทุน LTF/RMF ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตร หากแน่ใจว่าเลือกครบแล้วจึงกดที่ ‘ทำรายการต่อไป’ 6. ระบบการยื่นภาษีจะพาเรามาส่วนที่ 3) บันทึกเงินได้ หน้านี้เราจะต้องกรอกตัวเลขของเงินได้รวมลงไปให้ถูกประเภท ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ก่อนหน้า รวมถึงเลขประจำผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้ เช่น บริษัทหรือองค์กรที่คุณทำงานอยู่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเลขทั้งหมดถูกต้องแล้ว โดยเฉพาะส่วนของการหักค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ก่อนจะทำรายการต่อไป 7. ระบบจะนำเรามาสู่ส่วนที่ 4) บันทึกค่าลดหย่อน ให้เรากรอกลงไปให้หมดตามที่ได้เลือกไว้ในส่วนที่ 2) เช่นเคยคือใส่ให้ครบถ้วนตามจริงเท่าที่มี หากแน่ใจว่าไม่ขาดอะไรแล้วให้ทำรายการต่อไปได้เลย 8. เมื่อผ่านขั้นตอนทั้ง 4 มาแล้วระบบจะนำเรามาสู่ 5) คำนวณภาษี เป็นการสรุปออกมาเป็นตัวเลขสุดท้ายที่หน้านี้ ซึ่งจะมาหักกลบลบหนี้กับภาษีที่เคยชำระไว้เกิน (ถ้ามี) จากนั้นเลื่อนลงท้ายของหน้าจะเห็นช่องให้เลือกบริจาคและช่องขอผ่อนชำระภาษี (ผ่อนได้ 3 งวด งวดละเท่า ๆ กัน) หากมีภาษีที่ชำระไว้เกินเราสามารถขอคืนภาษีผ่านทางพร้อมเพย์ได้ที่นี่ 9. ท้ายสุดเราจะมาอยู่ 6) ยืนยันการยื่นแบบ เป็นหน้าสรุปยอดว่าจะต้องยื่นภาษีเท่าไหร่และยืนยันการเสียภาษีเป็นครั้งสุดท้าย หากแน่ใจว่าได้กรอกข้อมูลทุกอย่างถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว ให้ไปคลิกที่ ‘ยืนยันการยื่นแบบ’ ทางขวาล่างสุดได้เลย ระบบจะแสดงผลการยื่นแบบขึ้นมาให้เราสามารถพิมพ์ออกมาหรือบันทึกเก็บเป็นไฟล์ไว้ในเครื่องได้ หากต้องการขอคืนภาษีให้เลือกที่ ‘นำส่งเอกสารขอคืนภาษี’ เพื่อทำการอัพโหลดเอกสารที่จำเป็นให้สรรพากรต่อไป เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการการยื่นภาษีออนไลน์ของปี 2563 นี้ ไม่ยากเลยใช่ไหม เพียงทำตามขั้นตอนทั้ง 9 นี้ตามลำดับ เรามั่นใจว่าคุณจะเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วนและประหยัดภาษีได้สูงสุดเท่าที่กฎหมายอำนวยให้แล้วครับ ### บริษัทควรจะป้องกันการแพร่กระจายของ COVID-19 อย่างไร? อย่างที่ทราบกันว่าตอนนี้การแพร่กระจายของโคโรน่าไวรัส COVID-19 นั้นเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วมากทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง ซึ่งเราคงได้ยินข่าวว่าในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีเคสพบผู้ป่วยโควิด-19 ทำงานร่วมกับพนักงานในบริษัท หรือแม้กระทั่งบริษัทปตท.เองที่มีข่าวว่าพบพนักงานกลุ่มเสี่ยงกลับมาจากทริปเดินทางจากประเทศที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง แล้วบริษัทของเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ยังต้องมาทำงานทุกวันหล่ะ ควรออกมาตรการอะไรให้กับพนักงานเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 บ้าง 1. ทำ Survey ของพนักงาน เพื่อเก็บข้อมูลความเสี่ยงของการแพร่ไวรัส ก่อนอื่นเลย สิ่งที่บริษัทควรทำเป็นอันดับแรกคือทำ Survey เพื่อเก็บข้อมูลของพนักงานเกี่ยวกับการเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง ข้อมูลเดินทางของครอบครัวพนักงาน วิธีการเดินทางมาทำงานของพนักงาน การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่อาจเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานและครอบครัวที่พนักงานอาศัยอยู่ การที่บริษัทมีการทำ Survey ข้อมูลด้านนี้ ทำให้บริษัทสามารถประเมินสถานการณ์เพื่อออกมาตรการณ์ป้องกันที่เหมาะสม 2. ควรให้พนักงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหยุดงานหรือให้ทำงานที่บ้าน ในพนักงานกลุ่มเสี่ยงที่มีการเดินทางกลับจากประเทศที่มีโอกาสติดเชื้อ คนในครอบครัวมีการเดินทาง หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่มีโอกาสเกิดความเสี่ยงอย่างคอนเสิร์ตหรืองาน event ต่างๆที่มีผู้่รวมงานจำนวนมาก บริษัทควรมีมาตรการให้พนักงานคนนั้นหยุดงานหรือสามารถทำงานที่บ้านได้ในช่วงระยะเวลาเฝ้าระวัง 14 วัน และควรมีผลตรวจสอบจากแพทย์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้พนักงานคนอื่นๆ 3. ปรับเวลาการเข้าและออกงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน แน่นอนว่าการที่พนักงานในบริษัทเดินทางในช่วงที่มีผู้คนแออัดในเวลาเร่งด่วนหลัง 7 โมงครึ่งถึง 9 โมงเช้า หรือช่วงหลังเลิกงาน 5 โมงครึ่งถึง 6 โมงครึ่งซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงผู้คนนั้น สร้างโอกาสให้พนักงานของเรามีโอกาสติดเชื้อโคโรน่าไวรัส และเพิ่มโอกาสแพร่กระจายในออฟฟิศได้ การปรับเวลาเข้างานและออกจากงานแบบ Flexible Hours เช่นพนักงานสามารถเลือกเวลาเข้างานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาแออัด อย่างก่อน 7 โมงครึ่ง หรือหลังจาก 9 โมง และสามารถเลิกงาน 8 ชั่วโมงหลังจากนั้น เพื่อช่วยให้พนักงานของเราลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 ได้ 4. เตรียมอุปกรณ์ป้องกันไวรัสที่จำเป็นในออฟฟิศ เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ อุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ถ้าเป็นไปได้ บริษัทควรจัดเตรียมอุปกรณ์เหล่านี่ให้พนักงานอย่างเพียงพอ และอยู่ในจุดที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างเจลล้างมือควรอยู่แถวประตูทางเข้าที่พนักงานต้องเดินผ่านอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการกระจายของไวรัส COVID-19  อีกอย่างที่บริษัทควรจะหาเตรียมไว้ คือ Infared Thermometer เนื่องจากเราทราบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 นั้นส่วนมากจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศา ซึ่งบริษัทอาจจะออกมาตรการตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้างานในแต่ละวันก็ได้ เราเห็นจากผับและงาน Event ต่างๆก็เริ่มมีการนำมาใช้ และบางรุ่นก็ราคาไม่สูงเลย มีตั้งแต่หลักร้อยหรือพันกว่าบาทขึ้นไป 5. ขอความร่วมมือ ประชาสัมพันธ์ รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพนักงานในการป้องกันไวรัส แน่นอนว่าถึงบริษัทจะมีการป้องกันหรือพยามลดความเสี่ยงที่ดีแล้ว แต่พนักงานก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วิธีการเกิดผลด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นบริษัทควรประชาสัมพันธ์ให้เห็นอันตรายของการแพร่ระบาดของไวรัส วิธีการป้องกัน การใช้อุปกรณ์ และขอความร่วมมือของพนักงานเพื่อช่วยกันป้องกัน อย่างการไม่ปกปิดข้อมูลการเดินทางหรือสถานะสุขภาพ หมั่นล้างมือ ใส่หน้ากากป้องกัน พยายามงดเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง รวมถึง event หรือสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ถ้าบริษัทและพนักงานสามารถออกมาตรการป้องกันและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแล้วละก็ เรามั่นใจได้เลยว่าอย่างน้อยเราจะสามารถนั่งทำงานร่วมกันในบริษัทได้อย่างอุ่นใจ หรืออย่างน้อยก็มีส่วนช่วยป้องกันให้เจ้าไวรัสโคโรน่าตัวนี้ลดโอกาสที่จะแพร่กระจายออกไปได้อีกเยอะเลย ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### เผย 5 สิ่งสำคัญ มูลเหตุแห่งความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คน ๆ หนึ่งจะได้งานทำที่ดี ในตำแหน่งที่ตรงใจ การเป็นผู้ชนะในเกมเฟ้นหาพนักงานที่คุณต้องเข้าแข่งขันกับผู้ที่มีฝันเดียวกันกับคุณมากมาย แล้วผลของเกมคือ “คุณเป็นผู้ชนะ” และได้รางวัลเป็นตำแหน่งงานที่รัก ในองค์กร ที่มั่นคง รางวัลอันทรงคุณค่าที่คุณต้องทุ่มเทและมุ่งมั่น เพื่อพัฒนางานและองค์กรให้เติบโตต่อไป และหากคุณทำ 5 สิ่งสำคัญต่อไปนี้ได้ เชื่อได้เลยว่าความทุ่มเทที่คุณมีจะนำพาความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาให้คุณอย่างก้าวกระโดดแน่นอน 1. รู้จักและพัฒนาตัวเอง การจะทำสิ่งใดให้ได้ดีเราควรทำความรู้จักตัวเองเสียก่อน สิ่งไหนที่เราทำแล้วรู้สึกมี Passion กับมัน รู้สึกมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ลงมือทำ เมื่อรู้จักตัวเองดีพอแล้ว จึงหันมาเรียนรู้และพัฒนาตนเองในสิ่งนั้นให้เชี่ยวชาญ ชำนาญ ไม่มีสิ่งใดจะดีไปกว่าการได้ทำงานที่รักอย่างเป็นสุข 2. ตั้งเป้าหมายในการทำงาน อันที่จริงมนุษย์เราตั้งเป้าหมายเรื่องงานให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นประกาศรับสมัครงานแล้ว เป้าหมายคือการได้สมัครงาน และเมื่อสมัครแล้วเราก็ตั้งเป้าต่อไปว่าจะต้องได้สัมภาษณ์งาน และได้เข้าทำงานในที่สุด แต่น่าแปลกที่พอได้เข้ามาทำงานแล้ว หลาย ๆ คนกับลืมวางเป้าหมายในการทำงาน จึงทำให้หลาย ๆ ครั้ง พบว่าทำงานผิดพลาดหรือมีผลงานที่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร คุณควรมีเป้าหมายในการทำงานทั้งระยะยาว 5–10 ปี และระยะสั้น 1-5 ปี หรืออย่างน้อยคุณควรตั้งเป้าหมายในการทำงานแต่ละวัน เพื่อให้รู้ว่าวันนี้เราจะทำอะไร เพื่ออะไร และทำอย่างไรจึงจะสำเร็จลุล่วงบรรลุเป้าหมาย 3. มี Positive Thinking เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของกระบวนการนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ หลายสถาบันการศึกษาเปิดการเรียนการสอนรายวิชา Positive Thinking สำหรับหลักสูตรผู้บริหาร การมี Positive Thinking นั้นจะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนพลังบวกในการทำงาน ให้เรามีกำลังใจที่ดีในการทำงานไม่ท้อถอย มีมุมมองและทัศนคติที่ดี สามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด รู้จักให้อภัยไม่หัวเสียกับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากข้อผิดพลาดแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขอย่างมีสติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การมี Positive Thinking จะทำให้ชีวิตการทำงานของคุณก้าวหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้นกับตัวคุณเอง 4. ฝึกทักษะการนำเสนอ และทำทุกครั้งที่มีโอกาส การนำเสนอผลงานเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต่อเส้นทางความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณเป็นอย่างมาก คุณจำเป็นต้องฝึกทักษะการนำเสนอให้ออกมาน่าสนใจ เมื่อคุณมีแนวคิด โปรเจกต์ หรือผลงานที่อยากให้ผู้บริหารรับทราบ การหาเวทีหรือช่องทางนำเสนออาจเป็นเรื่องยาก แต่การนำเสนอให้โดนใจตรงใจนั้นยากยิ่งกว่า ปัจจุบันมีหลักสูตรอบรมที่ช่วยฝึกทักษะทุกอย่างบนโลกใบนี้อยู่มากมาย ทำให้การฝึกฝนและพัฒนาตนเองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป 5. ศึกษาและเรียนรู้กฎเกณฑ์การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง บางทีนอกจากทำงานดีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญอีกประการที่คนส่วนใหญ่มักลืมให้ความสำคัญ กฎเกณฑ์ที่แต่ละองค์กรล้วนมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป หากคุณมีครบทุกอย่างตาม 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แต่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่องค์กรกำหนด สิ่งที่คุณทำมาอาจจะเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยตัวคุณก็ได้พัฒนาและมีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น ซึ่งหากคุณศึกษาและเรียนรู้กฎเกณฑ์เพิ่มสักนิด หนทางที่คุณจะก้าวหน้ามากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม จะเห็นได้ว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย ยังมีก้านมีหนามอันแหลมคมปะปนอยู่บ้างเป็นสีสัน เพื่อให้เราได้แสดงศักยภาพและฝ่าฟันให้ถึงจุดหมายปลายทาง การที่องค์กรจะหาพนักงานสักคน และผลักดันพนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้มีความก้าวหน้า ตัวพนักงานเองก็ต้องเตรียมพร้อมหมั่นพัฒนาตนเองให้พร้อมรับโอกาสและความก้าวหน้าที่จะเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวอยู่เส มอ เพื่อร่วมกันสร้างองค์กรที่มีความเข้มแข็ง มีศัพยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ และพัฒนาองค์กรให้เท่าทันกระแสโลก ### รวมรายชื่อร้าน Hangout ย่านสาทร ชิลล์ได้ไม่ต้องรอคืนวันศุกร์ รวมรายชื่อร้าน Hangout หลังเลิกงานย่านสาทร ปลดปล่อยอารมณ์ได้ไม่ต้องรอคืนวันศุกร์ เหน็ดเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน เลิกงานออกมาครั้นจะกลับบ้านเลยก็เจอปัญหารถติด อยากหาที่นั่งพักปล่อยอารมณ์ให้คลายความเหนื่อยความท้อลงบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะไปที่ไหน วันนี้เราจึงคัดสรรร้าน Hangout หลังเลิกงาน แบบเน้นๆ ในย่านสาทร ย่านธุรกิจใจกลางกรุงมาฝาก ร้านดังเดินทางสะดวก ดื่มด่ำเพลินใจ ให้คุณมีที่สังสรรค์กับเพื่อนหลังเลิกงาน หรือนั่งชิวเพลิน ๆ ปลดปล่อยอารมณ์ขุ่นมัวให้กลับมามีแรงทำงานในเช้าวันถัดไป จะมีที่ไหนบ้างไปดูกัน 1. Teppen https://www.bkkmenu.com/eat/we-recommend/teppen.html ร้าน Izakaya ชื่อดังของญี่ปุ่น ที่มาเปิดในไทยเป็นประเทศแรก โดยเจ้าของชาวญี่ปุ่นที่หลงรักประเทศไทย Teppen ขึ้นชื่อเรื่องการนำเมนูเด็ดมากคุณภาพของแต่ละภูมิภาคในญี่ปุ่นมารวมไว้ภายในร้าน สำหรับเสิร์ฟความอร่อยให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบในรสชาติอาหารสไตล์ญี่ปุ่นต้นตำรับ ภายในร้านแบ่งออกเป็น 4 โซน ตั้งแต่โซนเคาน์เตอร์บาร์ โซนภายในร้าน โซนนั่งชิวนอกร้าน และห้องส่วนตัวสำหรับจัดงานปาร์ตี้ บริเวณกลางร้านเป็นครัวแบบเปิดเพื่อให้ลูกค้าได้พูดคุยกับเชฟและเห็นขั้นตอนการทำอาหารตามแบบฉบับร้านอาหารญี่ปุ่น ขนานแท้ รูปแบบร้านเหมาะกับการไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น หรือจะเป็นงานเลี้ยงต้อนรับเจ้านายจากญี่ปุ่นก็น่าจะสร้างความประทับใจได้ไม่ใช่น้อย ซึ่งสาขาสาทรนี้ถือเป็นสาขาที่ 2 ที่เปิดตัวในไทย หลังจากร้านได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทยในสาขาแรกที่ย่านเอกมัย เปิดให้บริการเวลา: 11.30 –14.00 น. และเวลา 18.00 – 24.00 (วันธรรมดา) 18.00 -24.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์) ราคาเฉลี่ยต่อคน: 500 – 800 บาท สำรองที่นั่งโทร: 0 2237 2537 2. Revolucion Cocktail Bar http://www.thaibis.com/bangkok/tz/sathon-silom/r/revolucion-cocktail อีกหนึ่งร้านน่านั่ง หลังเลิกงาน Cocktail Bar ชื่อดังจากแดนมังกร ที่เริ่มต้นมาจากการเป็นโรงเรียนสอนบาร์เทนเดอร์ในเมืองใหญ่ของจีน อย่างกวางโจว เซี่ยงไฮ้ และเซี่ยเหมิน โดยสาขาในประเทศไทยถือเป็นสาขาในต่างประเทศที่แรก ร้านตกแต่งแบบสไตล์คิวบา ที่มีกลิ่นอายความดิบผสมผสานกับสีสันจัดจ้านชวนมอง บรรยากาศภายในร้านเหมาะสำหรับนั่งทิ้งตัวดื่มด่ำเมนู Cocktail กว่าร้อยเมนู ปลดปล่อยอารมณ์ในวันหนัก ๆ ของคุณ หรือนัดลูกค้าคุยงานเจรจาธุรกิจก็ดีไม่ใช่น้อย เหมาะสำหรับกิจกรรมเบา ๆ ชิว ๆ เพลิน ๆ นั่งไปได้เรื่อย ๆ ไม่รู้เบื่อ ราคาเครื่องดื่มภายในร้านมีหลายระดับตามดีกรีเครื่องดื่มที่คุณสั่ง เหมาะสำหรับผู้บริหารหน้าใหม่ไฟแรง ที่ต้องการมุมเล็ก ๆ ไว้ผ่อนคลายความตึงเครียดจากงานก่อนกลับบ้าน เปิดให้บริการเวลา: 18.00 – 02.00 น. ราคาเฉลี่ยต่อคน: 500 – 1,000 บาท สำรองที่นั่งโทร: 0 2235 4823 3. Sathorn 11 Art Space https://www.inspirock.com/thailand/bangkok/sathorn-11-art-space-a5324416261 บาร์ลับย่านสาทรสำหรับผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะ ร้านเล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยผลงานอาร์ตที่จัดวางแสดงอยู่ทั่วทุกมุมร้าน ซึ่งมีทั้งผลงานจากศิลปินชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยจะหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันนำผลงานมาจัดแสดงอยู่เสมอ บรรยากาศภายในร้านเหมาะสำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนหนุ่มสาวชาวออฟฟิศทุกเพศทุกวัย ทุกสายงาน หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบและหลงใหลงานศิลปะ และปรารถนาจะดื่มด่ำเครื่องดื่มรสดีราคาเอื้อมถึง ควบคู่ไปกับการเสพศิลป์ชั้นเยี่ยมในเวลาเดียวกัน Sathorn 11 Art Space เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เปิดให้บริการเวลา: 17.00 - 01.00 น. (เปิดให้บริการทุกวัน) ราคาเฉลี่ยต่อคน: 500 – 900 บาท สำรองที่นั่งโทร: 0 2004 1199 4. Cactus Bangkok https://bk.asia-city.com/nightlife/bangkok-bar-club/cactus Rooftop Bar อีกร้านย่านสาทร ที่ออกแบบมาได้อย่างลงตัวและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยร้านตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 4 ของร้าน Cagette Canteen & Deli ร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังอีกร้านที่จัดจ้านสุดในย่าน เอกลักษณ์ของร้านที่โดดเด่นคือความเขียวเย็นสบายตา และความสงบเงียบจากต้นไม้ โดยเจ้าของร้านตั้งใจสร้างร้านออกมาให้เหมือนโอเอซิสลอยฟ้าใจกลางเมือง บรรยากาศเหมาะกับพนักงานออฟฟิศที่ทำงานภายใต้แรงกดดันมาก ๆ คุณควรหาสถานที่ที่ได้นั่งมองความชุ่มชื่นของสีเขียวใจกลางเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวที่ทางร้านตั้งใจออกแบบและตกแต่งภายในให้มีความรู้สึกเย็นสบาย หรือสีเขียวจากต้นไม้ที่หยอกล้อเล่นกับแสงอาทิตย์ตกยามเย็น ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเครียด และผ่อนคลายความกดดันจากการทำงานในแต่ละวันของคุณได้บ้าง เปิดให้บริการเวลา: 17.00 - 01.00 น. (หยุดวันจันทร์) ราคาเฉลี่ยต่อคน: 500 – 900 บาท สำรองที่นั่งโทร: 0 2249 1451 เต็มอิ่มจุใจกันไปเลยกับ 4 ร้านเน้น ๆ ที่เราคัดมาบอกกล่าวกันในวันนี้ อย่าลืมว่าไม่ว่าคุณจะเหน็ดเหนื่อยท้อใจมาจากปัญหาเรื่องใดก็ตามที่จะทำให้คุณจำต้องแบกความเครียดกลับบ้าน คุณควรหาเวลาและสถานที่ดี ๆ สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ หรือเสพความบันเทิงเข้าตัวไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามอยู่เสมอ ให้ร้านน่านั่ง หลังเลิกงานเหล่านี้ช่วยปลดปล่อยอารมณ์และคืนความสุขให้กับตัวคุณเองได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอคืนวันศุกร์ ### 5 ทักษะที่ควรเร่งพัฒนา เมื่อได้รับโอกาสขึ้นเป็น Manager อยากก้าวหน้าในงานที่ทำ ต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ศึกษาเทรนด์โลกแล้วหาแหล่งเพิ่มพูนความรู้ ไม่ว่าจะในด้านที่เกี่ยวกับสายงานโดยตรง หรือด้านอื่น ๆ ที่ดูแล้วสามารถนำมาปรับใช้กับงานได้ ไม่มีใครแก่เกินเรียน คำนี้ยังใช้ได้จริงอยู่เสมอ และด้วยความชำนาญในสายงานที่คุณสั่งสมมาเป็นเวลานานประกอบกับความรู้ใหม่ที่คุณแสดงให้บริษัทเห็นว่าคุณมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ หากบริษัทต้องการหาพนักงานสักคนที่มีคุณสมบัติคู่ควรในการขึ้นรับตำแหน่ง Manager มั่นใจได้เลยว่าชื่อของคุณต้องเป็นชื่อแรกที่อยู่ในใจผู้บริหารเป็นแน่ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 ทักษะที่คุณควรเร่งพัฒนาตนเอง เมื่อได้รับโอกาสความไว้วางใจมอบตำแหน่งพิเศษนี้ให้คุณได้ดูแลรับผิดชอบ จะมีทักษะสำคัญด้านใดบ้างไปดูกัน 1. ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะนี้น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คุณถูกเลือกในการเลื่อนตำแหน่งมาเป็น Manager เพราะทักษะการแก้ปัญหาได้ดีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ปัจจุบันรูปแบบสังคมเปลี่ยนไป ระบบการทำงานก็เปลี่ยนตามเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการดำเนินธุรกิจ การหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติมหรือการเข้าคอร์สฝึกเทคนิคการแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณควรเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมเป็นประจำอยู่เสมอเพื่อให้คุณรู้เท่าทันปัญหา และมีเทคนิคในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา 2. ทักษะการจัดลำดับความสำคัญ ข้อควรระวังของ Manager มือใหม่ ทักษะที่หลาย ๆ คนมองข้าม เพราะคิดว่าสิ่งที่ตนคิดถูกต้องแล้วแต่กลับกลายเป็นเกิดข้อผิดพลาดในภายหลัง ลำดับความสำคัญและชั้นความเร็วของงานถูกแบ่งออกเป็น 4 แบบง่าย ๆ ตามลำดับดังนี้ สำคัญเร่งด่วน สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน และไม่สำคัญไม่เร่งด่วนปัญหา อยู่ที่ว่าคุณพิจารณาความสำคัญของสิ่งนั้น ๆ ถูกต้องตามลำดับหรือไม่ ซึ่งวิธีแก้ปัญหานี้สามารถทำได้หากคุณเป็น Manager ที่รู้จักงานทุกชิ้น ทุกประเภทในแผนกที่คุณดูแลเป็นอย่างดี รู้ต้นทางและปลายทางของงาน รู้กระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ครบวงจรของงานนั้น ๆ นั่นหมายถึงคุณต้องทุ่มเทแรงใจและแรงกายเป็นอย่างมากในการเรียนรู้งานเพื่อพัฒนทักษะด้านนี้ แต่เชื่อเถอะว่าผลแห่งความทุ่มเทของคุณจะต้องออกมาคุ้มค่าแน่นอน 3. ทักษะการคิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และตัดสินใจได้เร็ว  Manager ที่ดีควรมีทักษะด้านนี้อย่างชาญฉลาด รอบคอบ คิดวิเคราะห์งานอย่างมีเหตุและผล ปัจจุบันการหาข้อมูลประกอบการคิดวิเคราะห์หรือพิจารณาไม่ใช่เรื่องยากอะไรทุกอย่างรอบตัวมีให้ค้นคว้าเพิ่มเติมผ่านอินเตอร์เน็ต รวมถึงสถิติข้อมูลที่รวบรวมไว้ภายในบริษัทก็นำมาเป็นปัจจัยสำคัญในการคิดไตร่ตรองและตัดสินใจได้ในเวลาอันสั้น หากการตัดสินใจในงานแต่ละชิ้น ถูกอ้างอิงมาจากข้อมูลที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณ โอกาสในการเกิดความผิดพลาดก็จะน้อยลงด้วย 4. ทักษะด้านการเลือกคนให้เหมาะกับงาน  พนักงานหรือบุคลากรถือเป็นส่วนสำคัญในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ หากคุณไม่มั่นใจหรือคิดว่าตัวเองยังมีความชำนาญไม่มากพอ การหา Outsource อย่างบริษัทจัดหาพนักงานมาเป็นผู้ช่วยในการคัดคนเข้าทำงานที่เหมาะกับงานน่าจะเป็นเรื่องดี ทักษะการเลือกคนให้เหมาะกับงานเป็นทักษะที่ Manager ทุกฝ่ายควรมี ไม่ใช่แค่ Manager ฝ่ายบุคคล เพราะ Manager เองหลังจากที่ได้คนที่เหมาะสมเข้ามาทำงานในฝ่ายของตนแล้ว ก็ต้องฝึกเป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้และทำความรู้จักกับลูกน้องทุกคนว่าเขาถนัดและไม่ถนัดสิ่งใด ให้ความไว้วางใจเมื่อมอบหมายงานสำคัญให้เขาได้ทำ ไม่จับผิดหรือสั่งงานจนลูกน้องรู้สึกอึดอัด และไม่กล้าที่จะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา 5. ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ เลี่ยงไม่ได้เลยว่าภาษาไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการทำงานยุคโลกไร้พรมแดนอย่างปัจจุบันนี้เพราะทุกวันนี้หากคุณมีทักษะภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียวก็คงไม่เพียงพอที่จะแข่งขันกับบริษัทอื่น ด้วยโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น ธุรกิจระหว่างประเทศมีความสำคัญและเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยการเป็น Manager ที่ดีในยุคสมัยที่ทุกอย่างทำได้ออนไลน์ สามารถติดต่อกันข้ามทวีปได้อย่างอิสระ คุณควรรู้อย่างน้อย 3 ภาษา ยืนพื้นที่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และควรเพิ่มทักษะภาษาจีน หรือภาษาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณอีกหนึ่งภาษาเป็นอย่างน้อยเพื่อประโยชน์ในการพัฒนางานให้เติบโตเท่าทันกระแสโลก เป็นอย่างไรบ้างกับ 5 ทักษะสำคัญที่ Manager ทุกท่านควรเร่งพัฒนา เพื่อให้คุณเป็น Manager ที่มีศักยภาพสมกับที่ได้รับความไว้วางใจ ให้บริษัทมั่นใจว่าหาพนักงานมารับตำแหน่งนี้ได้อย่างเหมาะสมแล้วจงคิดและทำงานแบบเจ้าของกิจการ เลิกป้อนข้อมูลใส่ตัวเองว่าเราเป็นเพียงแค่ลูกจ้างเท่านั้น หากคุณปรับทัศนคติตรงนี้ได้ เรามั่นใจว่าคุณจะเป็น Manager ที่อนาคตใกล้แน่นอน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### รู้หรือไม่? ลาป่วยบ่อยอาจโดนให้ออกจากงานแบบไม่ทันตั้งตัวได้ ทุกครั้งก่อนที่จะสมัครงานกับองค์กรใด ๆ ควรศึกษากฎระเบียบข้อบังคับที่นอกเหนือจากที่กฎหมายแรงงานกำหนดอยู่เสมอ เพื่อทำความเข้าใจและใช้เป็นข้อมูลหากถูกเรียกสัมภาษณ์ เพราะในทุก ๆองค์กรย่อมกำหนดกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ และเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการหรือเอกชน ก็ล้วนแต่มีกฎเป็นของตัวเองทั้งสิ้น แต่ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของลูกจ้างและนายจ้างให้ไม่ต่างฝ่ายถูกเอารัดเอาเปรียบโดยให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคมากที่สุด สิทธิวันลาป่วยที่ลูกจ้างควรรู้ ลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนมีสิทธิ์การลาป่วย พรบ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 สรุปได้ดังนี้ 1. สามารถลาป่วยได้ตามจริง และได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ทั้งนี้ภายในหนึ่งปีต้องไม่เกินกว่า 30 วัน 2. หากลาป่วยติดต่อกันเกิน 3 วัน ลูกจ้างต้องแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งหรือใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลของทางราชการ กรณีศึกษาคำเตือนจากเฟซบุ๊กเพจ “กฎหมายแรงงาน” เฟซบุ๊กเพจ “กฎหมายแรงงาน” ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่1836/2561กรณีการเลิกจ้างงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินด้วยเหตุผลที่ว่าลูกจ้างขาดงานบ่อยโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และให้เหตุผลในการขาดงานภายหลังว่าป่วย โดยมีพฤติกรรมการลาป่วยเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทางนายจ้างเห็นว่าการลาป่วยอยู่บ่อยครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าลูกจ้างมีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ขาดสมรรถภาพในการทำงานประกอบกับงานที่ลูกจ้างรับผิดชอบเป็นงานด้านบริการและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ผู้ที่มีความพร้อมที่สามารถทำงานบริการภายใต้ความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งตรวจสอบพบหลายครั้งว่าลูกจ้างไม่ได้ป่วยจริงตามที่อ้างถึง นายจ้างจึงพิจารณาเลิกจ้างลูกจ้างรายดังกล่าวด้วยเหตุที่สมควร และไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ลาป่วยถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน ทำไมยังถูกให้ออกจากงานอีก หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อก็ลาป่วยถูกต้องตามกฎหมาย ทำไมยังถูกให้ออกจากงานได้อีก แล้วนายจ้างมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่สามารถทำแบบนี้ได้จริงหรือ? จากกรณีศึกษาดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถึงแม้ลูกจ้างรายนี้จะไม่ได้ลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่การลาบ่อยครั้ง และเป็นการลาที่เป็นเท็จส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร ลูกจ้างก็สามารถถูกให้ออกโดยชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลิกจ้างในกรณีศึกษาข้างต้น นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้กับลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนดหลังจากที่คุณสมัครงานแล้ว ก่อนที่จะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มตัวควรศึกษากฎหมายแรงงานและสิทธิต่าง ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายของลูกจ้างให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลังและเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองอีกด้วยหรือหากคุณเลือกใช้บริการหางานจากบริษัทจัดหางานชั้นนำที่มีการจดทะเบียนชัดเจนนอกเหนือจากข้อมูลเรื่องตำแหน่งงานแล้ว องค์กรเหล่านี้ยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน สวัสดิการสิทธิประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างให้กับคุณอีกด้วย   ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### เคล็ดลับขจัดอาการ Burn Out ปลุกไฟที่มอดดับให้ลุกโชนอีกครั้ง หลาย ๆ คนคงเคยเป็น หรือกำลังประสบอาการแบบนี้อยู่ “ไม่อยากตื่นนอนไปทำงาน ทำกิจวัตรช่วงเช้าอย่างเฉื่อยชา เข้างานสายหรือพอดีเป๊ะไม่ขาดไม่เกินเป็นประจำทุกวัน นั่งมองนาฬิการอเวลาพักกลางวันและเวลาเลิกงาน ระหว่างวันมีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่อยากเสนองานที่จะทำให้ตนเองทำงานมากกว่าสิ่งที่เป็น ไม่กระตือรือร้นในการทำงานเหมือนช่วงแรก ๆ ใจคิดแต่จะหางานใหม่อยู่ตลอดเวลา หมดความศรัทธาในองค์กร อาการมากมายเหล่านี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าคุณกำลังมีภาวะ Burnout Syndrome หรือที่เรียกกันว่า “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” Burnout Syndrome คืออะไร? ภาวะหมดไฟในการทำงาน มีสาเหตุมาจากความเครียดสะสมเป็นเวลานาน พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกในเรื่องของการทำงานอยู่ตลอดเวลา อาการหลัก ๆ ที่เห็นได้ชัด คือ เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ ดูถูกตัวเอง ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่กระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ มีทัศนคติในแง่ลบกับที่ทำงานหรือเพื่อนร่วมงาน และคิดแต่จะแก้ปัญหาด้วยการลาออก เปลี่ยนงาน มองหาแต่ประกาศเปิดรับสมัครงานใหม่อยู่เสมอ โดยจะพบมากในกลุ่มผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใด ๆ พนักงานสายปฏิบัติการที่ทำงานหนักแต่กลับได้รับผลตอบแทนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือผู้ที่อยู่อย่างไร้ตัวตน และรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกินขององค์กรอยู่เสมอ ซึ่งอาการ Burn out หากไม่รีบหาทางรับมืออาจทวีความรุนแรงมากขึ้นและนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ จะขจัดอาการ Burn out จากงานประจำได้อย่างไร? 1. ศึกษาและตรวจสอบตัวเอง ว่าตอนนี้คุณมีอาการ Burn out อยู่ในระดับไหนแล้ว โดยต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ หากพบว่าวันใดหรือช่วงใดมีอาการดำดิ่งมากเกินไป ให้รีบหาวิธีบำบัดหรือปรึกษาจิตแพทย์ เพราะหากละเลยอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ 2. ค้นหาสิ่งที่ชอบและลงมือทำอยู่เสมอ หากในแต่ละวันของคุณช่างแสนน่าเบื่อ ขอแนะนำให้คุณค้นหาสิ่งที่คุณชื่นชอบ และรู้สึกเพลิดเพลินเวลาได้ทำในสิ่ง ๆ นั้น เพื่อเป็นการปลดปล่อยและระบายความเครียด ไม่ให้สะสมมากจนเกินไป 3. เริ่มงานในแต่ละวันด้วยการกำหนดเป้าหมายของวัน อย่าปล่อยให้หนึ่งวันทำงานของคุณเป็นเพียงแค่การทำให้มันผ่านพ้นไปโดยไม่มีเป้าหมาย หากการตั้งเป้าหมายการทำงานทั้งชีวิตมันยาก หันมาเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการตั้งเป้าไว้แค่เพียงในแต่ละวัน และหาวิธีที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้น ๆ ได้ เพียงเท่านี้หนึ่งวันของคุณก็จะกลายเป็นวันที่มีคุณค่าทั้งกับตัวงาน และตัวคุณเอง 4. หากิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ บางทีการจัดการกับปมบางอย่างภายในตัวเองเพียงลำพังอาจเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับบางคนอาจจะต้องใช้ตัวช่วยเพื่อให้สามารถแก้ไขอาการได้เร็ว และเห็นผลได้ชัดมากขึ้น อาทิ ดูหนังที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน การเข้าคอร์สอบรมสร้างแรงจูงใจหรือพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ การอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยาหรืออัตชีวประวัติคนดังที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป จะเห็นได้ว่าเคล็ดลับที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ ล้วนเป็นสิ่งใกล้ตัวและไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิดหากคิดจะทำอย่าให้ความเหนื่อยหรือความเครียดจากงานมาทำลายความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณ หยุดความคิดเบื่องานเลยต้องหางานใหม่ อย่าปล่อยให้อาการ Burn out เข้าครอบงำ ปลุกไฟที่มอดของคุณให้กลับมาลุกโชนและแสดงศักยภาพที่คุณมีให้องค์กรเห็นอีกครั้ง   ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### อยากก้าวหน้าต้องรู้กี่ภาษา? คนวัยทำงานต้องรู้ให้ทันในยุคนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าล้ำสมัย ส่งผลให้การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องง่ายไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล กลายเป็นยุคการสื่อสารไร้พรมแดนเต็มรูปแบบ ส่งผลให้มีการใช้ภาษาต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในองค์กรต่าง ๆ นั่นหมายถึงองค์กรต้องหาพนักงานที่มีทักษะความรู้ด้านภาษาที่หลากหลายมาเป็นกำลังขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้าและเติบโตในระดับนานาชาติ ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เก่งแค่ภาษาอังกฤษภาษาเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว คุณควรมีทักษะทางภาษาเพิ่มขึ้นอีก 2, 3, 4 หรือ 5 ภาษากันเลยทีเดียว เพื่อให้คุณกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาต่างประเทศที่โดดเด่น โดยวันนี้เราจะมาบอกถึงภาษาต่างประเทศที่เป็นที่นิยมในตลาดงานของไทยว่ามีภาษาอะไรบ้างที่คนวัยทำงานควรเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เท่าทันการทำงานในยุคไร้พรมแดนอย่างในปัจจุบัน อันดับ 1 ภาษาอังกฤษ ภาษาสากล หรือภาษาราชการของหลาย ๆ ประเทศ โดยในปี 2019 นี้ Babbel Magazine ได้จัดอันดับภาษาที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ซึ่งภาษาอังกฤษอยู่ในอันดับที่ 1 และมีผู้ใช้มากถึง 1.121 พันล้านคน หากคุณต้องการเป็นผู้ที่เท่าทันโลก และมีโอกาสในด้านต่าง ๆ มากกว่าคนอื่น คุณควรมีทักษะทางภาษาอังกฤษในระดับดีเทียบเท่าภาษาแม่ สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ใช่แค่พอพูดได้ฟังได้อย่างแต่ก่อน อันดับ 2 ภาษาจีน ภาษาที่กำลังมาแรงและมีบทบาทด้านเศรษฐกิจในยุคการสื่อสารไร้พรมแดนเป็นอย่างมาก โดย Babbel Magazine ได้เผยข้อมูลไว้ว่า ภาษาจีน เป็นภาษาที่มีผู้ใช้งานมากเป็นอันดับที่ 2 ในปี 2019 รองลงมาจากภาษาอังกฤษโดยมีจำนวนต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าตลาดงานของไทย โดยเฉพาะการหางาน กทม.นั้นมีกลุ่มตลาดงานภาษาจีนค่อนข้างเยอะ ด้วยปัจจัยด้านการลงทุนทำการค้ากับประเทศจีนที่เติบโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหรือส่งออก หรือไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจการท่องเที่ยวไทยที่ได้รับความนิยมจากคนจีนในการเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี อันดับ 3 ภาษาญี่ปุ่น ภาษาที่มีความสำคัญกับวงการอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน จะเห็นได้ว่ามีบริษัท/โรงงานญี่ปุ่นที่เปิดกิจการในไทยมากมายหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดชลบุรีและระยองที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง และมีบริษัท/โรงงานญี่ปุ่นให้เห็นกันในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆอย่างแพร่หลาย ทำให้อัตราการหางานชลบุรีและระยองมีปริมาณที่ค่อนข้างมากพอสมควรและล้วนแต่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะทางภาษาญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น อันดับที่ 4 ภาษาฝรั่งเศส ภาษายอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่คนไทยนิยมเรียนกันมาอย่างช้านาน ด้วยความงดงามของประเทศ ผู้นำด้านศิลปะที่ทั่วโลกยอมรับ มีสุนทรียะด้านต่าง ๆ ที่ดึงดูดและน่าหลงใหล โดยในปี 2019 มีสถิติผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสจากทั่วโลกมากถึง 284.9 ล้านคน สูงเป็นอันดับที่ 5 จึงสามารถการันตีได้ว่าภาษาฝรั่งเศสควรเป็นอีกหนึ่งภาษาสำคัญที่ควรรู้ไว้ติดตัว นอกจาก 4 ภาษาที่กล่าวมานั้น ปัจจุบันประเทศไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับ AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) มากพอสมควร หากคุณเลือกเรียนภาษาอาเซียนเพิ่มเติมอีกซัก 1 – 2 ภาษา เหล่าบรรดาองค์กรที่กำลังต้องการหาพนักงานมาช่วยพัฒนาองค์กรให้ก้าวสู่ระดับอาเซียน หรือนานาชาติคงเปิดศึกแย่งชิงตัวคุณในอัตราเงินเดือนที่สูงลิบเป็นแน่ ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### ทำความรู้จักงาน IT สายงานที่ได้รับความนิยมในโลกยุคดิจิตอล                 งาน IT สายงานที่ถูกจับตามองในโลกยุคดิจิตอล ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุก ๆ เรื่องราวของการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างการใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี หากคุณเรียนจบด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือสารสนเทศที่เป็นความรู้ที่สามารถต่อยอดมางาน IT ได้โดยตรงนั้น จะทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่น เพราะมีพื้นความรู้ที่ถูกต้องและเฉพาะทางมากกว่า                 ประเด็นสำคัญที่งาน IT เป็นกลุ่มตลาดงานที่ได้รับความนิยมในโลกยุคดิจิตอล คงหนีไม่พ้นเรื่องตำแหน่งและอัตรางานที่เพิ่มมากขึ้น เพราะแทบจะเรียกได้ว่าทุกอย่างรอบตัวเราในทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ IT เกือบทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดตำแหน่งงานรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นในทุกองค์กร ตามมาด้วยประเด็นเรื่องเงินเดือน เนื่องจากงาน IT เป็นงานเฉพาะทาง ต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะในการปฏิบัติงาน จึงส่งผลให้มีค่าตอบแทนที่สูงกว่าสายงานอื่น ๆ งาน IT ที่กำลังเป็นที่นิยมมีอะไร และต้องทำอะไรบ้าง มาทำความรู้จักกัน 1. งาน IT Support เป็นงานเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดี และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยรวมถึงการดูแลระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Software หรือ Hardware ก็จัดเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของตำแหน่งนี้ ซึ่งปกติการวัดความสามารถของตำแหน่งนี้จะอยู่ที่การซ่อมอุปกรณ์หรือแก้ไขระบบ IT ต่างๆให้กลับมาใช้งานได้ภายในเวลาที่กำหนด ยิ่งเราได้ภาษาอังกฤษด้วยแล้ว มีโอกาสที่เราจะได้งานในบริษัทต่างชาติในระดับเงินเดือนที่น่าสนใจอีกด้วย เพราะสามารถสื่อสารกับผู้บริหารต่างชาติได้ 2. งาน Webmaster หรือผู้ดูแลบนเว็บไซต์ขององค์กร สายงาน IT ที่มีหน้าที่ออกแบบ กำหนด และดูแลเว็บไซต์ให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้งานได้ตลอดเวลา และทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนั้น งานด้าน Webmaster อาจจะต้องดูถึง Experiences ของคนที่มาใช้บริการหน้าเว็บแล้วปรับแต่งให้มันสามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด รวมถึงตอบโจทย์การใช้งานของ user มากที่สุด ซึ่งปกติการคัดเลือก Webmaster จะเน้นสกิล 2 ด้าน คือ Web Programming ซึ่งจะเน้นภาษาที่ใช้หน้าเว็บ รวมถึง Databased ด้านหลังบ้านอีกด้วย อีกส่วนนึงที่ถ้า Webmaster จะต้องมีคือความเข้าใจการใช้งานของผู้ใช้บริการเว็บและ Creativity ที่สามารถคิดอะไรใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานให้ได้ 3. งาน System Admin หรือผู้ดูแลระบบสารสนเทศขององค์กร โดยขอบเขตของงานคือดูแลตั้งแต่ระบบเครือข่าย ระบบอินเตอร์เน็ต เซิร์ฟเวอร์ รวมถึงแก้ปัญหาการใช้งานระบบที่ไม่เสถียร ถือเป็นงาน IT ที่มีความสำคัญพอสมควร สำหรับให้การทำงานในองค์กรดำเนินไปได้อย่างราบรื่น 4. งาน Digital Marketing หรือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดออนไลน์ เป็นตำแหน่งงาน IT ที่มีบทบาทเยอะมากในยุคปัจจุบัน ยุคที่สื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค หากบริษัทใดมีจุดแข็งและบุคลากรที่ชำนาญในด้านนี้ การก้าวไปยืนอยู่แถวหน้าของธุรกิจของคุณ คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร งานด้าน Digital Marketing นั้น อาจจะไม่ได้เน้นที่ด้าน Programming มาก แต่จะเน้นในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดในช่องทางออนไลน์ และเอาข้อมูลนั้นๆมาปรับแผนการตลาดให้เหมาะสม และสามารถวางแผนการใช้งบประมาณในการทำ Online Marketing ให้คุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด รวมถึงอาจจะต้องมีความเข้าใจในทฤษฎีการตลาดออนไลน์ต่างๆ เช่น SEO (Search Engine Optimization) หลายคนคงรู้จักการทำ SEO ผ่านตามาบ้างแล้ว SEO คือการทำให้เว็บไซต์บริษัทของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาด้วยคำสำคัญ (Keyword)  ผ่าน Search Engine ต่าง ๆ อาทิ Google , Yahoo , Bing เป็นต้น SEO ถือเป็นการตลาดในยุคดิจิตอลที่เห็นผลชัดเจน และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุด รวดเร็วฉับไว                 เมื่อโลกพัฒนาเปลี่ยนจากยุคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคดิจิตอล ความสำคัญของงานแต่ละตำแหน่งก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลก งาน IT จึงเป็นสายงานที่ได้รับความสนใจในการสมัครงาน หรือการเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการมีที่ยืนในตลาดงานรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### เมื่อไปสัมภาษณ์งาน เตรียมตัว เตรียมใจ อย่างไร ให้ได้งานชัวร์                 สำหรับผู้ที่ต้องการหางานทำหรือใครที่กำลังมองหางานใหม่ที่มีความท้าทายที่มากกว่า นอกจากขั้นตอนการสมัครงานด้วยโปรไฟล์แล้ว ขั้นตอนการสัมภาษณ์งานก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเราจะได้งานนั้น ๆ หรือเปล่าด้วย และจุดนี้เองที่เป็นจุดที่ยากที่สุดในกระบวนการสมัครงาน เพราะต่อให้ทำงานเก่งมากแค่ไหนแต่สกิลการสัมภาษณ์น้อยก็มีโอกาสที่จะไม่ถูกรับเข้าทำงานได้ อย่างนั้นแล้วเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานที่ต้องการก็ควรจะต้องมีการเตรียมตัวให้ดี # โปรไฟล์ครบ ทั้งแบบย่อและแบบละเอียด การเขียน Resume หรือ CV ของคนไทยนับว่ายังเป็นเรื่องที่ห่างไกลความสมบูรณ์แบบและยังไม่เป็นที่นิยมมาก แต่หากว่าใครที่สามารถทำได้ดี โอกาสสัมภาษณ์งานแล้วผ่านก็จะมีสูงขึ้น ซึ่งโปรไฟล์ที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยแบบสรุปที่อ่านจบได้ในหน้าเดียวกับรายละเอียดที่แนบมาเผื่อไว้ให้กรรมการอ่าน และนำว่าให้เตรียม Certificate ที่เกี่ยวกับอาชีพไปให้พร้อม ยิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี # การแต่งกายต้อง Formal และ Smart ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนแต่งตัวดีจะมีโอกาสได้งานทำที่มากกว่า ยิ่งในตำแหน่งที่เป็นหน้าเป็นตาหรือเป็นงานที่ต้องติดต่อลูกค้า พนักงานที่แต่งตัวดีทาง HR จะถือว่าเป็นคนที่มีความพร้อมและน่าสนใจมากกว่า เพราะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและความเอาใจใส่ในรายละเอียดได้ในระดับหนึ่งเลย นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นการให้เกียรติกรรมการที่มาทำหน้าที่สัมภาษณ์งานด้วย # ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานตำแหน่งอะไรก็ตาม บริษัทที่สัมภาษณ์งานย่อมต้องการบุคลากรที่มีความมั่นใจว่าจะสามารถทำงานที่มอบหมายให้ได้ เพราะฉะนั้นแล้วเวลาไปสัมภาษณ์งานควรจะต้องพกความมั่นใจไปด้วยเสมอ พยายามอย่าไปกังวลเรื่องคู่แข่งที่มาสัมภาษณ์งานพร้อมกับ เพราะจะทำให้รู้สึกประหม่าและแสดงออกว่าไม่มั่นใจได้ # ความอ่อนน้อมและการแสดงออกถึงความเคารพคนที่มีอายุมากกว่าและคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า (รวมถึงกรรมการสัมภาษณ์) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทของไทยหรือต่างประเทศก็ต้องการคนที่ไม่ถือตัวเสมอ พฤติกรรมการแสดงออกถึงความอ่อนน้อมและมีมารยาททางสังคมที่ดี จะทำให้คนอยากได้ไปร่วมงานด้วย                 รับรองได้เลยว่าหากมีการเตรียมตัวไปอย่างเรียบร้อยและมั่นใจแล้ว โอกาสการได้งานที่ต้องการก็จะมีสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานยากแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวใครเลย และเมื่อได้งานที่ต้องการไปแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ และรักษาตำแหน่งเอาไว้ให้ดีด้วย ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### โบนัสบริษัทญี่ปุ่น หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้คนอยากร่วมองค์กร บริษัทญี่ปุ่น เป็นบริษัทจากอีกหนึ่งชาติที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจ ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมทางรถยนต์ ภาพยนตร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาตลอด ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในโลกก็ตาม ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นเติบโต และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้นก็มาจาก หัวใจขององค์กรที่มีการดูแลพนักงานเป็นอย่างดี มอบหมายงานได้ถูกกับบุคลากร และให้โบนัสตามความเหมาะสมของงานที่พนักงานได้ลงทุน ลงแรงเหนื่อยมาตลอดทั้งปี  จึงไม่แปลกใจเลยที่เมื่อมีคนค้นพบความจริงข้อนี้เข้าแล้ว ก็เกิดอยากเปลี่ยนใจจากงานที่ทำอยู่ เพื่อไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งในหลายๆเว็บมีการแชร์ข้อมูลการจ่ายโบนัสของบริษัทญี่ปุ่นหลายๆที่ออกมา แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขคร่าวๆนะครับ เพราะจริงๆแล้วการให้โบนัสก็ขึ้นอยู่กับ performance หรือคะแนนที่แต่ละคนได้จากการประเมินการทำงานอีกด้วย ที่ไหนได้เท่าไหร่กันบ้าง ไปดูกันเลย อย่างในธุรกิจอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นที่ปกติถือว่าเป็นกลุ่มบริษัทที่มีการจ่ายเงินโบนัสให้กับพนักงานมากที่สุด โดยอ้างอิงจาก https://money.kapook.com/view202283.html บริษัท มิตซุบิชิ อิเลคทริค ไทย ออโต้พาร์ท จำกัด (Bonus 8.5 เท่าของเงินเดือน + 10,000 บาท) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด (Bonus 8.3 เท่าของเงินเดือน + 30,000 บาท) บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Bonus 7.5 เท่าของเงินเดือน + 20,000 บาท) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Bonus 6.3 เท่าของเงินเดือน + 25,000 บาท) เป็นไงบ้างครับ น่าอิจฉามากๆเลยใช่มั๊ย จริงๆแล้วนอกเหนือจากการจ่ายโบนัสประจำปีที่น่าสนใจแล้วนั้น บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านอื่นๆที่ครอบคลุมในปัจจัยพื้นฐานอีกด้วย อย่างเช่น การมีค่าอาหารกลางวัน ค่ารักษาพยาบาลที่ครอบคลุมถึงคนในครอบครัว และการซัพพอร์ทรถรับส่งพนักงาน  แต่ก็ขึ้นรายละเอียดของแต่ละบริษัทนะครับ แต่การที่เราจะได้รับโบนัสหรือสวัสดิการเหล่านี้ ก็ต้องแลกด้วยการทำงานให้เกิดประสิทธิผลให้กับบริษัท ซึ่งส่วนมากก็จะมีการชี้วัดกันด้วย KPI หรือ Evaluation ต่างๆที่แต่ละบริษัทมีการกำหนดขึ้นมานั่นเอง นอกจากนั้นคนญี่ปุ่นอย่างที่เราทราบกันดี เป็นชนชาติที่เคร่งเรื่องระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตัวเองสูง สิ่งที่บริษัทต้องการอาจจะเป็นคนเก่งก็จริงอยู่ แต่หากเก่งแล้วไม่มีระเบียบวินัย ไม่ใส่ใจงานของตนเอง ก็อาจจะได้รับการผลการประเมินที่ไม่ดีบริษัทญี่ปุ่น ดังนั้นก่อนใครก็ตามที่จะเข้าสมัคร  คุณควรที่จะต้องแน่ใจว่าตนเองมีคุณสมบัติมากพอที่จะยอมรับวัฒนธรรมองค์กรของพวกเขาในข้อนี้ได้ แต่อย่างไรก็ดี บริษัทญี่ปุ่น ก็เป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีในอนาคตการทำงานที่มั่นคง เพราะพวกเขาให้ความใส่ใจต่อองค์กร และดูแลพนักงานอย่างดี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งอันชาญฉลาด ที่ทำให้คนในก็ไม่อยากจะออก แต่คนนอกกลับอยากจะเข้า ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### งานภาษาญี่ปุ่น งานที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดงาน ณ ขณะนี้ สายงานภาษาญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งสายงานทางด้านภาษาที่ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปี ก็ไม่มีทางที่จะเพียงพอต่อตลาดแรงงานเลย กลับกันงานสายนี้ยิ่งเพิ่มความต้องการมากขึ้นด้วยซ้ำ จนตอนนี้ใครที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมา หรือกำลังอยากทำงานทางด้านภาษานี้โดยเฉพาะ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว เพราะยังไงก็ไม่อดตาย แถมยังจะโดนยื้อยุดฉุดกระชากจากบริษัทอีกหลายแห่งด้วยซ้ำไป แต่นั่นเป็นเพราะอะไร แล้วจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเข้าทำงานในสายงานภาษาญี่ปุ่นได้ บทความนี้เรามีคำตอบ สาเหตุหลักของบริษัทญี่ปุ่นที่เติบโตในไทย  และทำให้สายงานภาษาญี่ปุ่นเป็นที่ต้องการอยู่ตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่ทำให้สายงานภาษาญี่ปุ่นในไทยมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น นั่นก็เพราะบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนและเปิดบริษัทในไทยมีเยอะขึ้นนั่นเอง อาจด้วยเพราะเมืองเราก็เรียกได้ว่าเป็นเมืองพี่น้องกับญี่ปุ่นมาช้านาน ทำให้ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบที่จะได้คบค้าสมาคมกับคนไทย อีกทั้งวัฒนธรรม ผู้คน และศาสนาของบ้านเราและบ้านเขาก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ยังผลให้สายงานภาษาญี่ปุ่นไม่ว่าจะผลิตคนมาเพิ่มเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ถือได้ว่าเป็นแรงงานคุณภาพ ที่เขาจ้างในอัตราค่าแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับที่บ้านตัวเอง ด้วยค่าจ้างที่ได้มากกว่าภาคเอกชนของบ้านเรากว่า 1-3 เท่า อีกทั้งยังได้สวัสดิการที่ดี โบนัสยุติธรรม จนเหตุปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เลือกทำงานบริษัทญี่ปุ่น เพราะสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่า เมื่อเทียบกับการทำงานในภาคเอกชน หรือรัฐบาลที่ใช้เวลาในการทำงานเท่ากัน ต้องทำอย่างไรให้ได้สายงานภาษาญี่ปุ่น หากอยากเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่น และใฝ่ฝันที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในองค์กร เรามีวิธีการง่ายๆที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณได้งานในสายภาษาญี่ปุ่นมาแชร์กันครับ # มีผลการเทสระดับภาษาญี่ปุ่น รวมถึงใส่ keyword นั้นๆลงใน resume ของเราด้วย ในงานที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นนั้น มีความต้องการระดับภาษาญี่ปุ่นที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าบริษัทจะวัดความสามารถของเราได้ ก็อาจจะต้องวัดจากระดับเทสภาษาญี่ปุ่นที่เรียกว่า JLPT นั่นเอง ระดับจะไล่ตั้งแต่ระดับ N5 จนถึง N1 ที่ถือว่าสามารถสื่อสาร เขียนและอ่านภาษาญี่ปุ่นได้ดีที่สุด การได้รับ JLPT Certificate ช่วยให้มีโอกาสได้งานภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นแล้ว บางบริษัทยังสามารถพิจารณาให้เงินเดือนมากกว่าแคนดิเดตอื่นๆอยู่พอสมควร ส่วนมากที่บริษัทญี่ปุ่นมีการมองหาพนักงาน ส่วนมากก็จะเป็นตั้งแต่ระดับ N3 ขึ้นไป ซึ่งจะเน้นในตำแหน่งที่อาจจะต้องทำงานร่วมกับผู้บริหารคนญี่ปุ่นหรือ Supplier ที่เป็นบริษัทในเครือ หรืออาจจะช่วยในการแปลให้กับผู้บริหาร ส่วนถ้าเราได้ JLPT Certificate ในระดับ N2 หรือ N1 เราจะมีตัวเลือกในการหาเงินเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย เนื่องจากในงานที่อาจจะต้องใช้ Business Japanese Communication อย่าง Sales Japanese Speaker, งาน Japanese Interpreter, หรือกลุ่ม Project Manager นั้น บริษัทญี่ปุ่นมักจะกำหนด Requirement ของตัวงานไว้ที่ระดับ JPLT N1 หรือ N2 นั่นเอง เป็นเพราะตำแหน่งเหล่านี้ต้องมีการติดต่อทำงานกับบริษัทลูกค้าภายนอกรวมถึงการใส่ Keyword อย่าง Japanese, JLTP N2 หรือ Japanese N3 ไว้ใน Resume ของเรา ช่วยให้ HR สามารถค้นหาโปรไฟล์ของเราเจอได้ง่ายขึ้นอีกด้วย # หางานภาษาญี่ปุ่นที่มี demand พนักงานด้านนั้นสูงๆ ในปัจจุบันนี้มีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมาก รับคนที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ซึ่งถ้าเรามองว่าบริษัทญี่ปุ่นส่วนมากเข้ามาเปิดธุรกิจที่ไทยก็จะเน้นสร้างฐานการผลิต หรือเป็น เซลส์ออฟฟิศ ซึ่งในบริษัทกลุ่มนี้ก็จะมีความต้องการพนักงานที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ดี ตำแหน่งที่มักจะมีการเปิดหาพนักงานบ่อยๆ และอาจจะตรงกับ demand ของบริษัทกลุ่มนี้ก็จะเป็นในด้าน Sales ซึ่งแน่นอน Sales เป็นตำแหน่งโดยตรงที่ชี้ผลการเติบโตในยอดขายของบริษัท จึงมีความต้องการในตลาดงานค่อนข้างสูง เราจะเห็นในเว็บหางานว่ามีเปิดรับตำแหน่ง Sales (Japanese Speaker) อยู่มากมาย  วิศวกรเป็นอีกจำแหน่งที่มีการเปิดค่อนข้างเยอะ เนื่องจากในงานที่เป็น technical และต้องใช้สกิลเฉพาะด้าน อย่างการอ่าน Drawing วิธีการลดต้นทุน ลดเวลาในการผลิต รวมถึงศัพท์และความเข้าใจเฉพาะทางในสาขาวิศวกรรมด้านนั้นๆ ยิ่งเราสามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว เรามีโอกาสในการเติบโตและรับเงินเดือนที่สูงกว่าคนอื่นด้วย อีกตำแหน่งที่ถือว่ามีความต้องการสูงนั่นคือ ตำแหน่งล่ามภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มักจะเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริหารญี่ปุ่นและพนักงานคนไทย # ค้นหางานจากเว็บไซต์ที่เปิดรับสายงานภาษาญี่ปุ่น การหางานในสมัยนี้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเสียอีก เนื่องจากมีบริการและเว็บไซต์ที่ช่วยในการหางานเป็นตัวเลือกให้กับเราเยอะมาก แต่ถ้าหากคุณสนใจงานด้านภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ แล้วล่ะก็ มีเว็บไซต์ที่เปิดให้เราเข้าไปหางานหรือยื่นใบสมัครในบริษัทญี่ปุ่นโดยเฉพาะ แต่ถ้าอยากสะดวกมากขึ้น และได้งานในบริษัทญี่ปุ่นได้เร็วแล้วนั้น เราอาจจะลองใช้บริการจากบริษัทจัดหางานอย่าง REERACOEN ของเราดูได้นะคร๊าบ เพราะนอกเหนือจากจะเราจะรวบรวมงานที่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นไว้จากทั่วประเทศแล้ว เรายังมี Consultant คอยแจ้งงานที่ตรงกับความคาดหวัง และระดับภาษาของเราได้เลย รับรองว่าคุณจะได้งานภาษาญี่ปุ่นอย่างที่คุณตั้งใจไว้แน่นอน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### 5 สิ่งควรทำเพื่อพิชิตใจเจ้านายในบริษัทญี่ปุ่น                 การทำงานในบริษัทญี่ปุ่นอาจเป็นหนึ่งในความฝันของหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัจจัยเรื่องไลฟ์สไตล์ ความก้าวหน้าของบริษัทญี่ปุ่นที่โดดเด่นกว่าบริษัทต่างชาติอื่น หรือเรื่องผลตอบแทนที่ได้มากพอที่จะทำให้ครอบครัวอยู่อย่างสุขสบาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยกับความเหนื่อยยาก และการทำงานกับผู้ที่ต่างวัฒนธรรมกัน โดยนิสัยส่วนตัวของคนญี่ปุ่นมักเป็นคนที่ละเอียด จริงจังกับทุกสิ่งในชีวิต และมีวินัยเป็นอย่างมาก วันนี้เรามีเทคนิคพิชิตใจเจ้านายในบริษัทญี่ปุ่นมาฝาก ทำอย่างไรให้ได้ใจ และกลายเป็นมือขวาที่เจ้านายไว้วางใจ # สังเกตและเรียนรู้นิสัยใจคอของเจ้านายญี่ปุ่น                 สามารถเรียนรู้ได้จากการทำงานร่วมกันกับเจ้านายญี่ปุ่น สิ่งไหนที่เขาชอบหรือไม่ชอบบ้าง เจ้านายญี่ปุ่นบางคนชอบจี้ตามงานทุกกระเบียดทุกขั้นตอน เพียงเพราะกลัวเราจะทำพลาด หรืออาจจะอยากทราบเพื่อความสบายใจส่วนตัว แต่หากเราทำงานจนเจ้านายมั่นใจแล้ว ก็สามารถคลายนิสัยตามจี้นี้ลงได้ ซึ่งนิสัยนี้ไม่ได้เป็นกับเจ้านายญี่ปุ่นทุกคน บางรายจะแค่คอยดูแลและควบคุมอยู่ห่าง ๆ คอยเป็นที่ปรึกษายามมีปัญหา ถือเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้งานนอกจากลักษณะของตำแหน่งงานที่ทำ ซึ่งหากจับจุดได้แล้ว จะทำให้ชีวิตการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นของคุณสดใสราบรื่นแน่นอน # โชว์ผลลัพธ์ในการทำงานผ่านตัวเลขที่วัดค่าได้                 หากคุณตั้งใจจะทำอะไรซักอย่างในหน้าที่หรือโชว์ผลลัพธ์ในการทำงานของคุณในบริษัทญี่ปุ่น แน่นอนว่าการวัดผลที่สามารถวัดค่าได้ออกมาเป็นตัวเลขสำคัญมาก KPI เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องคอยนึกถึง ซึ่งตัวเลข KPI มักจะตั้งขึ้นมาจากผลลัพธ์ที่บริษัทคาดหวัง รวมถึงเป็นตัวเลขที่วัดความขยันในการทำงานของเราด้วย # การเตรียมความพร้อมในงานที่ได้รับมอบหมายอยู่เสมอ ในกรณีที่คุณได้รับมอบหมายงานใด ๆ ก็ตาม คุณจะต้องเตรียมข้อมูล และคำตอบในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ชัดเจน มีแนวทางในการแก้ปัญหา และแนวทางการขยายผลงานให้พัฒนายิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยซื้อใจเจ้านายบริษัทญี่ปุ่นของคุณได้อย่างแน่นอน เพราะนั่นเท่ากับคุณได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความทุ่มเท และความใส่ใจในงาน มากกว่าการนั่งรอเจ้านายป้อนงานให้อยู่เสมอ # มีไมตรีและความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกในองค์กร                 เป็นอีกสึ่งหนึ่งที่บริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การทำงานเป็นทีม มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันภายในองค์กร เพราะองค์กรไม่สามารถขับเคลื่อนให้ประสบผลสำเร็จได้จากคนเพียงคนเดียว แต่หากเรามีความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาองค์กรในด้านที่ตนดูแลรับผิดชอบให้ดี รวมถึงการช่วยกันรักษาผลประโยชน์ขององค์กรด้วย สิ่งเหล่านี้จะสร้างองค์กรที่มีความเข้มแข็งและสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานได้ # แสดงความสามารถในการทำงานให้เจ้านายเห็นเป็นที่ประจักษ์ การแสดงฝีมือการทำงานให้เจ้านายในบริษัทญี่ปุ่นของคุณเห็นเป็นที่ประจักษ์นั้น ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เรามักเห็นคนทำงานเก่งฝีมือดีแต่ยังคงทำงานอยู่กับที่ ไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สาเหตุหลัก ๆ ก็เพราะเจ้านายผู้ที่สามารถตัดสินชะตาชีวิตการทำงานของคุณได้ ไม่ได้ทราบว่าคุณนั้นทุ่มเทและทำงานได้ดีแค่ไหน คุณแค่หมั่นรายงานผลการทำงาน และแสดงให้เจ้านายเห็นอย่างเหมาะสม แต่ก็อย่าให้มากจนกลายเป็นอวดตนหรือประจบสอพลอ หากคุณมีทั้งหมดนี้ มั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถพิชิตใจเจ้านายญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน ให้การได้รับโบนัสก้อนโต การได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของชีวิตการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นของคุณไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป Link สำหรับฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th อ่าน Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### คำถามวัดแนวความคิด ตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้ผ่านฉลุย คำถามวัดแนวความคิด ตอบคำถามสัมภาษณ์งานให้ผ่านฉลุย                 จะทำอย่างไรหากคุณไปสัมภาษณ์งานแล้วเจอคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการงานหรือที่ทำงาน แต่กลับกลายเป็นคำถามสุดแปลก ที่บางทีดูไร้สาระหรือดูเป็นคำถามที่ยียวนกวนใจด้วยซ้ำ อย่างแรกให้คุณเข้าใจไว้ก่อนเลยว่า ทุกคำถามในการสัมภาษณ์งานไม่มีคำถามใดไร้สาระ เพียงแต่ผู้สัมภาษณ์อาจต้องการทดสอบคุณนอกเหนือจากความรู้เรื่องงานที่คุณเตรียมมา เพื่อให้ได้รู้จักคุณมากขึ้นกว่าการตอบคำถามตามรูปแบบทั่วไปก็เป็นได้                 การถูกตั้งคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานเลยนั้น อาจทำให้คุณรู้สึกแย่ หรือตื่นตระหนกมากกว่าเดิม แต่หากคุณพิจารณาดูดี ๆ แล้วนั้น คำถามเหล่านี้มักเป็นคำถามปลายเปิด ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด แต่เป็นเพียงการถามเพื่อทดสอบทักษะด้านต่าง ๆ ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะเชิงตรรกศาสตร์ หรือระบบความคิดของคุณว่ามีการจัดเรียงความสำคัญ หรือสามารถนำมาเชื่อมโยงกับงานได้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งบางคำถามอาจช่วยละลายพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดจากความเครียดในขณะถูกสัมภาษณ์ ช่วยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ผ่อนคลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งประเภทคำถามได้ดังนี้ # คำถามที่แสดงให้เห็นถึงการมีระบบความคิด หรือกระบวนการทางการคิดวิเคราะห์ที่ดี   ยกตัวอย่างคำถามการสัมภาษณ์งานที่ใช้วัดกระบวนความคิด หรือการคิดวิเคราะห์ คำถามที่คำตอบของคุณจะแสดงให้เห็นระบบความคิด กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน อาทิ ในตลาดสำเพ็งมีร้านขายสินค้าประเภทใดมากที่สุด ซึ่งคำตอบที่ได้อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องแท้จริงก็ได้ แต่ผู้สัมภาษณ์จะดูกระบวนการคิดตั้งแต่เริ่มต้นคำตอบว่าเป็นระบบมากน้อยเพียงใด โดยคุณอาจเริ่มต้นตอบคำถามว่า จากประสบการณ์ตรงในการเดินตลาดสำเพ็ง และข้อมูลจากบุคคลรอบตัว หากต้องการหาซื้อสินค้าประเภทกิ๊ฟช็อปก็มักจะนึกถึงตลาดสำเพ็งเป็นที่แรกเสมอ แบบนี้เป็นต้น เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เห็นหลักการคิดอย่างมีระบบของคุณ มีการอ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัว และจากคนรอบข้าง # คำถามที่แสดงความคิดเชิงตรรกศาสตร์                 ในส่วนของคำถามการสัมภาษณ์งานที่วัดความคิดเชิงตรรกศาสตร์นั้น จะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถเชื่อมโยงให้สัมพันธ์กับความเป็นจริงได้ใกล้เคียง ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ทราบว่าสิ่งที่คุณตอบนั้นถูกหรือไม่ อาทิ ให้คุณอธิบายสีน้ำเงินให้กับผู้ที่ตาบอดสี หรือมีความพิการทางสายตา ซึ่งคุณอาจจะอธิบายได้ว่าเป็นสีที่ทำให้รู้สึกสุขุม เยือกเย็น เข้มแข็งหนักแน่น เหมือนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล เกลียวคลื่นที่ดูทรงพลัง และบรรยากาศกลางทะเลเงียบลึกสุขุมเยือกเย็น เป็นต้น # คำถามเชิงจิตวิทยา                   เป็นคำถามประเภทการตั้งสมมติฐาน หรือให้บอกสิ่งที่คุณอยากเป็น เพื่อแสดงให้เห็นถึงลักษณะบุคลิกภาพส่วนบุคคล ซึ่งหากคุณเจอคำถามประเภทนี้คุณควรตอบและอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนลงไปด้วย อาทิ ให้คุณเลือกเป็นต้นไม้สักต้น คุณจะเป็นต้นอะไร? คำตอบจะแฝงความเป็นตัวคุณโดยไม่รู้ตัว คุณอาจตอบว่าเป็นต้นไผ่ เพราะไผ่ต่อให้สูงและแข็งแรงแค่ไหน แต่ก็ยังอ่อนและลู่ไปตามลมได้เสมอ เปรียบเสมือนตัวคุณที่หากการสัมภาษณ์งานในครั้งนี้ ทำให้คุณได้รับโอกาสเข้าทำงานที่บริษัท คุณก็พร้อมที่จะโอนอ่อนไปตามวัฒนธรรมองค์กร หรือปรับตัวให้สามารถทำงานได้ตามทิศทางของนโยบายบริษัท เป็นต้น                 จะเห็นได้ว่าคำถามสัมภาษณ์งานแปลก ๆ ที่เมื่อรู้เหตุผลและที่มาที่ไปแล้ว ก็กลายเป็นคำถามที่ไม่ได้แปลกอะไรเลย นอกจากคำถามเหล่านี้จะวัดความคิด ทัศนคติ และความเป็นคุณแล้ว ยังทดสอบไหวพริบปฏิภาณและวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของคุณอีกด้วย ซึ่งวิธีเอาตัวรอดกับคำถามแปลก ๆ ประเภทนี้ เพียงแค่คุณมีสติ ไม่กระโตกกระตาก และคิดทบทวนคำถามอย่างสุขุมใจเย็น ไม่ตื่นตูม ตอบทุกอย่างไปตามที่คุณคิดว่าถูกว่าควร เพราะเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าคำตอบที่เราตอบจะตรงใจผู้สัมภาษณ์หรือไม่ แต่เชื่อเถอะว่าการที่คุณตอบคำถามย่อมดีกว่าการที่คุณส่ายหน้าให้กับคำถาม อึ้ง นิ่ง และพูดได้เพียงว่า “ไม่รู้” แน่นอน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles   ### ไขข้อสงสัย-ทำไมคุณถึงหางานไม่ได้ซักที? ไขข้อสงสัย ทำไมคุณถึงหางานไม่ได้ซักที?                 เป็นกันไหม? เตรียมตัวมาอย่างดี แต่ไปสัมภาษณ์งานกี่ที่ก็ยังไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่คิดว่าหางานที่เหมาะกับตัวเองแล้วแท้ ๆ เป็นอย่างนี้จนรู้สึกท้อใจและพาลโทษทุกสิ่งรอบกาย แต่ลืมย้อนมาดูตัวเอง ว่าเราเองรึเปล่า? ที่เป็นสาเหตุของการพลาดโอกาสในการทำงานหลายต่อหลายครั้ง วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยว่าทำไมคุณถึงหางานไม่ได้ซักที? # สำรวจว่า Resume หรือ CV ของคุณดีพอแล้วหรือยัง? Resume หรือ CV เอกสารสำคัญในการแนะนำตัวคุณเองให้ว่าที่นายจ้างของคุณรู้จัก ถือเป็นใบเบิกทางที่สำคัญในการหางาน เพื่อให้องค์กรที่คุณสนใจ รับพิจารณาและให้โอกาสในการเรียกคุณมาสัมภาษณ์งานต่อไป ตรวจสอบดูว่าเอกสารแนะนำตัวของคุณนั้นน่าอ่านหรือไม่ คุณวางรูปแบบได้น่าสนใจเพียงใด หรือคุณใส่ข้อมูลส่วนตัวของคุณมากหรือน้อยไปขนาดไหน ที่สำคัญตรวจสอบความถูกต้องของการใช้ภาษา คำศัพท์ และการสะกดในแต่ละคำทุกตัวอักษร เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจทำให้คุณเสียโอกาส เพราะสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ก็มีความผิดพลาดให้เห็นมานักต่อนักแล้ว # ทำความรู้จักองค์กร และตำแหน่งงานที่สมัครอย่างละเอียดถี่ถ้วน ข้อนี้ถือเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานในการสมัครงานเลยก็ว่าได้ หลังจากคุณหางานที่ชอบที่ใช่ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปหลังจากส่งใบสมัครพร้อมเอกสารแนะนำตัวเรียบร้อย ช่วงเวลาที่คุณรอการนัดหมายให้ไปสัมภาษณ์งานนั้น คุณต้องหาข้อมูลหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องทุกอย่างกับงานใหม่ของคุณให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่เพียงแต่ข้อมูลพื้นฐาน อาทิ ประวัติองค์กร รายนามผู้บริหาร หรือหน้าที่ของตำแหน่งงานที่คุณสมัคร คุณควรศึกษาข้อมูลเหล่านี้มาล่วงหน้า และคุณต้องหาข้อมูลอื่นเพิ่มเติมด้วย เพื่อที่จะทำให้คำตอบของคุณโดดเด่นมากกว่าผู้สมัครรายอื่น จนเป็นที่น่าจดจำแก่ผู้สัมภาษณ์ # บุคลิกลักษณะที่เหมาะกับงาน ปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือจากคุณสมบัติและความสามารถที่คุณมี แต่กลับปัจจัยสำคัญในการหางานให้ได้งานที่หลาย ๆ คนมองข้าม นั่นคือ บุคลิกที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ งานบางตำแหน่งต้องการผู้ที่มีบุคลิกภาพดี พูดจาดี อัธยาศัยดี ยิ่งหากคุณไปสัมภาษณ์งานในบริษัทที่ไม่มีชุดยูนิฟอร์ม รสนิยมในการแต่งตัวของคุณแทบจะบ่งบอกถึงผลการสัมภาษณ์งานของคุณได้ตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว บริษัทบางแห่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากพอสมควร เพราะอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรในอนาคตก็เป็นได้ ปัจจุบันมีการเปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวกับบุคลิกภาพอยู่มากมาย หากคุณไม่มั่นใจ และไม่ต้องการหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ คุณควรลองลงทุนระยะสั้นในการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่แสนจะคุ้มค่าในระยะยาว นี่เป็นเพียง 3 ประเด็นหลัก ๆ ที่หากคุณขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ผลลัพธ์ที่ได้คงหนีไม่พ้นการที่คุณต้องหางานใหม่อยู่เรื่อย ๆ เป็นแน่ ยังไม่รวมถึงปัจจัยด้านอื่น ๆ อีกยิบย่อยที่คุณต้องใส่ใจมากกว่าแต่ก่อน ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โลกพัฒนาขึ้นทุกวัน จนปัจจุบันเข้าสู่ยุคสมัยแห่งโลกเทคโนโลยี ยุคที่ AI สามารถทำงานแทนคนได้ ทำให้คนหางานมีมากกว่าตำแหน่งงานที่ตลาดงานรองรับ การสร้างตัวตน สร้างเอกลักษณ์ในแบบของคุณให้เป็นที่น่าสนใจบนพื้นฐานความเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้น ๆ จะช่วยให้โอกาสในการได้งานของคุณมีมากกว่าผู้สมัครรายอื่น ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### 7 เทคนิคสร้างความมั่นใจก่อนสัมภาษณ์งาน 7 เทคนิค สร้างความมั่นใจก่อนสัมภาษณ์งาน เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง หากคุณเป็นอีกหนึ่งคน ที่กำลังมีปัญหาในการจัดการกับความรู้สึกตัวเองที่ห่อเหี่ยว ตึงเครียด และตื่นเต้นในการเข้ารับการสัมภาษณ์งานที่กำลังจะมาถึง วันนี้เรามี 7 เทคนิค การสร้างความมั่นใจให้กับตัวคุณเองก่อนเข้ารับการสัมภาษณ์ เพราะเราเชื่อว่าการมีการเตรียมตัวที่ดีทำให้คุณมีชัยในการได้งานมากกว่าคู่แข่งรายอื่นแน่นอน # สร้างขวัญและกำลังใจให้กับตัวเอง หาเหตุผลในการสร้าง Passion กับงานที่สมัคร ก่อนไปให้สัมภาษณ์งาน ให้คุณลองคุยกับตัวเองให้ขวัญและกำลังใจตัวเองเยอะ ๆ หรือให้คนที่มีอิทธิพลกับคุณ อาทิ ครอบครัวเพื่อให้กำลังใจและชื่นชมคุณ เพื่อให้คุณมีพลังบวกในการตอบคำถาม และที่สำคัญอย่าลืมสร้าง Passion กับงานที่คุณสมัครด้วย เพราะหากคุณมีความรู้สึกกับงานที่ดี มีความรักและหลงใหลในตำแหน่งงานนั้น ๆ จะทำให้การตอบคำถามของคุณมีเสน่ห์ และดูจริงใจมากขึ้นโดยปริยาย # จัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ให้ดูดึงดูด น่าสนใจ และแตกต่างจากรายงาน แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เป็นสิ่งที่คุณจะนำไปยื่นให้กับมือผู้สัมภาษณ์งาน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาการเข้ารับทำงานเพิ่มเติม คุณต้องสร้างออกมาให้ดูน่าสนใจตั้งแต่หน้าแรกที่เปิดดู และดึงดูดให้เปิดดูต่อไปเรื่อย ๆ จนจบเล่ม ซึ่งปัจจุบันยังมีเว็บไซต์หรือหลักสูตรสอนการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ให้คุณเลือกใช้บริการมากมาย # การศึกษาข้อมูลให้ดีสร้างความมั่นใจให้กับคุณได้ ไม่ว่าคุณจะไปสัมภาษณ์งานที่ใด คุณควรศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวกับองค์กรมาเป็นอย่างดี ให้มีข้อมูลที่ครบ ครอบคลุมรอบด้าน แล้วจึงนำมาปรับใช้กับความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ในการทำงานของคุณ เพื่อให้สามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง และผู้สัมภาษณ์เห็นได้ถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความเอาใจใส่ในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้ของคุณ # พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมในด้านที่โดดเด่นขององค์กร คุณควรเพิ่มทักษะและศักยภาพให้กับตัวเองก่อนไปสัมภาษณ์งาน ถึงแม้ตำแหน่งงานที่คุณสมัครอาจไม่เกี่ยวข้องกับทักษะที่จะพัฒนา อาทิ หากคุณเลือกสมัครงานในบริษัทที่เกี่ยวกับ IT แม้ว่าจะเป็นในตำแหน่ง นักบัญชี นักประชาสัมพันธ์ หรือนักการตลาดก็ตาม แต่คุณควรมีทักษะความรู้ด้าน IT ติดตัวไว้ด้วย # ซักซ้อมการให้สัมภาษณ์ หรือคาดเดาหัวข้อที่คาดว่าคุณจะถูกตั้งคำถาม การมีชุดคำถามไว้ในใจ หรือการซ้อมตอบคำถาม เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความมั่นใจก่อนถูกสัมภาษณ์ได้แน่นอน หากเปรียบการสัมภาษณ์งานเหมือนการแสดงดนตรี ก็เหมือนกับเราได้ซ้อมดนตรีก่อนขึ้นแสดงจริง ข้อผิดพลาดที่เกิดย่อมน้อยกว่าไปแสดงสดโดยขาดการซ้อมเป็นแน่ # นำเสนอจุดเด่นและข้อดีของตัวเองบนพื้นฐานของความเหมาะสม คุณควรหาและพิจารณาทั้งจุดเด่นและข้อดีของตนเองอย่างรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วน เพราะข้อนี้หากไม่ระวังจะส่งผลทั้งทางบวกและลบให้กับคุณ ไม่บอกเลยบริษัทก็จะไม่รู้ว่าคุณมีอะไรที่โดดเด่นกว่าผู้สมัครรายอื่นบ้าง หรือถ้าบอกมากไปก็จะดูโอ้อวดจนเกินงาม # ตอบทุกคำถามที่ถูกถาม บนพื้นฐานของการมองโลกในแง่บวก แน่นอนว่าคงไม่มีองค์กรใดอยากรับคนที่มีพลังลบ หรือเป็นคนมองโลกในแง่ลบอยู่เสมอเข้ามาทำงานในองค์กรของตน เพราะพลังบวกที่พนักงานแต่ละคนมี จะส่งผลต่อการทำงาน ทัศนคติ หรือบรรยากาศในองค์กรให้ดีอีกด้วย หากสังเกตดี ๆ ทั้ง 7 ข้อที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้คุณก่อนสัมภาษณ์งานนั้น นอกจากปัจจัยด้านการเตรียมตัวในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับงานหรือที่ทำงานแล้วซึ่งถือเป็นปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในอย่างปัจจัยด้านสภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึก ก็มีผลอย่างมากต่อความมั่นใจของคุณ และในเมื่อปัญหาเรื่องการขาดความมั่นใจเกิดขึ้นที่ใจ คุณก็ควรเริ่มต้นแก้ปัญหานี้ด้วยใจเช่นกัน ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles   ### บริษัทจัดหางาน ใช่ตัวช่วยในการหางานจริงหรือไม่? “เรียนจบว่ายากแล้ว การหางานทำนั้นยากยิ่งกว่า” ยิ่งในยุคที่คนตกงานครองเมือง ตลาดงานมีตำแหน่งรองรับน้อยกว่าผู้สมัครงาน ดังนั้นการคัดสรรบุคลากรเข้าทำงานขององค์กรแต่ละแห่ง จึงจำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบและมืออาชีพที่สุด เพื่อให้ได้พนักงานหรือบุคลากรที่เหมาะสมตรงใจ ด้วยเหตุนี้บริษัทจัดหางานจึงเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางระหว่างผู้หางานกับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการคนมาทำงาน ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้งานได้คนตามที่ต้องการอย่างเหมาะสม # บทบาทและหน้าที่ของบริษัทจัดหางาน เหตุใดจึงมีความสำคัญในยุคดิจิตอล บริษัทจัดหางานจะมีหน้าที่รับฝากประวัติของผู้ที่ต้องการสมัครงาน และบางทีอาจมีการเรียกมาสัมภาษณ์ก่อนส่งต่อไปยังองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวผู้สมัครงานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาดำเนินการพิจารณาหางานให้เหมาะและตรงตามที่ผู้สมัครต้องการ โดยในยุคสมัยที่ทุกอย่างง่าย สะดวก และรวดเร็ว ยุคแห่งโลกดิจิตอล เทคโนโลยี ใครที่มีช่องทางในการนำเสนอตัวเองกับองค์กรได้ก่อน ผู้นั้นก็จะมีความได้เปรียบในการได้งานก่อนคนอื่น โดยการหางานผ่านบริษัทจัดหางานเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ง่ายและสะดวกมาก คุณไม่ต้องเดินทางไปถึงสำนักงานให้เหนื่อยและสิ้นเปลือง คุณแค่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เพียงไม่นานประวัติของคุณก็จะไปปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของบริษัทจัดหางานเรียบร้อย และรอลุ้นให้องค์กรต่าง ๆ มาช้อปปิ้งคุณไปทำงานยังองค์กรนั้น ๆ ทั้งนี้การใช้บริการบริษัทจัดหางานนั้น ควรศึกษาข้อมูลบริษัทแต่ละที่ให้ดีว่ามีความน่าเชื่อถือ และมีการขึ้นทะเบียนเป็นบริษัทจัดหางานอย่างถูกต้องจากกรมการจัดหาแรงงาน # “บริษัทจัดหางาน” ตัวช่วยชั้นเยี่ยมของบรรดาผู้หางาน สาเหตุที่บริษัทจัดหางานกลายเป็นตัวช่วยชั้นเยี่ยมของผู้สมัครงาน เป็นเพราะความเชี่ยวชาญชำนาญในการหางานให้ได้งาน และหางานให้เหมาะกับคน มีความเป็นมืออาชีพมากกว่ามือสมัครเล่นอย่างเรา ฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้ต้องออกมาดีมีคุณภาพ ตรงใจทั้งผู้หางาน และหน่วยงานที่หาแรงงานแน่นอน อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ด้วยความเชี่ยวชาญในการจัดหางาน บริษัทจัดหางานจะสามารถยื่นข้อเสนอ หรือต่อรองเงินเดือนให้กับคุณได้ตามความเหมาะสมของตำแหน่งงานนั้น ๆ ซึ่งถือเป็นผลดีกับผู้หางานแน่นอน เพราะบางทีคุณอาจไม่แน่ใจอัตราเงินเดือนกลางของแต่ละตำแหน่ง เลยอาจทำให้ยื่นข้อเสนอเรื่องเงินเดือนมากไปจนบริษัทไม่รับพิจารณา หรือน้อยไปกว่าที่คุณควรจะได้รับก็เป็นได้                 ด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้ สามารถตอบคำถามได้อย่างมั่นใจเลยว่า บริษัทจัดหางานนั้นมีความสำคัญและมีบทบาทที่เด่นชัดในปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก ถือเป็นตัวช่วยหลักในการหางาน และมีเปอร์เซ็นต์การได้งานมากกว่าเราเดินไปสมัครงานเองอีกด้วย ช่วยให้คุณมีเวลาเพิ่มขึ้นในการเตรียมตัวให้พร้อม เมื่อถูกเรียกไปสัมภาษณ์ เพราะทุกวันคือการแข่งขัน สังคมปัจจุบันไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่อ่อนแอกว่า หากคุณพร้อม คุณจงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ และใช้ทุกช่องทาง ทุกโอกาสที่มีเพื่อให้ได้มาซึ่งหน้าที่การงานที่ดีในอนาคต   ฝาก Profile: https://www.reeracoen.co.th/en/contacts/new หน้า Homepage: https://www.reeracoen.co.th/th Content อื่นๆของ Reeracoen: https://www.reeracoen.co.th/th/articles ### เคล็ดลับการหางานที่เหมาะกับตัวเอง-สู่งานที่ใช่ เคล็ดลับการหางานที่เหมาะกับตัวเอง เปลี่ยนความกลัวให้เป็นแรงผลักดันสู่งานที่ใช่ การหางานที่เหมาะกับตัวเองทำไมมันช่างยากจริง ๆ หลายคนคงรู้สึกเช่นนั้นอยู่ในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเองกับงานปัจจุบันที่กำลังทำอยู่ หรือน้อง ๆ นักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ ก็รู้สึกเคว้งคว้าง อยากหางานที่เหมาะกับตัวเอง แต่ก็ไร้จุดหมาย ไร้คนชี้ทางว่าควรจะไปต่ออย่างไรดี ถ